ย้อนไปสัก 25 ปีก่อน หลายคนจดจำ เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน ได้จากเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ทั้งเวอร์ชันของวงที-โบนและเวอร์ชันที่เธอขับร้องเอง ตามมาด้วยอีกหลายบทเพลงที่เธอแต่งให้อีกหลายศิลปิน อาทิ สบตา ของ แอนเดรีย สวอเรซ และ เธอยังคงมีฉัน ของ ยุ้ย-ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้อง-นักแต่งเพลงฝีมือดี เธอมีอัลบั้มของตัวเองออกมาหลายชุด และมีเพลงดังค่อนข้างสม่ำเสมอ (คุณน่าจะจำเพลง 10 Things ที่มีประโยคว่า “ร่างกายต้องการทะเล” หรือเพลง วัน เดือน ปี ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ หรือเพลง เพราะใจ ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก ก็อาจจะยังเป็นเพลงโปรดของคุณอยู่)

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

จนเมื่อ 8 ปีก่อน คู่ชีวิตของเธอ กบ-นิมิตร จิตรานนท์ เสียชีวิตกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เหตุการณ์นั้นทำให้เธอกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเลี้ยงลูก 2 คนด้วยตัวเองโดยไม่ทันตั้งตัว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและวันเวลาที่ทำหน้าที่อย่างไม่เคยเกรงใจใคร มาถึงวันนี้ คนในแวดวงบันเทิงรู้กันว่า เจี๊ยบ วรรธนา กลายเป็นคนเขียนบทละครฝีมือดีที่มีผลงานละครโทรทัศน์อย่าง เมีย 2018 และ ใบไม้ที่ปลิดปลิว หรือละครเรื่องล่าสุดอย่าง รักแลกอุ้ม ทางช่องวัน 31 เป็นคำยืนยันอย่างหนักแน่น

นับจากวันนั้น มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเธอบ้าง โลกของละครที่เธอค้นพบ การมองโลกที่เปลี่ยนไป

ท้องฟ้าที่เธอเก็บเอาไว้ในวันนี้ ยังมีสีสันเดิมเหมือนวันเก่าก่อนหรือเปล่า

ก่อนจะอ่านบทสนทนาชิ้นนี้ ขอชวนให้คุณหันมองท้องฟ้าวันนี้สักครั้ง ก่อนที่จะฟังเธอเล่าถึงท้องฟ้าของเธอไปพร้อมกัน

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

สรุปว่าตอนนี้คุณทำงานอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เขียนบทอย่างเดียว แต่พยายามบาลานซ์ชีวิตด้วยการทำอย่างอื่นที่เกี่ยวกับดนตรีด้วย ก็คือการทำคอนเสิร์ต อย่างทำบุญหวังผล แต่อะไรที่เกี่ยวกับดนตรี เราพยายามจะให้เป็นการทำบุญหมดเลย เป็นการบาลานซ์ตัวเอง ไม่อย่างนั้นการเขียนบทอย่างเดียวมันอาจทำให้เราหลุดจากสังคมไปเรื่อยๆ เพราะช่วงหลังๆ เราก็ไม่ได้สนุกกับการไปงานปาร์ตี้อยู่แล้ว วันก่อนไปงานอะไรสักอย่าง ก็รู้สึกว่าระหว่างที่เราอยู่ในสถานที่ที่มันอึกทึกนั้น มีแสงสีเสียง แต่ใจก็นึกถึงการนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงที่บ้าน นึกถึงการทายาหม่องแก้ปวดขา (หัวเราะ)

ทำไมถึงต้องให้งานดนตรีกลายเป็นงานบุญ

เรากลัวว่าเดี๋ยวชาติหน้าจะแต่งเพลงไม่เก่ง (หัวเราะ) มันดูเป็นหลักการไหมนะ คือเรามีความรู้สึกว่าชีวิตเราเหมือนมันถูกส่งมาให้มีพรสวรรค์บางอย่างที่มันมาเป็นระลอก อย่างช่วงที่เขียนเพลงน่ะ การเขียนเพลงมันมายังไงเราก็ไม่รู้นะ เหมือนเพลงมันมาหาเรามากกว่าที่เราสร้างมัน แล้วชีวิตเราก็เป็นแบบนี้ เหมือนพรสวรรค์พวกนี้มันมาเพื่อที่จะดันเราไปทางหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็จะมีบางอย่างเข้ามาใหม่ เพื่อดันเราไปอีกทางหนึ่ง

มาถึงวันนี้คิดว่าอยู่มือกับการเขียนบทละครหรือยัง

ก็ยังนะ แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสนุกดี เมื่อก่อนเราเป็นคนที่อี๋ละครมากเลยนะ (หัวเราะ) แล้วโดยวัยที่คนอื่นๆ เขาดูละครกัน เราก็ไปอยู่ในห้องอัด นึกออกไหม มันไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย แต่พอมาเริ่มเขียน มันก็จะพบว่าเจตนาของคนทำละครทุกคนเขาก็ตั้งใจสร้างงานของเขานะ แต่ว่ามันเป็นศิลปะองค์รวมที่ใช้คนเยอะมาก กระบวนการก็เยอะ มันไม่เหมือนทำเพลงน่ะ เราเลือกได้ว่าเราจะทำแบบนี้ ดนตรีแบบนี้ คือเราคอนโทรลมันได้จนสุดปลายทาง แต่ว่าจะทำเป็นละครเรื่องหนึ่ง

มันต้องพึ่งพา ต้องเชื่อมั่นในตัวผู้ร่วมงานกันเยอะมาก เขาก็ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ในเรื่องนั้นๆ จะทำไปได้ แต่ถามว่าสนุกไหม มันเป็นงานที่เราเหมือนรู้สึกว่าเราเตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อที่จะทำอันนี้เลยนะ (หัวเราะ)

เราสนุกกับมันมาก ตื่นเช้ามาก็อยากทำงาน อยากทำงานทุกวันเลย ไม่มีขี้เกียจ แล้วเรารู้สึกว่าโชคดีที่ได้มาทำงานที่ตัวเองชอบตอนอายุสี่สิบสอง (หัวเราะ) แล้วตั้งใจจะทำจนสักอายุหกสิบห้าอะไรอย่างนี้เลยนะ

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ถ้าเทียบเพลงของคุณกับละครที่คุณเขียน ดูเหมือนอารมณ์จะแตกต่างกันค่อนข้างมาก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

จำได้ไหมว่ามีช่วงหนึ่งที่วงการเพลงต้องขายริงโทนหรือคอลลิ่งเมโลดี้น่ะ พวกเพลงรอสายที่ร้องประมาณว่าโทรไปเธอไม่รับ เธออยู่กับใคร มันจะได้ดาวน์โหลดเยอะมากเลยนะ จำได้ว่าประชุมกันในห้องประชุมที่แกรมมี่ (GMM Grammy) พี่เขาบอกว่าให้เราแต่งเพลงแบบนั้นสิ เราก็บอกเขาว่า ‘หนูไม่เขียนหรอก หนูไม่ใช่คนแบบนั้น ทำไม่ได้’ (หัวเราะ) ตัดภาพมา วันนี้ฉันเขียนละครตบกันเลย (หัวเราะสนุก)

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนได้ยังไงนะ รู้แต่ว่าเรื่องที่เราเคยเห็นจากรอบๆ ตัวมันได้เอามาใช้หมดเลย เราได้เห็นคนหลากหลาย เจอคนมาเยอะ แล้วมันก็ช่วยได้มาก แล้วมันก็อาจจะมีความท้าทายด้วย ประมาณว่าเราจะทำเรื่องแบบนี้ให้ออกมาดีที่สุดได้ยังไงนะ เราจะทำเรื่องผู้หญิงข้ามเพศคนหนึ่งที่กำลังจะต้องแย่งเมียแย่งผัวอาแล้วให้มันออกมาสวยงามได้ยังไงนะ เราควรจะมองเขาแบบไหน เราเข้าไปนั่งดูวิธีคิดเขาได้ไหม เขาเจออะไรมา บทสรุปเขาคืออะไร มันเหมือนเราได้ทำความเข้าใจมนุษย์มากขึ้น เราได้พยายามเอ็นดูคนที่เราน่าจะเกลียด 

