Whal & Dolph คือวงดนตรีของ ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ และ น้ำวน-วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ ที่ขายบัตรคอนเสิร์ตออนไลน์ 1,000 ใบหมดภายใน 10 นาที 

ปอเล่นดนตรีตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เริ่มจาก Recorder ในวิชาดนตรีที่โรงเรียน เล่นได้แค่สัปดาห์เดียวก็ตัดสินใจไปสมัครเข้าวงโยธวาทิตตำแหน่งฮอร์น ก่อนจะขยับเป็นนักทรัมเป็ตประจำโรงเรียนจนได้ทุกเรียนฟรีตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 3

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ส่วนความประทับใจแรกของน้ำวนกับการเล่นดนตรีไม่ดีมากนัก เขาเรียนขลุ่ยในวิชาดนตรีไทยตอนอายุไล่เลี่ยกัน แต่เล่นไม่เก่งเพราะนิ้วเล็ก ปิดรูขลุ่ยไม่สนิท หลังจากนั้นจึงวางตัวเป็นผู้ฟังเพลงที่ดีมาตลอดตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีระบบสตรีมมิ่ง และวัยรุ่นยังต้องฟังเพลงจากแผ่นหรือดาวน์โหลดแบบเถื่อนอยู่

ทั้งคู่เจอกันผ่านเพื่อนและต่างมีวงดนตรีของตัวเองมาโดยตลอด จนตัดสินใจลองทำโปรเจกต์ยามว่างด้วยกันเมื่อ 3 ปีก่อน เกิดเป็น Whal & Dolph ที่เป็นเจ้าของเพลงดังอย่าง รอให้เธอบอก ไม่รู้ทำไม เพลงใหม่อย่าง ผ่านมาผ่านไป และอัลบั้มสองที่กำลังจะปล่อยต้นปี 2021

ทั้งปอและน้ำวนอยู่ในวงการดนตรีมา 10 ปี ผ่านการตั้งวง ยุบวง ห้องอัดราคาแพง คอนเนกชันในวงการที่แทบไม่มี เดือนที่ไม่มีงานเลยสักงาน เดือนที่มีงานถึง 12 งาน เพลงที่ไม่มีใครร้องได้ จนถึงแฟนเพลงที่สักรูปหน้าพวกเขาไว้ที่อก Whal & Dolph เติบโตไปพร้อมๆ กับชายวัย 30 สองคนที่พยายามทำงานและดูแลแฟนเพลงให้ดีที่สุด จนกลายเป็นวงดนตรีอินดี้ป็อปที่ขายบัตรคอนเสิร์ตออนไลน์หนึ่งพันใบได้หมดภายใน 10 นาที

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ตอนเด็กๆ เวลาครูถามว่าโตไปอยากเป็นอะไร คุณตอบว่าศิลปินหรือเปล่า

ปอ : ผมอยากเป็นศิลปินตั้งแต่ตอนอยู่มอสอง พอเริ่มเล่นกีตาร์ เริ่มร้องเพลง ก็รู้สึกว่าต้องหัดแต่งเพลงแล้ว อยากเป็นศิลปินแบบคนโน้นคนนี้ อยากมีแฟนเพลง แต่งเพลงแรกๆ คือมั่วมาก ให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่าห่วย (หัวเราะ) แล้วผมก็เริ่มฟอร์มวงขึ้นมากับเพื่อนที่เล่นดนตรีไม่เป็นเหมือนกัน มาหัดตีกลอง หัดเล่นเบส ไปซ้อมบ้านเพื่อน เอาเพลงที่แต่งมาลองทำ ไปเข้าห้องอัดที่ชลบุรี ห้องอัดราคาไม่แพง อัดกันมั่วๆ ไม่มีเมโทรโนม แล้วก็เอาเพลงมาฟังกัน

น้ำวน : ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราหาเงินจากสิ่งนี้ได้ ความคิดที่จะเป็นศิลปินเลยห่างไกลมาก ผมเพิ่งมาเริ่มจริงจัง ทำวงกับเพื่อนและแต่งเพลงตอนปีสอง แต่ก็ยังไม่มองว่ามันเป็นอาชีพหลักอยู่ดี

ไอดอลที่คุณอยากเป็นคือใคร

ปอ : เพลงแรกที่ผมเล่นคือ ทุกอย่าง ของ Scrubb ไอดอลผมก็ไม่ไกลจาก พี่บอล (ต่อพงศ์ จันทบุบผา) กับ พี่เมื่อย (ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ) นอกนั้นก็มี Sqweez Animal, Armchair ผมชอบเพลง ชอบวิธีการทำงาน ชอบอาร์ตไดเรกชัน ชอบหมด ก็เลยตั้งใจว่าอยากโตไปเป็นศิลปินแบบนี้ให้ได้

น้ำวน : ส่วนผมเริ่มจากเพลงเมทัล ผมเรียนชายล้วนเลยไม่นิยมเพลงป๊อปเท่าไหร่ มันจะดูตุ้งติ้งหน่อย เพลงร็อกมันยาก ข้อดีคือผมได้สกิลล์ตรงนั้นมา ผมอาจจะไม่มีไอดอล แต่ผมชอบเล่นดนตรี อยากรู้จักมันมากกว่านี้ เลยถามๆ เพื่อนและลองหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ว่าถ้าจะเข้าคณะดนตรีต้องเรียนที่ไหน ติวที่ไหน สอบอะไร แล้วก็ได้ไปเรียนดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หลายคนชอบเล่นดนตรี แต่พอต้องเรียนจริงๆ มันไม่เหมือนกัน คุณรู้สึกแบบนั้นไหม

น้ำวน : มีหลายคนเป็นอย่างนั้น แต่ผมสนุกนะ มันทำให้เรารู้จักดนตรีมากกว่าแค่เล่นเป็น ตอนมัธยมผมไม่ชอบเรียนหนังสือ เรียนให้ผ่านไป พอเข้ามหาลัย ผมตั้งใจทุกวิชา ไม่ได้อยากเกรดดีแต่แค่สนุกกับมัน แล้วไม่เคยโดดเรียนเลยรู้ไหม เรียนสี่ปีน่าจะโดดเรียนแค่สองครั้ง

ปอ : ตอนแรกผมจะเข้าคณะเดียวกับน้ำวนเลย ไปติวกับรุ่นพี่จะเข้าเอก Voice Jazz พอใกล้ๆ วันจะสอบไปดูค่าเทอม โอ้โห ทำไมมันแพงจังวะ ผมก็เลยไม่ไปสอบ (หัวเราะ)

แล้วไม่ไปลองหน่อยเหรอ

ปอ : ผมเป็นคนที่ถ้าจะไม่เอา ก็ไม่ไปลองแล้ว ถ้าได้กลัวเสียดาย เดี๋ยวเสียใจ ก็เลยไปเข้า ม.กรุงเทพ เรียนนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณา คิดว่าไปเรียนอย่างอื่นก็ได้ ไม่เป็นไร ยังไงผมก็จะเป็นนักดนตรีอยู่ดี 

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ก่อนจะมาเจอกัน ทั้งคู่ทำวงดนตรีมาตลอดช่วงมหาวิทยาลัย ผ่านกันมาแล้วกี่วง

