นักศึกษาหลายคนอาจคิดอยากเรียนให้จบไวๆ โดยการเก็บเครดิตการเรียนให้ได้มากที่สุด หนึ่งในวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายคือการลงเรียนซัมเมอร์ แต่ไม่ใช่สำหรับครอบครัวของฉัน 

ป๊ากับแม่ออกตัวตั้งแต่แรกว่าช่วงซัมเมอร์ก่อนเรียนจบ อยากให้ฉันไปหาประสบการณ์ จะเที่ยวจะทำอะไรก็ได้ที่เพิ่มพูนทักษะตัวเองโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ขณะที่ตัวฉันต้องการออกไปเที่ยว อยู่กับธรรมชาติ และอยากทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

“งั้นเดียร์จะไปเป็นอาสาสมัครดูแลสัตว์ป่า ที่ WFFT นะแม่ ที่นู่นมีชาวต่างชาติเยอะมาก ไปฝึกภาษาที่นั่นแทนแล้วกันนะ” 

คือการตัดสินใจของฉัน ที่คิดว่าต่างเดินมาคนละครึ่งทางกับพ่อแม่ และก็ได้รับการอนุมัติทันทีทันใด

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

ก่อนหน้านี้ฉันเคยพาเด็กๆ ไปทำค่ายที่ WFFT มาก่อน ทำให้ฉันพอมีข้อมูลอยู่บ้างว่าที่นี่เป็นอย่างไร Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT) หรือมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ตั้งอยู่แถววัดพระพุทธบาทเขาลูกช้าง จังหวัดเพชรบุรี ที่นี่มีเป้าหมายในการเป็นแหล่งพักพิงสำหรับสัตว์ที่ถูกทารุณกรรมและถูกทอดทิ้ง รวมถึงช่วยเหลือสัตว์ป่าที่เคยเป็นสัตว์เลี้ยง เพื่อนำมาฟื้นฟูและปล่อยคืนสู่ป่าอีกครั้ง

การมาเป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่านั้นไม่ยุ่งยาก เพราะทุกคนร่วมมาทำอาสาที่นี่ได้ เพียงส่งอีเมลแจ้งรายละเอียดชื่อนามสกุล ระยะเวลาที่ต้องการ มาที่ [email protected] จะมีเจ้าหน้าที่แจ้งรายละเอียดต่างๆ รวมถึงการชำระเงินกลับมา การมาเป็นอาสาที่นี้จะเสียค่าอาสาวันละ 200 บาท รวมค่าที่พักค่าอาหาร 3 มื้อครบถ้วน เทียบกับประสบการณ์ที่จะได้ มันยิ่งกว่าคุ้ม แถมถูกแสนถูกเสียอีก (ในช่วง COVID-19 กระบวนการสมัครอาจเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบรายละเอียดกับมูลนิธิด้วยตนเอง)

หลักการทำงานที่มูลนิธิไม่ซับซ้อน เราทำงาน 6 วัน เลือกวันหยุดได้เอง 1 วัน เวลาทำงานเริ่มตั้งแต่ 6.30 – 17.00 น. ขึ้นชื่อว่ามูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า การทำงานคงหนีไม่พ้นการพบเจอสัตว์ป่า แต่ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่มีกฎว่าอาสาจะไม่แตะต้องหรือสัมผัสสัตว์โดยตรง ที่มูลนิธิอาสาจะทำงานกันเป็นทีม หลักๆ คือเตรียมอาหารให้สัตว์ป่า ให้อาหาร ทำความสะอาดกรง รวมถึงการสังเกตพฤติกรรมเพื่อเป็นข้อมูลให้ทีมสัตวแพทย์ที่นั่น 

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นหนึ่งอาทิตย์หลังการสอบตัวสุดท้าย ฉันได้ชักชวนเพื่อนอีก 3 คนให้มาร่วมสร้างประสบการณ์ด้วยกัน ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งเดือนที่จะก้าวสู่การเป็นอาสาสมัคร ในที่สุดพวกเราก็โยกย้ายตัวเองพร้อมกระเป๋าใส่เสื้อผ้าและของที่จำเป็นคนละใบ มุ่งหน้าสู่ WFFT มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า จังหวัดเพชรบุรี

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

“พวกเธอเป็นคนเหรอ โดนหลอกมารึเปล่าเนี่ย” 

เจ้าของมูลนิธิหัวเราะพลางพูดกับพวกเรากึ่งหยอกกึ่งแซวในวันแรกที่เจอกัน เขาดูตกใจมากที่เห็นคนไทยอย่างพวกเรามาทำอาสา เอาเข้าจริง ในตอนที่พวกเราเข้าไปในมูลนิธิวันแรก ไม่เพียงแต่เจ้าของมูลนิธิ เจ้าหน้าที่หรือแม่ครัวเองก็ตกใจ เพราะแทบจะไม่มีคนไทยให้ความสนใจจะมาทำงานอาสาสมัครแบบนี้เลย 

“เราตั้งใจคิดค่าอาสาสำหรับคนไทยในราคาไม่แพง เพราะอยากให้คนไทยหลายๆ คน ได้มาร่วมสัมผัสและมาใช้ชีวิต ให้เห็นความสำคัญของสัตว์ป่ามากขึ้น” เจ้าของมูลนิธิบอกกับฉันตอนนั้น

หลังเก็บของเข้าห้องนอน ที่เป็นห้องนอนรวมกัน 4 – 5 คน พวกเราได้ทำความรู้จักกับอาสาสมัครจากประเทศอังกฤษ ก่อนที่อาสาสมัครหน้าใหม่อย่างพวกเราจะได้เข้าสู่การปฐมนิเทศ พวกเราได้เรียนรู้วิธีการทำงาน และพาไปดูสัตว์ต่างๆ ที่พวกเราจะดูแล รวมถึงกฎระเบียบของการอยู่ร่วมกัน ตบท้ายด้วยมื้อค่ำในบรรยากาศเงียบๆ ของอาสาคนไทยเพียง 4 คนที่นั่น ท่ามกลางภาษาอังกฤษบ้าง ภาษาฝรั่งเศสบ้าง เยอรมนีบ้าง ที่แทรกผ่านหูซ้ายออกหูขวาไป

