ไม่มีใครรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องใหม่สำหรับปี 2020 อีกต่อไปแล้ว เรื่องของขยะหรือ Waste ได้เข้ามาอยู่ในความสนใจกระแสหลักของสังคม มีคนมากมายที่นำความคิดสร้างสรรค์มาสรรค์สร้างขยะให้กลายเป็นสิ่งของมีประโยชน์ ขณะเดียวกับที่ภาครัฐและเอกชนพยายามรณรงค์ให้เราสร้างขยะให้น้อยลง

แต่ถึงแม้เรื่องการนำขยะมาสร้างประโยชน์จะไม่ใช่เรื่องใหม่ มันก็ไม่ควรกลายเป็น ‘เรื่องเก่า’ กลับกัน ถ้าเราอยากให้โลกยังมีความอุดมสมบูรณ์และน่าอยู่เช่นนี้ เราควรทำให้เรื่องของการใช้ประโยชน์จากขยะ ลดการสร้างขยะ กลายมาเป็นเรื่อง ‘ธรรมดา’ ที่ใครๆ ก็ทำกันเป็นเรื่องปกติ

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

เราได้ไปพูดคุยทำความรู้จักกับศิลปินคนหนึ่งที่พยายามสร้างความธรรมดานี้ให้เกิดขึ้นในสังคม ศิลปินคนนั้นคือ เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ เจ้าของผลงานศิลปะจากขยะ ที่นอกจากจะมีลายเซ็นเป็นผลงานจากสิ่งของเหลือใช้มากมายแล้ว เธอยังมองว่าตัวเองเป็น Social Activist Artist ที่รังสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อเคลื่อนไหวและสร้างความตระหนักให้กับสังคมด้วย เราพูดคุยกับเธอตั้งแต่ที่มาที่ไปของการหยิบขยะมาใช้เป็นวัสดุในการสร้างงาน ความไส้แห้งของศิลปิน ไปจนถึงความคาดหวังในฐานะศิลปินที่พยายามสร้างความตระหนักแก่สังคม ชวนผู้อ่านไปรู้จักเธอผ่านผลงานของเธอไปพร้อมๆ กับเรา

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

ขยะในบ้าน

วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ คืออดีตนักศึกษารหัส 54 ของสาขาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การเรียนในคณะนี้ต้องเรียนวิชาศิลปะหลายแขนง ตั้งแต่การวาดภาพจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และภาพถ่าย ไปจนถึงศิลปะสื่อผสม ที่รวมเอาเทคนิคหลากหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจุดเริ่มต้นการนำเอาวัสดุแปลกๆ มาใช้ในงานของเธอก็มาจากวิชานี้นี่แหละ

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

“เราชอบเรียนวิชาสื่อผสมที่สุด มันเป็นวิชาที่ค่อนข้างเปิดกว้างให้เราสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคและวัสดุที่หลากหลาย เราเลยพยายามมองหาของใกล้ตัวมาทำงาน อย่างพ่อกับแม่เป็นคนชอบสะสมของจิปาถะ เวลาเขาไปร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ เขาก็จะเก็บพวกแก้วน้ำ หรือกล่องต่างๆ ไว้เยอะมาก เราก็เลยได้ไอเดียว่าจะเอาสิ่งเหล่านี้มาสร้างเป็นงาน เริ่มทำออกมาเป็นสองมิติ จากนั้นก็ขยับมาทำเป็นสามมิติ ตอนนั้นทำแล้วก็รู้สึกสนุก แถมได้ระบายของที่บ้านด้วย จนกระทั่งปีสี่ อาจารย์บอกว่าเราต้องทำทีสิสแล้ว งานของเธอมันต้องมีเรื่องราวมากขึ้นนะ เราเลยไปศึกษาเรื่องเกี่ยวกับวัสดุต่างๆ จนเปิดเจอเรื่องสิ่งแวดล้อม

“ความจริงสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่พูดถึงมานานมาก แต่หลายคนอาจจะไม่ได้สนใจ พอได้อ่านเราก็เริ่มอินกับมัน เริ่มตระหนักว่าสิ่งที่เราทำมันคือการเอากลับมาใช้ใหม่ ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ก็คงเรียกว่า Circular Economy แต่ตอนนั้นเรารู้จักแค่คำว่า Reuse Recycle อะไรประมาณนั้น ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานศิลปะที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม”

เอ๋ทำทีสิสโดยใช้เรื่องของขยะหรือ Waste เป็นแกนหลักในงาน จากนั้นเธอก็ใส่จินตนาการและความสร้างสรรค์ลงไป ก่อนจะดีไซน์ ‘สิ่งมีชีวิต’ ที่เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมออกมาเป็นชิ้นงาน

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม
เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม
เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

“ช่วงทำทีสิสเราชอบไปเดินโฮมโปร ไทวัสดุ วัดสวนแก้ว แล้วก็ชอบสังเกตสิ่งต่างๆ เวลาเรามองวัสดุเราไม่ได้มองว่ามันเป็นเศษเหล็กหรือผ้า แต่เรามองว่ามันเป็นองค์ประกอบหนึ่งในสัตว์ประหลาดของเราได้ เช่น ถ้าเอาผ้ามาซ้อนๆ กันมันน่าจะกลายเป็นขน กลายเป็นขา หรือส่วนหนึ่งของสัตว์ประหลาดของเรา พอไปเจอวัสดุที่ไหนเราก็จะสะสมไว้ มีไปคุ้ยขยะบ้างบางเวลา แล้วก็มีส่วนที่มีอยู่แล้วจากที่บ้านด้วย”

