เวลาบ่ายกลางฤดูฝน 

พิทยา ผู้ชายร่างสันทัดเดินขึ้นภูเขา ในภารกิจสำรวจประชากรนกเงือก ซึ่งจะมารวมฝูงเป็นปกติในหุบเขาทุกช่วงเวลานี้ของปี เขาทำงานในป่ามาแล้วร่วม 30 ปี มาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน พิทยาเดินถึงบริเวณพักแรม ปลดเป้ลงจากหลังวางพิงต้นไม้ที่เขาใช้ผูกเปลนอนทุกครั้ง 

เสียงหายใจแรงๆ ของสัตว์ขนาดใหญ่ดังขึ้น พิทยาเงยหน้ามอง ร่างทะมึนของกระทิงอยู่ตรงหน้า ห่างไปไม่ถึง 5 เมตร ตอนเขาเดินเข้ามามันแอบเงียบหลังพุ่มไม้ มันพ่นลมหายใจ ขยับตัว

พิทยาสบตากับมัน โดยประสบการณ์ เขารู้ดีว่าเข้ามาใกล้เกินระยะอนุญาต และกระทิงพร้อมเข้าโจมตี เขาเอื้อมมือจับเถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่ห้อยติดต้นไม้ โหนตัวขึ้นให้ตัวสูงจากพื้น เป็นจังหวะเดียวกับที่กระทิงพุ่งเข้าถึง มันขวิดเต็มแรง แม้จะมีลำต้นไม้บัง แต่มันเลยมาโดนต้นขาซ้ายด้านหลัง ด้วยแรงขวิด มือพิทยาหลุดจากเถาวัลย์ ตัวลอยไปราว 5 เมตรตกลงบนพุ่มไม้ กระทิงตามเข้ามาเพื่อขวิดรับร่างพิทยา ความรกทึบของพุ่มไม้ทำให้มันพลาดการขวิดซ้ำ มันยืนพ่นลมหายใจแรง ดูพิทยาที่นอนกับพื้นในสภาพขาด้านขวางอผิดรูปอยู่ชั่วครู่ ก่อนหันหลังเดินลับไปในดงไม้ทึบ

เพื่อนร่วมทีมพิทยาเข้ามาช่วยเหลือ บาดแผลฉกรรจ์ เลือดไหลนอง พวกเขาประสานกับเจ้าหน้าที่อุทยาน เฮลิคอปเตอร์บินมารับพิทยาส่งโรงพยาบาล เขาใช้เวลารักษาตัวอยู่นาน กระดูกต้นขาขวาแตกละเอียด

ผ่านไปหนึ่งปี ด้วยสภาพขามีเหล็กดาม เดินกระเผลกนิดๆ พิทยาเดินขึ้นเขา ทำงานของเขาอีกเช่นเดิม

“กระทิงไม่ผิดหรอก มันเครียดเพราะป่วย จากนี้ผมก็แค่ต้องระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น” พิทยาบอกเพื่อน 

บอกด้วยความเชื่อ ซึ่ง ‘รู้จัก’ และเข้าใจกระทิงดี

ถึงวันนี้ พ.ศ. 2564 

เหตุการณ์ ‘ปะทะ’ ระหว่างสัตว์ป่ากับคนไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ โลกเดินทางมาถึงวันที่สัตว์ป่าเดินหน้าเข้าตอบโต้ คนอย่างไม่เกรง พระภิกษุมรณภาพเพราะถูกช้างโจมตี เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเสียชีวิตเพราะถูกกระทิงเข้าชาร์จ และเหตุการณ์อื่นๆ อีกมาก

นี่คือเรื่องน่าสลดใจ เพราะไม่เพียงมีชีวิตสูญเสีย คนทำงานเพื่อปกป้องชีวิตสัตว์ป่าตกอยู่ในสภาวะการงานที่อันตราย ในอีกมุมหนึ่ง มันทำให้ภาพในป่าดูคล้ายจะเต็มไปด้วย ‘สัตว์ร้าย’ 

ชีวิตที่ถูกต้อนจนมุม ความดุร้ายของสัตว์ป่าที่ทำให้ป่าไม้ไทยดูน่ากลัวขึ้น
ชีวิตที่ถูกต้อนจนมุม ความดุร้ายของสัตว์ป่าที่ทำให้ป่าไม้ไทยดูน่ากลัวขึ้น
หมาในเป็นนักล่าที่มีประสิทธิภาพ เมื่อได้กลิ่นจะหยุดตรวจสอบให้แน่ใจ

