28 กุมภาพันธ์ 2565
11.50 K

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ดิฉันนั่งดูรายการวาไรตี้ญี่ปุ่นรายการหนึ่ง เป็นตอนที่เกี่ยวกับของที่แขกรับเชิญซื้อออนไลน์ ตอนแรก ๆ ทุกคนก็ขิงกันว่า มีอาหารหรือขนมอะไรที่เด็ดบ้าง จนมีนักแสดงคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “อ้อ ฉันเพิ่งซื้อที่วางจานของ YAMAZAKI Jitsugyo ไป”

เพียงเท่านั้น แขกรับเชิญทั้ง 4 คนในรายการก็หันมามองนักแสดงคนนั้น แล้วพูดกันว่า “ใช่ ๆ! ยามาซากิ! ฉันซื้อนั้น นี้ โน้น”

“ที่เก็บลังกระดาษเขาสุดยอดมากเลย”

“ผมซื้อกล่องใส่มาส์กติดข้างฝา ซื้อมา 2 อันด้วย ของผู้ใหญ่กล่องหนึ่ง ของเด็กกล่องหนึ่ง”

“ฉันซื้อที่วางช้อนเล็ก ๆ มาอันหนึ่ง หลังจากนั้น ก็กลายเป็นแฟนคลับของแบรนด์นี้ไปเลย”

ทุกอย่างดูจริง ธรรมชาติมาก ทุกคนดูอินจากใจ

ด้วยความสงสัย ดิฉันเลยลองไปเสิร์ชดูว่า เจ้าแบรนด์ยามาซากินี้น่าสนใจอย่างไร พอดูไปเรื่อย ๆ ดิฉันก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ใส่ไปใน To-shop-list in Japan ครั้งหน้า ถ้าได้ไปญี่ปุ่นเมื่อไร จะไปกว้านซื้อเลย คอยดู

เอาล่ะค่ะ มารู้จักโลกของ YAMAZAKI Jitsugyo กัน

เติบโตจากบริษัทโต๊ะรีดผ้า

บริษัท YAMAZAKI Jitsugyo ก่อตั้ง ค.ศ. 1971 ในเมืองนารา เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตโต๊ะรีดผ้า จากนั้นบริษัทก็ค่อย ๆ ขยับขยายออกมาทำสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น กล่องทิชชู ที่แขวนผ้าเช็ดมือ กล่องใส่เครื่องประดับ

คนญี่ปุ่นเรียกยี่ห้อนี้ว่า YAMAZAKI Jitsugyo แต่โลโก้ ตลอดจนเวลาเขาสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เขาตัดเหลือเพียง YAMAZAKI เท่านั้น

สิ่งที่ลูกค้ามักพูดถึงแบรนด์ YAMAZAKI คือ พวกเขามักผลิตของที่เราอยากได้อยู่พอดี (แต่ไม่รู้ตัว) บางคนก็บอกว่า สินค้าแบรนด์นี้ทำให้รู้ว่า จริง ๆ แล้วเราก็มีเรื่องอึดอัด หรือเรื่องกวนใจเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ในชีวิตประจำวัน แล้ว YAMAZAKI ก็เข้ามาแก้ปัญหาให้

ยกตัวอย่างเช่น แก้วน้ำบ้วนปาก หลายคนมีแก้วน้ำไว้บ้วนปากเวลาแปรงฟัน แต่เคยรู้สึกอึดอัดนิดหน่อยว่า แก้วจะแห้งอย่างไร

แบรนด์แก้ปัญหานี้ด้วยการทำที่แขวนแก้วติดผนัง และออกแบบแก้วให้บริเวณก้นแก้วมีแม่เหล็กติดอยู่

เมื่อเราใช้แก้วใบนี้บ้วนปากเสร็จ ก็คว่ำแก้วใต้ตะขอได้เลย (เสียงในหัวดิฉัน : อยากได้!!!!)

YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น

ช่วงโควิด YAMAZAKI ออกกล่องใส่มาส์กแบบติดข้างฝา แก้ปัญหาเวลาจะออกจากบ้านแล้วลืมเอาหน้ากากอนามัยไปด้วย ฝาด้านบนเป็นฝาแม่เหล็ก เปิดปิดเติมหน้ากากได้ง่าย (เสียงในหัวดิฉัน : อยากได้!!!!)

YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น
ดึงหน้ากากง่าย ๆ
YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น
เติมง่าย ๆ 
YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น
ถ้าไม่อยากติดข้างฝา วางบนโต๊ะก็ได้

สิ่งที่ YAMAZAKI มุ่งหวัง คือการแอบอยู่เคียงข้างชีวิตลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกแปลกใจและประทับใจเวลาใช้สินค้า จนลูกค้ารู้สึกว่าไม่ใช้แบรนด์นี้ไม่ได้

การจะทำเช่นนี้ได้ นักออกแบบของแบรนด์ต้องคอยสังเกตปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเรื่องกวนใจในชีวิตผู้คนอยู่เสมอ

วิธีการมองปัญหาและแก้ปัญหา

นักออกแบบของ YAMAZAKI มีวิธีการหาข้อมูลและแก้โจทย์ในชีวิตประจำวันของลูกค้าได้อย่างน่าสนใจ

ตอนที่จะออกแบบถ้วยตวง เธอเริ่มจากการสำรวจคนใกล้ตัวว่า ทุกคนมีถ้วยตวงหรือเปล่า จากการถามเพื่อน ๆ ในบริษัท เธอพบว่าในจำนวน 25 คน มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่มีถ้วยตวง แม้แต่ผู้ชายที่อยู่คอนโดฯ คนเดียวก็ยังซื้อติดบ้านไว้

