21 Aug 2017
6 PAGES
1 K

การออกสู่ท้องถนนของเขานั้นเริ่มต้นแต่เช้าตรู่ อากาศเบาสบาย แม่น้ำเงียบสงบ เมฆก้อนแรกโผล่พ้นความมืดออกมา เขาจะขี่จักรยานเลียบลำน้ำก่อนจะเลาะไปตามซอกเล็กซอกน้อยของอาคารบ้านเรือน ในบางครั้งเขาจะหยุดทักทายผู้คนที่พบเจอตามท้องถนนนั้น ในบางครั้งเขาจะได้กลิ่นของอาหารหรือกลิ่นขนมหวานที่ทำขึ้นจากที่หลังใดที่หนึ่ง เขาชอบกินขนมปังยาวจากร้านขนมหวานที่ตั้งอยู่ด้านหลังของโบสถ์เก่าประจำเมือง ช่วงเวลาที่เขาสูดดมกลิ่นหอมอบอวลเช่นนั้นเขาจะได้ยินเสียงเพลงหวานเศร้าบรรเลงออกจากโบสถ์ด้วย และแม้จะรู้ว่ามันเป็นเพลงที่สรรเสริญพระเจ้า เขาก็จะร้องคลอตามมัน นี่คือกิจวัตรประจำวันของเขา มันเป็นกิจวัตรประจำวันที่ไม่เคยปรากฏตัวละครใดๆ ที่โน้มน้าวเขาให้นึกถึงความรักหรือคนรักเลย ไม่มีเลยแม้เพียงสักครั้งหนึ่ง

 

การกล่าวว่าเขาไม่เคยถูกโน้มน้าวให้นึกถึงความรักหรือคนรักเลย หาได้หมายความว่ามีสิ่งใดผิดปกติในตัวของเขา เขาเป็นคนปกติ เป็นผู้ชายปกติเยี่ยงผู้ชายทั่วไปที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เขาพร้อมจะตกหลุมรักหญิงสาวสักคน และเขาเชื่อว่าหากเขาตกหลุมรักใครสักคนแล้วเขาจะรักเธอผู้นั้นอย่างหมดจิตหมดใจ นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยมีความสงสัยในข้อนั้นเลย หากมีใครสักคนพูดถึงเรื่องราวของความรักให้เขาได้ยิน เขาจะพร้อมเข้าสนทนาอย่างสุดแรง เขาจะเล่าถึงหญิงสาวที่เขาใฝ่ฝัน รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง และทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเธอผู้นั้นจะถูกเขาพรรณนาออกมาอย่างละเอียดลออที่สุดเท่าที่เขาจะพึงกระทำได้

 

หากแต่ในความเป็นจริง เขาไม่เคยพบหญิงสาวเช่นในความคิดคำนึงของเขาเลย ด้วยเหตุนี้เขาจึงใช้ชีวิตดังการตามหาจิตวิญญาณที่หายไป เป็นจิตวิญญาณงดงามที่หายไปซึ่งเขาหวังว่าวันหนึ่งจะได้จุมพิต สวมกอด และสัมผัส เป็นจิตวิญญาณที่หายไปที่เขาหวังจะร่วมรัก ใช้ชีวิตและอยู่เคียงคู่ เขาไม่ได้ปรารถนาจิตวิญญาณที่หายไปมากมายเลย ขอเพียงหนึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา แต่กระนั้นแม้เพียงหนึ่งก็ดูเป็นการหวังที่เกินเลย ไม่มีสิ่งนั้นปรากฏขึ้นแก่เขา ไม่มีสิ่งนั้นอุบัติขึ้น เขาหวังในสิ่งที่สามัญ ธรรมดา ไม่สูงส่งใดเลย กระนั้นเขาก็หาได้เคยสมปรารถนาไม่

 

ด้วยเหตุนี้เขาจึงออกสู่ท้องถนนพร้อมจักรยานส่วนตัวในทุกเช้า เขาจะขี่มันเรื่อยไปจนกระทั่งเสียงระฆังในโบสถ์ดังขึ้น ครั้นแล้วเขาก็จะขี่มันกลับไปยังที่ทำงาน กลับสู่การงาน กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขาจะหมกมุ่นกับงานของเขาจนถึงเช้าของวันรุ่งขึ้นที่เขาจะขี่จักรยานล่องไปตามท้องถนนอีกครั้งหนึ่ง

