เวลาบ่ายกลางฤดูฝน 

พิทยา ผู้ชายร่างสันทัดเดินขึ้นภูเขา ในภารกิจสำรวจประชากรนกเงือก ซึ่งจะมารวมฝูงเป็นปกติในหุบเขาทุกช่วงเวลานี้ของปี เขาทำงานในป่ามาแล้วร่วม 30 ปี มาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน พิทยาเดินถึงบริเวณพักแรม ปลดเป้ลงจากหลังวางพิงต้นไม้ที่เขาใช้ผูกเปลนอนทุกครั้ง 

เสียงหายใจแรงๆ ของสัตว์ขนาดใหญ่ดังขึ้น พิทยาเงยหน้ามอง ร่างทะมึนของกระทิงอยู่ตรงหน้า ห่างไปไม่ถึง 5 เมตร ตอนเขาเดินเข้ามามันแอบเงียบหลังพุ่มไม้ มันพ่นลมหายใจ ขยับตัว

พิทยาสบตากับมัน โดยประสบการณ์ เขารู้ดีว่าเข้ามาใกล้เกินระยะอนุญาต และกระทิงพร้อมเข้าโจมตี เขาเอื้อมมือจับเถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่ห้อยติดต้นไม้ โหนตัวขึ้นให้ตัวสูงจากพื้น เป็นจังหวะเดียวกับที่กระทิงพุ่งเข้าถึง มันขวิดเต็มแรง แม้จะมีลำต้นไม้บัง แต่มันเลยมาโดนต้นขาซ้ายด้านหลัง ด้วยแรงขวิด มือพิทยาหลุดจากเถาวัลย์ ตัวลอยไปราว 5 เมตรตกลงบนพุ่มไม้ กระทิงตามเข้ามาเพื่อขวิดรับร่างพิทยา ความรกทึบของพุ่มไม้ทำให้มันพลาดการขวิดซ้ำ มันยืนพ่นลมหายใจแรง ดูพิทยาที่นอนกับพื้นในสภาพขาด้านขวางอผิดรูปอยู่ชั่วครู่ ก่อนหันหลังเดินลับไปในดงไม้ทึบ

เพื่อนร่วมทีมพิทยาเข้ามาช่วยเหลือ บาดแผลฉกรรจ์ เลือดไหลนอง พวกเขาประสานกับเจ้าหน้าที่อุทยาน เฮลิคอปเตอร์บินมารับพิทยาส่งโรงพยาบาล เขาใช้เวลารักษาตัวอยู่นาน กระดูกต้นขาขวาแตกละเอียด

ผ่านไปหนึ่งปี ด้วยสภาพขามีเหล็กดาม เดินกระเผลกนิดๆ พิทยาเดินขึ้นเขา ทำงานของเขาอีกเช่นเดิม

“กระทิงไม่ผิดหรอก มันเครียดเพราะป่วย จากนี้ผมก็แค่ต้องระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น” พิทยาบอกเพื่อน 

บอกด้วยความเชื่อ ซึ่ง ‘รู้จัก’ และเข้าใจกระทิงดี

ถึงวันนี้ พ.ศ. 2564 

เหตุการณ์ ‘ปะทะ’ ระหว่างสัตว์ป่ากับคนไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ โลกเดินทางมาถึงวันที่สัตว์ป่าเดินหน้าเข้าตอบโต้ คนอย่างไม่เกรง พระภิกษุมรณภาพเพราะถูกช้างโจมตี เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเสียชีวิตเพราะถูกกระทิงเข้าชาร์จ และเหตุการณ์อื่นๆ อีกมาก

นี่คือเรื่องน่าสลดใจ เพราะไม่เพียงมีชีวิตสูญเสีย คนทำงานเพื่อปกป้องชีวิตสัตว์ป่าตกอยู่ในสภาวะการงานที่อันตราย ในอีกมุมหนึ่ง มันทำให้ภาพในป่าดูคล้ายจะเต็มไปด้วย ‘สัตว์ร้าย’ 

ชีวิตที่ถูกต้อนจนมุม ความดุร้ายของสัตว์ป่าที่ทำให้ป่าไม้ไทยดูน่ากลัวขึ้น
ชีวิตที่ถูกต้อนจนมุม ความดุร้ายของสัตว์ป่าที่ทำให้ป่าไม้ไทยดูน่ากลัวขึ้น
หมาในเป็นนักล่าที่มีประสิทธิภาพ เมื่อได้กลิ่นจะหยุดตรวจสอบให้แน่ใจ

