Whal & Dolph คือวงดนตรีของ ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ และ น้ำวน-วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ ที่ขายบัตรคอนเสิร์ตออนไลน์ 1,000 ใบหมดภายใน 10 นาที 

ปอเล่นดนตรีตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เริ่มจาก Recorder ในวิชาดนตรีที่โรงเรียน เล่นได้แค่สัปดาห์เดียวก็ตัดสินใจไปสมัครเข้าวงโยธวาทิตตำแหน่งฮอร์น ก่อนจะขยับเป็นนักทรัมเป็ตประจำโรงเรียนจนได้ทุกเรียนฟรีตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 3

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ส่วนความประทับใจแรกของน้ำวนกับการเล่นดนตรีไม่ดีมากนัก เขาเรียนขลุ่ยในวิชาดนตรีไทยตอนอายุไล่เลี่ยกัน แต่เล่นไม่เก่งเพราะนิ้วเล็ก ปิดรูขลุ่ยไม่สนิท หลังจากนั้นจึงวางตัวเป็นผู้ฟังเพลงที่ดีมาตลอดตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีระบบสตรีมมิ่ง และวัยรุ่นยังต้องฟังเพลงจากแผ่นหรือดาวน์โหลดแบบเถื่อนอยู่

ทั้งคู่เจอกันผ่านเพื่อนและต่างมีวงดนตรีของตัวเองมาโดยตลอด จนตัดสินใจลองทำโปรเจกต์ยามว่างด้วยกันเมื่อ 3 ปีก่อน เกิดเป็น Whal & Dolph ที่เป็นเจ้าของเพลงดังอย่าง รอให้เธอบอก ไม่รู้ทำไม เพลงใหม่อย่าง ผ่านมาผ่านไป และอัลบั้มสองที่กำลังจะปล่อยต้นปี 2021

ทั้งปอและน้ำวนอยู่ในวงการดนตรีมา 10 ปี ผ่านการตั้งวง ยุบวง ห้องอัดราคาแพง คอนเนกชันในวงการที่แทบไม่มี เดือนที่ไม่มีงานเลยสักงาน เดือนที่มีงานถึง 12 งาน เพลงที่ไม่มีใครร้องได้ จนถึงแฟนเพลงที่สักรูปหน้าพวกเขาไว้ที่อก Whal & Dolph เติบโตไปพร้อมๆ กับชายวัย 30 สองคนที่พยายามทำงานและดูแลแฟนเพลงให้ดีที่สุด จนกลายเป็นวงดนตรีอินดี้ป็อปที่ขายบัตรคอนเสิร์ตออนไลน์หนึ่งพันใบได้หมดภายใน 10 นาที

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ตอนเด็กๆ เวลาครูถามว่าโตไปอยากเป็นอะไร คุณตอบว่าศิลปินหรือเปล่า

ปอ : ผมอยากเป็นศิลปินตั้งแต่ตอนอยู่มอสอง พอเริ่มเล่นกีตาร์ เริ่มร้องเพลง ก็รู้สึกว่าต้องหัดแต่งเพลงแล้ว อยากเป็นศิลปินแบบคนโน้นคนนี้ อยากมีแฟนเพลง แต่งเพลงแรกๆ คือมั่วมาก ให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่าห่วย (หัวเราะ) แล้วผมก็เริ่มฟอร์มวงขึ้นมากับเพื่อนที่เล่นดนตรีไม่เป็นเหมือนกัน มาหัดตีกลอง หัดเล่นเบส ไปซ้อมบ้านเพื่อน เอาเพลงที่แต่งมาลองทำ ไปเข้าห้องอัดที่ชลบุรี ห้องอัดราคาไม่แพง อัดกันมั่วๆ ไม่มีเมโทรโนม แล้วก็เอาเพลงมาฟังกัน

น้ำวน : ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราหาเงินจากสิ่งนี้ได้ ความคิดที่จะเป็นศิลปินเลยห่างไกลมาก ผมเพิ่งมาเริ่มจริงจัง ทำวงกับเพื่อนและแต่งเพลงตอนปีสอง แต่ก็ยังไม่มองว่ามันเป็นอาชีพหลักอยู่ดี

ไอดอลที่คุณอยากเป็นคือใคร

ปอ : เพลงแรกที่ผมเล่นคือ ทุกอย่าง ของ Scrubb ไอดอลผมก็ไม่ไกลจาก พี่บอล (ต่อพงศ์ จันทบุบผา) กับ พี่เมื่อย (ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ) นอกนั้นก็มี Sqweez Animal, Armchair ผมชอบเพลง ชอบวิธีการทำงาน ชอบอาร์ตไดเรกชัน ชอบหมด ก็เลยตั้งใจว่าอยากโตไปเป็นศิลปินแบบนี้ให้ได้

