23 กุมภาพันธ์ 2565

‘Wild Nature Artisan’ คือร้านสินค้าออร์แกนิก เรียงรายไปด้วยผลิตภัณฑ์น่ารักแถมน่าลอง รับรองว่าถ้าเผลอไปมอง ต้องตกหลุมรักพร้อมควักกระเป๋าตังค์ออกมา ทั้งแยมหลากรสจากผลไม้ที่เราคุ้นตา อย่างสตรอว์เบอร์รี่ ส้ม มัลเบอร์รี่ จนถึงวัตถุดิบตื่นตาอย่างตะลิงปิง ชาออร์แกนิกอินฟิวชันในชื่อคุ้นหูอย่างต้มโคล้งและต้มยำ ดอกเกลือผสมสมุนไพรที่ไม่ว่าเอาไปโรยกับอะไรก็ Always a good idea! มาพร้อมชื่อสะดุดตาในแพ็กเกจจิ้งน่าหยิบ ซึ่งมาจากการปลูก-ปั้นของ น้อย-ดารา วงศ์วรรณ และ นาย-ทับทิม มลายอริศูนย์ สองพี่น้องผู้ตั้งใจพกความทรงจำน่าสนุกในวัยเยาว์ ผสานกลิ่นอายเชียงใหม่ที่พวกเขาคิดถึงหยิบ จับ ใส่ เติม จนเป็นร้านน่ารักแห่งนี้

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

หากใครกำลังนึกภาพสวนผัก-ผลไม้เขียวขจีกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ตั้งอยู่ในพื้นที่หลายร้อยไร่ เงียบสงบและห่างไกลตัวเมือง มีคนงานเฉียดร้อยขะมักเขม้นดูแลพืชผักนับร้อยอยู่ล่ะก็ เราขอบอกว่าคุณคิดผิด! 

แม้ Wild Nature Artisan จะมีพืชผักเกินร้อยชนิดจริงตามที่กล่าว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคมากหน้าหลายตา ทั้งยังพอให้สองพี่น้องเก็บเกี่ยวมาทดลองไอเดียใหม่ในทุกเดือน บางคราวยังช่วยให้พี่ ๆ ผู้ดูแลสวนอิ่มท้อง และเหลือพอไว้แบ่งให้ผู้มาเยือนหลักอย่างนกและผีเสื้อด้วย แต่สวนแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่หลักร้อยไร่ กลับตั้งอยู่ในพื้นที่เพียง 5 ไร่ในเขตหมู่บ้านจัดสรรใจกลางเมืองเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด Urban Farm เกษตรกลางเมือง 

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

เมื่อคิดถึง ก็กลับมา

“เราโตมายุคที่เชียงใหม่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ มีป่าล้อมรอบ จากบ้านเรามองออกไปก็เห็นภูเขา จนมันกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในใจเรา ต่อให้เราไปอยู่นิวยอร์กหรือลอนดอน แต่สุดท้ายก็ยังคิดถึงเชียงใหม่ เกิดการเปรียบเทียบว่าถ้าบ้านเขารักษาธรรมชาติให้อยู่คู่กับเมืองได้ บ้านเราก็น่าจะรักษาไว้ได้เหมือนกัน” น้อยเล่าถึงไอเดียเริ่มต้น 

เมื่อสองพี่น้องเติบโตมาอย่างใกล้ชิด ในยุคที่มีสวนหลังบ้านและต้นไม้เป็นสนามเด็กเล่น เคยชินกับการเก็บผักสวนครัวหลังบ้านมาทำกับข้าว แม้ทั้งสองจะแยกย้ายกันไปเติบโตและแวะเวียนไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศหลายปี

แต่ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เชียงใหม่ก็ยังเป็นสถานที่ที่หวนกลับมาให้พวกเธอคิดถึงบ่อย ๆ

“เราอยากให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเรา เกิดขึ้นกับคนยุคต่อ ๆ ไป” เธอเกริ่นถึงความตั้งใจแรก ก่อนจะเล่าต่อว่า “พอคิดถึงการทำเกษตร ปลูกพืช คนทั่วไปมักคิดว่าพื้นที่การเกษตรต้องอยู่นอกเมือง แต่เราอยากขยับให้สวนเข้ามาใกล้กับคน มากกว่าที่จะให้มันขยับห่างออกไปเรื่อย ๆ และเราอยากให้คนเห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ปลูกพืชได้นะ บนดาดฟ้า กรุงเทพฯ หรือแม้แต่พื้นที่เล็ก ๆ ก็ทำได้ ไม่ต้องใหญ่โต เริ่มจากต้นหอม ผักชี หรือผักที่เรากินอยู่ทุกวัน” น้อยเล่า

วิธีทำการเกษตรในเขตเมืองอย่าง Urban Farm จึงกลายเป็นคำตอบ

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

ก่อนจะกลายเป็น Wild Nature Artisan อันคึกคัก ผู้คนแวะจับจ่าย เพื่อนบ้านแวะทักทาย เดิมทีผืนดินแห่งนี้เป็นพื้นที่ว่าง ไม่มีใครอาศัย เมื่อไม่มีคนอาศัย ดินและต้นไม้ก็เจริญเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ไร้ซึ่งกิจกรรมทำร้ายดิน จึงกลายเป็นเหตุให้ดินในบริเวณนี้มีความอุดมสมบรูณ์ แม้ดินจะสุขภาพดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังดีขึ้นกว่านี้ได้อีก!

