การออกสู่ท้องถนนของเขานั้นเริ่มต้นแต่เช้าตรู่ อากาศเบาสบาย แม่น้ำเงียบสงบ เมฆก้อนแรกโผล่พ้นความมืดออกมา เขาจะขี่จักรยานเลียบลำน้ำก่อนจะเลาะไปตามซอกเล็กซอกน้อยของอาคารบ้านเรือน ในบางครั้งเขาจะหยุดทักทายผู้คนที่พบเจอตามท้องถนนนั้น ในบางครั้งเขาจะได้กลิ่นของอาหารหรือกลิ่นขนมหวานที่ทำขึ้นจากที่หลังใดที่หนึ่ง เขาชอบกินขนมปังยาวจากร้านขนมหวานที่ตั้งอยู่ด้านหลังของโบสถ์เก่าประจำเมือง ช่วงเวลาที่เขาสูดดมกลิ่นหอมอบอวลเช่นนั้นเขาจะได้ยินเสียงเพลงหวานเศร้าบรรเลงออกจากโบสถ์ด้วย และแม้จะรู้ว่ามันเป็นเพลงที่สรรเสริญพระเจ้า เขาก็จะร้องคลอตามมัน นี่คือกิจวัตรประจำวันของเขา มันเป็นกิจวัตรประจำวันที่ไม่เคยปรากฏตัวละครใดๆ ที่โน้มน้าวเขาให้นึกถึงความรักหรือคนรักเลย ไม่มีเลยแม้เพียงสักครั้งหนึ่ง

 

การกล่าวว่าเขาไม่เคยถูกโน้มน้าวให้นึกถึงความรักหรือคนรักเลย หาได้หมายความว่ามีสิ่งใดผิดปกติในตัวของเขา เขาเป็นคนปกติ เป็นผู้ชายปกติเยี่ยงผู้ชายทั่วไปที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เขาพร้อมจะตกหลุมรักหญิงสาวสักคน และเขาเชื่อว่าหากเขาตกหลุมรักใครสักคนแล้วเขาจะรักเธอผู้นั้นอย่างหมดจิตหมดใจ นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยมีความสงสัยในข้อนั้นเลย หากมีใครสักคนพูดถึงเรื่องราวของความรักให้เขาได้ยิน เขาจะพร้อมเข้าสนทนาอย่างสุดแรง เขาจะเล่าถึงหญิงสาวที่เขาใฝ่ฝัน รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง และทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเธอผู้นั้นจะถูกเขาพรรณนาออกมาอย่างละเอียดลออที่สุดเท่าที่เขาจะพึงกระทำได้

 

หากแต่ในความเป็นจริง เขาไม่เคยพบหญิงสาวเช่นในความคิดคำนึงของเขาเลย ด้วยเหตุนี้เขาจึงใช้ชีวิตดังการตามหาจิตวิญญาณที่หายไป เป็นจิตวิญญาณงดงามที่หายไปซึ่งเขาหวังว่าวันหนึ่งจะได้จุมพิต สวมกอด และสัมผัส เป็นจิตวิญญาณที่หายไปที่เขาหวังจะร่วมรัก ใช้ชีวิตและอยู่เคียงคู่ เขาไม่ได้ปรารถนาจิตวิญญาณที่หายไปมากมายเลย ขอเพียงหนึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา แต่กระนั้นแม้เพียงหนึ่งก็ดูเป็นการหวังที่เกินเลย ไม่มีสิ่งนั้นปรากฏขึ้นแก่เขา ไม่มีสิ่งนั้นอุบัติขึ้น เขาหวังในสิ่งที่สามัญ ธรรมดา ไม่สูงส่งใดเลย กระนั้นเขาก็หาได้เคยสมปรารถนาไม่

 

ด้วยเหตุนี้เขาจึงออกสู่ท้องถนนพร้อมจักรยานส่วนตัวในทุกเช้า เขาจะขี่มันเรื่อยไปจนกระทั่งเสียงระฆังในโบสถ์ดังขึ้น ครั้นแล้วเขาก็จะขี่มันกลับไปยังที่ทำงาน กลับสู่การงาน กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขาจะหมกมุ่นกับงานของเขาจนถึงเช้าของวันรุ่งขึ้นที่เขาจะขี่จักรยานล่องไปตามท้องถนนอีกครั้งหนึ่ง

 

เช้าวันนั้นเป็นเช้าเช่นเดียวกับเช้าอื่น เขาซื้อดอกไม้จากร้านดอกไม้ร้านเดิม สิ่งที่แตกต่างออกไปมีเพียงว่าเขาซื้อดอกกุหลาบแดงแทนดอกแกลดิโอลัสสีขาวที่เขาซื้อเป็นประจำ และกุหลาบแดงนั้นมีสีแดงสดกว่าทุกกุหลาบแดงที่เขาเคยเห็นมา มันแดงราวกับสีเลือดของนกที่เขาเห็นในภาพยนตร์สารคดี มันแดงราวกับสีเลือดของทหารหาญที่เขาเห็นในภาพยนตร์สงคราม และด้วยกุหลาบแดงที่ให้สีแดงเช่นนั้นเองทำให้เขาตัดสินใจซื้อขนมหวาน กุหลาบที่มีสีแดงเช่นนั้นควรมีความหวานเจือปน เขาคิด หลังจากนั้นเขาขี่จักรยานไปรอบเมืองเฝ้ารอเสียงระฆังยามเช้าจากโบสถ์ ทว่าในเช้าวันนั้นหามีเสียงระฆังจากโบสถ์ไม่ เขาขี่จักรยานไปรอบเมืองรอบแล้วรอบเล่า รอบที่หนึ่ง รอบที่สอง รอบที่สาม และรอบต่อๆ ไป หากแต่ระฆังประจำโบสถ์ก็ยังมิได้ส่งเสียง เขาหยุดที่ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งหวังว่าจะได้พบใครสักคนที่รู้จักพอที่เขาจะถามไถ่เรื่องเวลาได้ ทว่าเขาไม่ได้พบใครที่รู้จักเลย เขาพบเพียงหญิงสาวผู้หนึ่ง หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบที่เขาไม่เคยคาดหวังเลยว่าจะได้พบในชีวิตนี้

The Bicycle Man

สิ่งแรกที่เขารู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับหญิงสาวผู้นั้นคือนาฬิกาข้อมือของเธอ มันเป็นนาฬิการูปสี่เหลี่ยมแทนที่จะเป็นนาฬิการูปวงกลม มันเป็นนาฬิการูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แทบแยกทิศทางไม่ได้ หากกระนั้นมันก็เป็นนาฬิกาที่เขาสามารถอ่านเวลาจากมันได้สะดวก เขาพบพบว่าขณะนั้นเป็นเวลา 10.10 น.

