The Snow Girl

ผมพบหญิงสาวคนนั้นที่ชานชาลา วันนั้นหิมะโปรยปรายลงมาแต่เช้า ท้องฟ้าเป็นสีเทาแล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวก่อนจะกลับคืนเป็นสีเทาอีกครั้ง ไม่ต้องพูดถึงความหนาวเย็น มันหนาวเย็นจนจับใจ หนาวเย็นจนแม้เพียงแค่คิดจะออกเดินทางคุณก็อาจล้มเลิกความตั้งใจได้

ผมพบเธอที่นั่น ขณะที่ผมเฝ้ารอรถไฟที่มุ่งหน้าสู่เกียวโต เธอยืนสงบนิ่งอยู่ที่ชานชาลา ภายใต้เสื้อคลุมสีดำหนาหนัก เกล็ดสีขาวของหิมะแต่งแต้มเสื้อคลุมของเธอเป็นจุดเล็กๆ ราวกับงานออกแบบชิ้นเลิศ นอกจากบนเสื้อแล้ว เกล็ดหิมะยังจับอยู่ตามไรผมของเธอด้วย แต่ดูเธอไม่แยแสสิ่งนั้น เธอยังคงยืนสงบนิ่ง รถไฟแล่นเข้าเทียบชานชาลาขบวนแล้วขบวนเล่า ผู้คนเดินออกจากขบวนรถไฟคนแล้วคนเล่า หากแต่เธอไม่สนใจไยดี มือขวาของเธอถือกล่องอาหารกลางวัน สายตาของเธอจ้องมองไปเบื้องหน้า

เมื่อได้พบเห็นเธอ ผมตัดสินใจยกเลิกการโดยสารขบวนรถไฟที่ตั้งใจและเฝ้ามองดูเธอแทน รถไฟขบวนใดหนอที่เธอจะโดยสาร สถานที่ใดหนอที่เธอปรารถนาจะไป นั่นคือความคิดคำนึงของผม นั่นคือการเฝ้ารอคำตอบของผม หากแต่เธอกลับไม่โดยสารรถไฟขบวนใดเลย เธอยืนนิ่งอยู่ที่ชานชาลาราวหนึ่งชั่วโมง ประมาณนั้น ก่อนจะหันหลังกลับ เดินลงบันไดชานชาลาและหายลับจากไปท่ามกลางพายุหิมะสีขาวโพลน

หลังจากวันนั้น ผมได้พบเธอทุกวัน แม้พายุหิมะจะหมดหน้าที่ของมันแล้ว คงเหลือเพียงแต่สายหิมะเบาบางในยามนี้ แต่เธอผู้นั้นยังคงมาที่ชานชาลาแห่งนี้ทุกวัน ในมือถือกล่องอาหารกลางวัน สายตาจ้องมองไปเบื้องหน้า จุดหมายของเธอดูเลื่อนลอย ไม่มีรถไฟขบวนใดที่ดึงดูดเธอไปสู่โลกของการโดยสาร หนึ่งชั่วโมง ประมาณนั้น ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ที่ชานชาลาก่อนจะเดินลงบันไดแล้วหายลับไปจากสายตาของผม

หลังการจากไปของเธอ ผมจะโดยสารรถไฟเที่ยวถัดมาทันที ในความคิดคำนึงของผมมีแต่ความสงสัยใคร่รู้ มีสิ่งใดในกล่องอาหารกลางวันนั้น มันใช่อาหารหรือเป็นสิ่งอื่น มีอะไรในเป้าหมายสายตาของเธอ ภาพที่ทุกคนมองเห็นหรือว่าเป็นภาพอื่น จากที่นั่งในรถไฟนั่นเองที่ผมจะขบคิดถึงปริศนาเหล่านั้น ด้วยว่าตลอดเวลาที่เธอยืนนิ่งอยู่ที่ชานชาลา ผมไม่อาจคิดถึงสิ่งอื่นใดได้เลยนอกจากความงามของเธอ

หากเราจะคิดถึงผู้หญิงสักคนที่ให้ความงามอันอบอุ่น ไม่เสแสร้ง ไม่ดัดแปลง คงเป็นเธอนั่นเอง ไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้ เธอเป็นดังดวงอาทิตย์ที่เรารู้สึกได้ถึงความอบอุ่น เป็นความอบอุ่นของดวงอาทิตย์ที่มีจุดเด่นที่ความงาม เป็นความอบอุ่นที่หลงเหลือเพียงหนึ่งเดียวในเมืองอันหนาวเหน็บแห่งนี้ การมาถึงชานชาลาของเธอให้ความรู้สึกดังการขึ้นสู่ท้องฟ้าของดวงอาทิตย์ การจากไปของเธอให้ความรู้สึกดังการจบสิ้นของวัน เป็นเรื่องปกติสามัญเช่นนั้น เพียงแต่วันเวลาในชานชาลาแห่งนั้นมีระยะเวลาดำเนินไปเพียงหนึ่งชั่วโมง เป็นวันเวลาที่แสนสั้น แต่สำหรับผมแล้วสวยงามสุดบรรยาย

หิมะนั้นเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด เมื่อแรกที่มันตกลงมา เราจะรู้สึกได้ถึงความสวยงาม แต่หลังจากนั้นเราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความโหดร้าย ความเย็นเฉียบของมันที่มีต่อผิวหนังจะทำให้เรารู้สึกปวดร้าว ความหนาวเหน็บของมันที่มีต่อจมูกจะทำให้เราเจ็บปวด เราอยากยืนอย่างสงบนิ่งๆ ทำตัวสดชื่นสูดดมกลิ่นของหิมะ แต่เราทำเช่นนั้นไม่ได้ จมูกของเราเจ็บแสบเกินกว่าจะได้กลิ่น ผิวหนังของเราเย็นชาเกินกว่าจะเพลิดเพลิน สิ่งที่ปรากฏจากช่องจมูกของเราไม่ใช่อากาศอีกต่อไปหากแต่เป็นเลือดสีแดงสด สิ่งที่ปรากฏจากผิวหนังของเราไม่ใช่เกล็ดหิมะอีกต่อไปหากแต่เป็นรอยช้ำแดง