“พี่สาวเรามี Green Fingers ค่ะ เขาปลูกต้นไม้ได้ดี ส่วนเราชอบค้นคว้า เวลาจะปลูกต้นไม้ ก็ไม่ใช่ว่าจะปลูกได้เลย ต้องค้นคว้า ต้องเตรียมดิน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยวัดค่าของดินในพื้นที่ของเรา ต้องให้อาหาร เพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์ที่สุด เตรียมแหล่งน้ำที่สะอาด ซึ่งเราใช้น้ำบาดาลที่มีอยู่แล้ว นำมากรอง ตรวจเช็กค่าต่าง ๆ ก่อนนำมาใช้งาน อะไรที่รู้สึกว่ายาก เราต้องทำให้ได้ อะไรผิดเราต้องแก้ ปลูกผิดเราก็ปลูกใหม่ ถ้าต้นนี้ไม่ชอบแสงตรงนี้ ก็ต้องย้าย”

น้องสาวเล่าถึงวิธีคิดแสนธรรมดาแต่น่ารัก ฟังแล้วชวนมองพืชผักเหมือนเพื่อนมนุษย์ต่อว่า 

“คนเรายังต้องดื่มน้ำสะอาด พืชก็เหมือนกัน”

ที่นี่มีแนวทางการทำ Zero Waste ในฟาร์มด้วย ทั้งวัชพืช กิ่งไม้ ต้นไม้ที่ถูกตัดแต่ง หรือผลผลิตที่ร่วงโรยตามกาลเวลา จะถูกนำไปหมักเป็นปุ๋ยเพื่อใช้บำรุงดินต่อไป แถมหากต้องการห่อของหรือสินค้า สองพี่น้องก็ยังเต็มใจใช้ใบตองแทนบรรจุภัณฑ์พลาสติก ใช้ใบต้นเล็บครุฑแทนถ้วยชาม เพราะอยากทำให้พื้นที่ภายในไร้ขยะ และอยากสื่อสารให้เห็นผ่านการลงมือทำให้มากเท่าที่พวกเธอจะทำได้ เพื่อสร้างการตระหนักถึงธรรมชาติและช่วยกันลดพลาสติก

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

พอดินดี น้ำพร้อม ก็ถึงเวลาลงมือ!

“เราชอบคิด ชอบทำ เลยทำด้วยมือเสียส่วนใหญ่ อาจจะคิดว่าทำด้วยมือมันช้า แต่เรามีความประณีตมากกว่า Artisan คือการที่เราใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 สายตาต้องมอง จมูกต้องรับกลิ่น มือต้องสัมผัส” น้องสาวเล่า

Wild Nature Artisan จึงใช้สองมือเป็นอุปกรณ์หลัก แม้จะเป็นวิธีที่ใช้เวลานาน ทำได้ในปริมาณน้อย แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเครื่องจักรอย่างเหลือเชื่อ ที่ดินผืนขนาดพอดีแห่งนี้จึงถูกควบคุมและดูแลด้วยคนทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว ผลิต จนถึงแพ็กส่ง เพราะสองพี่น้องอยากลดปัจจัยที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด 

เมื่อไร้เครื่องจักร ดินแดนแห่งนี้ก็เสมือนไร้มลพิษ อบอวลไปด้วยอากาศบริสุทธิ์ ผืนดินอุดมสมบูรณ์ พืชผักนานาชนิดเติบโตงอกงาม ชวนแขกไม่ได้รับเชิญให้เดินทางมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งชันโรง นก ผีเสื้อ และแมลงสารพัดชนิด

แล้วหากไม่ใช้เครื่องจักร ไม่ใช้สารพิษ แล้วมีวิธีอยู่ร่วมกับเจ้าแมลงอย่างไรกันนะ-เราถาม

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

“ปลูกพืชกลิ่นแรงไว้ไล่แมลงค่ะ ใช้การปลูกกะเพราที่หัวแปลง อย่างชันโรงเราก็ทำบ้านให้เขา ทำ Bug Condo เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อซึ่งกันและกัน สัตว์อยู่ได้ พืชอยู่ได้ คนอยู่ได้ ไม่ต้องทำร้ายกัน ถ้าเกิดต้นไหนเขาอยากกิน เราก็ปลูกเผื่อ อย่างตะขบสามต้น เราใช้เองสองต้น อีกต้นไว้ให้เขา (นก) กิน” น้อยเล่า แต่เรายิ้ม

แม้ภายในฟาร์มแห่งนี้จะมีชั่วโมงการผลิตในทุกวัน แต่นั้นไม่ใช่กิจวัตรที่น่าเบื่ออย่างใจคิด เพราะผลิตภัณฑ์ในแต่ละวันแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าเก็บอะไรได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกส่งไปในแต่ละครั้งสดใหม่อยู่เสมอ

“อย่างกุหลาบต้องเก็บก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ตอนที่น้ำค้างยังเกาะอยู่ เพราะรักษาความสดไว้ได้ดี เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งตอนบ่ายเราไม่เก็บผลผลิตเลย แดดร้อน คนก็ร้อน กิ่งไม้ที่ถูกตัดก็ร้อน เราเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน” เธอเสริม

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่
Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

ลืม ลืมฉัน ลืมไปก่อน

“เราทำงานเป็นอาสาสมัครกับสาธารณะสุขจังหวัดเชียงใหม่ ให้เชียงใหม่เป็นเมืองอาหารปลอดภัย พอเราได้ลงพื้นที่ ใกล้ชิดเกษตรกร ทำให้เรารับรู้ถึงปัญหา อีกอย่างการที่เราใกล้ชิดกับเกษตรกร มันทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กัน แล้วเขาก็จะดูแลพืชโดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งก็ช่วยให้ต้นน้ำเราสะอาดมากขึ้นด้วย” น้อยเล่าถึงที่มา

นอกจากพืชผักและสมุนไพรที่งอกงามอยู่ภายในพื้นที่ 5 ไร่ ผลไม้ส่วนใหญ่ก็ส่งตรงมาจากเกษตรกรต้นน้ำบนดอย เมื่อนักค้นคว้า นักปลูก เกษตรกรมือฉมัง มีผลไม้สดแสนอร่อยอยู่ในมือ ความอร่อยจึงบังเกิด

“พอเราชอบค้นคว้า ก็คิดไปเรื่อย ค้นไปเรื่อย ทำได้แต่ยังไม่พอใจก็ลองใหม่ กว่าจะออกมาเป็นแยมกระปุกแรกก็ร่วมปี ก่อนผลผลิตในฟาร์มจะเติบโตจนกลายเป็นดอกเกลือผสมสมุนไพร และ Organic Infusion รสชาติส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมาจากประสบการณ์ที่เราไปพบเจอมา เรื่องราวในความทรงจำ และเกือบทุกรสมาจากการเดินทาง”