สิ่งมีชีวิตของเธอจึงมีรูปร่างบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยน เป็นสัตว์ประหลาดที่เกิดจากความล่มสลายของสิ่งแวดล้อม ซึ่งงานชิ้นนี้ของเธอได้รับรางวัลทีสิสดีเด่นของมหาวิทยาลัย และได้นำไปจัดแสดงร่วมกับผลงานดีเด่นของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย

จากทีสิส 7,000 บาท สู่ช่างชุ่ย

“หลังจากเรียนจบเราก็เอาทีสิสเราไปขาย ตั้งราคามั่วๆ เจ็ดพันบาท แล้วก็มีคนซื้องานเรา” 

จะว่าจุดเริ่มต้นในการเป็นศิลปินของเอ๋มีที่มาจากเหตุการณ์นี้ก็ได้ เพราะคนที่เดินเข้ามาซื้อสัตว์ประหลาดที่ประดิษฐ์จากขยะนั้น คือ สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งอาณาจักร FLYNOW รวมถึงช่างชุ่ยซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างทางศิลปะ

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

“เขามาถึงก็บอกว่า คุณตั้งราคาแบบนี้มันมั่วซั่วมากเลยนะ เราบอกว่าผิดตรงไหน ก็รู้อยู่แล้วว่าศิลปินมันไส้แห้ง ตอนนั้นเราก็ประชดด้วย เพราะที่บ้านไม่อยากให้เราเป็นศิลปิน คุณสมชัยก็เลยบอกว่าคุณตั้งราคาแบบนี้ไม่ได้ จากนั้นก็สอนการตั้งราคากับเราว่าต้องทำอะไร ยังไงบ้าง แล้วบอกว่าการเป็นศิลปินมันคืออาชีพนะ มันอยู่ได้” 

การรู้จักกันในครั้งนี้ทำให้เอ๋ก็ได้รับโอกาสจากสมชัยในเส้นทางศิลปินของเธอ แม้ในขณะนั้นเธอยังเพิ่งเรียนจบหมาดๆ เป็นบัณฑิตไร้ประสบการณ์ที่ยังไม่ได้เข้าพิธีรับปริญญาเลยด้วยซ้ำ

“งานแรกเขาให้โอกาสเราลองไปทำแฟชั่นโชว์จากขยะ ตอนนั้นเราก็ถามคุณสมชัยว่ามั่นใจอะไรในตัวเรา ไม่กลัวเราเทงานเหรอ เขาก็บอกว่าเอ๋ไม่เทงานหรอก เราก็เลยคิดไว้ว่าจะตั้งใจทำเต็มที่ให้สมกับความเชื่อใจ แล้วเขาก็สอนเรื่องขั้นตอน กระบวนการ และหลักคิดต่างๆ ของการเป็นศิลปินให้ด้วย” 

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

นับแต่นั้นเอ๋ได้ทำงานร่วมกับสมชัยเรื่อยมา อย่างโปรเจกต์ช่างชุ่ย สมชัยก็ได้ชวนเอ๋มาช่วยประดิษฐ์แชนเดอเลียเพื่อนำไปใช้ในร้านค้าและตกแต่งพื้นที่ถึง 6 ชิ้น

ศิลปินไส้แห้ง?

ถึงแม้เอ๋จะเริ่มมีงานและสร้างรายได้ให้กับตัวเองในฐานะศิลปิน แต่ฝั่งของครอบครัวก็ยังไม่หมดห่วง พ่อของเอ๋อยากให้ไปลองหางานประจำเพื่อจะได้มีอาชีพที่ ‘หากินได้’ และมีความมั่นคงตามบรรทัดฐานของสังคม

“ตอนนั้นเราก็สมัครเข้าไปทำที่ King Power ในตำแหน่ง Visual Merchandiser มีหน้าที่จัดหน้าร้าน ออกแบบพื้นที่ต่างๆ ในช็อป เราได้ไอเดียด้านการทำงานศิลปะหลายอย่างมาจากช่วงเวลานั้น หลังจากที่ออกจากงาน Visual Merchandiser ก็ได้มีโอกาสไปทำที่ PR Agency ด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้วเรารู้สึกว่าการได้มาทำงานประจำช่วยให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก”

การที่ต้องหันเหไปทำงานประจำ ไม่ได้ทำให้ไฟในตัวศิลปินหายไป ระหว่างทางเอ๋ก็ยังรับงานศิลปะควบคู่ไปกับงานประจำด้วย ซึ่งเธอมองว่าสองสิ่งนี้มันส่งเสริมกันและกันได้เป็นอย่างดี เธอมีความคิดว่า การเป็นศิลปินจะต้องรู้หลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่วาดรูปหรืออยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบเท่านั้น แต่ต้องลองออกไปเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ระหว่างพูดคุย เราสัมผัสว่าเธอเป็นคนมองโลกในแง่ดี ถึงแม้สถานการณ์จะบีบบังคับให้เอ๋ต้องไปจับงานที่ตัวเองไม่คุ้นเคย แต่เธอก็ยังมองเห็นว่าประสบการณ์เหล่านั้นคือการเรียนรู้ที่มีคุณค่า จนเมื่อต้นปี 2018 เธอก็ได้ตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำงานศิลปะเต็มตัว

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม
เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

