ย้อนไปสัก 25 ปีก่อน หลายคนจดจำ เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน ได้จากเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ทั้งเวอร์ชันของวงที-โบนและเวอร์ชันที่เธอขับร้องเอง ตามมาด้วยอีกหลายบทเพลงที่เธอแต่งให้อีกหลายศิลปิน อาทิ สบตา ของ แอนเดรีย สวอเรซ และ เธอยังคงมีฉัน ของ ยุ้ย-ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้อง-นักแต่งเพลงฝีมือดี เธอมีอัลบั้มของตัวเองออกมาหลายชุด และมีเพลงดังค่อนข้างสม่ำเสมอ (คุณน่าจะจำเพลง 10 Things ที่มีประโยคว่า “ร่างกายต้องการทะเล” หรือเพลง วัน เดือน ปี ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ หรือเพลง เพราะใจ ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก ก็อาจจะยังเป็นเพลงโปรดของคุณอยู่)

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

จนเมื่อ 8 ปีก่อน คู่ชีวิตของเธอ กบ-นิมิตร จิตรานนท์ เสียชีวิตกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เหตุการณ์นั้นทำให้เธอกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเลี้ยงลูก 2 คนด้วยตัวเองโดยไม่ทันตั้งตัว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและวันเวลาที่ทำหน้าที่อย่างไม่เคยเกรงใจใคร มาถึงวันนี้ คนในแวดวงบันเทิงรู้กันว่า เจี๊ยบ วรรธนา กลายเป็นคนเขียนบทละครฝีมือดีที่มีผลงานละครโทรทัศน์อย่าง เมีย 2018 และ ใบไม้ที่ปลิดปลิว หรือละครเรื่องล่าสุดอย่าง รักแลกอุ้ม ทางช่องวัน 31 เป็นคำยืนยันอย่างหนักแน่น

นับจากวันนั้น มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเธอบ้าง โลกของละครที่เธอค้นพบ การมองโลกที่เปลี่ยนไป

ท้องฟ้าที่เธอเก็บเอาไว้ในวันนี้ ยังมีสีสันเดิมเหมือนวันเก่าก่อนหรือเปล่า

ก่อนจะอ่านบทสนทนาชิ้นนี้ ขอชวนให้คุณหันมองท้องฟ้าวันนี้สักครั้ง ก่อนที่จะฟังเธอเล่าถึงท้องฟ้าของเธอไปพร้อมกัน

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

สรุปว่าตอนนี้คุณทำงานอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เขียนบทอย่างเดียว แต่พยายามบาลานซ์ชีวิตด้วยการทำอย่างอื่นที่เกี่ยวกับดนตรีด้วย ก็คือการทำคอนเสิร์ต อย่างทำบุญหวังผล แต่อะไรที่เกี่ยวกับดนตรี เราพยายามจะให้เป็นการทำบุญหมดเลย เป็นการบาลานซ์ตัวเอง ไม่อย่างนั้นการเขียนบทอย่างเดียวมันอาจทำให้เราหลุดจากสังคมไปเรื่อยๆ เพราะช่วงหลังๆ เราก็ไม่ได้สนุกกับการไปงานปาร์ตี้อยู่แล้ว วันก่อนไปงานอะไรสักอย่าง ก็รู้สึกว่าระหว่างที่เราอยู่ในสถานที่ที่มันอึกทึกนั้น มีแสงสีเสียง แต่ใจก็นึกถึงการนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงที่บ้าน นึกถึงการทายาหม่องแก้ปวดขา (หัวเราะ)

ทำไมถึงต้องให้งานดนตรีกลายเป็นงานบุญ

เรากลัวว่าเดี๋ยวชาติหน้าจะแต่งเพลงไม่เก่ง (หัวเราะ) มันดูเป็นหลักการไหมนะ คือเรามีความรู้สึกว่าชีวิตเราเหมือนมันถูกส่งมาให้มีพรสวรรค์บางอย่างที่มันมาเป็นระลอก อย่างช่วงที่เขียนเพลงน่ะ การเขียนเพลงมันมายังไงเราก็ไม่รู้นะ เหมือนเพลงมันมาหาเรามากกว่าที่เราสร้างมัน แล้วชีวิตเราก็เป็นแบบนี้ เหมือนพรสวรรค์พวกนี้มันมาเพื่อที่จะดันเราไปทางหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็จะมีบางอย่างเข้ามาใหม่ เพื่อดันเราไปอีกทางหนึ่ง

มาถึงวันนี้คิดว่าอยู่มือกับการเขียนบทละครหรือยัง

ก็ยังนะ แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสนุกดี เมื่อก่อนเราเป็นคนที่อี๋ละครมากเลยนะ (หัวเราะ) แล้วโดยวัยที่คนอื่นๆ เขาดูละครกัน เราก็ไปอยู่ในห้องอัด นึกออกไหม มันไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย แต่พอมาเริ่มเขียน มันก็จะพบว่าเจตนาของคนทำละครทุกคนเขาก็ตั้งใจสร้างงานของเขานะ แต่ว่ามันเป็นศิลปะองค์รวมที่ใช้คนเยอะมาก กระบวนการก็เยอะ มันไม่เหมือนทำเพลงน่ะ เราเลือกได้ว่าเราจะทำแบบนี้ ดนตรีแบบนี้ คือเราคอนโทรลมันได้จนสุดปลายทาง แต่ว่าจะทำเป็นละครเรื่องหนึ่ง

มันต้องพึ่งพา ต้องเชื่อมั่นในตัวผู้ร่วมงานกันเยอะมาก เขาก็ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ในเรื่องนั้นๆ จะทำไปได้ แต่ถามว่าสนุกไหม มันเป็นงานที่เราเหมือนรู้สึกว่าเราเตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อที่จะทำอันนี้เลยนะ (หัวเราะ)

เราสนุกกับมันมาก ตื่นเช้ามาก็อยากทำงาน อยากทำงานทุกวันเลย ไม่มีขี้เกียจ แล้วเรารู้สึกว่าโชคดีที่ได้มาทำงานที่ตัวเองชอบตอนอายุสี่สิบสอง (หัวเราะ) แล้วตั้งใจจะทำจนสักอายุหกสิบห้าอะไรอย่างนี้เลยนะ

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ถ้าเทียบเพลงของคุณกับละครที่คุณเขียน ดูเหมือนอารมณ์จะแตกต่างกันค่อนข้างมาก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

จำได้ไหมว่ามีช่วงหนึ่งที่วงการเพลงต้องขายริงโทนหรือคอลลิ่งเมโลดี้น่ะ พวกเพลงรอสายที่ร้องประมาณว่าโทรไปเธอไม่รับ เธออยู่กับใคร มันจะได้ดาวน์โหลดเยอะมากเลยนะ จำได้ว่าประชุมกันในห้องประชุมที่แกรมมี่ (GMM Grammy) พี่เขาบอกว่าให้เราแต่งเพลงแบบนั้นสิ เราก็บอกเขาว่า ‘หนูไม่เขียนหรอก หนูไม่ใช่คนแบบนั้น ทำไม่ได้’ (หัวเราะ) ตัดภาพมา วันนี้ฉันเขียนละครตบกันเลย (หัวเราะสนุก)

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนได้ยังไงนะ รู้แต่ว่าเรื่องที่เราเคยเห็นจากรอบๆ ตัวมันได้เอามาใช้หมดเลย เราได้เห็นคนหลากหลาย เจอคนมาเยอะ แล้วมันก็ช่วยได้มาก แล้วมันก็อาจจะมีความท้าทายด้วย ประมาณว่าเราจะทำเรื่องแบบนี้ให้ออกมาดีที่สุดได้ยังไงนะ เราจะทำเรื่องผู้หญิงข้ามเพศคนหนึ่งที่กำลังจะต้องแย่งเมียแย่งผัวอาแล้วให้มันออกมาสวยงามได้ยังไงนะ เราควรจะมองเขาแบบไหน เราเข้าไปนั่งดูวิธีคิดเขาได้ไหม เขาเจออะไรมา บทสรุปเขาคืออะไร มันเหมือนเราได้ทำความเข้าใจมนุษย์มากขึ้น เราได้พยายามเอ็นดูคนที่เราน่าจะเกลียด 