ในด้านหนึ่งมันก็เป็นงานที่สอนธรรมะเราเหมือนกันนะ เพราะทำให้เราได้พิจารณาคนจากข้างในจริงๆ เมื่อก่อนเจอใครที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบเดินเข้ามา เราก็ไม่คุย ไม่เสวนา แต่พอเราต้องเขียนละคร เราก็ต้องมองคนรอบๆ ว่าอะไรที่ทำให้เขามีปฏิกิริยาแบบนั้น อะไรทำให้เขาคิดแบบนั้น มองลึกลงไปแล้วรู้สึกว่ามนุษย์ทุกคนมีความน่าสงสาร มันมีเหตุและปัจจัย แล้วทุกอย่างมันก็กลายเป็นธรรมะสำหรับเรานะ

แต่ว่าผู้ใหญ่ก็บอกว่าอย่าเพิ่งไปลึกมาก เดี๋ยวละครจะจืดนะ (หัวเราะ) เหมือนพอเราเข้าใจตัวละครมาก เรื่องมันจะไม่แซ่บ เอาเป็นว่าใครอยากให้มีตบกันในละครตอนไหนก็โทรมาบอกเราแล้วกัน เดี๋ยวเราเขียนในบทให้ ตอ บอ …ตบ! (หัวเราะ)

จริงๆ เราไม่เชื่อเรื่องการใช้กำลังนะ คือนึกไม่ออกว่าคนที่จะลุกขึ้นตบมันต้องยังไงวะ (หัวเราะ) เขาก็บอกว่าง่ายมากเลย ไปหาคลิปเด็ก ม.3 ดูสิ เราก็ไปเปิดดู พอตอนนั่งดูก็ อะไรวะ (หัวเราะ) ก็พยายามวิเคราะห์นะ (หัวเราะ)

เวลาเขียนบทก็พยายามจะไม่ให้มี ต้องคิดก่อนว่ากำลังจะบอกอะไร แล้วมันจำเป็นต้องมีสิ่งนี้ไหม จริงๆ เราต่อต้านการตบจูบหรือการข่มขืนในละครมาก แต่ว่าพอเราไปคุยกับคนทำละครลึกๆ เขาก็พูดว่ามันเป็นวรรณคดีเว้ย ขุนช้าง ขุนแผน เว้ย วันทองมันถูกทั้งขุนช้างและขุนแผนปล้ำน่ะ แล้วเรารู้สึกว่าละครไทยมันเป็นเหมือนสังคมไทย มันสอนให้ผู้หญิงกระมิดกระเมี้ยน มันไม่ได้เสรีเหมือนประเทศอื่น เรื่องเซ็กซ์ของประเทศเรามันไม่ตรงไปตรงมา การมีเซ็กซ์ของผู้หญิงไม่ว่าจะวัยไหนก็ตามมันจะเป็นการสมยอมไม่ได้ ถ้าสมยอมนี่จะดูแรดทันที มันก็ต้องมีกระบิดกระบวน เพื่อให้ดูเป็นนางเอกละครได้ พอคิดแบบนี้เราก็พอเห็นภาพนะ (หัวเราะ) 

ก็กลายเป็นว่า ถ้าจะเข้าพระเข้านางผู้ชายจำเป็นจะต้องใช้กำลังพอเป็นพิธี เพื่อให้ผู้หญิงไม่ผิดกับการสมยอม ในแง่คนเขียนบทก็ อ๋อ… อะ กูเข้าใจแล้ว ต้องมีช่วยฝนตกนิดหน่อย เพื่อที่จะเข้ากระท่อมกันไป ไม่ให้ผู้หญิงรู้สึกแย่มากกับการที่ตัวเองสมยอม มันเหมือนเป็นวิธีคิดที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ไหนไม่รู้ 

พอเราต้องมาทำละครในวันนี้เลยแตกเป็นสองเสียง กลุ่มคนเดิมๆ ก็อาจจะชินกับขนบนี้อยู่ เราก็เข้าใจได้ แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็อาจจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นแล้ว สังคมมันไปถึงไหนแล้ว แล้วการข่มขืนก็ควรจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืนโดยพระเอกชื่ออะไรก็ตาม เราว่าทุกอย่างมันก็ต้องปรับไปตามยุคสมัยนะ

เวลาเขียนบทละคร ปกติคุณเขียนทีละกี่เรื่อง

เขียนทีละเรื่อง หนึ่งปีอาจจะแพลนไว้ว่าต้องได้สองเรื่อง คือเทอมในการทำงานมันก็จะประมาณหกเดือนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ปีหน้ามันเหมือนจะวางแผนได้แล้วว่า เรื่องที่เราอยากเขียนมันจะไปในทิศทางไหนแล้ว ก็อาจจะทำงานง่ายขึ้น

ที่จริงน่ะ โลกของละครมันคือโลกของรักสามเส้านะ (หัวเราะ) โลกของความรักที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง นี่คือความเป็นละครไทย แก่นของมันจะอยู่แถวๆ นี้ พอเราต้องทำเยอะๆ บางทีก็จะรู้สึกเหนื่อยนะ อย่างตอนที่เขียน เมีย 2018 ก็นึกไม่ออกว่าทะเลาะกันยังไงแล้ว เข้าใจไหม คือเราไม่ได้ทะเลาะกับใครในแบบเชิงชู้สาวอย่างนั้นมานานมากเลย เราก็เลยเข้าไปในเว็บ เมียหลวงเมียน้อย เป็นเพจเมียหลวงเมียน้อยในเฟซบุ๊ก แล้วก็เข้าไปดูเขาด่ากันอ่ะ โอ้โห ดุเดือดมากเลย ก็เข้าไปดูเพื่อที่จะเอาอารมณ์ตรงนั้นมา ให้รู้ว่าเขาหวงกันยังไง เขาหวงกันแบบไหน เราไม่ได้มีอารมณ์ตรงนั้นกันไปนานมากแล้ว บางทีมันเป็นเรื่องไกลตัวเหมือนกันที่จะนึก แต่ในแง่ของความสัมพันธ์ของการเป็นครอบครัว ความสัมพันธ์สามีภรรยาที่มันคอนฟลิกต์กันบ้างอะไรบ้าง อันนั้นเรานึกออก แต่อันนี้จิกหัวตบที่เรานึกไม่ออก ไปไม่เป็น (หัวเราะ)

ตอนที่เขียนบท ใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนถึงตอนหนึ่งพี่ผู้กำกับโทรมาบอกว่า ‘เราว่ามันต้องตบกันแล้วนะ พี่เจี๊ยบจะเขียนแค่ ‘ตบกัน’ ก็ได้ เดี๋ยวจัดการต่อเอง’ (หัวเราะ) แล้วเขาก็ไปตบกัน แล้วเรตติ้งก็ขึ้น (หัวเราะ) แต่จริงๆ ในใจลึกๆ เราตั้งใจว่าในละครของเราทุกเรื่องจะพยายามชี้นำการใช้ชีวิตในแบบหนึ่ง เท่าที่มันใส่เข้าไปในแนวทางของละครเรื่องนั้นๆ