 

สิบนาฬิกา สิบนาที แล้ว เป็นเวลาที่สายมากสำหรับการไปยังที่ทำงาน และเขาควรเร่งไปถึงให้มันให้เร็วที่สุด หากแต่เมื่อเขาเห็นใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นเขาก็เปลี่ยนใจ ใบหน้าของเธอเป็นใบหน้าของหญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบเกินกว่าจะผละจากไปได้ เป็นใบหน้าของหญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบที่เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน จมูกของเธอให้เส้นโค้งที่อ่อนหวาน ดวงตาของเธอส่องประกายที่สุกสกาว เส้นผมของเธอบอกถึงสัมผัสที่ละมุนละไม เขาไม่อาจคิดถึงสิ่งอื่นได้เลยนอกจากว่านี่คือหญิงสาวผู้ที่เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน

 

ครั้นแล้วเขาก็เริ่มต้นเอ่ยถามเธอถึงเวลาซึ่งเธอตอบเขาว่ามันเป็นเวลาเท่าใด มันเป็นเวลาสิบนาฬิกา สิบสองนาที เธอตอบ ครั้นแล้วเขาก็เริ่มต้นเอ่ยถามเธอถึงสถานที่ซึ่งเธอตอบเขาว่ามันเป็นสถานที่แห่งใด มันเป็นสถานที่ธรรมดาที่หนึ่ง เธอตอบ ครั้นแล้วเขาก็ถามเธอว่าบางทีผมอาจถามในสิ่งที่ไม่สุภาพ แต่หากนี่เป็นสถานที่ธรรมดาแล้วเพราะเหตุใดคุณจึงมาที่นี่ เพื่ออ่าน เธอตอบเขาเพียงเท่านั้น ทำไมจึงต้องอ่านในสถานที่แห่งนี้ เขายังคงตั้งคำถามต่อไป เพราะว่าที่นี่คือห้องสมุดสาธารณะ ครั้นแล้วเธอก็เดินจากเขาไป จากเขาไปในอาคาร หายลับไปหลังประตูบานใหญ่บานนั้น

 

ด้วยเหตุนี้เอง ชายผู้ขี่รถจักรยานจึงได้พบกับหญิงสาวผู้ลุ่มหลงการอ่านในสถานที่นั้น ในเวลานั้น ในวันนั้น นั่นเอง

 

เราอาจกล่าวได้ว่า หลังจากวันนั้นแล้ว ชีวิตของชายผู้ขี่จักรยานได้เปลี่ยนแปลงไป เขาได้เปลี่ยนวันเวลาที่ปกติไป เขาได้เปลี่ยนกิจกรรมที่เป็นดังชีวิตประจำวันไป เขาตื่นแต่เช้า ขี่จักรยานไปยังร้านขายดอกไม้ ซื้อดอกกุหลาบแดงที่มีสีแดงที่สุดเท่าที่เขาจะหาได้ ก่อนจะซื้อขนมหวานที่ทำเสร็จใหม่หมาด สองสิ่งนี้เขาไม่มีความกล้าที่จะมอบให้หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบคนนั้น หากแต่เขามีความกล้าที่จะไปเฝ้ารอเธอยังสถานที่แห่งเดิม เขาเฝ้ารอจนกว่าเธอจะปรากฏตัวขึ้น ครั้นแล้วเขาก็จะสอบถามเธอถึงเวลา หลังจากนั้นเขาจะถามเธอถึงหนังสือที่เธออ่านในวันนั้น บางวันเธอจะพูดถึงหนังสือของ ไฮนริช เบิล บางวันเธอจะพูดถึงหนังสือของ อัลแบร์ กามูส์ และบางวันเธอจะพูดถึงหนังสือของ ฟรานซ์ คาฟคา ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นชื่อที่เขาไม่คุ้นเคย แต่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่แยแสเลย สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือใบหน้าที่สมบูรณ์แบบของเธอ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือความเชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน นั่นเป็นสิ่งที่เขาแยแส นั่นคือทั้งหมดที่เขาสนใจ

 

เขารู้ดีว่าบทสนทนาที่เขามีต่อเธอนั้นมันช่างแห้งแล้งและมันคงแห้งแล้งเช่นนั้นไปจนถึงวันสิ้นโลก เขารู้ดีว่าท่าทีที่เขามีต่อเธอนั้นมันแสนธรรมดาและมันคงธรรมดาเช่นนั้นไปจนถึงวันฟ้าสลาย เขารู้ดีว่าดอกกุหลาบสีแดงและขนมหวานคงถูกเขานำกลับบ้านทุกวันและมันคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันสิ้นโลก

 

แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเธอบอกเล่ากับเขาว่าเธอกำลังอ่านหนังสือของ เจมส์ จอยซ์ และในวันต่อไปเธอก็กล่าวเช่นนั้นอีก รวมถึงวันต่อๆ ไปด้วย เขากลับคิดถึงบทสนทนาใหม่ได้ทันที เขากลับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเธอได้ทันที เขาขอตามเธอเข้าไปในห้องสมุด เขาขอเห็นหนังสือเล่มนั้น หนังสือที่ถูกเขียนโดยนักเขียนนาม เจมส์ จอยซ์ หนังสือที่เขาฉงนว่าเพราะเหตุใดเธอจึงเสียเวลาอ่านมันเนิ่นนานยิ่งนัก

 

มันเป็นหนังสือธรรมดาสามัญเล่มหนึ่งเมื่อแรกเห็น ปกสีฟ้าอ่อน หน้าปกมีเพียงชื่อของนักเขียน พร้อมชื่อหนังสือว่า Ulysses ไม่มีอะไรพิเศษพิสดาร มันเป็นหนังสือธรรมดาเล่มหนึ่งที่มีความหนาพอประมาณ แต่เมื่อหญิงสาวผู้นั้นหยิบมันออกจากชั้น ตรงมาที่โต๊ะและเริ่มต้นอ่านมัน หนังสือเล่มนั้นกลับทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นหนังสือที่หนักอึ้ง ยิ่งใหญ่และทรงพลัง เขารู้สึกเช่นนั้นตั้งแต่นาทีแรกที่เธอเปิดมันขึ้นอ่านและจนนาทีสุดท้ายที่เธอปิดหนังสือลงที่แสดงว่าการอ่านประจำวันนี้จบสิ้นลงแล้ว

 

หญิงสาวผู้นั้นปิดหนังสือ เอาหนังสือเก็บขึ้นชั้นพัก เดินออกจากห้องสมุด เขาเดินตามออกมา จักรยานของเขาจอดอยู่ในที่จอด แต่เขาไม่สนใจ เขาเดินตามเธอไปอย่างเงียบๆ หญิงสาวผู้นั้นเดินไปตามตรอกเล็กๆ ในเมืองก่อนจะหยุดอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เธอพลิกเมนูหน้าร้านเพียงครู่หนึ่งแล้วเดินตรงเข้าไปในร้าน เขาเดินตามเธอไปจนถึงโต๊ะด้านในสุดแล้วนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับเธอหลังจากเธอเลือกที่นั่งแล้ว

 

หญิงสาวผู้นั้นเริ่มต้นด้วยการสั่งรากบัวกับเนื้อบดราดด้วยซอสงาพร้อมด้วยไวน์ขาวหนึ่งแก้ว ส่วนเขานั้นสั่งเพียงเนื้อย่างที่น่องราดด้วยซอสเกรวี่และไวน์แดง บริกรรับคำสั่งแล้วจากไป ทิ้งให้คนทั้งคู่อยู่กับความเงียบและแล้วหญิงสาวผู้นั้นก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก

 

“ระหว่างทางที่ยูลิสซิสเดินทางกลับสู่อิทากะอันเป็นบ้านของเขานั้น เขาได้พบกับเหตุการณ์มากมาย แต่เหตุการณ์หนึ่งที่ฉันประทับใจคือการที่เขาเดินทางไปยังเกาะที่มีแต่ผู้คนที่หลงใหลในการกินบัว ยูลิสซิสเรียกผู้คนเหล่านั้นว่ามนุษย์กินบัวหรือ Lotus Eaters สิ่งที่น่าสนใจคือบัวในเกาะแห่งนั้นหากใครได้กินแล้วจะหลงลืมในทุกสิ่ง ลูกเรือของยูลิสซิสเมื่อกินบัวในเกาะนั้นแล้วก็ไร้สิ้นซึ่งความปรารถนาที่จะเดินทางกลับบ้านเรือนอีกต่อไป”

 

“ถ้าเช่นนั้น ยูลิสซิสแก้ปัญหานั้นเช่นไร”

 

“เขาลากลูกเรือกลับไปที่เรือ ขังคนเหล่านั้นแล้วออกเรือในทันที เมื่อพ้นจากเกาะ พ้นจากบัวที่งอกในเกาะนั้น ลูกเรือทั้งหลายก็สงบลง”