ปอ : ผมผ่านมาสองวง

น้ำวน : ของผมวงเดียว

ตอนนั้นถือว่าประสบความสำเร็จไหม

ปอ : ไม่เลยครับ มันเป็นเพราะหลายๆ อย่าง สมัยเรียน การอัดเพลงเพลงหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็อัดเพลงได้ มันยุ่งยากไปหมด จะอัดเพลงเพลงเดียวทำไมมันยากจังวะ เดี๋ยวนี้มี Interface ตัวเดียว อัดที่บ้านก็ยังได้ มีโปรแกรม กลองไม่ต้องเล่น เขียนได้เลย แต่เมื่อก่อนไม่ใช่อย่างนั้น คอมฯ ที่อัดเพลงได้ราคาแพง ต้องเป็นคอม Mac ไม่งั้นก็ต้องไปอัดที่ห้องอัด ซึ่งแพงมากๆ ตังค์ก็ไม่ค่อยมี ไปอัดทีก็ใช้เวลาได้น้อย จะมิกซ์เสียงก็ไม่รู้จักใคร พอทำออกมาก็ไม่โอเคเพราะเราอัดไปไม่โอเคตั้งแต่แรก แล้วมันจะดีได้ยังไง 

น้ำวน : ปัญหาของเราก็คล้ายๆ กัน เรารู้ว่าการเล่นที่ดีเป็นยังไง แต่เราไม่มีกำลังที่จะทำให้เพลงออกมาดี อย่างผมได้เงินอาทิตย์ละพัน แต่อัดเพลงทีเสียเป็นหมื่น มันไม่มีทางไหวอยู่แล้ว 

การเล่นดนตรีกับการทำเพลงมันเป็นคนละศาสตร์กัน

น้ำวน : ใช่ เล่นดีได้ แต่คุณจะคิดแล้วทำออกมาได้ดีหรือเปล่า เพลงที่ดี นักดนตรีไม่จำเป็นต้องเล่นเก่งมากเสมอไป มันมีอีกทางหนึ่งอยู่ ด้วยข้อจำกัดตรงนั้นมันเลยทำเพลงเราไปไหนไกลไม่ได้ ด้วยความอ่อนหัดของเรา

ในยุคนั้น วงการดนตรีอินดี้เป็นยังไง

ปอ : มันยังไม่มีสตรีมมิ่ง ไม่มีสื่อที่สนับสนุนศิลปินอินดี้ กลุ่มคนฟังเพลงอินดี้ก็น้อยมาก ถ้าตอนนี้มีคนฟังพันคน ตอนนั้นน่าจะมีแค่ร้อยคนได้ แต่อาจจะเพราะคุณภาพของวงอินดี้ในตอนนั้นห่วยด้วย ไม่เหมือนวันนี้ที่คุณภาพดีขึ้น ด้วยกระบวนการอัด ด้วยความรู้ ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่เก่งขึ้นมากๆ เพลงอินดี้เลยออกมาดี คนก็ฟังเยอะขึ้น

น้ำวน : เด็กๆ เดี๋ยวนี้คุณภาพคับแก้ว 

พอมีวงของตัวเอง เริ่มมีความหวังกับอาชีพศิลปินเยอะขึ้นหรือยัง

ปอ : ช่วงหลังๆ ใกล้ๆ วงเก่าจะยุบ ผมรู้สึกว่าริบหรี่มาก ไฟที่เคยมีมันจะมอด ตอนนั้นก็ทำงานอื่นไปด้วยนะ เปิดบริษัทโปรดักชัน

น้ำวน : อาจจะด้วยวัยที่ตอนนั้นอายุยี่สิบห้า เพื่อนๆ ทุกคนก็เริ่มทำงานหมดแล้ว ผมยังยึกยักอยู่ มีสอนบ้าง เล่นดนตรีกลางคืนกับปอบ้าง แต่น้อย อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง อยู่ไปวันๆ จนคิดว่าเราต้องทำงานได้แล้วเปล่าวะ แล้วเราย้ายบ้านมาอยู่ใกล้กัน ปอเลยชวนไปทำงานด้วยที่บริษัท แล้วก็ชวนกันทำโปรเจกต์ดนตรี 

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

เลยขอลองอีกสักตั้ง

ปอ : มันไม่ใช่ลองอีกสักตั้งนะ เราแค่อยากทำอะไรด้วยกัน เราเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว อยู่คนละวง เจอปัญหาก็มาแชร์กันตลอด เลยอยากลองทำเพลงกันสักเพลง ทำเล่นๆ แต่จะทำยังไงให้เพลงที่ทำออกมาเป็นมาสเตอร์พีซ แบบที่เราไม่เคยทำได้เลยตั้งแต่เล่นดนตรีมา เป็นช่วงเดียวกับที่เริ่มรู้จักห้องอัด รู้จักคนเยอะขึ้น ก็เลยทำกันดู ถ่ายเอ็มวีกันเอง ใช้มือถือถ่ายนี่แหละ ปล่อยเพลงออกไปไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร แต่เราสนุก สำหรับเรา เพลงจะดังหรือไม่ดังไม่เป็นไร แต่เราฟังแล้วไม่ติดอะไรเลย เกิดความภูมิใจ ก็เลยทำต่อ เขียนเพลง แล้วก็มีเพลงออกมาเยอะเลย จนเกิดเป็น Whal & Dolph ในขณะเดียวกันก็ยังทำบริษัทควบคู่มาเรื่อยๆ

แต่สุดท้ายคุณเลือกจะเดินออกจากบริษัทของตัวเอง เพื่อมาเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว

ปอ : พอทำไปสามสี่เพลงก็มีค่าย What The Duck มาติดต่อ เริ่มมีแฟนเพลง อาจจะไม่เยอะมาก แต่เราก็ดีใจ เฮ้ย มันเป็นไปได้ไงวะ มีคนร้องเพลงเราได้ด้วย (หัวเราะ) เลยตัดสินใจออกมาทำอย่างจริงจัง โดยที่ยังไม่ได้มีงานจ้างขนาดนั้น แต่เราไม่อินกับบริษัทแล้ว พอไปทำงาน ใจก็คิดแต่เรื่องทำเพลง ซึ่งเราบอกกับหุ้นส่วนไว้ตั้งแต่แรกเลยว่า ถ้าเราได้ทำเพลงจะออกนะ พอออกมาก็ทำเพลงให้ครบอัลบั้ม รายได้ยังไม่มีเข้ามามากมาย ต้องทุบหม้อข้าว 

ถามจริงๆ ว่าตอนนั้นมั่นใจแค่ไหน

น้ำวน : ความเสี่ยงสูงมากๆ

ปอ : และกว่าวงเราจะมีงานจริงจังแบบเลี้ยงชีพได้นี่เป็นปีๆ เลยนะ

แล้วถ้ามันไม่เวิร์กล่ะ ไม่กลัวเหรอ

ปอ : ก็กลัว แต่เราไม่ได้เสี่ยงร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เราเห็นว่ามันจะไปได้ เห็นแสงรำไรแล้วรู้สึกว่า เดี๋ยวมันต้องสว่างแน่เลย ก็เลยวิ่งมา แต่ถ้าไม่มีเลยผมก็คงยังไม่ออกมาจากตรงนั้น

น้ำวน : เวลาเราทำอะไร เราจะประมาณตัวเองได้แล้วว่าจะไปต่อได้ไหม เพราะเราไม่ได้ฟลุก พวกผมทำงานหนักมากในเส้นทางนี้ มีคนเคยบอกว่าวงเราดังเร็ว ทั้งที่เราทั้งคู่ทำดนตรีมาร่วมสิบปีแล้วก่อนจะเป็น Whal & Dolph ประสบการณ์เหล่านั้นมันขัดเกลาให้เราเติบโตมาเป็นแบบนี้ พวกเราตั้งใจมาก สำหรับเรามันเลยไม่ใช่ความฟลุก 