โดยปกติแยมส้มหรือผลผลิตตระกูล Citrus ที่ถูกเอามารวมกัน มักเป็นส้มกับส้ม ไม่ก็ส้มกับเลม่อน ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือความเคยชินก็ตาม แต่ Citrus Melodies แยมส้มเขียวหวาน 4 สายพันธุ์ของสองพี่น้อง กลับถูกเติมกลิ่นด้วยใบโหระพาออร์แกนิกเก็บสด ๆ จากสวน นอกจากรสเปรี้ยวสดชื่นจากส้ม ยังได้กลิ่นหอมและรสอ่อน ๆ ของโหระพา กระซิบว่าเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ ความซับซ้อนของรสชาตินี้ น้อยว่าเธอเก็บเกี่ยวมาจากการไปทาน Chef’s Table

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่
จับจ่ายแยม ชาออร์แกนิก และเกลือสมุนไพร จาก Urban Farm ของสองพี่น้องเชียงใหม่ ที่ตั้งใจให้คนปลูกและคนกินมีความสุข

ส่วนชาออร์แกนิกอินฟิวชันในชื่อส้มฉุน ก็แตกไอเดียมาจากกาพย์เห่เรือสมัยเด็ก ส่วน Magic Mints เป็นการผสมผสานมิ้นต์ 4 สายพันธุ์เข้าด้วยกัน เด็ดสดใหม่จากต้น เธอรับรองว่าหอมสดชื่น อีกผลิตภัณฑ์คือ ดอกเกลือออร์แกนิกผสมสามเกลอในชื่อ Thai Thai Grill และ Always a Good Idea ที่ไม่ว่าจะเอาไปปรุงกับอะไรก็เข้ากันไปเสียหมด 

“It takes two #1 ก็เป็นอีกความสนุกนะ แยมทุกขวดต้องผ่านการพาสเจอไรซ์ก่อน แต่ความตั้งใจของเราคือ แยมรสนี้ต้องมีเลเยอร์ 2 สีให้ได้ เราต้องทำยังไงก็ได้ให้ 2 รสนี้ไม่ปนกัน กลายเป็นความท้าทายของเรา ส่วนผู้บริโภคเองจะต้องตักยังไงก็ได้ให้ได้ทั้ง 2 รสภายใน 1 คำ ยากทั้งคนทำและกิน แต่ในความยากมีความสนุกอยู่

เมื่อก่อนคนมองว่าแยมคือแยม ต้องทาขนมปังอย่างเดียว แต่ไม่ค่ะ ในความคิดของเรามันไม่ใช่” เธอย้ำ

เราอยากชวนทุกคนลืมภาพแยม ดอกเกลือ และชาอินฟิวชันในภาพเดิม ๆ เสียก่อน เพราะผลิตภัณฑ์นานาชนิดจาก Wild Nature Artisan ไม่ได้ถูกปาดป้ายอยู่เพียงแผ่นขนมปังหรือรูปแบบเดิมที่เราคุ้นเคยเท่านั้น แต่สองพี่น้องตั้งใจเปิดกว้างให้เรานำไปสร้างสรรค์และต่อยอดได้อย่างอิสระ ดังที่เห็นได้จากรีวิวบนหน้าเพจ บางจานเจ้าของร้านก็แอบกระซิบว่าน่าสนุกจนอดรีโพสต์ไม่ได้ บ้างเอา Always a Good Idea ดอกเกลือผสมสมุนไพรไปมิกซ์จนกลายเป็นบัลซามิกสูตรเด็ด บ้างเอาไปโรยไข่ต้ม ถ้าเอาไปโรยพาสต้าก็จะได้รสชาติอีกแบบ บอกแล้วว่า Always สมชื่อ!

จับจ่ายแยม ชาออร์แกนิก และเกลือสมุนไพร จาก Urban Farm ของสองพี่น้องเชียงใหม่ ที่ตั้งใจให้คนปลูกและคนกินมีความสุข

แถมเรายังเห็นผลิตภัณฑ์น่าอร่อยใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากความสนุกภายในฟาร์ม อย่างไอศกรีมและเครื่องดื่ม ‘ชื่นใจ’ ผลิตภัณฑ์น้องใหม่ที่เกิดจากการนำเทคนิคและส่วนผสมที่ได้จากการทำแยม หยิบยกออกมานำเสนอในวิธีการใหม่ ฉบับสองพี่น้องและ Mixologist ประจำร้าน น้อยเล่าให้ฟังถึงแยม Banoffee Dream ที่มีรสหอมหวานของกล้วยหอม ผสมผสานกับคาราเมลและ Masala Chai ให้รสและกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเข้าถึงง่ายด้วยชื่อคุ้นปากอย่างบานอฟฟี่ เมื่อ Mixologist นำไปผสมกับรัม ก็กลายเป็นเครื่องดื่มแก้วใหม่ สดชื่น แถมไม่เหลือเค้าของบานอฟฟี่อยู่เลย

เครื่องดื่มและไอศกรีมในนามชื่นใจ จึงตั้งใจออกแบบให้เมื่อลิ้มลองเข้าไปเพียงคำแรก ก็จะต้องพูดออกมาว่า ‘ชื่นใจจริง ๆ’ ให้ได้ แค่ได้ยินก็อยากจะวิ่งไปหยิบชุดโปรดแพ็กลงกระเป๋า จองตั๋ว บินไปถึงหน้าฟาร์มเดี๋ยวนั้นเลย!