 

“ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนเราสามารถเสพติดในสิ่งที่ตนเองกินได้”

 

“มนุษย์เราสามารถเสพติดได้ทุกสิ่ง อาหาร อากาศ น้ำ หนังสือ งานศิลปะ ในตำนานกรีก ยังมีคนเสพติดใบหน้าตนเองนามนาร์ซิสซัสด้วยเช่นกัน”

 

“คุณน่าจะสนใจเทพปกรณัมมาก”

 

“ไม่ เฉพาะบางคนเท่านั้น ยูลิสซิส นาร์ซิสซัส ซิซีฟัส เฮเลน เมดูซ่า หรือโพรมีธีอุส นอกจากนั้นมีแต่ความน่าเบื่อหน่าย ฉันชอบตัวละครที่ไปพ้นชีวิตธรรมดาสามัญ ว่าไปแล้ว ฉันสนใจในสิ่งที่เป็นเรื่องเล่าที่ห่างไกลตนเอง ชีวิตประจำวันคือความน่าเบื่อ เหี่ยวเฉาและแห้งผาก เรื่องเล่าที่มาจากแดนไกลโพ้นคือสิ่งที่ชวนให้ตื่นเต้นสำหรับฉัน นอกจากการอ่านในยามกลางวันและการเขียนในยามค่ำคืนแล้ว ชีวิตของฉันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกเลย”

 

เขาคิดถึงการเล่าชีวิตของตนเองให้เธอฟัง เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด แต่แล้วอาหารก็มาถึง พวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาทานอาหารบนโต๊ะเพียงสิบนาที พวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาดื่มไวน์ที่เหลือบนโต๊ะอีกเพียงห้านาที ก่อนจะเรียกบริกรเก็บเงินและเดินออกจากร้านไป หญิงสาวเดินมุ่งหน้ากลับสู่ห้องสมุดในขณะที่มีชายหนุ่มเดินตามหลัง หญิงสาวเดินไปตามท้องถนนอย่างเงียบสงบราวกับเธอไม่เคยพูดคุยกับเขามาก่อน ส่วนเขานั้นเดินไปอย่างเงียบสงบราวกับไม่เคยพูดคุยกับเธอมาก่อนเช่นกัน เมื่อถึงห้องสมุด เธอเดินตรงไปที่ชั้น หยิบหนังสือยูลิสซิสเล่มเดิมมาอ่าน เขานั่งลงตรงข้ามเธอ และพบว่าเธอเริ่มต้นหนังสือเล่มนั้นจากบทที่ห้า บทที่ว่าด้วยมนุษย์กินบัว

 

ด้วยความเงียบสงบในสถานที่เช่นนั้น เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นอ่าน เขาตรงไปยังชั้นหนังสือตัวอักษร A และเลือกหยิบหนังสือที่มีภาพประกอบมากที่สุด หากไม่อาจอ่านเรื่องราวได้ การเพ่งพินิจความงามของลายเส้นก็หาได้เลวร้ายใดๆ หนังสือที่เขาหยิบออกมาจากชั้นคือ Alice in Wonderland ของ เลวิส คาร์โรลล์ แรกเริ่มเขาคิดเพียงแค่การพลิกหน้าไปมาจากหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย และจากหน้าสุดท้ายกลับมาจนถึงหน้าแรก หากทว่านับแต่หน้าแรกที่เขาลงมืออ่านมัน เขากลับไม่สามารถเปิดหน้าต่อไปแบบผ่านๆ ได้ เขาดำดิ่งลงไปในเรื่องราวของอลิซ เขาดำดิ่งลงไปในเรื่องรังของกระต่าย เขาดำดิ่งลงไปในเรื่องราวของเห็ดพิสดาร เขาหมกมุ่นกับการอ่านเช่นนั้น และเมื่อเสียงสัญญาณเตือนหมดเวลาดังขึ้น เขาก็พบว่าหญิงสาวคนนั้น หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบ หญิงสาวผู้พึงใจในการอ่านยูลิสซิสได้หายสาบสูญไปแล้ว

 

เช้าวันต่อมา เขาถีบจักรยานออกจากที่พักแต่เช้าตรู่และตรงดิ่งมายังห้องสมุด เขาไม่ได้เฝ้ารอเธอเหมือนเคย หากแต่เฝ้ารอเวลาเปิดของห้องสมุดที่นั่น เหลืออีกสามบทสุดท้ายเขาก็จะจบหนังสือ Alice in Wonderland ลง เมื่อไฟในห้องสมุดสว่างขึ้น เขาตรงไปยังชั้นหนังสือ หยิบหนังสือออกมาและเริ่มต้นอ่านมัน และเมื่อเขาจบบทที่สิบสองอันเป็นบทสุดท้ายของหนังสือพร้อมกับการตื่นขึ้นของอลิซหลังจากเผชิญเรื่องราวอัศจรรย์จำนวนมากแล้ว เขาก็แลเห็นหญิงสาวผู้นั้น หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบอยู่เบื้องหน้า

 

“คุณจมอยู่กับหนังสือเล่มนั้นราวกับก้อนหิน สงบนิ่ง แช่มช้า และไม่แยแสโลกภายนอก ฉันไม่เคยเห็นใครอ่านหนังสือด้วยความรู้สึกที่ว่านี้มาเนิ่นนานแล้ว ได้เวลาอาหารเที่ยง คุณควรเดินออกในโลกภายนอกบ้าง”

 

ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันไปยังร้านอาหารเดิม หญิงสาวผู้นั้นสั่งไก่อบซอสส้มและไวน์ขาว ส่วนเขาสั่งเห็ดนางฟ้าอบชีสและน้ำเปล่า ทุกสิ่งในร้านอาหารสงบเงียบ ชายหนุ่มมองออกไปนอกหน้าต่าง จ้องมองไปที่แสดงแดดที่กระทบบานกระจก

 

“อลิซเดินทางไปในอีกโลกหนึ่ง ในโลกนั้นมีเห็ดพิเศษที่เมื่อกินแล้วสามารถทำให้ร่างกายของเธอใหญ่หรือเล็กลงได้ มันเป็นฉากที่ผมประทับใจมาก ในบางครั้งเราต้องการร่างกายที่พอเหมาะเพื่อจัดการกับปัญหาที่มีขนาดต่างกัน มนุษย์นั้นแบกรับปัญหาทั้งใหญ่เล็กด้วยขนาดร่างกายที่ไม่แปรเปลี่ยน และนั่นทำให้ปัญหาบางประการหนักหนาเกินไปสำหรับพวกเขา”

 

“หัวใจของอลิซ ขยายขนาดตามร่างกายเธอด้วยไหม” หญิงสาวผู้นั้นถาม

 

“ไม่แน่ใจ มันไม่มีการกล่าวเป็นรายละเอียดขนาดนั้น แต่หากจะให้เดา ขนาดของหัวใจน่าจะขยายตามขนาดร่างกายเช่นกัน”

 

“ถ้าฉันจำไม่ผิด ในนวนิยายเรื่อง เดคาเมรอน สามีคนหนึ่งบังคับภรรยาของเขาให้กินหัวใจของชู้รักเป็นการลงโทษ เรื่องราวนี้เป็นฉากสะเทือนใจ เมื่อคุณรัก คุณจงครอบครองหัวใจของเขาเสีย ทั้งรูปธรรมและนามธรรม”

 

ชายหนุ่มจ้องมองดวงตาของหญิงสาว “Decameron หนังสือเล่มต่อไปที่ผมจะอ่านมัน”

 

“ฉันด้วย ฉันลืมหลายสิ่งในนั้นไปแล้ว หลังจากจบ Ulysses ในวันนี้ ฉันจะเริ่มต้นอ่านมันใหม่เช่นกัน”