และหากหิมะเป็นของแปลก เมืองหิมะย่อมเป็นของแปลกประหลาดกว่านั้น ผมถูกส่งมาที่เมืองหิมะแห่งนี้เมื่อหนึ่งปีก่อน ในวันแรกของการประกาศรับสมัครพนักงานเพื่อไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ผมไม่เคยคิดว่าจะมีเมืองหิมะเช่นนี้ ประเทศญี่ปุ่นสำหรับผมคือประเทศที่มากมายด้วยยอดมนุษย์และสัตว์ประหลาดจากความทรงจำในวัยเด็ก เป็นประเทศที่มากมายด้วยดาราเอวีจากความประทับใจในวัยหนุ่ม แต่ไม่ใช่หิมะเป็นแน่ ผมไม่เคยมีความคิดเรื่องเมืองหิมะอยู่เลยในวันที่ส่งชื่อตัวเองเข้าสอบ

การสอบผ่านไปด้วยความสำเร็จ เมืองที่ผมต้องเดินทางไปถึงคือเซนได ผมไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน ทำไมไม่เป็นโตเกียว เกียวโต หรือโอซาก้า ทำไมไม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสาวน้อยหน้าแฉล้มแช่มช้อย ทำไมไม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม ทำไม่ไม่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยปราสาทโบราณโอ่โถง หากแต่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความหนาวเย็นและสีขาวโพลนของหิมะ

เซนไดต้อนรับผมนับแต่แรกถึง เมื่อผมเดินออกจากสนามบิน เกล็ดหิมะลอยคลุ้งในอากาศราวปุยนุ่น ผมยืนรอรถแท็กซี่ที่ขาดช่วงอยู่ราวครึ่งชั่วโมง ใบหูของผมเริ่มเย็นลงทีละน้อยจนชา และหากมันจะถูกใครปลิดทิ้งไปในตอนนั้นผมคงไม่รู้สึกรู้สมใดๆ จมูกของผมแสบและหายใจขัดข้อง การไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมทำให้ผมอยู่ในเสื้อเชิ้ตและสูทเบาบางเพียงตัวเดียว ความหนาวเย็นเกาะกินไปถึงกระดูกในความรู้สึก ผมพยายามปัดเกล็ดหิมะที่เกาะใบหน้าในช่วงแรกอย่างพัลวันก่อนจะยอมแพ้และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างยอมจำนน ในที่สุด รถแท็กซี่ก็มาถึง ผมยัดตัวเองลงไปบนเบาะหลัง ยื่นนามบัตรที่กำไว้ในมืออันสั่นเทาให้ชายคนขับผู้อยู่ในถุงมือสีขาวสะอาดตา เขาเหลือบตามองมันเพียงแวบเดียวก่อนจะพยักหน้าแล้วออกรถโดยไม่มีคำพูดใดๆ

ในเมืองหิมะเช่นนั้นช่างเต็มไปด้วยความเงียบเหงา ในช่วงเช้าที่ยังพอมีแสงแดด ผมจะเดินทางไปทำงาน ก่อนจะกลับสู่ที่พักเมื่อความหนาวเย็นเข้าครอบคลุมในยามค่ำ หลังจากนั้นผมจะนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างเฝ้ามองหิมะหล่นลงมาโปรยปราย ไม่มีความตื่นเต้นใดๆ ไม่มีความเพลิดเพลินใดๆ มันเป็นเมืองเงียบสีขาวโพลน สงบเย็น ไร้สีสันอื่น ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้น จนถึงวันที่ผมได้พบกับเธอเมื่อต้องเดินทางไปทำธุระที่โตเกียว การปรากฏตัวของหญิงสาวพร้อมกล่องข้าวในมือเป็นดังแสงแดดอันอบอุ่น อ่อนหวาน ละมุน ละไม และทำให้ผมรู้สึกว่าความหนาวเย็นที่ดำรงมาเนิ่นนานนั้นได้ปลาสนาการไป

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไปถึงสถานีแห่งนั้นทุกเช้าแทนการมุ่งตรงไปยังสำนักงาน แม้ในวันที่ผมไม่ต้องเดินทาง ผมก็จะไปยังสถานี ผมจะยืนรออยู่ที่ชานชาลา รอการปรากฏตัวของหญิงสาว รอการร่วงหล่นของหิมะ รอการประทับของหิมะบนเสื้อผ้าของเธอ ความหนาวเย็นไม่ใช่สิ่งที่ผมหวาดกลัวอีกต่อไป การไม่ปรากฏตัวของเธอต่างหากที่เป็นสิ่งที่ผมหวาดหวั่น ห้านาที สิบนาที สามสิบนาที หนึ่งชั่วโมง ผมก้มดูนาฬิกาข้อมือบ่อยแสนบ่อย ลมหายใจของผมหยุดชะงักเป็นช่วง จนเมื่อเธอปรากฏตัวแล้วนั้นเองที่อากัปอาการของผมจะกลับสู่ความเป็นปกติ หญิงสาวในเสื้อคลุมหนาหนัก หญิงสาวผู้มาพร้อมกล่องอาหาร หญิงสาวที่มาพร้อมความสงบเงียบ หญิงสาวที่ผมรอคอย

