Whal & Dolph คือวงดนตรีของ ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ และ น้ำวน-วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ ที่ขายบัตรคอนเสิร์ตออนไลน์ 1,000 ใบหมดภายใน 10 นาที 

ปอเล่นดนตรีตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เริ่มจาก Recorder ในวิชาดนตรีที่โรงเรียน เล่นได้แค่สัปดาห์เดียวก็ตัดสินใจไปสมัครเข้าวงโยธวาทิตตำแหน่งฮอร์น ก่อนจะขยับเป็นนักทรัมเป็ตประจำโรงเรียนจนได้ทุกเรียนฟรีตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 3

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ส่วนความประทับใจแรกของน้ำวนกับการเล่นดนตรีไม่ดีมากนัก เขาเรียนขลุ่ยในวิชาดนตรีไทยตอนอายุไล่เลี่ยกัน แต่เล่นไม่เก่งเพราะนิ้วเล็ก ปิดรูขลุ่ยไม่สนิท หลังจากนั้นจึงวางตัวเป็นผู้ฟังเพลงที่ดีมาตลอดตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีระบบสตรีมมิ่ง และวัยรุ่นยังต้องฟังเพลงจากแผ่นหรือดาวน์โหลดแบบเถื่อนอยู่

ทั้งคู่เจอกันผ่านเพื่อนและต่างมีวงดนตรีของตัวเองมาโดยตลอด จนตัดสินใจลองทำโปรเจกต์ยามว่างด้วยกันเมื่อ 3 ปีก่อน เกิดเป็น Whal & Dolph ที่เป็นเจ้าของเพลงดังอย่าง รอให้เธอบอก ไม่รู้ทำไม เพลงใหม่อย่าง ผ่านมาผ่านไป และอัลบั้มสองที่กำลังจะปล่อยต้นปี 2021

ทั้งปอและน้ำวนอยู่ในวงการดนตรีมา 10 ปี ผ่านการตั้งวง ยุบวง ห้องอัดราคาแพง คอนเนกชันในวงการที่แทบไม่มี เดือนที่ไม่มีงานเลยสักงาน เดือนที่มีงานถึง 12 งาน เพลงที่ไม่มีใครร้องได้ จนถึงแฟนเพลงที่สักรูปหน้าพวกเขาไว้ที่อก Whal & Dolph เติบโตไปพร้อมๆ กับชายวัย 30 สองคนที่พยายามทำงานและดูแลแฟนเพลงให้ดีที่สุด จนกลายเป็นวงดนตรีอินดี้ป็อปที่ขายบัตรคอนเสิร์ตออนไลน์หนึ่งพันใบได้หมดภายใน 10 นาที

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ตอนเด็กๆ เวลาครูถามว่าโตไปอยากเป็นอะไร คุณตอบว่าศิลปินหรือเปล่า

ปอ : ผมอยากเป็นศิลปินตั้งแต่ตอนอยู่มอสอง พอเริ่มเล่นกีตาร์ เริ่มร้องเพลง ก็รู้สึกว่าต้องหัดแต่งเพลงแล้ว อยากเป็นศิลปินแบบคนโน้นคนนี้ อยากมีแฟนเพลง แต่งเพลงแรกๆ คือมั่วมาก ให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่าห่วย (หัวเราะ) แล้วผมก็เริ่มฟอร์มวงขึ้นมากับเพื่อนที่เล่นดนตรีไม่เป็นเหมือนกัน มาหัดตีกลอง หัดเล่นเบส ไปซ้อมบ้านเพื่อน เอาเพลงที่แต่งมาลองทำ ไปเข้าห้องอัดที่ชลบุรี ห้องอัดราคาไม่แพง อัดกันมั่วๆ ไม่มีเมโทรโนม แล้วก็เอาเพลงมาฟังกัน

น้ำวน : ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราหาเงินจากสิ่งนี้ได้ ความคิดที่จะเป็นศิลปินเลยห่างไกลมาก ผมเพิ่งมาเริ่มจริงจัง ทำวงกับเพื่อนและแต่งเพลงตอนปีสอง แต่ก็ยังไม่มองว่ามันเป็นอาชีพหลักอยู่ดี

ไอดอลที่คุณอยากเป็นคือใคร

ปอ : เพลงแรกที่ผมเล่นคือ ทุกอย่าง ของ Scrubb ไอดอลผมก็ไม่ไกลจาก พี่บอล (ต่อพงศ์ จันทบุบผา) กับ พี่เมื่อย (ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ) นอกนั้นก็มี Sqweez Animal, Armchair ผมชอบเพลง ชอบวิธีการทำงาน ชอบอาร์ตไดเรกชัน ชอบหมด ก็เลยตั้งใจว่าอยากโตไปเป็นศิลปินแบบนี้ให้ได้

น้ำวน : ส่วนผมเริ่มจากเพลงเมทัล ผมเรียนชายล้วนเลยไม่นิยมเพลงป๊อปเท่าไหร่ มันจะดูตุ้งติ้งหน่อย เพลงร็อกมันยาก ข้อดีคือผมได้สกิลล์ตรงนั้นมา ผมอาจจะไม่มีไอดอล แต่ผมชอบเล่นดนตรี อยากรู้จักมันมากกว่านี้ เลยถามๆ เพื่อนและลองหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ว่าถ้าจะเข้าคณะดนตรีต้องเรียนที่ไหน ติวที่ไหน สอบอะไร แล้วก็ได้ไปเรียนดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หลายคนชอบเล่นดนตรี แต่พอต้องเรียนจริงๆ มันไม่เหมือนกัน คุณรู้สึกแบบนั้นไหม

น้ำวน : มีหลายคนเป็นอย่างนั้น แต่ผมสนุกนะ มันทำให้เรารู้จักดนตรีมากกว่าแค่เล่นเป็น ตอนมัธยมผมไม่ชอบเรียนหนังสือ เรียนให้ผ่านไป พอเข้ามหาลัย ผมตั้งใจทุกวิชา ไม่ได้อยากเกรดดีแต่แค่สนุกกับมัน แล้วไม่เคยโดดเรียนเลยรู้ไหม เรียนสี่ปีน่าจะโดดเรียนแค่สองครั้ง

ปอ : ตอนแรกผมจะเข้าคณะเดียวกับน้ำวนเลย ไปติวกับรุ่นพี่จะเข้าเอก Voice Jazz พอใกล้ๆ วันจะสอบไปดูค่าเทอม โอ้โห ทำไมมันแพงจังวะ ผมก็เลยไม่ไปสอบ (หัวเราะ)

แล้วไม่ไปลองหน่อยเหรอ

ปอ : ผมเป็นคนที่ถ้าจะไม่เอา ก็ไม่ไปลองแล้ว ถ้าได้กลัวเสียดาย เดี๋ยวเสียใจ ก็เลยไปเข้า ม.กรุงเทพ เรียนนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณา คิดว่าไปเรียนอย่างอื่นก็ได้ ไม่เป็นไร ยังไงผมก็จะเป็นนักดนตรีอยู่ดี 

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ก่อนจะมาเจอกัน ทั้งคู่ทำวงดนตรีมาตลอดช่วงมหาวิทยาลัย ผ่านกันมาแล้วกี่วง