 

อาหารเดินทางมาถึง พวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาเพียงสิบนาทีสำหรับการทานอาหารและใช้เวลาเพียงห้านาทีสำหรับเครื่องดื่ม หลังจากนั้นพวกเขาเดินเคียงข้างกันกลับไปที่ห้องสมุด ชายหนุ่มหยิบหนังสือ Decameron ออกจากชั้นและเริ่มต้นอ่านมันนับตั้งแต่เรื่องที่หนึ่ง ระหว่างนั้น เขาแอบมองหญิงสาวผู้นั้นอยู่เสมอ เธอพลิกแต่ละหน้าของ Ulysses อย่างเพลิดเพลิน และเมื่อเสียงสัญญาณปิดห้องสมุดดังขึ้น หญิงสาวก็จบหน้าสุดท้ายของหนังสือลง เธอยิ้มให้เขา นำหนังสือไปเก็บที่ชั้นพัก ทั้งคู่แยกจากกัน หญิงสาวขึ้นรถโดยสารประจำทางในขณะที่ชายหนุ่มถีบจักรยานของเขาลับไปในเมือง

 

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มมาที่ห้องสมุดแต่เช้าตรู่ และเมื่อประตูห้องสมุดเปิดออก เขาก็ตรงไปหยิบ Decameron ออกจากชั้น เขาเริ่มต้นอ่านเรื่องที่สอง เขาอ่านมันจนจบ หากแต่หญิงสาวก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น เขาอ่านเรื่องที่สาม เขาอ่านมันจนจบ หากแต่หญิงสาวก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินไปทานอาหารกลางวันเพียงลำพัง ก่อนจะตัดสินใจถีบจักรยานกลับบ้านหลังจากนั้น

 

เหตุการณ์ในวันรุ่งขึ้นยังเป็นดังเดิม เขาเริ่มต้นอ่านเรื่องที่สี่ใน Decameron หากแต่หญิงสาวผู้นั้นก็ยังไม่ปรากฏตัวขึ้น ในที่สุดเขาตัดสินใจปิดหนังสือ วางมันลงบนโต๊ะและเฝ้ารอ เมื่อเวลาเที่ยงวันมาถึงและหญิงสาวผู้นั้นยังไม่ปรากฏตัวขึ้น เขาก็เดินไปทานอาหารกลางวันเพียงลำพังก่อนจะตัดสินใจถีบจักรยานกลับบ้านหลังจากนั้น

 

หญิงสาวผู้นั้นไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย วันแล้ว วันเล่า ชายหนุ่มอ่านเรื่องใน Decameron จนจบเล่ม หากแต่เธอก็ยังไม่ปรากฏตัว ชายหนุ่มตัดสินใจเลิกมาที่ห้องสมุด เขากลับไปใช้ชีวิตประจำวัน เหี่ยวเฉา แห้งผาก และไร้ความหมาย

 

ทุกเช้าเขาจะเริ่มต้นด้วยการขี่จักรยานเลียบลำน้ำก่อนจะเลาะไปตามซอกเล็กซอกน้อยของอาคารบ้านเรือน ในบางครั้งเขาจะหยุดทักทายผู้คนที่พบเจอตามท้องถนนนั้น ในบางครั้งเขาจะได้กลิ่นของอาหารหรือกลิ่นขนมหวานที่ทำขึ้นจากที่หลังใดที่หนึ่ง ในบางครั้งเขาจะได้ยินเสียงเพลงหวานเศร้าบรรเลงจากโบสถ์ด้วย และแม้จะรู้ว่ามันเป็นเพลงที่สรรเสริญพระเจ้า เขาก็จะร้องคลอตามมัน เขาใช้ชีวิตดังการตามหาจิตวิญญาณที่หายไป เป็นจิตวิญญาณงดงามที่หายไป เป็นจิตวิญญาณงดงามที่หายไปซึ่งเขาหวังว่าวันหนึ่งจะได้จุมพิต สวมกอด และสัมผัส เป็นจิตวิญญาณที่หายไปที่เขาหวังจะร่วมรัก ใช้ชีวิตและอยู่เคียงคู่ เขาไม่ได้ปรารถนาจิตวิญญาณที่หายไปมากมายเลย ขอเพียงหนึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา แต่กระนั้นแม้เพียงหนึ่งก็ดูเป็นการหวังที่เกินเลย ไม่มีสิ่งนั้นปรากฏขึ้นแก่เขา ไม่มีสิ่งนั้นอุบัติขึ้น เขาหวังในสิ่งที่สามัญ ธรรมดา ไม่สูงส่งใดเลย กระนั้นเขาก็หาได้เคยสมปรารถนาอีกไม่ หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบคนนั้นไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย

 

ผมได้ยินเรื่องราวของชายผู้ถีบจักรยานร่อนเร่ไปผู้นี้จากเพื่อนคนหนึ่งของผม เขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเราทานอาหารกลางวันด้วยกัน ทุกครั้งที่เขาเล่าเรื่องนี้ นัยน์ตาของเขาจะแห้งผาก ปราศจากชีวิตและแลดูเวิ้งว้างไร้ความหมาย และทุกครั้งที่เขาเล่าเรื่องของชายผู้ถีบจักรยานนี้ให้ผมฟัง ผมจะจบลงด้วยประโยคที่ว่า สักวันหนึ่ง ยูลิสซิสจะกลับถึงอิทากะ มันเป็นการเดินทางที่ยาวไกล ผจญภัยและเปี่ยมด้วยอันตราย แต่ในที่สุดแล้วยูลิสซิสก็จะกลับถึงอิทากะ และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เรียกรอยยิ้มจากเขาได้ หลังจากนั้น เราจะแยกจากกัน ผมจะเดินตรงไปที่ห้องสมุดเพื่อทำงานส่วนเขาจะถีบจักรยานคันหนึ่งหายไปในเมืองของเรา

 

 

Writer

Avatar

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

Photographer

Cloud Writing Space

พื้นที่อิสระสำหรับนักเขียนรับเชิญ

The Snow Girl

ผมพบหญิงสาวคนนั้นที่ชานชาลา วันนั้นหิมะโปรยปรายลงมาแต่เช้า ท้องฟ้าเป็นสีเทาแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวก่อนจะกลับคืนเป็นสีเทาอีกครั้ง ไม่ต้องพูดถึงความหนาวเย็น มันหนาวเย็นจนจับใจ หนาวเย็นจนแม้เพียงแค่คิดจะออกเดินทางคุณก็อาจล้มเลิกความตั้งใจได้

ผมพบเธอที่นั่น ขณะที่ผมเฝ้ารอรถไฟที่มุ่งหน้าสู่เกียวโต เธอยืนสงบนิ่งอยู่ที่ชานชาลา ภายใต้เสื้อคลุมสีดำหนาหนัก เกล็ดสีขาวของหิมะแต่งแต้มเสื้อคลุมของเธอเป็นจุดเล็กๆ ราวกับงานออกแบบชิ้นเลิศ นอกจากบนเสื้อแล้ว เกล็ดหิมะยังจับอยู่ตามไรผมของเธอด้วย แต่ดูเธอไม่แยแสสิ่งนั้น เธอยังคงยืนสงบนิ่ง รถไฟแล่นเข้าเทียบชานชาลาขบวนแล้วขบวนเล่า ผู้คนเดินออกจากขบวนรถไฟคนแล้วคนเล่า หากแต่เธอไม่สนใจไยดี มือขวาของเธอถือกล่องอาหารกลางวัน สายตาของเธอจ้องมองไปเบื้องหน้า