ถึงแม้ผมจะมีกำหนดเวลาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเพียงหนึ่งปี แต่การละเลยไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เป็นผลผลิตของสังคมญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นศิลปกรรม วรรณกรรม หรือสิ่งต่างๆ ดูจะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความไม่ใส่ใจ ผมเริ่มต้นตระเวนไปตามที่แสดงงานศิลปะในเมืองทีละแห่ง เริ่มต้นซื้อหนังสืออันลือชื่อของนักเขียนญี่ปุ่นทีละคน ผมเริ่มเรียนรู้การชื่นชมภาพพิมพ์ของโฮกุไซ ตื่นตะลึงกับงานแกะไม้ของยานากิ หลงใหลงานเขียนของคาวาบาตะ โดยเฉพาะเรื่องเมืองหิมะที่เขาเขียนได้จับใจ ตื่นเต้นกับจินตนาการทางเพศของทานิซากิ โดยเฉพาะในเรื่องกุญแจ ประทับใจกับความรักชาติของมิชิม่า โดยเฉพาะในเรื่องวิหารทอง ทุกอาทิตย์ผมไปที่ห้องแสดงภาพและร้านหนังสือใหญ่ประจำเมือง ซื้อภาพพิมพ์และหนังสือของนักเขียนเหล่านั้นมาทีละแผ่น ทีละเล่ม ห้องของผมเริ่มจัดสรรพื้นที่ให้กับสิ่งของด้านอารยธรรม มันทำให้ทุกอย่างอบอุ่นขึ้น อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของผม

ในสิ่งของจำนวนมากเหล่านั้นมีสองสิ่งที่ผมให้ค่าของมันเหนือสิ่งใดอื่น สิ่งแรกคือภาพพิมพ์ที่มีชื่อว่าการเดินในหิมะ หรือ A Walk in the Snow ของคาวาเสะ ฮาสุอิ มันเป็นภาพที่มีขนาดไม่ใหญ่นักแต่เรื่องราวในภาพดึงดูดใจผมอย่างยิ่ง ในภาพเราจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่แบกลูกน้อยไว้ด้านหลัง เดินฝ่าหิมะที่โปรยปรายด้วยร่มที่ทำจากไม้อันเบาบาง มีสุนัขเดินตามหลังอย่างเงียบๆ ผมมองรูปภาพนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความเพลิดเพลิน เป็นความเพลิดเพลินจากจินตนาการว่าหญิงสาวในรูปนั้นกำลังเดินทางไปไหน กลับหรือไปจากเคหาของเธอ เด็กทารกด้านหลังอายุกี่ขวบกัน เธอรู้สึกหนาวเย็นหรืออบอุ่น สุนัขติดตามเธอมาหรือเพียงแต่มาพบเธอโดยบังเอิญ และเพราะเหตุใดมันจึงติดตามเธอไปโดยไม่หวั่นไหวต่อความหนาวเย็นใดๆ เรื่องราวปลายเปิดจากภาพพิมพ์ภาพนี้หล่อเลี้ยง ดูดซับ และปะทุออกซึ่งจินตนาการของผมครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับตาน้ำที่ผุดตัวขึ้นโผล่พ้นผืนดินอย่างชั่วกัลปาวสาน

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญกับมันครั้งแล้วครั้งเล่าคือเรื่องสั้นชื่อ การทักทาย หรือ The Greeting ของ อาคุตะงาว่า ริวโนสุเกะ ผู้คนจำนวนมากรู้จักอาคุตะงาว่าจากเรื่องสั้นอันโด่งดังของเขานาม ขัปปะ หรือไม่ก็เรื่องสั้นชื่อ ในป่าโกงกาง ที่กลายเป็นภาพยนตร์นาม ราโชมอน ทั้งที่อาคุตะงาว่าเขียนเรื่องสั้นจำนวนมากมายหลายเรื่องด้วยกัน แต่เรื่องสั้นเหล่านั้นล้วนถูกบดบังด้วย ขัปปะ ทั้งที่อาคุตะงาว่าเขียนเรื่องสั้นที่มีการพรรณนาความอันงดงามมากมายแต่เรื่องสั้นเหล่านั้นล้วนถูกบดบังด้วยความยอกย้อนของ ในป่าโกงกาง ในแง่หนึ่งมันเป็นสิ่งดี แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เหมือนดังการที่เราเลือกจดจำดวงจันทร์ในยามค่ำว่างดงามเพียงใด แต่หลงลืมดวงดารามากมายบนผืนฟ้านั่น

เรื่องสั้นเรื่อง การทักทาย นั้นเริ่มต้นเรื่องราวของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่พบหญิงสาวที่เขาพึงใจ ณ ชานชาลารถไฟแห่งหนึ่ง เขาพบเธอทุกวัน หลงใหลเธอทุกวัน ขบคิดถึงการทักทายเธอทุกวัน หากแต่เขากลับไม่ลงมือกระทำสิ่งใดเลย เขาหมกมุ่นกับความปรารถนาที่จะทักทายเธอมากกว่าตัวตนที่แท้ของหญิงสาวผู้นั้น เขาหมกมุ่นกับถ้อยคำที่อยากเอ่ยให้เธอฟังมากกว่าการปล่อยถ้อยคำนั้นออกไป กาลเวลาผ่านไปท่ามกลางความน่าอึดอัดมหาศาลในเรื่องสั้นเรื่องนั้นก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วยการตัดสินใจว่าถึงเวลาแห่งการทักทายของเขาแล้ว หากแต่ในช่วงเวลานั้นเอง หญิงสาวคนดังกล่าวกลับเดินผ่านเขาไปราวกับเขาเป็นอากาศธาตุ เขาทักทายเธอท่ามกลางความว่างเปล่าและท่ามกลางเสียงรถไฟที่กำลังเคลื่อนออกจากชานชาลา

ผมเข้าใจเหตุผลที่ผมหลงใหลภาพวาดชื่อ การเดินในหิมะ ของ คาวาเสะ ฮาสุอิ ความหนาวเหน็บ อ้างว้าง ในภาพนั้นคงดึงดูดผมเป็นแน่ แต่อะไรเล่าที่ดึงดูดใจผมในเรื่องสั้นชื่อ การทักทาย นี้ ความลังเลของตัวละครเอกหรือ หรือนี่ผมกำลังลังเลที่จะทักทายหญิงสาวผู้นั้น หรือนี่ผมกำลังหลงใหลในตัวเธอแทน เป็นเกล็ดหิมะบนเสื้อผ้าและไรผม เป็นกล่องอาหารในมือ หรือเป็นความสงบเงียบไม่สนใจโลกของเธอ ดูเหมือนจะมีคำตอบนับร้อยนับพันนับหมื่นเมื่อผมพยายามผูกสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน มนุษย์เราอาจพกร่ม หนังสือ หรือเครื่องเสียงส่วนตัว มายืนสงบนิ่งเพื่อรอรถไฟ แต่กล่องอาหารนั้นเล่า หากเธอไม่โดยสารรถไฟ เธอมีความจำเป็นอันใดที่ต้องนำอาหารส่วนตัวมาด้วย เพราะก็มีอาหารจำหน่ายในรถไฟสายยาว แม้ว่ามันจะไม่เลิศเลอนักแต่ก็ไม่เลวร้ายเลย การจากไปของเธอในทุกครั้งพร้อมกับกล่องอาหารคือปริศนาในใจของผมใช่ไหม มันคือสิ่งที่ผมคั่งค้างในใจหรือ