พาตัวเองไปเจอโลกกว้าง

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

วันแรกของการเป็นอาสาสมัครก็เริ่มขึ้นในเวลา 6 โมงเช้า หลักการทำงานที่นี่ ในแต่ละวันจะมีตารางงานบอกว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง โดยแบ่งการดูแลสัตว์ป่าออกไปแต่ละประเภท เช่น กลุ่มสัตว์กลางคืน กลุ่มหมี กลุ่มลิงค่างบ่างชะนี กลุ่มสัตว์ป่าอื่นๆ หรือกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เหล่าอาสาสมัครจะถูกแบ่งกลุ่ม และเวียนการทำงานกันไป เพื่อทุกคนจะได้เรียนรู้งานอย่างทั่วถึง

เสียงของผู้ดูแลอาสาสมัครเข้ามาพูดกับพวกเราว่า วันนี้พวกเธอจะถูกจับแยกอยู่คนละกลุ่ม จะได้รู้จักอาสาคนอื่นๆ แล้วก็เป็นผู้ช่วยดูงานแต่ละกลุ่มที่ตัวเองอยู่กันไปก่อน วันข้างหน้าจะได้มาเป็นหัวหน้าทีม 

คิดในใจว่า อย่างพวกเราเนี่ยนะ จะไปเป็นผู้นำให้กับอาสาต่างชาติคนอื่นๆ ได้ ทุกคนล้วนแล้วมีประสบการณ์และผ่านการเป็นอาสาต่างแดนมาอย่างช่ำชอง

“คุณรู้ไหมที่ประเทศเรา (แคนาดา) ผมเป็นหัวหน้าคนในบริษัท เวลาผมสัมภาษณ์คนที่มาสมัครงาน ผมจะถามก่อนเสมอว่า เคยทำงานอาสามาบ้างไหม ที่ประเทศเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะการที่คุณมาทำงานอาสา คือ หนึ่งคุณใช้เวลาว่างได้มีประโยชน์ สอง คุณมีใจในการทำงานเพื่อสังคมและคนอื่น สาม คุณจะเรียนรู้การบริหารเวลาตัวเองได้ดี ผมรับรองได้เลยว่า ที่พวกคุณมาทำงานอาสาที่นี่ จะเป็นประโยชน์ในภายหน้าของพวกคุณเองจริงๆ” อาสาชาวแคนาดาเอ่ยเมื่อเราได้สนทนากัน

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

นอกจากการทำงานที่ฉันได้เรียนรู้และไม่เคยมีสอนในตำราเรียนแล้ว การได้เห็นวัฒนธรรมจากหลากหลายชาติ เป็นสิ่งที่เพิ่มเติมมาจากความคาดหวังของฉัน แม้บางคนจะอายุไล่เลี่ยกับฉัน แต่ความคิดความอ่านเขาเป็นผู้ใหญ่มากๆ ไม่มั่นใจว่าเพราะการเลี้ยงดูหรือระบบการศึกษาของประเทศเขา แต่ไม่ขอเข้าประเด็นนี้ดีกว่า ประเด็นคือการได้เริ่มเป็นอาสาที่นี่ เหมือนได้พาตัวเองท่องเที่ยวต่างแดน มีจิตอาสาที่จะช่วยเหลือสัตว์ป่าเป็นเหมือนพาสปอร์ต ที่พาทุกคนมารวมกัน ดังที่เขาว่า เพียงแค่ก้าวออกจากบ้าน ทุกวันคือการผจญภัยและเรียนรู้แล้ว 

จงมีสติและอย่าประมาท

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

ในวันแรกของการเป็นอาสา ฉันดูเฟอะฟะงุ่มง่ามและเชื่องช้าที่สุดแล้วในกลุ่ม จะรู้สึกภูมิใจก็ที่สื่อสารภาษาอังกฤษกับคนอื่นๆ ได้ อย่างน้อยที่แม่หวังให้ลูกสาวได้ฝึกภาษาก็ไม่เสียหลาย

หน้าที่หลักของการเป็นอาสาสมัครมีอยู่ไม่มาก แต่ค่อนข้างต้องใช้ความละเอียดและความใส่ใจ เพราะต้องดูแลสัตว์ป่าจริงๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการค้าอย่างผิดกฎหมาย หรือโดนทำร้ายจากมนุษย์ สองสามวันแรกผ่านพ้นไปอย่างสะบักสะบอมเพราะแทบไม่ได้นั่งเลย นอกจากตอนพักกินข้าวกลางวัน และอยู่ภายใต้ความกังวลกับการเป็นหัวหน้าทีมในวันถัดมา มีเพียงแค่ทักษะทางภาษาอังกฤษที่แข็งแกร่งมากขึ้น

การก้าวสู่การเป็นหัวหน้าทีมวันแรก ฉันตื่นเต้นตั้งแต่ตื่นนอน ฉันตะโกนเรียกลูกทีมตามรายชื่อที่เขียนไว้บนกระดาน สมาชิกในทีมของฉันเชื้อชาติหลากหลายมาก การเริ่มงานจึงตะกุกตะกัก แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ดี คลายความกังวลลงไปได้เยอะ จะมีก็แต่…

“หมูป่ามันชนจนประตูเปิด!!”

คือเสียงตะโกนของลูกทีมขณะที่ฉันกำลังเข้าเขตหมูป่าเพื่อจะไปเติมน้ำให้พวกมัน ฉันรีบวิ่งไวสูสีเท่ายูเซน โบลต์ เพื่อไปล็อกกลอนประตูอย่างเฉียดฉิว เป็นความประมาทของฉันเองที่คิดว่าไม่ต้องล็อกกลอนให้แน่นก็ได้ แค่ไปเติมน้ำ คงไม่เป็นอะไร ที่ไหนได้ เจ้าหมูป่ามันวิ่งชนประตูเข้าอย่างจังจนเปิดออกมา ดีแค่ไหนแล้วที่มันไม่หลุดออกไป ไม่อย่างนั้นคงวุ่นวายกันทั่ว

แม้จะรู้สึกผิดกับตัวเองในหน้าที่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าภูมิใจกับเสียงปรบมือและคำชมจากลูกทีมไม่น้อย สำหรับความไวดุจปีศาจของตัวเอง ฉันยิ้มอยู่ในใจ การเป็นหัวหน้าทีมครั้งแรกก็จบลงอย่างงดงาม พร้อมกับการถูกทาบทามให้ไปเป็นหัวหน้าทีมในกลุ่มอื่นๆ ต่อไป