แต่พอถามต่อว่า ถ้วยตวงที่ใช้อยู่มีปัญหาอะไรบ้าง คนกว่าครึ่งหนึ่งบอกว่า มองเห็นมาตรวัดด้านข้างถ้วยยากบ้าง แก้วไม่ทนความร้อนบ้าง หรือแก้วถ้วยตวงมีรอยขีดข่วนเวลาใช้ไปนาน ๆ น้ำหนักก็ค่อนข้างมาก เธอเลยสรุปเบื้องต้นว่า คนต้องการถ้วยตวงที่ดูตัวเลขง่าย ทนความร้อน และเบา

เมื่อเธอลองเสิร์ชคำว่า ‘ถ้วยตวง’ และ ‘ถ้วยตวงเก๋ ๆ’ เธอพบว่า มีบทความหรือกระทู้จำนวนมากที่ใช้คำนี้ (5 แสนกว่าบทความ) เธอเลยลองดูต่อว่า คนเสิร์ชคำว่าอะไรต่อจากคำว่า ‘ถ้วยตวงเก๋ ๆ’ บ้าง ปรากฏว่า เธอเจอคำว่า

ถ้วยตวงเก๋ ๆ ทนความร้อน

ถ้วยตวงเก๋ ๆ ทนความร้อน ฟังก์ชันได้

ถ้วยตวงเก๋ ๆ ทนความร้อน สีขาว

ถ้วยตวงเก๋ ๆ ทนความร้อน เครื่องล้างจาน

สรุปคือ เวลาคนขุ่นเคืองกับถ้วยตวงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็จะเสิร์ชหาสินค้าที่ตอบโจทย์พวกเขามากขึ้น เธอเลยพยายามออกแบบถ้วยตวงที่ดูดี แต่มีคุณสมบัติครบถ้วน กล่าวคือ ทนความร้อน ใช้กับเครื่องล้างจานได้

และนี่คือถ้วยตวงที่เธอออกแบบ

YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!

ถ้วยตวงทำเป็นชั้น ๆ ทำให้คนเห็นง่าย ยิ่งเวลาทำอาหาร ก็เทซอสโดยมองจากด้านบนได้เลย ไม่ต้องเทแล้วคอยยกมาดูด้านข้าง

YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!

นอกจากนี้ เธอยังออกแบบเป็น 2 ไซส์ ขนาด 200 มล. และ 500 มล.​ โดยสามารถซ้อนกันได้ (ไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บ)

เพื่อความรื่นรมย์ในการทำอาหาร เธออกแบบช้อนตวงแบบใสที่ตัวช้อนเป็นชั้น ๆ เหลื่อมกันไปคล้ายกับถ้วยตวง เผื่อเอาไว้ใช้เป็นเซ็ตเข้าคู่กัน

YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น
(อยากได้!!!!)

สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ

สิ่งที่ YAMAZAKI ให้ความสำคัญในการออกแบบและผลิตสินค้า มี 3 ประการด้วยกัน

1. การออกแบบสินค้าให้เข้ากับการตกแต่งห้องและพื้นที่ แต่ขณะเดียวกันก็ดูดีและมีลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ

2. สินค้านั้นทำให้ชีวิตผู้คนสะดวกสบายขึ้นในทุก ๆ วัน ขณะใช้ก็ยังรู้สึกแปลกใจและประทับใจ

3. อยู่เคียงข้างชีวิตผู้คน และทำให้พวกเขารู้สึกขาดเราไม่ได้

สินค้าส่วนใหญ่ของ YAMAZAKI จึงมักเป็นสีขาวหรือสีดำ เรียบง่าย แต่ฟังก์ชันตอบโจทย์ปัญหากวนใจในชีวิตประจำวันของเราจริง ๆ

“เรายินดีต้อนรับความท้าทาย

เราไม่เชื่อในการทำอะไรเดิม ๆ แบบที่เราทำมา

เราเกิดมาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง”

จากเว็บไซต์บริษัท www.yamajitsu.co.jp

YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!
YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!

จากใจผู้เขียน

สิ่งที่น่าเสียดายประการเดียวของบริษัท YAMAZAKI คือ ไม่มีการให้ผู้บริหารหรือพนักงานสัมภาษณ์ออกสื่อเลย ดิฉันจึงไม่สามารถหาที่มาของชื่อบริษัท การยกระดับการออกแบบจากที่วางเตารีด มาเป็นสินค้าในบ้านเรือนเก๋ ๆ ตลอดจนกระบวนการออกแบบสินค้าโดยละเอียดได้

แต่เพียงแค่นี้ ก็ทำเอาดิฉัน (และเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน) ใจเต้นไปกับสินค้าของพวกเขา

ชาว YAMAZAKI เล่าแต่เรื่องราวของสินค้ากับชีวิตผู้คน แต่กลับนำตัวตนคนบริษัทไปแอบอยู่หลังม่าน คล้ายชะเง้อมองลูกค้าสนุกสนานอยู่เบื้องหน้า เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว

YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!
YAMAZAKI Jitsugyo จากบริษัทผลิตโต๊ะรีดผ้า สู่สินค้าแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ผ่านสินค้าที่เราเห็นแล้วมักอยากได้พอดี!
YAMAZAKI แบรนด์ช่วยแก้ปัญหาการเก็บของ ด้วยสินค้าสวยและฟังก์ชันจนกระเป๋าตังค์สั่น

ภาพประกอบ 

https://lab.yamajitsu.co.jp

www.instagram.com/yamazaki.home.channel

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load