น้ำวน : ส่วนผมเริ่มจากเพลงเมทัล ผมเรียนชายล้วนเลยไม่นิยมเพลงป๊อปเท่าไหร่ มันจะดูตุ้งติ้งหน่อย เพลงร็อกมันยาก ข้อดีคือผมได้สกิลล์ตรงนั้นมา ผมอาจจะไม่มีไอดอล แต่ผมชอบเล่นดนตรี อยากรู้จักมันมากกว่านี้ เลยถามๆ เพื่อนและลองหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ว่าถ้าจะเข้าคณะดนตรีต้องเรียนที่ไหน ติวที่ไหน สอบอะไร แล้วก็ได้ไปเรียนดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หลายคนชอบเล่นดนตรี แต่พอต้องเรียนจริงๆ มันไม่เหมือนกัน คุณรู้สึกแบบนั้นไหม

น้ำวน : มีหลายคนเป็นอย่างนั้น แต่ผมสนุกนะ มันทำให้เรารู้จักดนตรีมากกว่าแค่เล่นเป็น ตอนมัธยมผมไม่ชอบเรียนหนังสือ เรียนให้ผ่านไป พอเข้ามหาลัย ผมตั้งใจทุกวิชา ไม่ได้อยากเกรดดีแต่แค่สนุกกับมัน แล้วไม่เคยโดดเรียนเลยรู้ไหม เรียนสี่ปีน่าจะโดดเรียนแค่สองครั้ง

ปอ : ตอนแรกผมจะเข้าคณะเดียวกับน้ำวนเลย ไปติวกับรุ่นพี่จะเข้าเอก Voice Jazz พอใกล้ๆ วันจะสอบไปดูค่าเทอม โอ้โห ทำไมมันแพงจังวะ ผมก็เลยไม่ไปสอบ (หัวเราะ)

แล้วไม่ไปลองหน่อยเหรอ

ปอ : ผมเป็นคนที่ถ้าจะไม่เอา ก็ไม่ไปลองแล้ว ถ้าได้กลัวเสียดาย เดี๋ยวเสียใจ ก็เลยไปเข้า ม.กรุงเทพ เรียนนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณา คิดว่าไปเรียนอย่างอื่นก็ได้ ไม่เป็นไร ยังไงผมก็จะเป็นนักดนตรีอยู่ดี 

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ก่อนจะมาเจอกัน ทั้งคู่ทำวงดนตรีมาตลอดช่วงมหาวิทยาลัย ผ่านกันมาแล้วกี่วง

ปอ : ผมผ่านมาสองวง

น้ำวน : ของผมวงเดียว

ตอนนั้นถือว่าประสบความสำเร็จไหม

ปอ : ไม่เลยครับ มันเป็นเพราะหลายๆ อย่าง สมัยเรียน การอัดเพลงเพลงหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็อัดเพลงได้ มันยุ่งยากไปหมด จะอัดเพลงเพลงเดียวทำไมมันยากจังวะ เดี๋ยวนี้มี Interface ตัวเดียว อัดที่บ้านก็ยังได้ มีโปรแกรม กลองไม่ต้องเล่น เขียนได้เลย แต่เมื่อก่อนไม่ใช่อย่างนั้น คอมฯ ที่อัดเพลงได้ราคาแพง ต้องเป็นคอม Mac ไม่งั้นก็ต้องไปอัดที่ห้องอัด ซึ่งแพงมากๆ ตังค์ก็ไม่ค่อยมี ไปอัดทีก็ใช้เวลาได้น้อย จะมิกซ์เสียงก็ไม่รู้จักใคร พอทำออกมาก็ไม่โอเคเพราะเราอัดไปไม่โอเคตั้งแต่แรก แล้วมันจะดีได้ยังไง 

น้ำวน : ปัญหาของเราก็คล้ายๆ กัน เรารู้ว่าการเล่นที่ดีเป็นยังไง แต่เราไม่มีกำลังที่จะทำให้เพลงออกมาดี อย่างผมได้เงินอาทิตย์ละพัน แต่อัดเพลงทีเสียเป็นหมื่น มันไม่มีทางไหวอยู่แล้ว 

การเล่นดนตรีกับการทำเพลงมันเป็นคนละศาสตร์กัน

น้ำวน : ใช่ เล่นดีได้ แต่คุณจะคิดแล้วทำออกมาได้ดีหรือเปล่า เพลงที่ดี นักดนตรีไม่จำเป็นต้องเล่นเก่งมากเสมอไป มันมีอีกทางหนึ่งอยู่ ด้วยข้อจำกัดตรงนั้นมันเลยทำเพลงเราไปไหนไกลไม่ได้ ด้วยความอ่อนหัดของเรา