ส่วนผสมลับรสกลมกล่อม

“ถ้าถามว่า Wild Nature Artisan คือใคร คำตอบคือ ‘เรา’ วัยเด็กและธรรมชาติของเชียงใหม่ เป็นสิ่งที่เราทั้งคู่มีแพสชันกับมัน” เธอเล่าถึงส่วนผสมลับอันลงตัว ที่สองพี่น้องตั้งใจปรุงความเป็นเชียงใหม่ลงไปในทุกขั้นตอน 

ตั้งแต่โคมลอย พระธาตุดอยสุเทพ ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และเจ้านกตัวจิ๋วที่อวดโฉมบนกล่องชา

น้อยบอกว่ามันคือนกปิ๊ดจะลิ่ว (นกปรอดหัวโขน) เป็นนกที่มีจำนวนน้อยลงจนใกล้สูญพันธุ์ การใส่สิ่งเหล่านี้ไว้ในแพ็กเกจจิ้งที่ส่งไปถึงมือทุกคน จึงเป็นการเชิญชวนกลาย ๆ ว่ามาปลูกต้นไม้กันเถอะนะ ถ้าเรารื้อฟื้นป่าให้อุดมสมบูรณ์เฉกเช่นเดิมได้ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็จะอยู่ต่อไป ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้เห็นและโลกเราก็จะมีสีเขียวเพิ่มขึ้น

ส่วนอาหารสุดฮิตของเชียงใหม่อย่างไส้อั่ว ก็ถูกพลิกโฉมใหม่ให้กลายเป็นไส้อั่วในมาดดอกเกลือผสมสมุนไพรในนาม Love Chiangmai #1 เป็นมิตรต่อสาวกคนไม่กินไส้ แถมพกเชียงใหม่ลงกระเป๋า ติดตัวไปมุมไหนของโลกก็ง่ายแค่นิดเดียว นอกจากความหลงใหลที่มีต่อเชียงใหม่ ความคิดถึงประเทศไทยของทั้งคู่ก็น่ารักไม่แพ้กัน จนเกิดเป็นชาออร์แกนิคอินฟิวชันรสชาติต้มโคล้งและรสชาติต้มยำ เอาไว้ชงดื่มให้คล่องคอในวันที่อากาศหนาว ๆ ยามอยู่ต่างเมือง ให้พอแก้คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน ถ้าใครอยากเอาไปทำต้มโคล้งหรือต้มยำจริง ๆ สองพี่น้องก็ไม่ติด รับรองถึงเครื่อง!

จับจ่ายแยม ชาออร์แกนิก และเกลือสมุนไพร จาก Urban Farm ของสองพี่น้องเชียงใหม่ ที่ตั้งใจให้คนปลูกและคนกินมีความสุข
จับจ่ายแยม ชาออร์แกนิก และเกลือสมุนไพร จาก Urban Farm ของสองพี่น้องเชียงใหม่ ที่ตั้งใจให้คนปลูกและคนกินมีความสุข

ครอบครัวต้องฟังกัน

 เราทำ Wild Nature Artisan ด้วยความสุข เหมือนเวลาให้คนอารมณ์ดีกับคนอารมณ์ไม่ดีทำอาหาร แม้จะเป็นเมนูเดียวกัน สูตรเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่เหมือน ถ้าเขาทำด้วยใจรัก เขาก็จะมีความสุขกับการทำงาน

“เหมือนเวลาดอกไม้บาน มันจะฟู บาน สวยเลยแหละ” น้อยเปรียบเปรยพร้อมรอยยิ้ม

ภาพการทำงานภายในฟาร์มแห่งนี้ไม่เหมือนกับภาพที่เราคิดไว้สักเท่าไหร่ ภาพพี่คนสวนที่ขะมักเขม้นดูแลสวน ถูกแทนด้วยภาพการทำงานอย่างมีความสุขของครอบครัวในพริบตา แม้ไม่ใช่ทางสายเลือด แต่เป็นทางความรู้สึก 

เราเปิดโอกาสให้ทุกคนตลอด ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง เราไม่ปิดกั้นอะไรเลย ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ เราไม่ได้บอกว่าคุณเรียนมาน้อยกว่า คุณเห็นมาน้อยกว่า ไม่ใช่ ประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความชำนาญของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เราต้องยอมรับและให้เกียรติซึ่งกันและกัน” เธออธิบายเสริม

จงอย่าแปลกใจหากผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจะถูกลงท้ายด้วย #1 #2 #3 ไปเรื่อย ๆ 

เพราะเมื่อไม่ปิดกั้น ไอเดียและการคิดค้นทดลองอย่างไม่รู้จบจึงเกิดขึ้น 

“เราไม่ได้บอกว่าวันนี้สูตรนี้ดีที่สุด เพราะในทุก ๆ วันเราคิดว่า อันนี้ดีแล้ว แต่มันจะต้องมีอะไรที่ดีกว่านี้ ขนาดโลกเรายังไม่หยุดหมุน เราก็ต้องพัฒนามันต่อไปเรื่อย ๆ” – แล้วคุณมีวิธีการทำงานร่วมกันอย่างไร (เราสงสัย)

“ใช้วิธีคุยกัน บางครั้งเขาก็มาบอกว่า วันนี้มีหน่อไม้ตรงนี้นะ เอาไปทำนู่น ทำนี่ดีไหม ตรงนี้ได้รับแสงดีกว่าในฤดูนี้นะ ถ้าเป็นฤดูหนาวแสงจะมาทางนี้ ย้ายแปลงปลูกดีกว่านะ บางทีเขาเห็นมามากกว่าเรา เราก็ต้องฟัง” เธอตอบ

ส่วนใครที่ไม่อยากลิ้มลองผลิตภัณฑ์ของ Wild Nature Artisan อยู่ที่บ้านเฉย ๆ เราขอแนะนำให้มาเยือนฟาร์มพื้นที่ 5 ไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่ รับรองว่าสนุกและน่าประทับใจไม่แพ้ที่ไหน เพราะมีให้เพลินทั้งเวิร์กชอป Tea Cupping ทำแยม ทำไอศกรีม และเดินชมฟาร์ม เจ้าบ้านแอบบอกว่าคุณจะได้เด็ด ชม ชิม และลงมือทำด้วยตัวเอง 

“เราจะไม่บอกเขาแค่ว่าอันนี้ต้นอะไร ปลูกยังไง แต่จะลงลึกกว่านั้น ต้นนี้ทำอะไรได้บ้าง จะเป็นอาหารขึ้นชื่อของเชียงใหม่ได้อย่างไร ไปอยู่ใน Love Chiangmai #1 ได้อย่างไร มันเป็นการเล่าเรื่องและแชร์ประสบการณ์ด้วยกันมากกว่า และที่สำคัญ เราอยากเป็นจุดเล็ก ๆ ในการทำ Urban Farm อยากให้เกิดการรับรู้ว่า ถ้าเราทำสิ่งนี้ในหมู่บ้านได้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเราก็ปลูกพืชได้ และถ้าเราทำได้ สิ่งแวดล้อมก็จะยั่งยืน โรคภัยไข้เจ็บน้อยลง และเราก็ยังเชื่อมั่นว่า You are what you eat เราไม่อยากให้คุณนึกถึงสุขภาพที่ดีตอนคุณกำลังป่วย ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นคนที่รักสุขภาพจ๋า เพียงคุณแวะเวียนเข้ามาหาเรา เราเชื่อว่าคนจำนวน 50 เปอร์เซ็นต์ที่มา จะอยากกลับไปปลูกต้นไม้ อยากอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

