การออกสู่ท้องถนนของเขานั้นเริ่มต้นแต่เช้าตรู่ อากาศเบาสบาย แม่น้ำเงียบสงบ เมฆก้อนแรกโผล่พ้นความมืดออกมา เขาจะขี่จักรยานเลียบลำน้ำก่อนจะเลาะไปตามซอกเล็กซอกน้อยของอาคารบ้านเรือน ในบางครั้งเขาจะหยุดทักทายผู้คนที่พบเจอตามท้องถนนนั้น ในบางครั้งเขาจะได้กลิ่นของอาหารหรือกลิ่นขนมหวานที่ทำขึ้นจากที่หลังใดที่หนึ่ง เขาชอบกินขนมปังยาวจากร้านขนมหวานที่ตั้งอยู่ด้านหลังของโบสถ์เก่าประจำเมือง ช่วงเวลาที่เขาสูดดมกลิ่นหอมอบอวลเช่นนั้นเขาจะได้ยินเสียงเพลงหวานเศร้าบรรเลงออกจากโบสถ์ด้วย และแม้จะรู้ว่ามันเป็นเพลงที่สรรเสริญพระเจ้า เขาก็จะร้องคลอตามมัน นี่คือกิจวัตรประจำวันของเขา มันเป็นกิจวัตรประจำวันที่ไม่เคยปรากฏตัวละครใดๆ ที่โน้มน้าวเขาให้นึกถึงความรักหรือคนรักเลย ไม่มีเลยแม้เพียงสักครั้งหนึ่ง

 

การกล่าวว่าเขาไม่เคยถูกโน้มน้าวให้นึกถึงความรักหรือคนรักเลย หาได้หมายความว่ามีสิ่งใดผิดปกติในตัวของเขา เขาเป็นคนปกติ เป็นผู้ชายปกติเยี่ยงผู้ชายทั่วไปที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เขาพร้อมจะตกหลุมรักหญิงสาวสักคน และเขาเชื่อว่าหากเขาตกหลุมรักใครสักคนแล้วเขาจะรักเธอผู้นั้นอย่างหมดจิตหมดใจ นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยมีความสงสัยในข้อนั้นเลย หากมีใครสักคนพูดถึงเรื่องราวของความรักให้เขาได้ยิน เขาจะพร้อมเข้าสนทนาอย่างสุดแรง เขาจะเล่าถึงหญิงสาวที่เขาใฝ่ฝัน รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง และทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเธอผู้นั้นจะถูกเขาพรรณนาออกมาอย่างละเอียดลออที่สุดเท่าที่เขาจะพึงกระทำได้

 

หากแต่ในความเป็นจริง เขาไม่เคยพบหญิงสาวเช่นในความคิดคำนึงของเขาเลย ด้วยเหตุนี้เขาจึงใช้ชีวิตดังการตามหาจิตวิญญาณที่หายไป เป็นจิตวิญญาณงดงามที่หายไปซึ่งเขาหวังว่าวันหนึ่งจะได้จุมพิต สวมกอด และสัมผัส เป็นจิตวิญญาณที่หายไปที่เขาหวังจะร่วมรัก ใช้ชีวิตและอยู่เคียงคู่ เขาไม่ได้ปรารถนาจิตวิญญาณที่หายไปมากมายเลย ขอเพียงหนึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา แต่กระนั้นแม้เพียงหนึ่งก็ดูเป็นการหวังที่เกินเลย ไม่มีสิ่งนั้นปรากฏขึ้นแก่เขา ไม่มีสิ่งนั้นอุบัติขึ้น เขาหวังในสิ่งที่สามัญ ธรรมดา ไม่สูงส่งใดเลย กระนั้นเขาก็หาได้เคยสมปรารถนาไม่

 

ด้วยเหตุนี้เขาจึงออกสู่ท้องถนนพร้อมจักรยานส่วนตัวในทุกเช้า เขาจะขี่มันเรื่อยไปจนกระทั่งเสียงระฆังในโบสถ์ดังขึ้น ครั้นแล้วเขาก็จะขี่มันกลับไปยังที่ทำงาน กลับสู่การงาน กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขาจะหมกมุ่นกับงานของเขาจนถึงเช้าของวันรุ่งขึ้นที่เขาจะขี่จักรยานล่องไปตามท้องถนนอีกครั้งหนึ่ง

 

เช้าวันนั้นเป็นเช้าเช่นเดียวกับเช้าอื่น เขาซื้อดอกไม้จากร้านดอกไม้ร้านเดิม สิ่งที่แตกต่างออกไปมีเพียงว่าเขาซื้อดอกกุหลาบแดงแทนดอกแกลดิโอลัสสีขาวที่เขาซื้อเป็นประจำ และกุหลาบแดงนั้นมีสีแดงสดกว่าทุกกุหลาบแดงที่เขาเคยเห็นมา มันแดงราวกับสีเลือดของนกที่เขาเห็นในภาพยนตร์สารคดี มันแดงราวกับสีเลือดของทหารหาญที่เขาเห็นในภาพยนตร์สงคราม และด้วยกุหลาบแดงที่ให้สีแดงเช่นนั้นเองทำให้เขาตัดสินใจซื้อขนมหวาน กุหลาบที่มีสีแดงเช่นนั้นควรมีความหวานเจือปน เขาคิด หลังจากนั้นเขาขี่จักรยานไปรอบเมืองเฝ้ารอเสียงระฆังยามเช้าจากโบสถ์ ทว่าในเช้าวันนั้นหามีเสียงระฆังจากโบสถ์ไม่ เขาขี่จักรยานไปรอบเมืองรอบแล้วรอบเล่า รอบที่หนึ่ง รอบที่สอง รอบที่สาม และรอบต่อๆ ไป หากแต่ระฆังประจำโบสถ์ก็ยังมิได้ส่งเสียง เขาหยุดที่ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งหวังว่าจะได้พบใครสักคนที่รู้จักพอที่เขาจะถามไถ่เรื่องเวลาได้ ทว่าเขาไม่ได้พบใครที่รู้จักเลย เขาพบเพียงหญิงสาวผู้หนึ่ง หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบที่เขาไม่เคยคาดหวังเลยว่าจะได้พบในชีวิตนี้

The Bicycle Man

สิ่งแรกที่เขารู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับหญิงสาวผู้นั้นคือนาฬิกาข้อมือของเธอ มันเป็นนาฬิการูปสี่เหลี่ยมแทนที่จะเป็นนาฬิการูปวงกลม มันเป็นนาฬิการูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แทบแยกทิศทางไม่ได้ หากกระนั้นมันก็เป็นนาฬิกาที่เขาสามารถอ่านเวลาจากมันได้สะดวก เขาพบพบว่าขณะนั้นเป็นเวลา 10.10 น.

 

สิบนาฬิกา สิบนาที แล้ว เป็นเวลาที่สายมากสำหรับการไปยังที่ทำงาน และเขาควรเร่งไปถึงให้มันให้เร็วที่สุด หากแต่เมื่อเขาเห็นใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นเขาก็เปลี่ยนใจ ใบหน้าของเธอเป็นใบหน้าของหญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบเกินกว่าจะผละจากไปได้ เป็นใบหน้าของหญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบที่เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน จมูกของเธอให้เส้นโค้งที่อ่อนหวาน ดวงตาของเธอส่องประกายที่สุกสกาว เส้นผมของเธอบอกถึงสัมผัสที่ละมุนละไม เขาไม่อาจคิดถึงสิ่งอื่นได้เลยนอกจากว่านี่คือหญิงสาวผู้ที่เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน

 