ว่าตามจริง เป็นช่วงเวลาที่นิสัยของสัตว์ป่าจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนไป

“จากเดิมที่พยายามเลี่ยงคน แต่ตอนนี้ถ้าได้ยินเสียงประทัด เสียงปืน หรือแสงจากกองไฟ ช้างจะเดินเข้าหาและทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยเฉพาะบางตัวที่เคยถูกยิงจนพิการ” คนผู้ซึ่งอยู่แถบป่าด้านตะวันออก และเฝ้าดูพฤติกรรมช้างให้ความเห็น

การเอาคืนเมื่อมีโอกาสของช้างเมื่อถูกกระทำ ไม่น่าแปลกใจ แม้ว่าช้างจะมีสมองเล็กมาก หากเทียบกับร่างกายใหญ่โต แต่สมองซึ่งมีรอยหยักเป็นลอนๆ มาก มีส่วนให้พวกมันฉลาด ช่างจำ 

ช้างไม่ลืมหากเคยถูกทำร้าย และตอนเอาคืน พวกมันไม่เลือกว่าเป็นใคร

การกระทบกระทั่งระหว่างช้าง กระทิง กับคน เกิดขึ้นมานานในป่าด้านตะวันออก ป่ากุยบุรี ป่าสลักพระ รวมทั้งสวนผลไม้แถบจังหวัดจันทบุรี ตราด รวมทั้งบริเวณใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ คนคุ้นเคยกับช้างและกระทิงที่เข้ามาสร้างความเสียหายถึงในบ้าน 

พื้นที่อาศัยลดลง ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ เส้นทางเดินถูกตัดขาด เหล่านี้คือต้นเหตุหลักๆ ของการปะทะ

คนกับสัตว์ป่าไม่ต่างกันนักหรอก ในเรื่องการใช้พื้นที่ ที่ราบเชิงเขามีแหล่งน้ำเป็นที่อันเหมาะสม ดูเหมือนสภาพเช่นนี้เหมาะสมกับการเกษตรเช่นกัน

ป่าถูกเปลี่ยนสภาพที่เหลือเป็นคล้ายเกาะแคบๆ วิถีที่เคยเป็นเปลี่ยนแปลงการเดินทางย้ายถิ่นตามฤดูกาลจบสิ้น สัตว์บางชนิดหมดไป บางชนิดรอเวลา 

สำหรับช้าง มีไม่น้อยยังเดินทางตามปกติ เดินพ้นเขตป่า เข้าพื้นที่ซึ่งกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผล ช้างใช้พืชผลเหล่านั้นเป็นอาหาร 

แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้กับคนผู้ลงทุนลงแรง เป็นความเสียหายเกินไป เกิดการปะทะ มีคนบาดเจ็บ เสียชีวิต เช่นเดียวกับที่มีช้าง มีกระทิงตาย เพราะกระแสไฟ

ไม่ผิดนักหากจะพูดว่า นี่คือจุดเริ่มต้นสงคราม

ในสภาพแหล่งอาศัยเปลี่ยนแปลง ชีวิตดิ้นรน สัตว์หลายชนิดมีมูลค่าสูงเมื่อกลายเป็นซาก

พวกมันถูกไล่ล่า เสียงปืนในป่าไม่เคยเงียบ หลายตัวกลายเป็นซาก มีไม่น้อยบาดเจ็บสาหัส

พวกมันจดจำว่าคนคือศัตรูหมายเลขหนึ่ง เป็นศัตรูที่พวกมันไม่ยอมแล้ว

คนทำงานในป่า ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานพิทักษ์ป่า นักวิจัย และอื่นๆ ต่างล้วนมีประสบการณ์โดนสัตว์ป่าเอาคืน บางคนเสียชีวิต บางคนบาดเจ็บ หลายคนเปลี่ยนงาน

หากจะพูดว่าสัตว์ซึ่งหงุดหงิด อารมณ์เสีย พร้อมเข้าโจมตี เหล่านี้เป็น ‘สัตว์ป่วย’ คงไม่ผิดนัก

ในความเป็นจริง ยังมีสัตว์ป่าดีๆ อีกมาก พวกที่มีอาการปกติ หลีกหนีทันทีหากได้กลิ่นกายคน

อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
สัตว์ป่าได้รับการออกแบบร่างกายให้มีประสาทสัมผัสในการระวังภัยดี โดยเฉพาะการได้กลิ่น พวกมันส่วนใหญ่เชื่อจมูกมากกว่าสายตา อีกทั้งสัตว์ที่ ‘ปกติ’ เมื่อได้กลิ่นคน พวกมันเลือกที่จะหนีทันที

มีคนศึกษามีข้อมูลมากมาย คนจำนวนมากพยายามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ

เราพูดกันบ่อยๆ ว่า ‘สงคราม’ ระหว่างคนกับสัตว์ป่านั้น เลยเวลาที่จะกล่าวโทษว่าใครบุกรุกใครหรือใครผิด

การหาหนทางอยู่ร่วมกันให้ได้คงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เชื่อมต่อผืนป่าที่ถูกตัดขาด ฟื้นฟูประชากรสัตว์ที่ติดเกาะ เพื่อหลีกเลี่ยงผสมแบบเลือดชิด หนทางแก้ไขคงต้องใช้เวลา ความร่วมมือรวมทั้งความจริงใจอีกมาก ผู้เสียผลประโยชน์ได้รับการตอบแทนที่เหมาะสม อาจเป็นหนทางเบื้องต้นหนทางหนึ่ง

หากอยู่ในสถานการณ์หรือสมองอันปกติ ย่อมไม่มีชีวิตใดๆ อยากก่อสงคราม

ความจริงทุกชีวิตรู้ดีว่าผลของมัน มีเพียงเลือดและน้ำตา และไม่มีผู้ชนะ

ในกรณีสงครามระหว่างสัตว์ป่ากับคน ในช่วงเวลาซึ่งในป่าคล้ายเป็นที่อันตราย

ภายหลังการปะทะ หลายคนกลับเข้าป่า แผลเป็นบนร่างกายย้ำเตือนให้รู้เสมอว่าในป่ามีสัตว์ป่วย เพราะถูกต้อนกระทั่งจนมุม

และดูเหมือนบนดาวซึ่งหมุนไปอย่างรวดเร็วดวงนี้ การที่ทั้งสัตว์ป่าและคนถูกต้อนกระทั่ง ‘จนมุม’ จะเป็นเรื่องที่หลบเลี่ยงไม่พ้น

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

10 พฤศจิกายน 2564
1,460

ตั้งแต่เด็ก ผมเคยเห็นภาพของฝูงหมีสีน้ำตาล หรือ Alaskan Brown Bear ตัวใหญ่หลายสิบตัว ยืนคอยตะครุบปลาแซลมอนที่กำลังกระโดดข้ามน้ำตกทวนน้ำ เพื่อขึ้นไปวางไข่ในบริเวณที่เรียกว่า Brooks Falls ที่ตั้งอยู่ใน Katmai National Park and Preserve ในดินแดนห่างไกลของอลาสก้า ผ่านจากจอโทรทัศน์ในรายการสารคดีชีวิตสัตว์ของต่างประเทศ

ผ่านไปเกือบ 40 ปี ความฝันวัยเด็กคนหนึ่งจากประเทศอันห่างไกลนั้นก็เป็นจริงขึ้นมา

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
Alaskan Brown Bear เคยถูกแยกสายพันธุ์ออกจากหมี Grizzlie เมื่อหลายทศวรรษก่อน หากในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่ามันเป็นสายพันธุ์เดียวกัน โดยที่หมี Kodiak ที่พบบนเกาะ Kodiak นั้นเป็น Subspecies ของ Alaskan Brown Bear อีกทีหนึ่ง

จากเมือง Anchorage ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอลาสก้า ผมต้องนั่งเครื่องบินต่อมาลงเมือง King Salmon เมืองที่น่าจะเล็กที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา มีประชากรเพียง 300 กว่าคนเท่านั้นเอง ในช่วงฤดูร้อนที่ท่าอากาศยานเล็กๆ สร้างจากเมทัลชีทแห่งนี้จะคราคร่ำไปด้วยคนอเมริกันแต่งตัวแปลกๆ ถ้าไม่ถือกล่องใส่ปืนยาวเพื่อมาล่าสัตว์ ก็จะต้องถือกล่องใส่คันเบ็ดเพื่อมาตกปลา