ปอ : ผมผ่านมาสองวง

น้ำวน : ของผมวงเดียว

ตอนนั้นถือว่าประสบความสำเร็จไหม

ปอ : ไม่เลยครับ มันเป็นเพราะหลายๆ อย่าง สมัยเรียน การอัดเพลงเพลงหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็อัดเพลงได้ มันยุ่งยากไปหมด จะอัดเพลงเพลงเดียวทำไมมันยากจังวะ เดี๋ยวนี้มี Interface ตัวเดียว อัดที่บ้านก็ยังได้ มีโปรแกรม กลองไม่ต้องเล่น เขียนได้เลย แต่เมื่อก่อนไม่ใช่อย่างนั้น คอมฯ ที่อัดเพลงได้ราคาแพง ต้องเป็นคอม Mac ไม่งั้นก็ต้องไปอัดที่ห้องอัด ซึ่งแพงมากๆ ตังค์ก็ไม่ค่อยมี ไปอัดทีก็ใช้เวลาได้น้อย จะมิกซ์เสียงก็ไม่รู้จักใคร พอทำออกมาก็ไม่โอเคเพราะเราอัดไปไม่โอเคตั้งแต่แรก แล้วมันจะดีได้ยังไง 

น้ำวน : ปัญหาของเราก็คล้ายๆ กัน เรารู้ว่าการเล่นที่ดีเป็นยังไง แต่เราไม่มีกำลังที่จะทำให้เพลงออกมาดี อย่างผมได้เงินอาทิตย์ละพัน แต่อัดเพลงทีเสียเป็นหมื่น มันไม่มีทางไหวอยู่แล้ว 

การเล่นดนตรีกับการทำเพลงมันเป็นคนละศาสตร์กัน

น้ำวน : ใช่ เล่นดีได้ แต่คุณจะคิดแล้วทำออกมาได้ดีหรือเปล่า เพลงที่ดี นักดนตรีไม่จำเป็นต้องเล่นเก่งมากเสมอไป มันมีอีกทางหนึ่งอยู่ ด้วยข้อจำกัดตรงนั้นมันเลยทำเพลงเราไปไหนไกลไม่ได้ ด้วยความอ่อนหัดของเรา

ในยุคนั้น วงการดนตรีอินดี้เป็นยังไง

ปอ : มันยังไม่มีสตรีมมิ่ง ไม่มีสื่อที่สนับสนุนศิลปินอินดี้ กลุ่มคนฟังเพลงอินดี้ก็น้อยมาก ถ้าตอนนี้มีคนฟังพันคน ตอนนั้นน่าจะมีแค่ร้อยคนได้ แต่อาจจะเพราะคุณภาพของวงอินดี้ในตอนนั้นห่วยด้วย ไม่เหมือนวันนี้ที่คุณภาพดีขึ้น ด้วยกระบวนการอัด ด้วยความรู้ ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่เก่งขึ้นมากๆ เพลงอินดี้เลยออกมาดี คนก็ฟังเยอะขึ้น

น้ำวน : เด็กๆ เดี๋ยวนี้คุณภาพคับแก้ว 

พอมีวงของตัวเอง เริ่มมีความหวังกับอาชีพศิลปินเยอะขึ้นหรือยัง

ปอ : ช่วงหลังๆ ใกล้ๆ วงเก่าจะยุบ ผมรู้สึกว่าริบหรี่มาก ไฟที่เคยมีมันจะมอด ตอนนั้นก็ทำงานอื่นไปด้วยนะ เปิดบริษัทโปรดักชัน

น้ำวน : อาจจะด้วยวัยที่ตอนนั้นอายุยี่สิบห้า เพื่อนๆ ทุกคนก็เริ่มทำงานหมดแล้ว ผมยังยึกยักอยู่ มีสอนบ้าง เล่นดนตรีกลางคืนกับปอบ้าง แต่น้อย อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง อยู่ไปวันๆ จนคิดว่าเราต้องทำงานได้แล้วเปล่าวะ แล้วเราย้ายบ้านมาอยู่ใกล้กัน ปอเลยชวนไปทำงานด้วยที่บริษัท แล้วก็ชวนกันทำโปรเจกต์ดนตรี 

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

เลยขอลองอีกสักตั้ง

ปอ : มันไม่ใช่ลองอีกสักตั้งนะ เราแค่อยากทำอะไรด้วยกัน เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว อยู่คนละวง เจอปัญหาก็มาแชร์กันตลอด เลยอยากลองทำเพลงกันสักเพลง ทำเล่นๆ แต่จะทำยังไงให้เพลงที่ทำออกมาเป็นมาสเตอร์พีซ แบบที่เราไม่เคยทำได้เลยตั้งแต่เล่นดนตรีมา เป็นช่วงเดียวกับที่เริ่มรู้จักห้องอัด รู้จักคนเยอะขึ้น ก็เลยทำกันดู ถ่ายเอ็มวีกันเอง ใช้มือถือถ่ายนี่แหละ ปล่อยเพลงออกไปไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร แต่เราสนุก สำหรับเรา เพลงจะดังหรือไม่ดังไม่เป็นไร แต่เราฟังแล้วไม่ติดอะไรเลย เกิดความภูมิใจ ก็เลยทำต่อ เขียนเพลง แล้วก็มีเพลงออกมาเยอะเลย จนเกิดเป็น Whal & Dolph ในขณะเดียวกันก็ยังทำบริษัทควบคู่มาเรื่อยๆ

แต่สุดท้ายคุณเลือกจะเดินออกจากบริษัทของตัวเอง เพื่อมาเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว

ปอ : พอทำไปสามสี่เพลงก็มีค่าย What The Duck มาติดต่อ เริ่มมีแฟนเพลง อาจจะไม่เยอะมาก แต่เราก็ดีใจ เฮ้ย มันเป็นไปได้ไงวะ มีคนร้องเพลงเราได้ด้วย (หัวเราะ) เลยตัดสินใจออกมาทำอย่างจริงจัง โดยที่ยังไม่ได้มีงานจ้างขนาดนั้น แต่เราไม่อินกับบริษัทแล้ว พอไปทำงาน ใจก็คิดแต่เรื่องทำเพลง ซึ่งเราบอกกับหุ้นส่วนไว้ตั้งแต่แรกเลยว่า ถ้าเราได้ทำเพลงจะออกนะ พอออกมาก็ทำเพลงให้ครบอัลบั้ม รายได้ยังไม่มีเข้ามามากมาย ต้องทุบหม้อข้าว 

ถามจริงๆ ว่าตอนนั้นมั่นใจแค่ไหน

น้ำวน : ความเสี่ยงสูงมากๆ

ปอ : และกว่าวงเราจะมีงานจริงจังแบบเลี้ยงชีพได้นี่เป็นปีๆ เลยนะ

แล้วถ้ามันไม่เวิร์กล่ะ ไม่กลัวเหรอ

ปอ : ก็กลัว แต่เราไม่ได้เสี่ยงร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เราเห็นว่ามันจะไปได้ เห็นแสงรำไรแล้วรู้สึกว่า เดี๋ยวมันต้องสว่างแน่เลย ก็เลยวิ่งมา แต่ถ้าไม่มีเลยผมก็คงยังไม่ออกมาจากตรงนั้น