ในยุคนั้น วงการดนตรีอินดี้เป็นยังไง

ปอ : มันยังไม่มีสตรีมมิ่ง ไม่มีสื่อที่สนับสนุนศิลปินอินดี้ กลุ่มคนฟังเพลงอินดี้ก็น้อยมาก ถ้าตอนนี้มีคนฟังพันคน ตอนนั้นน่าจะมีแค่ร้อยคนได้ แต่อาจจะเพราะคุณภาพของวงอินดี้ในตอนนั้นห่วยด้วย ไม่เหมือนวันนี้ที่คุณภาพดีขึ้น ด้วยกระบวนการอัด ด้วยความรู้ ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่เก่งขึ้นมากๆ เพลงอินดี้เลยออกมาดี คนก็ฟังเยอะขึ้น

น้ำวน : เด็กๆ เดี๋ยวนี้คุณภาพคับแก้ว 

พอมีวงของตัวเอง เริ่มมีความหวังกับอาชีพศิลปินเยอะขึ้นหรือยัง

ปอ : ช่วงหลังๆ ใกล้ๆ วงเก่าจะยุบ ผมรู้สึกว่าริบหรี่มาก ไฟที่เคยมีมันจะมอด ตอนนั้นก็ทำงานอื่นไปด้วยนะ เปิดบริษัทโปรดักชัน

น้ำวน : อาจจะด้วยวัยที่ตอนนั้นอายุยี่สิบห้า เพื่อนๆ ทุกคนก็เริ่มทำงานหมดแล้ว ผมยังยึกยักอยู่ มีสอนบ้าง เล่นดนตรีกลางคืนกับปอบ้าง แต่น้อย อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง อยู่ไปวันๆ จนคิดว่าเราต้องทำงานได้แล้วเปล่าวะ แล้วเราย้ายบ้านมาอยู่ใกล้กัน ปอเลยชวนไปทำงานด้วยที่บริษัท แล้วก็ชวนกันทำโปรเจกต์ดนตรี 

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

เลยขอลองอีกสักตั้ง

ปอ : มันไม่ใช่ลองอีกสักตั้งนะ เราแค่อยากทำอะไรด้วยกัน เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว อยู่คนละวง เจอปัญหาก็มาแชร์กันตลอด เลยอยากลองทำเพลงกันสักเพลง ทำเล่นๆ แต่จะทำยังไงให้เพลงที่ทำออกมาเป็นมาสเตอร์พีซ แบบที่เราไม่เคยทำได้เลยตั้งแต่เล่นดนตรีมา เป็นช่วงเดียวกับที่เริ่มรู้จักห้องอัด รู้จักคนเยอะขึ้น ก็เลยทำกันดู ถ่ายเอ็มวีกันเอง ใช้มือถือถ่ายนี่แหละ ปล่อยเพลงออกไปไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร แต่เราสนุก สำหรับเรา เพลงจะดังหรือไม่ดังไม่เป็นไร แต่เราฟังแล้วไม่ติดอะไรเลย เกิดความภูมิใจ ก็เลยทำต่อ เขียนเพลง แล้วก็มีเพลงออกมาเยอะเลย จนเกิดเป็น Whal & Dolph ในขณะเดียวกันก็ยังทำบริษัทควบคู่มาเรื่อยๆ

แต่สุดท้ายคุณเลือกจะเดินออกจากบริษัทของตัวเอง เพื่อมาเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว

ปอ : พอทำไปสามสี่เพลงก็มีค่าย What The Duck มาติดต่อ เริ่มมีแฟนเพลง อาจจะไม่เยอะมาก แต่เราก็ดีใจ เฮ้ย มันเป็นไปได้ไงวะ มีคนร้องเพลงเราได้ด้วย (หัวเราะ) เลยตัดสินใจออกมาทำอย่างจริงจัง โดยที่ยังไม่ได้มีงานจ้างขนาดนั้น แต่เราไม่อินกับบริษัทแล้ว พอไปทำงาน ใจก็คิดแต่เรื่องทำเพลง ซึ่งเราบอกกับหุ้นส่วนไว้ตั้งแต่แรกเลยว่า ถ้าเราได้ทำเพลงจะออกนะ พอออกมาก็ทำเพลงให้ครบอัลบั้ม รายได้ยังไม่มีเข้ามามากมาย ต้องทุบหม้อข้าว 

ถามจริงๆ ว่าตอนนั้นมั่นใจแค่ไหน

น้ำวน : ความเสี่ยงสูงมากๆ

ปอ : และกว่าวงเราจะมีงานจริงจังแบบเลี้ยงชีพได้นี่เป็นปีๆ เลยนะ

แล้วถ้ามันไม่เวิร์กล่ะ ไม่กลัวเหรอ

ปอ : ก็กลัว แต่เราไม่ได้เสี่ยงร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เราเห็นว่ามันจะไปได้ เห็นแสงรำไรแล้วรู้สึกว่า เดี๋ยวมันต้องสว่างแน่เลย ก็เลยวิ่งมา แต่ถ้าไม่มีเลยผมก็คงยังไม่ออกมาจากตรงนั้น