ครั้นแล้วเขาก็เริ่มต้นเอ่ยถามเธอถึงเวลาซึ่งเธอตอบเขาว่ามันเป็นเวลาเท่าใด มันเป็นเวลาสิบนาฬิกา สิบสองนาที เธอตอบ ครั้นแล้วเขาก็เริ่มต้นเอ่ยถามเธอถึงสถานที่ซึ่งเธอตอบเขาว่ามันเป็นสถานที่แห่งใด มันเป็นสถานที่ธรรมดาที่หนึ่ง เธอตอบ ครั้นแล้วเขาก็ถามเธอว่าบางทีผมอาจถามในสิ่งที่ไม่สุภาพ แต่หากนี่เป็นสถานที่ธรรมดาแล้วเพราะเหตุใดคุณจึงมาที่นี่ เพื่ออ่าน เธอตอบเขาเพียงเท่านั้น ทำไมจึงต้องอ่านในสถานที่แห่งนี้ เขายังคงตั้งคำถามต่อไป เพราะว่าที่นี่คือห้องสมุดสาธารณะ ครั้นแล้วเธอก็เดินจากเขาไป จากเขาไปในอาคาร หายลับไปหลังประตูบานใหญ่บานนั้น

 

ด้วยเหตุนี้เอง ชายผู้ขี่รถจักรยานจึงได้พบกับหญิงสาวผู้ลุ่มหลงการอ่านในสถานที่นั้น ในเวลานั้น ในวันนั้น นั่นเอง

 

เราอาจกล่าวได้ว่า หลังจากวันนั้นแล้ว ชีวิตของชายผู้ขี่จักรยานได้เปลี่ยนแปลงไป เขาได้เปลี่ยนวันเวลาที่ปกติไป เขาได้เปลี่ยนกิจกรรมที่เป็นดังชีวิตประจำวันไป เขาตื่นแต่เช้า ขี่จักรยานไปยังร้านขายดอกไม้ ซื้อดอกกุหลาบแดงที่มีสีแดงที่สุดเท่าที่เขาจะหาได้ ก่อนจะซื้อขนมหวานที่ทำเสร็จใหม่หมาด สองสิ่งนี้เขาไม่มีความกล้าที่จะมอบให้หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบคนนั้น หากแต่เขามีความกล้าที่จะไปเฝ้ารอเธอยังสถานที่แห่งเดิม เขาเฝ้ารอจนกว่าเธอจะปรากฏตัวขึ้น ครั้นแล้วเขาก็จะสอบถามเธอถึงเวลา หลังจากนั้นเขาจะถามเธอถึงหนังสือที่เธออ่านในวันนั้น บางวันเธอจะพูดถึงหนังสือของ ไฮนริช เบิล บางวันเธอจะพูดถึงหนังสือของ อัลแบร์ กามูส์ และบางวันเธอจะพูดถึงหนังสือของ ฟรานซ์ คาฟคา ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นชื่อที่เขาไม่คุ้นเคย แต่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่แยแสเลย สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือใบหน้าที่สมบูรณ์แบบของเธอ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือความเชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เขาเฝ้ารอมาเนิ่นนาน นั่นเป็นสิ่งที่เขาแยแส นั่นคือทั้งหมดที่เขาสนใจ

 

เขารู้ดีว่าบทสนทนาที่เขามีต่อเธอนั้นมันช่างแห้งแล้งและมันคงแห้งแล้งเช่นนั้นไปจนถึงวันสิ้นโลก เขารู้ดีว่าท่าทีที่เขามีต่อเธอนั้นมันแสนธรรมดาและมันคงธรรมดาเช่นนั้นไปจนถึงวันฟ้าสลาย เขารู้ดีว่าดอกกุหลาบสีแดงและขนมหวานคงถูกเขานำกลับบ้านทุกวันและมันคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันสิ้นโลก

 

แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเธอบอกเล่ากับเขาว่าเธอกำลังอ่านหนังสือของ เจมส์ จอยซ์ และในวันต่อไปเธอก็กล่าวเช่นนั้นอีก รวมถึงวันต่อๆ ไปด้วย เขากลับคิดถึงบทสนทนาใหม่ได้ทันที เขากลับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเธอได้ทันที เขาขอตามเธอเข้าไปในห้องสมุด เขาขอเห็นหนังสือเล่มนั้น หนังสือที่ถูกเขียนโดยนักเขียนนาม เจมส์ จอยซ์ หนังสือที่เขาฉงนว่าเพราะเหตุใดเธอจึงเสียเวลาอ่านมันเนิ่นนานยิ่งนัก

 

มันเป็นหนังสือธรรมดาสามัญเล่มหนึ่งเมื่อแรกเห็น ปกสีฟ้าอ่อน หน้าปกมีเพียงชื่อของนักเขียน พร้อมชื่อหนังสือว่า Ulysses ไม่มีอะไรพิเศษพิสดาร มันเป็นหนังสือธรรมดาเล่มหนึ่งที่มีความหนาพอประมาณ แต่เมื่อหญิงสาวผู้นั้นหยิบมันออกจากชั้น ตรงมาที่โต๊ะและเริ่มต้นอ่านมัน หนังสือเล่มนั้นกลับทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นหนังสือที่หนักอึ้ง ยิ่งใหญ่และทรงพลัง เขารู้สึกเช่นนั้นตั้งแต่นาทีแรกที่เธอเปิดมันขึ้นอ่านและจนนาทีสุดท้ายที่เธอปิดหนังสือลงที่แสดงว่าการอ่านประจำวันนี้จบสิ้นลงแล้ว

 

หญิงสาวผู้นั้นปิดหนังสือ เอาหนังสือเก็บขึ้นชั้นพัก เดินออกจากห้องสมุด เขาเดินตามออกมา จักรยานของเขาจอดอยู่ในที่จอด แต่เขาไม่สนใจ เขาเดินตามเธอไปอย่างเงียบๆ หญิงสาวผู้นั้นเดินไปตามตรอกเล็กๆ ในเมืองก่อนจะหยุดอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เธอพลิกเมนูหน้าร้านเพียงครู่หนึ่งแล้วเดินตรงเข้าไปในร้าน เขาเดินตามเธอไปจนถึงโต๊ะด้านในสุดแล้วนั่งลงที่โต๊ะเดียวกับเธอหลังจากเธอเลือกที่นั่งแล้ว

 

หญิงสาวผู้นั้นเริ่มต้นด้วยการสั่งรากบัวกับเนื้อบดราดด้วยซอสงาพร้อมด้วยไวน์ขาวหนึ่งแก้ว ส่วนเขานั้นสั่งเพียงเนื้อย่างที่น่องราดด้วยซอสเกรวี่และไวน์แดง บริกรรับคำสั่งแล้วจากไป ทิ้งให้คนทั้งคู่อยู่กับความเงียบและแล้วหญิงสาวผู้นั้นก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก

 

“ระหว่างทางที่ยูลิสซิสเดินทางกลับสู่อิทากะอันเป็นบ้านของเขานั้น เขาได้พบกับเหตุการณ์มากมาย แต่เหตุการณ์หนึ่งที่ฉันประทับใจคือการที่เขาเดินทางไปยังเกาะที่มีแต่ผู้คนที่หลงใหลในการกินบัว ยูลิสซิสเรียกผู้คนเหล่านั้นว่ามนุษย์กินบัวหรือ Lotus Eaters สิ่งที่น่าสนใจคือบัวในเกาะแห่งนั้นหากใครได้กินแล้วจะหลงลืมในทุกสิ่ง ลูกเรือของยูลิสซิสเมื่อกินบัวในเกาะนั้นแล้วก็ไร้สิ้นซึ่งความปรารถนาที่จะเดินทางกลับบ้านเรือนอีกต่อไป”

 

“ถ้าเช่นนั้น ยูลิสซิสแก้ปัญหานั้นเช่นไร”

 

“เขาลากลูกเรือกลับไปที่เรือ ขังคนเหล่านั้นแล้วออกเรือในทันที เมื่อพ้นจากเกาะ พ้นจากบัวที่งอกในเกาะนั้น ลูกเรือทั้งหลายก็สงบลง”

 

“ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนเราสามารถเสพติดในสิ่งที่ตนเองกินได้”

 

“มนุษย์เราสามารถเสพติดได้ทุกสิ่ง อาหาร อากาศ น้ำ หนังสือ งานศิลปะ ในตำนานกรีก ยังมีคนเสพติดใบหน้าตนเองนามนาร์ซิสซัสด้วยเช่นกัน”

 

“คุณน่าจะสนใจเทพปกรณัมมาก”

 