 

เช้าวันนั้นเป็นเช้าเช่นเดียวกับเช้าอื่น เขาซื้อดอกไม้จากร้านดอกไม้ร้านเดิม สิ่งที่แตกต่างออกไปมีเพียงว่าเขาซื้อดอกกุหลาบแดงแทนดอกแกลดิโอลัสสีขาวที่เขาซื้อเป็นประจำ และกุหลาบแดงนั้นมีสีแดงสดกว่าทุกกุหลาบแดงที่เขาเคยเห็นมา มันแดงราวกับสีเลือดของนกที่เขาเห็นในภาพยนตร์สารคดี มันแดงราวกับสีเลือดของทหารหาญที่เขาเห็นในภาพยนตร์สงคราม และด้วยกุหลาบแดงที่ให้สีแดงเช่นนั้นเองทำให้เขาตัดสินใจซื้อขนมหวาน กุหลาบที่มีสีแดงเช่นนั้นควรมีความหวานเจือปน เขาคิด หลังจากนั้นเขาขี่จักรยานไปรอบเมืองเฝ้ารอเสียงระฆังยามเช้าจากโบสถ์ ทว่าในเช้าวันนั้นหามีเสียงระฆังจากโบสถ์ไม่ เขาขี่จักรยานไปรอบเมืองรอบแล้วรอบเล่า รอบที่หนึ่ง รอบที่สอง รอบที่สาม และรอบต่อๆ ไป หากแต่ระฆังประจำโบสถ์ก็ยังมิได้ส่งเสียง เขาหยุดที่ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งหวังว่าจะได้พบใครสักคนที่รู้จักพอที่เขาจะถามไถ่เรื่องเวลาได้ ทว่าเขาไม่ได้พบใครที่รู้จักเลย เขาพบเพียงหญิงสาวผู้หนึ่ง หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบที่เขาไม่เคยคาดหวังเลยว่าจะได้พบในชีวิตนี้

สิ่งแรกที่เขารู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับหญิงสาวผู้นั้นคือนาฬิกาข้อมือของเธอ มันเป็นนาฬิการูปสี่เหลี่ยมแทนที่จะเป็นนาฬิการูปวงกลม มันเป็นนาฬิการูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แทบแยกทิศทางไม่ได้ หากกระนั้นมันก็เป็นนาฬิกาที่เขาสามารถอ่านเวลาจากมันได้สะดวก เขาพบพบว่าขณะนั้นเป็นเวลา 10.10 น.

 

สิบนาฬิกา สิบนาที แล้ว เป็นเวลาที่สายมากสำหรับการไปยังที่ทำงาน และเขาควรเร่งไปถึงให้มันให้เร็วที่สุด หากแต่เมื่อเขาเห็นใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นเขาก็เปลี่ยนใจ ใบหน้าของเธอเป็นใบหน้าของหญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบเกินกว่าจะผละจากไปได้ เป็นใบหน้าของหญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบที่เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน จมูกของเธอให้เส้นโค้งที่อ่อนหวาน ดวงตาของเธอส่องประกายที่สุกสกาว เส้นผมของเธอบอกถึงสัมผัสที่ละมุนละไม เขาไม่อาจคิดถึงสิ่งอื่นได้เลยนอกจากว่านี่คือหญิงสาวผู้ที่เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน

 

ครั้นแล้วเขาก็เริ่มต้นเอ่ยถามเธอถึงเวลาซึ่งเธอตอบเขาว่ามันเป็นเวลาเท่าใด มันเป็นเวลาสิบนาฬิกา สิบสองนาที เธอตอบ ครั้นแล้วเขาก็เริ่มต้นเอ่ยถามเธอถึงสถานที่ซึ่งเธอตอบเขาว่ามันเป็นสถานที่แห่งใด มันเป็นสถานที่ธรรมดาที่หนึ่ง เธอตอบ ครั้นแล้วเขาก็ถามเธอว่าบางทีผมอาจถามในสิ่งที่ไม่สุภาพ แต่หากนี่เป็นสถานที่ธรรมดาแล้วเพราะเหตุใดคุณจึงมาที่นี่ เพื่ออ่าน เธอตอบเขาเพียงเท่านั้น ทำไมจึงต้องอ่านในสถานที่แห่งนี้ เขายังคงตั้งคำถามต่อไป เพราะว่าที่นี่คือห้องสมุดสาธารณะ ครั้นแล้วเธอก็เดินจากเขาไป จากเขาไปในอาคาร หายลับไปหลังประตูบานใหญ่บานนั้น