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

เวลารับงานเขียนบทคุณเลือกรับงานอย่างไร

อย่างช่องวันเขาไม่ได้บอกว่าเราต้องทำแบบนี้หรอกนะ เขาให้เราเขียนเท่าที่เรานึกออก ให้เป็นมุมที่เราอยากนำเสนอ เราชอบช่องวันตรงที่เขาบอกว่า ในความโกลาหลของอารมณ์ละคร สุดท้ายต้องสรุปด้วยว่ามันสอนอะไร กำลังบอกอะไร แม้ว่าจะสรุปว่าธรรมะชนะอธรรมแบบโง่ๆ แบบเบสิกๆ ก็ต้องมีบ้าง ยังไงก็ต้องมี ให้เห็นถึงผลของการกระทำของตัวละครบางตัวอย่างชัดเจนอะไร 

มันเหมือนคนไทยเราเติบโตมากับวรรณคดีไทยนะ เติบโตมากับละคร ลิเก แล้วเรารากเหง้าเราเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แม้กระทั่งนิทานก่อนนอนที่เราเล่าให้ลูกฟัง มันก็ต้องมีความสรุปอะไรอยู่บ้าง บางทีมันก็ไม่เมกเซนส์เท่าไหร่หรอก เพียงแต่ว่าเรารู้สึกว่าในฐานะผู้เล่า เราต้องบอกใบ้คนดูนิดนึงว่า เรื่องมันกำลังจะบอกอะไรอย่างชัดเจน ประเด็นจริงๆ ของมันคืออะไร

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา งานเขียนบทละครของคุณถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย ตอนนี้มาถึงจุดที่เลือกรับงานได้หรือยัง

ก็เหมือนเริ่มมีออปชันได้ว่าถ้าเรื่องนี้อยากเขียนก็เขียนนะ หรือถ้านึกไม่ออกก็ไม่ต้องเขียนนะ (หัวเราะ) เพราะลักษณะการเขียนละครของเรามันต่างจากคนอื่น คือวิธีเล่าหรืออะไรก็ตามแต่ เราก็เลยรู้สึกว่า เออ ปีหนึ่งทำงานสองเรื่องก็กำลังดีกับทุกอย่างเลย ก็คือยังพอมีเวลาส่งลูก ในช่วงสุดท้ายก่อนที่เขาจะโตเป็นวัยรุ่นอย่างแท้จริง 

เพราะตอนนี้เหมือนเนปาล (ลูกสาวคนโต) น่ะโตแล้ว ทำทุกอย่างเองได้ ดูแลเราได้ (หัวเราะ) ก็เหลือธิเบต (ลูกชายคนเล็ก) คนเดียว มันก็เลยคล้ายๆ ว่างานตอนนี้ที่ทำอยู่มันก็กำลังพอดีกับการส่งลูกไปในสเต็ปถัดไปของเขา แล้วเราก็เริ่มเก็บเงินสำหรับการเกษียณของตัวเอง เตรียมตัวไปเที่ยวแล้ว บอกตัวเองว่า ฉันจะป่วยให้น้อยที่สุด เพราะฉันไม่อยากเป็นภาระตัวเองและลูก ก็เริ่มมีความคิดที่แบบคนแก่ร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ เพราะปี 2563 นี่เราก็จะอายุห้าสิบแล้ว …ไม่น่าเชื่อเลยนะ (หัวเราะ)

รู้สึกอย่างไรบ้างที่อายุมาถึงเลข 5

อืม… รู้สึกว่าคนห้าสิบตอนนี้กับคนห้าสิบสมัยแม่เราพ่อเราไลฟ์สไตล์ต่างกันมาก เหมือนโลกวันนี้มันไม่ยอมดึงให้คนแก่เท่าไหร่ แล้วคนก็ไม่ยอมแก่กันเท่าไหร่นะ แต่เรามีความรู้สึกว่าความแก่น่ะ ดี!

เราว่าการที่เราต้องทำตัวให้หน้าเด็กอยู่ตลอดเวลา หรือไปดึงไปอะไรอย่างนี้ บางทีมันจะทำให้ลืมไปว่าจริงๆ เราควรจะต้องแก่แบบไหนในทางข้างในนะ เรารู้สึกว่าความแก่มันควรจะฉลาด คือมันเหมือนวัยวุฒิน่ะ เหมือนที่เราเคยนั่งคุยอะไรบางอย่างกับพี่คนหนึ่ง ซึ่งเขาตอบอะไรมาสั้นๆ แล้วทำให้เรารู้สึกว่าทำไมมันจืดชืดเหลือเกิน แต่พอมาถึงวันนี้ เรากลับเก็ตคำตอบนั้นมากๆ 

เราว่าความแก่ทำให้เราช้าลง พอเราช้าลงเราก็รอบคอบ พอรอบคอบเราก็ผิดพลาดน้อยลง แล้วก็มีเวลาได้ไตร่ตรอง รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองพร้อมจะเป็นแม่มากๆ (หัวเราะ) ถ้ามีลูกใหม่ตอนนี้ เราจะเลี้ยงเด็กคนนี้ได้ด้วยความเข้าใจอย่างที่สุดเลย ด้วยวัยวุฒิ อายุมันก็ครึ่งร้อยแล้วน่ะ คือถ้าไม่เข้าใจก็จะรู้สึกเฟลตัวเอง (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองฉลาดปราดเปรื่องอะไรอย่างนั้น มันไม่ใช่ความฉลาดแบบรวดเร็ว แต่มันเป็นความฉลาดแบบที่ผ่านการพิจารณามาแล้ว เห็นความบกพร่องในตัวเองมาบ้าง 

เวลามองไปในอดีตก็รู้สึกว่า ‘เออ มึงยังโชคดีนะที่มีเพื่อนอยู่จนถึงตอนนี้ นิสัยแบบมึงนี่ไม่น่ารอดมาเนอะ’ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็คือแค่คิดว่าเรายังพอมีเวลาเหลือให้ใช้ความเข้าใจตรงนี้บ้างนะ แล้วก็คิดว่าจะล็อกตัวเองให้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดแบบนี้ให้ได้

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ถึงคุณจะบอกว่าตัวเองแก่ขึ้น แต่ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอเวลาได้พูดคุยกันคือความสนุกสนานแบบเด็กๆ คุณคิดว่าตัวเองยังมีความเป็นเด็กอยู่แค่ไหน

อันนี้เป็นเป้าหมายมากกว่านะ เราตั้งใจว่าเราจะเป็นคนแก่อายุแปดสิบที่ยังร่าเริงสดใสมากๆ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราคิดไว้แล้วว่าจะทำแน่ๆ คือเราจะปลูกมะม่วงในบ้าน แล้วเวลาเด็กๆ มาสอยมะม่วง เราก็จะหลอกผีมัน คือพี่จะทำเป็นผีแล้วแบบหลอก (ทำเสียงแฮ่!) อย่างนี่แหละ คือรู้สึกว่ามันเป็นความสุขของคนแก่ที่หวงมะม่วงนะ (หัวเราะ) ชีวิตแก่ๆ เราคงเป็นแบบนี้นะ คือก็ปล่อยให้เขาเอามะม่วงไปแหละ แต่ขอหลอกผีก่อน (หัวเราะ)

ทุกวันนี้เวลาเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกัน คุณรู้สึกหรือนึกถึงอะไร

รู้สึกว่า พวกแกต้องระวังเข่ามากๆ เลยนะเว้ย (หัวเราะ)

ตอนเด็กๆ เราชอบเล่นโดดยางอะ มันเป็นกีฬาเดียวที่เราฮอตมาก แต่เดือนที่แล้วเพิ่งไปหาหมอเข่ามา คือปวดเข่ามาก แล้วเราก็ถามหมอว่ามันเร็วไปไหมที่จะปวดเข่า หมอเขาก็บอกว่า ‘มันสมศักดิ์ศรีแล้วครับ’ (หัวเราะ) 