ปอ : เราออกซิงเกิลแรกเดือนธันวาคม 2016 ปล่อยอัลบั้มแรกประมาณเดือนพฤศจิกายน 2017 มาเดือนมีนาคม 2018 เรายังไม่มีงานเล่นเข้ามาเลย ทำยังไงดีวะ จะกินอะไรดีวะ ตอนนั้นอยู่ไม่ไหวถึงขนาดหาอาชีพเสริม ก็เลยตัดสินใจทำกั้งดองขาย ทดลองสูตรอยู่พักหนึ่งแล้วก็เริ่มทำ ผมจะตื่นเที่ยงคืน ไปรับน้ำวนที่บ้านแล้วขับรถไปตลาดมหาชัย ไปกว้านซื้อกั้งลอตใหม่ๆ กลับบ้านมาดอง กว่าจะเสร็จก็สิบเอ็ดโมง เที่ยง นอน ตื่นมาส่ง จำได้ว่าขายไปล็อตหนึ่งพบว่า เชี่ย ทำไมมันเหนื่อยจังวะ 

ขายที่ไหน

ปอ : ขายในเฟซบุ๊ก ทุกวันนี้เพจก็ยังอยู่ ยังมีคนทัก มีคนโทรมาสั่งอยู่เลย (หัวเราะ) จำได้ว่าขายล็อตแรกได้กำไรมาประมาณแบบ…

น้ำวน : สามพัน

ปอ : ไม่ถึง

น้ำวน : ก็ไม่ใช่กำไรด้วย คือได้เงินมาสามพัน กำไรน่าจะประมาณพันห้า

ปอ : แล้วมันเหนื่อยมาก เลยรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราเป็นนักดนตรีนะเว้ย อัลบั้มแรกยังไม่มา ไปทำเพลงต่อเลยดีกว่า แล้วมันเป็นช่วงรอยต่อระหว่างรอปล่อยเพลงซิงเกิลต่อไป ซึ่งก็อยู่ในอัลบั้มแรก เพลงนั้นคือ รอให้เธอบอก

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

เพลงดังสุดเลยนี่

ปอ : ปล่อยไปคนก็รู้จักวงมากขึ้น แต่มันไม่ได้ดังตูมเลยนะ ปล่อยวันแรกยอดก็ไม่พุ่ง สามชั่วโมงได้หมื่นห้า

น้ำวน : เรายังทักไปหาปออยู่เลยว่านี่มันปกติเปล่าวะ (หัวเราะ)

ปอ : สงสัยเหมือนกัน เพราะตอนไปเล่นคนก็ร้องได้ ก็น่าจะเป็นเพลงที่ดังได้นะ แต่พอเวลาผ่านไปมันก็ค่อยๆ ขึ้นมา วงเราจะเป็นอย่างนี้ ไม่ค่อยมีอะไรพุ่งๆ แต่จะค่อยๆ ไปเรื่อยๆ จนเริ่มมีงานจ้าง เริ่มอยู่ได้ อีกเพลงที่ทำให้วงเราไปต่อได้คือ ฉันยังเก็บไว้ ที่ได้พี่เบนซ์ (ธนชาติ ศิริภัทราชัย) มาทำเอ็มวีให้ ตอนแรกเราไม่คิดว่าจะช่วยวงเราได้ เพราะเป็นเพลงอะคูสติก ไม่คิดว่าจะไปเล่นร้านเหล้าได้ แต่กลายเป็นว่าคนชอบ 

จากสองเพลงนี้ทำให้คุณกลายเป็นวงที่มีงานทุกเดือนหรือยัง

ปอ : มีทุกเดือนแล้ว ตั้งแต่สี่ห้างานถึงสิบสองงาน จนเราปล่อยอีพีอัลบั้มที่สอง เพลงแรกชื่อ ฝากไว้กับดาว ปล่อยวันวาเลนไทน์ปี 2019 ก็ทำให้วงเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น โตขึ้น แต่ก็ยังไม่ดัง

ยังมองว่าตัวเองไม่ดังอีกหรอ

น้ำวน : มันเป็นกราฟที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นไป ช้ามาก แต่เรามีแฟนเพลง มีงานเล่น 

ปอ : มาอีกทีตอนที่ปล่อยเพลงที่สอง ไม่รู้ทำไม เป็นเพลงที่เราไม่คิดว่าจะดัง ไม่ได้เก็งไว้ เพลงมันเรื่อยๆ ตอนแรกก็ไม่มั่นใจว่าคนจะเก็ตเนื้อหาหรือเปล่าที่พูดถึงคนหมดใจ อยากบอกลาเขา แต่พอปล่อยออกมากลายเป็นไวรัล คนชอบ ปล่อยมาสองวันได้ล้านวิว

น้ำวน : แต่มันเป็นเนื้อหาที่ไม่ค่อยมีคนเล่า 

ยอมรับหรือยังว่าดังแล้ว

ปอ : เริ่มดังในกลุ่มหนึ่งนะ

ถ่อมตัวเกินไป

น้ำวน : ผมว่าศิลปินทุกคนจะไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองดังแค่ไหน นอกจากจะมีเพลงที่ยอดเยอะมากๆ เป็นร้อยล้านวิว เราก็ทำงานไป ปล่อยเพลงหนึ่งได้แฟนเพลงเพิ่มกลุ่มหนึ่ง ปล่อยอีกเพลงก็ได้แฟนเพลงเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง 

คุณฝันว่าอยากเป็นศิลปินมาก่อน พอได้เป็นจริงๆ มันมีความรับผิดชอบอะไรที่มาพร้อมอาชีพนี้ไหม

ปอ : แต่ก่อนเราคิดว่าการเป็นศิลปินคือทำเพลง ปล่อยเพลงออกไปให้เพลงทำงาน มีแฟนเพลง ก็คิดว่าน่าจะประมาณนั้นมั้ง แต่กลายเป็นว่าพอทำอัลบั้มแรกได้ มีคอนเสิร์ต ต้องทำอัลบั้มที่สอง แล้วจะทำยังไงให้วงเราไม่ซ้ำเดิม ขณะเดียวกันต้องทำให้แฟนเพลงรู้สึกว่าวงนี้ยังเป็นวงนี้อยู่โดยที่ไม่น่าเบื่อ

น้ำวน : ผมเคยเห็นสัมภาษณ์ของศิลปินท่านอื่น เขาบอกว่าแฟนเพลงสำคัญสำหรับเขามาก ผมก็ไม่เคยรู้ ไอ้เหี้ย มันจะขนาดนั้นเลยเหรอวะ แต่พอมาอยู่ตรงนี้มันจริงนะ เข้าใจแล้วว่าเขาสำคัญกับเรามาก

ปอ : เราไม่มีแฟนเพลงไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งไม่มีเขา วงจะไม่เหลืออะไรเลย เพลงบางเพลงก็เล่นไม่ได้ถ้าไม่มีแฟนเพลง