“ไม่ เฉพาะบางคนเท่านั้น ยูลิสซิส นาร์ซิสซัส ซิซีฟัส เฮเลน เมดูซ่า หรือโพรมีธีอุส นอกจากนั้นมีแต่ความน่าเบื่อหน่าย ฉันชอบตัวละครที่ไปพ้นชีวิตธรรมดาสามัญ ว่าไปแล้ว ฉันสนใจในสิ่งที่เป็นเรื่องเล่าที่ห่างไกลตนเอง ชีวิตประจำวันคือความน่าเบื่อ เหี่ยวเฉาและแห้งผาก เรื่องเล่าที่มาจากแดนไกลโพ้นคือสิ่งที่ชวนให้ตื่นเต้นสำหรับฉัน นอกจากการอ่านในยามกลางวันและการเขียนในยามค่ำคืนแล้ว ชีวิตของฉันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกเลย”

 

เขาคิดถึงการเล่าชีวิตของตนเองให้เธอฟัง เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด แต่แล้วอาหารก็มาถึง พวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาทานอาหารบนโต๊ะเพียงสิบนาที พวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาดื่มไวน์ที่เหลือบนโต๊ะอีกเพียงห้านาที ก่อนจะเรียกบริกรเก็บเงินและเดินออกจากร้านไป หญิงสาวเดินมุ่งหน้ากลับสู่ห้องสมุดในขณะที่มีชายหนุ่มเดินตามหลัง หญิงสาวเดินไปตามท้องถนนอย่างเงียบสงบราวกับเธอไม่เคยพูดคุยกับเขามาก่อน ส่วนเขานั้นเดินไปอย่างเงียบสงบราวกับไม่เคยพูดคุยกับเธอมาก่อนเช่นกัน เมื่อถึงห้องสมุด เธอเดินตรงไปที่ชั้น หยิบหนังสือยูลิสซิสเล่มเดิมมาอ่าน เขานั่งลงตรงข้ามเธอ และพบว่าเธอเริ่มต้นหนังสือเล่มนั้นจากบทที่ห้า บทที่ว่าด้วยมนุษย์กินบัว

 

ด้วยความเงียบสงบในสถานที่เช่นนั้น เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นอ่าน เขาตรงไปยังชั้นหนังสือตัวอักษร A และเลือกหยิบหนังสือที่มีภาพประกอบมากที่สุด หากไม่อาจอ่านเรื่องราวได้ การเพ่งพินิจความงามของลายเส้นก็หาได้เลวร้ายใดๆ หนังสือที่เขาหยิบออกมาจากชั้นคือ Alice in Wonderland ของ เลวิส คาร์โรลล์ แรกเริ่มเขาคิดเพียงแค่การพลิกหน้าไปมาจากหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย และจากหน้าสุดท้ายกลับมาจนถึงหน้าแรก หากทว่านับแต่หน้าแรกที่เขาลงมืออ่านมัน เขากลับไม่สามารถเปิดหน้าต่อไปแบบผ่านๆ ได้ เขาดำดิ่งลงไปในเรื่องราวของอลิซ เขาดำดิ่งลงไปในเรื่องรังของกระต่าย เขาดำดิ่งลงไปในเรื่องราวของเห็ดพิสดาร เขาหมกมุ่นกับการอ่านเช่นนั้น และเมื่อเสียงสัญญาณเตือนหมดเวลาดังขึ้น เขาก็พบว่าหญิงสาวคนนั้น หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบ หญิงสาวผู้พึงใจในการอ่านยูลิสซิสได้หายสาบสูญไปแล้ว

 

เช้าวันต่อมา เขาถีบจักรยานออกจากที่พักแต่เช้าตรู่และตรงดิ่งมายังห้องสมุด เขาไม่ได้เฝ้ารอเธอเหมือนเคย หากแต่เฝ้ารอเวลาเปิดของห้องสมุดที่นั่น เหลืออีกสามบทสุดท้ายเขาก็จะจบหนังสือ Alice in Wonderland ลง เมื่อไฟในห้องสมุดสว่างขึ้น เขาตรงไปยังชั้นหนังสือ หยิบหนังสือออกมาและเริ่มต้นอ่านมัน และเมื่อเขาจบบทที่สิบสองอันเป็นบทสุดท้ายของหนังสือพร้อมกับการตื่นขึ้นของอลิซหลังจากเผชิญเรื่องราวอัศจรรย์จำนวนมากแล้ว เขาก็แลเห็นหญิงสาวผู้นั้น หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบอยู่เบื้องหน้า

 

“คุณจมอยู่กับหนังสือเล่มนั้นราวกับก้อนหิน สงบนิ่ง แช่มช้า และไม่แยแสโลกภายนอก ฉันไม่เคยเห็นใครอ่านหนังสือด้วยความรู้สึกที่ว่านี้มาเนิ่นนานแล้ว ได้เวลาอาหารเที่ยง คุณควรเดินออกในโลกภายนอกบ้าง”

 

ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันไปยังร้านอาหารเดิม หญิงสาวผู้นั้นสั่งไก่อบซอสส้มและไวน์ขาว ส่วนเขาสั่งเห็ดนางฟ้าอบชีสและน้ำเปล่า ทุกสิ่งในร้านอาหารสงบเงียบ ชายหนุ่มมองออกไปนอกหน้าต่าง จ้องมองไปที่แสดงแดดที่กระทบบานกระจก

 

“อลิซเดินทางไปในอีกโลกหนึ่ง ในโลกนั้นมีเห็ดพิเศษที่เมื่อกินแล้วสามารถทำให้ร่างกายของเธอใหญ่หรือเล็กลงได้ มันเป็นฉากที่ผมประทับใจมาก ในบางครั้งเราต้องการร่างกายที่พอเหมาะเพื่อจัดการกับปัญหาที่มีขนาดต่างกัน มนุษย์นั้นแบกรับปัญหาทั้งใหญ่เล็กด้วยขนาดร่างกายที่ไม่แปรเปลี่ยน และนั่นทำให้ปัญหาบางประการหนักหนาเกินไปสำหรับพวกเขา”

 

“หัวใจของอลิซ ขยายขนาดตามร่างกายเธอด้วยไหม” หญิงสาวผู้นั้นถาม

 

“ไม่แน่ใจ มันไม่มีการกล่าวเป็นรายละเอียดขนาดนั้น แต่หากจะให้เดา ขนาดของหัวใจน่าจะขยายตามขนาดร่างกายเช่นกัน”

 

“ถ้าฉันจำไม่ผิด ในนวนิยายเรื่อง เดคาเมรอน สามีคนหนึ่งบังคับภรรยาของเขาให้กินหัวใจของชู้รักเป็นการลงโทษ เรื่องราวนี้เป็นฉากสะเทือนใจ เมื่อคุณรัก คุณจงครอบครองหัวใจของเขาเสีย ทั้งรูปธรรมและนามธรรม”

 

ชายหนุ่มจ้องมองดวงตาของหญิงสาว “Decameron หนังสือเล่มต่อไปที่ผมจะอ่านมัน”

 

“ฉันด้วย ฉันลืมหลายสิ่งในนั้นไปแล้ว หลังจากจบ Ulysses ในวันนี้ ฉันจะเริ่มต้นอ่านมันใหม่เช่นกัน”

 

อาหารเดินทางมาถึง พวกเขาทั้งคู่ใช้เวลาเพียงสิบนาทีสำหรับการทานอาหารและใช้เวลาเพียงห้านาทีสำหรับเครื่องดื่ม หลังจากนั้นพวกเขาเดินเคียงข้างกันกลับไปที่ห้องสมุด ชายหนุ่มหยิบหนังสือ Decameron ออกจากชั้นและเริ่มต้นอ่านมันนับตั้งแต่เรื่องที่หนึ่ง ระหว่างนั้น เขาแอบมองหญิงสาวผู้นั้นอยู่เสมอ เธอพลิกแต่ละหน้าของ Ulysses อย่างเพลิดเพลิน และเมื่อเสียงสัญญาณปิดห้องสมุดดังขึ้น หญิงสาวก็จบหน้าสุดท้ายของหนังสือลง เธอยิ้มให้เขา นำหนังสือไปเก็บที่ชั้นพัก ทั้งคู่แยกจากกัน หญิงสาวขึ้นรถโดยสารประจำทางในขณะที่ชายหนุ่มถีบจักรยานของเขาลับไปในเมือง