หมอเข้าใจพูดมาก เพราะการมีลูกมันก็ทำให้กระดูกพรุนนะ แล้วภาวะของผู้หญิงที่อายุเท่านี้ก็จะทำให้ไขข้อทุกอย่างฝืด ซึ่งเราไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองเลย เคยกลัวว่าตัวเองจะเส้นเลือดในสมองแตก หรือเป็นมะเร็งหรือเปล่า แต่ไม่เคยคิดว่าเข่าจะเสื่อมนะ (หัวเราะ) ดังนั้นพอเห็นเด็กๆ วิ่งกระโดดๆ กันก็จะอยากบอกว่า เดี๋ยวอายุห้าสิบมันจะปวดเข่านะลูก (หัวเราะ)

เราว่าจิตใจกับร่างกายมันสัมพันธ์กัน พอร่างกายมันบอกเราว่าเริ่มเสื่อม จิตใจที่มันเคยรวดเร็วมันก็จำเป็นต้องช้าลง เพื่อที่จะยังสัมพันธ์กันอยู่กับร่างกาย เมื่อก่อนเราเป็นคนเดินเร็ว ทำอะไรเร็ว เป็นคนเร็วทุกอย่าง ทำด้วยตัวเอง ฟึบฟับๆ พอช่วงที่พวกเข่าเสีย มันเหมือน อ๋อ! เราก็ต้องรู้จักฟังร่างกายที่เราใช้มานะ เหมือนเมื่อก่อนใจมันนำกาย ใจร้อนใจอะไร กายก็ตอบสนอง ตอบสนอง ตอบสนอง พอเราแก่ขึ้น กายเขาตอบสนองไม่ทันแล้ว เขาดึงใจให้ช้าลง เราเลยคิดว่าความแก่นี่มันดี คือมันทำให้สัมพันธ์กัน 

ก่อนหน้านี้เราเป็นใจนำกายมาโดยตลอด ตอนนี้มันเหมือนเราต้องให้กายนำแล้ว ต้องตามใจกายบ้าง อย่ากินขนมหวาน อย่านอนดึก ออกกำลังกายบ้าง โยคะบ้าง เพราะกายต้องการให้เราสปอยล์เขาคืนบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือพอร่างกายเราเริ่มเสื่อม มันกลายเป็นว่าจิตใจเราได้พัฒนาแฮะ แปลกไหม พอกายถดถอยใจจะพัฒนา ซึ่งเราก็เพิ่งรู้เมื่อเข่าเสื่อมนี่แหละ (หัวเราะ) พอเข่าเสื่อมนี่รู้เลยว่าเราต้องเป็นคนยังไง ต้องดูแลตัวเองยังไง ทำไมธรรมะมันอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้นะ (หัวเราะ)

แล้วเวลามองดูลูกๆ ทุกวันนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

เป็น…มันเป็นทั้งเจ้ากรรมนายเวรและกัลยาณมิตรในคนเดียวกัน (หัวเราะสนุก) เออ มันสนุกดีนะ คือเรารู้สึกว่าเขาก้าวข้ามเรื่องยากมากๆ มาได้โดยตัวเขาเอง เราให้เครดิตลูกๆ ในแง่ที่ว่าครอบครัวมันก็คงจะเว้าๆ แหว่งๆ หน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตลำบาก 

แล้วลูกเราก็เป็นเด็กตลกกันหมด ตลก กวนตีน มาครบ แต่ว่ามันมีความอุ่นใจน่ะ เวลามองกันก็รู้สึกเป็นทีมที่เราอุ่นใจ เรายังมีกันแบบนี้อยู่ ทุกวันนี้เราก็เฝ้ามองเขาเติบโตแล้ว แต่มีอยู่วันหนึ่งที่เนปาลขับรถไปมหา’ลัย แล้วธิเบตก็ไปเข้าค่าย นอนบ้านเพื่อน อะไรแบบนี้ เราตื่นมาวันนั้นแล้วรู้สึกว่ามีอะไรขาดหายน่ะ (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าภารกิจของเราวันนั้นคืออะไรนะ (หัวเราะ)

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง
เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ทุกวันนี้คุณอ่านข่าวเยอะแค่ไหน แล้วอ่านข่าวแบบไหนก่อน การเมือง กีฬา หรือบันเทิง

ไม่ค่อยอ่านข่าวนะ เรื่องการเมืองก็… ใช้คำว่าท้อใจ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเรายังดุเดือดเลือดพล่าน เมื่อก่อนยังออกความเห็น แสดงความคิดเห็นนะ เดี๋ยวนี้มันเหมือนแบบ… บางอย่างมันเกินกว่าที่จะทำอะไรแล้ว เราคิดแบบนั้นนะ ส่วนเรื่องโซเชียลมีเดีย เราคิดว่าไม่ต้องเข้าไปดูก็ได้ มันเป็นโลกที่เราไม่ต้องเข้าไปก็ได้ แล้วมันก็ไม่ได้มีผลกับเราเลย ไปทำสวนดีกว่า ไปคุยกับหอยทากสบายใจกว่า เถียงก็ไม่เถียง หนีเราก็ไม่ได้ อยากบ่นไรมันก็ฟัง (หัวเราะ) มันเหมือนเราเลือกได้ที่จะสงบ ที่ไหนมันวุ่นวายเราก็ไม่เข้าไปดีกว่า

แล้วคุณคิดว่ามีอะไรที่จะเป็นความหวังของยุคนี้ได้

ความเป็นครอบครัวแหละที่เป็นความหวังของเรา หวังว่าพ่อแม่คนรุ่นใหม่ เมื่อมีลูก จะพร้อมมากกว่ารุ่นเรา เราเห็นรุ่นน้องเราหลายคนที่แต่งงานมีลูกกันไปน่ะ เหมือนเขาพร้อมที่จะเป็นพ่อเป็นแม่มากกว่าคนยุคเรา เดี๋ยวนี้บางคนแต่งงานไวมากเลย เขาไม่คิดว่าต้องรออะไร แล้วก็มีลูก ช่วยกันทำมาหากิน 

แล้วก็มีหลายครอบครัวที่เป็นอีโคแฟมิลี สนใจเรื่องการศึกษาที่เป็นทางเลือก รูปแบบของระบบการศึกษาแบบเก่าก็อาจจะทำให้พ่อแม่กลุ่มนี้ผลักดันลูกไปในทางที่ไม่ได้ไปเป็นทาสของการศึกษาแบบเก่า ซึ่งจะทำให้เกิดวิธีคิดอีกแบบ แล้วถ้ากลุ่มนี้ไปถึงระดับที่ดูแลประเทศได้ส่วนหนึ่ง เขาอาจจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ นี่แหละความหวังของประเทศ ซึ่งเราแค่รู้สึกว่าครอบครัวมันเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง

แล้วคุณเสียดายอะไรในวันเก่าๆ ที่ไม่มีอีกแล้วในยุคนี้บ้างไหม

เสียดายความอดทน การรอเป็นของคนรุ่นเรา คือเราอยู่ในยุคที่หกโมงเย็นถึงสองทุ่มต้องปิดไฟน่ะ (หัวเราะ) เล่าให้ลูกฟัง ลูกตื่นเต้นมากเลย สงสัยว่าทำอะไรกัน อินเทอร์เน็ตก็ไม่มี ไม่มีสักอย่าง ปิดมืดเลย คือทุกคนก็มานั่งคุยกัน จนถึงสองทุ่มไฟมาแล้วค่อยได้ดูข่าว เรารู้สึกเสียดายอะไรแบบนั้นน่ะ มันทำให้ความเชื่อมโยงมันน้อยลง 

เรารู้สึกว่าตอนนี้ครอบครัวมันห่างกันไปหน่อย สมาร์ทโฟนมันทำให้คนถดถอยทั้งเรื่องความสามารถและเรื่องความสัมพันธ์ ทั้งสุขภาพ เราป่วยเมื่อเรามีร้านสะดวกซื้อ เราป่วยเพราะอาหารที่มันเร็ว ป่วยเพราะไลฟ์สไตล์ นี่คือสิ่งที่เสียดาย เราว่าเรื่องนี้ทำให้มนุษยชาติเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง และน้อยคนที่จะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างที่มันควรจะเป็น