น้ำวน : ไปเล่นคอนเสิร์ตก็ไม่สนุก เวลาเราทำอะไร ก็ไม่ใครรอซัพพอร์ตเรา ยิ่งตอนเล่นสด แฟนเพลงสำหรับวงเราคือสำคัญมาก เพราะเพลงเราไม่ได้ตูมตาม เราไม่สามารถสนุกไปกับมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยตัวเอง ต้องมีเขาส่งกลับมาด้วย แล้ววันนั้นจะเล่นได้ดีมาก 

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที
คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ถ้าทำเพื่อแฟนเพลงขนาดนั้น Whal & Dolph จะสูญเสียตัวตนไหม

ปอ : มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะไม่สนใจแฟนเพลงเลย ความคาดหวังมันมี อย่างผมเคยเจอแฟนเพลงสักรูปเราที่อก แล้วผมจะไปทำให้เขาผิดหวังได้ยังไง ทุกครั้งที่ทำเพลงเราก็ทำแบบที่ชอบนี่แหละ แต่บางจังหวะที่เริ่มขี้เกียจ เราก็จะคิดแล้วว่าถ้าเราทำออกมาไม่ดี คนที่เขาสักรูปเราไว้จะผิดหวังหรือเปล่า มีคนที่เชื่อในตัวเรา ชอบผลงานเรา เราต้องทำงานออกมาให้ได้คุณภาพโดยที่เราภูมิใจกับมันมากๆ ด้วย ไม่ใช่ขี้เกียจแล้วทำส่งๆ ไป วงจึงกลายเป็นแบรนดิ้งที่เราสร้างขึ้นมาแล้วต้องรักษาให้ดีต่อไป

น้ำวน : เหมือนเราให้เกียรติอาชีพเราเอง และเราก็ให้เกียรติเขาด้วย

Whal & Dolph โตขึ้นแค่ไหนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ปอ : ความคิดบางอย่างเปลี่ยนไป เวลาเล่าเรื่องบางเรื่อง เราจะเล่าจากมุมมองของเราคนนี้ วัยนี้ เป็นคนแบบนี้ เพลงหรือมุมมองต่อการมองบางอย่างก็เปลี่ยนไป ผมว่าดนตรีก็เปลี่ยน 

น้ำวน : ดนตรีเปลี่ยนมาก เราลงดีเทลกันมากขึ้น ปกติไปอัดเพลงเราใช้หนึ่งคิว อัดได้ทุกเครื่องเลย แต่ตอนนี้หนึ่งคิวได้ประมาณสามสิบถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเพลง ตอนแรกสงสัยว่าเราห่วยขึ้นหรือเปล่า แต่พอได้กลับมานั่งฟังเพลงจริงๆ พบว่าตัวเองละเอียดขึ้นมาก

นั่นคือในแง่ของศิลปิน ถ้าในฐานะคนคนหนึ่งล่ะ

ปอ : พวกผมเปลี่ยนการใช้ชีวิตไปเยอะ เมื่อก่อนทำงานหนัก กินเครื่องดื่มชูกำลังตลอด นอนน้อย ใช้ชีวิตแบบกินอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ให้มันอยู่รอดไปวันๆ พอโตขึ้นมีงานเข้ามามากขึ้น ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะใช้ชีวิตยังไงให้ดี กินอันนี้ดีเปล่าวะ เรานอนเท่านี้มันดีเปล่าวะ เราเลือกให้ตัวเองมากขึ้น เพราะมันมีทางเลือกมากขึ้น มุมมองความคิดก็เปลี่ยนไป จากที่เคยด่าว่าโน่นนี่นั่น ก็กลายเป็นคนที่พยายามทำความเข้าใจกับมัน ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้นะ เริ่มขอโทษคนที่เราทำไม่ดีด้วย เริ่มไม่อยากทำให้คนรอบข้างหรือคนที่ทำงานกับเรารู้สึกแย่

น้ำวน : เมื่อก่อนเราทำวงดนตรีมา เรามองว่ามันเป็นแค่วงดนตรี ใครมาช่วยเล่นก็เล่นไป พอทำมาเรื่อยๆ เราเริ่มมองว่ามันเป็นบริษัทที่เราต้องจัดการหลายเรื่อง เราต้องทำยังไงให้คนที่เขาช่วยเรามาตั้งแต่แรกยังแฮปปี้ที่จะอยู่กับเรา เริ่มแคร์ความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น แต่สนุกดีครับ ไม่เหนื่อยหรอก พวกเรารักวงนี้ ทุกอย่างที่ทำไปเพราะอยากให้วงมันดีขึ้น

ปอ : มันเหมือนเป็นครอบครัวไปแล้ว ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าวงต้องมีทีมงานนะ ต้องมี Technician สามคน มี Sound Engineer หนึ่งคน ตอนนี้เรามีทุกอย่าง เราต้องดูแลมากขึ้น เป็นพี่มากขึ้น เป็นหัวหน้าครอบครัว เช่น เดือนนี้ไม่มีงานเลยจะช่วยน้องสามคนนี้ยังไงดี มันเหมือนการดูแลคนในครอบครัวของเรา

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

แปลว่าเคยมีช่วงที่อีโก้จัดๆ มาก่อน

ปอ : มีแหละ แต่ไม่ได้เยอะ แล้วเราก็ไม่ได้ไปมีอีโก้ใส่ใคร อาจจะแค่กับเรื่องตัวเอง บางทีทำงานไปเริ่มขึ้เกียจ เริ่มไม่ใส่ใจเวลาไปเล่น ไม่ได้ซัพพอร์ตคนบางคนทั้งๆ ที่เราควรทำ ไม่พูดคุยกับแฟนเพลงมากเท่าเดิม เพราะรู้สึกว่าแค่นี้ก็เหนื่อยมากแล้ว มันไม่เชิงเป็นอีโก้ แต่คือความรู้สึกว่า โอเค ตอนนี้เราอยู่ในจุดที่ดีมากๆ อยู่ตัวแล้ว เราก็เลยทำมันเท่านี้แหละ พอแล้ว ไม่ต้องให้ดีขึ้นไปกว่านี้ก็ได้

น้ำวน : Whal & Dolph เกิดขึ้นตอนเราทั้งคู่อายุยี่สิบปลายๆ ตอนนั้นอายุยี่สิบเจ็ด เริ่มเป็นผู้ใหญ่แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้เลยไม่รุนแรงมาก เราเลยไม่ใช่วัยรุ่นที่คิดว่ากูแน่

ข้อดีของการมีชื่อเสียงในวัยที่เริ่มนิ่งและเข้าใจชีวิตแล้วคืออะไร

น้ำวน : ความสำเร็จไม่ได้มาเร็วเกินไปจนเรามองไม่ทัน มันค่อยๆ มาโดยที่เรายังเห็นข้างๆ ทางได้ทันอยู่ 

ปอ : มันทำให้เราได้มองหลายๆ อย่าง ทำให้รู้ว่าแฟนเพลงสำคัญมากนะ เขาคือกลุ่มคนที่เราควรจะดูแลมากที่สุด เป็นห่วงเขาที่สุด เราต้องดูแลเขาให้ดีเหมือนวันแรก หลังๆ ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนผมจะกลับมาตอบเมสเสจแฟนเพลง ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเวลาเล่นเสร็จ แฟนเพลงทักสตอรี่มา ผมจะเหนื่อยจนตอบไม่ไหว ทุกวันนี้มันจะเยอะแค่ไหน ผมก็พยายามตอบ อะไรสำคัญๆ อย่าง พรุ่งนี้พี่ขึ้นเครื่องบินกี่โมง หรือตอนซาวนด์เช็กขอเขามาฟังได้ไหม หนูอายุไม่ถึง 