 

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มมาที่ห้องสมุดแต่เช้าตรู่ และเมื่อประตูห้องสมุดเปิดออก เขาก็ตรงไปหยิบ Decameron ออกจากชั้น เขาเริ่มต้นอ่านเรื่องที่สอง เขาอ่านมันจนจบ หากแต่หญิงสาวก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น เขาอ่านเรื่องที่สาม เขาอ่านมันจนจบ หากแต่หญิงสาวก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินไปทานอาหารกลางวันเพียงลำพัง ก่อนจะตัดสินใจถีบจักรยานกลับบ้านหลังจากนั้น

 

เหตุการณ์ในวันรุ่งขึ้นยังเป็นดังเดิม เขาเริ่มต้นอ่านเรื่องที่สี่ใน Decameron หากแต่หญิงสาวผู้นั้นก็ยังไม่ปรากฏตัวขึ้น ในที่สุดเขาตัดสินใจปิดหนังสือ วางมันลงบนโต๊ะและเฝ้ารอ เมื่อเวลาเที่ยงวันมาถึงและหญิงสาวผู้นั้นยังไม่ปรากฏตัวขึ้น เขาก็เดินไปทานอาหารกลางวันเพียงลำพังก่อนจะตัดสินใจถีบจักรยานกลับบ้านหลังจากนั้น

 

หญิงสาวผู้นั้นไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย วันแล้ว วันเล่า ชายหนุ่มอ่านเรื่องใน Decameron จนจบเล่ม หากแต่เธอก็ยังไม่ปรากฏตัว ชายหนุ่มตัดสินใจเลิกมาที่ห้องสมุด เขากลับไปใช้ชีวิตประจำวัน เหี่ยวเฉา แห้งผาก และไร้ความหมาย

 

ทุกเช้าเขาจะเริ่มต้นด้วยการขี่จักรยานเลียบลำน้ำก่อนจะเลาะไปตามซอกเล็กซอกน้อยของอาคารบ้านเรือน ในบางครั้งเขาจะหยุดทักทายผู้คนที่พบเจอตามท้องถนนนั้น ในบางครั้งเขาจะได้กลิ่นของอาหารหรือกลิ่นขนมหวานที่ทำขึ้นจากที่หลังใดที่หนึ่ง ในบางครั้งเขาจะได้ยินเสียงเพลงหวานเศร้าบรรเลงจากโบสถ์ด้วย และแม้จะรู้ว่ามันเป็นเพลงที่สรรเสริญพระเจ้า เขาก็จะร้องคลอตามมัน เขาใช้ชีวิตดังการตามหาจิตวิญญาณที่หายไป เป็นจิตวิญญาณงดงามที่หายไป เป็นจิตวิญญาณงดงามที่หายไปซึ่งเขาหวังว่าวันหนึ่งจะได้จุมพิต สวมกอด และสัมผัส เป็นจิตวิญญาณที่หายไปที่เขาหวังจะร่วมรัก ใช้ชีวิตและอยู่เคียงคู่ เขาไม่ได้ปรารถนาจิตวิญญาณที่หายไปมากมายเลย ขอเพียงหนึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา แต่กระนั้นแม้เพียงหนึ่งก็ดูเป็นการหวังที่เกินเลย ไม่มีสิ่งนั้นปรากฏขึ้นแก่เขา ไม่มีสิ่งนั้นอุบัติขึ้น เขาหวังในสิ่งที่สามัญ ธรรมดา ไม่สูงส่งใดเลย กระนั้นเขาก็หาได้เคยสมปรารถนาอีกไม่ หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบคนนั้นไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย

 

ผมได้ยินเรื่องราวของชายผู้ถีบจักรยานร่อนเร่ไปผู้นี้จากเพื่อนคนหนึ่งของผม เขาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเราทานอาหารกลางวันด้วยกัน ทุกครั้งที่เขาเล่าเรื่องนี้ นัยน์ตาของเขาจะแห้งผาก ปราศจากชีวิตและแลดูเวิ้งว้างไร้ความหมาย และทุกครั้งที่เขาเล่าเรื่องของชายผู้ถีบจักรยานนี้ให้ผมฟัง ผมจะจบลงด้วยประโยคที่ว่า สักวันหนึ่ง ยูลิสซิสจะกลับถึงอิทากะ มันเป็นการเดินทางที่ยาวไกล ผจญภัยและเปี่ยมด้วยอันตราย แต่ในที่สุดแล้วยูลิสซิสก็จะกลับถึงอิทากะ และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เรียกรอยยิ้มจากเขาได้ หลังจากนั้น เราจะแยกจากกัน ผมจะเดินตรงไปที่ห้องสมุดเพื่อทำงานส่วนเขาจะถีบจักรยานคันหนึ่งหายไปในเมืองของเรา

 

 

Writer

Avatar

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

Photographer

Cloud Writing Space

พื้นที่อิสระสำหรับนักเขียนรับเชิญ

ฉันเริ่มต้นฝันถึงแคตวอล์กแห่งนั้นนับตั้งแต่วันแรกที่คุณย่าของฉันหายสาบสูญจากโรงพยาบาล ในฝันนั้นความกว้างของแคตวอล์กอยู่ที่สองเมตร ทว่าความยาวของมันกลับประมาณไม่ได้ ในฝันนั้นฉันรู้สึกว่ามันเป็นแคตวอล์กที่ยาวที่สุดในโลก เพราะเพียงแค่ฉันเริ่มต้นเดินไปบนมัน ฉันก็ตระหนักแล้วว่าปลายข้างหนึ่งของแคตวอล์กนั้นคงอยู่ที่ริมขอบโลกอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

คุณย่าของฉันล้มป่วยลงด้วยโรคความจำเสื่อม มันเป็นโรคสามัญที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า Dementia (ดีเมนเชีย) ฉันเติบโตมากับย่านับแต่จำความได้ พ่อและแม่ของฉันเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อฉันมีอายุเพียง 3 ขวบ อุบัติเหตุในวันนั้นไม่มีฉันเกี่ยวข้อง เพราะมันเกิดขึ้นในวันที่ย่าพาฉันไปเข้าโรงเรียนอนุบาลพอดี ในวันนั้นพ่อและแม่บึ่งรถมาจากอีกเมืองหนึ่งเพื่อมาหาฉันหลังฝากฝังให้ย่าจัดการเรื่องการเรียน พ่อของฉันเป็นวิศวกรชลประทาน หน้าที่ของพ่อคือการสร้างเขื่อนไปตามที่ต่างๆ เขื่อนล่าสุดที่พ่อรับผิดชอบอยู่ในตอนนั้น ว่ากันว่ามันเป็นเขื่อนที่มีสันเขื่อนยาวที่สุดในประเทศ จนมีคำเล่าลือว่าปลายสุดของเขื่อนนั้นอยู่ที่ริมขอบโลก คำเล่าลือที่ว่านี้ย่าเป็นคนเล่าให้ฉันฟังด้วยตนเอง รวมถึงเรื่องที่พ่อกับแม่ไม่อาจมาพบฉันในวันนั้นด้วย

ด้วยเหตุนั้น ฉันจึงกลายเป็นเด็กกำพร้าในวัยเพียง 3 ขวบ ย่าได้กลายเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่ชาย พี่สาว น้องชาย น้องสาว และทุกสิ่งสำหรับฉัน ทุกการละเล่นในวัยเด็กของฉันมีย่าเป็นผู้ร่วมเล่นคนสำคัญ ทุกการเรียนของฉันมีย่าเป็นเพื่อนร่วมเรียนคนสำคัญ ทุกการใช้ชีวิตของฉันมีย่าเป็นเพื่อนร่วมชีวิตคนสำคัญ ฉันหัดเล่นหมากเก็บเป็นครั้งแรกโดยมีย่าเป็นเพื่อนร่วมวง ฉันขึ้นรถเมล์เป็นครั้งแรกโดยมีย่าเป็นเพื่อนร่วมทาง ฉันใส่ยกทรงครั้งแรกโดยมีย่าเป็นคนเลือกซื้อ ฉันมีประจำเดือนครั้งแรกโดยมีย่าเป็นคนปลอบใจ คุณแค่ยื่นคำว่าครั้งแรกในชีวิตให้ฉัน และฉันจะบอกได้ว่าย่าอยู่ในเหตุการณ์นั้นอย่างไร