 

ด้วยเหตุนี้เอง ชายผู้ขี่รถจักรยานจึงได้พบกับหญิงสาวผู้ลุ่มหลงการอ่านในสถานที่นั้น ในเวลานั้น ในวันนั้น นั่นเอง

 

เราอาจกล่าวได้ว่า หลังจากวันนั้นแล้ว ชีวิตของชายผู้ขี่จักรยานได้เปลี่ยนแปลงไป เขาได้เปลี่ยนวันเวลาที่ปกติไป เขาได้เปลี่ยนกิจกรรมที่เป็นดังชีวิตประจำวันไป เขาตื่นแต่เช้า ขี่จักรยานไปยังร้านขายดอกไม้ ซื้อดอกกุหลาบแดงที่มีสีแดงที่สุดเท่าที่เขาจะหาได้ ก่อนจะซื้อขนมหวานที่ทำเสร็จใหม่หมาด สองสิ่งนี้เขาไม่มีความกล้าที่จะมอบให้หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบคนนั้น หากแต่เขามีความกล้าที่จะไปเฝ้ารอเธอยังสถานที่แห่งเดิม เขาเฝ้ารอจนกว่าเธอจะปรากฏตัวขึ้น ครั้นแล้วเขาก็จะสอบถามเธอถึงเวลา หลังจากนั้นเขาจะถามเธอถึงหนังสือที่เธออ่านในวันนั้น บางวันเธอจะพูดถึงหนังสือของ ไฮนริช เบิล บางวันเธอจะพูดถึงหนังสือของ อัลแบร์ กามูส์ และบางวันเธอจะพูดถึงหนังสือของ ฟรานซ์ คาฟคา ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นชื่อที่เขาไม่คุ้นเคย แต่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่แยแสเลย สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือใบหน้าที่สมบูรณ์แบบของเธอ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือความเชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน นั่นเป็นสิ่งที่เขาแยแส นั่นคือทั้งหมดที่เขาสนใจ

 

เขารู้ดีว่าบทสนทนาที่เขามีต่อเธอนั้นมันช่างแห้งแล้งและมันคงแห้งแล้งเช่นนั้นไปจนถึงวันสิ้นโลก เขารู้ดีว่าท่าทีที่เขามีต่อเธอนั้นมันแสนธรรมดาและมันคงธรรมดาเช่นนั้นไปจนถึงวันฟ้าสลาย เขารู้ดีว่าดอกกุหลาบสีแดงและขนมหวานคงถูกเขานำกลับบ้านทุกวันและมันคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันสิ้นโลก

 

แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเธอบอกเล่ากับเขาว่าเธอกำลังอ่านหนังสือของ เจมส์ จอยซ์ และในวันต่อไปเธอก็กล่าวเช่นนั้นอีก รวมถึงวันต่อๆ ไปด้วย เขากลับคิดถึงบทสนทนาใหม่ได้ทันที เขากลับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเธอได้ทันที เขาขอตามเธอเข้าไปในห้องสมุด เขาขอเห็นหนังสือเล่มนั้น หนังสือที่ถูกเขียนโดยนักเขียนนาม เจมส์ จอยซ์ หนังสือที่เขาฉงนว่าเพราะเหตุใดเธอจึงเสียเวลาอ่านมันเนิ่นนานยิ่งนัก

 

มันเป็นหนังสือธรรมดาสามัญเล่มหนึ่งเมื่อแรกเห็น ปกสีฟ้าอ่อน หน้าปกมีเพียงชื่อของนักเขียน พร้อมชื่อหนังสือว่า Ulysses ไม่มีอะไรพิเศษพิสดาร มันเป็นหนังสือธรรมดาเล่มหนึ่งที่มีความหนาพอประมาณ แต่เมื่อหญิงสาวผู้นั้นหยิบมันออกจากชั้น ตรงมาที่โต๊ะและเริ่มต้นอ่านมัน หนังสือเล่มนั้นกลับทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นหนังสือที่หนักอึ้ง ยิ่งใหญ่และทรงพลัง เขารู้สึกเช่นนั้นตั้งแต่นาทีแรกที่เธอเปิดมันขึ้นอ่านและจนนาทีสุดท้ายที่เธอปิดหนังสือลงที่แสดงว่าการอ่านประจำวันนี้จบสิ้นลงแล้ว