“ความใฝ่ฝันของเราคือ เราอยากเห็นทุกคนมีสุขภาพดี และมีความสุขในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่” เธอทิ้งท้าย

จับจ่ายแยม ชาออร์แกนิก และเกลือสมุนไพร จาก Urban Farm ของสองพี่น้องเชียงใหม่ ที่ตั้งใจให้คนปลูกและคนกินมีความสุข

Wild Nature Artisan

ที่ตั้ง : 119/28 หมู่ 5 ถนนมหิดล ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ (ปิดวันอาทิตย์) เวลา 09.00 -17.00 น.

โทรศัพท์ : 095 536 5156

เว็บไซต์ : wildnatureartisan.com

Facebook : Wild Nature Artisan – An Edible Memoir of Chiang Mai

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาทดลองให้ความเป็นเพื่อนกับคนที่คิดว่าจะเป็นเพื่อนได้ แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง เพราะสิ่งที่เขายื่นให้นั้นมักจะถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธ ยามเมื่อเขาเผลอหันหลังให้ เขาก็ถูกแทง 

เพียงเปิดหน้าแรก คำโปรยที่คล้ายจะเป็นคำเตือนของหนังสือระดับตำนานก็ปรากฏขึ้นให้เห็น เรากรีดนิ้วไปตามกระดาษเก่าเก็บที่ซีดเซียวแต่ตัวอักษรยังคมชัด ก่อนจะพบหนังสือชื่อเดียวกันอีกสิบกว่าปกวางอัดแน่นอยู่บนชั้น

แน่ล่ะ เราอยู่ที่ ‘ร้านพันธุ์หมาบ้า‘ จะให้มีแค่ปกเดียวก็กระไรอยู่ 

แค่พูดชื่อนี้ขึ้นมา หลายคนคงทราบว่า พันธุ์หมาบ้า กลายเป็นแบรนด์ของนักเขียนระดับตำนาน ชาติ กอบจิตติ ที่ทำสินค้าขายทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค 

ห้องสมุดขนาดเล็กและมุมอ่านหนังสือประหนึ่งคาเฟ่ คือสิ่งเดียวที่บอกได้ว่าเราอยู่สาขา จ.ตรัง 

นี่คือร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวที่ยืนเด่นโดยท้าทายเมืองแห่งการกิน ถึงขนาดที่พี่คนขับรถของเรายังออกปากขอพาไปกินอาหารเช้ารองท้อง เพราะทุกคนรู้ว่าปกติร้านนี้เปิดบ่าย 2 เพียงแต่เรานัด พี่ตุ้ม-อรัญญา ทองโอ ไว้แต่เช้า

พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน
พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน

หนังสือเกินกว่าครึ่งในร้านเป็นสมบัติของเธอ การตกแต่งร้านและสวนสวย ๆ ก็เป็นฝีมือของเธอ แต่พี่ตุ้มไม่ใช่สถาปนิก นักจัดสวนก็ไม่ใช่ นักออกแบบภายในยิ่งแล้วใหญ่ เธอเป็นเพียงนักบัญชีอิสระที่หลงใหลการอ่านมาตั้งแต่จำความได้ จนมีเพื่อนฝูงเป็นนักกวีมากมาย และได้ชิมลางในแวดวงวรรณกรรมมาบ้าง 

หลังใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ จนอิ่มตัว เธอกลับบ้านเกิดมาพร้อมกับความหวังว่าจะชวนคนตรังมาอ่านหนังสือ

ไม่รู้ทำไม แต่เราดันคุยกันถูกคอ 

“พี่ก็ยังรู้สึกเลยว่า ทำไมเราคุยกับเด็กรุ่นนี้รู้เรื่อง เพื่อน ๆ กันก็ยังบอก เออเว้ย รู้ไหมเวลาฉันทำงาน ฉันเจอคนทั้งหมดกี่วัย พี่มันห่าม ๆ ไง ไม่งั้นเปิดร้านพันธุ์หมาบ้าไม่ได้หรอก”

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาทดลองให้ความเป็นเพื่อนกับคนที่คิดว่าจะเป็นเพื่อนได้ 

คำโปรยอุตส่าห์เตือนไว้อย่างนั้น

แต่การได้มาเยือนที่นี่และพูดคุยกับเจ้าของร้าน ก็เหมือนได้เพื่อนเพิ่มมาอีกคนอย่างช่วยไม่ได้

ครั้งนี้เรามั่นใจว่า คงไม่ล้มเหลว

พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน
พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน


หนทางของนักอ่าน

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2549 

ตอนที่พี่ตุ้มตัดสินใจเปิดร้านพันธุ์หมาบ้าตามคำแนะนำของเพื่อนนักเขียน จากเป็นเพียงลูกค้าคนหนึ่งที่คอยอุดหนุนผลิตภัณฑ์ตั้งแต่สาขาจตุจักร และชื่นชอบผลงานของชาติเป็นทุนเดิม

“แปะ (สรรพนามที่พี่ตุ้มใช้เรียกยอดกวีซีไรต์) บอกว่า ไหน ๆ คุณก็อยากให้คนอ่านหนังสือเยอะ ๆ งั้นก็เอาของมาลงเพิ่ม แล้วร้านหนังสือในตรังมีน้อยมาก ไม่ค่อยมีงานวรรณกรรมเท่าไร เราก็โอเค เปิดเป็นห้องสมุดเลย

“เกือบ 20 ปีที่แล้วที่กลับมาจากกรุงเทพฯ อย่างอื่นไม่ได้ขนกลับมา เอามาแต่หนังสืออย่างเดียว” 