น้ำวน : เวลาเราทำอะไร เราจะประมาณตัวเองได้แล้วว่าจะไปต่อได้ไหม เพราะเราไม่ได้ฟลุก พวกผมทำงานหนักมากในเส้นทางนี้ มีคนเคยบอกว่าวงเราดังเร็ว ทั้งที่เราทั้งคู่ทำดนตรีมาร่วมสิบปีแล้วก่อนจะเป็น Whal & Dolph ประสบการณ์เหล่านั้นมันขัดเกลาให้เราเติบโตมาเป็นแบบนี้ พวกเราตั้งใจมาก สำหรับเรามันเลยไม่ใช่ความฟลุก 

ปอ : เราออกซิงเกิลแรกเดือนธันวาคม 2016 ปล่อยอัลบั้มแรกประมาณเดือนพฤศจิกายน 2017 มาเดือนมีนาคม 2018 เรายังไม่มีงานเล่นเข้ามาเลย ทำยังไงดีวะ จะกินอะไรดีวะ ตอนนั้นอยู่ไม่ไหวถึงขนาดหาอาชีพเสริม ก็เลยตัดสินใจทำกั้งดองขาย ทดลองสูตรอยู่พักหนึ่งแล้วก็เริ่มทำ ผมจะตื่นเที่ยงคืน ไปรับน้ำวนที่บ้านแล้วขับรถไปตลาดมหาชัย ไปกว้านซื้อกั้งลอตใหม่ๆ กลับบ้านมาดอง กว่าจะเสร็จก็สิบเอ็ดโมง เที่ยง นอน ตื่นมาส่ง จำได้ว่าขายไปล็อตหนึ่งพบว่า เชี่ย ทำไมมันเหนื่อยจังวะ 

ขายที่ไหน

ปอ : ขายในเฟซบุ๊ก ทุกวันนี้เพจก็ยังอยู่ ยังมีคนทัก มีคนโทรมาสั่งอยู่เลย (หัวเราะ) จำได้ว่าขายล็อตแรกได้กำไรมาประมาณแบบ…

น้ำวน : สามพัน

ปอ : ไม่ถึง

น้ำวน : ก็ไม่ใช่กำไรด้วย คือได้เงินมาสามพัน กำไรน่าจะประมาณพันห้า

ปอ : แล้วมันเหนื่อยมาก เลยรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราเป็นนักดนตรีนะเว้ย อัลบั้มแรกยังไม่มา ไปทำเพลงต่อเลยดีกว่า แล้วมันเป็นช่วงรอยต่อระหว่างรอปล่อยเพลงซิงเกิลต่อไป ซึ่งก็อยู่ในอัลบั้มแรก เพลงนั้นคือ รอให้เธอบอก

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

เพลงดังสุดเลยนี่

ปอ : ปล่อยไปคนก็รู้จักวงมากขึ้น แต่มันไม่ได้ดังตูมเลยนะ ปล่อยวันแรกยอดก็ไม่พุ่ง สามชั่วโมงได้หมื่นห้า

น้ำวน : เรายังทักไปหาปออยู่เลยว่านี่มันปกติเปล่าวะ (หัวเราะ)

ปอ : สงสัยเหมือนกัน เพราะตอนไปเล่นคนก็ร้องได้ ก็น่าจะเป็นเพลงที่ดังได้นะ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็ค่อยๆ ขึ้นมา วงเราจะเป็นอย่างนี้ ไม่ค่อยมีอะไรพุ่งๆ แต่จะค่อยๆ ไปเรื่อยๆ จนเริ่มมีงานจ้าง เริ่มอยู่ได้ อีกเพลงที่ทำให้วงเราไปต่อได้คือ ฉันยังเก็บไว้ ที่ได้พี่เบนซ์ (ธนชาติ ศิริภัทราชัย) มาทำเอ็มวีให้ ตอนแรกเราไม่คิดว่าจะช่วยวงเราได้ เพราะเป็นเพลงอะคูสติก ไม่คิดว่าจะไปเล่นร้านเหล้าได้ แต่กลายเป็นว่าคนชอบ 

จากสองเพลงนี้ทำให้คุณกลายเป็นวงที่มีงานทุกเดือนหรือยัง

ปอ : มีทุกเดือนแล้ว ตั้งแต่สี่ห้างานถึงสิบสองงาน จนเราปล่อยอีพีอัลบั้มที่สอง เพลงแรกชื่อ ฝากไว้กับดาว ปล่อยวันวาเลนไทน์ปี 2019 ก็ทำให้วงเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น โตขึ้น แต่ก็ยังไม่ดัง

ยังมองว่าตัวเองไม่ดังอีกหรอ

น้ำวน : มันเป็นกราฟที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นไป ช้ามาก แต่เรามีแฟนเพลง มีงานเล่น 