“งานของไอคอนสยามเมื่อประมาณต้นปีที่แล้วคือจุดเปลี่ยน ตอนนั้นไอคอนสยามติดต่อมาบอกว่าอยากได้งานศิลปะสไตล์เรานำไปติดตั้งในห้าง ซึ่งตอนนั้นเราก็ทำงานประจำอยู่ ด้วยข้อจำกัดของเวลา เราต้องตัดสินใจว่าจะปัดงานนี้ไปหรือลาออกเพื่อมาผลิตงาน สุดท้ายก็เลือกที่จะลาออก ซึ่งงานนี้ก็ได้พิสูจน์ให้ครอบครัวเราเห็นว่า ศิลปะของเรามันเลี้ยงชีพได้

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

“ทุกวันนี้ศิลปินไม่ได้ไส้แห้งนะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าร่ำรวย ปัจจุบันศิลปินทุกคนมีแนวคิด มีระบบการจัดการที่ดี ไม่เหมือนภาพจำในสมัยก่อนที่ว่าศิลปินชอบทำตามใจตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นคำว่าศิลปินไส้แห้งมันก็ยังฝังอยู่ในความคิดของคนไทยอีกหลายคน ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปมากแล้ว”

‘นกฟินิกซ์’ ผลงานที่สร้างจากขยะบนเครื่องบิน

“ผลงานชิ้นนี้เราได้รับแรงบันดาลใจมาจากนกฟินิกซ์ซึ่งเป็นนกในเทพนิยาย” 

นกฟินิกซ์ตัวนี้คือผลงานชิ้นล่าสุดของเอ๋ เป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลบางกอกแหวกแนว (Bangkok Edge) ประจำปี 2020 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงานเทศกาลนี้ เธอยังคงลายเซ็นเดิมคือการผลิตผลงานศิลปะจากขยะ แต่ความน่าสนใจของงานชิ้นนี้ ก็คือวัสดุหลักที่เธอหยิบมาใช้ไม่ใช่ขยะทั่วๆ ไป แต่มันคือขยะที่ได้มาจากสายการบิน

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

“สาเหตุที่เราดีไซน์งานชิ้นนี้ออกมาเป็นนกฟินิกซ์ ก็เพราะเราได้วัสดุและขยะเหลือใช้มาจากการบินไทย เราทำงานจากโจทย์นี้และนำไปตีความต่อว่า สำหรับเรา การบินไทยคือ ‘นกเหล็ก’ ที่เป็นสายการบินของชาติ ซึ่งที่ผ่านมาสายการบินนี้ต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย ทั้งขึ้นและลง เราเลยมองว่าการบินไทยต้องเป็นนกฟินิกซ์สิ ต้องไม่มีวันตาย ต่อให้คุณล้ม ท้อ หรือเกิดอะไรขึ้นก็ตาม คุณจะไม่มีวันตาย เกิดใหม่ได้ตลอดเหมือนนกฟินิกซ์”

การได้เจอกับวัสดุชนิดใหม่ๆ สร้างความสนุกในการสร้างสรรค์งานให้กับเอ๋เป็นอย่างมาก เธอเล่าว่าวันที่ได้เข้าไปในโกดังเก็บขยะและของเหลือใช้ของการบินไทย เป็นความตื่นตาตื่นใจกับวัสดุแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม
เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

“จริงๆ Waste ของสายการบินมีเยอะมาก ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน เขาพาเราไปดูทีละยูนิตเลย ตั้งแต่ยูนิตของหนัก หนักในที่นี้คือหนักมาก เช่น ชิ้นส่วนเครื่องบิน ล้อต่างๆ ซึ่งยกไม่ได้ ไปจนถึงวิ่งที่เบาลงมาอย่างเก้าอี้ ความตะลึงคือมีเก้าอี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ซึ่งเสน่ห์ของมันคือเราได้เห็นความเปลี่ยนแปลง จากเก้าอี้ที่มันใหญ่ บานๆ ก็ค่อยๆ เล็กลง สลิมขึ้น สุดท้ายเราก็มาจบที่ของเบาคือเสื้อชูชีพกับชุดหมี (Polar Suit) เป็นหลัก เพราะมันใช้งานกับประติมากรรมได้ง่าย แล้วก็เป็นวัสดุที่เหมาะกับขนาดและวัตถุประสงค์ชิ้นงานของเรา”

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม
เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

นกฟินิกซ์ของเอ๋จึงมีส่วนประกอบเป็นชุดหมี 1 ตัว เสื้อชูชีพ 20 ตัว ซองใส่น้ำตาลทราย ผ้ามุ้งสามสี ดอกไม้ปลอม หลอดพลาสติก 30 กิโลกรัม และตุ๊กตาจากร้านอาหารญี่ปุ่นใกล้บ้านเธอ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นขยะและสิ่งของเหลือใช้ทั้งสิ้น

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

Social Activist Artist

เอ๋เริ่มต้นการทำงานกับขยะจากสิ่งของเหลือใช้ในบ้าน เธอพบความสนุกจากการนำของที่มีรูปร่างหน้าตาและคุณสมบัติแตกต่างกันมาสรรสร้างเป็นผลงานหนึ่งชิ้น จากความสนุกนี้เธอก็ค่อยๆ ต่อยอดออกมาเป็นงานทีสิส และเป็นอาชีพที่หาเลี้ยงตัวเองได้ นับตั้งแต่วันแรกที่จับขยะมาปลุกปั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 5 – 6 ปีแล้ว เรานึกสงสัยว่าการทำงานศิลปะจากขยะเหล่านี้เปลี่ยนแปลงทัศคติของเธออย่างไรบ้าง

“พอเราศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เราก็ยิ่งอินกับมัน ไลฟ์สไตล์ของเราเปลี่ยนไป เราสร้าง Waste น้อยลง แล้วก็ตระหนักว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากๆ และกระทบทุกภาคส่วน แต่น้อยคนที่จะจริงจังกับมัน เพราะฉะนั้นเราอยากจะทำเรื่องนี้และอยากใช้ความสามารถของศิลปินทำสิ่งนี้”

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม
เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

เอ๋ยังมุ่งมั่นและจริงจังกับการนำขยะมาใช้สร้างงานไม่เปลี่ยนแปลง คงเพราะมันได้กลายเป็นลายเซ็นที่ชัดเจนของเธอในฐานะศิลปินคนหนึ่ง รวมถึงยังเป็นการสร้างงานศิลปะโดยที่นำเสนอประเด็นทางสังคมไปพร้อมๆ กันด้วย

“เรามองตัวเองเป็น Social Activist Artist (ศิลปินที่เป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหวประเด็นทางสังคม) เราอยากทำอะไรให้มันเขาถึงและเข้าใกล้คนได้มากที่สุด อยากให้คนเห็นว่าศิลปะสามารถจับต้องและเข้าใจได้ อยากให้คนเห็นแล้วรู้สึกฉุกคิดขึ้นมา ทั้งฉุกคิดเพื่อลดการใช้ และฉุกคิดว่ามันเอาไปสร้างสรรค์ต่อเป็นอะไรบางอย่างได้ ซึ่งเราไม่อยากหยุดแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม ยังมีอีกหลายประเด็นทางสังคม เช่น ปัญหาด้านแรงงาน ความยากจน ปัญหาของสตรี ซึ่งเราก็ตั้งใจไว้ว่าถึงงานจะพูดเรื่องอื่นๆ แต่เราจะยังนำขยะมาเป็นวัสดุในการนำเสนอ

เอ๋-วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้เปลี่ยนเศษขยะในบ้านให้เป็นงานประติมากรรม

“เราคิดว่าการเป็นศิลปินอาจจะสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีขึ้นมาไม่ได้ แต่เรามีนวัตกรรมทางความคิด เราสร้างงานที่ทำให้คนฉุกคิดอะไรบางอย่าง แล้วเอางานของเราไปต่อยอดได้ คนมาดูงานเราแล้วอาจจะกลับไปคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้น่าอยู่ขึ้น แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับตอนนี้”

Writer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ในห้วงเวลาที่เราเติบโต การ์ตูนเป็นเรื่องของเด็ก ซึ่งหมายถึงการไม่ได้รับความสนใจหรือให้คุณค่ามากเท่าที่ควร บางครั้งถูกกีดกันให้ออกไปจากชีวิต เพราะสมัยก่อนผู้ใหญ่มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ต่อการเติบโต มีงานดีๆ มีเงินเดือนสูงๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เด็กในวันนั้นได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่วัยมีกำลังซื้อ Pop Culture เบ่งบาน กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้ให้ประเทศหนึ่งๆ ได้ไม่น้อยไปกว่าการค้าขายหรือส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค แถมทิศทางในการสร้างเงินจากทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property-IP) เหล่านี้ก็พัฒนาการอย่างรวดเร็วเสียด้วย

คอลัมน์ In Design ตอนนี้ มอบโอกาสให้เราได้นั่งคุยกับหนึ่งในเด็กเหล่านั้น เธอเติบโตมาพร้อมการ์ตูนกับความฝันที่อยากเป็นแอนิเมเตอร์ แรงขับเคลื่อนภายในพาให้เธอแหวกว่ายผ่านวงการที่แห้งแล้งในเมืองไทย ไปเรียนรู้และเบ่งบานในอเมริกา ได้ทำงานเบื้องหลัง Lil Miquela (Virtual Influencer) ชื่อดังที่ไม่มีตัวตนจริงๆ แต่มีคนติดตาม 3 ล้านในอินสตาแกรม อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ

อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย

เจ้าหนูอะตอม

วันหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เด็กหญิงอะตอมในวัย 14 ปีต้องเลือกว่าจะเรียน ม.ปลาย สายไหนดี เพื่อต่อไปยังมหาวิทยาลัยและโลกของการทำงานได้ ในระหว่างที่กำลังตัดสินใจ เพื่อนของเธอชี้ชวนให้ไปห้องสมุดญี่ปุ่นแห่งหนึ่งไม่ไกลจากโรงเรียน 

ณ ที่แห่งนั้น เธอได้พบกับความฝัน

“เพื่อนเปิดการ์ตูนของ Studio Ghibli ให้ดู” อะตอมย้อนอดีตให้เราฟัง 

“เป็นเรื่อง Spirited Away พอดูแล้วเรารู้สึกว่าอยากเป็นแอนิเมเตอร์ (Animator) เราไม่เคยรู้ว่ามีแอนิเมชันที่มีเนื้อหาแบบผู้ใหญ่ เท่ๆ อย่างนี้มาก่อน หลังจากนั้นเราเลยค้นหาว่าจะเป็นแอนิเมเตอร์ได้ต้องเรียนอะไร”

อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย
อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย

แต่วงการการ์ตูนแอนิเมชันไทยในวันนั้นแทบไม่มีทางเลือกอะไรให้กับเธอ ไม่ต้องพูดถึงมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนวาดการ์ตูนตรงๆ แถมยังมีกรอบค่านิยมในสังคมที่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐถึงจะน่าภาคภูมิใจ เธอจึงตัดสินใจสมัครเรียนภาควิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะดูเหมือนนักวาดหลายๆ คนในไทยจะมาจากที่นั่น

“ตอนเรียนเรามีความเป้าหมายใหญ่ว่าเราอยากเจอ อาจารย์มิยาซากิ ฮายาโอะ (Miyazaki Hayao) ผู้ก่อตั้ง Studio Ghibli เขาเหมือนเป็นศาสดา เราตั้งใจมากๆ เรียนจบมาก็ทำงานสาย 2D มาตลอด และคิดว่าถ้าเราดัง เราอาจได้เจอเขาก็ได้” อะตอมเล่าติดตลก

ความตั้งใจนั้นพาอะตอมเข้าสู่การประกวดออกแบบตัวละครประจำจังหวัด โครงการของรัฐบาลไทย ภายใต้ความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีที่มีรางวัลล่อตาล่อใจแฟน Ghibli อย่างอะตอมมากๆ คือการได้ไปเยือนสตูดิโอของ Ghibli นั่นเอง

หลังจากที่ไปเข้าค่ายอบรมเพื่อพัฒนาแบบอย่างเข้มข้นจนเป็นหนึ่งในผู้ได้รับคัดเลือก ความฝันของอะตอมในการได้พบกับอาจารย์มิยาซากิเป็นความจริงขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อได้จับมือกับไอดอลของเธอ เธอกลับรู้สึกเหมือนว่าเป้าหมายในชีวิตสำเร็จแล้ว 

แล้วไงต่อ-เธอคิด

แต่เด็กหญิงอะตอมในวันนั้นยังไม่รู้ว่า การประกวดนั้นเป็นเพียงบทแรกของการเดินทางในสายอาชีพของเธอเท่านั้น

อะตอม หนึ่งในนักออกแบบ Virtual Influencer ที่มีคนตาม 3 ล้านคน ผู้ผลักดันวงการ 3D ไทย

เปลี่ยนฉาก

นอกจากพาอะตอมไปเจอกับอาจารย์มิยาซากิที่ญี่ปุ่นแล้ว งานประกวดนั้นยังส่งเธอไปขายแรงงานที่เกาหลีด้วย ซึ่งกลายเป็นการเปิดมุมมองเกี่ยวกับการทำตลาดใหม่ให้กับคาแรกเตอร์ที่เธอออกแบบ

เพราะเป้าหมายของการประกวดไม่ใช่เพียงคาแรกเตอร์ตัวหนึ่งแล้วจบ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากคาแรกเตอร์นั้น ซึ่งเป็นโมเดลที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลี ใช้สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นและสร้างชาติให้มั่งคั่ง

คาแรกเตอร์หลายตัวที่เราเห็นกันจนชินตา ไม่ว่าจะเป็น เจ้าแมว Hello Kitty เจ้าหมีดำ Kumamon หรือถ้าเป็นฝั่งเกาหลีคงหนีไม่พ้นเจ้าเพนกวิน Pororo นั้น ไม่ได้ดังขึ้นมาแบบไร้เหตุผล แต่คาแรกเตอร์เหล่านี้ถูกนำไปทำ Spin-off เป็นสินค้า บริการ หรือคอนเทนต์จำนวนนับไม่ถ้วน รวมถึงกลายเป็นธีมในการตกแต่งคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ สถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และหมายถึงรายได้มหาศาล

ซึ่งหนึ่งในกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังก็หนีไม่พ้นดีไซเนอร์ผู้สร้างรูปแบบในการออกแบบ (Style Guide) ให้เจ้าคาแรกเตอร์เหล่านี้เป็นที่จดจำได้ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ทั้งสีสัน ลวดลาย รูปแบบการจัดวาง ล้วนแต่ผ่านกระบวนการคิด-ออกแบบมาแล้วทั้งนั้น

และนั่นคือสิ่งที่อะตอมเก็บเกี่ยวกลับมาจากเกาหลี

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“โครงการประกวดนั้น ทำงานร่วมกับสตูดิโอผู้สร้างคาแรกเตอร์เพนกวิน Pororo ที่ดังมาก ถ้าไปเดินตามซูเปอร์มาร์เก็ตมีอยู่ทุกแห่ง เขาส่งเราเพื่อไปขัดเกลาตรงนี้ รวมถึงเรียนรู้การพัฒนา Licensing (การอนุญาติให้ใช้สิทธิ์) ตอนนั้นเราไม่ได้ทำ Pororo นะ แต่ทำโปรเจกต์ร่วมทุนกับจีน เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของเด็ก ทำทั้ง Style Guide สำหรับ Licensing ทำแบรนดิ้งให้ตัวละคร ให้ลูกค้านำไปทำสินค้าได้เลย”

การได้ไปเปิดหูเปิดตาเรื่องการพัฒนา Licensing ที่เกาหลี ทำให้อะตอมหันกลับมามองวงการออกแบบงานภาพในเมืองไทยอีกครั้ง และมองเห็นปัญหามากมายที่ทำให้อุตสาหกรรมในไทยไม่เติบโต ไม่อาจสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะประเด็นที่หน่วยงานรัฐขาดการประสานงานกัน ทำให้มาสคอตที่นักออกแบบจำนวนมากผลิตออกมาผ่านงานประกวดในทุกปี มี Style Guide พร้อมใช้ แต่กลับไม่เคยได้ใช้งานจริง