ในด้านหนึ่งมันก็เป็นงานที่สอนธรรมะเราเหมือนกันนะ เพราะทำให้เราได้พิจารณาคนจากข้างในจริงๆ เมื่อก่อนเจอใครที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบเดินเข้ามา เราก็ไม่คุย ไม่เสวนา แต่พอเราต้องเขียนละคร เราก็ต้องมองคนรอบๆ ว่าอะไรที่ทำให้เขามีปฏิกิริยาแบบนั้น อะไรทำให้เขาคิดแบบนั้น มองลึกลงไปแล้วรู้สึกว่ามนุษย์ทุกคนมีความน่าสงสาร มันมีเหตุและปัจจัย แล้วทุกอย่างมันก็กลายเป็นธรรมะสำหรับเรานะ

แต่ว่าผู้ใหญ่ก็บอกว่าอย่าเพิ่งไปลึกมาก เดี๋ยวละครจะจืดนะ (หัวเราะ) เหมือนพอเราเข้าใจตัวละครมาก เรื่องมันจะไม่แซ่บ เอาเป็นว่าใครอยากให้มีตบกันในละครตอนไหนก็โทรมาบอกเราแล้วกัน เดี๋ยวเราเขียนในบทให้ ตอ บอ …ตบ! (หัวเราะ)

จริงๆ เราไม่เชื่อเรื่องการใช้กำลังนะ คือนึกไม่ออกว่าคนที่จะลุกขึ้นตบมันต้องยังไงวะ (หัวเราะ) เขาก็บอกว่าง่ายมากเลย ไปหาคลิปเด็ก ม.3 ดูสิ เราก็ไปเปิดดู พอตอนนั่งดูก็ อะไรวะ (หัวเราะ) ก็พยายามวิเคราะห์นะ (หัวเราะ)

เวลาเขียนบทก็พยายามจะไม่ให้มี ต้องคิดก่อนว่ากำลังจะบอกอะไร แล้วมันจำเป็นต้องมีสิ่งนี้ไหม จริงๆ เราต่อต้านการตบจูบหรือการข่มขืนในละครมาก แต่ว่าพอเราไปคุยกับคนทำละครลึกๆ เขาก็พูดว่ามันเป็นวรรณคดีเว้ย ขุนช้าง ขุนแผน เว้ย วันทองมันถูกทั้งขุนช้างและขุนแผนปล้ำน่ะ แล้วเรารู้สึกว่าละครไทยมันเป็นเหมือนสังคมไทย มันสอนให้ผู้หญิงกระมิดกระเมี้ยน มันไม่ได้เสรีเหมือนประเทศอื่น เรื่องเซ็กซ์ของประเทศเรามันไม่ตรงไปตรงมา การมีเซ็กซ์ของผู้หญิงไม่ว่าจะวัยไหนก็ตามมันจะเป็นการสมยอมไม่ได้ ถ้าสมยอมนี่จะดูแรดทันที มันก็ต้องมีกระบิดกระบวน เพื่อให้ดูเป็นนางเอกละครได้ พอคิดแบบนี้เราก็พอเห็นภาพนะ (หัวเราะ) 

ก็กลายเป็นว่า ถ้าจะเข้าพระเข้านางผู้ชายจำเป็นจะต้องใช้กำลังพอเป็นพิธี เพื่อให้ผู้หญิงไม่ผิดกับการสมยอม ในแง่คนเขียนบทก็ อ๋อ… อะ กูเข้าใจแล้ว ต้องมีช่วยฝนตกนิดหน่อย เพื่อที่จะเข้ากระท่อมกันไป ไม่ให้ผู้หญิงรู้สึกแย่มากกับการที่ตัวเองสมยอม มันเหมือนเป็นวิธีคิดที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ไหนไม่รู้ 

พอเราต้องมาทำละครในวันนี้เลยแตกเป็นสองเสียง กลุ่มคนเดิมๆ ก็อาจจะชินกับขนบนี้อยู่ เราก็เข้าใจได้ แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็อาจจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นแล้ว สังคมมันไปถึงไหนแล้ว แล้วการข่มขืนก็ควรจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืนโดยพระเอกชื่ออะไรก็ตาม เราว่าทุกอย่างมันก็ต้องปรับไปตามยุคสมัยนะ

เวลาเขียนบทละคร ปกติคุณเขียนทีละกี่เรื่อง

เขียนทีละเรื่อง หนึ่งปีอาจจะแพลนไว้ว่าต้องได้สองเรื่อง คือเทอมในการทำงานมันก็จะประมาณหกเดือนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ปีหน้ามันเหมือนจะวางแผนได้แล้วว่า เรื่องที่เราอยากเขียนมันจะไปในทิศทางไหนแล้ว ก็อาจจะทำงานง่ายขึ้น

ที่จริงน่ะ โลกของละครมันคือโลกของรักสามเส้านะ (หัวเราะ) โลกของความรักที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง นี่คือความเป็นละครไทย แก่นของมันจะอยู่แถวๆ นี้ พอเราต้องทำเยอะๆ บางทีก็จะรู้สึกเหนื่อยนะ อย่างตอนที่เขียน เมีย 2018 ก็นึกไม่ออกว่าทะเลาะกันยังไงแล้ว เข้าใจไหม คือเราไม่ได้ทะเลาะกับใครในแบบเชิงชู้สาวอย่างนั้นมานานมากเลย เราก็เลยเข้าไปในเว็บ เมียหลวงเมียน้อย เป็นเพจเมียหลวงเมียน้อยในเฟซบุ๊ก แล้วก็เข้าไปดูเขาด่ากันอ่ะ โอ้โห ดุเดือดมากเลย ก็เข้าไปดูเพื่อที่จะเอาอารมณ์ตรงนั้นมา ให้รู้ว่าเขาหวงกันยังไง เขาหวงกันแบบไหน เราไม่ได้มีอารมณ์ตรงนั้นกันไปนานมากแล้ว บางทีมันเป็นเรื่องไกลตัวเหมือนกันที่จะนึก แต่ในแง่ของความสัมพันธ์ของการเป็นครอบครัว ความสัมพันธ์สามีภรรยาที่มันคอนฟลิกต์กันบ้างอะไรบ้าง อันนั้นเรานึกออก แต่อันนี้จิกหัวตบที่เรานึกไม่ออก ไปไม่เป็น (หัวเราะ)

ตอนที่เขียนบท ใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนถึงตอนหนึ่งพี่ผู้กำกับโทรมาบอกว่า ‘เราว่ามันต้องตบกันแล้วนะ พี่เจี๊ยบจะเขียนแค่ ‘ตบกัน’ ก็ได้ เดี๋ยวจัดการต่อเอง’ (หัวเราะ) แล้วเขาก็ไปตบกัน แล้วเรตติ้งก็ขึ้น (หัวเราะ) แต่จริงๆ ในใจลึกๆ เราตั้งใจว่าในละครของเราทุกเรื่องจะพยายามชี้นำการใช้ชีวิตในแบบหนึ่ง เท่าที่มันใส่เข้าไปในแนวทางของละครเรื่องนั้นๆ

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

เวลารับงานเขียนบทคุณเลือกรับงานอย่างไร

อย่างช่องวันเขาไม่ได้บอกว่าเราต้องทำแบบนี้หรอกนะ เขาให้เราเขียนเท่าที่เรานึกออก ให้เป็นมุมที่เราอยากนำเสนอ เราชอบช่องวันตรงที่เขาบอกว่า ในความโกลาหลของอารมณ์ละคร สุดท้ายต้องสรุปด้วยว่ามันสอนอะไร กำลังบอกอะไร แม้ว่าจะสรุปว่าธรรมะชนะอธรรมแบบโง่ๆ แบบเบสิกๆ ก็ต้องมีบ้าง ยังไงก็ต้องมี ให้เห็นถึงผลของการกระทำของตัวละครบางตัวอย่างชัดเจนอะไร 

มันเหมือนคนไทยเราเติบโตมากับวรรณคดีไทยนะ เติบโตมากับละคร ลิเก แล้วเรารากเหง้าเราเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แม้กระทั่งนิทานก่อนนอนที่เราเล่าให้ลูกฟัง มันก็ต้องมีความสรุปอะไรอยู่บ้าง บางทีมันก็ไม่เมกเซนส์เท่าไหร่หรอก เพียงแต่ว่าเรารู้สึกว่าในฐานะผู้เล่า เราต้องบอกใบ้คนดูนิดนึงว่า เรื่องมันกำลังจะบอกอะไรอย่างชัดเจน ประเด็นจริงๆ ของมันคืออะไร