ปอ : มาอีกทีตอนที่ปล่อยเพลงที่สอง ไม่รู้ทำไม เป็นเพลงที่เราไม่คิดว่าจะดัง ไม่ได้เก็งไว้ เพลงมันเรื่อยๆ ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าคนจะเก็ตเนื้อหาหรือเปล่าที่พูดถึงคนหมดใจ อยากบอกลาเขา แต่พอปล่อยออกมากลายเป็นไวรัล คนชอบ ปล่อยมาสองวันได้ล้านวิว

น้ำวน : แต่มันเป็นเนื้อหาที่ไม่ค่อยมีคนเล่า 

ยอมรับหรือยังว่าดังแล้ว

ปอ : เริ่มดังในกลุ่มหนึ่งนะ

ถ่อมตัวเกินไป

น้ำวน : ผมว่าศิลปินทุกคนจะไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองดังแค่ไหน นอกจากจะมีเพลงที่ยอดเยอะมากๆ เป็นร้อยล้านวิว เราก็ทำงานไป ปล่อยเพลงหนึ่งได้แฟนเพลงเพิ่มกลุ่มหนึ่ง ปล่อยอีกเพลงก็ได้แฟนเพลงเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง 

คุณฝันว่าอยากเป็นศิลปินมาก่อน พอได้เป็นจริงๆ มันมีความรับผิดชอบอะไรที่มาพร้อมอาชีพนี้ไหม

ปอ : แต่ก่อนเราคิดว่าการเป็นศิลปินคือทำเพลง ปล่อยเพลงออกไปให้เพลงทำงาน มีแฟนเพลง ก็คิดว่าน่าจะประมาณนั้นมั้ง แต่กลายเป็นว่าพอทำอัลบั้มแรกได้ มีคอนเสิร์ต ต้องทำอัลบั้มที่สอง แล้วจะทำยังไงให้วงเราไม่ซ้ำเดิม ขณะเดียวกันต้องทำให้แฟนเพลงรู้สึกว่าวงนี้ยังเป็นวงนี้อยู่โดยที่ไม่น่าเบื่อ

น้ำวน : ผมเคยเห็นสัมภาษณ์ของศิลปินท่านอื่น เขาบอกว่าแฟนเพลงสำคัญสำหรับเขามาก ผมก็ไม่เคยรู้ ไอ้เหี้ย มันจะขนาดนั้นเลยเหรอวะ แต่พอมาอยู่ตรงนี้มันจริงนะ เข้าใจแล้วว่าเขาสำคัญกับเรามาก

ปอ : เราไม่มีแฟนเพลงไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งไม่มีเขา วงจะไม่เหลืออะไรเลย เพลงบางเพลงก็เล่นไม่ได้ถ้าไม่มีแฟนเพลง

น้ำวน : ไปเล่นคอนเสิร์ตก็ไม่สนุก เวลาเราทำอะไร ก็ไม่ใครรอซัพพอร์ตเรา ยิ่งตอนเล่นสด แฟนเพลงสำหรับวงเราคือสำคัญมาก เพราะเพลงเราไม่ได้ตูมตาม เราไม่สามารถสนุกไปกับมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยตัวเอง ต้องมีเขาส่งกลับมาด้วย แล้ววันนั้นจะเล่นได้ดีมาก 

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที
คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ถ้าทำเพื่อแฟนเพลงขนาดนั้น Whal & Dolph จะสูญเสียตัวตนไหม

ปอ : มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะไม่สนใจแฟนเพลงเลย ความคาดหวังมันมี อย่างผมเคยเจอแฟนเพลงสักรูปเราที่อก แล้วผมจะไปทำให้เขาผิดหวังได้ยังไง ทุกครั้งที่ทำเพลงเราก็ทำแบบที่ชอบนี่แหละ แต่บางจังหวะที่เริ่มขี้เกียจ เราก็จะคิดแล้วว่าถ้าเราทำออกมาไม่ดี คนที่เขาสักรูปเราไว้จะผิดหวังหรือเปล่า มีคนที่เชื่อในตัวเรา ชอบผลงานเรา เราต้องทำงานออกมาให้ได้คุณภาพโดยที่เราภูมิใจกับมันมากๆ ด้วย ไม่ใช่ขี้เกียจแล้วทำส่งๆ ไป วงจึงกลายเป็นแบรนดิ้งที่เราสร้างขึ้นมาแล้วต้องรักษาให้ดีต่อไป

น้ำวน : เหมือนเราให้เกียรติอาชีพเราเอง และเราก็ให้เกียรติเขาด้วย

Whal & Dolph โตขึ้นแค่ไหนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ปอ : ความคิดบางอย่างเปลี่ยนไป เวลาเล่าเรื่องบางเรื่อง เราจะเล่าจากมุมมองของเราคนนี้ วัยนี้ เป็นคนแบบนี้ เพลงหรือมุมมองต่อการมองบางอย่างก็เปลี่ยนไป ผมว่าดนตรีก็เปลี่ยน 