ผมเริ่มขบคิดว่าหากผมต้องเป็นผู้เขียนเรื่องสั้นเรื่อง การทักทาย แทนอาคุตะงาว่า ผมจะเริ่มต้นมันเช่นไร ผมคงเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงวันที่หิมะตกหนัก สายหิมะโปรยปรายจากท้องฟ้า หญิงสาวผู้หนึ่งเฝ้ารอขบวนรถไฟอยู่ที่ชานชาลา แต่เมื่อขบวนรถไฟมาถึง ขบวนแล้วขบวนเล่า ขบวนแล้วขบวนเล่า เธอกลับไม่โดยสารรถไฟขบวนใดเลย ที่ชานชาลานั้น มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเฝ้ามองเธอด้วยอาการสงบนิ่ง หากแต่เขากลับไม่กระทำสิ่งใดเลย ไม่มีบทสนทนา ไม่มีการทักทาย มีแต่เพียงความเงียบและการเฝ้ามอง และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้ควรมีชื่อว่า ความหลงใหล หรือ ความประทับใจ มากกว่า การทักทาย แค่เพียงการปรากฏตัวของเธอก็เป็นที่สุดแห่งความพึงใจของเขา แค่เพียงดำรงอยู่ตรงนั้นก็เป็นที่สุดแห่งความปรารถนาของเขา ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องสั้นที่ไม่ควรมีบทสนทนา ดังนั้นมันจึงควรเป็นเรื่องสั้นที่มีเพียงแต่การบรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเขา เป็นเรื่องสั้นที่บรรยายถึงสิ่งที่ท่วมท้นและเพียงพอของห้วงคำนึง

ผมคิดถึงวิธีการเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้บ่อยครั้งเสมอขณะที่เฝ้ารอหญิงสาวผู้นั้นอยู่ที่ชานชาลา อันที่จริงแล้วผมควรซื้อปากกาสักแท่ง สมุดเล่มเล็กสักเล่ม และใช้เวลาที่เฝ้ารอเขียนเรื่องสั้นที่ว่า หากแต่ผมก็กลับไม่ทำเช่นนั้น ผมไม่ปรารถนาลายลักษณ์อักษรที่พรรณนาถึงเรื่องราวของเธอ ผมต้องการเพียงเก็บความรู้สึกประทับใจในแต่ละวันไว้ในความทรงจำ เป็นความทรงจำที่ในเวลาปกติไม่มีสถานที่เก็บกักมันไว้อย่างแน่นอน เป็นความทรงจำที่ล่องลอยในอากาศและหยิบฉวยมันจากอากาศอันเวิ้งว้างได้ในยามจำเป็น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผมจะไม่ได้ซื้อหากระดาษหรือปากกา หากแต่ผมกลับซื้อกล่องอาหารแบบเดียวกับเธอ ผมไม่รู้ว่าภายในกล่องอาหารของเธอนั้นบรรจุสิ่งใดบ้าง แต่ภายในกล่องอาหารของผมกลับบรรจุสิ่งสำคัญทั้งปวงไว้ อาทิ นามบัตร โทรศัพท์มือถือ บัตรเครดิต สมุดนัดหมาย ตราประทับ หรือแม้แต่เครื่องรางที่ผมนำติดตัวมาจากประเทศไทย หากมีใครมาเยือนชานชาลาสถานีรถไฟแห่งนั้น และเขาใช้เวลาสังเกตสังกาสักเล็กน้อย เขาจะพบหญิงสาวคนหนึ่งยืนสงบนิ่งเฝ้ารอรถไฟพร้อมกับกล่องอาหารและชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งเหม่อลอยบนเก้าอี้ไม้พร้อมกล่องอาหารแบบเดียวกัน

เราสองคนคงกลายเป็นภาพถ่ายที่มีชีวิตแบบนั้นหากไม่มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า ในที่สุดแล้วบนหนทางชีวิตที่ยาวไกล จะมีบางสิ่งผลักเราให้เข้าหาหรือถอยห่างจากใครบางคน และบางสิ่งนั้นมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราไม่ได้คาดคิดอย่างยิ่ง

เช้าวันนั้นหิมะตกหนักมากทั้งที่เป็นช่วงปลายของฤดูหนาว ไม่มีใครคาดการณ์การมาถึงของหิมะในวันนั้นเลย สถานีโทรทัศน์แจ้งข่าวพยากรณ์อากาศว่าท้องฟ้าแจ่มใส แสงแดดอบอุ่น หนังสือพิมพ์ลงประกาศข้อความว่าถึงเวลาปลดปล่อยเสื้อคลุมหนาหนักเสียที หากแต่โดยพลัน ที่สถานีแห่งนั้น ท้องฟ้ากลับมืดสนิทลงโดยไม่มีสาเหตุ และแล้วมวลหิมะก็ทยอยตกลงสู่พื้นดิน หญิงสาวคนนั้นเงยหน้าของเธอขึ้นจ้องมองท้องฟ้าเบื้องบนในขณะที่เกล็ดหิมะจับลงที่เสื้อคลุมของเธอ ร่างของเธอกลายเป็นดังต้นไม้เดียวดายในบริเวณนั้น ผมลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยความหนาวเย็นและพยายามออกเดินไปรอบๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ผู้คนพากันรีบเร่งออกจากรถไฟที่มาถึงอย่างอลหม่านเพื่อหลบพายุหิมะนั้น พวกเขาหลบหลีกสิ่งหนาวเหน็บนั้นอย่างโกลาหล และในไม่ช้าฝูงชนก็กลืนร่างของเธอไป