ว่าตามจริง เป็นช่วงเวลาที่นิสัยของสัตว์ป่าจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนไป

“จากเดิมที่พยายามเลี่ยงคน แต่ตอนนี้ถ้าได้ยินเสียงประทัด เสียงปืน หรือแสงจากกองไฟ ช้างจะเดินเข้าหาและทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยเฉพาะบางตัวที่เคยถูกยิงจนพิการ” คนผู้ซึ่งอยู่แถบป่าด้านตะวันออก และเฝ้าดูพฤติกรรมช้างให้ความเห็น

การเอาคืนเมื่อมีโอกาสของช้างเมื่อถูกกระทำ ไม่น่าแปลกใจ แม้ว่าช้างจะมีสมองเล็กมาก หากเทียบกับร่างกายใหญ่โต แต่สมองซึ่งมีรอยหยักเป็นลอนๆ มาก มีส่วนให้พวกมันฉลาด ช่างจำ 

ช้างไม่ลืมหากเคยถูกทำร้าย และตอนเอาคืน พวกมันไม่เลือกว่าเป็นใคร

การกระทบกระทั่งระหว่างช้าง กระทิง กับคน เกิดขึ้นมานานในป่าด้านตะวันออก ป่ากุยบุรี ป่าสลักพระ รวมทั้งสวนผลไม้แถบจังหวัดจันทบุรี ตราด รวมทั้งบริเวณใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ คนคุ้นเคยกับช้างและกระทิงที่เข้ามาสร้างความเสียหายถึงในบ้าน 

พื้นที่อาศัยลดลง ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ เส้นทางเดินถูกตัดขาด เหล่านี้คือต้นเหตุหลักๆ ของการปะทะ

คนกับสัตว์ป่าไม่ต่างกันนักหรอก ในเรื่องการใช้พื้นที่ ที่ราบเชิงเขามีแหล่งน้ำเป็นที่อันเหมาะสม ดูเหมือนสภาพเช่นนี้เหมาะสมกับการเกษตรเช่นกัน

ป่าถูกเปลี่ยนสภาพที่เหลือเป็นคล้ายเกาะแคบๆ วิถีที่เคยเป็นเปลี่ยนแปลงการเดินทางย้ายถิ่นตามฤดูกาลจบสิ้น สัตว์บางชนิดหมดไป บางชนิดรอเวลา 

สำหรับช้าง มีไม่น้อยยังเดินทางตามปกติ เดินพ้นเขตป่า เข้าพื้นที่ซึ่งกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผล ช้างใช้พืชผลเหล่านั้นเป็นอาหาร 

แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้กับคนผู้ลงทุนลงแรง เป็นความเสียหายเกินไป เกิดการปะทะ มีคนบาดเจ็บ เสียชีวิต เช่นเดียวกับที่มีช้าง มีกระทิงตาย เพราะกระแสไฟ

ไม่ผิดนักหากจะพูดว่า นี่คือจุดเริ่มต้นสงคราม

ในสภาพแหล่งอาศัยเปลี่ยนแปลง ชีวิตดิ้นรน สัตว์หลายชนิดมีมูลค่าสูงเมื่อกลายเป็นซาก

พวกมันถูกไล่ล่า เสียงปืนในป่าไม่เคยเงียบ หลายตัวกลายเป็นซาก มีไม่น้อยบาดเจ็บสาหัส

พวกมันจดจำว่าคนคือศัตรูหมายเลขหนึ่ง เป็นศัตรูที่พวกมันไม่ยอมแล้ว

คนทำงานในป่า ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานพิทักษ์ป่า นักวิจัย และอื่นๆ ต่างล้วนมีประสบการณ์โดนสัตว์ป่าเอาคืน บางคนเสียชีวิต บางคนบาดเจ็บ หลายคนเปลี่ยนงาน

หากจะพูดว่าสัตว์ซึ่งหงุดหงิด อารมณ์เสีย พร้อมเข้าโจมตี เหล่านี้เป็น ‘สัตว์ป่วย’ คงไม่ผิดนัก