เหมือนคุณมองว่าแฟนเพลงไม่ใช่แฟนเพลง แต่เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกัน

ปอ : ผมวางโพสิชันวงว่าไม่ใช่ศิลปินที่เป็นเหมือนเทพเจ้า เข้าถึงไม่ได้ แต่เราเป็นคนคนหนึ่ง เขาก็เป็นคนคนหนึ่ง เราคุยกันได้ เราบอกกันได้ ‘ไม่ว่างนะ พี่ขอไปเล่นก่อน เดี๋ยวค่อยมาถ่ายรูปกัน’ เราอยากเป็นเพื่อนมากกว่า

น้ำวน : แต่เราไม่ได้ทำอะไรเกินตัวนะ นิสัยเราเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เราก็แค่เป็นตัวเอง

มีชื่อไหม เหมือนแฟนคลับ Beyonce ชื่อ BeyHive 

ปอ : มีครับ ช่วงหนึ่งเขาก็มาถามๆ เลยให้ชื่อ ‘แฟนปลา’ ละกัน น่ารักๆ

เล่าเรื่องความน่ารักของแฟนคลับ Whal & Dolph ให้ฟังหน่อย

ปอ : มีงานหนึ่งที่เราไปเล่นที่ลำปางกับเชียงราย ลงสนามบินปุ๊บก็เจอแฟนเพลงเลย แต่เป็นแฟนเพลงที่มาจากกรุงเทพฯ ขับรถมา เหมือนเขาคิดถึงพวกเรา ปกติเล่นที่กรุงเทพฯ เขาก็จะมาดู ซื้อขนมมาให้ ทั้งๆ ที่เดี๋ยวเราก็มีเล่นที่กรุงเทพฯ นะ แต่มันช้ากว่าแค่นั้นเอง 

น้ำวน : มีช่วงหนึ่งเจอคนเยอะมาก แล้วจะมีแฟนเพลงมาถามว่า พี่จำผมได้ไหม จำหนูได้ไหม เราก็บอกเลยว่าจำไม่ได้ แต่ขอโทษเขานะ (หัวเราะ) บางคนต่อแถวถ่ายรูปนานมากเพื่อที่จะไม่ได้ถ่ายรูป แค่คุยด้วยเฉยๆ เขาบอกว่าเคยถ่ายแล้ว ให้คนอื่นถ่ายบ้าง เดี๋ยวจะเสียเวลา

คุยกับวงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับแฟนเพลงสำคัญแค่ไหนในการทำงาน

ปอ : ผมเคยคุยกับศิลปินคนหนึ่ง เขาบอกว่า “ถ้าพี่ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว สิ่งที่พี่จะทำคือ ดูแลแฟนคลับให้ดีกว่านี้” สมมติแฟนเพลงเราชอบเพลงแบบนี้ แต่เราไม่เคยทำเพลงแบบนี้ให้เขาเลย มัวแต่คิดว่าวงเราต้องดังโว้ย วงเราต้องขายโว้ย เราต้องรวย โดยที่ไม่แคร์คนที่ชอบเราในแบบนั้น เขาก็จะไม่อยู่กับเรา ในวันที่เราตกลงมา จะไม่มีคนนี้อยู่รับเราแล้วนะ เราเลยขอทำเพลงในแบบที่ผมชอบและแฟนคลับก็เห็นว่านี่คือ Whal & Dolph ดีกว่า เราต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด 

ศิลปินที่ดีสำหรับคุณคือ…

ปอ : คนที่ถ่ายทอดตัวตนผ่านเพลงออกมาได้ดี คนที่โคตรไฮเปอร์ เก๋า ซ่า แล้วเขียนเพลงออกมาได้ซ่ามากๆ ผมว่าคนนั้นเป็นศิลปินที่ดี หรือคนนี้เป็นคนเหงามาก เป็นคนซึมๆ แล้วเพลงก็ออกมาซึมมากๆ 

น้ำวน : ผมชอบสังเกตว่าแต่ละคนเล่นดนตรีแบบไหน มีรุ่นพี่เคยบอกว่า มึงลองดูนะ ศิลปินพอถึงจุดหนึ่งเขาจะเอาตัวเองออกมาเป็นดนตรีด้วย ผมชอบดูว่ามันสอดคล้องกันไหม สมมติคนนี้เรียบร้อยมากๆ เวลาเล่นกีตาร์ก็จะนุ่มๆ ไม่ซิ่งมาก 

แล้ว Whal & Dolph เป็นแบบไหน

ปอ : เราเป็นคนตลกๆ ง่ายๆ ไม่เรื่องมากแต่จริงใจ มีอะไรพูดตรงๆ ไม่เก็บไว้ เป็นมิตร ซึ่งมันก็ออกมาทางเพลงของเรา เล่าง่ายๆ พูดตรงๆ ไม่โกหกกัน แต่มีเสน่ห์ในแบบของมัน

น้ำวน : ชอบมีคนบอกว่าเวลาผมเล่นกีตาร์ดูเหมือนจะหลับ ผมก็อยากเต้นเหมือนกันนะ แต่สิ่งที่ผมเล่นมันยาก จะเดินกูยังลำบากเลย ขอกูยืนเฉยๆ แล้วกัน (หัวเราะ)

การผ่านวงที่ไม่ประสบความสำเร็จ ผ่านทางแยกที่ต้องเลือกระหว่างงานประจำหรือการเป็นศิลปิน ผ่านเดือนที่ไม่มีงานเล่นสักงาน มันหล่อหลอมให้ Whal & Dolph เป็นวงแบบไหน

ปอ : มันสอนเราเรื่อยๆ ทุกๆ ช่วงสอนเราหมด อย่างช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา มันสอนให้เราเป็นคนอดทน ช่วงที่ไม่มีงานก็สอนให้เราลุกขึ้นสู้ มันสอนให้เราไม่ยอมแพ้ อดทนไว้ ทำไปเรื่อยๆ แต่ต้องทำและคิดวิเคราะห์ แล้วก็ทำไปโดยที่ยังเป็นตัวเอง ทุกวันนี้เวลาไปเล่นจะมีความคาดหวังอยู่ เขาจ้างเราราคานี้นะเว้ย เราจะไปเล่นห่วยๆ ไม่ได้ ผมต้องซื้อของราคาสี่ห้าแสนเพื่อเอามาทำงาน จะได้ไปเล่นด้วยคุณภาพที่ดี ต้องซ้อม ต้องทำโชว์ เพื่อจะให้โชว์โชว์หนึ่งมันคุ้มกับที่เขาจ้างเรา คุ้มกับที่แฟนเพลงที่จ่ายเงินมาดู มันทำให้เราเป็นศิลปินที่ดีขึ้น เราไม่อยากไปเล่นแล้วคนบอกว่า โห ไม่เห็นประทับใจเลย จะไม่จ้างแล้วหรือไม่น่ามาดูเลย 

น้ำวน : เราอาจจะไม่ใช่ศิลปินร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเรามองว่ามันคืองานที่เราต้องตอบโจทย์คนอื่นด้วย เคยมีงานหนึ่งที่เขาไว้ใจให้เราเล่นเป็นวงสุดท้าย วันนั้นเหนื่อยมาก พอขึ้นเวทีรู้เลยว่ายิ่งเล่นยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ผมไม่เคยเล่นเสร็จแล้วลงมานั่งประชุมหลังเวทีเป็นชั่วโมงๆ ไม่รู้ว่าคนอื่นรู้สึกไหม แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องกลับมาเช็กตัวเอง 