รถประจำทางมาสายกว่าเวลาจนฉันต้องเรียกรถรับจ้าง นี่เป็นการเยี่ยมคนป่วยประจำเดือน การเยี่ยมคุณย่าของฉันเป็นดังปฏิทินจันทรคติ ฉันจะกำหนดวันในแต่ละเดือนไว้ล่วงหน้า และก่อนถึงวันที่ว่าสักสองถึงสามวัน ฉันจะเริ่มต้นทำอาหารสำหรับย่า เป็นอาหารที่ย่าชอบทำให้ฉันทานในวัยเด็ก แกงคั่วหอยแมลงภู่สับปะรด แกงนพเก้า น้ำพริกไข่ปู แกงจืดลูกรอก แกงเหลืองมะพร้าวอ่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายเลย ด้วยเหตุนี้ฉันจะใช้เวลาตลอดเดือนทำการฝึกฝน ฉันจะใช้เวลาตลอดเดือนลองผิดลองถูกในอาหารเหล่านี้ มันเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาลจนฉันต้องแสวงหาความเพลิดเพลินต่างๆ อันประกอบไปด้วยการฟังเพลง ยกตัวอย่างเช่นในการทำแกงปูใส่ใบชะคราม ฉันจะนั่งเด็ดใบชะครามพร้อมกับฟัง Tannhäuser Overture ของ Wagner ในท่อนแรก นั่งแกะเนื้อปูออกจากเปลือกพร้อมกับฟัง overture ในท่อนที่สอง นั่งแกะเปลือกกุ้งพร้อมกับการฟัง overture ในท่อนที่สาม หรือการดูกีฬา ยกตัวอย่างเช่นในการทำแกงจืดลูกรอก ฉันจะล้างไส้หมูอย่างช้าๆ พร้อมกับดูการแข่งขันเทนนิสเซ็ตแรกระหว่าง Roger Federer (โรเจอร์ เฟเดอเรอร์) กับ Novak Djokovic (โนวัค โจโควิช) ฉันจะกรอกไข่ไก่ลงในไส้อย่างช้าๆ ในขณะที่โจโควิชรีเทิรน์ลูกเสิร์ฟความเร็วสูงของเฟเดอเรอร์ข้ามคอร์ตไป ฉันจะมองดูไข่ในไส้สุกอย่างช้าๆ ในขณะที่พวกเขากำลังจะปิดเกม หากเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้กับความพยายามทั้งหมด สิ่งที่ฉันทำเป็นสิ่งไร้สาระมาก เพราะย่าจะทานอาหารเหล่านี้เพียงคำหรือสองคำเท่านั้นท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่โรงพยาบาลด้วยอาการปกติ ก่อนจะตอบเพียงคำสองคำเช่นกันว่าดีหรือแย่ และเราทั้งสองก็จะไม่มีบทสนทนาใดอื่นอีกเลย

การลงทุนลงแรงขนาดนั้นเพียงเพื่อได้บทสนทนาหนึ่งคำหรือสองคำอาจแลดูเป็นกิจกรรมที่ไร้สาระ แต่สำหรับฉันแล้วมันเป็นดังรางวัลใหญ่หลวง มันเป็นการบอกกับฉันว่าย่ายังคงมีชีวิตอยู่ ย่ายังมีลมหายใจอยู่ ย่ายังคงสื่อสารกับฉันได้อยู่ ช่วงเวลาก่อนที่ย่าจะเอ่ยปากถึงอาหารของฉันเป็นช่วงเวลาสำคัญ ฉันจะนั่งจ้องมองย่าเคี้ยวอาหารอย่างช้า ย่าจะนิ่งเงียบเป็นเวลานาน ก่อนจะให้คำตอบ สำหรับฉัน มันไม่มีอะไรแตกต่างเลยระหว่างคำว่าดีหรือแย่จากปากของย่า ขอเพียงย่าเอ่ยปากออกมานั่นก็เพียงพอแล้ว

ย่าเริ่มต้นป่วยด้วยโรคนี้ในขณะที่ฉันอยู่ในปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัย ฉันต้องวิ่งไปมาระหว่างการยอมรับว่าย่าจะต้องเข้ามาสู่การดูแลของบ้านพักคนชรากับการสอบ และเมื่อการสอบเสร็จสิ้นลง ฉันก็จะต้องอยู่กับความปวดร้าวใจที่ว่าในวันสำเร็จการศึกษาของฉันนั้น ย่าจะไม่มีทางปรากฏตัวในภาพถ่ายของวันนั้นเลย หลังสำเร็จการศึกษา ฉันเริ่มต้นอาชีพนางแบบซึ่งเป็นงานนอกเวลาเรียนที่ฉันทำมาตลอด 4 ปี ด้วยรูปร่างที่สูง ผอม และมีใบหน้าที่ผิดแผกจากสามัญ ฉันเริ่มต้นเป็นนางแบบตั้งแต่ปีแรกที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย งานถ่ายแบบโฆษณาลูกอมและขนมหวานคืองานแรกของฉัน ก่อนจะตามมาด้วยเครื่องสำอางและสิ่งนานาตลอด 4 ปี งานเดินแบบก็เช่นกัน ฉันเริ่มต้นด้วยการเดินแบบเสื้อเชียร์ประจำกีฬามหาวิทยาลัย ก่อนจะขยายไปสู่เสื้อผ้าแบบอื่น เวทีแรกของฉันนั้นอยู่ที่หน้าคณะก่อนจะจบลงที่แคตวอล์กซึ่งเต็มไปด้วยนางแบบอาชีพจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ การพบปะย่าคือกิจกรรมอันสงบเงียบของฉัน คือกิจกรรมที่ปลอดจากผู้คน การคิดค้นเรื่องเมนู การเดินจ่ายตลาด การลงมือประกอบมันขึ้นเป็นสิ่งที่เรียกว่าอาหาร เพราะเมื่อพ้นจากกิจกรรมอันเงียบสงบดังกล่าว ชีวิตของฉันจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย วันแต่ละวันจะเต็มไปด้วยตารางเวลา วันแต่ละวันในสมุดนัดหมายของฉันจะเต็มไปด้วยตัวอักษรก่อนที่จะถูกขีดฆ่าและจดใหม่ ชีวิตประจำวันของนางแบบคนหนึ่งอาจเป็นเรื่องง่ายและจำเจหากเรามองจากภายนอก นัดหมาย ไปยังสถานที่ ลองชุด แต่งหน้าและทำผมให้เข้ากับชุด ก่อนจะลองซ้อมเดิน ขึ้นบนแคตวอร์ก จบสิ้น และต่างคนต่างแยกย้ายกันไปในที่ที่ตนเองจากมา อันที่จริง มันก็เรียบง่ายดังว่า มองตรงไปข้างหน้า จ้องมองตรงไป มุ่งหน้าเดินในท่วงท่าที่ทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นั้นดูงดงามที่สุด ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านั้น ฉันเองก็คิดเช่นดังว่า มันเป็นงานที่เรียบง่าย สามัญ และเป็นแบบแผนอย่างเป็นที่สุด จนถึงวันที่ฉันได้พบกับบุคคลที่ฉันเรียกเขาว่า-อังเคิล

