เมื่อได้รับอีเมลจาก วิลเลียม มาราซซี (William Marazzi) ศิลปินชาวอเมริกันผู้เป็นทั้งอาจารย์สอนวาดภาพ และกัลยาณมิตรของเรามายาวนานกว่า 20 ปี เชิญไปร่วมงานเปิดนิทรรศการภาพเขียนของเจ้าตัว จัดที่ เคฟ ออฟ เฮอร์คิวลิส (Cave of Hercules) เมืองโทเลโด (Toledo) ประเทศสเปน เราตอบตกลงทันทีเพราะไม่ได้พบอาจารย์หลายปีแล้ว นี่เป็นงานแสดงภาพครั้งแรกของศิลปินในรอบกว่า 20 ปี แถมจัดในเมืองที่เรายังไม่เคยไป จึงรีบจองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม และขอวีซ่า 

ถึงจะฉุกละหุกพอสมควรแต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี พร้อมออกเดินทาง

ตีตั๋วเที่ยวสเปน เข้าถ้ำชมนิทรรศการ 25 ปีในเอเชียของ William Marazzi ศิลปินจากนิวยอร์ก

การเดินทางไปโทเลโดไม่ได้ยุ่งยากอะไร เราขึ้นเครื่องจากกรุงเทพฯ ไปลงที่กรุงมาดริด แล้วนั่งรถต่อจากมาดริดไปโทเลโดโดยรถยนต์ ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนเดินทางเราจัดแจงจองรถแท็กซี่ไว้ก่อน ถึงเวลาคนขับก็มายืนถือป้ายรอรับที่สนามบิน ที่เหลือก็แค่นั่งรถไปให้ถึงที่พักในเมือง 

ที่จริงแล้วจะขึ้นรถไฟก็ได้ มีรถไฟจากสถานีอะโตช่า (Atocha) ในมาดริดไปถึงโทเลโดทุกวัน วันละหลายขบวน ใช้เวลาเดินทางแค่ประมาณ 30 นาที แต่เราขี้เกียจนั่งแท็กซี่จากสนามบินเข้าตัวเมืองมาดริด แล้วหอบข้าวของหลายต่อ ดังนั้นการตัดสินใจนั่งแท็กซี่จากสนามบินมุ่งสู่โทเลโดเลยก็สะดวกดี ไม่ทุลักทุเล

พอถึงโทเลโดเราเช็กอินเข้าพักโรงแรมใกล้กับจัตุรัสโซโคโดเวอร์ (Plaza de Zocodover) ในเขตเมืองเก่า อดีตเมืองหลวงของสเปนแห่งนี้เป็นเมืองที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม เป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมของ 3 ศาสนา คือ คริสต์ ยูดาห์ และอิสลาม มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง รวมทั้งเป็นเมืองที่มีความงดงาม และสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินคนสำคัญอย่าง เอล เกรโค่ (El Greco) จิตรกรชาวกรีกผู้หลงเสน่ห์เมืองนี้ โทเลโดจึงเป็นอีกจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนสเปน

ตีตั๋วเที่ยวสเปน เข้าถ้ำชมนิทรรศการ 25 ปีในเอเชียของ William Marazzi ศิลปินจากนิวยอร์ก

การเที่ยวชมโทเลโดของเราถือเป็นของแถม เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของการเดินทางคราวนี้คือการมางานแสดงภาพเขียน ก่อนมาถึงเราค้นคว้าเกี่ยวกับสถานที่จัดงานมาบ้าง เพราะสงสัยว่าทำไมจึงไปจัดงานกันในถ้ำ แล้วก็ได้ความว่า เคฟ ออฟ เฮอร์คูลิส (Cave of Hercules) เป็นอุโมงค์เก็บน้ำใต้ดินของชาวโรมัน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 1 เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการน้ำอันเป็นภูมิปัญญาของชาวโรมัน ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้สำหรับจัดนิทรรศการหมุนเวียน เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมสิ่งก่อสร้างจากยุคโรมันได้ฟรี และยังชมงานศิลปะที่จัดไว้ในบริเวณเดียวกัน เรียกว่าอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์และส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยในพื้นที่เดียวกัน

ตีตั๋วเที่ยวสเปน เข้าถ้ำชมนิทรรศการ 25 ปีในเอเชียของ William Marazzi ศิลปินจากนิวยอร์ก

ส่วนนิทรรศการที่เราจะไปชมคราวนี้ที่มีชื่อว่า25 años en Oriente’ หรือ ‘25 ปีในเอเชีย’ ของวิลเลียม มาราซซี่ นอกจากจะเป็นศิลปินที่เคยจัดแสดงงานในแกลเลอรี่หลายแห่งทั่วโลก แกยังเป็นอาจารย์สอนวาดภาพ มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งชาวไทยและต่างชาติหลายคนในช่วงที่ลงหลักปักฐานที่เมืองไทยนานกว่า 30 ปี ปัจจุบันย้ายมาพำนักในประเทศสเปน และนี่เป็นนิทรรศการครั้งแรกในประเทศสเปนของเจ้าตัว