ปอ : ไม่ใช่ว่าวันนี้กูจะเล่นแบบนี้แหละ ใครไม่ชอบก็ช่างมัน ไม่ได้ เราเล่นในแบบที่เราเป็นนี่แหละ แต่ต้องให้คนอื่นร่วมรู้สึกกับเราด้วย คนจ้างก็แฮปปี้ คนดูก็แฮปปี้ เราก็แฮปปี้ สุดท้ายมันคือการสร้างสมดุล

น้ำวน : อย่างเมื่อก่อนจะมองแค่ว่าเราเล่นได้มาตรฐานของตัวเอง แล้วทำไมคนอื่นเล่นไม่ได้ ก็โทษคนอื่น แต่การเล่นดนตรีมันคือทีมเวิร์ก เราไม่สามารถเล่นดีคนเดียวแล้วทั้งโชว์จะดี

ถ้าสามารถบอกตัวเองในตอนนั้นที่กำลังหาทางเป็นศิลปินอาชีพอยู่ อยากแนะนำอะไรไหม

ปอ : อยากบอกว่า เฮ้ย สุดท้ายมึงทำได้นะเว้ย สิ่งที่มึงคิดมันถูกแล้ว แต่คงไม่แนะนำอะไร ผมจะปล่อยให้ตัวเองงมๆ หาทางเองดีกว่า สนุกดี ถ้าไปบอกหมดมันก็…

น้ำวน : ไม่ลุ้น แต่จะบอกว่าทำไปเลยเพื่อน ลองดู

อาจจะต้องขายกั้งอยู่แป๊บหนึ่ง

น้ำวน : ใช่ แต่สุดท้ายมันจะได้ (ยิ้ม)

คุยกับ Whal & Dolph วงดนตรีที่เชื่อว่าแฟนเพลงคือคนสำคัญที่สุด มีแฟนคลับสักเป็นหน้าพวกเขา และขายบัตรคอนเสิร์ตพันใบหมดภายใน 10 นาที

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หลังการพูดคุยกับ ปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือ โอม Cocktail ที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่ง เขาชวนทุกคนกลับบ้าน

ก่อนหน้านี้ผมเพียงติดตามผลงานของเขาและวง Cocktail อยู่ห่างๆ ในฐานะคนฟังคนหนึ่ง มีทั้งเพลงที่ชื่นชอบ ชื่นชม และปล่อยผ่าน จนกระทั่งชื่อของเขาเริ่มผ่านหูในวงสนทนาอาหารมื้อกลางวัน และผ่านในไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ถี่ขึ้น ถี่ขึ้น จากการที่เขาไปร่วมแข่งขันรายการ THE MASK SINGER ซีซั่น 2

แม้หลายคนจะยังคิดถึงชายผู้นี้ในบทบาทหน้ากากหอยนางรม แต่เมื่อพบกัน เขากลับไม่ค่อยได้พูดถึงมันเท่าไหร่ ไม่โหยหา ไม่เสียดาย ไม่ฟูมฟาย ซึ่งนั่นทำให้ผมประหลาดใจ เพราะก่อนมาเดาเอาว่าเขาคงมีเรื่องเล่าถึงบทบาทภายใต้หน้ากากไม่น้อย

หน้ากากหอยนางรมคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่เขาเป็นตอนนี้ คือ โอม Cocktail-ชายผู้เป็นฟรอนต์แมนของวงว่าอย่างนั้น

แม้บางคนจะเพิ่งรู้จัก แต่เขาหาใช่ศิลปินหน้าใหม่ในวงการ Cocktail ยืนระยะบนเส้นทางดนตรีมาแล้วกว่า 15 ปี ออกอัลบั้มมาแล้ว 5 อัลบั้ม ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ไม่มีใครรู้จักและแสงไฟสาดส่อง ผ่านทุกข์สุขมานับไม่ถ้วน ล่าสุดวงเพิ่งปล่อยซิงเกิลล่าสุดที่ชื่อ ทำดีไม่เคยจำ ซึ่งเขาเป็นคนเขียนเองทั้งคำร้องและทำนอง

เรานัดพบกันที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่งและนั่งคุยกันหลายประเด็น ไล่ตั้งเรื่องดราม่า ซิงเกิลล่าสุด หน้ากากหอยนางรม ก่อนที่สุดท้ายเขาจะชวนทุกคนกลับบ้านอย่างที่ผมว่าไว้ในตอนต้น

บ้านที่ไม่ใช่ในความหมายของสิ่งปลูกสร้าง

คุณเขียนเอาไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เพลง ทำดีไม่เคยจำ มีเนื้อหากล่าวถึงการตัดสินคนรอบข้าง การใช้กฎหมู่ การอยู่รอดในสังคมในยุคที่โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนศาลเตี้ย คุณไปเจออะไรมาถึงอยากเล่าเรื่องนี้ผ่านเพลง

จริงๆ เราเห็นเรื่องแบบนี้อยู่ในสังคมเกือบทุกวันอยู่แล้ว กับการที่ใครสักคนตกเป็นเหยื่อของอะไรสักอย่างหนึ่งโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจ หรือใครสักคนที่มีอิทธิพลต่อสังคม ที่พูดอะไรสักอย่างแล้วทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อโดนรุมสกรัมจากคนจำนวนมาก จริงๆ เรื่องนี้มันไม่เชิงว่าเป็นเรื่องบนโลกออนไลน์เสียทีเดียว เพราะมันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ว่าการมีโลกออนไลน์มันทำให้เห็นชัดขึ้น เพราะเรื่องบางเรื่องที่ไม่มีที่พูดมันมีที่พูดแล้วไง คนไม่ได้เลวขึ้น คนเลวอยู่แล้ว เพียงแต่มันมีที่ที่ทำให้ปรากฏ

แต่เพลง ทำดีไม่เคยจำ ไม่ได้มีความตั้งใจจะชี้นำว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดนะ เราแค่อยากสร้างคำถามมากกว่า เพราะเราเองก็เป็นนักเรียนแห่งชีวิตเหมือนกัน โลกของเราเป็นห้องเรียน แล้วผมก็เป็นนักเรียนคนหนึ่งของห้องเรียน ผมเองก็ต้องเรียนจากสิ่งนี้ ผมจึงเปิดดีเบตผ่านเพลง

ในชีวิตที่ผ่านมาคุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นผู้ถูกกระทำบ้างไหม

เราเป็นนักร้อง อาชีพเราไม่มีคนเกลียดก็แปลกแล้ว

ใช้คำว่าแปลกเลยเหรอ

ไม่มีนักร้องที่ทุกคนรักเด็ดขาดเลยครับ เป็นไปไม่ได้ มนุษย์ที่ไหนที่มีแต่คนรักไม่มีคนเกลียด ลองหาเลย พิมพ์ชื่อใครก็ได้ในกูเกิล แล้วเว้นวรรค แล้วพิมพ์คำว่าเกลียดหรือไม่ชอบ ผลลัพธ์ต้องมี เป็นธรรมชาติ เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว ทุกอย่างมีคนรักและมีคนชัง คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ใช่ไหม