แฟชั่นโชว์วันนั้น ฉันจำได้แม่นมั่นว่าเป็นเสื้อผ้าของ COMME des GARÇONS ที่ถูกออกแบบโดย Rei Kawakubo (เรอิ คาวาคูโบ้) ชุดที่แลดูราวกับทุกอย่างถูกทำให้ขาดวิ่นไม่ต่างเสื้อผ้าคนจรจัด ฉันใส่เสื้อผ้าสีเทาอ่อนออกเดินไปบนแคตวอล์กในรอบแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสีดำเลื่อมในรอบที่สอง และในรอบที่สองของการเดินนั้นเองที่ฉันแลเห็นอังเคิล เขานั่งอยู่ในแถวหน้าที่สงวนพื้นที่ไว้ให้กับบรรณาธิการนิตยสารแฟชั้นชั้นนำ นักออกแบบแฟชั่นที่มีชื่อเสียง หรือฝ่ายการตลาดของห้างสรรพสินค้าใหญ่ แต่ในท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นที่ฉันเคยพบเห็นพวกเขามานับร้อย นับพันครั้ง ฉันแลเห็นชายชราวัยหกสิบปีกว่าในผมบ๊อบหงอกขาวนั่งสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขาสั้นสีกากี ทว่าชุดของเขาขาดวิ่นไม่ต่างจากชุดของคนจรจัด เขานั่งสงบจ้องมองมาที่ฉันจนฉันรู้สึกได้ สายตาของเขาติดตามฉันไปทุกก้าว นี่เป็นความรู้สึกที่ไม่แปลกปลอม ฉันรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ และในรอบที่สามของการเดินที่ฉันออกมาในชุดเดรสสีขาวที่ขาดวิ่น ฉันก็ยิ่งมีความมั่นใจเช่นนั้นมากขึ้นอีก ฉันสบตากับเขาช่วงสั้นๆ ขณะที่หมุนตัวเดินกลับเข้าไปหลังฉาก เขายิ้มให้ฉันเล็กน้อย และเมื่อพวกเราทุกคนออกมายืนที่หน้าแคตวอร์กอีกครั้ง เขาก็หายสาบสูญไปแล้ว ชายชราผู้นั้นหายสาบสูญไปจากที่นั่ง เหลือเพียงเก้าอี้ที่ว่างเปล่าและเสียงปรบมือจากผู้นั่งข้างๆ เขาเท่านั้นเอง

วันรุ่งขึ้นหลังจากวันนั้น ฉันเดินทางไปหาย่าที่โรงพยาบาลตามปกติ อาหารที่ฉันนำไปวันนั้นคือน้ำพริกไข่เค็มและแกงมัสมั่นเนื้อ ฉันทำอาหารสองอย่างนี้แบบลวกๆ เป็นครั้งแรกที่ฉันไม่ได้พิถีพิถันกับอาหารเหมือนดังเคย นั่นเป็นเพราะหลังจากงานคืนนั้นแล้ว ฉันไม่อาจสงบใจได้เลย มีบางสิ่งที่รบกวนใจฉันอย่างแรง ฉันครุ่นคิดถึงแต่อังเคิล ชายคนนั้น เขาเป็นใคร มาจากไหน มาจากที่ใด จะไปแห่งหนไหน และเขาทำอะไร ปริศนาเหล่านี้วนเวียนอยู่ในความคิดคำนึงของฉันตั้งแต่เย็นจนรุ่งสางของอีกวัน ด้วยเหตุนี้ฉันจึงจำต้องทำอาหารให้ย่าเท่าที่จำเป็น ฉันลืมขบคิดถึงเมนู ฉันลืมการจ่ายตลาด ฉันลืมการหมกมุ่นกับอาหารหลังจากที่ฉันสบตากับชายชราผู้นั้น ว่าไปแล้วฉันลืมทุกสิ่งทุกอย่างหลังการสบตากับชายผู้นั้นเพียงครู่เดียว

มีคำกล่าวว่านางแบบที่ดีคือกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีได้ในทุกสถานการณ์ คุณอาจกลายเป็นสาวโฉบเฉี่ยว สาวมั่น สาวอ่อนแอ หรืออาจกลายเป็นคนที่แลดูล่องลอยไม่เป็นจริงในโลกนี้ สภาวะเช่นนี้เป็นสภาวะที่พวกเราทุกคนเป็น บนแคตวอร์กนั้นไม่ใช่เราและอาจไม่ใช่ใครอื่นเลย และสภาวะเช่นนี้เองที่ทำให้ฉันขบคิดและนึกถึงอังเคิล เขาเป็นใคร เปลี่ยนแปลงตัวเองมาจากไหน เขาใช่คนจรจัดจริงหรือเขาเป็น บ.ก. แฟชั่นนิตยสารสักเล่มที่ไม่ค่อยปรากฏตัวหรือเขาอาจไม่ใช่ใครเลย ด้วยเหตุนี้ หลังจากวันนั้น ทุกครั้งที่ฉันขึ้นเดินบนแคตวอล์กฉันจะแอบใช้สายตาชำเลืองหาเขาระหว่างการเดิน ฉันเริ่มตั้งชื่อเขาเล่นๆ ว่า อังเคิล ฉันเริ่มสอดส่ายสายตาหาอังเคิล แต่ไม่พบเขาเลย มันเหมือนกับว่าเขาปรากฏตัวขึ้นเพียงเพื่อจ้องหน้าฉัน วันนั้น เวลานั้น เท่านั้นเอง

ชีวิตของฉันถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน การเดินแบบ การเยี่ยมย่า และการตามหาอังเคิล ฉันแบ่งเวลาแต่ละส่วนนี้อย่างพอเหมาะ ในวันที่ฉันไม่ได้เดินแบบ ฉันจะเดินทางไปเยี่ยมย่า และกิจกรรมวันรุ่งขึ้นจะเป็นการตามหาอังเคิล สถานที่ตามหาอังเคิลสำหรับฉันคือชุมชนที่เต็มไปด้วยคนไร้บ้าน ริมคลองหลอด ใต้สะพานพระรามแปด ชุมชนข้างทางรถไฟสามเสน ฉันตระเวนไปตามที่ต่างๆ เหล่านั้นพร้อมกับกล้อง 1 ตัว ทำไมฉันถึงคิดว่าอังเคิลอยู่ในที่แบบนั้น ฉันตอบตนเองไม่ได้ หากแต่ฉันมีความรู้สึกลึกๆ ภายในว่าเขาควรอยู่ในสถานที่แห่งนั้นแทนสำนักงานนิตยสารบนตึกหรู ฉันใช้เวลาตามสถานที่นั้นอย่างละเอียดลออ ก้าวเดินไปช้าๆ ราวกับอยู่บนแคตวอล์ก หากแต่สายตามิได้จ้องไปเบื้องหน้าแต่จ้องไปรอบด้านแทน ฉันจ้องมองไปตามบ้านร้าง เพิงเก่า ซอกตึก ทุกที่ว่างที่ฉันเชื่อว่าจะพบเขาได้ ทุกที่ว่างที่ฉันเชื่อว่าจะพบอังเคิลได้ แต่ไม่มี ฉันพบเขาในอีกสถานที่หนึ่งซึ่งฉันมิได้ตั้งใจไปเยือนเลย ผู้ที่นำพาฉันไปยังสถานที่นั้นไม่ใช่ตัวอังเคิลหากแต่คือย่าของฉันเอง

เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันดังแต่เช้าในวันนั้น เมื่อฉันรับสาย ฉันก็จำได้ทันทีว่ามันคือเสียงของพยาบาลที่ดูแลคุณย่าของฉัน “คุณย่าของคุณหายตัวไปจากโรงพยาบาล กรุณามาที่นี่โดยด่วน” เธอบอกฉันเพียงเท่านั้น ฉันวางสาย อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และตรงไปยังโรงพยาบาลทันที เช้าวันนั้นมีผู้คนคับคั่งมากในรถประจำทางจนฉันรู้สึกแปลกใจ นี่พวกเขากำลังเดินทางไปไหนกัน ทุกคนมีญาติที่หายออกจากโรงพยาบาลหรือ ทุกคนมีญาติที่สูญเสียความทรงจำหรือ ฉันไม่มีคำตอบ แต่เป็นฉันเพียงคนเดียวที่เบียดทุกคนลงจากรถประจำทางคันนั้นเมื่อถึงหน้าโรงพยาบาล