น้ำวน : เวลาเราทำอะไร เราจะประมาณตัวเองได้แล้วว่าจะไปต่อได้ไหม เพราะเราไม่ได้ฟลุก พวกผมทำงานหนักมากในเส้นทางนี้ มีคนเคยบอกว่าวงเราดังเร็ว ทั้งที่เราทั้งคู่ทำดนตรีมาร่วมสิบปีแล้วก่อนจะเป็น Whal & Dolph ประสบการณ์เหล่านั้นมันขัดเกลาให้เราเติบโตมาเป็นแบบนี้ พวกเราตั้งใจมาก สำหรับเรามันเลยไม่ใช่ความฟลุก 

ปอ : เราออกซิงเกิลแรกเดือนธันวาคม 2016 ปล่อยอัลบั้มแรกประมาณเดือนพฤศจิกายน 2017 มาเดือนมีนาคม 2018 เรายังไม่มีงานเล่นเข้ามาเลย ทำยังไงดีวะ จะกินอะไรดีวะ ตอนนั้นอยู่ไม่ไหวถึงขนาดหาอาชีพเสริม ก็เลยตัดสินใจทำกั้งดองขาย ทดลองสูตรอยู่พักหนึ่งแล้วก็เริ่มทำ ผมจะตื่นเที่ยงคืน ไปรับน้ำวนที่บ้านแล้วขับรถไปตลาดมหาชัย ไปกว้านซื้อกั้งลอตใหม่ๆ กลับบ้านมาดอง กว่าจะเสร็จก็สิบเอ็ดโมง เที่ยง นอน ตื่นมาส่ง จำได้ว่าขายไปล็อตหนึ่งพบว่า เชี่ย ทำไมมันเหนื่อยจังวะ 

ขายที่ไหน

ปอ : ขายในเฟซบุ๊ก ทุกวันนี้เพจก็ยังอยู่ ยังมีคนทัก มีคนโทรมาสั่งอยู่เลย (หัวเราะ) จำได้ว่าขายล็อตแรกได้กำไรมาประมาณแบบ…

น้ำวน : สามพัน

ปอ : ไม่ถึง

น้ำวน : ก็ไม่ใช่กำไรด้วย คือได้เงินมาสามพัน กำไรน่าจะประมาณพันห้า

ปอ : แล้วมันเหนื่อยมาก เลยรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราเป็นนักดนตรีนะเว้ย อัลบั้มแรกยังไม่มา ไปทำเพลงต่อเลยดีกว่า แล้วมันเป็นช่วงรอยต่อระหว่างรอปล่อยเพลงซิงเกิลต่อไป ซึ่งก็อยู่ในอัลบั้มแรก เพลงนั้นคือ รอให้เธอบอก

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

เพลงดังสุดเลยนี่

ปอ : ปล่อยไปคนก็รู้จักวงมากขึ้น แต่มันไม่ได้ดังตูมเลยนะ ปล่อยวันแรกยอดก็ไม่พุ่ง สามชั่วโมงได้หมื่นห้า

น้ำวน : เรายังทักไปหาปออยู่เลยว่านี่มันปกติเปล่าวะ (หัวเราะ)

ปอ : สงสัยเหมือนกัน เพราะตอนไปเล่นคนก็ร้องได้ ก็น่าจะเป็นเพลงที่ดังได้นะ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็ค่อยๆ ขึ้นมา วงเราจะเป็นอย่างนี้ ไม่ค่อยมีอะไรพุ่งๆ แต่จะค่อยๆ ไปเรื่อยๆ จนเริ่มมีงานจ้าง เริ่มอยู่ได้ อีกเพลงที่ทำให้วงเราไปต่อได้คือ ฉันยังเก็บไว้ ที่ได้พี่เบนซ์ (ธนชาติ ศิริภัทราชัย) มาทำเอ็มวีให้ ตอนแรกเราไม่คิดว่าจะช่วยวงเราได้ เพราะเป็นเพลงอะคูสติก ไม่คิดว่าจะไปเล่นร้านเหล้าได้ แต่กลายเป็นว่าคนชอบ 

จากสองเพลงนี้ทำให้คุณกลายเป็นวงที่มีงานทุกเดือนหรือยัง

ปอ : มีทุกเดือนแล้ว ตั้งแต่สี่ห้างานถึงสิบสองงาน จนเราปล่อยอีพีอัลบั้มที่สอง เพลงแรกชื่อ ฝากไว้กับดาว ปล่อยวันวาเลนไทน์ปี 2019 ก็ทำให้วงเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น โตขึ้น แต่ก็ยังไม่ดัง

ยังมองว่าตัวเองไม่ดังอีกหรอ

น้ำวน : มันเป็นกราฟที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นไป ช้ามาก แต่เรามีแฟนเพลง มีงานเล่น 

ปอ : มาอีกทีตอนที่ปล่อยเพลงที่สอง ไม่รู้ทำไม เป็นเพลงที่เราไม่คิดว่าจะดัง ไม่ได้เก็งไว้ เพลงมันเรื่อยๆ ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าคนจะเก็ตเนื้อหาหรือเปล่าที่พูดถึงคนหมดใจ อยากบอกลาเขา แต่พอปล่อยออกมากลายเป็นไวรัล คนชอบ ปล่อยมาสองวันได้ล้านวิว

น้ำวน : แต่มันเป็นเนื้อหาที่ไม่ค่อยมีคนเล่า 

ยอมรับหรือยังว่าดังแล้ว

ปอ : เริ่มดังในกลุ่มหนึ่งนะ

ถ่อมตัวเกินไป

น้ำวน : ผมว่าศิลปินทุกคนจะไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองดังแค่ไหน นอกจากจะมีเพลงที่ยอดเยอะมากๆ เป็นร้อยล้านวิว เราก็ทำงานไป ปล่อยเพลงหนึ่งได้แฟนเพลงเพิ่มกลุ่มหนึ่ง ปล่อยอีกเพลงก็ได้แฟนเพลงเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง 

คุณฝันว่าอยากเป็นศิลปินมาก่อน พอได้เป็นจริงๆ มันมีความรับผิดชอบอะไรที่มาพร้อมอาชีพนี้ไหม

ปอ : แต่ก่อนเราคิดว่าการเป็นศิลปินคือทำเพลง ปล่อยเพลงออกไปให้เพลงทำงาน มีแฟนเพลง ก็คิดว่าน่าจะประมาณนั้นมั้ง แต่กลายเป็นว่าพอทำอัลบั้มแรกได้ มีคอนเสิร์ต ต้องทำอัลบั้มที่สอง แล้วจะทำยังไงให้วงเราไม่ซ้ำเดิม ขณะเดียวกันต้องทำให้แฟนเพลงรู้สึกว่าวงนี้ยังเป็นวงนี้อยู่โดยที่ไม่น่าเบื่อ

น้ำวน : ผมเคยเห็นสัมภาษณ์ของศิลปินท่านอื่น เขาบอกว่าแฟนเพลงสำคัญสำหรับเขามาก ผมก็ไม่เคยรู้ ไอ้เหี้ย มันจะขนาดนั้นเลยเหรอวะ แต่พอมาอยู่ตรงนี้มันจริงนะ เข้าใจแล้วว่าเขาสำคัญกับเรามาก