ในความเป็นจริง ยังมีสัตว์ป่าดีๆ อีกมาก พวกที่มีอาการปกติ หลีกหนีทันทีหากได้กลิ่นกายคน

อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
สัตว์ป่าได้รับการออกแบบร่างกายให้มีประสาทสัมผัสในการระวังภัยดี โดยเฉพาะการได้กลิ่น พวกมันส่วนใหญ่เชื่อจมูกมากกว่าสายตา อีกทั้งสัตว์ที่ ‘ปกติ’ เมื่อได้กลิ่นคน พวกมันเลือกที่จะหนีทันที

มีคนศึกษามีข้อมูลมากมาย คนจำนวนมากพยายามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ

เราพูดกันบ่อยๆ ว่า ‘สงคราม’ ระหว่างคนกับสัตว์ป่านั้น เลยเวลาที่จะกล่าวโทษว่าใครบุกรุกใครหรือใครผิด

การหาหนทางอยู่ร่วมกันให้ได้คงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เชื่อมต่อผืนป่าที่ถูกตัดขาด ฟื้นฟูประชากรสัตว์ที่ติดเกาะ เพื่อหลีกเลี่ยงผสมแบบเลือดชิด หนทางแก้ไขคงต้องใช้เวลา ความร่วมมือรวมทั้งความจริงใจอีกมาก ผู้เสียผลประโยชน์ได้รับการตอบแทนที่เหมาะสม อาจเป็นหนทางเบื้องต้นหนทางหนึ่ง

หากอยู่ในสถานการณ์หรือสมองอันปกติ ย่อมไม่มีชีวิตใดๆ อยากก่อสงคราม

ความจริงทุกชีวิตรู้ดีว่าผลของมัน มีเพียงเลือดและน้ำตา และไม่มีผู้ชนะ

ในกรณีสงครามระหว่างสัตว์ป่ากับคน ในช่วงเวลาซึ่งในป่าคล้ายเป็นที่อันตราย

ภายหลังการปะทะ หลายคนกลับเข้าป่า แผลเป็นบนร่างกายย้ำเตือนให้รู้เสมอว่าในป่ามีสัตว์ป่วย เพราะถูกต้อนกระทั่งจนมุม

และดูเหมือนบนดาวซึ่งหมุนไปอย่างรวดเร็วดวงนี้ การที่ทั้งสัตว์ป่าและคนถูกต้อนกระทั่ง ‘จนมุม’ จะเป็นเรื่องที่หลบเลี่ยงไม่พ้น

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

Avatar

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นตะลึงกับภาพภาพหนึ่งในโลกโซเชียล เมื่อได้เห็นภาพของเสือดาวหิมะตัวหนึ่งเดินลุยหิมะ และมีฉากหลังเป็นยอดเขาสูงชันที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ ของช่างภาพหญิงคนหนึ่งที่เธอเขียนเล่าประสบการณ์อันยากลำบากว่า ต้องเดินฝ่าหิมะไปนับร้อยกิโลเมตรกว่าจะได้ภาพนี้มา

ผ่านไปไม่ถึงเดือน Alpine International ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ใหญ่เกี่ยวกับการปีนเขาจากฝรั่งเศส ได้ตีพิมพ์บทความหนึ่งที่กล่าวถึงภาพที่กลายเป็นไวรัลแชร์กันไปทั่วโลกนี้ว่า ภาพนี้ไม่ใช่ของจริง มีการสัมภาษณ์ช่างภาพธรรมชาติที่มีชื่อเสียงหลายคนซึ่งมีประสบการณ์ในการเดินทางบันทึกภาพเสือดาวหิมะ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คน และขอภาพจากไฟล์ต้นฉบับจากเจ้าตัวเพื่อมายืนยัน (แต่เจ้าตัวไม่ได้ส่งไฟล์ต้นฉบับมาให้)