แล้วเวลาเจอกับตัวเองคุณเข้าใจได้หรือเจ็บปวด

เจ็บเล็กเจ็บน้อย ถ้าผมไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากมันก็ไม่เจ็บมาก เจ็บไม่เจ็บมันขึ้นอยู่กับว่าเราเก็บมาใส่ใจมั้ย แต่ผมว่าผมไม่เห็นด้วยกับการหันหลังให้ มันมีคนที่หันหลังให้แล้วบอกว่าเรื่องพวกนี้ไม่ต้องเห็น แต่เวลาเราเห็นแล้วเรารู้ เราควรเห็น รู้ แล้วไม่เก็บ ไม่ใช่หันหลังให้แล้วไม่รับรู้ ทำตัวเหมือนไม่เคยเห็นเลย เราก็จะกลายเป็นคนหนีความจริง

โอม Cocktail

แล้วสิ่งปลอบประโลมใจของคุณคืออะไร

ไม่ครับ ผมไม่ค่อยปลอบใจตัวเองเท่าไหร่ ผมซาดิสต์ คนด่าผมผมเข้าไปอ่านเลย การปลอบประโลมที่ดีที่สุดคือทำตัวเองให้แข็งแรง เหมือนนักมวยที่เอาขวดถูแข้ง เวลาถูไปมากๆ แล้วเซลล์มันจะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาจับหน้ากระดูก หนังจะหนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาเตะต้นกล้วย เตะอะไรจะไม่เจ็บ มันจะไม่ชนกระดูกตรงๆ เป็นเพราะหนังตรงนั้นจะหนาขึ้น มันถูกกระทำแบบนี้แล้วกล้ามเนื้อรับรู้ มันก็เลยสร้างเซลล์ขึ้นมา เราชอบแบบนี้มากกว่า

บางคนเจอคำด่าเขาพยายามจะเลี่ยงจะหนี แต่แปลกที่คุณเลือกจะเผชิญ

คิดว่าคุณจะหลบได้ตลอดเวลาเลยเหรอ ต่อให้คุณมีความว่องไวประดุจสามารถ พยัคฆ์อรุณ ที่หลบได้ 20 หมัด แต่ถ้าคุณไม่เคยฝึกสำหรับการรับสักหมัดเลย แม้จะหลบได้กี่หมัดก็ตาม ลองโดนเข้าหมัดเดียวอาจจะลงไปนอนเลยก็ได้ แล้วชีวิตต่อยคุณหนักที่สุด ต่อยหนักกว่าอะไรทั้งนั้น

คุณโดนชีวิตต่อยบ่อยไหม

ผมเองโดนต่อยตลอดเวลา ในขณะที่สังคมเรากำลังให้น้ำหนักกับการต่อสู้ที่มองเห็นเป็นรูปธรรมมากๆ เช่นคนที่ลำบาก คนจน คนที่เขาต่อสู้ชีวิตมาแบบดุดัน เราก็เลยไม่ค่อยรู้หรอกว่าจริงๆ แล้ว หลายๆ คนสู้หนักมาก อย่างนักร้องบางคนที่ทุกคนบอกว่าเขารวยมาก แต่ว่าการดิ้นรนเพื่อที่จะเป็นนักร้องกับครอบครัวที่มีความคาดหวังสูงมันก็ไม่ง่าย ใช้เวลาหลายปีกว่าจะฝ่าฟันหลายๆ อย่าง พิสูจน์ตัวเองว่าเล่นดนตรีได้ ซึ่งผมเองก็รู้สึกคล้ายๆ กัน เพียงแต่ผมไม่ได้รวยแบบนั้น การต่อสู้ของเรามันสู้กับจิตใจตัวเอง สู้อยู่ข้างใน แต่คนไม่เห็น แล้วคนก็มักจะมองว่าเราไม่เห็นต้องสู้อะไรเลยหรือเปล่า

ถ้าผมเป็นคนนอกแล้วจะชื่นชมวง Cocktail สักเรื่องนึง ผมก็คงชื่นชมว่า พวกมึงทนได้นานดีเว้ย อยู่กับแพสชันได้ยาวนานดี มีความซื่อสัตย์กับแพสชันตัวเอง ช่วงเวลาที่เหมือนจะไม่ได้อะไรก็ยังอยู่ เราอยู่ด้วยแพสชันจริงๆ และเราก็ไม่เห็นมีใครกระทำอะไรเราได้เลย สมัยก่อนเราส่งอัลบั้มไปเขาไม่โปรโมตให้ ส่งวิทยุไปวิทยุไม่เปิด ไม่พูดถึง หนังสือก็ไม่เคยเอาไปถ่ายขึ้นปก แล้วเขาทำอะไรงานเราได้ล่ะ เขาทำอะไรงานเราไม่ได้เลย เขาได้แต่กีดกั้นให้เราปรากฏตัวต่อโลกไม่ได้ แต่เขาไม่สามารถแตะต้องงานเราได้เลย

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

ยุคนี้ในโลกโซเชียลฯ ทุกคนสามารถโปรโมตตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องง้อสื่อเหมือนในอดีตอีกต่อไป คุณว่าอำนาจในมือนี้ส่งผลกับชีวิตเรายังไงบ้าง

คุณรู้สึกมั้ยว่าปัจเจกบุคคลได้รับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่จะเสนอตัวเองเข้าสู่โลก สู่โซเชียลฯ สู่สังคมขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อมโยงกับคนจำนวนมาก คำถามคือปัจเจกได้พลังมากเกินความสามารถในการรับผิดชอบตัวเองหรือเปล่า

Benjamin Parker (เบนจามิน ปาร์กเกอร์) ลุงของสไปเดอร์แมน ได้พูดวลีอมตะไว้แล้วว่า “With great power comes great responsibility.” ซึ่งประโยคนี้มันจริง ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่นำมาซึ่งความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ประเด็นคือคุณเข้าใจอำนาจของสิ่งที่คุณมีอยู่ในมือแค่ไหน รู้มั้ยว่าความคิดชุดนึงสามารถถูกเผยแพร่ได้มากแค่ไหน รู้มั้ยว่าความเกลียดชังถูกเผยแพร่ได้ไกลแค่ไหน รู้มั้ยว่าข่าวลวงข่าวหนึ่งทำร้ายคนได้มากแค่ไหน ถามว่ามีผลอะไรมั้ย เราต้องคิดเยอะขึ้นมากทุกครั้งที่เราจะโพสต์ข้อความสักข้อความหรือเราจะตอบคำถามสักคำถามนึง

ทุกวันนี้ผมเองเวลาไลฟ์เฟซบุ๊กตอบคำถามประจำสัปดาห์ผมยังไม่ค่อยอยากจะเก็บไลฟ์นั้นไว้เลย ถ้าใครดูไม่ทันก็ไม่ทัน ผมต้องลบ เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะโดนตัดตอนคำพูดเราไปทำให้ความหมายเพี้ยนไปลงในชาแนลของใคร ซึ่งเราเห็นการเรียกคนเข้าชาแนลของบางชาแนล เอาคลิปเราพูดอะไรไม่รู้ไปตั้งชื่อคลิปเป็นเรื่องที่อินเทรนด์ไว้ตอนนั้น เพื่อดักคนเข้าไปดูโดยที่เนื้อหาไม่ได้สัมพันธ์กัน คนทำเขารู้มั้ยว่ามีคนเสียความรู้สึกจากสิ่งที่เขาทำมากขนาดไหน มันเป็นคอนเทนต์ที่เป็นขยะ ไม่มีประโยชน์