ปอ : เราไม่มีแฟนเพลงไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งไม่มีเขา วงจะไม่เหลืออะไรเลย เพลงบางเพลงก็เล่นไม่ได้ถ้าไม่มีแฟนเพลง

น้ำวน : ไปเล่นคอนเสิร์ตก็ไม่สนุก เวลาเราทำอะไร ก็ไม่ใครรอซัพพอร์ตเรา ยิ่งตอนเล่นสด แฟนเพลงสำหรับวงเราคือสำคัญมาก เพราะเพลงเราไม่ได้ตูมตาม เราไม่สามารถสนุกไปกับมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยตัวเอง ต้องมีเขาส่งกลับมาด้วย แล้ววันนั้นจะเล่นได้ดีมาก 

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที
คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ถ้าทำเพื่อแฟนเพลงขนาดนั้น Whal & Dolph จะสูญเสียตัวตนไหม

ปอ : มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะไม่สนใจแฟนเพลงเลย ความคาดหวังมันมี อย่างผมเคยเจอแฟนเพลงสักรูปเราที่อก แล้วผมจะไปทำให้เขาผิดหวังได้ยังไง ทุกครั้งที่ทำเพลงเราก็ทำแบบที่ชอบนี่แหละ แต่บางจังหวะที่เริ่มขี้เกียจ เราก็จะคิดแล้วว่าถ้าเราทำออกมาไม่ดี คนที่เขาสักรูปเราไว้จะผิดหวังหรือเปล่า มีคนที่เชื่อในตัวเรา ชอบผลงานเรา เราต้องทำงานออกมาให้ได้คุณภาพโดยที่เราภูมิใจกับมันมากๆ ด้วย ไม่ใช่ขี้เกียจแล้วทำส่งๆ ไป วงจึงกลายเป็นแบรนดิ้งที่เราสร้างขึ้นมาแล้วต้องรักษาให้ดีต่อไป

น้ำวน : เหมือนเราให้เกียรติอาชีพเราเอง และเราก็ให้เกียรติเขาด้วย

Whal & Dolph โตขึ้นแค่ไหนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ปอ : ความคิดบางอย่างเปลี่ยนไป เวลาเล่าเรื่องบางเรื่อง เราจะเล่าจากมุมมองของเราคนนี้ วัยนี้ เป็นคนแบบนี้ เพลงหรือมุมมองต่อการมองบางอย่างก็เปลี่ยนไป ผมว่าดนตรีก็เปลี่ยน 

น้ำวน : ดนตรีเปลี่ยนมาก เราลงดีเทลกันมากขึ้น ปกติไปอัดเพลงเราใช้หนึ่งคิว อัดได้ทุกเครื่องเลย แต่ตอนนี้หนึ่งคิวได้ประมาณสามสิบถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเพลง ตอนแรกสงสัยว่าเราห่วยขึ้นหรือเปล่า แต่พอได้กลับมานั่งฟังเพลงจริงๆ พบว่าตัวเองละเอียดขึ้นมาก

นั่นคือในแง่ของศิลปิน ถ้าในฐานะคนคนหนึ่งล่ะ

ปอ : พวกผมเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปเยอะ เมื่อก่อนทำงานหนัก กินเครื่องดื่มชูกำลังตลอด นอนน้อย ใช้ชีวิตแบบกินอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ให้มันอยู่รอดไปวันๆ พอโตขึ้นมีงานเข้ามามากขึ้น ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะใช้ชีวิตยังไงให้ดี กินอันนี้ดีเปล่าวะ เรานอนเท่านี้มันดีเปล่าวะ เราเลือกให้ตัวเองมากขึ้น เพราะมันมีทางเลือกมากขึ้น มุมมองความคิดก็เปลี่ยนไป จากที่เคยด่าว่าโน่นนี่นั่น ก็กลายเป็นคนที่พยายามทำความเข้าใจกับมัน ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้นะ เริ่มขอโทษคนที่เราทำไม่ดีด้วย เริ่มไม่อยากทำให้คนรอบข้างหรือคนที่ทำงานกับเรารู้สึกแย่

น้ำวน : เมื่อก่อนเราทำวงดนตรีมา เรามองว่ามันเป็นแค่วงดนตรี ใครมาช่วยเล่นก็เล่นไป พอทำมาเรื่อยๆ เราเริ่มมองว่ามันเป็นบริษัทที่เราต้องจัดการหลายเรื่อง เราต้องทำยังไงให้คนที่เขาช่วยเรามาตั้งแต่แรกยังแฮปปี้ที่จะอยู่กับเรา เริ่มแคร์ความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น แต่สนุกดีครับ ไม่เหนื่อยหรอก พวกเรารักวงนี้ ทุกอย่างที่ทำไปเพราะอยากให้วงมันดีขึ้น

ปอ : มันเหมือนเป็นครอบครัวไปแล้ว ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าวงต้องมีทีมงานนะ ต้องมี Technician สามคน มี Sound Engineer หนึ่งคน ตอนนี้เรามีทุกอย่าง เราต้องดูแลมากขึ้น เป็นพี่มากขึ้น เป็นหัวหน้าครอบครัว เช่น เดือนนี้ไม่มีงานเลยจะช่วยน้องสามคนนี้ยังไงดี มันเหมือนการดูแลคนในครอบครัวของเรา

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

แปลว่าเคยมีช่วงที่อีโก้จัดๆ มาก่อน

ปอ : มีแหละ แต่ไม่ได้เยอะ แล้วเราก็ไม่ได้ไปมีอีโก้ใส่ใคร อาจจะแค่กับเรื่องตัวเอง บางทีทำงานไปเริ่มขึ้เกียจ เริ่มไม่ใส่ใจเวลาไปเล่น ไม่ได้ซัพพอร์ตคนบางคนทั้งๆ ที่เราควรทำ ไม่พูดคุยกับแฟนเพลงมากเท่าเดิม เพราะรู้สึกว่าแค่นี้ก็เหนื่อยมากแล้ว มันไม่เชิงเป็นอีโก้ แต่คือความรู้สึกว่า โอเค ตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ดีมากๆ อยู่ตัวแล้ว เราก็เลยทำมันเท่านี้แหละ พอแล้ว ไม่ต้องให้ดีขึ้นไปกว่านี้ก็ได้

น้ำวน : Whal & Dolph เกิดขึ้นตอนเราทั้งคู่อายุยี่สิบปลายๆ ตอนนั้นอายุยี่สิบเจ็ด เริ่มเป็นผู้ใหญ่แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้เลยไม่รุนแรงมาก เราเลยไม่ใช่วัยรุ่นที่คิดว่ากูแน่

ข้อดีของการมีชื่อเสียงในวัยที่เริ่มนิ่งและเข้าใจชีวิตแล้วคืออะไร

น้ำวน : ความสำเร็จไม่ได้มาเร็วเกินไปจนเรามองไม่ทัน มันค่อยๆ มาโดยที่เรายังเห็นข้างๆ ทางได้ทันอยู่ 