ผลสรุปที่ค่อนข้างจะออกมาตรงกันก็คือ ภาพที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นกันไปทั่วโลกนั้นอาจไม่ใช่ภาพจริงที่บันทึกภาพมา แต่อาจเป็นการตัดต่อนำหลาย ๆ ภาพของหลาย ๆ คนมาประกอบกัน ช่างภาพสัตว์ป่าหลายคนออกมาบอกว่า แม้ว่าเสือดาวหิมะจะได้ชื่อว่า เสือดาวหิมะ แต่มันมักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นหิน ไม่มีหิมะปกคลุมมากเท่าไร ในพื้นที่ระดับต่ำลงมาจากยอดเขา เพราะว่าถ้ามันขึ้นไปอยู่สูงขนาดนั้น จะไม่มีเหยื่อให้ล่าเป็นอาหาร การที่มันจะขึ้นไปปรากฏตัวในบริเวณใกล้ยอดเขาจึงดูไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไร ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการถ่ายภาพ Landscape ออกมาบอกว่า ยอดเขาในภาพนั้นมีการตัดต่อยอดด้านข้าง ๆ ออกไปและนำไปแปะกับภาพอื่น

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ภาพชุดนี้ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพหลายรายการ และทำรายได้จากการขาย Original Print ไปไม่น้อย คำถามที่เกิดขึ้นก็มาจากหลายสำนัก บางกลุ่มก็จะบอกว่าแล้วไง ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็แต่งภาพกันทั้งนั้น ในขณะที่บางสำนักออกมายืนยันถึงสัจจะของภาพถ่าย โดยเฉพาะคุณค่าในการบันทึกภาพของภาพ Wildlife ที่ไม่ต่างไปจากในแวดวง Journalist และคำถามบางส่วนยังนำไปถึงว่า เธอคนนั้นที่เป็นช่างภาพสัตว์ป่านั้น มีตัวตนจริง ๆ อยู่ในโลกใบนี้หรือเปล่า หรือเป็นแค่ภาพที่อวตารมาในโลกโซเชียล ซึ่งอาจจะเป็นเพียงตัวตนใน Metaverse เมื่อมีผู้ค้นพบว่าแม้กระทั่งภาพ Profile ก็ยังมีการตัดต่อภาพเข้าไปกับฉากหลังของเทือกเขาหิมะ…

แน่นอนที่สุดว่าการถ่ายภาพนั้นได้นำไปปรับใช้ในหลาย ๆ วงการ ไม่เพียงเฉพาะในแง่มุมของศิลปะหรือการประกวดภาพเพียงอย่างเดียว จากปรากฏการณ์ที่ผ่านมานี้ ทำให้ผู้คนเริ่มเข้าใจชัดเจนมากขึ้นถึงคุณค่าของภาพถ่ายในเชิง Natural History หรือภาพถ่าย Wildlife กับการถ่ายภาพในเชิงศิลปะ ว่าสิ่งที่แตกต่างกันในเชิงคุณค่าของภาพแต่ละภาพนั้นก็คือ Document ที่ภาพนั้นได้บันทึกมา ไม่ใช่แค่ประเด็นความงามที่เกิดขึ้นมาจากการแต่งแต้มเอาอะไรเข้าไปมากมาย เพียงเพื่อจัดให้เกิดเป็นองค์ประกอบภาพที่ลงตัวมากที่สุดเท่านั้น

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

ภาพของวาฬเพชรฆาต หรือ Killer Whale (Orcinus Orca) ภาพนี้เป็นภาพที่ไม่คม ไม่ชัด และไม่สวย เพราะข้อจำกัดของอุปกรณ์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งต้องใช้ฟิล์มบันทึกภาพ แต่เป็นภาพที่มีคุณค่าในเชิง Document ชิ้นหนึ่ง เพราะผมบันทึกภาพมาจากบริเวณนอกกองหินริเชลิว ที่อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นการบันทึกภาพวาฬชนิดนี้จากใต้น้ำครั้งแรกในประเทศไทย ราว ๆ พ.ศ. 2540 วาฬเพชรฆาตในกลุ่มนี้ไม่ได้พลัดหลงมา แต่เป็นกลุ่มที่เดินทางร่อนเร่อยู่ในทะเลเปิด มีสถิติการพบเห็นในน่านน้ำเขตร้อนอยู่เสมอ ทั้งในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ราว 4 – 5 ปีถึงจะมีรายงานพบเห็นเข้ามาในน่านน้ำไทยสักครั้ง