เมื่อถึงวันงาน เราไปถึงก่อนเวลาในบัตรเชิญเล็กน้อย สวัสดีทักทายกับวิลเลียม ถามไถ่สารทุกข์กันพอสมควร ก็ได้เวลาเปิดงานซึ่งก็ทำอย่างเรียบง่าย โดยผู้บริหารและผู้แทนจากสมาคมวัฒนธรรมแห่งเมืองโทเลโด ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ ไม่ต้องเปิดแฟ้มกล่าวรายงาน หรือให้ประธานมาตัดริบบิ้น แค่ถึงเวลาก็ดูว่าคนมากันครบ ๆ ก็เอาเป็นว่าเปิดงานแล้วนะ จงแยกย้ายกันไปชมภาพเขียน กินดื่ม ยืนคุย วิพากษ์วิจารณ์ และซึมซับบรรยากาศของสถานที่จัดงานกันไป จากนั้นเป็นคิวของผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์เข้าคิวมาถ่ายภาพและสัมภาษณ์ศิลปิน

ตีตั๋วเที่ยวสเปน เข้าถ้ำชมนิทรรศการ 25 ปีในเอเชียของ William Marazzi ศิลปินจากนิวยอร์ก

ในงานมีการจัดแสดงภาพเขียนที่ตัวศิลปินบันทึกประสบการณ์ และถ่ายทอดมุมมองต่อสถานที่ที่ไปเยือนตลอด 25 ปีที่อาศัยและเดินทางไปในหลายประเทศทางแถบเอเชีย อาทิ อินเดีย พม่า ไทย ญี่ปุ่น โดยภาพเขียนที่จัดแสดงแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ภาพสีน้ำและหมึกอินเดียบนกระดาษ กับภาพสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ สำหรับภาพสีน้ำและหมึกอินเดียนั้นเป็นเสมือนบันทึกการเดินทางของศิลปิน ทั้งวัดหลายแห่งในเมืองไทย ถ้ำในอินเดีย และเจดีย์ในพม่า ฯลฯ ส่วนภาพวาดสีน้ำมันประกอบด้วยสถานที่หลายแห่งในญี่ปุ่น ภาพหญิงสาวพม่า รวมทั้งคอลเลกชันภาพพอตเทรตแมว ซึ่งมาจากเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำที่มีต่อบรรดาแมวที่เคยแวะเวียนมาที่บ้านเมื่อครั้งพำนักในเมืองไทย

ตีตั๋วเที่ยวสเปน เข้าถ้ำชมนิทรรศการ 25 ปีในเอเชียของ William Marazzi ศิลปินจากนิวยอร์ก
ตีตั๋วเที่ยวสเปน เข้าถ้ำชมนิทรรศการ 25 ปีในเอเชียของ William Marazzi ศิลปินจากนิวยอร์ก

คนที่มาร่วมชมงานมีทั้งชาวโทเลโดและบางคนที่มาจากมาดริด ขณะที่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมเคฟฯ ก็ถือโอกาสแวะมาดูภาพเขียนไปด้วย เราคุยกับคนที่มาชมงานหลายคน อย่างวัยรุ่นที่เป็นนักเรียนศิลปะ และชายอีกคนซึ่งทำงานอยู่ที่สนามบินมาดริด ทั้งคู่ไม่รู้จักศิลปินมาก่อน แต่เมื่อทราบข่าวว่ามีงานนี้ ก็สนใจจึงเดินทางมาดู เราทึ่งที่พวกเขาสู้อุตส่าห์จับรถไฟจากเมืองหลวงเพื่อมาชมงานนี้โดยเฉพาะ 

ขณะที่พวกเขาก็ทึ่งกว่าเมื่อรู้ว่าเราข้ามประเทศมา

บันทึกการเดินทางท่องเที่ยวไปในเมืองโทเลโด ประเทศสเปน ร่วมงานเปิดนิทรรศการภาพเขียนเกี่ยวกับเอเชียที่วาดโดยศิลปินอเมริกัน
บันทึกการเดินทางท่องเที่ยวไปในเมืองโทเลโด ประเทศสเปน ร่วมงานเปิดนิทรรศการภาพเขียนเกี่ยวกับเอเชียที่วาดโดยศิลปินอเมริกัน

เราเคยไปชมงานของวิลเลียมที่จัดแสดงที่เมืองไทยแล้ว แต่การมาครั้งนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะนอกจากเห็นภาพเขียนสวย ๆ แล้ว ยังพบปะพูดคุยกับชาวสเปนหลายคน ที่สำคัญ เราได้เห็นการจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยในโบราณสถานจากยุคโรมัน โดยรวมแล้วถือเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ 

บันทึกการเดินทางท่องเที่ยวไปในเมืองโทเลโด ประเทศสเปน ร่วมงานเปิดนิทรรศการภาพเขียนเกี่ยวกับเอเชียที่วาดโดยศิลปินอเมริกัน

เมื่องานจบ เราบอกวิลเลียมว่า โทเลโดเป็นเมืองที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และวันนี้เขาได้นำเสี้ยวหนึ่งของวัฒนธรรมเอเชียมาเพิ่มเติมให้เมืองนี้แล้ว ศิลปินอเมริกันที่ใช้เวลาหลายสิบปีของชีวิตเดินทางไปในหลายประเทศในเอเชีย เขายิ้มแล้วตอบว่า “อย่างนั้นหรือ… ก็น่าจะใช่นะ”

บันทึกการเดินทางท่องเที่ยวไปในเมืองโทเลโด ประเทศสเปน ร่วมงานเปิดนิทรรศการภาพเขียนเกี่ยวกับเอเชียที่วาดโดยศิลปินอเมริกัน

ชมงานของศิลปินได้ที่ www.williammarazzi.com

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

กรรณิกา รุ่งเจริญพงษ์

เคยเขียนข่าว เคยสอนหนังสือ เดินทางท่องเที่ยวบ้าง มีเงื่อนไขว่าขอเที่ยวแบบไม่ลำบาก

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load