 

หญิงสาวผู้นั้นปิดหนังสือ เอาหนังสือเก็บขึ้นชั้นพัก เดินออกจากห้องสมุด เขาเดินตามออกมา จักรยานของเขาจอดอยู่ในที่จอด แต่เขาไม่สนใจ เขาเดินตามเธอไปอย่างเงียบๆ หญิงสาวผู้นั้นเดินไปตามตรอกเล็กๆ ในเมืองก่อนจะหยุดอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เธอพลิกเมนูหน้าร้านเพียงครู่หนึ่งแล้วเดินตรงเข้าไปในร้าน เขาเดินตามเธอไปจนถึงโต๊ะด้านในสุดแล้วนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับเธอหลังจากเธอเลือกที่นั่งแล้ว

 

หญิงสาวผู้นั้นเริ่มต้นด้วยการสั่งรากบัวกับเนื้อบดราดด้วยซอสงาพร้อมด้วยไวน์ขาวหนึ่งแก้ว ส่วนเขานั้นสั่งเพียงเนื้อย่างที่น่องราดด้วยซอสเกรวี่และไวน์แดง บริกรรับคำสั่งแล้วจากไป ทิ้งให้คนทั้งคู่อยู่กับความเงียบและแล้วหญิงสาวผู้นั้นก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก

 

“ระหว่างทางที่ยูลิสซิสเดินทางกลับสู่อิทากะอันเป็นบ้านของเขานั้น เขาได้พบกับเหตุการณ์มากมาย แต่เหตุการณ์หนึ่งที่ฉันประทับใจคือการที่เขาเดินทางไปยังเกาะที่มีแต่ผู้คนที่หลงใหลในการกินบัว ยูลิสซิสเรียกผู้คนเหล่านั้นว่ามนุษย์กินบัวหรือ Lotus Eaters สิ่งที่น่าสนใจคือบัวในเกาะแห่งนั้นหากใครได้กินแล้วจะหลงลืมในทุกสิ่ง ลูกเรือของยูลิสซิสเมื่อกินบัวในเกาะนั้นแล้วก็ไร้สิ้นซึ่งความปรารถนาที่จะเดินทางกลับบ้านเรือนอีกต่อไป”

 

“ถ้าเช่นนั้น ยูลิสซิสแก้ปัญหานั้นเช่นไร”

 

“เขาลากลูกเรือกลับไปที่เรือ ขังคนเหล่านั้นแล้วออกเรือในทันที เมื่อพ้นจากเกาะ พ้นจากบัวที่งอกในเกาะนั้น ลูกเรือทั้งหลายก็สงบลง”

 

“ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนเราสามารถเสพติดในสิ่งที่ตนเองกินได้”

 

“มนุษย์เราสามารถเสพติดได้ทุกสิ่ง อาหาร อากาศ น้ำ หนังสือ งานศิลปะ ในตำนานกรีก ยังมีคนเสพติดใบหน้าตนเองนามนาร์ซิสซัสด้วยเช่นกัน”

 

“คุณน่าจะสนใจเทพปกรณัมมาก”

 

“ไม่ เฉพาะบางคนเท่านั้น ยูลิสซิส นาร์ซิสซัส ซิซีฟัส เฮเลน เมดูซ่า หรือโพรมีธีอุส นอกจากนั้นมีแต่ความน่าเบื่อหน่าย ฉันชอบตัวละครที่ไปพ้นชีวิตธรรมดาสามัญ ว่าไปแล้ว ฉันสนใจในสิ่งที่เป็นเรื่องเล่าที่ห่างไกลตนเอง ชีวิตประจำวันคือความน่าเบื่อ เหี่ยวเฉาและแห้งผาก เรื่องเล่าที่มาจากแดนไกลโพ้นคือสิ่งที่ชวนให้ตื่นเต้นสำหรับฉัน นอกจากการอ่านในยามกลางวันและการเขียนในยามค่ำคืนแล้ว ชีวิตของฉันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกเลย”