ผมฝ่าสวนฝูงชนเข้าไปหาเธอ และในท่ามกลางคลื่นที่หลั่งไหลของมนุษย์นั้น ผมพบเธออยู่ที่พื้น กล่องอาหารประจำตัวของเธอหล่นกลิ้งไกลออกจากตัวเธอตามฝีเท้าของคนที่เคลื่อนผ่าน ในที่สุดมันก็เปิดออก ข้างในนั้นเป็นละอองสีขาว เธอชันกายลุกขึ้น จ้องมองไปที่กล่องใบนั้นและจ้องมองมาที่ผม ฝีเท้าของผมไม่อาจเคลื่อนได้ตามใจหวัง ราวกับผู้คนทั้งโลกโดยสารมาลงยังสถานีนี้ แม้ว่าในที่สุดผมจะฝ่าไปถึงกล่องอาหารใบนั้น แต่มันก็สายเกินไปแล้ว ละอองสีขาวนั้นได้ฟุ้งกระจายรวมกับละอองหิมะเป็นเนื้อเดียวกัน

เกือบสิบนาทีกว่าฝูงชนจะปลาสนาการ และอีกหลายนาทีกว่าหญิงสาวผู้นั้นจะลุกขึ้นได้จากชานชาลา ผมพยุงตัวเธอเบาๆ ก่อนจะมอบกล่องอาหารเปล่าใบนั้นคืนให้แก่เธอ ใบหน้าของเธอซีดขาวราวหิมะ เธอรับกล่องอาหารจากมือของผมแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ เหมือนทุกครา แต่ครั้งนี้ผมไม่ปล่อยให้เธอจากไปเพียงลำพัง ผมออกเดินตามเธอไปเงียบๆ จนเมื่อเธอเลี้ยวเดินเข้าร้านกาแฟที่ไม่ไกลนักจากสถานี ผมก็ตัดสินใจนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ

คำแรกที่ผมเอ่ยคือ “ผมขอโทษที่ไม่อาจรักษาสภาพเดิมของกล่องอาหารนั้นได้” คำที่สองที่ผมเอ่ยคือ “ทุกอย่างในกล่องใบนั้นหายไปพร้อมกับหิมะแล้ว” คำแรกเป็นคำที่สมควรพูดอย่างยิ่ง แต่คำที่สองนั้นเป็นคำที่ผมรู้สึกผิดอย่างแรง

หญิงสาวคนนั้นยิ้มเพียงเล็กน้อยให้ผมในขณะที่พนักงานประจำร้านนำน้ำเปล่าสองแก้วมาวางลงบนโต๊ะให้เรา “ข้างในนั้นเป็นเถ้าถ่านจากคนรักของฉัน เป็นเวลาเนิ่นนานที่ฉันเฝ้ารอวันเวลาที่หิมะจะตกลงมาอย่างหนักเพื่อที่จะได้โปรยปรายมันให้เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ฉันก็ทำไม่เคยสำเร็จเลย” หญิงสาวผู้นั้นพักลมหายใจ เธอหันไปสั่งกาแฟร้อนสองแก้วสำหรับเธอและผมโดยไม่มีคำร้องขอ ก่อนจะกลับมาจ้องมองกล่องอาหารใบนั้นอีกครั้ง “ฉันชื่อ ยูกิ ที่แปลว่าหิมะ ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงคิดว่าฉันควรเอาเถ้าถ่านจากคนรักของฉันรวมตัวเข้ากับหิมะเพื่อที่ว่ามันจะเป็นเนื้อเดียวกัน ตลกไหม ฉันต้องเดินทางมาถึงที่นี่ เช่าโรงแรมและเฝ้ารอหิมะ ตอนแรกฉันคิดว่าถ้าฉันชื่อว่า กาวะ ที่แปลว่าแม่น้ำหรือ ยามะ ที่แปลว่าภูเขา การโปรยปรายเถ้าถ่านในกล่องนี้คงง่ายกว่าที่เป็น ก่อนจะพบว่าในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใด การโปรยปรายสิ่งที่หลงเหลือของคนรักนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำได้เลย”

เธอจิบกาแฟร้อนที่ถูกนำมาวางเพียงน้อยในขณะที่ผมไม่สนใจมันเลย ผมรู้ตัวดีว่ามาที่นี่ทำไม บทสนทนาคือสิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่กาแฟ “วันแรกที่หิมะตกลงมานั้น ฉันเปิดฝากล่องอาหารขึ้น เตรียมตัวจะสะบัดกล่องไปให้สุดแรง แต่แล้วฉันกลับพบว่า กล้ามเนื้อในมือของฉันไม่ทำงาน ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย ไม่มีแม้พลังงานที่จะยกมันขึ้นสูงกว่าที่เป็น ฉันยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น จำนน สิ้นหวัง และยอมรับความจริง จนในที่สุดหิมะก็หยุดลง เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ภาวะไร้เรี่ยวแรงที่จะอำลา ฉันเรียกมันเช่นนั้น ไม่มีทางที่ฉันจะปล่อยสิ่งสุดท้ายของเขาให้จากไปได้ ภาพความทรงจำของเขาที่มีต่อฉันมันกดทับกล้ามเนื้อ หัวใจ สมอง และห้วงคำนึงของฉัน แม้ฉันจะรู้ดีว่าเขาจะต้องจากไป แม้ฉันจะรู้ดีว่าเขาได้จากไปแล้ว แต่ถึงที่สุดฉันกลับไม่อาจปล่อยสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายไปจากตัวฉันได้” เธอหันมาจ้องมองกล่องเปล่านั้นอีกครั้ง “ขอบคุณทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้ มันได้ปลดปล่อยฉันแล้ว”