ปอ : มันทำให้เราได้มองหลายๆ อย่าง ทำให้รู้ว่าแฟนเพลงสำคัญมากนะ เขาคือกลุ่มคนที่เราควรจะดูแลมากที่สุด เป็นห่วงเขาที่สุด เราต้องดูแลเขาให้ดีเหมือนวันแรก หลังๆ ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนผมจะกลับมาตอบเมสเสจแฟนเพลง ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเวลาเล่นเสร็จ แฟนเพลงทักสตอรี่มา ผมจะเหนื่อยจนตอบไม่ไหว ทุกวันนี้มันจะเยอะแค่ไหน ผมก็พยายามตอบ อะไรสำคัญๆ อย่าง พรุ่งนี้พี่ขึ้นเครื่องบินกี่โมง หรือตอนซาวนด์เช็กขอเขามาฟังได้ไหม หนูอายุไม่ถึง 

เหมือนคุณมองว่าแฟนเพลงไม่ใช่แฟนเพลง แต่เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกัน

ปอ : ผมวางโพสิชันวงว่าไม่ใช่ศิลปินที่เป็นเหมือนเทพเจ้า เข้าถึงไม่ได้ แต่เราเป็นคนคนหนึ่ง เขาก็เป็นคนคนหนึ่ง เราคุยกันได้ เราบอกกันได้ ‘ไม่ว่างนะ พี่ขอไปเล่นก่อน เดี๋ยวค่อยมาถ่ายรูปกัน’ เราอยากเป็นเพื่อนมากกว่า

น้ำวน : แต่เราไม่ได้ทำอะไรเกินตัวนะ นิสัยเราเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เราก็แค่เป็นตัวเอง

มีชื่อไหม เหมือนแฟนคลับ Beyonce ชื่อ BeyHive 

ปอ : มีครับ ช่วงหนึ่งเขาก็มาถามๆ เลยให้ชื่อ ‘แฟนปลา’ ละกัน น่ารักๆ

เล่าเรื่องความน่ารักของแฟนคลับ Whal & Dolph ให้ฟังหน่อย

ปอ : มีงานหนึ่งที่เราไปเล่นที่ลำปางกับเชียงราย ลงสนามบินปุ๊บก็เจอแฟนเพลงเลย แต่เป็นแฟนเพลงที่มาจากกรุงเทพฯ ขับรถมา เหมือนเขาคิดถึงพวกเรา ปกติเล่นที่กรุงเทพฯ เขาก็จะมาดู ซื้อขนมมาให้ ทั้งๆ ที่เดี๋ยวเราก็มีเล่นที่กรุงเทพฯ นะ แต่มันช้ากว่าแค่นั้นเอง 

น้ำวน : มีช่วงหนึ่งเจอคนเยอะมาก แล้วจะมีแฟนเพลงมาถามว่า พี่จำผมได้ไหม จำหนูได้ไหม เราก็บอกเลยว่าจำไม่ได้ แต่ขอโทษเขานะ (หัวเราะ) บางคนต่อแถวถ่ายรูปนานมากเพื่อที่จะไม่ได้ถ่ายรูป แค่คุยด้วยเฉยๆ เขาบอกว่าเคยถ่ายแล้ว ให้คนอื่นถ่ายบ้าง เดี๋ยวจะเสียเวลา

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับแฟนเพลงสำคัญแค่ไหนในการทำงาน

ปอ : ผมเคยคุยกับศิลปินคนหนึ่ง เขาบอกว่า “ถ้าพี่ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว สิ่งที่พี่จะทำคือ ดูแลแฟนคลับให้ดีกว่านี้” สมมติแฟนเพลงเราชอบเพลงแบบนี้ แต่เราไม่เคยทำเพลงแบบนี้ให้เขาเลย มัวแต่คิดว่าวงเราต้องดังโว้ย วงเราต้องขายโว้ย เราต้องรวย โดยที่ไม่แคร์คนที่ชอบเราในแบบนั้น เขาก็จะไม่อยู่กับเรา ในวันที่เราตกลงมา จะไม่มีคนนี้อยู่รับเราแล้วนะ เราเลยขอทำเพลงในแบบที่ผมชอบและแฟนคลับก็เห็นว่านี่คือ Whal & Dolph ดีกว่า เราต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด 

ศิลปินที่ดีสำหรับคุณคือ…

ปอ : คนที่ถ่ายทอดตัวตนผ่านเพลงออกมาได้ดี คนที่โคตรไฮเปอร์ เก๋า ซ่า แล้วเขียนเพลงออกมาได้ซ่ามากๆ ผมว่าคนนั้นเป็นศิลปินที่ดี หรือคนนี้เป็นคนเหงามาก เป็นคนซึมๆ แล้วเพลงก็ออกมาซึมมากๆ 

น้ำวน : ผมชอบสังเกตว่าแต่ละคนเล่นดนตรีแบบไหน มีรุ่นพี่เคยบอกว่า มึงลองดูนะ ศิลปินพอถึงจุดหนึ่งเขาจะเอาตัวเองออกมาเป็นดนตรีด้วย ผมชอบดูว่ามันสอดคล้องกันไหม สมมติคนนี้เรียบร้อยมากๆ เวลาเล่นกีตาร์ก็จะนุ่มๆ ไม่ซิ่งมาก 

แล้ว Whal & Dolph เป็นแบบไหน

ปอ : เราเป็นคนตลกๆ ง่ายๆ ไม่เรื่องมากแต่จริงใจ มีอะไรพูดตรงๆ ไม่เก็บไว้ เป็นมิตร ซึ่งมันก็ออกมาทางเพลงของเรา เล่าง่ายๆ พูดตรงๆ ไม่โกหกกัน แต่มีเสน่ห์ในแบบของมัน

น้ำวน : ชอบมีคนบอกว่าเวลาผมเล่นกีตาร์ดูเหมือนจะหลับ ผมก็อยากเต้นเหมือนกันนะ แต่สิ่งที่ผมเล่นมันยาก จะเดินกูยังลำบากเลย ขอกูยืนเฉยๆ แล้วกัน (หัวเราะ)

การผ่านวงที่ไม่ประสบความสำเร็จ ผ่านทางแยกที่ต้องเลือกระหว่างงานประจำหรือการเป็นศิลปิน ผ่านเดือนที่ไม่มีงานเล่นสักงาน มันหล่อหลอมให้ Whal & Dolph เป็นวงแบบไหน

ปอ : มันสอนเราเรื่อยๆ ทุกๆ ช่วงสอนเราหมด อย่างช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา มันสอนให้เราเป็นคนอดทน ช่วงที่ไม่มีงานก็สอนให้เราลุกขึ้นสู้ มันสอนให้เราไม่ยอมแพ้ อดทนไว้ ทำไปเรื่อยๆ แต่ต้องทำและคิดวิเคราะห์ แล้วก็ทำไปโดยที่ยังเป็นตัวเอง ทุกวันนี้เวลาไปเล่นจะมีความคาดหวังอยู่ เขาจ้างเราราคานี้นะเว้ย เราจะไปเล่นห่วยๆ ไม่ได้ ผมต้องซื้อของราคาสี่ห้าแสนเพื่อเอามาทำงาน จะได้ไปเล่นด้วยคุณภาพที่ดี ต้องซ้อม ต้องทำโชว์ เพื่อจะให้โชว์โชว์หนึ่งมันคุ้มกับที่เขาจ้างเรา คุ้มกับที่แฟนเพลงที่จ่ายเงินมาดู มันทำให้เราเป็นศิลปินที่ดีขึ้น เราไม่อยากไปเล่นแล้วคนบอกว่า โห ไม่เห็นประทับใจเลย จะไม่จ้างแล้วหรือไม่น่ามาดูเลย 