 

เขาคิดถึงการเล่าชีวิตของตนเองให้เธอฟัง เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด แต่แล้วอาหารก็มาถึง พวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาทานอาหารบนโต๊ะเพียงสิบนาที พวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาดื่มไวน์ที่เหลือบนโต๊ะอีกเพียงห้านาที ก่อนจะเรียกบริกรเก็บเงินและเดินออกจากร้านไป หญิงสาวเดินมุ่งหน้ากลับสู่ห้องสมุดในขณะที่มีชายหนุ่มเดินตามหลัง หญิงสาวเดินไปตามท้องถนนอย่างเงียบสงบราวกับเธอไม่เคยพูดคุยกับเขามาก่อน ส่วนเขานั้นเดินไปอย่างเงียบสงบราวกับไม่เคยพูดคุยกับเธอมาก่อนเช่นกัน เมื่อถึงห้องสมุด เธอเดินตรงไปที่ชั้น หยิบหนังสือยูลิสซิสเล่มเดิมมาอ่าน เขานั่งลงตรงข้ามเธอ และพบว่าเธอเริ่มต้นหนังสือเล่มนั้นจากบทที่ห้า บทที่ว่าด้วยมนุษย์กินบัว

 

ด้วยความเงียบสงบในสถานที่เช่นนั้น เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นอ่าน เขาตรงไปยังชั้นหนังสือตัวอักษร A และเลือกหยิบหนังสือที่มีภาพประกอบมากที่สุด หากไม่อาจอ่านเรื่องราวได้ การเพ่งพินิจความงามของลายเส้นก็หาได้เลวร้ายใดๆ หนังสือที่เขาหยิบออกมาจากชั้นคือ Alice in Wonderland ของ เลวิส คาร์โรลล์ แรกเริ่มเขาคิดเพียงแค่การพลิกหน้าไปมาจากหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย และจากหน้าสุดท้ายกลับมาจนถึงหน้าแรก หากทว่านับแต่หน้าแรกที่เขาลงมืออ่านมัน เขากลับไม่สามารถเปิดหน้าต่อไปแบบผ่านๆ ได้ เขาดำดิ่งลงไปในเรื่องราวของอลิซ เขาดำดิ่งลงไปในเรื่องรังของกระต่าย เขาดำดิ่งลงไปในเรื่องราวของเห็ดพิสดาร เขาหมกมุ่นกับการอ่านเช่นนั้น และเมื่อเสียงสัญญาณเตือนหมดเวลาดังขึ้น เขาก็พบว่าหญิงสาวคนนั้น หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบ หญิงสาวผู้พึงใจในการอ่านยูลิสซิสได้หายสาบสูญไปแล้ว

 

เช้าวันต่อมา เขาถีบจักรยานออกจากที่พักแต่เช้าตรู่และตรงดิ่งมายังห้องสมุด เขาไม่ได้เฝ้ารอเธอเหมือนเคย หากแต่เฝ้ารอเวลาเปิดของห้องสมุดที่นั่น เหลืออีกสามบทสุดท้ายเขาก็จะจบหนังสือ Alice in Wonderland ลง เมื่อไฟในห้องสมุดสว่างขึ้น เขาตรงไปยังชั้นหนังสือ หยิบหนังสือออกมาและเริ่มต้นอ่านมัน และเมื่อเขาจบบทที่สิบสองอันเป็นบทสุดท้ายของหนังสือพร้อมกับการตื่นขึ้นของอลิซหลังจากเผชิญเรื่องราวอัศจรรย์จำนวนมากแล้ว เขาก็แลเห็นหญิงสาวผู้นั้น หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบอยู่เบื้องหน้า

 

“คุณจมอยู่กับหนังสือเล่มนั้นราวกับก้อนหิน สงบนิ่ง แช่มช้า และไม่แยแสโลกภายนอก ฉันไม่เคยเห็นใครอ่านหนังสือด้วยความรู้สึกที่ว่านี้มาเนิ่นนานแล้ว ได้เวลาอาหารเที่ยง คุณควรเดินออกในโลกภายนอกบ้าง”

 

ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันไปยังร้านอาหารเดิม หญิงสาวผู้นั้นสั่งไก่อบซอสส้มและไวน์ขาว ส่วนเขาสั่งเห็ดนางฟ้าอบชีสและน้ำเปล่า ทุกสิ่งในร้านอาหารสงบเงียบ ชายหนุ่มมองออกไปนอกหน้าต่าง จ้องมองไปที่แสดงแดดที่กระทบบานกระจก

 

“อลิซเดินทางไปในอีกโลกหนึ่ง ในโลกนั้นมีเห็ดพิเศษที่เมื่อกินแล้วสามารถทำให้ร่างกายของเธอใหญ่หรือเล็กลงได้ มันเป็นฉากที่ผมประทับใจมาก ในบางครั้งเราต้องการร่างกายที่พอเหมาะเพื่อจัดการกับปัญหาที่มีขนาดต่างกัน มนุษย์นั้นแบกรับปัญหาทั้งใหญ่เล็กด้วยขนาดร่างกายที่ไม่แปรเปลี่ยน และนั่นทำให้ปัญหาบางประการหนักหนาเกินไปสำหรับพวกเขา”

 

“หัวใจของอลิซ ขยายขนาดตามร่างกายเธอด้วยไหม” หญิงสาวผู้นั้นถาม

 

“ไม่แน่ใจ มันไม่มีการกล่าวเป็นรายละเอียดขนาดนั้น แต่หากจะให้เดา ขนาดของหัวใจน่าจะขยายตามขนาดร่างกายเช่นกัน”

 

“ถ้าฉันจำไม่ผิด ในนวนิยายเรื่อง เดคาเมรอน สามีคนหนึ่งบังคับภรรยาของเขาให้กินหัวใจของชู้รักเป็นการลงโทษ เรื่องราวนี้เป็นฉากสะเทือนใจ เมื่อคุณรัก คุณจงครอบครองหัวใจของเขาเสีย ทั้งรูปธรรมและนามธรรม”

 

ชายหนุ่มจ้องมองดวงตาของหญิงสาว “Decameron หนังสือเล่มต่อไปที่ผมจะอ่านมัน”

 

“ฉันด้วย ฉันลืมหลายสิ่งในนั้นไปแล้ว หลังจากจบ Ulysses ในวันนี้ ฉันจะเริ่มต้นอ่านมันใหม่เช่นกัน”

 

อาหารเดินทางมาถึง พวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาเพียงสิบนาทีสำหรับการทานอาหารและใช้เวลาเพียงห้านาทีสำหรับเครื่องดื่ม หลังจากนั้นพวกเขาเดินเคียงข้างกันกลับไปที่ห้องสมุด ชายหนุ่มหยิบหนังสือ Decameron ออกจากชั้นและเริ่มต้นอ่านมันนับตั้งแต่เรื่องที่หนึ่ง ระหว่างนั้น เขาแอบมองหญิงสาวผู้นั้นอยู่เสมอ เธอพลิกแต่ละหน้าของ Ulysses อย่างเพลิดเพลิน และเมื่อเสียงสัญญาณปิดห้องสมุดดังขึ้น หญิงสาวก็จบหน้าสุดท้ายของหนังสือลง เธอยิ้มให้เขา นำหนังสือไปเก็บที่ชั้นพัก ทั้งคู่แยกจากกัน หญิงสาวขึ้นรถโดยสารประจำทางในขณะที่ชายหนุ่มถีบจักรยานของเขาลับไปในเมือง

 

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มมาที่ห้องสมุดแต่เช้าตรู่ และเมื่อประตูห้องสมุดเปิดออก เขาก็ตรงไปหยิบ Decameron ออกจากชั้น เขาเริ่มต้นอ่านเรื่องที่สอง เขาอ่านมันจนจบ หากแต่หญิงสาวก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น เขาอ่านเรื่องที่สาม เขาอ่านมันจนจบ หากแต่หญิงสาวก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินไปทานอาหารกลางวันเพียงลำพัง ก่อนจะตัดสินใจถีบจักรยานกลับบ้านหลังจากนั้น

 

เหตุการณ์ในวันรุ่งขึ้นยังเป็นดังเดิม เขาเริ่มต้นอ่านเรื่องที่สี่ใน Decameron หากแต่หญิงสาวผู้นั้นก็ยังไม่ปรากฏตัวขึ้น ในที่สุดเขาตัดสินใจปิดหนังสือ วางมันลงบนโต๊ะและเฝ้ารอ เมื่อเวลาเที่ยงวันมาถึงและหญิงสาวผู้นั้นยังไม่ปรากฏตัวขึ้น เขาก็เดินไปทานอาหารกลางวันเพียงลำพังก่อนจะตัดสินใจถีบจักรยานกลับบ้านหลังจากนั้น