น้ำวน : ดนตรีเปลี่ยนมาก เราลงดีเทลกันมากขึ้น ปกติไปอัดเพลงเราใช้หนึ่งคิว อัดได้ทุกเครื่องเลย แต่ตอนนี้หนึ่งคิวได้ประมาณสามสิบถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเพลง ตอนแรกสงสัยว่าเราห่วยขึ้นหรือเปล่า แต่พอได้กลับมานั่งฟังเพลงจริงๆ พบว่าตัวเองละเอียดขึ้นมาก

นั่นคือในแง่ของศิลปิน ถ้าในฐานะคนคนหนึ่งล่ะ

ปอ : พวกผมเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปเยอะ เมื่อก่อนทำงานหนัก กินเครื่องดื่มชูกำลังตลอด นอนน้อย ใช้ชีวิตแบบกินอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ให้มันอยู่รอดไปวันๆ พอโตขึ้นมีงานเข้ามามากขึ้น ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะใช้ชีวิตยังไงให้ดี กินอันนี้ดีเปล่าวะ เรานอนเท่านี้มันดีเปล่าวะ เราเลือกให้ตัวเองมากขึ้น เพราะมันมีทางเลือกมากขึ้น มุมมองความคิดก็เปลี่ยนไป จากที่เคยด่าว่าโน่นนี่นั่น ก็กลายเป็นคนที่พยายามทำความเข้าใจกับมัน ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้นะ เริ่มขอโทษคนที่เราทำไม่ดีด้วย เริ่มไม่อยากทำให้คนรอบข้างหรือคนที่ทำงานกับเรารู้สึกแย่

น้ำวน : เมื่อก่อนเราทำวงดนตรีมา เรามองว่ามันเป็นแค่วงดนตรี ใครมาช่วยเล่นก็เล่นไป พอทำมาเรื่อยๆ เราเริ่มมองว่ามันเป็นบริษัทที่เราต้องจัดการหลายเรื่อง เราต้องทำยังไงให้คนที่เขาช่วยเรามาตั้งแต่แรกยังแฮปปี้ที่จะอยู่กับเรา เริ่มแคร์ความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น แต่สนุกดีครับ ไม่เหนื่อยหรอก พวกเรารักวงนี้ ทุกอย่างที่ทำไปเพราะอยากให้วงมันดีขึ้น

ปอ : มันเหมือนเป็นครอบครัวไปแล้ว ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าวงต้องมีทีมงานนะ ต้องมี Technician สามคน มี Sound Engineer หนึ่งคน ตอนนี้เรามีทุกอย่าง เราต้องดูแลมากขึ้น เป็นพี่มากขึ้น เป็นหัวหน้าครอบครัว เช่น เดือนนี้ไม่มีงานเลยจะช่วยน้องสามคนนี้ยังไงดี มันเหมือนการดูแลคนในครอบครัวของเรา

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

แปลว่าเคยมีช่วงที่อีโก้จัดๆ มาก่อน

ปอ : มีแหละ แต่ไม่ได้เยอะ แล้วเราก็ไม่ได้ไปมีอีโก้ใส่ใคร อาจจะแค่กับเรื่องตัวเอง บางทีทำงานไปเริ่มขึ้เกียจ เริ่มไม่ใส่ใจเวลาไปเล่น ไม่ได้ซัพพอร์ตคนบางคนทั้งๆ ที่เราควรทำ ไม่พูดคุยกับแฟนเพลงมากเท่าเดิม เพราะรู้สึกว่าแค่นี้ก็เหนื่อยมากแล้ว มันไม่เชิงเป็นอีโก้ แต่คือความรู้สึกว่า โอเค ตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ดีมากๆ อยู่ตัวแล้ว เราก็เลยทำมันเท่านี้แหละ พอแล้ว ไม่ต้องให้ดีขึ้นไปกว่านี้ก็ได้

น้ำวน : Whal & Dolph เกิดขึ้นตอนเราทั้งคู่อายุยี่สิบปลายๆ ตอนนั้นอายุยี่สิบเจ็ด เริ่มเป็นผู้ใหญ่แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้เลยไม่รุนแรงมาก เราเลยไม่ใช่วัยรุ่นที่คิดว่ากูแน่

ข้อดีของการมีชื่อเสียงในวัยที่เริ่มนิ่งและเข้าใจชีวิตแล้วคืออะไร

น้ำวน : ความสำเร็จไม่ได้มาเร็วเกินไปจนเรามองไม่ทัน มันค่อยๆ มาโดยที่เรายังเห็นข้างๆ ทางได้ทันอยู่ 