เมื่อได้พบเห็นเธอ ผมตัดสินใจยกเลิกการโดยสารขบวนรถไฟที่ตั้งใจและเฝ้ามองดูเธอแทน รถไฟขบวนใดหนอที่เธอจะโดยสาร สถานที่ใดหนอที่เธอปรารถนาจะไป นั่นคือความคิดคำนึงของผม นั่นคือการเฝ้ารอคำตอบของผม หากแต่เธอกลับไม่โดยสารรถไฟขบวนใดเลย เธอยืนนิ่งอยู่ที่ชานชาลาราวหนึ่งชั่วโมง ประมาณนั้น ก่อนจะหันหลังกลับ เดินลงบันไดชานชาลาและหายลับจากไปท่ามกลางพายุหิมะสีขาวโพลน

หลังจากวันนั้น ผมได้พบเธอทุกวัน แม้พายุหิมะจะหมดหน้าที่ของมันแล้ว คงเหลือเพียงแต่สายหิมะเบาบางในยามนี้ แต่เธอผู้นั้นยังคงมาที่ชานชาลาแห่งนี้ทุกวัน ในมือถือกล่องอาหารกลางวัน สายตาจ้องมองไปเบื้องหน้า จุดหมายของเธอดูเลื่อนลอย ไม่มีรถไฟขบวนใดที่ดึงดูดเธอไปสู่โลกของการโดยสาร หนึ่งชั่วโมง ประมาณนั้น ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ที่ชานชาลาก่อนจะเดินลงบันไดแล้วหายลับไปจากสายตาของผม

หลังการจากไปของเธอ ผมจะโดยสารรถไฟเที่ยวถัดมาทันที ในความคิดคำนึงของผมมีแต่ความสงสัยใคร่รู้ มีสิ่งใดในกล่องอาหารกลางวันนั้น มันใช่อาหารหรือเป็นสิ่งอื่น มีอะไรในเป้าหมายสายตาของเธอ ภาพที่ทุกคนมองเห็นหรือว่าเป็นภาพอื่น จากที่นั่งในรถไฟนั่นเองที่ผมจะขบคิดถึงปริศนาเหล่านั้น ด้วยว่าตลอดเวลาที่เธอยืนนิ่งอยู่ที่ชานชาลา ผมไม่อาจคิดถึงสิ่งอื่นใดได้เลยนอกจากความงามของเธอ

หากเราจะคิดถึงผู้หญิงสักคนที่ให้ความงามอันอบอุ่น ไม่เสแสร้ง ไม่ดัดแปลง คงเป็นเธอนั่นเอง ไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้ เธอเป็นดังดวงอาทิตย์ที่เรารู้สึกได้ถึงความอบอุ่น เป็นความอบอุ่นของดวงอาทิตย์ที่มีจุดเด่นที่ความงาม เป็นความอบอุ่นที่หลงเหลือเพียงหนึ่งเดียวในเมืองอันหนาวเหน็บแห่งนี้ การมาถึงชานชาลาของเธอให้ความรู้สึกดังการขึ้นสู่ท้องฟ้าของดวงอาทิตย์ การจากไปของเธอให้ความรู้สึกดังการจบสิ้นของวัน เป็นเรื่องปกติสามัญเช่นนั้น เพียงแต่วันเวลาในชานชาลาแห่งนั้นมีระยะเวลาดำเนินไปเพียงหนึ่งชั่วโมง เป็นวันเวลาที่แสนสั้น แต่สำหรับผมแล้วสวยงามสุดบรรยาย

หิมะนั้นเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด เมื่อแรกที่มันตกลงมา เราจะรู้สึกได้ถึงความสวยงาม แต่หลังจากนั้นเราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความโหดร้าย ความเย็นเฉียบของมันที่มีต่อผิวหนังจะทำให้เรารู้สึกปวดร้าว ความหนาวเหน็บของมันที่มีต่อจมูกจะทำให้เราเจ็บปวด เราอยากยืนอย่างสงบนิ่งๆ ทำตัวสดชื่นสูดดมกลิ่นของหิมะ แต่เราทำเช่นนั้นไม่ได้ จมูกของเราเจ็บแสบเกินกว่าจะได้กลิ่น ผิวหนังของเราเย็นชาเกินกว่าจะเพลิดเพลิน สิ่งที่ปรากฏจากช่องจมูกของเราไม่ใช่อากาศอีกต่อไปหากแต่เป็นเลือดสีแดงสด สิ่งที่ปรากฏจากผิวหนังของเราไม่ใช่เกล็ดหิมะอีกต่อไปหากแต่เป็นรอยช้ำแดง

และหากหิมะเป็นของแปลก เมืองหิมะย่อมเป็นของแปลกประหลาดกว่านั้น ผมถูกส่งมาที่เมืองหิมะแห่งนี้เมื่อหนึ่งปีก่อน ในวันแรกของการประกาศรับสมัครพนักงานเพื่อไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ผมไม่เคยคิดว่าจะมีเมืองหิมะเช่นนี้ ประเทศญี่ปุ่นสำหรับผมคือประเทศที่มากมายด้วยยอดมนุษย์และสัตว์ประหลาดจากความทรงจำในวัยเด็ก เป็นประเทศที่มากมายด้วยดาราเอวีจากความประทับใจในวัยหนุ่ม แต่ไม่ใช่หิมะเป็นแน่ ผมไม่เคยมีความคิดเรื่องเมืองหิมะอยู่เลยในวันที่ส่งชื่อตัวเองเข้าสอบ

การสอบผ่านไปด้วยความสำเร็จ เมืองที่ผมต้องเดินทางไปถึงคือเซนได ผมไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน ทำไมไม่เป็นโตเกียว เกียวโต หรือโอซาก้า ทำไมไม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสาวน้อยหน้าแฉล้มแช่มช้อย ทำไมไม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม ทำไม่ไม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยปราสาทโบราณโอ่โถง หากแต่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความหนาวเย็นและสีขาวโพลนของหิมะ

เซนไดต้อนรับผมนับแต่แรกถึง เมื่อผมเดินออกจากสนามบิน เกล็ดหิมะลอยคลุ้งในอากาศราวปุยนุ่น ผมยืนรอรถแท็กซี่ที่ขาดช่วงอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ใบหูของผมเริ่มเย็นลงทีละน้อยจนชา และหากมันจะถูกใครปลิดทิ้งไปในตอนนั้นผมคงไม่รู้สึกรู้สมใดๆ จมูกของผมแสบและหายใจขัดข้อง การไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมทำให้ผมอยู่ในเสื้อเชิ้ตและสูทเบาบางเพียงตัวเดียว ความหนาวเย็นเกาะกินไปถึงกระดูกในความรู้สึก ผมพยายามปัดเกล็ดหิมะที่เกาะใบหน้าในช่วงแรกอย่างพัลวันก่อนจะยอมแพ้และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างยอมจำนน ในที่สุด รถแท็กซี่ก็มาถึง ผมยัดตัวเองลงไปบนเบาะหลัง ยื่นนามบัตรที่กำไว้ในมืออันสั่นเทาให้ชายคนขับผู้อยู่ในถุงมือสีขาวสะอาดตา เขาเหลือบตามองมันเพียงแวบเดียวก่อนจะพยักหน้าแล้วออกรถโดยไม่มีคำพูดใดๆ

ในเมืองหิมะเช่นนั้นช่างเต็มไปด้วยความเงียบเหงา ในช่วงเช้าที่ยังพอมีแสงแดด ผมจะเดินทางไปทำงาน ก่อนจะกลับสู่ที่พักเมื่อความหนาวเย็นเข้าครอบคลุมในยามค่ำ หลังจากนั้นผมจะนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างเฝ้ามองหิมะหล่นลงมาโปรยปราย ไม่มีความตื่นเต้นใดๆ ไม่มีความเพลิดเพลินใดๆ มันเป็นเมืองเงียบสีขาวโพลน สงบเย็น ไร้สีสันอื่น ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้น จนถึงวันที่ผมได้พบกับเธอเมื่อต้องเดินทางไปทำธุระที่โตเกียว การปรากฏตัวของหญิงสาวพร้อมกล่องข้าวในมือเป็นดังแสงแดดอันอบอุ่น อ่อนหวาน ละมุน ละไม และทำให้ผมรู้สึกว่าความหนาวเย็นที่ดำรงมาเนิ่นนานนั้นได้ปลาสนาการไป