ทุกวันนี้ความทุกข์ของคุณคืออะไร

คือการขับรถในกรุงเทพมหานครมั้ง (หัวเราะ) คือเราทำกรรมอะไรมา ไปทำอะไรกับใครมาถึงต้องเจอเรื่องนี้ บอกด้วย จะได้ไปแก้กรรม (หัวเราะ)

แล้วความสุขทุกวันนี้ของคุณคืออะไร

ไม่อยากพูดเลย (หัวเราะ) มันคือการปลูกต้นไม้ แล้วก็หยิบหอยทากออกจากต้นไม้ หยิบไปบ่นไป ตัดภาพไปตอนแม่เราอายุเท่านี้ก็เป็นแบบนี้แหละ (หัวเราะ) ความสุขวันนี้คือการปลูกต้นไม้ เปิดเพลง หรือการที่ไม่ต้องทำอะไรเลย หรือไม่ก็วันที่ท้องฟ้าเปิด อากาศดีๆ อย่างวันนี้ไง

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ย้อนไปสัก 25 ปีก่อน หลายคนจดจำ เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน ได้จากเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ทั้งเวอร์ชันของวงที-โบนและเวอร์ชันที่เธอขับร้องเอง ตามมาด้วยอีกหลายบทเพลงที่เธอแต่งให้อีกหลายศิลปิน อาทิ สบตา ของ แอนเดรีย สวอเรซ และ เธอยังคงมีฉัน ของ ยุ้ย-ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้อง-นักแต่งเพลงฝีมือดี เธอมีอัลบั้มของตัวเองออกมาหลายชุด และมีเพลงดังค่อนข้างสม่ำเสมอ (คุณน่าจะจำเพลง 10 Things ที่มีประโยคว่า “ร่างกายต้องการทะเล” หรือเพลง วัน เดือน ปี ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ หรือเพลง เพราะใจ ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก ก็อาจจะยังเป็นเพลงโปรดของคุณอยู่)

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

จนเมื่อ 8 ปีก่อน คู่ชีวิตของเธอ กบ-นิมิตร จิตรานนท์ เสียชีวิตกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เหตุการณ์นั้นทำให้เธอกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเลี้ยงลูก 2 คนด้วยตัวเองโดยไม่ทันตั้งตัว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและวันเวลาที่ทำหน้าที่อย่างไม่เคยเกรงใจใคร มาถึงวันนี้ คนในแวดวงบันเทิงรู้กันว่า เจี๊ยบ วรรธนา กลายเป็นคนเขียนบทละครฝีมือดีที่มีผลงานละครโทรทัศน์อย่าง เมีย 2018 และ ใบไม้ที่ปลิดปลิว หรือละครเรื่องล่าสุดอย่าง รักแลกอุ้ม ทางช่องวัน 31 เป็นคำยืนยันอย่างหนักแน่น

นับจากวันนั้น มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเธอบ้าง โลกของละครที่เธอค้นพบ การมองโลกที่เปลี่ยนไป

ท้องฟ้าที่เธอเก็บเอาไว้ในวันนี้ ยังมีสีสันเดิมเหมือนวันเก่าก่อนหรือเปล่า

ก่อนจะอ่านบทสนทนาชิ้นนี้ ขอชวนให้คุณหันมองท้องฟ้าวันนี้สักครั้ง ก่อนที่จะฟังเธอเล่าถึงท้องฟ้าของเธอไปพร้อมกัน

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

สรุปว่าตอนนี้คุณทำงานอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เขียนบทอย่างเดียว แต่พยายามบาลานซ์ชีวิตด้วยการทำอย่างอื่นที่เกี่ยวกับดนตรีด้วย ก็คือการทำคอนเสิร์ต อย่างทำบุญหวังผล แต่อะไรที่เกี่ยวกับดนตรี เราพยายามจะให้เป็นการทำบุญหมดเลย เป็นการบาลานซ์ตัวเอง ไม่อย่างนั้นการเขียนบทอย่างเดียวมันอาจทำให้เราหลุดจากสังคมไปเรื่อยๆ เพราะช่วงหลังๆ เราก็ไม่ได้สนุกกับการไปงานปาร์ตี้อยู่แล้ว วันก่อนไปงานอะไรสักอย่าง ก็รู้สึกว่าระหว่างที่เราอยู่ในสถานที่ที่มันอึกทึกนั้น มีแสงสีเสียง แต่ใจก็นึกถึงการนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงที่บ้าน นึกถึงการทายาหม่องแก้ปวดขา (หัวเราะ)

ทำไมถึงต้องให้งานดนตรีกลายเป็นงานบุญ

เรากลัวว่าเดี๋ยวชาติหน้าจะแต่งเพลงไม่เก่ง (หัวเราะ) มันดูเป็นหลักการไหมนะ คือเรามีความรู้สึกว่าชีวิตเราเหมือนมันถูกส่งมาให้มีพรสวรรค์บางอย่างที่มันมาเป็นระลอก อย่างช่วงที่เขียนเพลงน่ะ การเขียนเพลงมันมายังไงเราก็ไม่รู้นะ เหมือนเพลงมันมาหาเรามากกว่าที่เราสร้างมัน แล้วชีวิตเราก็เป็นแบบนี้ เหมือนพรสวรรค์พวกนี้มันมาเพื่อที่จะดันเราไปทางหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็จะมีบางอย่างเข้ามาใหม่ เพื่อดันเราไปอีกทางหนึ่ง

มาถึงวันนี้คิดว่าอยู่มือกับการเขียนบทละครหรือยัง

ก็ยังนะ แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสนุกดี เมื่อก่อนเราเป็นคนที่อี๋ละครมากเลยนะ (หัวเราะ) แล้วโดยวัยที่คนอื่นๆ เขาดูละครกัน เราก็ไปอยู่ในห้องอัด นึกออกไหม มันไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย แต่พอมาเริ่มเขียน มันก็จะพบว่าเจตนาของคนทำละครทุกคนเขาก็ตั้งใจสร้างงานของเขานะ แต่ว่ามันเป็นศิลปะองค์รวมที่ใช้คนเยอะมาก กระบวนการก็เยอะ มันไม่เหมือนทำเพลงน่ะ เราเลือกได้ว่าเราจะทำแบบนี้ ดนตรีแบบนี้ คือเราคอนโทรลมันได้จนสุดปลายทาง แต่ว่าจะทำเป็นละครเรื่องหนึ่ง

มันต้องพึ่งพา ต้องเชื่อมั่นในตัวผู้ร่วมงานกันเยอะมาก เขาก็ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ในเรื่องนั้นๆ จะทำไปได้ แต่ถามว่าสนุกไหม มันเป็นงานที่เราเหมือนรู้สึกว่าเราเตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อที่จะทำอันนี้เลยนะ (หัวเราะ)

เราสนุกกับมันมาก ตื่นเช้ามาก็อยากทำงาน อยากทำงานทุกวันเลย ไม่มีขี้เกียจ แล้วเรารู้สึกว่าโชคดีที่ได้มาทำงานที่ตัวเองชอบตอนอายุสี่สิบสอง (หัวเราะ) แล้วตั้งใจจะทำจนสักอายุหกสิบห้าอะไรอย่างนี้เลยนะ

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ถ้าเทียบเพลงของคุณกับละครที่คุณเขียน ดูเหมือนอารมณ์จะแตกต่างกันค่อนข้างมาก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