ปอ : มันทำให้เราได้มองหลายๆ อย่าง ทำให้รู้ว่าแฟนเพลงสำคัญมากนะ เขาคือกลุ่มคนที่เราควรจะดูแลมากที่สุด เป็นห่วงเขาที่สุด เราต้องดูแลเขาให้ดีเหมือนวันแรก หลังๆ ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนผมจะกลับมาตอบเมสเสจแฟนเพลง ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเวลาเล่นเสร็จ แฟนเพลงทักสตอรี่มา ผมจะเหนื่อยจนตอบไม่ไหว ทุกวันนี้มันจะเยอะแค่ไหน ผมก็พยายามตอบ อะไรสำคัญๆ อย่าง พรุ่งนี้พี่ขึ้นเครื่องบินกี่โมง หรือตอนซาวนด์เช็กขอเขามาฟังได้ไหม หนูอายุไม่ถึง 

เหมือนคุณมองว่าแฟนเพลงไม่ใช่แฟนเพลง แต่เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกัน

ปอ : ผมวางโพสิชันวงว่าไม่ใช่ศิลปินที่เป็นเหมือนเทพเจ้า เข้าถึงไม่ได้ แต่เราเป็นคนคนหนึ่ง เขาก็เป็นคนคนหนึ่ง เราคุยกันได้ เราบอกกันได้ ‘ไม่ว่างนะ พี่ขอไปเล่นก่อน เดี๋ยวค่อยมาถ่ายรูปกัน’ เราอยากเป็นเพื่อนมากกว่า

น้ำวน : แต่เราไม่ได้ทำอะไรเกินตัวนะ นิสัยเราเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เราก็แค่เป็นตัวเอง

มีชื่อไหม เหมือนแฟนคลับ Beyonce ชื่อ BeyHive 

ปอ : มีครับ ช่วงหนึ่งเขาก็มาถามๆ เลยให้ชื่อ ‘แฟนปลา’ ละกัน น่ารักๆ

เล่าเรื่องความน่ารักของแฟนคลับ Whal & Dolph ให้ฟังหน่อย

ปอ : มีงานหนึ่งที่เราไปเล่นที่ลำปางกับเชียงราย ลงสนามบินปุ๊บก็เจอแฟนเพลงเลย แต่เป็นแฟนเพลงที่มาจากกรุงเทพฯ ขับรถมา เหมือนเขาคิดถึงพวกเรา ปกติเล่นที่กรุงเทพฯ เขาก็จะมาดู ซื้อขนมมาให้ ทั้งๆ ที่เดี๋ยวเราก็มีเล่นที่กรุงเทพฯ นะ แต่มันช้ากว่าแค่นั้นเอง 

น้ำวน : มีช่วงหนึ่งเจอคนเยอะมาก แล้วจะมีแฟนเพลงมาถามว่า พี่จำผมได้ไหม จำหนูได้ไหม เราก็บอกเลยว่าจำไม่ได้ แต่ขอโทษเขานะ (หัวเราะ) บางคนต่อแถวถ่ายรูปนานมากเพื่อที่จะไม่ได้ถ่ายรูป แค่คุยด้วยเฉยๆ เขาบอกว่าเคยถ่ายแล้ว ให้คนอื่นถ่ายบ้าง เดี๋ยวจะเสียเวลา

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับแฟนเพลงสำคัญแค่ไหนในการทำงาน

ปอ : ผมเคยคุยกับศิลปินคนหนึ่ง เขาบอกว่า “ถ้าพี่ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว สิ่งที่พี่จะทำคือ ดูแลแฟนคลับให้ดีกว่านี้” สมมติแฟนเพลงเราชอบเพลงแบบนี้ แต่เราไม่เคยทำเพลงแบบนี้ให้เขาเลย มัวแต่คิดว่าวงเราต้องดังโว้ย วงเราต้องขายโว้ย เราต้องรวย โดยที่ไม่แคร์คนที่ชอบเราในแบบนั้น เขาก็จะไม่อยู่กับเรา ในวันที่เราตกลงมา จะไม่มีคนนี้อยู่รับเราแล้วนะ เราเลยขอทำเพลงในแบบที่ผมชอบและแฟนคลับก็เห็นว่านี่คือ Whal & Dolph ดีกว่า เราต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด 

ศิลปินที่ดีสำหรับคุณคือ…

ปอ : คนที่ถ่ายทอดตัวตนผ่านเพลงออกมาได้ดี คนที่โคตรไฮเปอร์ เก๋า ซ่า แล้วเขียนเพลงออกมาได้ซ่ามากๆ ผมว่าคนนั้นเป็นศิลปินที่ดี หรือคนนี้เป็นคนเหงามาก เป็นคนซึมๆ แล้วเพลงก็ออกมาซึมมากๆ 

น้ำวน : ผมชอบสังเกตว่าแต่ละคนเล่นดนตรีแบบไหน มีรุ่นพี่เคยบอกว่า มึงลองดูนะ ศิลปินพอถึงจุดหนึ่งเขาจะเอาตัวเองออกมาเป็นดนตรีด้วย ผมชอบดูว่ามันสอดคล้องกันไหม สมมติคนนี้เรียบร้อยมากๆ เวลาเล่นกีตาร์ก็จะนุ่มๆ ไม่ซิ่งมาก 