พยาบาลที่ดูแลคุณย่าเล่าเหตุการณ์ว่ามีชายคนหนึ่งมาขอเยี่ยมคุณย่า เขานำอาหารหน้าตาน่ากินจำนวนมากมาด้วยจนพยาบาลคิดว่านั่นเป็นอาหารที่ถูกส่งมาจากฉัน ชายคนนั้นนั่งทานอาหารกับย่าจนออกรสในขณะที่พยาบาลขอตัวไปทำธุระอื่นและเมื่อเธอกลับมาหาคุณย่าของฉันอีกครั้ง คุณย่าก็หายสาบสูญไปแล้ว ฉันถามถึงลักษณะของชายผู้นั้นว่ามีสิ่งใดน่าสังเกตบ้าง เธอตอบฉันว่าเขามีอายุมากเท่าเทียมกับคุณย่า หากแต่มีประกายตาที่แจ่มใสและท่วงท่าที่สดชื่น ร่างกายของเขาสูงใหญ่แข็งแรง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “เขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น มอซอ ราวกับคนไร้บ้าน”

ถ้อยคำหลังจากนั้นจากนางพยาบาลไม่ได้ผ่านเข้าหูของฉันอีก ความคิดของฉันหยุดนิ่งลงตรงประโยคนั้น “ชายผู้หนึ่งที่แต่งกายซอมซ่อ ราวกับคนไร้บ้าน” ฉันคิดถึงอังเคิลในทันทีและเมื่อคิดถึงอังเคิล ฉันจึงไม่คิดถึงสิ่งใดอีก ฉันเซ็นรับทราบบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในบันทึกเขียนไว้เพียงว่าย่าของฉันเดินออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับชายคนนั้นในชุดที่คล้ายคลึงกับเขา ไม่มีใครรู้ว่าย่าเอาชุดนั้นมาจากไหน แต่ด้วยความเข้าใจผิด ผู้เฝ้าประตูโรงพยาบาลปล่อยให้ย่าเดินออกไปพร้อมกับชายผู้นั้น และเป็นการเดินออกไปที่ฉันเชื่อว่าย่าจะไม่มีวันกลับมาที่นี่อีกแล้ว

หลังจากวันนั้น ฉันเริ่มฝันถึงแคตวอล์กที่ยาวไม่สิ้นสุด ความฝันแรกนั้นทำฉันเหงื่อชุ่มโชก ฉันเห็นตนเองเดินอยู่บนมันยาวต่อไป ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด และในระหว่างทางบนแคตวอล์กนั้นเองที่ฉันได้พบกับย่า มีโต๊ะอาหาร 1 ตัว เก้าอี้ 2 ตัว และอาหารนานาชนิดบนโต๊ะ ย่านั่งทานอาหารอยู่เพียงลำพัง และเมื่อย่ามองเห็นฉัน ย่าก็ส่งสัญญาณให้ฉันนั่งลงตรงข้าม อาหารบนโต๊ะนั้นเป็นอาหารที่ฉันเคยได้ยินชื่อแต่ไม่เคยลิ้มรสมาก่อน เช่น แกงเทโพคอหมูย่าง หรือแกงรัญจวน ฉันนั่งลงตรงข้ามกับย่า ค่อยๆ ใช้ช้อนตักอาหารเหล่านั้นใส่จานของตน เราทั้งคู่ทานอาหารบนโต๊ะนั้นรอบแล้วรอบเล่าแต่ดูเหมือนอาหารจะไม่พร่องไปเลย จนในที่สุดฉันก็รู้สึกอิ่มและเมื่อฉันจะถามความรู้สึกของย่า ฉันก็พบว่าย่าได้กลายเป็นผีเสื้อตัวหนึ่งไปแล้วก่อนที่จะบินจากไป

คืนที่สองนั้นช่างอัศจรรย์ นอกจากความยาวของแคตวอล์กที่มันดูจะยาวไม่สิ้นสุดแล้ว มันยังสับสนราวเขาวงกตอีกด้วย ฉันดุ่มเดินไประหว่างมันหวังว่ามันจะถึงที่สุดเข้าสักครา แต่ก็ไม่ บนแคตวอล์กนั้นฉันพบย่าในชุดคนป่วยของโรงพยาบาลเดินสวนฉันมารอบแล้วรอบเล่า แต่ละรอบฉันพยายามทักทายย่าแต่ย่าไม่สนใจฉันเลย อันที่จริงฉันควรตรงไปฉุดมือของย่า แต่ว่าก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น และในรอบสุดท้ายนั่นเองย่าหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าฉัน ยิ้มให้ ก่อนที่ย่าจะกลายร่างเป็นผีเสื้อไป

ทุกคืนเป็นเช่นนั้น ทุกคืนในฝันเป็นเช่นนั้น แคตวอร์กที่ยาวไม่สิ้นสุด การปรากฏตัวของย่าบนแคตวอร์กอย่างไม่คาดฝัน และฉากสุดท้ายที่ย่ากลายเป็นผีเสื้อไป โครงเรื่องเป็นเช่นนั้น ฉันแทบจะเดาได้ แต่แทบทุกเช้าที่ฉันตื่นจากฝัน ฉันก็ยังตื่นเต้นและสับสนกับความฝันเหล่านั้นอยู่ดี เหงื่อฉันซึมตามลำคอและหน้าอก ผมของฉันเปียกชื้น ปลอกหมอนและผ้าห่มยับยู่ยี่ ฉันจะลุกออกจากเตียงด้วยอาการอ่อนเพลียเจียนตายราวกับเดินผ่านระยะทางอันยาวไกล กาแฟเพียง 1 แก้วต่อวันถูกฉันเพิ่มเป็น 2 แก้วพร้อมด้วยน้ำอุ่น หากสิ่งที่เราฝันเป็นเพียงความฝันดังที่ทุกคนว่ากัน สิ่งที่ฉันเผชิญในความฝันนั้นก็ควรเป็นเพียงความฝันด้วย ทว่าฉันกลับเชื่อมั่นว่ามันคือความจริง มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเพียงแต่มันหยิบยืมฉากที่เรียกว่าความฝันเท่านั้นเอง

นอกจากความฝันแล้วสิ่งที่เปลี่ยนแปลงสำหรับฉันคือการเดินแบบที่มั่นใจขึ้น อาจกล่าวได้ว่าหลังจากความฝันที่ฉันมีต่อย่า ฉันก้าวเดินขึ้นแคตวอล์กทุกครั้งด้วยความมั่นใจราวกับนางแบบอาชีพที่ทำงานมานับสิบปีๆ ฉันมีคำแนะนำทรงผมที่เหมาะกับชุดที่ฉันสวมใส่ให้กับช่างทำผมโดยไม่ลังเล ฉันแนะนำการแต่งหน้าที่เหมาะสมกับชุดที่ฉันสวมใส่โดยไม่ลังเล ฉันถกเถียงกับแฟชั่นดีไซเนอร์ถึงลักษณะของวัสดุและสีสันที่ใช้ในชุดต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว หลังความฝันที่มีต่อย่า ฉันเปลี่ยนจากสาวน้อยที่เข้าสู่วงการไปเป็นนางแบบอาชีพที่ทุกคนปรารถนา ทุกคนเชื่อว่าฉันคงทุ่มเทเวลาศึกษาผลงานของนางแบบคนอื่น ทุกคนคิดว่าฉันคงทุ่มเทเวลาชมภาพบันทึกของนางแบบรุ่นก่อนๆ แต่ไม่ใช่เลย สิ่งเดียวที่ฉันเรียนรู้เกี่ยวกับการเดินแบบบนแคตวอล์ก ฉันเรียนรู้จากความฝันของฉันเอง

กระนั้นความฝันที่สมจริงย่อมทำให้เรากลัวความจริงที่ฝันถึง หากฉันได้พบย่าทุกคืนในความฝันนั่นหมายความว่าในความจริงฉันจะไม่มีวันได้พบย่าแล้วหรือไม่ ทุกวันว่างฉันจะออกตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ ที่ฉันเชื่อว่าจะได้พบกับอังเคิล ฉันไม่อาจแน่ใจได้ว่าย่าหายตัวไปกับใครกันแน่ หากแต่ฉันอยากเชื่อว่าย่าน่าจะหายตัวไปกับอังเคิล ฉันอยากเชื่อเช่นนั้น และฉันปรารถนาให้เป็นเช่นนั้น ทุกกระท่อมร้างที่แลดูน่ากลัว ฉันจะบุกเข้าไป ทุกชุมชนที่ไม่มีคนปรารถนาไปเยือน ฉันจะเดินดุ่มเข้าไป ฉันแลเห็นความงาม แลเห็นเรื่องราว แลเห็นตำนานในที่รกร้าง ไร้คนปรารถนา ไร้คนมาเยือนเช่นนั้น โลกของฉันถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน การเดินในพื้นที่แคบๆ ที่มีแสงไฟและผู้คนคอยจับจ้องและการเดินในโลกกว้างที่ไม่มีใครสนใจไยดีเลย