เรื่องราวของสัจจะในภาพถ่ายก็เป็นที่ถกเถียงกันมาเนิ่นนานว่า อะไรคือจริงหรือลวง และเราปรับแต่งแก้ไขภาพถ่ายได้แค่ไหน แน่นอนที่สุด ในยุคสมัยที่ช่างภาพแทบทุกคนในโลก รวมถึงผู้คนที่ถ่ายภาพจากกล้องดิจิทัลหรือโทรศัพท์มือถือในยุคปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมอยากให้ภาพของตนนั้นดูโดดเด่นขึ้นมาจากข้อมูลที่ท่วมท้น ในโลกที่ถูกจำกัดการมองเห็นได้ในชั่วพริบตา ก่อนที่เราจะสไลด์ภาพผ่านจอมือถือไป

ภาพที่ดูโดดเด่นน่าสนใจมักจะได้นิ้วโป้งสีฟ้าหรือหัวใจสีแดง และถูกแชร์ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดของระบบอัลกอริทึมอย่างท่วมท้นในเวลาเพียงไม่กี่วัน อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของช่างภาพหรือคนคนหนึ่งไปชั่วเวลาเพียงข้ามคืน รายได้ต่าง ๆ รวมทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์มากมายที่จะกลับคืนมาสู่เจ้าตัวนั้นอาจมากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เรื่องของสัจจะในภาพถ่ายจึงเป็นเรื่องที่หลาย คนตั้งใจมองข้ามไป จนกระทั่งมีคนจับโป๊ะได้ว่าภาพที่เห็นนั้นแทบไม่มีความจริงอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเลย

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

ภาพของฉลามเสือดาวหรือ Zebra Shark (Stegostoma tigrinum) ขณะกำลังจับคู่เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ ในห้วงของความลึกในบริเวณกองหินนอกเกาะตาชัย ผมบันทึกมาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน นั่นเป็นหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษของธรรมชาติที่เราต้องใช้เวลาและโอกาสให้ไปอยู่ตรงนั้นถูกที่ ถูกเวลา เราจะได้เห็นและสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในชั่วพริบตา และสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ เรากะเกณฑ์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ใดและเวลาไหน

ในยุคสมัยของกล้องฟิล์ม ช่างภาพส่วนใหญ่ถ่ายภาพด้วยฟิล์มสไลด์ ภาพส่วนใหญ่นั้นจบลงที่การบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าในขณะนั้น ก่อนฟิล์มจะถูกส่งไปล้างที่แล็บ และปรากฏให้เห็นเป็นภาพสไลด์ขึ้นมา ต้องใช้ทักษะและการเรียนรู้ในเบื้องต้นในการควบคุมกล้องในระดับหนึ่ง เพราะว่าฟิล์มสไลด์หรือ Color Reversal Film นั้นเป็นฟิล์มที่มี Lattitude ค่อนข้างแคบ และบันทึกภาพออกมาค่อนข้างตรงไปตรงมา สัมพันธ์กับการตั้งค่าในการเปิดรับแสงของช่างภาพคนนั้น 

ภาพที่ออกมา ไม่ว่าจะมืดเกินไป สว่างเกินไป บันทึกมาอย่างไรก็ได้ภาพเช่นนั้น การปรับแต่งภาพในฟิล์มสไลด์เรียกว่าแทบทำไม่ได้เลย นอกจากการสแกนจากฟิล์มสไลด์ให้มาเป็นไฟล์ดิจิทัลก่อนปรับแต่งภาพ หรือในยุคก่อนที่จะมีสแกนเนอร์ มีกรรมวิธีวุ่นวายไม่เหมือนกับฟิล์มเนกาตีฟสีหรือขาวดำที่ควบคุมหลาย ๆ อย่างในขั้นตอนการอัดภาพในห้องมืดได้ 

และที่สำคัญคือ เรายังมีภาพต้นฉบับไว้เพื่อยืนยันถึงสิ่งที่บันทึกมา ฟิล์มสไลด์สีจึงเป็นอุปกรณ์ที่ในวงการสำนักข่าวและนิตยสารใช้มาอย่างแพร่หลายตั้งแต่ยุค 60 มาจนถึงต้นยุค 2000 ก่อนถูกแทนที่ด้วยระบบกล้องดิจิทัล

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

สิงโตทะเลกาลาปากอสในขณว่ายแหวกเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงปลา Selemas Porgy นับพันนับหมื่นตัว ผมบันทึกภาพมาจากเกาะกาลาปากอสในปี 2006 แม้ว่าจะเดินทางกลับไปกาลาปากอสอีก 2 – 3 ครั้ง แต่ผมก็ไม่ได้พบเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้อีกเลย