แล้ว Whal & Dolph เป็นแบบไหน

ปอ : เราเป็นคนตลกๆ ง่ายๆ ไม่เรื่องมากแต่จริงใจ มีอะไรพูดตรงๆ ไม่เก็บไว้ เป็นมิตร ซึ่งมันก็ออกมาทางเพลงของเรา เล่าง่ายๆ พูดตรงๆ ไม่โกหกกัน แต่มีเสน่ห์ในแบบของมัน

น้ำวน : ชอบมีคนบอกว่าเวลาผมเล่นกีตาร์ดูเหมือนจะหลับ ผมก็อยากเต้นเหมือนกันนะ แต่สิ่งที่ผมเล่นมันยาก จะเดินกูยังลำบากเลย ขอกูยืนเฉยๆ แล้วกัน (หัวเราะ)

การผ่านวงที่ไม่ประสบความสำเร็จ ผ่านทางแยกที่ต้องเลือกระหว่างงานประจำหรือการเป็นศิลปิน ผ่านเดือนที่ไม่มีงานเล่นสักงาน มันหล่อหลอมให้ Whal & Dolph เป็นวงแบบไหน

ปอ : มันสอนเราเรื่อยๆ ทุกๆ ช่วงสอนเราหมด อย่างช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา มันสอนให้เราเป็นคนอดทน ช่วงที่ไม่มีงานก็สอนให้เราลุกขึ้นสู้ มันสอนให้เราไม่ยอมแพ้ อดทนไว้ ทำไปเรื่อยๆ แต่ต้องทำและคิดวิเคราะห์ แล้วก็ทำไปโดยที่ยังเป็นตัวเอง ทุกวันนี้เวลาไปเล่นจะมีความคาดหวังอยู่ เขาจ้างเราราคานี้นะเว้ย เราจะไปเล่นห่วยๆ ไม่ได้ ผมต้องซื้อของราคาสี่ห้าแสนเพื่อเอามาทำงาน จะได้ไปเล่นด้วยคุณภาพที่ดี ต้องซ้อม ต้องทำโชว์ เพื่อจะให้โชว์โชว์หนึ่งมันคุ้มกับที่เขาจ้างเรา คุ้มกับที่แฟนเพลงที่จ่ายเงินมาดู มันทำให้เราเป็นศิลปินที่ดีขึ้น เราไม่อยากไปเล่นแล้วคนบอกว่า โห ไม่เห็นประทับใจเลย จะไม่จ้างแล้วหรือไม่น่ามาดูเลย 

น้ำวน : เราอาจจะไม่ใช่ศิลปินร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเรามองว่ามันคืองานที่เราต้องตอบโจทย์คนอื่นด้วย เคยมีงานหนึ่งที่เขาไว้ใจให้เราเล่นเป็นวงสุดท้าย วันนั้นเหนื่อยมาก พอขึ้นเวทีรู้เลยว่ายิ่งเล่นยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ผมไม่เคยเล่นเสร็จแล้วลงมานั่งประชุมหลังเวทีเป็นชั่วโมงๆ ไม่รู้ว่าคนอื่นรู้สึกไหม แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องกลับมาเช็กตัวเอง 

ปอ : ไม่ใช่ว่าวันนี้กูจะเล่นแบบนี้แหละ ใครไม่ชอบก็ช่างมัน ไม่ได้ เราเล่นในแบบที่เราเป็นนี่แหละ แต่ต้องให้คนอื่นร่วมรู้สึกกับเราด้วย คนจ้างก็แฮปปี้ คนดูก็แฮปปี้ เราก็แฮปปี้ สุดท้ายมันคือการสร้างสมดุล

น้ำวน : อย่างเมื่อก่อนจะมองแค่ว่าเราเล่นได้มาตรฐานของตัวเอง แล้วทำไมคนอื่นเล่นไม่ได้ ก็โทษคนอื่น แต่การเล่นดนตรีมันคือทีมเวิร์ก เราไม่สามารถเล่นดีคนเดียวแล้วทั้งโชว์จะดี

ถ้าสามารถบอกตัวเองในตอนนั้นที่กำลังหาทางเป็นศิลปินอาชีพอยู่ อยากแนะนำอะไรไหม

ปอ : อยากบอกว่า เฮ้ย สุดท้ายมึงทำได้นะเว้ย สิ่งที่มึงคิดมันถูกแล้ว แต่คงไม่แนะนำอะไร ผมจะปล่อยให้ตัวเองงมๆ หาทางเองดีกว่า สนุกดี ถ้าไปบอกหมดมันก็…

น้ำวน : ไม่ลุ้น แต่จะบอกว่าทำไปเลยเพื่อน ลองดู

อาจจะต้องขายกั้งอยู่แป๊บหนึ่ง

น้ำวน : ใช่ แต่สุดท้ายมันจะได้ (ยิ้ม)

คุยกับ Whal & Dolph วงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load