เมื่อความฝันเดิมลุล่วงไป และค้นพบว่าไม่อาจเติบโตไปได้ไกลกว่านี้ในประเทศไทย อะตอมจึงตัดสินใจพาตัวเองย้ายสายงาน ข้ามจากนักออกแบบภาพที่ทำงาน 2D (สองมิติ) เป็นหลัก ไปเรียนต่อด้านการทำ 3D (สามมิติ) ที่อเมริกา 

และหวังใจว่าจะมีความท้าทายใหม่รอเธออยู่

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

จัดแสงไฟ

Gnomon คือโรงเรียน Visual Effect ที่อะตอมเลือกตามคำแนะนำของรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ทำงานในสตูดิโอของดิสนีย์ นอกจากโรงเรียนจะตั้งอยู่ในใจกลางของอุตสาหกรรมอย่างฮอลลีวูดแล้ว ว่ากันว่านี่คือโรงเรียนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับคนทำงานภาพอีกด้วย

ประสบการณ์การทำงาน 2D ช่วยให้อะตอมเปลี่ยนผ่านมาทำงาน 3D ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และการเรียนการสอนที่เน้น Peer-learning หรือการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ช่วยให้เธอพัฒนาฝีมือขึ้นในระยะเวลา 2 ปี อีกทั้งอุตสาหกรรมงานภาพ (Visual Effect) ในอเมริกายังเปิดกว้างสำหรับศิลปิน เรียกว่าแทบจะมีงานมารออยู่สำหรับทุกคน

และประตูที่อะตอมเลือกเปิดเข้าไป คือโอกาสในการทำงานกับ Brud สตูดิโอหน้าใหม่ที่มีโปรเจกต์น่าสนใจอย่างการปั้น Virtual Influencer ซึ่งกลายเป็นไฮไลต์ในชีวิตการทำงานของเธอ

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“ขอบเขต 3D มันกว้าง” อะตอมอธิบาย เมื่อเราถามว่าเธอไปทำอะไรกับ Brud 

“เวลาพูดถึง 3D เราจะคิดว่ามีใครสักคนทำภาพสามมิติ แต่จริงๆ มันย่อยลงไปเยอะมาก ในหนึ่งโปรเจกต์มีหลายแผนก ไม่ใช่ทุกคนทำได้ทุกอย่าง บางคนปั้นเป็นอย่างเดียว บางคนทำเท็กซ์เจอร์เป็นอย่างเดียว บางคนทำเอฟเฟกต์ระเบิดเป็นแต่ปั้นอะไรไม่ได้เลย

“ส่วนเราเองเป็น Generalist คือคนที่ทำทุกอย่าง ทำเป็นหมดเลยแต่ไม่ได้ลงลึก แต่ที่เราสนใจเป็นพิเศษคือ Lighting หรือการจัดแสง ตอนนั้น Brud กำลังสร้างอินฟลูเอนเซอร์ชื่อ Lil Miquela ขึ้นมา แล้วต้องการคนที่จัดแสงพอดี เลยลองเข้าไปคุย แล้วเขาก็จ้าง”

Virtual Influencer เป็นคอนเซ็ปต์ที่ใหม่มากสำหรับอเมริกาในตอนนั้น และแม้แต่ตอนนี้ก็ยังใหม่อยู่ เราอาจยังไม่คุ้นเคยนักหากมีไอดอลสักคนซึ่งไม่มีตัวตนในโลกจริง แต่กลับสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียต่างๆ มากมายราวกับมีชีวิต

แต่คอนเซ็ปต์คล้ายๆ กันนี้ ทำกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Gorillaz วงดนตรีแบบ Virtual Band หรือนักร้อง 2D จากฝั่งญี่ปุ่นอย่าง ฮัตสึเนะ มิคุ (Hatsune Miku) เจ้าของฉายาน้องต้นหอมกับผมสีเขียวอันโด่งดัง แนวคิด ‘ตัวตนสมมติ’ เหล่านี้ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนเลื้อยไหลออกจากแค่บนหน้าจอ มาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“Lil Miquela เป็นโปรเจกต์ที่เปิดโลกมาก” อะตอมเล่าอย่างตื่นเต้น

“งาน Visual ที่เคยแยกกับโลกของเราโดยสิ้นเชิง มีคอนเทนต์เป็นเกม เป็นหนัง เราดูแล้วมันก็จบอยู่ตรงนั้น แต่พอมี Virtual Influencer ขึ้นมา เส้นแบ่งระหว่างโลก Virtual กับโลกจริงมันบางลงมาก เรามองเห็นความเป็นไปได้ของการสร้างคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ และไม่ได้อยู่แค่ในจออีกต่อไป”

Lil Miquela เริ่มต้นจากการเป็นไอดอลในอินสตาแกรม โพสต์ของเธอเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน มีฉากหลังเป็นอเมริกา ไปเที่ยวบ้าง แฮงก์เอาต์กับเพื่อนบ้าง ในมู้ดภาพสีสันจัดจ้าน สนุกสนาน จนผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมของ Lil Miquela ก็เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับแบรนด์เสื้อผ้าหรู อีเวนต์งานสังคมสุดป๊อป และล่าสุดมีการทำงานเพลงออกมาเองด้วย