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา งานเขียนบทละครของคุณถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย ตอนนี้มาถึงจุดที่เลือกรับงานได้หรือยัง

ก็เหมือนเริ่มมีออปชันได้ว่าถ้าเรื่องนี้อยากเขียนก็เขียนนะ หรือถ้านึกไม่ออกก็ไม่ต้องเขียนนะ (หัวเราะ) เพราะลักษณะการเขียนละครของเรามันต่างจากคนอื่น คือวิธีเล่าหรืออะไรก็ตามแต่ เราก็เลยรู้สึกว่า เออ ปีหนึ่งทำงานสองเรื่องก็กำลังดีกับทุกอย่างเลย ก็คือยังพอมีเวลาส่งลูก ในช่วงสุดท้ายก่อนที่เขาจะโตเป็นวัยรุ่นอย่างแท้จริง 

เพราะตอนนี้เหมือนเนปาล (ลูกสาวคนโต) น่ะโตแล้ว ทำทุกอย่างเองได้ ดูแลเราได้ (หัวเราะ) ก็เหลือธิเบต (ลูกชายคนเล็ก) คนเดียว มันก็เลยคล้ายๆ ว่างานตอนนี้ที่ทำอยู่มันก็กำลังพอดีกับการส่งลูกไปในสเต็ปถัดไปของเขา แล้วเราก็เริ่มเก็บเงินสำหรับการเกษียณของตัวเอง เตรียมตัวไปเที่ยวแล้ว บอกตัวเองว่า ฉันจะป่วยให้น้อยที่สุด เพราะฉันไม่อยากเป็นภาระตัวเองและลูก ก็เริ่มมีความคิดที่แบบคนแก่ร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ เพราะปี 2563 นี่เราก็จะอายุห้าสิบแล้ว …ไม่น่าเชื่อเลยนะ (หัวเราะ)

รู้สึกอย่างไรบ้างที่อายุมาถึงเลข 5

อืม… รู้สึกว่าคนห้าสิบตอนนี้กับคนห้าสิบสมัยแม่เราพ่อเราไลฟ์สไตล์ต่างกันมาก เหมือนโลกวันนี้มันไม่ยอมดึงให้คนแก่เท่าไหร่ แล้วคนก็ไม่ยอมแก่กันเท่าไหร่นะ แต่เรามีความรู้สึกว่าความแก่น่ะ ดี!

เราว่าการที่เราต้องทำตัวให้หน้าเด็กอยู่ตลอดเวลา หรือไปดึงไปอะไรอย่างนี้ บางทีมันจะทำให้ลืมไปว่าจริงๆ เราควรจะต้องแก่แบบไหนในทางข้างในนะ เรารู้สึกว่าความแก่มันควรจะฉลาด คือมันเหมือนวัยวุฒิน่ะ เหมือนที่เราเคยนั่งคุยอะไรบางอย่างกับพี่คนหนึ่ง ซึ่งเขาตอบอะไรมาสั้นๆ แล้วทำให้เรารู้สึกว่าทำไมมันจืดชืดเหลือเกิน แต่พอมาถึงวันนี้ เรากลับเก็ตคำตอบนั้นมากๆ 

เราว่าความแก่ทำให้เราช้าลง พอเราช้าลงเราก็รอบคอบ พอรอบคอบเราก็ผิดพลาดน้อยลง แล้วก็มีเวลาได้ไตร่ตรอง รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองพร้อมจะเป็นแม่มากๆ (หัวเราะ) ถ้ามีลูกใหม่ตอนนี้ เราจะเลี้ยงเด็กคนนี้ได้ด้วยความเข้าใจอย่างที่สุดเลย ด้วยวัยวุฒิ อายุมันก็ครึ่งร้อยแล้วน่ะ คือถ้าไม่เข้าใจก็จะรู้สึกเฟลตัวเอง (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองฉลาดปราดเปรื่องอะไรอย่างนั้น มันไม่ใช่ความฉลาดแบบรวดเร็ว แต่มันเป็นความฉลาดแบบที่ผ่านการพิจารณามาแล้ว เห็นความบกพร่องในตัวเองมาบ้าง 

เวลามองไปในอดีตก็รู้สึกว่า ‘เออ มึงยังโชคดีนะที่มีเพื่อนอยู่จนถึงตอนนี้ นิสัยแบบมึงนี่ไม่น่ารอดมาเนอะ’ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็คือแค่คิดว่าเรายังพอมีเวลาเหลือให้ใช้ความเข้าใจตรงนี้บ้างนะ แล้วก็คิดว่าจะล็อกตัวเองให้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดแบบนี้ให้ได้

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ถึงคุณจะบอกว่าตัวเองแก่ขึ้น แต่ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอเวลาได้พูดคุยกันคือความสนุกสนานแบบเด็กๆ คุณคิดว่าตัวเองยังมีความเป็นเด็กอยู่แค่ไหน

อันนี้เป็นเป้าหมายมากกว่านะ เราตั้งใจว่าเราจะเป็นคนแก่อายุแปดสิบที่ยังร่าเริงสดใสมากๆ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราคิดไว้แล้วว่าจะทำแน่ๆ คือเราจะปลูกมะม่วงในบ้าน แล้วเวลาเด็กๆ มาสอยมะม่วง เราก็จะหลอกผีมัน คือพี่จะทำเป็นผีแล้วแบบหลอก (ทำเสียงแฮ่!) อย่างนี่แหละ คือรู้สึกว่ามันเป็นความสุขของคนแก่ที่หวงมะม่วงนะ (หัวเราะ) ชีวิตแก่ๆ เราคงเป็นแบบนี้นะ คือก็ปล่อยให้เขาเอามะม่วงไปแหละ แต่ขอหลอกผีก่อน (หัวเราะ)

ทุกวันนี้เวลาเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกัน คุณรู้สึกหรือนึกถึงอะไร

รู้สึกว่า พวกแกต้องระวังเข่ามากๆ เลยนะเว้ย (หัวเราะ)

ตอนเด็กๆ เราชอบเล่นโดดยางอะ มันเป็นกีฬาเดียวที่เราฮอตมาก แต่เดือนที่แล้วเพิ่งไปหาหมอเข่ามา คือปวดเข่ามาก แล้วเราก็ถามหมอว่ามันเร็วไปไหมที่จะปวดเข่า หมอเขาก็บอกว่า ‘มันสมศักดิ์ศรีแล้วครับ’ (หัวเราะ) 

หมอเข้าใจพูดมาก เพราะการมีลูกมันก็ทำให้กระดูกพรุนนะ แล้วภาวะของผู้หญิงที่อายุเท่านี้ก็จะทำให้ไขข้อทุกอย่างฝืด ซึ่งเราไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองเลย เคยกลัวว่าตัวเองจะเส้นเลือดในสมองแตก หรือเป็นมะเร็งหรือเปล่า แต่ไม่เคยคิดว่าเข่าจะเสื่อมนะ (หัวเราะ) ดังนั้นพอเห็นเด็กๆ วิ่งกระโดดๆ กันก็จะอยากบอกว่า เดี๋ยวอายุห้าสิบมันจะปวดเข่านะลูก (หัวเราะ)

เราว่าจิตใจกับร่างกายมันสัมพันธ์กัน พอร่างกายมันบอกเราว่าเริ่มเสื่อม จิตใจที่มันเคยรวดเร็วมันก็จำเป็นต้องช้าลง เพื่อที่จะยังสัมพันธ์กันอยู่กับร่างกาย เมื่อก่อนเราเป็นคนเดินเร็ว ทำอะไรเร็ว เป็นคนเร็วทุกอย่าง ทำด้วยตัวเอง ฟึบฟับๆ พอช่วงที่พวกเข่าเสีย มันเหมือน อ๋อ! เราก็ต้องรู้จักฟังร่างกายที่เราใช้มานะ เหมือนเมื่อก่อนใจมันนำกาย ใจร้อนใจอะไร กายก็ตอบสนอง ตอบสนอง ตอบสนอง พอเราแก่ขึ้น กายเขาตอบสนองไม่ทันแล้ว เขาดึงใจให้ช้าลง เราเลยคิดว่าความแก่นี่มันดี คือมันทำให้สัมพันธ์กัน 