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

อีกเรื่องของการขาดสติ คงจะหนีไม่พ้นเหตุการณ์ที่ฉันล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ขณะทำความสะอาดกรงหมี

ให้นึกภาพกรงหมีกันก่อน กรงขนาดใหญ่มากๆ มีเนินสูงคล้ายภูเขาลูกเล็กๆ ตั้งอยู่ เพื่อให้สภาพเป็นป่าไม้มากที่สุด ในวันนั้นฉันและเพื่อนได้รับหน้าที่ไปเก็บกวาดเศษซากอาหารต่างๆ ที่จะเน่าและส่งกลิ่นเหม็น หลังจากเจ้าหน้าที่นำพาหมีเข้าไปอยู่ในกรงแยก การกวาดทำความสะอาดก็เริ่มขึ้น 

พวกเราค่อยๆ ไล่เก็บจากเนินสูงสุดไต่ลงมา ระหว่างที่ทุกคนกำลังกวาดบนยอด ฉันก็เดินออกมาไล่เก็บกวาดเงียบๆ คนเดียว ตามไหล่เนินต่างๆ โดยหารู้ไม่ว่า อีกไม่กี่นาทีต่อจากนั้น ฉันจะล้มกลิ้งลงเนินไปอย่างไม่เป็นท่า

“ช่วยด้วย โอ๊ย!” ฉันร้องขอความช่วยเหลือแต่เหมือนไม่เป็นผล หญิงแกร่งอย่างฉันจึงค่อยๆ ตั้งสติ และเดินขึ้นเนินไปหาเพื่อนๆ พร้อมสภาพที่สะบักสะบอม และเล่าสิ่งที่พึ่งประสบมาให้เพื่อนๆ ฟัง

“ว่าแล้ว ได้ยินเหมือนเสียงของหล่นดังกุกๆ กักๆ อยู่ ไม่คิดว่าจะเป็นมึง”

“ไปทำอีท่าไหนถึงล้มได้”

ฉันคิดเอาเองว่าเพื่อนคงแสดงความเป็นห่วงเป็นใยในอีกรูปแบบนะ

ความจริงถ้าฉันมีสติไม่เหม่อลอย ฉันก็คงไม่กลิ้ง ดันไม่ได้สังเกตว่ามีหลุมอยู่ระหว่างทางการเก็บกวาด ซึ่งเป็นหลุมที่พวกหมีขุดเอาไว้อยู่แล้วตามธรรมชาติของพวกมัน และถ้าสังเกตให้ดี ก็จะเห็นหลุมอีกมากมายตามไหล่เนิน สติเตลิดจึงเกิดปัญหาเลยไหมเล่า

ความสุขเป็นเรื่องที่เรียบง่าย

บางทีคนเราพยายามค้นหาความสุขจากที่ไกลตัวมากเกินไป จนมองข้ามความสุขอันเรียบง่าย และบางครั้งก็เป็นทุกข์โดยไม่รู้ตัว 

ฉันเข้าใจคำว่าความสุขคือความธรรมดาและไม่หวือหวา ก็ตอนที่ฉันและเพื่อนๆ เริ่มรู้สึกเอียนและไม่ชินกับอาหารที่มูลนิธิ ที่นั่นส่วนใหญ่มีแต่อาสาต่างชาติ อาหารต่างๆ ที่แม่ครัวทำ จึงปรุงรสเพื่อลิ้นชาวต่างชาติโดยแท้ แน่นอนว่า รสจืด นุ่มลิ้น และออกเชิงมังสวิรัติ พวกเด็กกำลังโตและลูกอีสานครึ่งใต้อย่างพวกเรา จึงมักมีมาม่าต้มยำกุ้งเป็นกองกลางเสมอ เอาไว้ซดน้ำให้แซ่บตัดเลี่ยน

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง หลังฉันทำงานกะเช้าในการให้อาหารและทำอาหารให้สัตว์ต่างๆ เสร็จ ฉันได้ยินเสียงแม่ครัวหัวเราะพูดคุยกันตอนมื้อเช้า พร้อมกลิ่นปลาร้าที่ยั่วยวนกระเพาะอาหาร ฉันไม่รีรอ เดินตรงดิ่งเข้าไปพูดคุยและขอปลาร้ามาคลุกข้าว ฉันจำข้าวคำแรกที่คลุกปลาร้าในวันนั้นได้ 

ถ้าเป็นวันปกติทั่วไป ฉันก็คงแค่รู้สึกว่ามันอร่อยดี แต่ในวันนั้นนอกจากอร่อยแล้ว ฉันยังมีความปิติต่อใจและต่อพุง เป็นความสุขที่ธรรมดาสามัญมากๆ สุขที่อร่อย สุขที่ได้กิน

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

อีกเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันเข้าใจว่าความสุขเรียบง่าย คือการนั่งมองอาทิตย์ตก อาทิตย์ขึ้นและตกทุกวัน ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือแปลกใหม่ ออกจะเป็นความเคยชินไปด้วยซ้ำ จนพวกเราไม่ได้สังเกตถึงความงามของมันมาก่อน แต่ในวันนั้น วันที่พวกเราได้หยุดงานหนึ่งวัน ตอนเย็นระหว่างกลับเข้ามูลนิธิ พวกเราเห็นอาทิตย์กำลังตกดิน ในบรรยากาศสงบ แสงสีเหลืองทองอ่อนๆ สะท้อนเข้ากับต้นไม้ใบหญ้า เบื้องหลังภูเขาที่พวกเรากำลังจับจ้อง เริ่มประกายเปลี่ยนสีไปตามเวลา พวกเราตัดสินใจลงจากรถ แล้วนั่งเหม่อมองอาทิตย์ตกโดยไม่มีใครพูดจาอะไร 

อาทิตย์ตกแรกของการมาเป็นอาสาที่ได้นั่งมองมันอย่างตั้งใจ อาทิตย์ขึ้นและตกของมันทุกวัน แต่วันนี้มันช่างสวยงาม สงบ อ่อนโยน และดีต่อใจพวกเราทุกคน เป็นการนั่งมองและปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไร ที่พวกเราต่างเต็มใจและมีความสุขมากๆ ทุกวันนี้โลกและสังคมมันก็โหดร้ายพอตัวแล้ว การใช้เวลาไปกับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข คงไม่เสียเวลามากหรอกมั้ง ฉันคิดเข้าข้างตนเอง