การเดินทั้งสองแบบบรรจบกันในวันหนึ่ง ในวันนั้นขณะที่ฉันเดินแบบอยู่บนแคตวอล์ก ฉันก็แลเห็นอังเคิลนั่งอยู่เพียงลำพังที่ด้านหลังของแขกจำนวนมาก ในครานี้เขาไม่ได้นั่งอยู่ในแถวหน้า ในครานี้เขาไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเยี่ยงคนจรจัด หากแต่แต่งกายอย่างพิถีพิถันด้วยชุดสูทอย่างดี หลังเสร็จงานฉันเดินไปหาเขา ในขณะที่เขายืนรอฉันอย่างสงบ เขาพูดกับฉันเพียงเบาๆ ว่า “ย่าของเธอกำลังรอเธออยู่”

เราทั้งคู่เดินไปตามท้องถนน เขาพาฉันขึ้นไปบนอาคารสูงแห่งหนึ่ง มันเป็นอาคารร้างที่ปราศจากแสงไฟ นอกจากแสงไฟจากอาคารอื่นและท้องถนน บันไดแต่ละขั้นดูมืดมิด อาคารสูงที่มีแต่เสาและพื้น ปราศจากผนัง ลมพัดรุนแรงขึ้นเมื่อเราเดินสูงขึ้นไปและขึ้นไป เสียงลมและกลิ่นอับชื้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในความฝัน แต่นี่คือความจริง เป็นความจริงแน่นอน

บนชั้นบนสุดของอาคารนั้นเองที่ฉันได้พบกับย่า มีกองไฟกองหนึ่งถูกจุดขึ้น แสงจากกองไฟไหวเอนวูบวาบไปมา มันทำหน้าที่ทั้งให้ความอบอุ่นและให้ความสว่างกับพื้นที่นั้น ย่ายิ้มให้ฉันเมื่อเห็นฉันปรากฏตัวขึ้น และย่าก็ง่วนอยู่กับการปรุงอาหารต่อไป ย่านำสิ่งที่เตรียมไว้ใส่ลงในหม้อนำมันตั้งกับไฟ ก่อนจะนำข้าวสารใส่หม้ออีกไปพร้อมน้ำในขวดพลาสติก แล้วนำมันวางลงข้างกองไฟก่อนจะหมุนมันไปรอบๆ อย่างช้าๆ ทุก 5 นาที ชายคนนั้นมวนบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อของเขาแล้วจ่อมันเข้ากับเปลวไฟก่อนจะระบายควันออกมาอย่างช้าๆ ฉันนั่งลงข้างๆ ย่า จับแขนของย่าให้มั่นใจว่าไม่ได้ฝัน ผิวอันย่นและเป็นสีน้ำตาลแก่ของย่าทำให้ฉันนึกถึงต้นไม้ใหญ่ แต่ความบอบบางของท่อนแขนนั้นทำให้ฉันนึกถึงปีกอันบางเบาของผีเสื้อ ฉันอยากกอดย่าแต่ก็เกรงว่ามันจะทำอันตรายต่อร่างกายอันบอบบางนั้น ฉันจึงลูบแขนของย่าไปมา ย่าหันมายิ้มให้ฉันครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะตักข้าวที่สุกแล้วใส่จานให้ฉันพร้อมทั้งราดแกงที่ฉันไม่รู้จักชื่อลงบนข้าวด้วย หลังจากนั้นย่าตักข้าวและแกงให้อังเคิลและตัวย่าเอง เราสามคนนั่งทานอาหารเงียบๆ รอบกองไฟ ย่าวางจานลงเป็นคนแรก อังเคิลเป็นคนที่สอง ส่วนฉันนั้นวางจานลงเป็นคนสุดท้าย เปลวไฟหรี่ลงและหรี่ลง ฉันสัมผัสแขนของย่าอีก ลูบคลำมันไปมาและฉันก็หลับลงพร้อมกับความมืดมิดของเปลวไฟ

ความฝันในคืนนั้น ฉันเดินอยู่บนแคตวอล์กที่สว่างโพลงราวกับเป็นผิวของดวงอาทิตย์ หากแต่ฉันไม่รู้สึกร้อนเลย ในฝันนั้นฉันไม่ได้พบกับย่าเหมือนดังที่เคย หากแต่มีฝูงผีเสื้อจำนวนมากโบยบินอยู่รอบๆ แคตวอล์ก พวกมันบินตามฉันไปตลอดการเดิน วนเวียนอยู่รอบตัวฉันราวกับฉันเป็นดอกไม้งาม ผีเสื้อฝูงนั้นมาจากนานาพันธ์ุ ปีกของมันให้สีสันที่พร่างพรายนานา ฉันเดินตรงไปเบื้องหน้า ทุกอย่างใสสว่าง ทางเดินดูจะยืดยาวไม่สิ้นสุดจนในที่สุดฉันก็อ่อนแรงและหลับลงบนแคตวอล์กนั้นเอง

ฉันตื่นขึ้นในยามเช้า ไม่มีอังเคิล ไม่มีเปลวไฟ มีแต่ร่างของย่าที่นอนเคียงข้างฉัน ย่าสิ้นใจอย่างสงบพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ร่างกายของย่าเย็นจัด ฉันถอดเสื้อผ้าภายนอกออกห่มคลุมร่างของย่าแล้วโทรศัพท์แจ้งไปยังโรงพยาบาลว่าฉันพบย่าแล้ว ไม่นานเสียงหวีดของไซเรนก็ดังขึ้น พนักงานโรงพยาบาลอุ้มร่างของย่าลงไปยังชั้นล่างของอาคารสูงนั้นอย่างทุลักทุเลโดยมีฉันเดินตามไปเงียบๆ รถของโรงพยาบาลนำย่ากลับมายังโรงพยาบาลก่อนที่เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจะออกใบมรณบัตรของย่าให้กับฉัน พวกเขาไม่ถามอะไรมากไปกว่าฉันพบย่าที่ไหน เพียงเท่านั้นเอง ฉันคิดว่าสำหรับพวกเขาแล้ว ความตายของย่าเป็นเรื่องสามัญธรรมดา บุคคลที่สูญเสียความทรงจำมีโอกาสมากมายเหลือเกินที่จะนอนหลับและไม่ตื่นฟื้นขึ้นอีก ด้วยเหตุนี้คำถามที่ฟุ่มเฟือยจึงดูเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

ฉันจัดงานศพของย่าอย่างเรียบง่าย ใช้เวลาเพียง 3 วันสำหรับพิธีกรรมต่างๆ ตลอดงานฉันหวังว่าจะได้พบกับอังเคิลอีก แต่ก็ไม่ เขาไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย เช่นเดียวกับครั้งแรกที่ฉันได้พบกับเขา การหายสาบสูญไปดูจะเป็นธรรมชาติของเขาแล้ว และฉันไม่คาดหวังว่าจะได้พบกับเขาอีกต่อไป ตลอดงานพิธีกรรมเหล่านั้น ฉันไม่ได้หลับตาลงเลย ในเวลาค่ำคืน ฉันจะนอนเฝ้าอยู่ที่หน้าร่างของย่าซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องไม้สลักเสลาวิจิตรนั้น มีคนมาร่วมงานของย่าในวันสุดท้ายเพียงไม่กี่คน และหลังจากฉันโปรยเถ้าถ่านทุกชิ้นของย่าลงสู่ท้องทะเล ฉันก็กลับสู่ที่พัก ฉันอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าจากสีดำสนิทเป็นสีอื่นและล้มตัวลงนอน ฉันนอนหลับอย่างยาวนานเป็นเวลากว่า 20 ชั่วโมงแต่ฉันไม่ฝันถึงสิ่งใดเลย

Writer

Avatar

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load