ก่อนหน้านี้เราเป็นใจนำกายมาโดยตลอด ตอนนี้มันเหมือนเราต้องให้กายนำแล้ว ต้องตามใจกายบ้าง อย่ากินขนมหวาน อย่านอนดึก ออกกำลังกายบ้าง โยคะบ้าง เพราะกายต้องการให้เราสปอยล์เขาคืนบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือพอร่างกายเราเริ่มเสื่อม มันกลายเป็นว่าจิตใจเราได้พัฒนาแฮะ แปลกไหม พอกายถดถอยใจจะพัฒนา ซึ่งเราก็เพิ่งรู้เมื่อเข่าเสื่อมนี่แหละ (หัวเราะ) พอเข่าเสื่อมนี่รู้เลยว่าเราต้องเป็นคนยังไง ต้องดูแลตัวเองยังไง ทำไมธรรมะมันอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้นะ (หัวเราะ)

แล้วเวลามองดูลูกๆ ทุกวันนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

เป็น…มันเป็นทั้งเจ้ากรรมนายเวรและกัลยาณมิตรในคนเดียวกัน (หัวเราะสนุก) เออ มันสนุกดีนะ คือเรารู้สึกว่าเขาก้าวข้ามเรื่องยากมากๆ มาได้โดยตัวเขาเอง เราให้เครดิตลูกๆ ในแง่ที่ว่าครอบครัวมันก็คงจะเว้าๆ แหว่งๆ หน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตลำบาก 

แล้วลูกเราก็เป็นเด็กตลกกันหมด ตลก กวนตีน มาครบ แต่ว่ามันมีความอุ่นใจน่ะ เวลามองกันก็รู้สึกเป็นทีมที่เราอุ่นใจ เรายังมีกันแบบนี้อยู่ ทุกวันนี้เราก็เฝ้ามองเขาเติบโตแล้ว แต่มีอยู่วันหนึ่งที่เนปาลขับรถไปมหา’ลัย แล้วธิเบตก็ไปเข้าค่าย นอนบ้านเพื่อน อะไรแบบนี้ เราตื่นมาวันนั้นแล้วรู้สึกว่ามีอะไรขาดหายน่ะ (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าภารกิจของเราวันนั้นคืออะไรนะ (หัวเราะ)

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง
เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ทุกวันนี้คุณอ่านข่าวเยอะแค่ไหน แล้วอ่านข่าวแบบไหนก่อน การเมือง กีฬา หรือบันเทิง

ไม่ค่อยอ่านข่าวนะ เรื่องการเมืองก็… ใช้คำว่าท้อใจ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเรายังดุเดือดเลือดพล่าน เมื่อก่อนยังออกความเห็น แสดงความคิดเห็นนะ เดี๋ยวนี้มันเหมือนแบบ… บางอย่างมันเกินกว่าที่จะทำอะไรแล้ว เราคิดแบบนั้นนะ ส่วนเรื่องโซเชียลมีเดีย เราคิดว่าไม่ต้องเข้าไปดูก็ได้ มันเป็นโลกที่เราไม่ต้องเข้าไปก็ได้ แล้วมันก็ไม่ได้มีผลกับเราเลย ไปทำสวนดีกว่า ไปคุยกับหอยทากสบายใจกว่า เถียงก็ไม่เถียง หนีเราก็ไม่ได้ อยากบ่นไรมันก็ฟัง (หัวเราะ) มันเหมือนเราเลือกได้ที่จะสงบ ที่ไหนมันวุ่นวายเราก็ไม่เข้าไปดีกว่า

แล้วคุณคิดว่ามีอะไรที่จะเป็นความหวังของยุคนี้ได้

ความเป็นครอบครัวแหละที่เป็นความหวังของเรา หวังว่าพ่อแม่คนรุ่นใหม่ เมื่อมีลูก จะพร้อมมากกว่ารุ่นเรา เราเห็นรุ่นน้องเราหลายคนที่แต่งงานมีลูกกันไปน่ะ เหมือนเขาพร้อมที่จะเป็นพ่อเป็นแม่มากกว่าคนยุคเรา เดี๋ยวนี้บางคนแต่งงานไวมากเลย เขาไม่คิดว่าต้องรออะไร แล้วก็มีลูก ช่วยกันทำมาหากิน 

แล้วก็มีหลายครอบครัวที่เป็นอีโคแฟมิลี สนใจเรื่องการศึกษาที่เป็นทางเลือก รูปแบบของระบบการศึกษาแบบเก่าก็อาจจะทำให้พ่อแม่กลุ่มนี้ผลักดันลูกไปในทางที่ไม่ได้ไปเป็นทาสของการศึกษาแบบเก่า ซึ่งจะทำให้เกิดวิธีคิดอีกแบบ แล้วถ้ากลุ่มนี้ไปถึงระดับที่ดูแลประเทศได้ส่วนหนึ่ง เขาอาจจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ นี่แหละความหวังของประเทศ ซึ่งเราแค่รู้สึกว่าครอบครัวมันเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง

แล้วคุณเสียดายอะไรในวันเก่าๆ ที่ไม่มีอีกแล้วในยุคนี้บ้างไหม

เสียดายความอดทน การรอเป็นของคนรุ่นเรา คือเราอยู่ในยุคที่หกโมงเย็นถึงสองทุ่มต้องปิดไฟน่ะ (หัวเราะ) เล่าให้ลูกฟัง ลูกตื่นเต้นมากเลย สงสัยว่าทำอะไรกัน อินเทอร์เน็ตก็ไม่มี ไม่มีสักอย่าง ปิดมืดเลย คือทุกคนก็มานั่งคุยกัน จนถึงสองทุ่มไฟมาแล้วค่อยได้ดูข่าว เรารู้สึกเสียดายอะไรแบบนั้นน่ะ มันทำให้ความเชื่อมโยงมันน้อยลง 

เรารู้สึกว่าตอนนี้ครอบครัวมันห่างกันไปหน่อย สมาร์ทโฟนมันทำให้คนถดถอยทั้งเรื่องความสามารถและเรื่องความสัมพันธ์ ทั้งสุขภาพ เราป่วยเมื่อเรามีร้านสะดวกซื้อ เราป่วยเพราะอาหารที่มันเร็ว ป่วยเพราะไลฟ์สไตล์ นี่คือสิ่งที่เสียดาย เราว่าเรื่องนี้ทำให้มนุษยชาติเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง และน้อยคนที่จะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างที่มันควรจะเป็น

ทุกวันนี้ความทุกข์ของคุณคืออะไร

คือการขับรถในกรุงเทพมหานครมั้ง (หัวเราะ) คือเราทำกรรมอะไรมา ไปทำอะไรกับใครมาถึงต้องเจอเรื่องนี้ บอกด้วย จะได้ไปแก้กรรม (หัวเราะ)

แล้วความสุขทุกวันนี้ของคุณคืออะไร

ไม่อยากพูดเลย (หัวเราะ) มันคือการปลูกต้นไม้ แล้วก็หยิบหอยทากออกจากต้นไม้ หยิบไปบ่นไป ตัดภาพไปตอนแม่เราอายุเท่านี้ก็เป็นแบบนี้แหละ (หัวเราะ) ความสุขวันนี้คือการปลูกต้นไม้ เปิดเพลง หรือการที่ไม่ต้องทำอะไรเลย หรือไม่ก็วันที่ท้องฟ้าเปิด อากาศดีๆ อย่างวันนี้ไง

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

Writer

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“อาจารย์คงไม่รู้ตัวว่า อาจารย์ได้ขายวิญญาณให้กับนกและป่าเขาลำเนาไพรไปแล้ว”

นี่เป็นประโยคเดียวที่หลุดเข้ามาในความคิดของผม หลังจากจบบทสนทนาในบ่ายวันอาทิตย์นั้น

ใช่ เหมือนผมกล่าวเกินเลยไปสักหน่อย แต่ลองนึกภาพตามนะครับ

จะมีสักกี่คนที่หลงใหลกับการขีด ๆ เขียน ๆ รูปนกตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนบัดนี้อายุ 73 แล้ว ก็ยังไม่คิดจะวางดินสอ ปากกา และพู่กัน ดูจากสายตาที่มุ่งมั่นแล้ว ผมว่าภาพคุณปู่บนเก้าอี้โยกกับการอุ้มหลานนั้น ไม่ใช่แน่ ๆ รถโฟร์วีลที่จอดอยู่ในโรงรถยังพร้อมจะบุกป่าฝ่าดงเสมอ…