จำได้ไหมว่ามีช่วงหนึ่งที่วงการเพลงต้องขายริงโทนหรือคอลลิ่งเมโลดี้น่ะ พวกเพลงรอสายที่ร้องประมาณว่าโทรไปเธอไม่รับ เธออยู่กับใคร มันจะได้ดาวน์โหลดเยอะมากเลยนะ จำได้ว่าประชุมกันในห้องประชุมที่แกรมมี่ (GMM Grammy) พี่เขาบอกว่าให้เราแต่งเพลงแบบนั้นสิ เราก็บอกเขาว่า ‘หนูไม่เขียนหรอก หนูไม่ใช่คนแบบนั้น ทำไม่ได้’ (หัวเราะ) ตัดภาพมา วันนี้ฉันเขียนละครตบกันเลย (หัวเราะสนุก)

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนได้ยังไงนะ รู้แต่ว่าเรื่องที่เราเคยเห็นจากรอบๆ ตัวมันได้เอามาใช้หมดเลย เราได้เห็นคนหลากหลาย เจอคนมาเยอะ แล้วมันก็ช่วยได้มาก แล้วมันก็อาจจะมีความท้าทายด้วย ประมาณว่าเราจะทำเรื่องแบบนี้ให้ออกมาดีที่สุดได้ยังไงนะ เราจะทำเรื่องผู้หญิงข้ามเพศคนหนึ่งที่กำลังจะต้องแย่งเมียแย่งผัวอาแล้วให้มันออกมาสวยงามได้ยังไงนะ เราควรจะมองเขาแบบไหน เราเข้าไปนั่งดูวิธีคิดเขาได้ไหม เขาเจออะไรมา บทสรุปเขาคืออะไร มันเหมือนเราได้ทำความเข้าใจมนุษย์มากขึ้น เราได้พยายามเอ็นดูคนที่เราน่าจะเกลียด 

ในด้านหนึ่งมันก็เป็นงานที่สอนธรรมะเราเหมือนกันนะ เพราะทำให้เราได้พิจารณาคนจากข้างในจริงๆ เมื่อก่อนเจอใครที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบเดินเข้ามา เราก็ไม่คุย ไม่เสวนา แต่พอเราต้องเขียนละคร เราก็ต้องมองคนรอบๆ ว่าอะไรที่ทำให้เขามีปฏิกิริยาแบบนั้น อะไรทำให้เขาคิดแบบนั้น มองลึกลงไปแล้วรู้สึกว่ามนุษย์ทุกคนมีความน่าสงสาร มันมีเหตุและปัจจัย แล้วทุกอย่างมันก็กลายเป็นธรรมะสำหรับเรานะ

แต่ว่าผู้ใหญ่ก็บอกว่าอย่าเพิ่งไปลึกมาก เดี๋ยวละครจะจืดนะ (หัวเราะ) เหมือนพอเราเข้าใจตัวละครมาก เรื่องมันจะไม่แซ่บ เอาเป็นว่าใครอยากให้มีตบกันในละครตอนไหนก็โทรมาบอกเราแล้วกัน เดี๋ยวเราเขียนในบทให้ ตอ บอ …ตบ! (หัวเราะ)

จริงๆ เราไม่เชื่อเรื่องการใช้กำลังนะ คือนึกไม่ออกว่าคนที่จะลุกขึ้นตบมันต้องยังไงวะ (หัวเราะ) เขาก็บอกว่าง่ายมากเลย ไปหาคลิปเด็ก ม.3 ดูสิ เราก็ไปเปิดดู พอตอนนั่งดูก็ อะไรวะ (หัวเราะ) ก็พยายามวิเคราะห์นะ (หัวเราะ)

เวลาเขียนบทก็พยายามจะไม่ให้มี ต้องคิดก่อนว่ากำลังจะบอกอะไร แล้วมันจำเป็นต้องมีสิ่งนี้ไหม จริงๆ เราต่อต้านการตบจูบหรือการข่มขืนในละครมาก แต่ว่าพอเราไปคุยกับคนทำละครลึกๆ เขาก็พูดว่ามันเป็นวรรณคดีเว้ย ขุนช้าง ขุนแผน เว้ย วันทองมันถูกทั้งขุนช้างและขุนแผนปล้ำน่ะ แล้วเรารู้สึกว่าละครไทยมันเป็นเหมือนสังคมไทย มันสอนให้ผู้หญิงกระมิดกระเมี้ยน มันไม่ได้เสรีเหมือนประเทศอื่น เรื่องเซ็กซ์ของประเทศเรามันไม่ตรงไปตรงมา การมีเซ็กซ์ของผู้หญิงไม่ว่าจะวัยไหนก็ตามมันจะเป็นการสมยอมไม่ได้ ถ้าสมยอมนี่จะดูแรดทันที มันก็ต้องมีกระบิดกระบวน เพื่อให้ดูเป็นนางเอกละครได้ พอคิดแบบนี้เราก็พอเห็นภาพนะ (หัวเราะ) 

ก็กลายเป็นว่า ถ้าจะเข้าพระเข้านางผู้ชายจำเป็นจะต้องใช้กำลังพอเป็นพิธี เพื่อให้ผู้หญิงไม่ผิดกับการสมยอม ในแง่คนเขียนบทก็ อ๋อ… อะ กูเข้าใจแล้ว ต้องมีช่วยฝนตกนิดหน่อย เพื่อที่จะเข้ากระท่อมกันไป ไม่ให้ผู้หญิงรู้สึกแย่มากกับการที่ตัวเองสมยอม มันเหมือนเป็นวิธีคิดที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ไหนไม่รู้ 

พอเราต้องมาทำละครในวันนี้เลยแตกเป็นสองเสียง กลุ่มคนเดิมๆ ก็อาจจะชินกับขนบนี้อยู่ เราก็เข้าใจได้ แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็อาจจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นแล้ว สังคมมันไปถึงไหนแล้ว แล้วการข่มขืนก็ควรจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืนโดยพระเอกชื่ออะไรก็ตาม เราว่าทุกอย่างมันก็ต้องปรับไปตามยุคสมัยนะ

เวลาเขียนบทละคร ปกติคุณเขียนทีละกี่เรื่อง

เขียนทีละเรื่อง หนึ่งปีอาจจะแพลนไว้ว่าต้องได้สองเรื่อง คือเทอมในการทำงานมันก็จะประมาณหกเดือนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ปีหน้ามันเหมือนจะวางแผนได้แล้วว่า เรื่องที่เราอยากเขียนมันจะไปในทิศทางไหนแล้ว ก็อาจจะทำงานง่ายขึ้น

ที่จริงน่ะ โลกของละครมันคือโลกของรักสามเส้านะ (หัวเราะ) โลกของความรักที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง นี่คือความเป็นละครไทย แก่นของมันจะอยู่แถวๆ นี้ พอเราต้องทำเยอะๆ บางทีก็จะรู้สึกเหนื่อยนะ อย่างตอนที่เขียน เมีย 2018 ก็นึกไม่ออกว่าทะเลาะกันยังไงแล้ว เข้าใจไหม คือเราไม่ได้ทะเลาะกับใครในแบบเชิงชู้สาวอย่างนั้นมานานมากเลย เราก็เลยเข้าไปในเว็บ เมียหลวงเมียน้อย เป็นเพจเมียหลวงเมียน้อยในเฟซบุ๊ก แล้วก็เข้าไปดูเขาด่ากันอ่ะ โอ้โห ดุเดือดมากเลย ก็เข้าไปดูเพื่อที่จะเอาอารมณ์ตรงนั้นมา ให้รู้ว่าเขาหวงกันยังไง เขาหวงกันแบบไหน เราไม่ได้มีอารมณ์ตรงนั้นกันไปนานมากแล้ว บางทีมันเป็นเรื่องไกลตัวเหมือนกันที่จะนึก แต่ในแง่ของความสัมพันธ์ของการเป็นครอบครัว ความสัมพันธ์สามีภรรยาที่มันคอนฟลิกต์กันบ้างอะไรบ้าง อันนั้นเรานึกออก แต่อันนี้จิกหัวตบที่เรานึกไม่ออก ไปไม่เป็น (หัวเราะ)