จาก King Salmon เราต้องขึ้นเครื่องบินน้ำของ Katmai Air เพื่อข้ามทะเลสาบ Naknek ไปยังปากทางเข้าทะเลสาบ Brooks ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Brooks Lodge ที่พักเพียงแห่งเดียวในบริเวณนี้ ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1950 เพื่อเป็นแคมป์สำหรับนักตกปลา ก่อนจะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ Katmai ขึ้นมาภายหลังใน ค.ศ. 1980

Brooks Lodge เป็นที่พักแบบ Log Cabin ง่ายๆ ขนาดเล็กๆ มีจำนวนเพียงแค่ 16 หลัง เรียงรายกันอยู่ในพื้นที่เล็กๆ กลางป่า ฝูงแซลมอนจะเดินทางมาถึงน้ำตก และหมีสีน้ำตาลจะมายืนรอดักตะครุบปลาแซลมอนกินในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 2 สัปดาห์ ในช่วงครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคม การจองห้องพักที่ Brooks Lodge ในช่วงเวลานั้นใช้ระบบ Lottery จับฉลากที่พักซึ่งมีจำกัด และให้พักแค่คนละไม่เกิน 3 คืนเท่านั้น (ผมลองเข้าไปดูสถานะปัจจุบันตอนเขียนบทความนี้ คือ วันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2021 จะเปิดให้สมัคร สำหรับการจองที่พักใน ค.ศ. 2023 ส่วนใน ค.ศ. 2022 นั้นเต็มหมดแล้ว) 

มีอีกทางเลือกหนึ่งก็คือ ไปตั้งแคมป์ในพื้นที่ของอุทยานที่เรียกว่า Brooks Camp ที่จำกัดคนไว้เพียง 60 คนต่อวันเท่านั้น (ส่วนใหญ่จะเต็มตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เปิดจองในวันที่ 5 มกราคมของทุกปี ) การจัดการอุทยานแห่งชาติของอเมริกาส่วนใหญ่ใช้ระบบนี้ คือไม่เพิ่ม Capacity เพื่อรับนักท่องเที่ยวเกินไปกว่าจำนวนพื้นที่ที่ธรรมชาติจะรองรับได้ แต่การเดินทางนั้นจะต้องวางแผนการเดินทางกันข้ามปี เราจึงไม่มีโอกาสเห็นสภาพของค่ายผู้อพยพที่กางเต็นท์ชิดติดกันในแหล่งท่องเที่ยวในธรรมชาติของอเมริกา เนื่องมาจากระบบในการบริหารและการจัดการที่ดี

ผมได้ที่พักที่ Brooks Lodge ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แซลมอนส่วนใหญ่จะเดินทางข้ามน้ำตกขึ้นไปแล้วแม้จะไม่ใช่ช่วงพีก ที่มีหมีสีน้ำตาลหลายสิบตัวมายืนบนน้ำตก แต่ก็ยังคงมีหมีหลายตัวเดินวนเวียนอยู่ในบริเวณลำธารและรอบๆ ที่พัก

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
เนื่องจากไม่มีถนน พาหนะอย่างเดียวที่จะนำเรามาที่ Katmai ได้ก็คือเครื่องบินน้ำที่บินออกมาจาก King Salmon

สิ่งแรกที่เราต้องทำเมื่อก้าวลงจากเครื่องบินน้ำก็คือ เจ้าหน้าที่อุทยานจะเดินมารับเราที่ประตูเครื่องบิน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ของ Lodge และพาเราตรงไปยังห้องที่ทำการของอุทยาน เพื่อให้เรานั่งฟังกฎ กติกา มารยาท ที่เราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ตลอดช่วงเวลาที่เราพักและทำกิจกรรมในบริเวณนี้ 

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
เมื่อเดินทางมาถึง นักท่องเที่ยวทุกคนต้องเข้าไปนั่งฟังกฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติตัว เพื่อความปลอดภัยในการเผชิญหน้ากับหมีนานกว่าครึ่งชั่วโมง และทุกคนจะได้รับแจกเข็มไว้ติดเสื้อ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าได้ผ่านการอบรมแล้ว