หัวหินจ๋า พี่มาแล้วจ้ะ

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

การได้หยุดทำงานหนึ่งวัน ช่างเป็นวันที่มีความหมาย ไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นกับการนั่งหาที่พักผ่อนหย่อนใจเท่านี้มาก่อน เนื่องจากมูลนิธิตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างหัวหินและชะอำ จึงเกิดการเสี่ยงดวงเกิดขึ้นว่าจะไปที่ไหนดี การโยนหัวก้อยได้กลับมาใช้อีกครั้ง และผลคือตกที่หัวหิน

ฉันจดจำได้ดี เมื่อเดินทางไปถึงตลาดโต้รุ่งหัวหิน ฉันและเพื่อนๆ เดินดุ่มผ่านร้านขายของไปอย่างว่องไว ปล่อยให้จมูกและท้องไส้นำทางไปหาร้านอาหารรสชาติคนไทยทันที ตอนอยู่มูลนิธิฉันกินเพื่ออยู่ แต่วินาทีที่อยู่หัวหิน พวกฉันอยู่เพื่อกินโดยแท้จริง วันนั้นกินหมดทั้งของคาว ของหวาน รวมไปถึงนั่งดื่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกับมิตรสหายในคืนนั้น ทุกคนล้วนเติบโตและมีมุมมองที่กว้างขึ้นจากการมาเป็นอาสาที่นี่

ทุกคนเท่ากัน

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)
บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

ทุกคนรู้อยู่แล้ว อาจด้วยการสอนหรือจิตสำนึกว่ามนุษย์เรามีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน แต่การปฏิบัติในชีวิตจริงไม่เหมือนในตำราที่เรารับรู้ มีความเหลื่อมล้ำมากมายในสังคม เป็นเรื่องชินตาสำหรับใครหลายคนด้วยซ้ำ แต่ที่นี่ไม่ใช่ ที่นี่ทุกคนเหมือนเพื่อน ฉันได้รู้จักคนมากหน้าหลายตา หลายเชื้อชาติ หลายอายุ และหลากหลายอาชีพ แต่ทุกคนปฏิบัติเหมือนกันหมด แม้กระทั่งเหล่าสัตว์ป่าที่นั่น ก็ได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพเช่นกัน 

ไม่ใช่มิตรภาพเกิดขึ้นระหว่างอาสาสมัครกับอาสาสมัครด้วยกันเองเท่านั้น ป้าๆ ที่ทำครัว พี่ๆ ที่คอยให้อาหารลิง ผู้ดูแลสัตว์ป่าน้อยใหญ่ หรือกระทั่งพี่ๆ ควาญช้าง ก่อนและหลังกินข้าว เราจะทักทายกันเหมือนคนในครอบครัว เสร็จงานตอนเย็น ก็มานั่งดื่มนั่งชิลล์ พูดคุยร่วมโต๊ะอาหารเดียวกัน กับข้าวทุกอย่าง พวกเรากินร่วมกัน ไม่มีแบ่งแยก

ฉันจดจำได้ดี ในวันสุดท้ายก่อนพวกเราจะเดินทางกลับกรุงเทพ พวกพี่ๆ ที่ดูแลสัตว์ป่าทุกฝ่าย มีปาร์ตี้ปิ้งย่างให้พวกเรา คืนนั้นเป็นค่ำคืนที่ประทับใจและอบอุ่นมากๆ ฉันและเพื่อนเอร็ดอร่อยกับอาหารมื้อนั้น แม้จะไม่ใช่มื้อที่เลิศหรูอลังการ แต่ความจริงใจและตั้งใจเปี่ยมล้น

เช้าวันสุดท้าย ฉันและเพื่อนต่างตระเวนเดินเล่นทั่วมูลนิธิ เพื่อเก็บภาพถ่ายทุกคนไว้ รวมถึงสัตว์ป่าต่างๆ ที่ฉันได้ดูแลมาทั้งหมด ฉันพึ่งมาสังเกตว่านอกจากผู้คนที่นั่นแล้ว ฉันเองก็ปฏิบัติกับสัตว์พวกนั้น ไม่ได้แตกต่างไปจากมนุษย์ด้วยกันเองเลย ทุกชีวิตมีสิทธิ์ในการที่จะมีชีวิต มีสิทธิ์ที่จะเลือกเดินตามทาง มนุษย์เรามีสิทธิ์อะไรถึงไปครอบครองสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ของสัตว์เหล่านี้ ยิ่งทำร้ายมันด้วยแล้ว ยิ่งละเมิดสิทธิ์กันไปใหญ่

จริงๆ แล้วที่นี่ไม่ใช่แค่ทุกคนเท่ากัน แต่ ‘ทุกชีวิตเท่ากัน’ น่าจะเหมาะสมที่สุด 

ทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ

ฉันพาตัวเองมาเหนื่อยทำไม นอนอยู่บ้าน ไปเที่ยวแบบปกติก็ดีอยู่แล้ว 

ทำไมต้องพาตัวเองมาทำงานที่อยู่กับป่า อยู่กับสัตว์ ไม่ค่อยมีแม้สัญญาณโทรศัพท์ หรือกระทั่งมีวันหยุดจริงๆเพียงแค่วันเดียว เป็นความคิดขัดแย้งในตัวเองหลังการเป็นอาสาในช่วงสองสามวันแรก แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆ คลี่คลาย นานวัน ฉันคลุกคลีกับสัตว์ป่าแทบจะทุกชนิด ได้พบเจอมิตรภาพและเพื่อนใหม่จากแดนไกล ทั้งอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อเมริกา แคนาดา หรือจีน ที่ตั้งใจมาเป็นอาสาที่บ้านเรา 

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

เด็กที่ไม่เคยผ่านการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนจริงๆ อย่างฉันเริ่มเข้าใจว่าทำไมเราถึงควรทำงานที่เรารัก และแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่ดี อาจเพราะว่าคุณจะรู้สึกเต็มใจที่จะตื่นแต่เช้า และทำงานอย่างเต็มที่แม้ว่าจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยบ้างในบางเวลา แต่คุณจะไม่รู้สึกว่าไม่อยากตื่นเลย ตื่นมาทำไม เราต้องการอะไรกันแน่