“Lil Miquela เล่าว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์ ไม่ใช่มนุษย์” อะตอมแชร์กระบวนการทำงานปั้น Lil Miquela ให้ฟัง

“หน้าที่หลักของเราคือการจัด Lighting สำหรับภาพนิ่งในอินสตาแกรมของน้อง ถ้ามีบรีฟมาว่า สัปดาห์นี้ Lil Miquela จะไป Coachella ซึ่งเป็นงานเทศกาลศิลปะดนตรีระดับโลก ทีมต้องหาตั๋วเข้างานเพื่อไปถ่ายภาพอีเวนต์มาเป็นฟุตเทจ ส่วนฝั่งเรามีหน้าที่ปั้นภาพนิ่ง หรือวิดีโอสั้นๆ ให้เหมือน Lil Miquela ไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ” 

 Lighting Designer เล่าต่อว่า ตอนนี้ Brud ทำงานคล้ายกับเอเจนซี่ของนักแสดง มีฝั่งครีเอทีฟคอยคิดเรื่องราวของ Lil Miquela มีคนคอยดูแลเสื้อผ้าหน้าผม โดยฝั่งอาร์ตแปลสิ่งที่ครีเอทีฟคิดให้เป็นจริง เรื่องสนุกยังมีอีกมาก แต่อะตอมบอกกับเราว่าเสียดายที่เธอแชร์รายละเอียดกระบวนการทำงานมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะติดสัญญาการรักษาความลับกับบริษัท แค่ฟังเท่านี้เราก็รู้สึกว่างานสร้าง Lil Miquela เป็นงานในฝันสำหรับเธอ ทั้งในแง่ของสเกล ความท้าทาย และผลลัพธ์

คราวนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญว่า อะไรคือสาเหตุที่เธอเลือกจะก้าวลงมาจากตำแหน่งงานที่ทั้งสนุกและมั่นคง และปั้นบริษัท Visual Effect ของตัวเอง ทั้งที่เห็นๆ กันอยู่ว่าวงการนี้ในไทยยังไม่ได้ขยับไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนมากเท่าไหร่นัก

ใส่ฟังก์ชัน ปั้นกระดูก

หากมองย้อนกลับไปในระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่อะตอมเหยียบขาไปทำงานมาแล้วทั้งฝั่ง 2D, Character Design, Licensing, 3D, Lighting การขยับมาเป็นผู้ประกอบการน่าจะเป็นบทบาทใหม่ที่ท้าทายไม่น้อย

อะตอมว่า นี่เป็นสิ่งที่ยากก็จริง แต่สำหรับเธอก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ

“เมื่อสิบปีก่อนกับปัจจุบัน สิ่งที่ทำค่อนข้างแตกต่างกันนะ วงการนี้เปลี่ยนเร็วมาก มีเทคนิคใหม่ๆ ให้เราได้เรียนรู้ทุกวัน และตอนนี้ขาเหยียบๆ ไปฝั่งผู้ประกอบการด้วย ไม่ได้เป็นนักออกแบบอย่างเดียว จริงๆ เราชอบทำงานฝั่งอาร์ตมากกว่า ไม่ได้ชอบทำหลาย หรือคุยกับผู้คนขนาดนั้น แต่คิดว่าถ้าเราอยากโตในสายงานนี้ ก็ต้องสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา”

สตูดิโอชื่อ ‘Magic Fox’ ของอะตอมจึงไม่ได้รับแค่งานจ้าง ทำ Visual Effect ตามสั่งเท่านั้น แม้งานโปรเจกต์ต่างๆ ที่เข้ามาทั้งจากลูกค้าไทยและต่างชาติจะมีหลากหลาย ตั้งแต่การปั้น V-tuber (คาแรกเตอร์ที่รับบทบาทเป็นสตรีมเมอร์ เล่นเกมไปคุยกับผู้ชมไป) สร้างคาแรกเตอร์ มาสคอต ไปจนถึงทำสติกเกอร์ไลน์ แต่เธอก็ยังไม่วายเจียดเวลามาพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“ในอุตสาหกรรมของไทย เราไม่ได้เห็น Original Content จริงๆ ออกมามากนัก ต่อให้มูลค่าของอุตสาหกรรมจะโตขึ้น แต่ไม่ใช่การสร้างมูลค่าด้วยตัวเอง อาศัยว่าค่าแรงของเราถูก แล้วก็ใช้ช่องว่างตรงนั้นเพื่อสร้างกำไร แต่แบบนี้พอถึงจุดหนึ่งมันจะไปต่อไม่ได้ เพราะค่าแรงมันจะติดเพดาน และมีคนอื่นมาแข่งกับเราในที่สุด ตอนนี้คนที่จ้างฝั่งไทยก็เริ่มย้ายไปเวียดนามแล้วเพราะถูกกว่า

“Original Content ของบริษัทที่กำลังปั้นเป็นการ์ตูนเด็กชื่อ Cocomoco เพิ่งเอาไปพิตช์ได้ทุนมาเมื่อเช้านี้เอง”

อะตอมเล่าอย่างอารมณ์ดีว่าพัฒนากันมาพักหนึ่งแล้ว ซึ่ง Cocomoco เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภูติในป่า น้องเป็นต้นโอ๊คที่มีพลัง สร้างของขึ้นมาจากดินหรือธรรมชาติ และมีตัวละครอื่นๆ คอยหาปัญหามาให้แก้