การเปลี่ยนอุปกรณ์จากกล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิทัล ไม่ใช่เหตุผลหลักเพียงอย่างเดียวที่ทำให้สัจจะของภาพนั้นเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยบางอย่างมีส่วนช่วยเร่งให้การรับรู้ของเราเปลี่ยนแปลงค่านิยมบางอย่างไปเช่นกัน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือ ภาพจากกล้องดิจิทัลแทบทุกภาพต้องผ่านกระบวนการ ผ่านโปรแกรมต่าง ๆ และต้องปรับแต่งภาพเพื่อชดเชยข้อด้อยบางอย่าง กล้องดิจิทัลในยุคแรกยังมีข้อจำกัดบางประการที่ยังบันทึกภาพมาได้ไม่ดีนัก และเมื่อศาสตร์ของการแก้ไขข้อบกพร่องในการบันทึกภาพนั้นพัฒนาขึ้น ก็กลายเป็นอีกศาสตร์ที่ง่ายต่อการบิดเบือนสัจจะในภาพถ่าย 

ภาพบางภาพ เราดูแล้วเหมือนมีพระอาทิตย์อยู่มากกว่าหนึ่งดวงบนโลก ภาพของดารา นางแบบ ในหน้าปกนิตยสารที่ปรับแต่งรีทัชเพื่อให้ดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ กลายมาเป็นบรรทัดฐานของแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในการแต่งภาพหน้าใสในโทรศัพท์มือถือ และกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการบันทึกภาพของใน Metaverse ทุกวันนี้ เราต่างรับรู้ว่าไม่มีอะไรจริงแท้ในภาพถ่าย 

คำว่าสวยหน้าสดนั้นดูเหมือนไม่มีอยู่จริง คำว่าเผลอ ๆ เป็นแค่ท่าหนึ่งในการโพสท่า และแคนดิดนั้นบางทีก็ถ่ายมาด้วยตากล้องมืออาชีพที่จ้างให้เดินตามถ่ายอย่างจงใจ เมื่อแทบทุกคนบนโลกนี้รู้สึกว่าตนเองเป็นดารา อยู่บนจอเล็ก ๆ ที่มีแชนแนลของตนเองอย่างเท่าเทียมกัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า ไม่ใช่เรื่องการปรับแต่งภาพโดยใช้แอปฯ หรือโปรแกรมต่าง ๆ หากคือความจริงที่เลื่อนไหลไปตามบรรทัดฐานของสังคมมากกว่า แน่นอนที่สุดในยุคสมัยฟิล์มก็มีเหตุการณ์หลาย อย่างที่เคยอุบัติขึ้นมาจากการบิดเบือนปรับแต่งภาพโดยใช้ภาพถ่าย แต่ทุกวันนี้ทุกคนเข้าถึงกระบวนการในการบิดเบือนง่าย ๆ เพียงแค่ 2 คลิกเพียงเท่านั้น

ทุกวันนี้ในวงการข่าว สำนักข่าวต่าง ๆ เริ่มปรับให้ช่างภาพถ่ายภาพโดยใช้ไฟล์ในสกุล Jpeg เพียงอย่างเดียว ห้ามถ่ายภาพต้นฉบับจากไฟล์ Raw แล้วนำมาปรับภาพในโปรแกรม แต่ให้ส่งไฟล์ภาพ Jpeg จากหลังกล้องที่ช่างภาพบันทึกภาพมาโดยตรง เพราะสิ่งที่สำนักข่าวถือเป็นหลักในการทำงานก็คือความรวดเร็วและความเที่ยงตรง อย่างน้อยที่สุดภาพนั้นก็ถูกบันทึกภาพมาแบบนั้นผ่านสายตาของช่างภาพ และบันทึกลงมาในไฟล์ภาพนั้นจริง ๆ

แน่นอนที่สุดในวงการโฆษณา แฟชั่น หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายศิลปะนั้น เรื่องของความงาม ความสมบูรณ์แบบ (แม้กระทั่งความไม่สมบูรณ์แบบ) ที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ ช่างภาพ หรือศิลปินต้องการสื่อออกมา ย่อมสำคัญมากไปกว่าข้อเท็จจริงที่บันทึกมา