รวมถึงการปฏิบัติตัวเมื่อเผชิญหน้ากับหมีสีน้ำตาลว่าเราจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เช่น การแขวนกระดิ่งไว้ที่กระเป๋า เพื่อเตือนให้หมีรู้ว่าเรากำลังเดินมา การตะโกนทักทายหมีว่า Hey bear! ก่อนจะเดินผ่านโค้งที่ลับตา หรือเวลาเจอหมีบนเส้นทางเดินจะต้องทำตัวอย่างไร กฎ กติกา มารยาท เวลาเดินบนสะพานหรือบนแพลตฟอร์มที่ดูหมีในบริเวณน้ำตก เราจะต้องปิดประตูรั้วทุกครั้งเมื่อเข้าไปใช้พื้นที่ หรือแม้แต่การเผชิญหน้ากับหมีในระหว่างตกปลาในลำธาร แล้วหมีจะเดินเข้ามาหาเราเพื่อแย่งปลาที่ติดเบ็ดไปกิน เขาก็จะให้ดึงสายเบ็ดให้ขาดไปก่อนหมีจะเข้ามาแย่งปลาเรา เพราะถ้าหากมันเรียนรู้ว่าหาปลากินง่ายๆ มันจะคอยเฝ้าเดินตามนักตกปลาซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
Alaskan Brown Bear ในขณะยืนขึ้นด้วยขาหลังตอนเดินข้ามน้ำลึก เมื่อยืนขึ้นสองขาจะมีความสูงถึง 3 เมตร ทำให้มันเป็นนักล่าที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 บนผืนแผ่นดินของโลก มีขนาดไล่เลี่ยกับหมีขาว (ส่วนนักล่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ Sperm Whale)

ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นต้นแบบของการจัดการอุทยานแห่งชาติ การตกปลาเพื่อการกีฬาในอุทยานแห่งชาติเป็นเรื่องปกติที่ทำได้ โดยแต่ละอุทยานแห่งชาตินั้นจะมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม และรายละเอียดในการจัดการแตกต่างกันไป บางแห่งก็ใช้ Fishing License ทั่วไปของรัฐที่ออกโดย Fish and Wildlife ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งในการจัดการออกใบอนุญาตควบคุมการตกปลาและล่าสัตว์ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า Warden คอยดูแล หรือในบางอุทยานแห่งชาติก็จะออก License พิเศษเฉพาะของตนเองขึ้นมา เช่นที่ Yellowstone National Park การออก License นี้จะกำหนดสายพันธุ์ ขนาด และจำนวนของปลาที่เราเก็บได้ ในขณะที่บางสายพันธุ์ซึ่งเป็น Alien Species จะไม่มีการกำหนด แต่แนะนำให้เก็บมาทำอาหาร หรือแม้กระทั่งกำจัดออกไปไม่ให้มารบกวนสายพันธุ์ท้องถิ่น

สื่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องการจัดการอุทยานแห่งชาติของอเมริกา คือกฎทุกอย่างมีพื้นฐานมาจากการวิจัย และมีเหตุผลที่อธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์รองรับทุกอย่าง บางปีอาจจะมีการปรับเพิ่มหรือลดตัวเลข Bag Limit หรืออาจประกาศห้ามจับปลาบางสายพันธุ์ที่พบว่ามีจำนวนลดน้อยลง โดยไม่ใช้ความรู้สึกของผู้ปฏิบัติงานหรือผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจ

สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ในแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป ไม่ได้มีคำตอบว่าห้ามหรือปล่อยให้ทำอะไรก็ได้ แต่การจัดการก็คือการหาพื้นที่ตรงกลางที่เป็นหัวใจของคำว่า การอนุรักษ์ ซึ่งแปลว่าการนำมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญ

หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว ผมก็แบกกล้องเดินไปตามเส้นทางเดินป่า ข้ามลำธารไปตามเส้นทางเดินป่า เพื่อไปเฝ้ารอดูหมีสีน้ำตาลในบริเวณ Viewing Platform ที่อยู่ห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตรจากที่พัก ในช่วงเย็นวันนั้นหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ตัวหนึ่งพยายามวนเวียนไล่จับปลา Sockeye Salmon สีแดงสดที่ลอยตัวอยู่ในลำธารน้ำอยู่นานนับชั่วโมง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ อลาสก้าในช่วงฤดูร้อนพระอาทิตย์จะตกในช่วงราวๆ 4 – 5 ทุ่ม 

เราเฝ้ารอลุ้นให้หมีจับปลาแซลมอน จนลืมไปว่าอาหารเย็นที่ Lodge นั้นจะเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ผมลืมดูเวลา กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เกือบ 3 ทุ่มเข้าไปแล้ว เป็นอันว่าวันแรกเราอดข้าวเย็นไปตามระเบียบ เพราะหลัง 2 ทุ่มเขาจะเก็บอาหารทุกอย่างตามกฎที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