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไปถึงสถานีแห่งนั้นทุกเช้าแทนการมุ่งตรงไปยังสำนักงาน แม้ในวันที่ผมไม่ต้องเดินทาง ผมก็จะไปยังสถานี ผมจะยืนรออยู่ที่ชานชาลา รอการปรากฏตัวของหญิงสาว รอการร่วงหล่นของหิมะ รอการประทับของหิมะบนเสื้อผ้าของเธอ ความหนาวเย็นไม่ใช่สิ่งที่ผมหวาดกลัวอีกต่อไป การไม่ปรากฏตัวของเธอต่างหากที่เป็นสิ่งที่ผมหวาดหวั่น ห้านาที สิบนาที สามสิบนาที หนึ่งชั่วโมง ผมก้มดูนาฬิกาข้อมือบ่อยแสนบ่อย ลมหายใจของผมหยุดชะงักเป็นช่วง จนเมื่อเธอปรากฏตัวแล้วนั้นเองที่อากัปอาการของผมจะกลับสู่ความเป็นปกติ หญิงสาวในเสื้อคลุมหนาหนัก หญิงสาวผู้มาพร้อมกล่องอาหาร หญิงสาวที่มาพร้อมความสงบเงียบ หญิงสาวที่ผมรอคอย

ถึงแม้ผมจะมีกำหนดเวลาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเพียงหนึ่งปี แต่การละเลยไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เป็นผลผลิตของสังคมญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นศิลปกรรม วรรณกรรม หรือสิ่งต่างๆ ดูจะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความไม่ใส่ใจ ผมเริ่มต้นตระเวนไปตามที่แสดงงานศิลปะในเมืองทีละแห่ง เริ่มต้นซื้อหนังสืออันลือชื่อของนักเขียนญี่ปุ่นทีละคน ผมเริ่มเรียนรู้การชื่นชมภาพพิมพ์ของโฮกุไซ ตื่นตะลึงกับงานแกะไม้ของยานากิ หลงใหลงานเขียนของคาวาบาตะ โดยเฉพาะเรื่องเมืองหิมะที่เขาเขียนได้จับใจ ตื่นเต้นกับจินตนาการทางเพศของทานิซากิ โดยเฉพาะในเรื่องกุญแจ ประทับใจกับความรักชาติของมิชิม่า โดยเฉพาะในเรื่องวิหารทอง ทุกอาทิตย์ผมไปที่ห้องแสดงภาพและร้านหนังสือใหญ่ประจำเมือง ซื้อภาพพิมพ์และหนังสือของนักเขียนเหล่านั้นมาทีละแผ่น ทีละเล่ม ห้องของผมเริ่มจัดสรรพื้นที่ให้กับสิ่งของด้านอารยธรรม มันทำให้ทุกอย่างอบอุ่นขึ้น อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของผม

ในสิ่งของจำนวนมากเหล่านั้นมีสองสิ่งที่ผมให้ค่าของมันเหนือสิ่งใดอื่น สิ่งแรกคือภาพพิมพ์ที่มีชื่อว่าการเดินในหิมะ หรือ A Walk in the Snow ของคาวาเสะ ฮาสุอิ มันเป็นภาพที่มีขนาดไม่ใหญ่นักแต่เรื่องราวในภาพดึงดูดใจผมอย่างยิ่ง ในภาพเราจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่แบกลูกน้อยไว้ด้านหลัง เดินฝ่าหิมะที่โปรยปรายด้วยร่มที่ทำจากไม้อันเบาบาง มีสุนัขเดินตามหลังอย่างเงียบๆ ผมมองรูปภาพนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความเพลิดเพลิน เป็นความเพลิดเพลินจากจินตนาการว่าหญิงสาวในรูปนั้นกำลังเดินทางไปไหน กลับหรือไปจากเคหาของเธอ เด็กทารกด้านหลังอายุกี่ขวบกัน เธอรู้สึกหนาวเย็นหรืออบอุ่น สุนัขติดตามเธอมาหรือเพียงแต่มาพบเธอโดยบังเอิญ และเพราะเหตุใดมันจึงติดตามเธอไปโดยไม่หวั่นไหวต่อความหนาวเย็นใดๆ เรื่องราวปลายเปิดจากภาพพิมพ์ภาพนี้หล่อเลี้ยง ดูดซับ และปะทุออกซึ่งจินตนาการของผมครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับตาน้ำที่ผุดตัวขึ้นโผล่พ้นผืนดินอย่างชั่วกัลปาวสาน

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญกับมันครั้งแล้วครั้งเล่าคือเรื่องสั้นชื่อ การทักทาย หรือ The Greeting ของ อาคุตะงาว่า ริวโนสุเกะ ผู้คนจำนวนมากรู้จักอาคุตะงาว่าจากเรื่องสั้นอันโด่งดังของเขานาม ขัปปะ หรือไม่ก็เรื่องสั้นชื่อ ในป่าโกงกาง ที่กลายเป็นภาพยนตร์นาม ราโชมอน ทั้งที่อาคุตะงาว่าเขียนเรื่องสั้นจำนวนมากมายหลายเรื่องด้วยกัน แต่เรื่องสั้นเหล่านั้นล้วนถูกบดบังด้วย ขัปปะ ทั้งที่อาคุตะงาว่าเขียนเรื่องสั้นที่มีการพรรณนาความอันงดงามมากมายแต่เรื่องสั้นเหล่านั้นล้วนถูกบดบังด้วยความยอกย้อนของ ในป่าโกงกาง ในแง่หนึ่งมันเป็นสิ่งดี แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เหมือนดังการที่เราเลือกจดจำดวงจันทร์ในยามค่ำว่างดงามเพียงใด แต่หลงลืมดวงดารามากมายบนผืนฟ้านั่น

เรื่องสั้นเรื่อง การทักทาย นั้นเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่พบหญิงสาวที่เขาพึงใจ ณ ชานชาลารถไฟแห่งหนึ่ง เขาพบเธอทุกวัน หลงใหลเธอทุกวัน ขบคิดถึงการทักทายเธอทุกวัน หากแต่เขากลับไม่ลงมือกระทำสิ่งใดเลย เขาหมกมุ่นกับความปรารถนาที่จะทักทายเธอมากกว่าตัวตนที่แท้ของหญิงสาวผู้นั้น เขาหมกมุ่นกับถ้อยคำที่อยากเอ่ยให้เธอฟังมากกว่าการปล่อยถ้อยคำนั้นออกไป กาลเวลาผ่านไปท่ามกลางความน่าอึดอัดมหาศาลในเรื่องสั้นเรื่องนั้นก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วยการตัดสินใจว่าถึงเวลาแห่งการทักทายของเขาแล้ว หากแต่ในช่วงเวลานั้นเอง หญิงสาวคนดังกล่าวกลับเดินผ่านเขาไปราวกับเขาเป็นอากาศธาตุ เขาทักทายเธอท่ามกลางความว่างเปล่าและท่ามกลางเสียงรถไฟที่กำลังเคลื่อนออกจากชานชาลา