ตอนที่เขียนบท ใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนถึงตอนหนึ่งพี่ผู้กำกับโทรมาบอกว่า ‘เราว่ามันต้องตบกันแล้วนะ พี่เจี๊ยบจะเขียนแค่ ‘ตบกัน’ ก็ได้ เดี๋ยวจัดการต่อเอง’ (หัวเราะ) แล้วเขาก็ไปตบกัน แล้วเรตติ้งก็ขึ้น (หัวเราะ) แต่จริงๆ ในใจลึกๆ เราตั้งใจว่าในละครของเราทุกเรื่องจะพยายามชี้นำการใช้ชีวิตในแบบหนึ่ง เท่าที่มันใส่เข้าไปในแนวทางของละครเรื่องนั้นๆ

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

เวลารับงานเขียนบทคุณเลือกรับงานอย่างไร

อย่างช่องวันเขาไม่ได้บอกว่าเราต้องทำแบบนี้หรอกนะ เขาให้เราเขียนเท่าที่เรานึกออก ให้เป็นมุมที่เราอยากนำเสนอ เราชอบช่องวันตรงที่เขาบอกว่า ในความโกลาหลของอารมณ์ละคร สุดท้ายต้องสรุปด้วยว่ามันสอนอะไร กำลังบอกอะไร แม้ว่าจะสรุปว่าธรรมะชนะอธรรมแบบโง่ๆ แบบเบสิกๆ ก็ต้องมีบ้าง ยังไงก็ต้องมี ให้เห็นถึงผลของการกระทำของตัวละครบางตัวอย่างชัดเจนอะไร 

มันเหมือนคนไทยเราเติบโตมากับวรรณคดีไทยนะ เติบโตมากับละคร ลิเก แล้วเรารากเหง้าเราเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แม้กระทั่งนิทานก่อนนอนที่เราเล่าให้ลูกฟัง มันก็ต้องมีความสรุปอะไรอยู่บ้าง บางทีมันก็ไม่เมกเซนส์เท่าไหร่หรอก เพียงแต่ว่าเรารู้สึกว่าในฐานะผู้เล่า เราต้องบอกใบ้คนดูนิดนึงว่า เรื่องมันกำลังจะบอกอะไรอย่างชัดเจน ประเด็นจริงๆ ของมันคืออะไร

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา งานเขียนบทละครของคุณถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย ตอนนี้มาถึงจุดที่เลือกรับงานได้หรือยัง

ก็เหมือนเริ่มมีออปชันได้ว่าถ้าเรื่องนี้อยากเขียนก็เขียนนะ หรือถ้านึกไม่ออกก็ไม่ต้องเขียนนะ (หัวเราะ) เพราะลักษณะการเขียนละครของเรามันต่างจากคนอื่น คือวิธีเล่าหรืออะไรก็ตามแต่ เราก็เลยรู้สึกว่า เออ ปีหนึ่งทำงานสองเรื่องก็กำลังดีกับทุกอย่างเลย ก็คือยังพอมีเวลาส่งลูก ในช่วงสุดท้ายก่อนที่เขาจะโตเป็นวัยรุ่นอย่างแท้จริง 

เพราะตอนนี้เหมือนเนปาล (ลูกสาวคนโต) น่ะโตแล้ว ทำทุกอย่างเองได้ ดูแลเราได้ (หัวเราะ) ก็เหลือธิเบต (ลูกชายคนเล็ก) คนเดียว มันก็เลยคล้ายๆ ว่างานตอนนี้ที่ทำอยู่มันก็กำลังพอดีกับการส่งลูกไปในสเต็ปถัดไปของเขา แล้วเราก็เริ่มเก็บเงินสำหรับการเกษียณของตัวเอง เตรียมตัวไปเที่ยวแล้ว บอกตัวเองว่า ฉันจะป่วยให้น้อยที่สุด เพราะฉันไม่อยากเป็นภาระตัวเองและลูก ก็เริ่มมีความคิดที่แบบคนแก่ร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ เพราะปี 2563 นี่เราก็จะอายุห้าสิบแล้ว …ไม่น่าเชื่อเลยนะ (หัวเราะ)

รู้สึกอย่างไรบ้างที่อายุมาถึงเลข 5

อืม… รู้สึกว่าคนห้าสิบตอนนี้กับคนห้าสิบสมัยแม่เราพ่อเราไลฟ์สไตล์ต่างกันมาก เหมือนโลกวันนี้มันไม่ยอมดึงให้คนแก่เท่าไหร่ แล้วคนก็ไม่ยอมแก่กันเท่าไหร่นะ แต่เรามีความรู้สึกว่าความแก่น่ะ ดี!

เราว่าการที่เราต้องทำตัวให้หน้าเด็กอยู่ตลอดเวลา หรือไปดึงไปอะไรอย่างนี้ บางทีมันจะทำให้ลืมไปว่าจริงๆ เราควรจะต้องแก่แบบไหนในทางข้างในนะ เรารู้สึกว่าความแก่มันควรจะฉลาด คือมันเหมือนวัยวุฒิน่ะ เหมือนที่เราเคยนั่งคุยอะไรบางอย่างกับพี่คนหนึ่ง ซึ่งเขาตอบอะไรมาสั้นๆ แล้วทำให้เรารู้สึกว่าทำไมมันจืดชืดเหลือเกิน แต่พอมาถึงวันนี้ เรากลับเก็ตคำตอบนั้นมากๆ 

เราว่าความแก่ทำให้เราช้าลง พอเราช้าลงเราก็รอบคอบ พอรอบคอบเราก็ผิดพลาดน้อยลง แล้วก็มีเวลาได้ไตร่ตรอง รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองพร้อมจะเป็นแม่มากๆ (หัวเราะ) ถ้ามีลูกใหม่ตอนนี้ เราจะเลี้ยงเด็กคนนี้ได้ด้วยความเข้าใจอย่างที่สุดเลย ด้วยวัยวุฒิ อายุมันก็ครึ่งร้อยแล้วน่ะ คือถ้าไม่เข้าใจก็จะรู้สึกเฟลตัวเอง (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองฉลาดปราดเปรื่องอะไรอย่างนั้น มันไม่ใช่ความฉลาดแบบรวดเร็ว แต่มันเป็นความฉลาดแบบที่ผ่านการพิจารณามาแล้ว เห็นความบกพร่องในตัวเองมาบ้าง 

เวลามองไปในอดีตก็รู้สึกว่า ‘เออ มึงยังโชคดีนะที่มีเพื่อนอยู่จนถึงตอนนี้ นิสัยแบบมึงนี่ไม่น่ารอดมาเนอะ’ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็คือแค่คิดว่าเรายังพอมีเวลาเหลือให้ใช้ความเข้าใจตรงนี้บ้างนะ แล้วก็คิดว่าจะล็อกตัวเองให้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดแบบนี้ให้ได้

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ถึงคุณจะบอกว่าตัวเองแก่ขึ้น แต่ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอเวลาได้พูดคุยกันคือความสนุกสนานแบบเด็กๆ คุณคิดว่าตัวเองยังมีความเป็นเด็กอยู่แค่ไหน

อันนี้เป็นเป้าหมายมากกว่านะ เราตั้งใจว่าเราจะเป็นคนแก่อายุแปดสิบที่ยังร่าเริงสดใสมากๆ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราคิดไว้แล้วว่าจะทำแน่ๆ คือเราจะปลูกมะม่วงในบ้าน แล้วเวลาเด็กๆ มาสอยมะม่วง เราก็จะหลอกผีมัน คือพี่จะทำเป็นผีแล้วแบบหลอก (ทำเสียงแฮ่!) อย่างนี่แหละ คือรู้สึกว่ามันเป็นความสุขของคนแก่ที่หวงมะม่วงนะ (หัวเราะ) ชีวิตแก่ๆ เราคงเป็นแบบนี้นะ คือก็ปล่อยให้เขาเอามะม่วงไปแหละ แต่ขอหลอกผีก่อน (หัวเราะ)