สิ่งเหล่านี้สำหรับฉันนั้นสำคัญมากกว่าเงินตรา แน่นอนว่าเงินตราก็ยังสำคัญ แต่ถ้าเราทำในสิ่งที่เราเห็นคุณค่าและพร้อมจะใช้ชีวิตอีกครึ่งหนึ่งไปกับสิ่งที่เพิ่มความสุขทางใจก็จะดีกว่าไม่ใช่หรือ

การมาเป็นอาสาสมัคร นอกจากจะรู้สึกได้มาทำงาน ผสมกับการได้ออกมาท่องเที่ยว ฉันยังพบเจอผู้คนที่ดีมากมาย ฉันมีเพื่อนเป็นควาญช้าง มีเพื่อนเป็นสัตวแพทย์ มีเพื่อนเป็นหนุ่มสาวที่ออกมาค้นหาตัวเองและทำบางสิ่งเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีเพื่อนเป็นหัวหน้าบริษัทจากแคนาดาและอีกมากมาย ฉันได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ค้นพบตัวเองทีละน้อย ได้บทเรียนและประสบการณ์มากมาย เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกคุ้มค่าในทุกวันที่ผ่านพ้นไป

ฉันคงต้องจบบันทึกการเป็นอาสาสมัครดูแลสัตว์ป่า ด้วยหวังว่าคงมีผู้คนสนใจบ้างไม่มากก็น้อย สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นก็ไม่เท่ากับลงมือทำ

บันทึกอาสา มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ดูแลสัตว์และเป็นเพื่อนกับชาวต่างชาติทั่วโลก ณ เพชรบุรี, Wildlife Friends Foundation Thailand (WFFT)

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อลิศรา สำราญ

ปัจจุบันทำงานที่ Habitat for humanity Thailand หลงใหลในธรรมชาติ สนใจในกิจกรรมที่ทำเพื่อสังคม เป้าหมายคือใช้ชีวิตให้มีค่าและมีความสุข

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

การเดินทางที่ยาวไกลและนานที่สุดของฉัน เริ่มต้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนที่ฉันบินจากไทยมายุโรป เพื่อเรียนต่อ ป.โท สาขา วรรณกรรม สื่อ และวัฒนธรรมเด็ก (Children’s Literature, Media, and Culture-CLMC) 

CLMC เป็นคอร์ส ป.โท 2 ปี ในโครงการ Erasmus Mundus ของสหภาพยุโรป (EU) มีมหาวิทยาลัยร่วมกันสอน 6 แห่ง คือ Tilburg University (เนเธอร์แลนด์), Universidad Autónoma de Barcelona (สเปน), University of Wrocław (โปแลนด์), Aarhus University (เดนมาร์ก), University British Columbia (แคนาดา) และมี University of Glasgow ที่สกอตแลนด์เป็นแม่งาน นั่นหมายความว่า เราเริ่มเรียนเทอมแรกและกลับไปรับปริญญาที่นั่น ส่วนระหว่างนั้นนักเรียนก็เดินทางย้ายไปประเทศต่าง ๆ เทอมสองไปเดนมาร์ก ปิดเทอมใหญ่ไปแคนาดา (ซึ่งเราไม่ได้ไปกันเพราะล็อกดาวน์) 

เทอมสามพวกเราต้องเลือกว่าจะไปเรียนต่อสาขาอะไรเป็นพิเศษไปพร้อม ๆ กับการฝึกงาน เราเลือกไปเรียนด้าน ‘การส่งเสริมการอ่าน’ (Promotion of Reading) ที่สเปน เพื่อนบางคนเลือกไปเรียนสาขา ‘การข้ามวัฒนธรรมของวรรณกรรม’ (Transcultural Trajectories) บ้างก็เลือกเรียนด้าน ‘ภาพยนตร์และการสร้างการมีส่วนร่วม’ (Film and Participatory Culture) และเทอมสุดท้าย พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ใน 6 ประเทศนี้ เพื่อเขียนทีสิสกับอาจารย์ที่ปรึกษา 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เพื่อน ๆ CLMC รุ่น 1 ฉลองคริสต์มาสแรกด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

พวกเราเหล่านักเรียนแซวกันว่า การเดินทางไป ๆ มา ๆ ทุก 3 – 4 เดือนแบบนี้ ทำให้เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการย้ายประเทศไปแล้ว ไหนจะต้องกรอกเอกสารทำวีซ่า เจอตำรวจ แพ็กของ จองเวลาขนของ ซ่อมกระเป๋าลาก ฯลฯ ถ้าหางานด้านวรรณกรรมเด็กทำไม่ได้ ลองไปเปิดบริษัทช่วยคนย้ายประเทศดูก็แล้วกัน

ข้อเสียของการเดินทางเยอะ ๆ แบบนี้ คือพวกเราต้องรับมือกับความไม่แน่นอน ความเครียดจากการหาที่อยู่ แพ็กของ วางแผนเดินทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า การปรับตัวเข้ากับผู้คนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกันไป (จากสังคมคนนอนเร็วในเดนมาร์ก มาสู่สังคมไม่หลับไม่นอนในสเปน) และค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการเรียนคอร์ส ป.โททั่ว ๆ ไป ส่วนหนึ่งเพราะค่าที่พักระยะสั้น (แพงกว่าอยู่ 1 ปีเต็ม) ไหนจะค่าเดินทางอีก เรียกได้ว่าถ้าเราไม่ได้ทุน ก็คงไม่มีโอกาสได้มาเรียนคอร์สนี้เลยตลอดชีวิต

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
กว่าจะถึงบาร์เซโลนา…

ส่วนข้อดีก็คือ พวกเราได้เห็นหนังสือ/สื่อเด็ก ห้องสมุด ร้านหนังสือ เทศกาลหนังสือมากมายหลายแบบ ซึ่งทลายความเชื่อเดิมหลาย ๆ อย่างโดยสิ้นเชิง เช่น อะไรคือสิ่งที่เด็กควรอ่าน ไม่ควรอ่าน เข้าใจ ไม่เข้าใจ จริง ๆ แล้ว ‘เด็ก’ คือสิ่งมีชีวิตแบบไหนกันแน่ แล้วเราในฐานะผู้ใหญ่ควรปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร 