คุณมองมั้ยว่าสิ่งที่ว่าเป็นราคาที่ต้องจ่าย ต้องยอมแลก เพราะมองอีกมุมศิลปินก็ได้ประโยชน์จากโลกโซเชียลฯ ไม่น้อย

ไม่ใช่แลก แต่มันอยู่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไร

แล้วเวลาเห็นเพื่อนร่วมวงการที่เรารู้จักนิสัยใจคอเขาดี ไปตกอยู่ท่ามกลางดราม่า คุณรู้สึกยังไง

แล้วแต่สถานการณ์ บางอันเรารู้สึกว่าเพื่อนเราไม่น่าพูดอย่างนี้ บางอันเรารู้สึกว่าเพื่อนเราทำถูกแล้วแต่สังคมไม่เข้าใจเพื่อนเรา หรือบางอันที่ซวยจริงๆ อยู่เฉยๆ แล้วโดนก็มี แต่ที่รู้สึกเหมือนๆ กันคือแอบสลดใจ เรามองเห็นว่าจริงๆ แล้วหลายครั้งเรื่องเล็กกว่านั้นมาก แต่มันถูกทำให้ใหญ่กว่าที่เป็นเยอะ ลึกๆ แล้วเรากำลังมีความสุขกับการเห็นใครสักคนลากคนสักคนมาปู้ยี่ปู้ยำ เหมือนคำพูดหนึ่งในหนัง The Dark Knight Rises ของ Christopher Nolan (คริสโตเฟอร์ โนแลน) ที่บอกว่า เรากำลังดึงใครสักคนที่เป็นคนดีมาปู้ยี่ปู้ยำเพียงเพื่อทำให้เขาเห็นว่าแม้กระทั่งคนดีก็พังทลายได้ เพื่อที่เราจะรู้สึกสะใจว่ามึงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากูหรอก เพราะว่าการยืนอยู่ข้างคนที่ดีมากๆ ดีเหลือเกิน มันก็ทำให้คนบางคนรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าในตัวเองลง แล้วการที่จะทำให้รู้สึกถึงความแข็งแรงของตัวเองได้อีกครั้งก็ต้องทำลายใครสักคนให้มันลงมาอยู่ข้างล่างไปกว่าเรา ถ้าดึงมันลงมาให้พังได้ แสดงว่ามึงก็ไม่ได้ต่างกับกูนี่หว่า นี่คุณกำลังเติม Self-esteem ด้วยการทำลายคนอื่น คุณเป็นคนยังไงนะ

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

คุณเพิ่งมีลูกสาว เป็นห่วงมั้ยว่าลูกจะโตมายังไงในสังคมแบบนี้

ตอนนี้ก็ห่วงแหละ แต่ถึงวันนึงผมก็ต้องปล่อย เพราะว่าเขาก็ต้องมีชีวิตของเขาเหมือนกัน พึงตระหนักอยู่เสมอว่าเราไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก เขาจะเลือกทางเดินของเขาเองในที่สุด ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม จริงๆ คำตอบมันโหดร้ายนะ มันเหมือนไม่รักลูก แต่มันเป็นอย่างนั้น ชีวิตใครชีวิตมัน

เจ็บปวดก็ต้องเผชิญด้วยตัวเอง

เราช่วยได้แหละ แต่ถึงจุดหนึ่งก็ต้องปล่อย สักวันเขาก็จะมีครอบครัวของเขา มีชีวิตของเขา เราจะเข้าไปแทรกแซงทุกเรื่องไม่ได้หรอก อาจจะแนะนำ ตักเตือนอะไรได้บ้าง แต่บังคับไม่ได้

แล้วการมีลูกเปลี่ยนคุณไปบ้างไหม

มันทำให้เราต้องคิดหน้าคิดหลังเยอะขึ้น คือเราไม่ได้ตัวคนเดียว เรามีคนที่ชีวิตเขาขึ้นอยู่กับเรา มันคือชีวิตเลยนะ จะอยู่ จะรอด จะเป็น จะตาย ขึ้นอยู่กับเรา เพราะเขาเด็กมาก เราจะมาไร้สาระไปวันๆ แล้วปล่อยให้เขาเผชิญชะตากรรม เห็นทีจะไม่สมควร

ลูกสอนอะไรคุณบ้าง

ลูกก็สอนเลขให้ผมบ้าง (หัวเราะ) ก็สอนให้รู้ว่าการเป็นพ่อคนคืออะไร จริงๆ แล้วเราได้ยินมาตลอดแหละว่าการเป็นพ่อต้องทำยังไงบ้าง เดี๋ยวนี้คนยิ่งคลั่งเขียนฮาวทูอยู่ด้วย สิบประการของการเป็นพ่อที่ดี สิบประการของการเป็นสามีที่ดี อะไรพวกนั้นน่ะ คุณรับรู้แต่คุณเข้าใจแค่ไหน มันคนละอย่างนะ ซึ่งนั่นแหละ สิ่งที่ลูกสอนผม

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

ล่าสุดบนเวที The Mask Singer ทำไมหน้ากากหอยนางรมถึงพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “หวังว่าทุกคนจะหาบ้านของตัวเองเจอ”

สิ่งที่ผมจะบอกคือ คุณไม่ต้องไปวิ่งตามคนอื่นเขา เราเสียเวลากับการวิ่งไล่ตามคนอื่นมานานแล้ว ผมเคยเป็นอย่างคนอื่น อยากเก่งอย่างเขา แต่เราก็รู้ว่าในที่สุดเราเป็นอย่างคนอื่นไม่ได้

คุณเคยวิ่งตามคนอื่นด้วยเหรอ

ตลอดเวลา เราเคยวิ่งตาม ตามรอยพ่อแม่บ้าง ตามรอยเพื่อนบ้าง สมัยก่อนเวลาเราฝึกวาดรูป สิ่งที่เราทำก็คือลอกก่อน พยายามทำให้เหมือนเพื่อน แล้วเราก็รู้ว่าเราทำอย่างเขาไม่ได้หรอก เราต้องเป็นตัวของตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะให้หน้ากากหอยนางรมแสดงให้เห็น เราไม่มีทักษะแบบเขา แต่ว่าเรามีแบบของเรา เราพยายามดึงสิ่งที่เราเป็นออกมาให้ลึกที่สุด ให้มากที่สุด ดึงทุกความสามารถที่เรามี เช่นการเลือกเพลง ซึ่งเป็นทักษะหนึ่งของเรา

สิ่งสำคัญคือทุกคนควรจะกลับมาตระหนักถึงตัวเอง แปลกไหมครับ สังคมทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับตัวเองมาก แต่กลับรู้จักตัวเองน้อย เหมือนที่หน้ากากหอยนางรมพูดประโยคจากหนังเรื่อง Fight Club “เราใช้เงินที่เราไม่มี ซื้อของที่เราไม่อยากได้ เพื่อเอาใจคนที่เราไม่รู้จัก” ตอนจบผมถึงบอกว่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะหาบ้านตัวเองเจอ แล้วก็กลับบ้านกันได้แล้ว

แล้วคุณหาบ้านของตัวเองเจอแล้วหรือยัง

คุณฟังเพลง Cocktail แล้วรู้มั้ยล่ะว่าเป็นเพลงของ Cocktail

รู้สิ

ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าผมอยู่บ้านผมแล้วล่ะ

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load