พี่ตุ้มชี้ชวนให้เรามองตาม ว่าหนังสือที่ร้านเธอแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง หนึ่ง เอาไว้ยืมอ่าน สอง เอาไว้วางขาย ซึ่งเธอให้ความสำคัญกับฝั่งแรกอยู่พอสมควร อย่างที่บอก เดิมทีเป็นแค่สมบัติส่วนตัว ก่อนเธอจะเปิดพื้นที่ให้ผู้คนมาพูดคุยกันเรื่องหนังสือ ข่าวคราวลอยไปถึงหูเพื่อน ๆ ที่รู้จักกันจนพากันส่งสมบัติมาให้พี่ตุ้มจำนวนมาก   

แน่นอน การมาของเธอปลุกกระแสการอ่านให้เกิดขึ้นในตรังอยู่ไม่น้อย เพราะความตั้งใจที่มากกว่าแค่การยืมหนังสือ คือการสร้างพันธุ์หมาบ้าให้เป็นพื้นที่ใช้สอยของชุมชน 

“เราบอกตลอดว่า ให้ร้านนี้มันเป็นพื้นที่ของเมืองแล้วกัน ไม่อยากให้คิดว่าเป็นร้านอะไรหรือของใคร” 

โต๊ะกลางร้านขนาดใหญ่ของเธอจึงกลายเป็นพื้นที่ผลัดเปลี่ยนทำกิจกรรมไปโดยปริยาย ทั้งสอนวาดสีน้ำ สเก็ตช์ภาพ เรียนศิลปะ ใครอยากใช้พื้นที่ในร้านทำอย่างอื่นก็ขอเพียงแจ้งเธอมา

พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน
พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน

“ร้านเราเปิดถึง 4 ทุ่ม เพราะส่วนใหญ่คนมานั่งร้านจะอยากใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์กับพื้นที่ที่มันดูสบาย ๆ เราไม่ได้เป็นร้านอาหาร ไม่ได้เป็นร้านกาแฟ ไม่ได้เป็นร้านเหล้า คนบ้านเราก็รู้จักกันหมด พอวันร้านตัวเองหยุด ก็ไปนั่งร้านคนอื่น พี่ก็เหมือนกัน”

ทำบัญชีไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย เปิดเพลง ดริปกาแฟดื่ม นี่คือกิจวัตร

“ดูสูงวัยมาก” พี่ตุ้มหัวเราะ ก่อนจะแวะพูดถึงวัฒนธรรมการอ่านในบ้านเกิดอย่างคนไม่ยอมหมดไฟ

“ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่คนต่างจังหวัดอยากไปอยู่กรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยน กลายเป็นว่าเด็กรุ่นใหม่กลับมา อะไรหลายอย่างในตรังมันก็เปลี่ยนเยอะ แต่ในความรู้สึกพี่ เรื่องการอ่านยังไม่ได้เปลี่ยนไปไหน

“นั่งนึก แม่ง เราอยู่ในเมืองที่หนังสือหาอ่านยากมาก ที่นี่มันลงหนังสือที่เป็นรายปักษ์รายอะไรไม่ได้ เพราะว่าคนไม่ได้เยอะขนาดนั้น ตรังไม่เหมือนเชียงใหม่ เราต้องขวนขวายอ่านด้วยตัวเอง หอศิลป์ในตรังยังไม่มีเลย ทำไมที่อื่นเขามีกันหมด เรายังขาดอะไรอีกเยอะมาก โดยเฉพาะหนังสือ ศิลปะ ดนตรี กลุ่มก้อนที่ทำงานแบบนี้ก็น้อย มันเลยไม่ค่อยขยับ

“พี่ว่ามันต้องผลักดันมากกว่านี้ เอาแค่ร้านพันธุ์หมาบ้าร้านเดียว ไม่ช่วยให้เด็ก ๆ ขยันอ่านหนังสือมากขึ้นหรอก แต่ก็ต้องทำต่อไป”

พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน


ร้านนี้เป็นของทุกคน

“เราออกแบบร้านแบบนักบัญชี” พี่ตุ้มว่า “เอาง่าย ๆ มันเคยเป็นตึกร้างที่ใกล้พังแล้ว ที่เหลืออยู่เนี่ย คือส่วนที่ยังไม่พัง”

คุณจะบอกว่าออกแบบและปรับปรุงทั้งหมดเองเหรอ – เราสวนทันที

“ใช่ เป็นคนชอบทำอะไรบ้าบอ” 

เราไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะเป็นแค่นักบัญชี เพราะถึงแม้มันจะดูดิบเถื่อน ด้วยโครงเหล็กและปูนเปลือยเป็นส่วนใหญ่ บรรยากาศภายในร้านก็โล่ง โปร่ง เป็นสัดส่วน ตกแต่งด้วยศิลปะหลากหลายแขนง มีพนักงานต้อนรับเป็นแก๊งแมวเหมียว รับรองว่าสวยมากพอสำหรับชาว Instagrammable 

พี่ตุ้มบอกเคล็ดลับมาอย่างหนึ่งว่า ความสนใจทั้งหมดเกิดจากการอ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเอง 

“อยากใส่อะไรตรงไหน อยากทำชั้นลอย อยากนู่นนี่นั่น ทำด้วยตัวเอง ไม่มีใครว่าหรอก เพราะว่าเราไม่ใช่สถาปนิก แต่ว่าเป็นคนชอบปลูกต้นไม้มาแต่ไหนแต่ไร เราสะสมพันธุ์ไม้โบราณ เป็นคนชอบแบบนั้น”

ไขความกระจ่างกันไปทีละข้อก่อนไปต่อ 

ชั้นลอยของเธอไม่ใช่ส่วนของร้านที่ขึ้นไปนั่งได้ แต่เป็นบ้านของบรรดา(อดีต)แมวจร ที่บัดนี้นอนทับแขนเราจนเริ่มชา

ส่วนการชื่นชอบต้นไม้ก็ไม่ธรรมดา นอกจากโซนสีเขียวด้านข้างจะสวยประจักษ์ เธอยังเป็นเจ้าของหนังสือ ระเบียงสวน ระเบียงสวย ให้ความรู้เรื่องพันธุ์ไม้อีกด้วย

พันธุ์หมาบ้า ร้านหนังสืออิสระหนึ่งเดียวใน จ.ตรัง ที่อยากทำให้ตรังเป็นเมืองแห่งการอ่าน
พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย

“พี่อาจจะไม่ใช่นักบัญชีแบบเหมือนคนอื่น เราเจอคนเยอะ เจอคนหลายแบบ ความคิดมันก็เปลี่ยน เพราะแต่ละคนมีวิธีคิดต่างกัน เราเลยอยากทำร้านให้เป็นร้านหนังสือของคนทุกวัย

“พี่ชอบมากเวลาเจอเด็ก คือเราไม่มีหนังสือที่เขาอ่านอยู่ ณ ปัจจุบัน เวลาแนะนำหนังสือเก่า มันคือใหม่ของเขาเลย เราบอกว่า หนังสือมันไม่มียุคสมัยนะเว้ย ลองหยิบไปอ่านดูดิ

“ถ้าใครมีเพื่อนอยู่ที่ตรัง มานั่งอ่านหนังสือที่นี่ได้ คุณไปซื้อกาแฟจากร้านข้าง ๆ ไปสั่งชาโกแจ้งมา แล้วก็นั่งดื่มนั่งอ่านหนังสือได้ยาว ๆ เลย มากัน 5 คน 5 มุม ต่างคนต่างหยิบหนังสือของตัวเอง หรืออยากได้ต้นไม้ต้นไหนกลับไปก็บอก” พี่ตุ้มว่าพลางพาเราเดินชมแต่ละโซนภายในร้าน

“โซนโน้นจะมีน้องอีก 2 คนมาเปิดบาร์ตอนค่ำ เราให้ทำเลย แค่ช่วยกันจ่ายค่าไฟ”

นึกเสียดายที่ดันมาแต่เช้า เพราะร้านสไตล์นี้พอพลบค่ำหน่อยคอก็ชักจะแห้ง

“ที่สำคัญ โซนนี้สูบบุหรี่ได้หมด เพราะอะไรรู้เปล่า ยุคพี่มันเป็นยุคที่สูบบุหรี่โคตร ๆ พี่อยากเป็นร้านของคนทุกประเภท ใครอยากทำอะไรก็ได้ทำ” 

ถึงจะพูดพร้อมเสียงหัวเราะ แต่เธอก็พูดคำไหนคำนั้น

มองดูแล้ว จะเรียกซอยนี้ว่าเป็นซอยของคนรุ่นใหม่เลยก็ว่าได้ ทั้งร้านกาแฟ Slow Bar เปิดใหม่ข้าง ๆ กำแพงโดยรอบที่ถูกจับจองด้วยกราฟฟิตี้อาร์ตจากกลุ่มตรังสตรีทอาร์ต เรื่อยมาจนถึงร้านน้ำชาโกแจ้ง บุคคลที่พี่ตุ้มบอกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังถนนแห่งศิลปะ 

เปลี่ยนซอยที่มืดมิดปราศจากแสงไฟ ให้สว่างไสวด้วยไฟจากร้านรวงของคนรักงานศิลป์ และการฉายหนังกลางแปลงบนกำแพงของเมืองแห่งการกินนี่แหละ

พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย


พันธุ์คนบ้า

เพราะเมืองตรังมีโรงภาพยนตร์เดียวคือเครือ SF Cinema การที่พี่ตุ้มริเริ่มกลุ่มฉายหนังอิสระขึ้นมา จึงได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจนล้นหลาม 

“พี่เหมือนอยู่ตรงกลาง เราอยากเป็นตัวเชื่อมต่อคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าเข้าด้วยกัน เราก็รวมน้อง ๆ ที่ชอบดูหนัง แล้วก็ดึงพี่โต ๆ มาช่วยหน่อย มีจอใหญ่ ๆ ฉายโปรเจกเตอร์ มีอุปกรณ์ฉายหนัง ซึ่งคนที่ดูหนังเป็นเด็กรุ่นใหม่เกือบหมดเลย แล้วเขานี่แหละที่เป็นคนคุยเรื่องหนังได้ดีกว่าเรา”

โดย Documentary Club เจ้าของภาพยนตร์ มีเงื่อนไขว่าต้องมีการเสวนา พูดคุยแลกเปลี่ยน ช่วงนี้แหละที่เปรียบเหมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างคน 2 วัย 

“เด็ก ๆ เขาคุยกัน เราอึ้งไปเลย ผู้ใหญ่ก็อึ้ง มันวิเคราะห์เจาะลึก มันดึงออกมาได้เป็นฉาก ๆ แล้วอย่างน้อย เขาก็ได้มีกลุ่มเล็ก ๆ ของเขา พี่เป็นคนลงทุนอุปกรณ์ให้หมด แต่เราไม่อยากให้เกี่ยวข้องอะไรกับร้านมาก เพราะอยากให้เขาทำกันเอง

“เมืองตรังมันเล็กมาก ทุกคนรู้จักกันหมด พันธุ์หมาบ้าทุกคนก็รู้จัก กลุ่มตรังสตรีทอาร์ตมีกันกี่คน ทุกคนก็รู้จัก ซึ่งถ้าจะผลักดันให้มันเป็นงานที่โดดเด่นขึ้นมา ไม่ยากเลย แต่เขาไม่ได้ส่งเสริม 

“น้อง ๆ ทำกันเอง ขอความร่วมมือจากพี่ ๆ พอมีคนหลายเจนฯ มาร่วมกันเนี่ย เขาไม่ได้เข้าใจหรอกว่าคุณทำอะไรกัน แต่บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจ เขาก็พร้อมสนับสนุนเด็ก ๆ 

“เราอยากเชื่อมโยงคนหลายเจนฯ เข้าด้วยกัน แล้วก็ทำในเรื่องเดียวกันให้มีพลังมากขึ้น อะไรทำให้คนมาอ่านหนังสือเยอะขึ้น พี่ก็ทำเท่าที่ได้ แต่เราไม่ใช่คนที่จะไปผลักดันให้ตรังกลายเป็นเมืองแห่งการอ่าน มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย


บทส่งท้าย

แม้พี่ตุ้มจะมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เบื้องหลังทุกเล่มที่เลือกเข้าร้าน ล้วนเป็นเรื่องที่คัดสรรมาแล้วว่าควรค่าแก่การอ่าน