ผมยื่นถ้วยกาแฟของผมให้เธอ แลดูชัดเจนว่ากาแฟหนึ่งแก้วไม่เพียงพอสำหรับเธอเป็นแน่ “ผมถามคำถามคุณข้อหนึ่งได้ไหม” เธอพยักหน้าตอบ “คุณรู้สึกถูกปลดปล่อยแล้วจริงหรือ ความรู้สึกข้างในใจของคุณถูกปลดปล่อยแล้วแน่หรือ จริงอยู่ที่เถ้าถ่านคนรักของคุณได้จากไปแล้ว แต่นั่นไม่ใช่จากความตั้งใจของคุณ การยักไหล่แล้วบอกว่าทุกสิ่งจบลงอาจบรรเทาความรู้สึกบางอย่างได้ แต่คุณแน่ใจได้อย่างไรว่าความรู้สึกที่ว่านั้นจะไม่หวนกลับมา ขอโทษที่ผมพูดยาวเกินไป แต่ผมรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ”

เธอจ้องมองผมอยู่นาน ช่วงเวลาขณะนั้นผมรู้สึกเหมือนดังว่ามีขบวนรถไฟผ่านเราไปหลายขบวน “มันสายไปแล้ว” เธอตอบเบาๆ “ไม่มีเถ้าถ่าน ไม่มีพายุหิมะ อีกแล้ว” ผมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “ขณะนี้เป็นเวลาแปดนาฬิกา ถ้าเรากลับไปที่สถานี รถไฟเที่ยวต่อไปที่จะไปโมริโอกะจะมาถึงในไม่ช้า พายุหิมะจะมาถึงโมริโอกะในเย็นนี้ มีเศษเถ้าถ่านของคนรักคุณหลงเหลืออยู่ตามขอบกล่อง มันไม่อาจโปรยปรายได้เป็นแน่ แต่คุณสามารถรองเกล็ดหิมะจากฟากฟ้าได้จนเต็มแล้วโปรยปรายมันร่วมกันได้”

ผมลุกขึ้น วางธนบัตรไว้บนโต๊ะแล้วยื่นมือให้เธอจับ นี่คือการตัดสินใจของผม ถ้าผมจะเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับการทักทายและการพบกันที่สถานีรถไฟ มันควรเป็นเช่นนี้ มันไม่ใช่เพียงแค่บทสนทนาและลาจากกัน แต่ควรเป็นบางสิ่งมากกว่านี้ หญิงสาวผู้นั้นลุกขึ้นยืน เธอจับมือผมไว้เบาๆ ผมปัดเศษหิมะบนเสื้อของเธอ ก่อนที่เราทั้งคู่จะออกเดินมุ่งหน้าไปยังชานชาลา ข้างนอกนั้นพายุหิมะหยุดลงแล้ว หลงเหลือเพียงเศษหิมะที่กำลังละลายบนพื้น เราทั้งสองคนย่ำผ่านมันไป และทิ้งรอยเท้าไว้กับคราบหิมะ ซึ่งในไม่ช้าคงละลายจนไร้ร่องรอย

Writer

อนุสรณ์ ติปยานนท์

นักเขียน นักแปล เจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม อาทิ ลอนดอนกับความลับในรอบจูบ, แปดครึ่งริคเตอร์, จุงกิงเซ็กซ์เพรส, เพลงรักนิวตริโน โดยปัจจุบันเขายังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม

Photographer

Cloud Writing Space

พื้นที่อิสระสำหรับนักเขียนรับเชิญ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ฉันเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ อาศัยอยู่กับครอบครัวเล็กๆ ณ บ้านหลังเล็กๆ ไม่มีชื่อเรียก ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร ชอบอะไร โตขึ้นใฝ่ฝันอยากเป็นอะไร แต่แล้วเวลาพ่อกับแม่พาฉันออกไปเที่ยวเล่น หรือไปโรงเรียน ฉันเริ่มคิดว่า บางทีฉันอาจจะเป็นเจ้าหญิงที่บังเอิญหลงทางมาก็ได้ คนทั่วไปจึงรู้จักฉัน และเรียกฉันด้วยชื่อจริง นามสกุลจริงอย่างเดียวกันหมดโดยไม่ทันต้องแนะนำตัว ‘เด็กพิเศษ ผู้อยู่ในโลกมืด’ พวกเขาเรียกฉันเช่นนี้

เด็กพิเศษ ผู้อยู่ในโลกมืด นั่นแหละฉันละ ฉันไม่ทันจะได้สงสัยว่าฉันเป็นใคร พวกเขาก็มีคำตอบให้เสร็จสรรพ ฉันเป็นใคร เป็นเด็กพิเศษ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือเด็กที่ต่างจากเด็กอื่นๆ โดยทั่วไป ต่างอย่างไร ต่างตรงที่ฉันคือผู้อยู่ในโลกมืด ขณะที่โลกของคนรอบตัวสว่างแจ่มใส เต็มไปด้วยแสงสี

ฉันเชื่อพวกเขานะ เชื่อทุกคำ เพราะพวกเขาพูดตรงกันหมดราวกับรู้จักฉันและตระกูลของฉันเป็นอย่างดี ในขณะที่ฉันยังเยาว์และไม่รู้อะไรเลย ที่แท้ฉันไม่ใช่เจ้าหญิงแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้มีชีวิตรอดซึ่งหลงทางมาจากโลกประหลาด โลกแห่งความมืด ฉันไม่ตาย แต่ความมืดตามติดปิดตาฉันไปทุกหนทุกแห่ง

พวกเขาบอกว่าโลกของฉันเป็นโลกที่น่ากลัว เพราะมองอะไรไม่เห็นทั้งสิ้น พวกเขาบอกว่าในความมืดคนเราจะทำอะไรได้ไม่มากนัก ต้องรอให้มีแสงก่อน พวกเขาบอกว่าโลกแห่งความมืดเป็นโลกที่ลำบากและน่าเศร้า พวกเขาบอกว่าโลกของฉันเป็นโลกที่ต้องพยายามกว่าผู้อื่นหลายเท่า พวกเขาบอกว่าผู้อยู่ในโลกมืด คือผู้มีโลกทัศน์คับแคบ พวกเขาบอกว่าผู้อยู่ในโลกมืด คือผู้โชคร้าย