แม้ในวันที่เรียนจบมาแล้ว เราก็ยังคงตั้งคำถามนี้อยู่ในใจ ซึ่งเราว่าก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะ ‘วัยเด็ก’ ไม่ใช่อะไรที่คงที่ เด็กเมื่อวานนี้ วันนี้กับพรุ่งนี้แตกต่างกัน และเด็กคนหนึ่งก็ต่างจากเด็กอีกคนหนึ่ง หากเรามีความเชื่อบางอย่างฝังหัวว่าเด็กเป็นแบบนั้นแบบนี้ เท่ากับเราหยุดรับฟังและสังเกตเด็กจริง ๆ แล้วด่วนตัดสินพวกเขาจากมุมมองของตัวเองเพียงอย่างเดียว

ขยายขอบเขตความเข้าใจเรื่อง ‘วรรณกรรมเด็ก’ ให้กว้างขึ้น

ก่อนจะมาเรียนต่อ คำว่า ‘วรรณกรรมเด็ก’ ของเราจำกัดอยู่แค่หนังสือสำหรับเด็ก เช่น บอร์ดบุ๊ก นิทานภาพ หนังสือสารคดี/ความรู้สำหรับเด็ก หนังสือเรียน วรรณกรรมแปล อย่างหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ห้าสหายผจญภัย นิตยสารเด็ก เช่น เพื่อเพื่อนรัก เล่มโปรด ไปจนถึงนิยาย Young Adult ซึ่งเอาจริง ๆ แค่นี้ก็เยอะมากแล้ว

แต่คำว่า ‘วรรณกรรมเด็ก’ ในเชิงวิชาการที่เราเรียนมากว้างกว่านั้น มันรวมถึงงานเขียนทุกอย่างที่เด็ก (0 – 18 ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก) เข้าถึง รับสาร และเรียนรู้บางอย่างจากมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราประทับใจมาก ๆ 

มองย้อนกลับไปในวัยเด็ก พวกเราอ่านอะไรกันบ้าง

สำหรับเรา ตอนเด็ก ๆ เราอ่านอะไรหลายอย่าง นอกจากหนังสือสำหรับเด็กที่เราว่ามาแล้ว เราก็อ่านการ์ตูน ขายหัวเราะ ซึ่งเต็มไปด้วยมุกแนวผัวเมีย ผู้หญิงนมใหญ่เอวคอด มังงะ นิตยสารแนวสารคดี เวลาไปร้านบะหมี่หน้าปากซอย เราก็ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ (ซึ่งมักเต็มไปด้วยข่าวอาชญากรรม) เวลาไปร้านทำผม เราอ่านนิตยสารแฟชั่น ขวัญเรือน นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์ เราก็อ่านงานเขียนออนไลน์ด้วย เช่น แฟนฟิค แปลการ์ตูน แปลเพลง ในเว็บเด็กดี และ Exteen ที่เด็ก ๆ อย่างเราเขียน อ่าน และวิจารณ์กันเอง

แม้จะฟังดูไม่เหมือนสิ่งที่เขียนมาเพื่อเด็ก แต่ในแง่การทำวิจัยสาขาวรรณกรรมเด็กแล้ว ทั้งหมดนี้เข้าข่ายวรรณกรรมเด็กทั้งสิ้น เพราะมันเป็นงานเขียนที่เด็กอ่าน และงานบางชิ้นเด็กเป็นผู้ผลิตเองด้วยซ้ำ (ไม่ว่าจะตั้งใจให้เด็กด้วยกันอ่านหรือไม่)

งานเขียนที่ว่าก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมเสมอไป แต่ครอบคลุมถึงสื่อสมัยใหม่จำนวนมาก เช่น อีบุ๊ก ออดิโอบุ๊ก โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชัน บทโทรทัศน์-ภาพยนตร์-วิดีโอเกม เพลง แม้แต่ข้อความทวิตเตอร์ ก็อยู่ในขอบข่ายของงานวิจัยด้าน ‘วรรณกรรมเด็ก’ ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดดาษดารอให้เราหยิบมาอ่านและประยุกต์ใช้ อยากรู้ไหมว่าแฟนฟิคส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร มีคนทำวิจัยไว้แล้ว อยากรู้ไหมว่าหนังสือไร้คำมีประโยชน์ตรงไหน ก็หางานวิจัยอ่านได้เยอะแยะ 

ด้วยคำจำกัดความอันกว้างไกล ในคอร์สนี้เราเลยไม่ได้ทำรายงานแค่เกี่ยวกับ ‘หนังสือเด็ก’ เท่านั้น แต่ได้วิเคราะห์ทั้งเกม การใช้เฟซบุ๊กเพจของเด็กไทย แฟนฟิค กิจกรรมส่งเสริมการอ่านแบบทั้งจังหวัด ฯลฯ แล้วจบที่การเขียนทีสิสเรื่องการเล่าประวัติศาสตร์ในรายการทีวีเด็ก Horrible Histories (ชื่อไทย : ประวัติศาสตร์โหด-มัน-ฮา) เพื่อต่อต้านอำนาจนิยม 

วรรณกรรมหลากหลาย เพื่อสังคมที่เปิดกว้าง

อีกสิ่งที่เราชอบมาก ๆ คือ การที่เราได้เห็นวรรณกรรมเด็กที่หลากหลาย ได้เห็นว่าผู้ใหญ่ในแต่ละสังคมมองเด็ก ๆ อย่างไร แล้วผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งก็คือสังคมของเขานั้นเป็นอย่างไร 

ก่อนที่เราจะเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน อ.ศิริพร ศรีวรกานต์ ผู้สอนวิชา Children’s Literature ให้เราที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทำให้เราตระหนักว่า หนังสือเด็กเป็นมากกว่าแค่หนังสืออ่านสนุกหรือหนังสือเรียน แต่คือพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่ ๆ 

ถ้าเราอยากให้คนในประเทศเรา มีความคิดเปิดกว้างต่อความแตกต่างหลากหลาย และต่อสู้เพื่อความเสมอภาคสำหรับทุกคน เราต้องเริ่มให้ความรู้เรื่องนี้กับประชาชนตั้งแต่เล็ก ๆ ว่า คนในสังคมมีหลายเชื้อชาติ มีที่มา หน้าตา ความสามารถ ความชอบวิถีชีวิต ความคิดแตกต่างกัน ครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยเล็กสุดของสังคมก็มีได้หลายแบบ ไม่ว่าจะครอบครัวผู้ปกครองคนเดียว ครอบครัวบุญธรรม ครอบครัวพ่อสองคน แม่สองคน ฯลฯ และทุกคนควรได้รับการคุ้มครองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