Katmai อุทยานในอลาสก้าที่เราจะได้ดูหมีสีน้ำตาลจับปลาแซลมอนแบบใกล้ชิด
บรรยากาศก่อนพลบค่ำ ในช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่ม จากบนสะพานในบริเวณปากอ่าวของ Brooks Lake

เข้าวันที่สอง ผมเดินเข้าไปยังที่ทำการของ Lodge เพื่อติดต่อจ้างไกด์ตกปลาที่จะพาเราเดินตกปลาในลำธาร สำหรับที่ Katmai National Park and Preserve มีกฎเกณฑ์ในการตกปลาว่า จะต้องใช้อุปกรณ์ Fly Fishing เพื่อตกปลาเท่านั้น ห้ามใช้อุปกรณ์ในรูปแบบอื่น และปลาที่ตกได้ทุกตัวในเขตเหนือสะพานที่เข้ามาจากปากแม่น้ำขึ้นไปถึงต้นน้ำ จะต้องปล่อยกลับลงไปในน้ำทุกตัว

Katmai National Park and Preserve อุทยานแห่งชาติที่มี 2 สัปดาห์ทองให้เราได้ดูหมีสีน้ำตาล นักล่าใหญ่อันดับ 2 ของโลกจับปลาแซลมอน
Fly Fishing เป็นกิจกรรมที่นิยมมากที่สุด รองลงไปจากการไปเฝ้าชมและถ่ายภาพพฤติกรรมของ Alaskan Brown Bear ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ Katmai

การออกเดินท่องลำน้ำตกปลาในลำธารกับไกด์เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นสำหรับผม เพราะระหว่างที่เดินตกปลาในลำธารนั้น เราจะพบกับหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่เดินท่องน้ำเพื่อหาปลาเป็นปกติ บางครั้งไกด์ก็จะพาเราเดินผ่านหมีไปแบบหน้าตาเฉย ในระยะที่ห่างออกไปเพียงไม่ถึง 10 เมตรเพียงเท่านั้น ก่อนที่จะเดินเข้าไป ไกด์กำชับว่าให้ทำตัวปกติ เดินตามหลังเขาไว้ และที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าวิ่งเป็นอันขาด

Katmai National Park and Preserve อุทยานแห่งชาติที่มี 2 สัปดาห์ทองให้เราได้ดูหมีสีน้ำตาล นักล่าใหญ่อันดับ 2 ของโลกจับปลาแซลมอน
ลูกหมีสีน้ำตาลเดินสวนมาบนทางเดิน ลูกหมีที่น่ารักมักจะขี้เล่นและขี้สงสัย ในบางครั้งอาจจะเดินเข้ามาหาคน และบางครั้งตัวแม่ก็มักจะวนเวียนอยู่ไม่ห่าง จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ให้พยายามหลีกเลี่ยงหมีแม่ลูกอ่อน แม้ว่าลูกหมีจะดูน่ารักแค่ไหนก็ตาม

ในลำธารแห่งนี้เต็มไปด้วยปลาแซลมอนหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น Sockeye Salmon Pink Salmon และ Rainbow Trout แต่ปลาที่น่าสนใจมากที่สุดชนิดหนึ่งก็คือ Arctic Grayling ที่มีครีบหลังสวยงาม

Katmai National Park and Preserve อุทยานแห่งชาติที่มี 2 สัปดาห์ทองให้เราได้ดูหมีสีน้ำตาล นักล่าใหญ่อันดับ 2 ของโลกจับปลาแซลมอน
Sockeye Salmon ในขณะที่กระโดดขึ้นมาบน Brooks Fall ในช่วงฤดูอพยพ ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี

ช่วงเวลาที่ประทับใจผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมใช้เวลาช่วงเช้าในการตกปลา ช่วงบ่ายก็เดินไปเฝ้าหมีในบริเวณ Viewing Platform รับประทานอาหารเย็น ก่อนลงไปตกปลาจนมืดค่ำในเวลาประมาณ 4 ทุ่มจึงกลับมาที่ห้องพัก

สำหรับคนที่รักธรรมชาติแล้ว ผมคิดว่า Katmai ในช่วงฤดูร้อนนั้นคือประสบการณ์และความทรงจำ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของผมเลยทีเดียว

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load