ฉันค่อยๆ เติบโตขึ้น พร้อมกับความคิดว่าตัวเองเป็นคนโชคร้ายที่ไม่อาจใฝ่ฝันอะไรได้มากนัก ความกลัวอยู่กับฉันทุกที่ และจะสำแดงฤทธิ์ทันทีที่คิดจะเดินทางไปไหนเพียงลำพัง หรือคิดจะลงมือทำอะไรสักอย่าง

“เธอไม่เห็นแม้แต่แสง เพราะฉะนั้นเธอทำไม่ได้” เป็นดั่งอาวุธประโยคไม้ตายที่ความกลัวใช้โจมตีใส่ฉันเสมอมา เพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวนั้น ฉันเรียนรู้ที่จะสะกดความต้องการทั้งหลายของตัวเอง

“ฉันไม่อยากไปไหน”

“ไม่อยากทำอะไร”

“ฉันกินอะไรก็ได้”

“ฉันเป็นคนง่ายๆ”

“ฉันไม่มีความฝัน”

“ฉันไม่หิว”

“ฉันไม่มีความรู้สึก”

ฉันรู้ว่าฉันพยายามหลอกตัวเอง แน่นอนฉันไม่มีความสุข ฉันเป็นมนุษย์ ไม่มีมนุษย์คนไหนไม่มีความรู้สึก ไม่หิว ไม่มีความปรารถนา ฉันเกลียดความกลัวพอๆ กับตกเป็นทาสในอำนาจบังคับของมันอย่างสมบูรณ์แบบ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ฉันต้องยอมรับ ฉันคิดว่าฉันไม่มีทางเลือกอื่น เพราะฉันคือเด็กพิเศษผู้อยู่ในโลกมืด ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่ชาวตระกูลผู้อยู่ในโลกมืดควรทำ ทำตัวให้เรียบร้อยที่สุด เรียบง่ายที่สุด ไม่ต้องการอะไรเลยยิ่งดี สะกดใจรอจนกว่าจะมีคนมาช่วย จนกว่าจะมีคนมานำทาง มาตัดสินใจให้ หรือไม่ก็จนกว่าจะมีปาฏิหาริย์ทำให้มองเห็นแสง วันนั้นฉันจึงจะเป็นอิสระ ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เริ่มต้นฝัน และลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้ตามใจปรารถนา ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อรอคอย

แต่นิทานเรื่องนี้ไม่มีปาฏิหาริย์ ไม่มีเทวดา นางฟ้าตัวน้อย หรือเวทมนตร์ใดๆ ช่วยให้ดวงตาของฉันมองเห็น แม้ฉันจะรอแล้วรอเล่า หวังแล้วหวังอีก จากวันเป็นเดือน เดือนเป็นปี หนึ่งปี เป็นสิบปี มีชาวผู้อยู่ในโลกมืดกำเนิดใหม่มาร่วมเฝ้ารอแบบเดียวกับฉัน มีชาวผู้อยู่ในโลกมืดก่อนหน้าฉันที่เฝ้ารอมานานยิ่งกว่า บ้างก็รอจนตายไปแล้ว นานแสนนาน ทว่า ปาฏิหาริย์ก็ยังไม่เกิด

วันหนึ่งขณะที่ความกลัวเล่นงานฉันจนอ่อนแรง ฉันพบชายชราผู้หนึ่งบอกฉันว่า “เธอเห็นทุกสิ่งในโลกนี้ได้ ด้วยวิธีของเธอเอง”

ฉันประหลาดใจ หากฉันเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีของฉันได้ ก็หมายความว่า ฉันไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรอคอยปาฏิหาริย์อีกแล้ว และฉันเป็นอิสระจากความกลัวได้ตอนนี้เลย วินาทีนั้นฉันเริ่มมอง และต้องตกตะลึงกับภาพรอยยิ้มในน้ำเสียงของผู้คนซึ่งฉันเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรก ยิ้มนั้นแจ่มใส จริงใจ และเป็นมิตร พร้อมกันนั้นฉันเห็นรอยยิ้มบนริมฝีปากของตัวเองด้วยความรู้สึก ยิ้มนั้นแผ่จากหัวใจ คลี่ระบายไปทั่วใบหน้า ฉันเห็นว่ายิ้มของเราสวย โดยไม่ต้องพึ่งกระจกหรือแสงใดๆ

ใช่ ฉันเคยอยากให้เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงนิทาน เป็นกาลครั้งหนึ่งอันเลื่อนลอย เลือนราง และไกลตัว แต่ด้วยภาพรอยยิ้มของชายชราหนึ่ง และภาพรอยยิ้มของฉันเองอีกหนึ่ง ทำให้ฉันดีใจที่ชีวิตของฉันเป็นเรื่องจริง ฉันตื่นเต้น และเริ่มสงสัยว่า ด้วยวิธีของฉันเอง ฉันจะเห็นอะไรในโลกนี้อีกบ้าง แต่ละสิ่งแต่ละอย่างหน้าตาเป็นอย่างไร สวยงามเพียงใด หรือจะน่าเกลียดขนาดไหน ฉันจะชอบสิ่งต่างๆ หรือไม่ ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ฉันจะทำอะไรกับสิ่งที่ฉันเห็นบ้าง จะสร้างสรรค์อะไรเพิ่มเติมแก่โลกนี้บ้าง ฉันจะรักโลกนี้เพิ่มขึ้นมากเพียงใด จะใส่ใจคนรอบตัวของฉันเพิ่มขึ้นอย่างไรได้บ้าง

ตั้งแต่วันนั้นฉันจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเดินทางออกไป ดูว่ามีอะไรในโลกนี้