ถ้าอยากให้ประเทศเรามีการเมืองที่ดี เป็นประชาธิปไตย ปราศจากสงคราม ความรุนแรง เราต้องสื่อสารกับเด็กว่า สภาพบ้านเมืองที่ดีเป็นแบบไหน ระบบการเมืองทำงานอย่างไร ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างไร สงครามเกิดขึ้นจากอะไรและมันแย่อย่างไร ถ้าอยากให้คนประเทศเรารักษาสิ่งแวดล้อม เราก็ต้องทำให้เขาตระหนักได้ตั้งแต่เด็กว่า สิ่งแวดล้อมสำคัญกับเราแค่ไหน ชุมชนเราวางแผนที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร และเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง

ความพิเศษของหนังสือเด็กคือ ไม่ได้มีแค่เด็กเท่านั้นที่อ่านและซึบซับข้อมูลในหนังสือ แต่ผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือให้เด็กฟังก็ได้รับข้อมูลไปด้วย เมื่อเด็กกับผู้ใหญ่ได้อ่านหนังสือด้วยกัน ก็มีโอกาสจะได้สนทนา รับฟังกันและกัน และสร้างสรรค์โลกที่สันติและยั่งยืนร่วมกัน

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
หนังสือบางส่วนในห้องสมุดชุมชนเล็กมาก ๆ ในสกอตแลนด์ เกี่ยวกับความแตกต่างในสังคม และครอบครัวที่หย่าร้าง

เด็ก ๆ ข้างนอกกำลังอ่านอะไร 

ห้องสมุดชุมชนในประเทศที่เราไปมา ทุกแห่งมีโซนหนังสือเด็กขนาดใหญ่

ห้องสมุดเราชอบที่สุดในการเดินทางครั้งนี้คือ ห้องสมุด Dokk 1 ในเมืองออฮุส ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งให้พื้นที่กว้างทั้งชั้น 2 และ 3 เป็นพื้นที่คลาน วิ่งเล่น ปีนป่าย และวางหนังสือเด็ก แถมยังมีสนามเด็กเล่นรอบ ๆ ห้องสมุดอีกต่างหาก และเนื่องจากวงการหนังสือเด็กในเดนมาร์กค่อนข้างเล็ก ประกอบกับผู้ใหญ่ค่อนข้างใจเปิดกว้างกับแนวคิดและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เราจึงได้เห็นหนังสือเด็กที่แปลมาจากทั่วยุโรป รวมอยู่ในห้องสมุดชุมชนที่นี่โดยไม่ต้องไปไหนไกล เช่น หนังสือภาพเรื่อง Glassklokken จากนอร์เวย์ ซึ่งพูดถึงเด็กหญิงที่ถูกรถชนตาย หนังสือภาพ Opa Rainer weiss nitch mehr จากเยอรมนี เล่าเรื่องหลาน ๆ ที่อยู่กับคุณตาความจำเสื่อม และหนังสือสารคดี Lilla Snippaboken กับ Lilla Snoppboken จากสวีเดน ที่อธิบายเรื่องอวัยวะเพศหญิงและชาย รวมไปถึงค่านิยมทางเพศในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมต่าง ๆ อย่างละเอียด 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
สนามเด็กเล่นรอบห้องสมุด Dokk1
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ห้องสมุดสำหรับ 0 ปีขึ้นไป) ลานจอดรถเข็นเด็กในห้องสมุด จออินเตอร์แรกทีฟที่เด็กชอบมากระโดดเล่นกัน เด็กประถมปลายจัดงานอ่านหนังสือมาราธอนและอยู่ค้างคืนห้องสมุดกันเอง (มีบรรณารักษ์ช่วยสั่งพิซซ่าให้)

หนังสือเด็กเดนิชที่เรารักที่สุด และสะท้อนถึงแนวคิดการเลี้ยงดูเด็กของเขาอย่างชัดเจน คือเรื่อง Den lille røde bog for skoleelever (คู่มือนักเรียนขบถ) ที่เขียนโดยครูสองคนในช่วง 1970 คู่มือน้อยเล่มนี้สื่อสารกับเด็ก ๆ อย่างตรงไปตรงมาว่า สภาพการศึกษาในขณะนั้นมีปัญหาอะไร ไม่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของเด็กยังไง การศึกษาที่ดีควรเป็นอย่างไร ทั้งยังให้ความรู้อื่น ๆ ที่โรงเรียนไม่สอน เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การคุมโรคติดต่อและคุมกำเนิด การใช้สารเสพติดและผลลัพธ์ การประท้วงและเรียกร้องสิทธิ์ทางการศึกษาที่นักเรียนควรได้รับ

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ห้องสมุดชุมชนในเดนมาร์กมีหนังสือหลายภาษา ขึ้นอยู่กับว่าในชุมชนนั้นมีคนพูดภาษาอะไรบ้าง เช่น ที่ละแวกบ้านเรามีคนไทยอยู่ เลยมีหนังสือไทย

สำหรับร้านหนังสือเด็กยอดเยี่ยม เราต้องขอยกให้ในสหราชอาณาจักร อาณาจักรแห่งวรรณกรรมเด็ก ซึ่งมีร้านหนังสืออิสระกระจายตัวอยู่ทั่วไป หลาย ๆ ร้าน โดยเฉพาะร้าน Chain Store ไฮเอนด์อย่าง Waterstones และ Foyles อุทิศพื้นที่กว้างขวางอย่างยิ่งให้เด็ก ๆ ตัวอย่างเช่น ร้าน Foyles ในลอนดอนให้พื้นที่วางหนังสือเด็กทั้งชั้นกราวนด์ และเปิดให้เด็กหรือผู้ใหญ่เข้ามาอ่านหนังสือได้ตามใจชอบ วงการหนังสือเด็กภาษาอังกฤษนั้นใหญ่โตและมีชีวิตชีวา เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล มีนักเขียนหนังสือเด็กภาษานี้อยู่มากมาย หัวข้อและรูปแบบหนังสือก็หลากหลายตามไปด้วย (แม้จะแทบไม่แปลหนังสือจากต่างประเทศเข้ามาเลยก็ตาม… ถ้าแปลมากกว่านี้จะดีมาก) 