ผมเข้าใจเหตุผลที่ผมหลงใหลภาพวาดชื่อ การเดินในหิมะ ของ คาวาเสะ ฮาสุอิ ความหนาวเหน็บ อ้างว้าง ในภาพนั้นคงดึงดูดผมเป็นแน่ แต่อะไรเล่าที่ดึงดูดใจผมในเรื่องสั้นชื่อ การทักทาย นี้ ความลังเลของตัวละครเอกหรือ หรือนี่ผมกำลังลังเลที่จะทักทายหญิงสาวผู้นั้น หรือนี่ผมกำลังหลงใหลในตัวเธอแทน เป็นเกล็ดหิมะบนเสื้อผ้าและไรผม เป็นกล่องอาหารในมือ หรือเป็นความสงบเงียบไม่สนใจโลกของเธอ ดูเหมือนจะมีคำตอบนับร้อยนับพันนับหมื่นเมื่อผมพยายามผูกสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน มนุษย์เราอาจพกร่ม หนังสือ หรือเครื่องเสียงส่วนตัว มายืนสงบนิ่งเพื่อรอรถไฟ แต่กล่องอาหารนั้นเล่า หากเธอไม่โดยสารรถไฟ เธอมีความจำเป็นอันใดที่ต้องนำอาหารส่วนตัวมาด้วย เพราะก็มีอาหารจำหน่ายในรถไฟสายยาว แม้ว่ามันจะไม่เลิศเลอนักแต่ก็ไม่เลวร้ายเลย การจากไปของเธอในทุกครั้งพร้อมกับกล่องอาหารคือปริศนาในใจของผมใช่ไหม มันคือสิ่งที่ผมคั่งค้างในใจหรือ

ผมเริ่มขบคิดว่าหากผมต้องเป็นผู้เขียนเรื่องสั้นเรื่อง การทักทาย แทนอาคุตะงาว่า ผมจะเริ่มต้นมันเช่นไร ผมคงเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงวันที่หิมะตกหนัก สายหิมะโปรยปรายจากท้องฟ้า หญิงสาวผู้หนึ่งเฝ้ารอขบวนรถไฟอยู่ที่ชานชาลา แต่เมื่อขบวนรถไฟมาถึง ขบวนแล้วขบวนเล่า ขบวนแล้วขบวนเล่า เธอกลับไม่โดยสารรถไฟขบวนใดเลย ที่ชานชาลานั้น มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเฝ้ามองเธอด้วยอาการสงบนิ่ง หากแต่เขากลับไม่กระทำสิ่งใดเลย ไม่มีบทสนทนา ไม่มีการทักทาย มีแต่เพียงความเงียบและการเฝ้ามอง และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้ควรมีชื่อว่า ความหลงใหล หรือ ความประทับใจ มากกว่า การทักทาย แค่เพียงการปรากฏตัวของเธอก็เป็นที่สุดแห่งความพึงใจของเขา แค่เพียงดำรงอยู่ตรงนั้นก็เป็นที่สุดแห่งความปรารถนาของเขา ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องสั้นที่ไม่ควรมีบทสนทนา ดังนั้นมันจึงควรเป็นเรื่องสั้นที่มีเพียงแต่การบรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเขา เป็นเรื่องสั้นที่บรรยายถึงสิ่งที่ท่วมท้นและเพียงพอของห้วงคำนึง

ผมคิดถึงวิธีการเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้บ่อยครั้งเสมอขณะที่เฝ้ารอหญิงสาวผู้นั้นอยู่ที่ชานชาลา อันที่จริงแล้วผมควรซื้อปากกาสักแท่ง สมุดเล่มเล็กสักเล่ม และใช้เวลาที่เฝ้ารอเขียนเรื่องสั้นที่ว่า หากแต่ผมก็กลับไม่ทำเช่นนั้น ผมไม่ปรารถนาลายลักษณ์อักษรที่พรรณนาถึงเรื่องราวของเธอ ผมต้องการเพียงเก็บความรู้สึกประทับใจในแต่ละวันไว้ในความทรงจำ เป็นความทรงจำที่ในเวลาปกติไม่มีสถานที่เก็บกักมันไว้อย่างแน่นอน เป็นความทรงจำที่ล่องลอยในอากาศและหยิบฉวยมันจากอากาศอันเวิ้งว้างได้ในยามจำเป็น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผมจะไม่ได้ซื้อหากระดาษหรือปากกา หากแต่ผมกลับซื้อกล่องอาหารแบบเดียวกับเธอ ผมไม่รู้ว่าภายในกล่องอาหารของเธอนั้นบรรจุสิ่งใดบ้าง แต่ภายในกล่องอาหารของผมกลับบรรจุสิ่งสำคัญทั้งปวงไว้ อาทิ นามบัตร โทรศัพท์มือถือ บัตรเครดิต สมุดนัดหมาย ตราประทับ หรือแม้แต่เครื่องรางที่ผมนำติดตัวมาจากประเทศไทย หากมีใครมาเยือนชานชาลาสถานีรถไฟแห่งนั้น และเขาใช้เวลาสังเกตสังกาสักเล็กน้อย เขาจะพบหญิงสาวคนหนึ่งยืนสงบนิ่งเฝ้ารอรถไฟพร้อมกับกล่องอาหารและชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งเหม่อลอยบนเก้าอี้ไม้พร้อมกล่องอาหารแบบเดียวกัน

เราสองคนคงกลายเป็นภาพถ่ายที่มีชีวิตแบบนั้นหากไม่มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า ในที่สุดแล้วบนหนทางชีวิตที่ยาวไกล จะมีบางสิ่งผลักเราให้เข้าหาหรือถอยห่างจากใครบางคน และบางสิ่งนั้นมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราไม่ได้คาดคิดอย่างยิ่ง

เช้าวันนั้นหิมะตกหนักมากทั้งที่เป็นช่วงปลายของฤดูหนาว ไม่มีใครคาดการณ์การมาถึงของหิมะในวันนั้นเลย สถานีโทรทัศน์แจ้งข่าวพยากรณ์อากาศว่าท้องฟ้าแจ่มใส แสงแดดอบอุ่น หนังสือพิมพ์ลงประกาศข้อความว่าถึงเวลาปลดปล่อยเสื้อคลุมหนาหนักเสียที หากแต่โดยพลัน ที่สถานีแห่งนั้น ท้องฟ้ากลับมืดสนิทลงโดยไม่มีสาเหตุ และแล้วมวลหิมะก็ทยอยตกลงสู่พื้นดิน หญิงสาวคนนั้นเงยหน้าของเธอขึ้นจ้องมองท้องฟ้าเบื้องบนในขณะที่เกล็ดหิมะจับลงที่เสื้อคลุมของเธอ ร่างของเธอกลายเป็นดังต้นไม้เดียวดายในบริเวณนั้น ผมลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยความหนาวเย็นและพยายามออกเดินไปรอบๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ผู้คนพากันรีบเร่งออกจากรถไฟที่มาถึงอย่างอลหม่านเพื่อหลบพายุหิมะนั้น พวกเขาหลบหลีกสิ่งหนาวเหน็บนั้นอย่างโกลาหล และในไม่ช้าฝูงชนก็กลืนร่างของเธอไป

ผมฝ่าสวนฝูงชนเข้าไปหาเธอ และในท่ามกลางคลื่นที่หลั่งไหลของมนุษย์นั้น ผมพบเธออยู่ที่พื้น กล่องอาหารประจำตัวของเธอหล่นกลิ้งไกลออกจากตัวเธอตามฝีเท้าของคนที่เคลื่อนผ่าน ในที่สุดมันก็เปิดออก ข้างในนั้นเป็นละอองสีขาว เธอชันกายลุกขึ้น จ้องมองไปที่กล่องใบนั้นและจ้องมองมาที่ผม ฝีเท้าของผมไม่อาจเคลื่อนได้ตามใจหวัง ราวกับผู้คนทั้งโลกโดยสารมาลงยังสถานีนี้ แม้ว่าในที่สุดผมจะฝ่าไปถึงกล่องอาหารใบนั้น แต่มันก็สายเกินไปแล้ว ละอองสีขาวนั้นได้ฟุ้งกระจายรวมกับละอองหิมะเป็นเนื้อเดียวกัน