 

หญิงสาวผู้นั้นไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย วันแล้ว วันเล่า ชายหนุ่มอ่านเรื่องใน Decameron จนจบเล่ม หากแต่เธอก็ยังไม่ปรากฏตัว ชายหนุ่มตัดสินใจเลิกมาที่ห้องสมุด เขากลับไปใช้ชีวิตประจำวัน เหี่ยวเฉา แห้งผาก และไร้ความหมาย

 

ทุกเช้าเขาจะเริ่มต้นด้วยการขี่จักรยานเลียบลำน้ำก่อนจะเลาะไปตามซอกเล็กซอกน้อยของอาคารบ้านเรือน ในบางครั้งเขาจะหยุดทักทายผู้คนที่พบเจอตามท้องถนนนั้น ในบางครั้งเขาจะได้กลิ่นของอาหารหรือกลิ่นขนมหวานที่ทำขึ้นจากที่หลังใดที่หนึ่ง ในบางครั้งเขาจะได้ยินเสียงเพลงหวานเศร้าบรรเลงจากโบสถ์ด้วย และแม้จะรู้ว่ามันเป็นเพลงที่สรรเสริญพระเจ้า เขาก็จะร้องคลอตามมัน เขาใช้ชีวิตดังการตามหาจิตวิญญาณที่หายไป เป็นจิตวิญญาณงดงามที่หายไป เป็นจิตวิญญาณงดงามที่หายไปซึ่งเขาหวังว่าวันหนึ่งจะได้จุมพิต สวมกอด และสัมผัส เป็นจิตวิญญาณที่หายไปที่เขาหวังจะร่วมรัก ใช้ชีวิตและอยู่เคียงคู่ เขาไม่ได้ปรารถนาจิตวิญญาณที่หายไปมากมายเลย ขอเพียงหนึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา แต่กระนั้นแม้เพียงหนึ่งก็ดูเป็นการหวังที่เกินเลย ไม่มีสิ่งนั้นปรากฏขึ้นแก่เขา ไม่มีสิ่งนั้นอุบัติขึ้น เขาหวังในสิ่งที่สามัญ ธรรมดา ไม่สูงส่งใดเลย กระนั้นเขาก็หาได้เคยสมปรารถนาอีกไม่ หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบคนนั้นไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย

 

ผมได้ยินเรื่องราวของชายผู้ถีบจักรยานร่อนเร่ไปผู้นี้จากเพื่อนคนหนึ่งของผม เขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเราทานอาหารกลางวันด้วยกัน ทุกครั้งที่เขาเล่าเรื่องนี้ นัยน์ตาของเขาจะแห้งผาก ปราศจากชีวิตและแลดูเวิ้งว้างไร้ความหมาย และทุกครั้งที่เขาเล่าเรื่องของชายผู้ถีบจักรยานนี้ให้ผมฟัง ผมจะจบลงด้วยประโยคที่ว่า สักวันหนึ่ง ยูลิสซิสจะกลับถึงอิทากะ มันเป็นการเดินทางที่ยาวไกล ผจญภัยและเปี่ยมด้วยอันตราย แต่ในที่สุดแล้วยูลิสซิสก็จะกลับถึงอิทากะ และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เรียกรอยยิ้มจากเขาได้ หลังจากนั้น เราจะแยกจากกัน ผมจะเดินตรงไปที่ห้องสมุดเพื่อทำงานส่วนเขาจะถีบจักรยานคันหนึ่งหายไปในเมืองของเรา

 

ภาพ: jiranarong

CONTRIBUTORS

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

Jiranarong

นักวาดภาพประกอบเจ้าของหนังสือ พูดหมีหมี และ สมุดไดอารี่ Have a nice day และภาพประกอบพ็อกเก็ตบุ๊กอีกหลายเล่ม ใช้การวาดรูปเป็นการฝึกสมาธิและความอดทน และอยากขยับขยายจากแค่บนสื่อกระดาษไปสู่สิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าเดิม Facebook l Jiranarong