“เธอไม่เห็นแม้แต่แสง” ความกลัวเริ่มใช้อาวุธเดิมโจมตีใส่ฉัน

“แล้วมันสำคัญตรงไหน” ฉันตอบความกลัว ตัดสินใจเดินแซงหน้ามันไป ก้าวออกนอกประตู ขึ้นไปบนสะพาน หยุดยืนอยู่ตรงนั้น มองฟ้ากว้างผ่านสายลมที่พัดมาด้วยความอัศจรรย์ เดินเข้าไปในสวนสาธารณะ มองกิ่งก้านต้นไม้กวัดไกวผ่านเสียงใบไม้ที่กระทบกัน มองดอกไม้บานสะพรั่งผ่านอากาศที่หายใจเข้าไป มองฝูงนกบินขึ้นฟ้าผ่านเสียงกระพือปีก ฉันไปสนามเด็กเล่น มองดวงหน้าเริงรื่นแจ่มใสของเด็กๆ ที่ส่งเสียงพูดคุยหัวเราะวิ่งไล่เล่นกันอยู่ไม่ไกล

บนสะพานทางเชื่อมยามเช้า ฉันเห็นหัวใจร้อนรุ่มผ่านเสียงก้าวเดินอันรีบเร่ง ที่ร้านอาหาร ฉันเห็นความรักแทรกตัวอยู่เงียบๆ ในเสียงเถียงทะเลาะของผู้คน ขณะเราเดินไปด้วยกัน ฉันเห็นความปรารถนาดีผ่านมือที่เอื้อมมากุมมือฉันเอาไว้ ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ฉันเห็นความตั้งใจของศิลปินผ่านชิ้นงาน ฉันเดินทางออกไปวันแล้ววันเล่า เห็นสิ่งต่างๆ มากมายอย่างที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะเห็นได้ โลกของฉันกว้างขึ้นและกว้างขึ้น ตั้งแต่วันนั้นที่ฉันก้าวนำหน้าความกลัวออกจากประตู

ในที่สุดฉันก็ตกหลุมรักโลกดวงนี้จริงๆ มันเป็นโลกดวงเดิม ดวงเดียวกันกับที่คนทั้งหลายบอกว่ามืดมิดและน่ากลัว แต่ความมืดไม่อาจพันธนาการฉันได้อีกต่อไป และความกลัวก็ควบคุมบังคับฉันไม่ได้อีกแล้ว เพราะฉันเลือกที่จะชื่นชมทุกสิ่งด้วยวิธีของตัวเอง ฉันเชื่อในสิ่งที่เห็น ฉันอนุญาตให้ตัวเองดื่มด่ำกับสิ่งที่เห็นว่าสวยงาม ฉันอนุญาตให้ตัวเองไม่พอใจเมื่อเห็นสิ่งที่ฉันคิดว่าไม่น่ารัก

กาลครั้งหนึ่งฉันเคยเขี่ยความรู้สึกของตัวเองทิ้งราวกับเศษขยะที่น่าเกลียด ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่มีทางสำเร็จเป็นจริงได้ ฉันไม่ควรจะรู้สึกอะไร ไม่ควรต้องการอะไร แต่ทันทีที่ฉันรู้จักมองโลกด้วยวิธีของตัวเอง ฉันเคารพความรู้สึกของตัวเองนับแต่นั้น ฉันเลือกทำสิ่งที่ฉันอยากทำ ไปที่ซึ่งอยากไป กินสิ่งที่อยากกิน ฉันเขียนเล่าสิ่งที่ฉันเห็นและรู้สึก ฉันวาดรูปที่ฉันชอบ ฉันเล่นดนตรี ออกกำลังกาย เดินทาง ฉันหลบไปนั่งในร้านอาหารเพียงลำพัง มองคนเข้าออกอยู่หลังกำแพงความมืด และแอบบันทึกช่วงเวลาสวยๆ ของคนรอบตัวไว้ในใจ

ฉันเริ่มต้นปลูกความฝันของฉัน แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นคนจำนวนมากมาช่วยกันดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่ง มีแสงแดดช่วยให้ความฝันของฉันเติบโต มีสายลมและแมลงมาช่วยผสมเกสรให้ความฝันของฉัน ฉันรู้ว่าพวกเขารักความใฝ่ฝันของฉัน และฉันก็ดีใจที่เกสรความฝันของฉันไปผสมกับต้นความฝันอื่นๆ ของคนอื่นๆ ด้วย ฉันเคยคิดว่าคนทั้งหลายอยู่ในโลกสว่าง ส่วนฉันคือผู้อยู่ในโลกมืด ทว่า ในที่สุดฉันก็ได้รู้เราอยู่ในโลกดวงเดียวกัน โลกแห่งการเกื้อกูล

ที่จริงพวกเขาพูดถูก ฉันยังคงเป็น ‘เด็กพิเศษ ผู้อยู่ในโลกมืด’ เป็นความจริงที่ความมืดไม่เคยย่อหย่อนต่อหน้าที่ในการปิดตาฉันจากภาพทุกภาพ ไม่เลยสักวินาทีเดียว ทว่า ก็มีเพียงเท่านั้นเองที่พวกเขาพูดถูก ฉันเห็นว่าโลกของเรากว้างพอๆ กันในวันนี้ และเราโชคดีที่ได้อยู่ในโลกดวงเดียวกัน เพราะความมืดที่ปิดตาฉันไว้ไม่มีความหมายสำคัญอันใดอีกต่อไปแล้ว เมื่อฉันเรียนรู้ที่จะมองโลกด้วยวิธีใหม่ และฉันเห็นโลกได้ตอนนี้เลย ชีวิตของฉันไม่มีปาฏิหาริย์ แต่หากใครจะเรียกเรื่องทั้งหมดว่าเป็นปาฏิหาริย์

ฉันก็เห็นด้วยนะ

Writer

สโรชา กิตติสิริพันธุ์

นักเขียนผู้ดวงตาพิการ เขียนหนังสือ |จนกว่า |เด็กปิดตา |จะโต และหนังสือ ก ไก่เดินทาง นิทานระบายสี สนใจศิลปะ ดนตรี และจิตวิทยา ปัจจุบันเรียนปริญญาโทสาขาจิตวิทยาการปรึกษา และยังคงเขียนหนังสือทุกวัน

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load