“บ้านเรานะ ถ้าอยากเดินไปหาหนังสือมูราคามิ ไม่มี หาหนังสืออุทิศเหรอ ไม่มี แล้วเราก็ทำเป็นร้านขนาดใหญ่เหมือนแบรนด์ร้านหนังสือทั้งหลายไม่ไหว หนังสือใหม่ก็ไม่มี แต่การ์ตูนกับหนังสือฮาวทูเยอะมาก เราก็เลือกเรื่องที่รู้สึกว่า อยากให้คนที่นี่อ่าน”

ถึงจะไม่ใช่คนที่นี่ แต่เราฟังแล้วก็ขอยืม After the Quake ของมูราคามิใส่กระเป๋ากลับมาอ่านต่อที่บ้านเสียหน่อย 

ส่วนหนังสือที่พี่ตุ้มมักจะแนะนำให้อ่าน ก็เป็นเรื่องที่ทำงานกับความรู้สึกมากพอสมควร นั่นคือ ลักษณ์อาลัย โดย อุทิศ เหมะมูล นักเขียนคนโปรดของเธอ ซึ่งถูกยืมไปในวันที่เราคุยกันอยู่

“พี่ร้องไห้เลย เป็นเรื่องเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมในครอบครัวใหญ่ ไม่ได้อ่านหนังสือแล้วรู้สึกอินกับมันขนาดนี้มานานมาก ชอบวิธีการเขียน ชอบการดำเนินเรื่องของเขา มันดูน่าติดตาม พี่นั่งนึกถึงเด็กรุ่นใหม่ว่าเขาอ่านหนังสือแล้วจะรู้สึกอินกับเนื้อหาได้จริง ๆ แบบนี้ไหม”

พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย
พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย

เล่มต่อไปคือ คำพิพากษา อีกหนึ่งผลงานระดับตำนานของ ชาติ กอบจิตติ ที่พี่ตุ้มบอกว่าไม่น่าอ่านซ้ำ แต่ก็ควรอ่านสักครั้งในชีวิต เธอพบว่าชอบมันมากกว่า พันธุ์หมาบ้า เสียอีก ด้วยเรื่องราวกระชากอารมณ์ และวิธีการเขียนรันทดหดหู่ สะเทือนใจจนเธอจดจำได้ทุกฉาก

“ตอนนี้หนังสือเป็นการเขียนแบบคำคม เราไม่ได้อยากอ่านแบบนั้นน่ะ เราอยากอ่านแบบที่ต้องให้เราตกตะกอน คุณไม่ต้องมาบอกเรานะ เราต้องคิด ต้องสรุปของเราเองได้ พี่ว่ามันเป็นเสน่ห์ 

“เมื่อก่อน ได้หนังสือเล่มหนึ่งแล้วยืมอ่านกับเพื่อน วนกันจบครบแล้วก็คุยกันว่า มึงอ่านแล้วเป็นไง โอเคไหม หรืออีกคนบอก โอ้โห มึงต้องอ่าน เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ต้องการคำตอบเลย ต้องการความรวดเร็วในการเสพอะไรก็ตาม”

พอจะเข้าใจที่พี่ตุ้มบอกขึ้นมา ถึงแม้คนรุ่นใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างในตรังให้ดีขึ้น แต่วัฒนธรรมการอ่านที่ต้องอาศัยการดื่มด่ำและตกตะกอนก็ไม่ได้เปลี่ยนไปนัก 

“พื้นที่การอ่านหนังสือในตรังมันน้อย มันจำกัด มันไม่เหมาะ สังเกตไหม พี่พยายามทำมุมให้คนรู้สึกว่าเข้ามาแล้วสบาย ๆ อยากให้หนังสือเข้าถึงง่าย ไม่ได้ต้องไปเข้าหอสมุด มาร้านหนังสือก็เหมือนมาคาเฟ่ 

“แค่ดึงคนให้รู้สึกว่าการอ่านหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ ถือว่าพี่ประสบความสำเร็จแล้ว มีคนเดินเข้าร้านมา จากไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่กลับมาบอกว่าหนูขอยืมเล่มนี้ไปอ่าน นี่คือสิ่งที่พี่ได้จากการเปิดร้านหนังสือกับห้องสมุดเล็ก ๆ”

พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย
พันธุ์หมาบ้า : ร้านหนังสืออิสระที่เป็นทั้งคาเฟ่ โรงฉายหนัง วงเสวนา และพื้นที่สาธารณะของคนตรังทุกช่วงวัย

เดินชมร้านไป ก็แลกเปลี่ยนหนังสือที่ชื่นชอบกันไป พูดคุยเรื่องต้นไม้บ้าง แวะโพสท่าถ่ายรูปอีกนิดหน่อย บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ก็วิ่งมาหาเพียงเรียกชื่อ ทั้งหมาทั้งแมวล้อมหน้าหลัง บ้างเอกเขนกสบายใจ รับแขกอย่างว่านอนสอนง่าย จนอาจพูดได้ว่า ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงร้านสำหรับคนทุกวัยเท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรกับทุกชีวิตที่ผ่านเข้ามา

“การทำร้านหนังสือมันไม่เลี้ยงชีพหรอก มันเลี้ยงหัวใจ”

บอกลากันแล้ว แต่เสียงของพี่ตุ้มยังกังวานอยู่ในหัว บรรยากาศของวันนั้นก็ยังจำได้ดี

หน้าสุดท้ายของพันธุ์หมาบ้าเล่มนี้ อยู่บนรถยนต์เหมือนกัน เพียงแต่เป็นเราที่กำลังกลับกรุงเทพฯ

รถทั้งคันพลอยหัวเราะกันอีกครั้ง เป็นเสียงหัวเราะที่ลืมเศร้าลืมกังวล มีแต่ความรื่นรมย์รออยู่เบื้องหน้า รถคันนั้นแล่นลับไปกับถนน ทิ้งเมืองตรังไว้เบื้องหลัง…

พันธุ์หมาบ้า ตรัง

ที่ตั้ง : 99/12 ถนนห้วยยอด ซอย 3 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 14.00 – 22.00 น.

โทรศัพท์ : 08 1738 2290

Facebook : Phanmaba Trang

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load