คุณปู่ที่ผมกำลังกล่าวถึงคนนี้ คือ

อาจารย์กมล โกมลผลิน นักวาดภาพนกอันดับหนึ่งของเมืองไทย

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

อาจารย์เป็นที่เคารพและรู้จักกันดีในหมู่นักดูนกทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เป็นผู้ร่วมวาดภาพนกที่มีการสำรวจพบในประเทศไทย ในหนังสือ ‘A Guide to the Birds of Thailand’ คัมภีร์เล่มสำคัญสำหรับนักดูนก 

ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่นักวาดภาพทั่วไปที่จับพู่กันและใช้สีน้ำเป็นจะได้รับการยอมรับเช่นนี้ ในฐานะของคนที่ร่ำเรียนศิลปะมาเหมือนกัน ผมชักอยากรู้ว่าอะไรหล่อหลอมให้อาจารย์รักและหลงใหลในนกและธรรมชาติเช่นนี้

“ผมเกิดและเติบโตมาในสวน สมัยนู้นคุณคงนึกไม่ถึงว่าบ้านผมไม่มีไฟฟ้า แค่ตลิ่งชันเองนะ บ้านผมอยู่ริมคลอง การสัญจรก็ใช้เรือ ผมเลยรู้จักสวนเป็นอย่างดี แล้วสวนยุคนั้น ไม่มีถนน มีแต่ธรรมชาติ จึงมีนกอยู่มากมาย”

อ้อ อาจารย์กมล ก็เป็นคนฝั่งธนฯ เหมือนกันกับผม 

ถึงตรงนี้ขอขยายความสักนิดว่า ในอดีตนั้น อำเภอตลิ่งชันอยู่ในเขตจังหวัดธนบุรี จังหวัดทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนฝั่งขวานั้นเรียกว่า ‘พระนคร’ ต่อมาใน พ.ศ. 2514 เกิดการผนวกรวมธนบุรีและพระนครเข้าด้วยกัน ในชื่อ ‘นครหลวงกรุงเทพธนบุรี’ และในปีถัดมาจึงเปลี่ยนเป็น ‘กรุงเทพมหานคร’ เมื่อเป็นเพียงจังหวัดรอบนอก ระบบสาธารณูปโภคจึงยังกระจายไม่ทั่วถึงเมื่อเทียบกับเมืองหลวง

“บ้านโบราณมันมีสองฝั่ง ตรงกลางเป็นชาน เรียกว่า ‘นอกชาน’ บ้านสองหลังนี้ข้างหน้าเป็นคลอง มีอยู่วันหนึ่ง นกเป็ดน้ำบินมากันเป็นพันตัว เต็มหลังคา มืดไปหมด เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก ชะงักไปเลย บินสักพักก็หายไป”

อย่าว่าแต่อาจารย์เลย เป็นผมเจอนกมากมายขนาดนั้นก็คงตะลึงไม่ต่างกัน

แต่นั่นก็ช่วยยืนยันได้ว่า ตลิ่งชันเมื่อ 70 ปีก่อนยังมีความเป็นธรรมชาติสูงมากทีเดียว

“แล้วผมก็เลี้ยงนก ตอนเด็ก ๆ ชอบไปขโมยลูกนกในศาลพระภูมิตามสวน เอามาป้อนอาหาร ตอนโรงเรียนหยุด ไม่มีของเล่น โทรทัศน์ไม่มี ไฟฟ้าก็ไม่เข้ามา บางกอกน้อยเข้า บางหลวง บางแวกเข้า แต่ตรงกลางไม่เข้า”

เมื่อฟังอาจารย์กมลเล่าถึงบ้านในวัยเด็ก ผมเชื่อว่าสภาพแวดล้อมคือจุดเริ่มต้นในความสนใจศิลปะ ภาพในอดีตและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยังจดจำได้ดี บอกกับผมว่าอาจารย์เป็นนักสังเกตสิ่งต่าง ๆ ชั้นยอด เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนวาดภาพ ส่วนการนำลูกนกมาเลี้ยง ทำให้อาจารย์กมลได้ศึกษาสรีระและพฤติกรรมของนกไปในตัว

อาจารย์เริ่มวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ (ผมเริ่มอยากรู้ต่อ)

ถ้าคุณอยากรู้ ผมจะไปหยิบให้ (พูดยังไม่จบ อาจารย์ก็ลุกขึ้นเดินไปที่ตู้หนังสือ หยิบเอาสมุดเขียนหนังสือสมัยโบราณที่มีเส้นบรรทัด พร้อมกับสมุดสเก็ตช์เล่มเล็กที่เก็บรักษาอย่างดีมาจำนวนหนึ่ง)

มันเป็นสมุดที่ผมวาดตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน อันนี้เป็นสมุดตำรายาของตา แล้วผมก็วาดรูปสารพัด ผมวาด ๆ ไป แม่ก็นั่งรีดผ้า ผมชอบเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างที่บอก สิ่งที่เราจะเล่นก็ไม่มี ของเล่นก็เล่นไปตามพื้นบ้าน แล้วนี่ก็เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตผม แม่บอกผมนั่งเขียนนอนเขียนทั้งวัน ก็ไม่ถึงกับเพอร์เฟกต์แต่บางครั้งมันก็บันทึกเหตุการณ์ ตอนนั้นก็มีอะไรปน ๆ อย่างเรือดำน้ำ มีใครเคยเห็นไหมล่ะ จอดอยู่ศิริราช ผมก็เขียนไว้อยู่ในนี้ 

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

(อาจารย์เปิดสมุดค้างที่หน้าหนึ่ง แม้มีเส้นบรรทัดพาดผ่านตลอดหน้า แต่ก็ไม่ได้บดบังความงามของภาพวาดนั้นเลย ภาพลายเส้นไร้เดียงสาแต่เก็บรายละเอียดของนกครบถ้วน จัดว่าเป็นภาพวาดที่ฉายแววศิลปินสำหรับเด็ก ๆ ในยุคนั้น ที่ยังไม่มีโรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็กเหมือนในปัจจุบัน

ผมรับสมุดสเก็ตช์มาพลิกดูทีละหน้า เป็นสมุดวาดภาพสมัยอาจารย์เรียนศิลปากร ด้วยความทึ่งในผลงานวาด ที่แม้เป็นภาพชิ้นเล็ก แต่สมบูรณ์แบบทั้งเรื่องสัดส่วนและเทคนิคการใช้สี ตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ ที่ให้ความงามสมจริงมาก เมื่ออาจารย์พูดถึงศิลปากร ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวการฝึกวาดภาพนกของอาจารย์ในช่วงนั้น)

ได้ข่าวมาว่า อาจารย์สนใจนกถึงขนาดเดินเก็บซากนกมาวาด

ใช่ ๆ นี่ไง ที่ตลาดนัดสนามหลวง เขาโยนทิ้งในถังขยะ ผมก็ไปเก็บมา ความคิด ความรู้สึกขณะนั้น มันไม่ใช่เศษกระดาษนะ คุณดูสิ ความวิจิตรในขนของมันทำให้ผมหิ้วซากกลับไปเขียนที่ศิลปากร ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจ เพื่อน ๆ ก็คิดว่าผมฝึกมือ ผมเก็บมาไว้เยอะแยะ ช่วงที่ผมเก็บซากนกมาวาดคือตอนเรียนปี 1 ที่ศิลปากร

(ผมสะดุดกับคำว่า ‘ตลาดนัดสนามหลวง’ จำได้ว่าช่วงเวลานั้น ทุกเสาร์-อาทิตย์มีตลาดนัดที่นั่น ภายหลังย้ายมาจัดสร้างที่สวนจตุจักร ที่สนามหลวง ก็มีการจัดโซนขายสัตว์เลี้ยงและนก ไม่ใช่แค่นกเลี้ยงอย่างเดียว มีนกป่าด้วย)

ผมศึกษาเรื่องนกมานาน นกพวกนี้ไม่ใช่นกเมืองไทย แต่เป็นนกที่มาตามฤดูกาล

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

แล้วพ่อค้าก็ไปดักจับมาขายหรอครับ

เขาไม่รู้หรอก คงคิดว่านกเมืองไทย แต่สะดุดตาผม ก็ไปเก็บมา ไม่มีใครสนใจ นกตายแล้วเขาก็ทิ้ง

(ผมว่าวิธีการเก็บซากนกมาเป็นแบบในการวาดภาพ ทำให้อาจารย์กมลเรียนรู้เกี่ยวกับโครงร่าง ข้อต่อกระดูก การเรียงซ้อนของขนในแต่ละส่วน สีสันที่มีการไล่เฉดสีสวยงาม และลวดลายเฉพาะของนกแต่ละชนิด ทำให้ภาพวาดนกของอาจารย์ทุก ๆ ภาพมีชีวิตชีวา สมจริง)