ความเชื่อว่าต้องสร้างและพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองในใจอะตอม น่าจะถูกหว่านเมล็ดไว้ตั้งแต่วันที่เธอชนะการประกวด ได้ไปทำงานที่เกาหลี ผ่านประสบการณ์ทำงานในทีมสร้าง Lil Miquela และได้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ว่าสิ่งเหล่านี้สร้างมูลค่าได้มากมายมหาศาลแค่ไหน

และสำหรับอะตอมแล้ว แม้ทุกวันนี้การ์ตูนหรือโลกเสมือนจริงยังคงถูกสังคมไทยบางส่วนมองว่าเป็นเรื่องของเด็กก็ไม่เป็นไรเลย ดีเสียอีก เพราะเด็กวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เหมือนที่ผู้ใหญ่ที่มีกำลังซื้อในวันนี้ ก็คือเด็กที่รักการ์ตูนในอดีตนั่นเอง

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

“เรารู้สึกว่าการมีคอนเทนต์เด็กที่มีคุณภาพดีเป็นสิ่งสำคัญ มันปลูกฝังอะไรหลายอย่างให้กับเด็ก รวมถึงมาตรฐานในการเสพคอนเทนต์ ถ้าเด็กชินกับงานคุณภาพ เขาก็จะเลือกเสพงานคุณภาพต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ตลาดต้องผลิตงานที่ดีออกมาเพิ่มขึ้น มันช่วยรันวงการได้ 

“การสร้างงานคุณภาพดีออกมาให้เด็ก เป็นหน้าที่ของเราอย่างหนึ่งในฐานะคนทำงานออกแบบ เราเชื่อว่าหลายคนที่ทำงานอยู่ในวงการนี้ ในประเทศนี้ ก็มีความคิดแบบเดียวกัน เราต่างเห็นศักยภาพของมัน และใช้วิธีการของตัวเองในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตต่อไป”

หากสรุปว่าการกลับมาเปิดบริษัท Magic Fox ของอะตอม ไม่ได้แค่ผลักดันให้ตัวเองโตเท่านั้น แต่เป็นก้าวเล็กๆ ในการผลักดันวงการ Visual ในไทยให้เติบโตไปด้วยก็คงจะไม่ผิดนัก

ในฐานะหนึ่งคนที่มีฝันและแพสชันด้านการ์ตูนเหมือนกัน เราเป็นกำลังใจให้นะ เจ้าหนูอะตอม!

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

5 ผลงานที่มีความหมายต่อ อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ

01 บัวแต้ม (Buatam)

งานประกวดชนะเลิศ Character Design ของ SIPA (Software Industry Promotion Agency) เป็นงานเปิดโลกด้าน Character Design และธุรกิจ Character Licensing แบบรอบด้าน ตั้งแต่มุมของนักออกแบบ มุมการตลาด การนำไปใช้งาน และมูลค่าที่งานออกแบบคาแรกเตอร์ชิ้นหนึ่งสร้างได้ ทำให้อะตอมหันมาสนใจจับงานคาแรกเตอร์แบบเต็มตัว

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

02 Star Collector

เป็นเหตุการณ์สำคัญหนึ่งของอะตอม จากที่เคยวาดภาพนี้แบบ 2D แล้วชนะการประกวด เมื่อขยับจาก 2D ไปจับงาน 3D เลยหยิบชิ้นนี้มาปัดฝุ่นใหม่ จนกลายเป็นหลักฐานของการเปลี่ยนผ่าน เป็นหมุดแรกในการทำ 3D เต็มตัว 

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

03 Lil Miquela

 ตอนที่เข้าไปทำงานกับบริษัท Brud ต้นสังกัดของ Miquela ไอเดียเรื่องอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องใหม่มาก การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทีมทำให้อะตอมได้เห็นกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่ม ได้เห็นการเติบโต จนในปัจจุบัน Miquela มีผู้ติดตามเฉพาะในอินสตาแกรมร่วม 3 ล้านคน งานที่ตนมีส่วนร่วมได้ออกไปสู่สายตาคนจำนวนมาก จึงเป็นเรื่องน่าภูมิใจในฐานะคนทำงานอาร์ต

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

04 Bull Ranger

งานออกแบบคาแรกเตอร์ภายใต้บริษัท Magic Fox Studio ร่วมงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอว่าน่าดีใจที่ได้เห็นองค์กรใหญ่เริ่มสนใจใช้คาแรกเตอร์มาสื่อสารร่วมกับอัตลักษณ์องค์กร

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

05 Coco Moco and the Children of the Forest

งานที่บริษัท Magic Fox Studio พัฒนาเอง และยังอยู่ในกระบวนการทำงาน เป็นงานที่เปลี่ยนบทบาทของอะตอมจากลงมือทำเองทั้งหมด เป็น Art Director ควบ Director ทั้งดูแลทีม ออกแบบบางส่วน คอยตบงานให้เข้าที่ และดูแลคุณภาพงาน เหมือนเป็นการตกผลึกทักษะตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพทั้งหมดมาอยู่ในงาน Animated Series หนึ่งโปรเจกต์

อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ
อะตอม-นวรรณ ชุณหสิริ แอนิเมเตอร์ผู้ปั้นความฝันวัยเด็กเป็น 3 มิติ และเชื่อว่าหน้าที่ของนักออกแบบคือการผลักดันวงการ

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load