เทรนด์ที่มาแรงตอนนี้ ก็เช่นหนังสือที่มีตัวละครเอกเป็นชนกลุ่มน้อย (BAME) หนังสือที่ Empower (ปลุกพลัง) ให้กับเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ หนังสือเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัย และหนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม 

เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
ร้านหนังสือ Foyles ในลอนดอน ชั้นล่างเป็นของเด็ก ๆ 
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
เด็กยุโรปอ่านหนังสืออะไร บันทึกป.โท ของบ.ก. ที่เดินทางเรียนรู้วรรณกรรมเด็กทั่วยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
เทรนด์หนังสือเด็กในห้องสมุดและร้านหนังสือบางส่วนในสหราชอาณาจักร เช่น ขบวนการซัฟฟราเจตต์ การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม, ปกป้องสัตว์โลก, มาต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติกันเถอะ, ข่าวด่วน : จะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนโกหกทั้งเพ, พูดออกมา! ทุกคนต้องได้ยินเสียงของเรา ไม่มีใครหยุดยั้งเราได้

เนเธอร์แลนด์และสเปนเองก็เจ๋งไม่เบาในเรื่องการนำหนังสือเด็กเข้าไปอยู่ในพื้นที่ครอบครัวต่าง ๆ เช่น ร้านหนังสือในพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว ขายหนังสือเด็กเกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะและประวัติศาสตร์ อย่างสมุดระบายสีธีมแวนโก๊ะ หนังสือภาพ/การ์ตูนเล่าเรื่องสถาปัตยกรรมเด่น ๆ ในเมือง เนเธอร์แลนด์มีพิพิธภัณฑ์หนังสือเด็ก (Kinderboeken Museum) ที่เต็มไปด้วยวัตถุจัดแสดงอินเตอร์แรกทีฟสนุก ๆ ส่วนบาร์เซโลนาและเมืองต่าง ๆ ในแคว้นกาตาลัน ก็มีธรรมเนียมน่ารัก ๆ อย่างการมอบหนังสือและดอกไม้ให้กันวันแห่งความรัก (วัน St.Jordi) วันที่ 23 เมษายนของทุกปี

บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
หนังสือเด็กในพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ในบาร์เซโลนา
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
พิพิธภัณฑ์ Kinderboeken Museum ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ มีมุมถ่ายรูปและทำกิจกรรม Hands on มากมายในธีมหนังสือเด็กยอดนิยมของที่นั่น

ย้อนกลับมามองที่ไทยบ้าง

ตอนที่เราทำงานบรรณาธิการหนังสือเด็ก เราได้มีโอกาสเห็นหนังสือต่างประเทศจากแคตตาล็อกที่ตัวแทนลิขสิทธิ์ส่งมาให้ จากหนังสือจำนวนมหาศาลนั้น สำนักพิมพ์ในไทยเลือกมาแปลได้เพียงส่วนน้อย ด้วยข้อจำกัดทางการเงิน แรงงาน และเวลา หนังสือที่มั่นใจว่าขายออกจะได้รับเลือกก่อน ส่วนหนังสือที่แหวกขนบตลาดออกไปมักถูกเลือกทีหลัง หรือไม่ถูกเลือกเลย 

เช่น หนังสือที่มีภาพประกอบที่อาจทำผู้ปกครองช็อก (รูปเปลือย คนตาย การสู้รบ) ภาพสีสันไม่สดใส อาร์ตจัด ๆ หนังสือประเภทไร้คำ (คนซื้อหนังสือมองว่าไม่คุ้ม) หรือพูดถึงหัวข้อที่ผู้ใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องที่เด็กไม่สนใจอ่าน ยากไป ไกลตัวไป ไม่ตอบโจทย์เทรนด์การศึกษาในชาติ เช่น หนังสือเด็กเกี่ยวกับปรัชญา ความหลากหลายทางศาสนา ครอบครัวนอกขนบ LGBTQ+ การเมือง การวางผังเมือง ปัญหาผู้ลี้ภัย สงคราม ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ อย่างแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ

หัวข้อทั้งหมดนี้มีอยู่จริงในตลาดหนังสือเด็กต่างประเทศมาหลายปีแล้ว ทั้งในจีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป อเมริกา (เหนือและใต้) และบางประเทศในตะวันออกกลาง แต่ยังไม่อาจผ่านด่านตลาดหนังสือไทยได้ด้วยสาเหตุบางประการ

หากหนังสือเด็กคือพื้นที่แห่งโอกาสใหม่ ๆ ในสังคม ก็น่าคิดว่าเด็ก ๆ ของเราเข้าถึงโอกาสนั้นมากแค่ไหน แล้วเราในฐานะผู้ใหญ่ ควรจะทำอย่างไรต่อไปกับ ‘วรรณกรรมเด็ก’ ในบ้านเรา

บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
บันทึก ป.โท ของนักศึกษาวรรณกรรมเด็ก ผู้ออกเดินทางไกลเพื่อศึกษาหนังสือเด็กใน 6 ประเทศยุโรป
ตัวอย่างหนังสือเด็กนอกขนบไทย ซึ่งเด็กในประเทศอื่น ๆ กำลังอ่านอยู่ เช่น เมื่อไดโนเสาร์ตาย (หนังสือสารคดีเล่าเรื่องความตายและการสูญเสีย), ซีโนเบีย (หนังสือแทบไร้คำเกี่ยวกับเด็กหญิงผู้ลี้ภัยที่จมน้ำตายกลางทะเล),หนังสือภาพ นี่แหละที่เขาเรียกว่า เผด็จการ, หนังสือคอมิก ฟาสซิสม์คืออะไร บางส่วนของหนังสือบอร์ดบุ๊กที่มีครอบครัวพ่อสองคน, หนังสือบอร์ดบุ๊ก หมวกแห่งศรัทธา เล่าให้เด็กเล็กสุดฟังว่าโลกเต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายศาสนาความเชื่อ

Writer & Photographer

บุลวัชร เสรีชัยพร

คนทำหนังสือ/สื่อเด็ก นักสำรวจห้องสมุด ร้านหนังสือ บุ๊คแฟร์ และเจ้าของเพจ Children's Books Out There ผู้ฝันอยากให้เด็กไทยได้อ่านทุกเรื่องที่อยากรู้อย่างอิสระและสนุกสนาน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load