อาจารย์ไปศึกษาของจริงที่สวนสัตว์เขาดิน เพื่อให้รู้จักกายภาพนกทุกแง่มุมด้วยใช่ไหมครับ 

ใช่ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือผมเห็นจริง แล้วเขียนมันจริง ๆ เขียนตรงนั้นเลย เรานั่งกินข้าวในป่า น้ำไหล เราก็บันทึก มันไม่ได้เป็น Ornithology แต่บางครั้งก็เป็นนะ เพราะว่าผมต้องบันทึกด้วย

ผมว่าการดูนกสนุก คุณจะดูช้างได้ยังไง ก็ผมอยู่ในสวน มันมีแต่กระรอก กระแต นก แล้วผมก็ต้องไปแอบนั่งอยู่ในสวน ตอนนั้นไม่มีกล้อง แต่ได้เห็นนก มันก็ซึมซับ อีกอย่างผมเป็นคนชอบศิลปะ ก็ประสานรวมกัน

ผมทำด้วยความสุข อย่างเล่มนี้ (หนังสือ A Guide to the Birds of Thailand) ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะจ้างยังไง แต่ผมเอาสมุดสเก็ตช์ภาพนี้ให้เพื่อนฝรั่งดู เขาบอกมาทำพวกนี้เลย ไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้มาก่อน

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

ขายต่างประเทศด้วยใช่ไหมครับ 

ใช่ เขาทำเป็นภาษาอังกฤษ เพราะยุคนั้นคนไทยไม่สนใจ เจ้าของหนังสือกับผู้เขียนก็ตกลงกันทำเป็นภาษาอังกฤษ แล้วค่อยมีฉบับภาษาไทยออกมาทีหลัง สรุปคือไทยก็ก็อปปี้เอาจากต้นฉบับ (หัวเราะ)

สมุดพวกนี้ไซส์แรกเป็นสมุดบันทึกของไทย บันทึกช่วยจำ มีเส้นบรรทัด แต่ผมก็เขียน ส่วนเล่มนี้ซื้อจากอังกฤษ สมัยก่อนหาซื้อสมุดไม่มีเส้นยาก นี่คือสมุดเล่มแรกที่ออกฟิลด์ เพราะขนาดพอดีกับกระเป๋ากางเกง พกพาง่าย ใช้งานได้สะดวกดี แล้วผมก็เขียนสีไม้ด้วย สีน้ำด้วย ตอนนั้นผมชอบไปศึกษาที่เขาดินนะ สเก็ตช์รูปร่าง

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร
กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

การทำงานภาคสนามของอาจารย์ มีกล้องหรืออุปกรณ์ช่วยไหม หรือดูด้วยสายตา

มีครับ นี่คือกล้องส่องทางไกล อุปกรณ์ที่คนดูนกต้องมี คนเดินป่าสมควรมี เพราะนกเคลื่อนไหวและบินอยู่ไกล กล้องนี้คือสิ่งที่ช่วยให้เราเห็นรูปร่างมัน ผมใช้กล้องนี้ก่อนนะ มันมีอารมณ์ที่เรียกว่าแพสชันที่ต้องการเก็บรูปนก แต่ผมไม่ได้สนใจกล้องถ่ายรูป เพราะผมเขียนแล้วผมมีความรู้สึก เส้นมันขาดหรือเยอะไปหน่อยก็ลดทอนลงมา ผมไม่ได้ต้องการความเหมือนจริงเป๊ะ แต่ถ้ามาใช้งานจริงจังแบบนี้ ผมก็วาดให้เหมือนจริงเป๊ะได้เหมือนกัน

สมัยก่อนรูปถ่ายเป็นสีขาวดำ จึงไม่ค่อยเป็นที่พึ่งเท่าไหร่ ที่สำคัญ ออกไปดูจริง ๆ มันมีรสชาติให้สเก็ตช์ ก่อนหน้านั้นผมก็สเก็ตช์อยู่บ้าน ออกไปดูบ้าง แต่พอทำเรื่องหนังสือ ผมก็มีทุนที่จะออกเดินทาง

ระหว่างเดินทาง อาจารย์ทำอาชีพอื่นด้วยไหม

ผมทำสมัยเรียน ผมเรียนศิลปากรตั้ง 8 ปี จนผมเป็น Super Senior

(จริงอยู่ว่าอาจารย์กมลจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่อาจารย์กลับเลือกไปทำงานบริษัท เริ่มต้นอาชีพจากกราฟิกดีไซเนอร์ ผันมาเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ จิวเวอรี่ดีไซเนอร์ และสุดท้ายจบที่ ปตท. แม้จะผ่านงานหลายรูปแบบ แต่ไม่มีสักช่วงเวลาที่อาจารย์ทิ้งความสนใจในการวาดนกและสัตว์ต่าง ๆ)

ระหว่างทำงานทิ้งเรื่องนกไปไหมครับ (ผมสงสัยในความแปลกแยกระหว่างงานต่าง ๆ ที่อาจารย์ทำ)

นี่ไงนก ยังเป็นนกอยู่ (อาจารย์หยิบผลงานออกแบบจิวเวอรี่รูปนกมาวางข้างหน้า)

มันเป็นตลับ มีบางอันเป็นรูปแมว ผมก็นั่งดูมันทุกวันเพื่อรำลึกความหลัง ตอนที่เข้าไปสมัครงาน เขาให้ทดสอบ เอากล่องทองเหลืองเป็นรูปวงรีแบบนี้มาให้ ต้องการให้สร้างรูปสัตว์บนฝากล่อง แล้วเอากล่องไปตั้งบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วผมก็ปั้นรูปแมวนอน แหม่มบอกว่า มาทำงานพรุ่งนี้เลย สรุปก็ได้งานนั้น 

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

ต่อมาพรรคพวกชักชวนไปทำงาน ปตท. เป็น Public Relations Center ผลิตสิ่งพิมพ์ ช่วงเวลานั้นผมได้ทุนจากหลายประเทศ และเป็นประธาน Bangkok Bird Club สรุปแล้วไปเรียน Conservation Education ที่อังกฤษ สนุกดี มันก็อยู่ในวงการนี้ เอาความรู้ที่เกี่ยวกับนกมาสอนคน ในยุคนั้นก็โปรยเมล็ดพืชไว้ หว่านใหญ่เลย แล้วมันก็เห็นผล 

ตอนอยู่อังกฤษ ผมว่าเขาเป็นชาติเดียวในยุโรปที่สนใจเรื่องนกในยุคนั้น เขาทำ Education Center ได้ดีมาก ผมก็นำความรู้นี้กลับมาพูดให้องค์กรฟังว่า นกนำคนไปรู้จักธรรมชาติ เพราะไม่ได้อยู่ในป่าอย่างเดียว ในน้ำก็มี เมื่ออนุรักษ์น้ำก็เท่ากับอนุรักษ์ Wetland ที่ใช้เป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำด้วยเหมือนกัน

กมล โกมลผลิน นักดูนก-นักวาดภาพนกวัย 73 ที่อนุรักษ์และมอบชีวิตให้กับป่าเขาลำเนาไพร

อาจารย์ค้นพบนกพันธุ์ใหม่หรือสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ บ้างไหมครับ

มี ๆ พวกผมนี่แหละที่เป็นพวกลุยไปหาข้อมูลนกใหม่ ๆ ส่วนใหญ่เป็นนกหิมาลัยย้ายถิ่นมา มันเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติเหมือนมดหรือสิ่งมีชีวิตที่ต้องเคลื่อนย้ายถิ่น เหมือนพวกวัวกระทิงเพื่อหาทุ่งหญ้างาม ๆ มันไม่สนใจเขต สนใจแค่ว่าตรงไหนเป็นแหล่งอาหาร เมื่อตรงนี้มีแหล่งอาหารดีก็มุ่งหน้าไป มันเลยทิ้งแหล่งที่มันหากินไว้ข้างหลัง แล้วก็ย้ายเคลื่อนไปเคลื่อนมา ฉะนั้น นกที่มาบ้านเราในฤดูหนาว มันก็หนีความเย็น หนีความอัตคัดเรื่องอาหาร เช่น ผลไม้ฤดูนี้ไม่เต็มที่ก็ย้าย มีสองทาง ไม่มีใครย้ายตะวันออก-ตะวันตกหรอก เพราะว่าเขตหนาวอยู่ข้างบน เขตร้อนอยู่ข้างล่าง ขืนย้ายจากตะวันออกไปตะวันตกก็คืออากาศเขตเดียวกัน เหมือนคุณย้ายจากฮอกไกโดไปตุรกี 