เกือบสิบนาทีกว่าฝูงชนจะปลาสนาการ และอีกหลายนาทีกว่าหญิงสาวผู้นั้นจะลุกขึ้นได้จากชานชาลา ผมพยุงตัวเธอเบาๆ ก่อนจะมอบกล่องอาหารเปล่าใบนั้นคืนให้แก่เธอ ใบหน้าของเธอซีดขาวราวหิมะ เธอรับกล่องอาหารจากมือของผมแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ เหมือนทุกครา แต่ครั้งนี้ผมไม่ปล่อยให้เธอจากไปเพียงลำพัง ผมออกเดินตามเธอไปเงียบๆ จนเมื่อเธอเลี้ยวเดินเข้าร้านกาแฟที่ไม่ไกลนักจากสถานี ผมก็ตัดสินใจนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ

คำแรกที่ผมเอ่ยคือ “ผมขอโทษที่ไม่อาจรักษาสภาพเดิมของกล่องอาหารนั้นได้” คำที่สองที่ผมเอ่ยคือ “ทุกอย่างในกล่องใบนั้นหายไปพร้อมกับหิมะแล้ว” คำแรกเป็นคำที่สมควรพูดอย่างยิ่ง แต่คำที่สองนั้นเป็นคำที่ผมรู้สึกผิดอย่างแรง

หญิงสาวคนนั้นยิ้มเพียงเล็กน้อยให้ผมในขณะที่พนักงานประจำร้านนำน้ำเปล่าสองแก้วมาวางลงบนโต๊ะให้เรา “ข้างในนั้นเป็นเถ้าถ่านจากคนรักของฉัน เป็นเวลาเนิ่นนานที่ฉันเฝ้ารอวันเวลาที่หิมะจะตกลงมาอย่างหนักเพื่อที่จะได้โปรยปรายมันให้เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ฉันก็ทำไม่เคยสำเร็จเลย” หญิงสาวผู้นั้นพักลมหายใจ เธอหันไปสั่งกาแฟร้อนสองแก้วสำหรับเธอและผมโดยไม่มีคำร้องขอ ก่อนจะกลับมาจ้องมองกล่องอาหารใบนั้นอีกครั้ง “ฉันชื่อ ยูกิ ที่แปลว่าหิมะ ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงคิดว่าฉันควรเอาเถ้าถ่านจากคนรักของฉันรวมตัวเข้ากับหิมะเพื่อที่ว่ามันจะเป็นเนื้อเดียวกัน ตลกไหม ฉันต้องเดินทางมาถึงที่นี่ เช่าโรงแรมและเฝ้ารอหิมะ ตอนแรกฉันคิดว่าถ้าฉันชื่อว่า กาวะ ที่แปลว่าแม่น้ำหรือ ยามะ ที่แปลว่าภูเขา การโปรยปรายเถ้าถ่านในกล่องนี้คงง่ายกว่าที่เป็น ก่อนจะพบว่าในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใด การโปรยปรายสิ่งที่หลงเหลือของคนรักนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำได้เลย”

เธอจิบกาแฟร้อนที่ถูกนำมาวางเพียงน้อยในขณะที่ผมไม่สนใจมันเลย ผมรู้ตัวดีว่ามาที่นี่ทำไม บทสนทนาคือสิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่กาแฟ “วันแรกที่หิมะตกลงมานั้น ฉันเปิดฝากล่องอาหารขึ้น เตรียมตัวจะสะบัดกล่องไปให้สุดแรง แต่แล้วฉันกลับพบว่า กล้ามเนื้อในมือของฉันไม่ทำงาน ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย ไม่มีแม้พลังงานที่จะยกมันขึ้นสูงกว่าที่เป็น ฉันยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น จำนน สิ้นหวัง และยอมรับความจริง จนในที่สุดหิมะก็หยุดลง เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ภาวะไร้เรี่ยวแรงที่จะอำลา ฉันเรียกมันเช่นนั้น ไม่มีทางที่ฉันจะปล่อยสิ่งสุดท้ายของเขาให้จากไปได้ ภาพความทรงจำของเขาที่มีต่อฉันมันกดทับกล้ามเนื้อ หัวใจ สมอง และห้วงคำนึงของฉัน แม้ฉันจะรู้ดีว่าเขาจะต้องจากไป แม้ฉันจะรู้ดีว่าเขาได้จากไปแล้ว แต่ถึงที่สุดฉันกลับไม่อาจปล่อยสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายไปจากตัวฉันได้” เธอหันมาจ้องมองกล่องเปล่านั้นอีกครั้ง “ขอบคุณทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้ มันได้ปลดปล่อยฉันแล้ว”

ผมยื่นถ้วยกาแฟของผมให้เธอ แลดูชัดเจนว่ากาแฟหนึ่งแก้วไม่เพียงพอสำหรับเธอเป็นแน่ “ผมถามคำถามคุณข้อหนึ่งได้ไหม” เธอพยักหน้าตอบ “คุณรู้สึกถูกปลดปล่อยแล้วจริงหรือ ความรู้สึกข้างในใจของคุณถูกปลดปล่อยแล้วแน่หรือ จริงอยู่ที่เถ้าถ่านคนรักของคุณได้จากไปแล้ว แต่นั่นไม่ใช่จากความตั้งใจของคุณ การยักไหล่แล้วบอกว่าทุกสิ่งจบลงอาจบรรเทาความรู้สึกบางอย่างได้ แต่คุณแน่ใจได้อย่างไรว่าความรู้สึกที่ว่านั้นจะไม่หวนกลับมา ขอโทษที่ผมพูดยาวเกินไป แต่ผมรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ”

เธอจ้องมองผมอยู่นาน ช่วงเวลาขณะนั้นผมรู้สึกเหมือนดังว่ามีขบวนรถไฟผ่านเราไปหลายขบวน “มันสายไปแล้ว” เธอตอบเบาๆ “ไม่มีเถ้าถ่าน ไม่มีพายุหิมะ อีกแล้ว” ผมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “ขณะนี้เป็นเวลาแปดนาฬิกา ถ้าเรากลับไปที่สถานี รถไฟเที่ยวต่อไปที่จะไปโมริโอกะจะมาถึงในไม่ช้า พายุหิมะจะมาถึงโมริโอกะในเย็นนี้ มีเศษเถ้าถ่านของคนรักคุณหลงเหลืออยู่ตามขอบกล่อง มันไม่อาจโปรยปรายได้เป็นแน่ แต่คุณสามารถรองเกล็ดหิมะจากฟากฟ้าได้จนเต็มแล้วโปรยปรายมันร่วมกันได้”

ผมลุกขึ้น วางธนบัตรไว้บนโต๊ะแล้วยื่นมือให้เธอจับ นี่คือการตัดสินใจของผม ถ้าผมจะเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับการทักทายและการพบกันที่สถานีรถไฟ มันควรเป็นเช่นนี้ มันไม่ใช่เพียงแค่บทสนทนาและลาจากกัน แต่ควรเป็นบางสิ่งมากกว่านี้ หญิงสาวผู้นั้นลุกขึ้นยืน เธอจับมือผมไว้เบาๆ ผมปัดเศษหิมะบนเสื้อของเธอ ก่อนที่เราทั้งคู่จะออกเดินมุ่งหน้าไปยังชานชาลา ข้างนอกนั้นพายุหิมะหยุดลงแล้ว หลงเหลือเพียงเศษหิมะที่กำลังละลายบนพื้น เราทั้งสองคนย่ำผ่านมันไป และทิ้งรอยเท้าไว้กับคราบหิมะ ซึ่งในไม่ช้าคงละลายจนไร้ร่องรอย

Writer

Avatar

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load