ในขณะที่งานบางอย่างไม่ว่าจะเป็นงาน Wildlife หรือ Natural History คุณค่าของมันยังคงอยู่ที่ Document ในภาพซึ่งบันทึกมาอย่างตรงไปตรงมา 

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

นุ-ภานุพงศ์ นรเศรษฐกมล ช่างภาพใต้น้ำชาวไทยอีกคนที่มีผลงานน่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขณะกำลัง Free Dive ลงไปเพื่อบันทึกภาพท่ามกลางฝูงปลากระเบนราหูหรือ Manta Ray ในบริเวณอ่าว Hanifaru ในมัลดีฟส์ เขาใช้เวลานับสิบวันเฝ้ารอให้เกิดปรากฏการณ์ที่พิเศษเช่นนี้ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่จะได้บันทึกภาพอันสวยงาม

ปีนี้เป็นปีที่สำคัญปีหนึ่งในแวดวงของ Wildlife Photographer ชาวไทย เมื่อมีเด็กไทย 2 คนได้รับรางวัลชนะเลิศและดีเด่นในประเภทเยาวชน จาก WPY หรือ Wildlife Photographer of the Year จัดขึ้นโดย Natural History Museum ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งนับเป็นการประกวดภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกรายการหนึ่ง ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือเป็นเสมือนรางวัลออสการ์ของการถ่ายภาพ Wildlife 

สิ่งที่สำคัญมากไปกว่าภาพที่งดงาม คือความน่าเชื่อถือในข้อมูลของภาพถ่ายนั้น ๆ กำแพงที่ปิดกั้นช่างภาพชาวเอเชียกับการยอมรับของชนชาติตะวันตกมาเนิ่นนานได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ด้วยผลงานจากเด็กไทย 2 คนที่ก้าวข้ามความลังเลและสงสัย ไปสู่การยอมรับในระดับสากลได้

ดราม่าการรีทัชภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ได้รางวัลใหญ่ คุณค่าที่แท้จริงของภาพ การแต่งภาพ การเปลี่ยนฟิล์มสไลด์สู่ดิจิทัล

บางทีคุณค่าของการถ่ายภาพ Wildlife อาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไกลสุดขอบโลกเพื่อบันทึกภาพหรือเรื่องราวที่ไม่เคยมีคนบันทึกภาพมาก่อน หรือสถานที่ที่ผู้คนแห่กันไปถ่ายภาพ เพื่อจะได้ผลลัพธ์ของภาพที่คาดเดาได้ออกมาคล้าย ๆ กัน สถานที่นั้นอาจเป็นแค่บึงน้ำข้างบ้าน และภาพพฤติกรรมของปลาช่อนในขณะเฝ้าดักรอเหยื่ออยู่ใต้กอบัวอันรกร้าง ในพื้นที่ธรรมชาติอันพิสุทธิ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเราก็ได้ เพราะว่าทุกที่มีเรื่องราวและระบบนิเวศที่น่าสนใจอยู่ทั่วโลก

เมื่อ 30 ปีก่อน ผมกับช่างภาพสัตว์ป่ารุ่นพี่ก็เคยสงสัยและตั้งคำถามว่า ทำไมนิตยสารชั้นนำของโลกอย่าง National Geographic ถึงต้องส่งช่างภาพเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาบันทึกภาพในที่ต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศไทย เพราะว่าช่างภาพในเมืองไทยมีความสามารถไม่พอ หรือว่าประเด็นความน่าเชื่อถือในข้อมูลและความถูกต้องในการบันทึกภาพ อาจจะสำคัญไปกว่าความงามของภาพนั้น ๆ ก็เป็นได้

ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ การถ่ายภาพ Wildlife เริ่มเป็นที่นิยมมากในประเทศจีน แต่สิ่งที่เราสังเกตเห็นคือในการประกวดภาพของ WPY แทบจะไม่มีผลงานของช่างภาพชาวจีนปรากฏให้เห็น ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สำหรับงาน Wildlife และ Natural History นั้น ความน่าเชื่อถือในข้อมูลที่ถูกบันทึกมานั้น อาจสำคัญไปกว่าความงามที่ได้มาจากข้อเท็จจริงอันลางเลือน

Writer & Photographer

Avatar

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load