น้ำวน : เราอาจจะไม่ใช่ศิลปินร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเรามองว่ามันคืองานที่เราต้องตอบโจทย์คนอื่นด้วย เคยมีงานหนึ่งที่เขาไว้ใจให้เราเล่นเป็นวงสุดท้าย วันนั้นเหนื่อยมาก พอขึ้นเวทีรู้เลยว่ายิ่งเล่นยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ผมไม่เคยเล่นเสร็จแล้วลงมานั่งประชุมหลังเวทีเป็นชั่วโมงๆ ไม่รู้ว่าคนอื่นรู้สึกไหม แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องกลับมาเช็กตัวเอง 

ปอ : ไม่ใช่ว่าวันนี้กูจะเล่นแบบนี้แหละ ใครไม่ชอบก็ช่างมัน ไม่ได้ เราเล่นในแบบที่เราเป็นนี่แหละ แต่ต้องให้คนอื่นร่วมรู้สึกกับเราด้วย คนจ้างก็แฮปปี้ คนดูก็แฮปปี้ เราก็แฮปปี้ สุดท้ายมันคือการสร้างสมดุล

น้ำวน : อย่างเมื่อก่อนจะมองแค่ว่าเราเล่นได้มาตรฐานของตัวเอง แล้วทำไมคนอื่นเล่นไม่ได้ ก็โทษคนอื่น แต่การเล่นดนตรีมันคือทีมเวิร์ก เราไม่สามารถเล่นดีคนเดียวแล้วทั้งโชว์จะดี

ถ้าสามารถบอกตัวเองในตอนนั้นที่กำลังหาทางเป็นศิลปินอาชีพอยู่ อยากแนะนำอะไรไหม

ปอ : อยากบอกว่า เฮ้ย สุดท้ายมึงทำได้นะเว้ย สิ่งที่มึงคิดมันถูกแล้ว แต่คงไม่แนะนำอะไร ผมจะปล่อยให้ตัวเองงมๆ หาทางเองดีกว่า สนุกดี ถ้าไปบอกหมดมันก็…

น้ำวน : ไม่ลุ้น แต่จะบอกว่าทำไปเลยเพื่อน ลองดู

อาจจะต้องขายกั้งอยู่แป๊บหนึ่ง

น้ำวน : ใช่ แต่สุดท้ายมันจะได้ (ยิ้ม)

คุยกับ Whal & Dolph วงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เช้านี้โลกกำลังเคลื่อนที่เข้าสู่กลุ่มเมฆ

ผมหมายถึง อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า Earth กำลังจะมาเยือน The Cloud

Earth ที่ว่าคือ เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข นักร้องผู้เริ่มต้นจากการร้องเพลงคัฟเวอร์ลงยูทูบเมื่อปี 2552 โด่งดังระดับล้านวิวจากการคัฟเวอร์เพลง แสงสุดท้าย เมื่อปี 2555 เซ็นสัญญาเป็นนักร้อง ออกผลงานกับค่าย White Music เมื่อปี 2557 และออกซิงเกิลใหม่ มีไว้แค่เป็นของเธอเท่านั้น กับค่ายมิวซิกมูฟ เรคคอร์ดส เมื่อเดือนที่แล้ว

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

ในโลกยุคที่เราแนะนำตัวกันด้วยตัวเลข เอิ๊ตคือเจ้าของแชนแนล EarthPatravee ในยูทูบซึ่งมีคนติดตามอยู่ 3 แสนกว่าคน เพลง แสงสุดท้าย ที่เธอคัฟเวอร์มีผู้ชม 5 ล้านวิว เพลง อยู่ต่อเลยได้ไหม ที่คัฟเวอร์เช่นกันมียอด 8 ล้านวิว ส่วนเพลง Sky&Sea ของเธอเองมียอด 72 ล้านวิว

ถ้าปิดตัวเลข เอิ๊ตคือนักร้องที่คุณจะหลงรักได้ไม่ยาก เพราะเธอมีเสียงร้องที่หวานละมุน ฝีไม้ลายมือทางดนตรีก็มีดีพอตัว ดังนั้นไม่ว่าเอิ๊ตจะเอาเพลงของใครมาคัฟเวอร์ เธอก็เรียบเรียงจนกลายเป็นเพลงของเธอ

จากเด็กมัธยมปลายที่อัดคลิปลงยูทูบเล่นในวันนั้น กลายมาเป็นนักร้องอาชีพที่ทำเพลงเองในวันนี้ โลกหมุนรอบตัวเองไปแล้ว 8 รอบ

ผมไม่ทันดูว่าเอิ๊ตหมุนตัวกี่รอบ แต่เธอเปิดประตูห้อง The Cloud เข้ามาแล้ว

หญิงสาวผู้ซึ่งกลับมาจากการร่ำเรียนด้านดนตรีที่ออสเตรเลียหยิบกีตาร์ออกจากกระเป๋า แล้วแนะนำตัวเองผ่าน 5 เพลงของเธอ

คุณตาพาเอิ๊ตเข้าสู่วงการดนตรี

ผมสรุปเองแบบนั้น เมื่อรู้ว่าเอิ๊ตในวัย 6 – 7 ขวบ เห็นคุณตามาเล่นไวโอลินที่บ้าน เลยรบเร้าอยากเล่นบ้าง คุณแม่จึงส่งเธอไปเรียนไวโอลิน แล้วก็เรียนดนตรีต่อมาเรื่อยๆ ทั้งคลาสสิกและป๊อป เอิ๊ตเข้าสู่วงการดนตรีจริงๆ เมื่อโอ๋ ดูบาดู (เจษฎา สุขทรามร) พบเธอที่โรงเรียนสอนร้องเพลง เลยชวนไปออดิชันเพื่อเป็นคอรัสให้อัลบั้ม Let’s talk about love ของเพชร โอสถานุเคราะห์ ในปี 2550 และเธอได้รับคัดเลือก

“ช่วง ม.5 – 6 เอิ๊ตทำงานเยอะมาก เป็นคอรัสแบบฟูลไทม์ มีเงินเดือน เรียนเสร็จ 6 โมง เดินทาง กินข้าว ซ้อมตอนตี 2 – ตี 4 กลับบ้านนอน แล้ว 6 โมงเช้าก็ตื่นไปเรียน ต้องแวะซื้อกาแฟก่อนเข้าโรงเรียนทุกวัน เป็นช่วงที่สนุกมาก และได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก” เอิ๊ตเล่าถึงชีวิตสมัยเรียนมัธยมที่รุ่งอรุณ โรงเรียนทางเลือกซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการสอนให้เด็กเติบโตมากับความเข้าใจในธรรมชาติ

เอิ๊ตเล่าว่า ตอน ม.5 โรงเรียนพาไปใช้ชีวิตกับชาวปกาเกอะญอบนดอย แล้วให้เขียนหนังสือหรือทำสารคดีเล่าเรื่องว่าเด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรจากคนชนเผ่าที่อยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเอง

“การได้ออกภาคสนามหลายๆ ครั้งส่งผลกับชีวิตนะ ถ้าเอิ๊ตไม่ได้เห็นสิ่งนี้คงคิดว่าโลกคือการทำงานแลกเงิน หาแพสชันของตัวเองให้เจอ ทำฝันให้เป็นจริง มีแค่นั้น การได้ไปเห็นอะไรแบบนี้บอกเราว่า อะไรคือทรัพยากรที่ทำให้มนุษย์คนนึงมีชีวิตอยู่ได้ มันทำให้เราไม่ได้ชื่นชมคนที่วัตถุนอกกาย แต่เราให้ค่ากับสิ่งที่อยู่ในตัวคนนั้นจริงๆ ความคิดแบบนี้ยังอยู่กับเอิ๊ตนะ เวลาเครียดๆ ว่าเราทำเพลงไม่ดีเท่าคนอื่น เราจะทำการตลาดยังไง สมองก็จะดึงให้เรากลับมาบอกตัวเองว่า ความสุขพื้นฐานในการใช้ชีวิตของมนุษย์มันคืออะไรกันแน่”

การทำวิดีโอสารคดีชิ้นแล้วชิ้นเล่าส่งครูในวิชาสังคมศึกษาทำให้เอิ๊ตพบว่าตัวเองชอบทำงานด้านนี้ เธอจึงเลือกเรียนด้านภาพยนตร์ในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และการบ้านสมัยมัธยมชิ้นหนึ่งที่เธอต้องทำรายงานเรื่องยูทูบ ทำให้เอิ๊ตได้ลองร้องเพลงอัดคลิปลงยูทูบเป็นครั้งแรก

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

“ตอนทำคลิปช่วงแรก เอิ๊ตไม่ได้คิดอะไรมากเลย อยากฝึกร้องเพลงก็หยิบเพลงของศิลปินที่ชอบมาร้อง อยากสื่อสารเพลงออกมาในแบบที่เรารู้สึกกับเพลงนั้น” เอิ๊ตเล่าถึงวิธีคิดในการคัฟเวอร์เพลงของเธอยุคแรก ส่วนวิดีโอก็ตั้งใจทำให้เรียบง่าย ไม่เซ็ตอัพ ทำให้คนดูรู้สึกสนิทกับเอิ๊ต

วิดีโอช่วงถัดมาของเอิ๊ตเริ่มมีลูกเล่นมากขึ้น โดยเฉพาะการอัดเสียงกลางแจ้งตามโลเคชันต่างๆ

“การร้องสดให้ความรู้สึกอะไรบางอย่างมากกว่าการอัดเสียงในห้องอัดแล้วทำเอ็มวี เพลงอาจไม่เพอร์เฟกต์เต็มร้อย แต่มีเสน่ห์ที่หาไม่ได้ด้วยการอัดเพลงปกติ ตอนนั้นเรียนฟิล์มด้วย เราเจอโลเคชันที่ชอบก็เก็บไว้ในใจเรื่อยๆ เพลงเอิ๊ตเลยมีเสียงแทรกเป็นเสียงนกบ้าง เสียงหมาบ้าง แต่ไม่เป็นไร” เอิ๊ตหัวเราะแทรก ไม่นานมานี้เธอก็เพิ่งอัดเพลง Lay me down ในห้องนอน โดยมีเสียงสายฝนจางๆ และฟ้าร้องเบาๆ ประกอบ เป็นเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากห้องอัดอย่างที่เธอว่าจริงๆ

เสน่ห์อีกอย่างในเพลงคัฟเวอร์ของเอิ๊ตก็คือ ไม่ว่าเพลงต้นฉบับจะเป็นของใคร เอิ๊ตก็เอามาเรียบเรียงใหม่จนเหมือนเป็นเพลงของเธอเอง

“ไม่ได้คิดขนาดนั้นนะ” เอิ๊ตหัวเราะ “ทำมาแล้วมันหนีไม่ได้ ก็เราชอบคอร์ดแบบนี้ ชอบร้องแบบนี้”

เอิ๊ตเปิดประเด็นเรื่องการคัฟเวอร์ต่อ “ที่แน่ๆ เพลงคัฟเวอร์ที่ประสบความสำเร็จ 80 เปอร์เซ็นต์มาจากเพลงต้นฉบับที่ดี เราไปยืมชื่อเสียงคนอื่นมาทำ เราบอกว่าความสำเร็จมาจากเราไม่ได้เลย เราต้องขอบคุณคนทำเพลงต้นฉบับ พอได้มาทำเพลงเอง เราเห็นคุณค่าของทุกเพลงมากขึ้น เพราะการแต่งเพลงมันยากนะ ทั้งการเขียนเนื้อให้คนเข้าใจ ให้คนร้องตามแล้วสนุก”

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

เอิ๊ตมองว่าการทำเพลงคัฟเวอร์เหมือนดาบสองคม

“การคัฟเวอร์ได้ฝึกเยอะมาก ได้ฝึกเรียบเรียงเพลง เปลี่ยนคอร์ด เปลี่ยนจังหวะ ได้ฝึกทั้งการแสดงและการคิด เวลาที่เราร้องแล้วมีคนชอบ เรารู้สึกดีทุกครั้งนะ” เอิ๊ตเว้นจังหวะ “แต่ถ้าเราคัฟเวอร์จนคนจดจำว่าเราเป็นนักร้องคัฟเวอร์ อยากฟังเราร้องคัฟเวอร์มากกว่าเพลงที่เราแต่งมันก็อันตราย เพราะมันจะขัดแย้งกับสิ่งที่เรากำลังทำ คือการเป็นนักร้องอาชีพ”

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

เส้นทางในวงการดนตรีของเอิ๊ตดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ

ทำเพลงแบบสมัครเล่นจนโด่งดัง ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินอาชีพ มีเพลงฮิตของตัวเอง ที่มียอดวิวสูงถึง 72 ล้านวิว ได้ทัวร์คอนเสิร์ต และได้เล่นดนตรีอย่างที่รัก

แต่เอิ๊ตรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินมาถึงจุดที่หนทางโรยด้วยหนามกุหลาบ

“พอปล่อยเพลงมาสองเพลง มีกระแสตอบรับที่ดีมาก เรามาถึงจุดที่ต้องภูมิใจมากสิ แต่ทำไมเราไม่มีความสุขเท่าที่ควร ไม่ภูมิใจเท่าที่ควร เราสับสนว่าเราเดินมาถูกทางแล้วเหรอ เวลากลับจากโชว์เราคิดมาก เราไม่่รู้จักตัวเองดีพอ ไม่รู้ว่าจะเล่นแนวไหน ที่แย่ที่สุดคือ ไปเล่นในสถานที่แบบในผับหรือในร้านอาหารที่เราเอาคนดูไม่อยู่ มันเป็นสังคมอีกแบบหนึ่งที่เราไม่รู้จะทำตัวยังไง เราเดินทางมาถึงจุดที่เรางงมากว่าจะไปไหนต่อ ถ้าดนตรีไม่ใช่ เราก็ทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้วด้วย เราก็เลยตัดสินใจหนีดีกว่า”