ครั้งหนึ่ง อาจารย์เป็นผู้ค้นพบนกชนิดใหม่ในไทยด้วย

นกปากนกแก้วหัวสีส้ม (Rufous-headed Parrotbill) ผมไปสำรวจพบที่แม่เมย ผมเจอนกตัวนี้ก่อนแล้วก็โน้ตวาดรูปลงในสมุดสเก็ตช์ จากนั้นก็ส่งให้ฟิลลิปดู จากรายละเอียดที่ผมเห็นและบันทึกไว้น่าจะเป็นนกใหม่ หลังจากนั้นผมขึ้นไปอีกทีที่จุดเดิมก็ยังเจอ ห่างกันตั้งหลายปีนะ ห่างเป็นสิบ ๆ ปี นกสายพันธ์ุนี้ก็ยังปรากฏอยู่

ในยุคนั้นไม่มีคนออกไปดูนกกันพรึ่บพรั่บเหมือนยุคนี้ ตามันน้อย เดี๋ยวนี้ตามันถี่ เจอนกอะไรใหม่ก็หยิบกล้องมาถ่ายไว้ก่อน มันง่าย แต่สมัยก่อนเจอแล้วจดบันทึกถึงจะมีหลักฐาน ใช้วิธีเขียนในสมุดโน้ตเป็นหลักแล้วก็เขียนบันทึกรายละเอียดไว้ เช่น พบที่ไหน สูงจากพื้นดินเท่าไหร่ พฤติกรรมเป็นยังไง ปกติกระโดดไปกระโดดมาหรือว่าไต่ตามกิ่งไม้

เราต้องออกไปดูนก เพราะถ้าดูจากหน้าจอมาเขียนก็จะไม่รู้บุคลิกของนกที่แท้จริงใช่ไหมครับ

ใช่ จะไม่รู้จักเลย นกบางตัวกระโดด บางตัวเดิน เช่น นกเอี้ยงเดินได้ นกเขาเดินได้ แต่นกกระจอกไม่เดินทีละก้าว มันกระโดดเอา เพราะฉะนั้น การออกไปสังเกตนกพวกนี้ในธรรมชาติมันสำคัญมาก 

อาจารย์ว่ากิจกรรมดูนกกับคนรุ่นใหม่ จะมีต่อไปเรื่อย ๆ ไหม แล้วมีอะไรที่แตกต่างจากเดิมบ้าง

คิดว่าจะยิ่งคึกคักขึ้นนะ และแตกต่างออกไปตามยุคสมัย สมัยนั้นดูเอาความเพลิน เป็นความสุข ผมเสาะหาแล้วก็จดลงสมุด แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่ดูแล้ว มันต้องตะเกียกตะกายเพื่อ Record ของตัวเองในโซเชียลมีเดีย

เหมือนเล่นเกมสะสมแต้มไหมครับ

คล้าย ๆ มีส่วน มันไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนนะ ของฝรั่งเขามี สถานะของใครที่ได้มาก ก็จะเป็นคนโพสต์นัมเบอร์ที่เขาเห็น ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะ World Species นกชนิดที่เห็น ที่เขาเดินทางไปทั่วโลก

อาจารย์มีรูปแบบการจัดทริปดูนกยังไงบ้างครับ

(คุณปุ๊ ภริยาอาจารย์ มาร่วมพูดคุยด้วย) เราโฆษณาก่อน มันมี 2 แบบ บางกรณีก็มีคนเข้ามาติดต่อเอง บางกรณีก็มีบริษัทที่จัดแล้วส่งมาให้เรา ก็จัดแจงติดต่อกับผู้จัดการ ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ เสร็จแล้วเขาก็ประกาศโฆษณาจนครบจำนวน แต่ว่าช่วงนี้ขาลงแล้วนะ โควิดมันเยอะ สมัยก่อนนี้สนุก เราเคยไปออกงานต่างประเทศด้วย

เรียกได้ว่าชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับธรรมชาติและการดูนก

(คุณปุ๊) ช่วงที่นำดูนก อาจารย์จะมีอีกรูปแบบหนึ่ง คือเขาจะเป็นคนนำดูนกจริง ๆ ไม่ใช่ศิลปิน 

แสดงว่าช่วงนั้นอาจารย์ไม่ได้หยิบสมุดไปวาดเลย นำดูนกอย่างเดียว

(คุณปุ๊) ก็หยิบนะ พอเวลาเจอพวกแมลง เขา Scope แล้ว ลูกค้าก็ดูวนไป อาจารย์ก็วาดบ้าง ในยุคแรกที่ไปอยู่กับอาจารย์กมลบ่อย ๆ อาจารย์จะนำเด็กรุ่นใหม่ ๆ ดูนก นำเด็กในชมรมของสมาคมออกไปดูนก นั่นคือวิธีการสอนให้รักธรรมชาติโดยมีนกเป็นตัวนำ แล้วอาจารย์กมลก็ยังเป็นไกด์พาต่างชาติดูนกด้วย อันนี้เป็นธุรกิจดำรงชีพ ซึ่งช่วง พ.ศ. 2530 – 2540 การเป็นไกด์นำคนดูนกไม่ใช่ง่าย ๆ ต้องรู้จักเสียง ตาต้องไว แต่ตอนนี้เลิกแล้ว เพราะลูกค้าไวกว่าเรา เราเริ่มมองไม่เห็นแล้ว (หัวเราะ) ไม่ค่อยเต็มที่แล้ว แต่อย่างน้อยเราก็พาเขาเข้าไปในจุดที่ต้องการได้

การดูนกให้อะไรกลับคืนแก่อาจารย์บ้างครับ

ให้มากเลย ให้สัจจะ ยกตัวอย่าง ต้นไม้ต้นหนึ่งผึ้งมาทำรังเต็มเลย มีกล้วยไม้ ผมต้องใช้เส้นทางนี้ผ่านประจำ 2 – 3 ปีต่อมา ฟ้าผ่าต้นไม้ใหญ่ตาย ใบค่อย ๆ ร่วง ไม่นานก็เริ่มผุกร่อน นกหัวขวานมีหน้าที่ไปทำให้ตอผุเปื่อยสลาย นกหัวขวานไม่ได้ทำหน้าที่จริง ๆ โดยตรงของมัน แต่ดำรงชีพเพื่อเจาะหาหนอนที่กำลังกินไส้ต้นไม้ มันก็เป็นไปตามนั้น ที่นี้มันก็หมุนเวียน ไม้ที่มันเจาะเป็นขุย ๆ หนอนด้วงที่เป็นอาหารนกหัวขวาน ก็ทำให้ต้นไม้ทั้งต้นที่เคยยืนตระหง่านทรุดลงกับดิน ค่อย ๆ กร่อนลงไป กลายเป็นปุ๋ย เมล็ดพืชที่อยู่ใกล้ ๆ ก็โตขึ้น

สรุปแล้วนี่คือเรื่องจริง วัฏฏะของชีวิต ไม่มี Waste ไม่มีสูญเปล่า ในธรรมชาติไม่มีสัตว์นอนตายจนเน่าหรอก เพราะมีสัตว์อีกชนิดเข้าไปกินเนื้อเสมอ นอกจากแบคทีเรียแล้วไม่เคยเหลือ คุณดูสิ มีแร้งชนิดหนึ่งที่กินแม้กระทั่งกระดูกคนตายที่หิมาลัย มันกินกระดูกใหญ่ ๆ จากซากที่หมาป่ากินไม่หมด โดยบินขึ้นไปสูง ๆ พอเห็นหินก้อนใหญ่ ก็ปล่อยกระดูกลงมาให้แตกเพล้งเพื่อกินไขกระดูก นี่คือความละเอียดที่พบเห็นจากการสังเกตเฝ้ามองธรรมชาติ

ได้เห็นธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ได้เห็นวัฏฏะ ได้เห็นการบุบสลาย ดับแล้วก็เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา

เรียกว่าสัจจะ สัจธรรม มันมีตัวอย่างที่สอนเราได้หมดเลย เช่น ต้นไม้ต้นหนึ่ง คุณรู้จักนกไต่ไม้ใช่ไหม นกไต่ไม้ไม่เคยเอาหัวขึ้น จะเอาหัวไต่ลง ในขณะเดียวกันนกหัวขวานก็ไม่เคยเอาหัวไต่ลง เอาหัวขึ้นแล้วมันก็เป็นแบบนี้ ผมเคยเขียนรูปนี้ด้วย ไอ้นกหัวขวานมาทางนี้ นกไต่ไม้ไปทางนู้น เพราะว่าเปลือกไม้มันเผยอกันคนละทิศ แต่ข้างล่างนกไต่ไม้มันก็กิน เพราะมีหนอนแอบ ส่วนนกหัวขวานก็กินหนอนข้างบน มันคือการ Sharing ในต้นไม้ต้นเดียว

ทราบมาว่าอาจารย์มีโปรเจกต์จะทำหนังสือรวบรวมภาพวาดนกและธรรมชาติ โดยคัดเลือกจากสมุดที่อาจารย์วาดสะสมมาตลอดทั้งชีวิต ทำไมอาจารย์ถึงมีความคิดที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้ครับ

ไม่ได้ลุกขึ้นมา (หัวเราะ) นั่งคิดนอนคิดมานานแล้ว

ด้วยเริ่มแรกผมสเก็ตช์พวกนี้ก็เป็น Data Information เพื่อเอามาขยายเป็นรูปที่จะเพนต์ ทีนี้สะสมมาเรื่อย ๆ ไป ๆ มา ๆ มีมากถึง 63 เล่ม มันก็เป็นงานและอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนเข้าหาธรรมชาติโดยวิธีนี้ก็ได้ ไม่ต้องมีฝีมือมาก่อน จริง ๆ แล้วผมอยากให้วัฒนธรรมการเขียนรูปสืบทอดไปจนถึงเด็กรุ่นใหม่ด้วยซ้ำ การมองแล้วจดบันทึก ซึ่งตอนนี้มันกำลังจะหายไป ก็เลยทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพราะว่าในความเป็นจริง การวาดรูปกับการถ่ายรูปไม่เหมือนกัน พอคนมาเรียนถ่ายรูปปุ๊บ ก็จะขี้เกียจกลับไปวาดรูป หนังสือเล่มนี้ก็อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้เยอะขึ้น

หนังสือเล่มนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปหาธรรมชาติ สัมผัสมันด้วยตา บันทึกโดยการวาด

อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นโลกส่วนตัวของคุณ คุณจะเขียนอะไรก็ได้ จะเขียนตัวหนังสือประกอบกับรูปก็ได้ นอกจากใช้เพื่อความสุขของตัวเอง ยังใช้ฝึกบันทึก และเป็นประโยชน์ต่อฝั่งวิทยาศาสตร์ ผมคาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือที่นักดูนกรุ่นใหม่ นักวาด ต้องมีสะสม เพราะมันชี้นำและจุดประกายมาก เป็นเหมือนคัมภีร์ดูนกเล่มหนึ่ง

อาจารย์คาดว่าการอนุรักษ์นกและธรรมชาติจะมีทิศทางไปทางใด

ที่น่าเป็นห่วงก็คือรัฐบาลที่ชอบไปสัญญาว่าจะทำนี่ทำนู่น เขาคิดว่ามันจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้โฟกัสที่การอนุรักษ์ แต่ไปโฟกัสที่การพัฒนาการท่องเที่ยวแล้วเพิ่ม Facility ทำให้ Habitat ของนกหายไป เช่น ป่าแหว่ง ทำเท่าไหร่ก็ทุเรศใช่ไหม พูดง่าย ๆ เหมือนฟันหลอ นึกภาพมันฮามากเลยนะ ป่ามันไม่ติดกัน เขาเรียกว่า Fragment

การพัฒนากับการอนุรักษ์มักจะสวนทางกันใช่ไหมครับ

ใช่ พอคุณยิ่งทำอะไรเยอะ ยิ่งมีกิจกรรมมาเสริมเศรษฐกิจ ก็เลยกลายเป็นว่าเพิ่มถนนเข้าไป ทำรีสอร์ตเข้าไป ทำให้ป่าถูกจำกัดพื้นที่การใช้ชีวิตสัตว์ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง

อาจารย์อยากบอกอะไรกับคนรุ่นหลังหรือรุ่นใหม่ในเรื่องการดูแลธรรมชาติหรือผืนป่าบ้าง

ถ้านึกดูดี ๆ คนไม่ได้หยุดที่รุ่นเรา จะมีคนรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ขอให้คิดก่อนเสมอ เช่น การใช้พลาสติก การทิ้งขยะ อย่าคิดว่าบ้านเราบ้านเดียวจะเป็นอะไรไป ถ้าเห็นแก่ตัว เราก็จะไม่คิดถึงสิ่งเหล่านี้ เราควรเก็บรักษาธรรมชาติไว้ก่อน เอาไว้ใช้ประโยชน์ยามจำเป็นที่สุด ผมอยากให้มีการควบคุม ไม่ให้เกิดการเบียดเบียนธรรมชาติหรือเบียดเบียนป่า

ตลอดการสนทนา นอกจากใบหน้าอาจารย์ ก็มีแต่ภาพวาดในสมุดสเก็ตช์ซึ่งวางเรียงรายบนโต๊ะที่สายตาผมมองดูอยู่ตลอด จะมีเป็นบางครั้งที่หันไปชื่นชมภาพวาดชิ้นใหญ่ที่ประดับบนผนัง เมื่อสมควรแก่เวลา ผมจึงขอให้อาจารย์สาธิตการวาดนกให้ชมสักภาพ แน่นอนว่าอาจารย์ไม่ปฏิเสธ เส้นดินสอขึ้นโครงอย่างฉับไว และพู่กันจุ่มสีน้ำปาดลงกระดาษเพียงไม่กี่ครั้ง นกตัวงามก็ปรากฏโฉมให้เห็น ช่างน่าตื่นตาอะไรอย่างนี้ ระหว่างทีมงานกำลังชื่นชมการสาธิตภาพวาด ผมได้ถือโอกาสสุดท้ายนี้กวาดสายตาไปรอบบ้าน นี่ไม่ใช่เพียงบ้านที่อบอุ่น แต่เสมือนแกลเลอรี่ขนาดกะทัดรัดเลยทีเดียว ภาพวาดนกและสัตว์ป่าในธรรมชาติถูกประดับลงทุกพื้นที่ว่างได้อย่างเหมาะเจาะ 

“แปลกจังครับอาจารย์ ผมคิดว่าจะได้เห็นนกสตัฟฟ์ตั้งประดับแบบฉากบ้านผู้เชี่ยวชาญในหนังฝรั่งซะอีก”

อาจารย์ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังไปเปิดตู้ แล้วหยิบวัตถุในกระดาษห่ออย่างดีมา 2 – 3 ชิ้น บางชิ้นใหญ่เท่ากับมะม่วงผลโต ๆ แต่พอเปิดออกมาเท่านั้น ทำเอาทีมงานร้องว้าว กับร่างนกที่ยังสมบูรณ์ทั้งรูปทรงและขนสวย เพราะผ่านกรรมวิธีรักษาสภาพมาแล้ว

“เขา Skin ไม่ใช่ Stuffed นะ เป็นตัวที่เขาเอาส่วนข้างในออกหมดแล้ว”

ผมแอบมองท่าทีที่อาจารย์สัมผัสนกตัวนั้นอย่างทะนุถนอม แผ่วเบาราวกับยังมีชีวิต อาจารย์เก็บรักษาเสมือนสิ่งล้ำค่า เทิดทูนบูชา มากกว่าจะนำมาโอ้อวดใคร ๆ นั่นทำให้ผมมองเห็นความรักที่แท้จริง

 แน่นอนว่าผมยังยืนยันประโยคเดิม

“อาจารย์คงไม่รู้ตัวว่า อาจารย์ได้ขายวิญญาณให้กับนกและป่าเขาลำเนาไพรไปแล้ว”

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

คณิต ภาพย์ธิติ

กราฟิกดีไซเนอร์เฒ่าอารมณ์ดี ที่พูดคุยกับโลกภายนอกผ่านภาพสีน้ำกับน้องโสร่งแดง ณ หุบเขาอันไกลโพ้น

Photographer

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์

ช่างภาพจากคณะวิทยาศาสตร์ ผสมผสานงานศิลปะ มีใจรักการทำอาหารและขนม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load