ตอนไปทัวร์ร่วมกับวง เอิ๊ตไม่อยากเล่นเพลงอื่นๆ ในเวอร์ชันของศิลปินต้นฉบับก็เลยเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ แต่ปัญหาคือ พอคุยกับวง นักดนตรีมากประสบการณ์เหล่านั้น ถึงจะคุยกันด้วยภาษาที่เอิ๊ตไม่เข้าใจ แต่พวกเขาช่วยสอนเอิ๊ตให้รู้จักการเรียบเรียงดนตรี นิสัยอย่างหนึ่งของเอิ๊ตก็คือ ถ้าชอบอะไรแล้วจะไปให้สุดทาง หญิงสาวในวัยเบญเพสเลยตัดสินใจออกเดินทางไปทำความรู้จักโลกกว้าง ด้วยการเรียนต่อด้านดนตรีที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข พื้นที่เล็กๆ ของเอิ๊ต ภัทรวี

“ตอนแรกคิดว่า ทุกคนต้องใช้ชีวิตเหมือนในเรื่อง Glee เป็นชีวิตแบบ musical” เอิ๊ตหัวเราะเมื่อย้อนเล่าถึงจินตนาการของตัวเอง “เอาเข้าจริงๆ มันก็คือการเรียนปกตินั่นแหละ มีทั้งวิชาที่ชอบและวิชาที่ไม่ชอบ แต่การไปครั้งนี้ทำให้เอิ๊ตเปลี่ยนไปเลย ได้เห็นการใช้ชีวิตของคนที่ทำงาน เลิกงานก็ไปใช้ชีวิต ไปเที่ยว มันทำให้เราผ่อนคลาย ปลดล็อกเลย แล้วก็ได้พลังจากคนต่างชาติที่มาเรียนดนตรีด้วยกัน ได้เห็นคนที่กำลังอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ พวกเขาเดินทางมาจากประเทศต่างๆ เพื่อเรียนดนตรี มาเพื่อทำให้เส้นทางสายดนตรีของเขาสำเร็จ โลกมันกว้างใหญ่กว่าที่เราเคยเห็นมาก จากที่เคยคิดว่า เราเดินมาถึงทางตันแล้ว มันไม่ใช่ เอิ๊ตก็ไม่รู้จะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร แต่มันทำให้เราพร้อมที่จะกลับมาทำงานของเรา ทำโดยไม่ต้องสนคนอื่น ไม่ต้องสนกระแส เดินตามทางของเรา พัฒนาแบบของเรา” เอิ๊ตตอบด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

เอิ๊ตปล่อย 2 เพลงใหม่ ภายใต้สังกัดใหม่ ในระหว่างอยู่ที่ออสเตรเลีย ตอนนี้เธอเรียนจบกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว และเพิ่งปล่อยเพลงล่าสุดไป

“เพลงของเอิ๊ตเป็นเหมือนการจดไดอารี่ที่มองโลกในแง่บวก ไม่ว่าจะเขียนเพลงแนวไหน จะเศร้าแค่ไหน ชีิวิตก็ไปต่อได้ อย่างเพลงใหม่ มีไว้แค่เพียงของเธอเท่านั้น เป็นเพลงอกหักนะ แต่ก็มีความสุข เอิ๊ตไม่ได้มองโลกแบบเป็นขาวเป็นดำ มันไม่มีอะไรที่สุดขั้ว” เอิ๊ตปิดท้ายประโยคด้วยรอยยิ้ม

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

ถ้าใครติดตามแชนแนลของเอิ๊ตจะเห็นว่า ช่วงก่อนไปออสเตรเลีย เธอทำวิดีโอคัฟเวอร์บ่อยมาก แต่อยู่ดีๆ ก็หายไปเลยร่วมปี เพิ่งจะกลับมาทำวิดีโอคัฟเวอร์อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้เอง

“มีช่วงหนึ่งที่เอิ๊ตเริ่มมองการทำคลิปเป็นงาน จริงจังเลย ต้องหาอะไรมาลงเรื่อยๆ มันก็จะแข็งๆ นิดนึงนะ เราไม่ได้ทำเพราะอยากทำเหมือนเมื่อก่อน คิดแค่ช่วงนี้เพลงอะไรดัง คลิปที่แล้วเราเล่นมุมกล้องนี้ไปแล้ว คราวนี้ต้องลองกรีนสกรีน ต้องลองแบบอื่น มันก็ช่วยเรื่องการฝึกครีเอทีฟดีนะ แต่ความรู้สึกในการทำมันไม่ใช่แพสชันเหมือนตอนแรกอีกแล้ว ทำไปแล้วก็คิดว่าคลิปนี้จะได้กี่วิว นั่งรีเฟรชดูยอด ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

เอิ๊ตเล่าต่อว่า มีช่วงหนึ่งที่เธอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองตามที่คนคอมเมนต์ มีคนบอกว่าเวลาที่ร้องเพลงเอิ๊ตชอบทำหน้าบูดเบี้ยว เธอก็พยายามเปลี่ยน

“บางครั้งพออ่านคอมเมนต์เยอะๆ แล้วร้องไห้เลย ก็เราไม่ใช่คนสวย เราเลยพยายามยิ้มทุกครั้งที่ร้องเพลง จนเราไม่คิดถึงเรื่องเพลงแล้ว สนใจแต่คลิปนี้เราหน้าตาดีไหม จนวันนึงก็รู้สึกว่า ช่างมัน มาสนใจดนตรีดีกว่า เราไปห้ามตรงนั้นไม่ได้จริงๆ ถ้ายิ้มตลอดเพลงเศร้ามันก็ไม่เศร้า หรือถ้าเก๊กหน้าตลอด มันก็จะร้องบางโน้ตไม่ถึง

หากแวะเวียนไปเยี่ยมแชนแนลของเธอ จะพบว่า เพลงใหม่ๆ ที่เธอคัฟเวอร์มีชั้นเชิงทางดนตรีและการร้องที่เหนือชั้นกว่าเพลงยุคแรกๆ เยอะมาก แต่ยอดวิวกลับสวนทางอย่างน่าตกใจ

“เอิ๊ตไม่ได้อัพคลิปมาปีกว่า เพิ่งกลับมาทำ ยอดวิวไม่ได้เยอะเลย อาจเพราะโปรดักชันวิดีโอแย่ หรือไม่ก็เลือกเพลงที่ไม่ดัง เพราะเราไม่ได้สนใจยอดแล้ว มันกลับไปเหมือนตอนอัดคลิปใหม่ๆ เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ได้กลับไปอยู่ในจุดนั้นอีกครั้ง เมื่อก่อนแชนแนลยูทูบคือทุกอย่างของเอิ๊ต ทุกอย่างต้องดี ต้องเป๊ะ ทั้งภาพ ทั้งเสียง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มันกลับมาเป็นพื้นที่เล็กๆ ของเราอีกครั้ง”

ความหมายของพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ที่มีต่อเอิ๊ตก็คือ

ในการทำงาน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นตัวเอง แต่เราก็มีหลายมุม มีสิ่งที่เราอยากทดลองเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอด เราอยากมีพื้นที่เล็กๆ ที่เราไม่ต้องสนใจอะไรมากไปกว่า เราได้ร้องเพลงที่เรารู้สึกกับมันจริงๆ” เอิ๊ตทิ้งท้าย

โชคดีที่วงโคจรของโลกใบนี้เป็นวงรี หลังจากการเดินทางอันยาวไกล โลกใบนี้จึงได้โคจรกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

เอิ๊ต ภัทรวี ศรีสันติสุข

Youtube | EarthPatravee
Facebook | Earthpatravee

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load