ทุกวันนี้เวลาเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกัน คุณรู้สึกหรือนึกถึงอะไร

รู้สึกว่า พวกแกต้องระวังเข่ามากๆ เลยนะเว้ย (หัวเราะ)

ตอนเด็กๆ เราชอบเล่นโดดยางอะ มันเป็นกีฬาเดียวที่เราฮอตมาก แต่เดือนที่แล้วเพิ่งไปหาหมอเข่ามา คือปวดเข่ามาก แล้วเราก็ถามหมอว่ามันเร็วไปไหมที่จะปวดเข่า หมอเขาก็บอกว่า ‘มันสมศักดิ์ศรีแล้วครับ’ (หัวเราะ) 

หมอเข้าใจพูดมาก เพราะการมีลูกมันก็ทำให้กระดูกพรุนนะ แล้วภาวะของผู้หญิงที่อายุเท่านี้ก็จะทำให้ไขข้อทุกอย่างฝืด ซึ่งเราไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองเลย เคยกลัวว่าตัวเองจะเส้นเลือดในสมองแตก หรือเป็นมะเร็งหรือเปล่า แต่ไม่เคยคิดว่าเข่าจะเสื่อมนะ (หัวเราะ) ดังนั้นพอเห็นเด็กๆ วิ่งกระโดดๆ กันก็จะอยากบอกว่า เดี๋ยวอายุห้าสิบมันจะปวดเข่านะลูก (หัวเราะ)

เราว่าจิตใจกับร่างกายมันสัมพันธ์กัน พอร่างกายมันบอกเราว่าเริ่มเสื่อม จิตใจที่มันเคยรวดเร็วมันก็จำเป็นต้องช้าลง เพื่อที่จะยังสัมพันธ์กันอยู่กับร่างกาย เมื่อก่อนเราเป็นคนเดินเร็ว ทำอะไรเร็ว เป็นคนเร็วทุกอย่าง ทำด้วยตัวเอง ฟึบฟับๆ พอช่วงที่พวกเข่าเสีย มันเหมือน อ๋อ! เราก็ต้องรู้จักฟังร่างกายที่เราใช้มานะ เหมือนเมื่อก่อนใจมันนำกาย ใจร้อนใจอะไร กายก็ตอบสนอง ตอบสนอง ตอบสนอง พอเราแก่ขึ้น กายเขาตอบสนองไม่ทันแล้ว เขาดึงใจให้ช้าลง เราเลยคิดว่าความแก่นี่มันดี คือมันทำให้สัมพันธ์กัน 

ก่อนหน้านี้เราเป็นใจนำกายมาโดยตลอด ตอนนี้มันเหมือนเราต้องให้กายนำแล้ว ต้องตามใจกายบ้าง อย่ากินขนมหวาน อย่านอนดึก ออกกำลังกายบ้าง โยคะบ้าง เพราะกายต้องการให้เราสปอยล์เขาคืนบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือพอร่างกายเราเริ่มเสื่อม มันกลายเป็นว่าจิตใจเราได้พัฒนาแฮะ แปลกไหม พอกายถดถอยใจจะพัฒนา ซึ่งเราก็เพิ่งรู้เมื่อเข่าเสื่อมนี่แหละ (หัวเราะ) พอเข่าเสื่อมนี่รู้เลยว่าเราต้องเป็นคนยังไง ต้องดูแลตัวเองยังไง ทำไมธรรมะมันอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้นะ (หัวเราะ)

แล้วเวลามองดูลูกๆ ทุกวันนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

เป็น…มันเป็นทั้งเจ้ากรรมนายเวรและกัลยาณมิตรในคนเดียวกัน (หัวเราะสนุก) เออ มันสนุกดีนะ คือเรารู้สึกว่าเขาก้าวข้ามเรื่องยากมากๆ มาได้โดยตัวเขาเอง เราให้เครดิตลูกๆ ในแง่ที่ว่าครอบครัวมันก็คงจะเว้าๆ แหว่งๆ หน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตลำบาก 

แล้วลูกเราก็เป็นเด็กตลกกันหมด ตลก กวนตีน มาครบ แต่ว่ามันมีความอุ่นใจน่ะ เวลามองกันก็รู้สึกเป็นทีมที่เราอุ่นใจ เรายังมีกันแบบนี้อยู่ ทุกวันนี้เราก็เฝ้ามองเขาเติบโตแล้ว แต่มีอยู่วันหนึ่งที่เนปาลขับรถไปมหา’ลัย แล้วธิเบตก็ไปเข้าค่าย นอนบ้านเพื่อน อะไรแบบนี้ เราตื่นมาวันนั้นแล้วรู้สึกว่ามีอะไรขาดหายน่ะ (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าภารกิจของเราวันนั้นคืออะไรนะ (หัวเราะ)

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง
เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ทุกวันนี้คุณอ่านข่าวเยอะแค่ไหน แล้วอ่านข่าวแบบไหนก่อน การเมือง กีฬา หรือบันเทิง

ไม่ค่อยอ่านข่าวนะ เรื่องการเมืองก็… ใช้คำว่าท้อใจ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเรายังดุเดือดเลือดพล่าน เมื่อก่อนยังออกความเห็น แสดงความคิดเห็นนะ เดี๋ยวนี้มันเหมือนแบบ… บางอย่างมันเกินกว่าที่จะทำอะไรแล้ว เราคิดแบบนั้นนะ ส่วนเรื่องโซเชียลมีเดีย เราคิดว่าไม่ต้องเข้าไปดูก็ได้ มันเป็นโลกที่เราไม่ต้องเข้าไปก็ได้ แล้วมันก็ไม่ได้มีผลกับเราเลย ไปทำสวนดีกว่า ไปคุยกับหอยทากสบายใจกว่า เถียงก็ไม่เถียง หนีเราก็ไม่ได้ อยากบ่นไรมันก็ฟัง (หัวเราะ) มันเหมือนเราเลือกได้ที่จะสงบ ที่ไหนมันวุ่นวายเราก็ไม่เข้าไปดีกว่า

แล้วคุณคิดว่ามีอะไรที่จะเป็นความหวังของยุคนี้ได้

ความเป็นครอบครัวแหละที่เป็นความหวังของเรา หวังว่าพ่อแม่คนรุ่นใหม่ เมื่อมีลูก จะพร้อมมากกว่ารุ่นเรา เราเห็นรุ่นน้องเราหลายคนที่แต่งงานมีลูกกันไปน่ะ เหมือนเขาพร้อมที่จะเป็นพ่อเป็นแม่มากกว่าคนยุคเรา เดี๋ยวนี้บางคนแต่งงานไวมากเลย เขาไม่คิดว่าต้องรออะไร แล้วก็มีลูก ช่วยกันทำมาหากิน 

แล้วก็มีหลายครอบครัวที่เป็นอีโคแฟมิลี สนใจเรื่องการศึกษาที่เป็นทางเลือก รูปแบบของระบบการศึกษาแบบเก่าก็อาจจะทำให้พ่อแม่กลุ่มนี้ผลักดันลูกไปในทางที่ไม่ได้ไปเป็นทาสของการศึกษาแบบเก่า ซึ่งจะทำให้เกิดวิธีคิดอีกแบบ แล้วถ้ากลุ่มนี้ไปถึงระดับที่ดูแลประเทศได้ส่วนหนึ่ง เขาอาจจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ นี่แหละความหวังของประเทศ ซึ่งเราแค่รู้สึกว่าครอบครัวมันเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง

แล้วคุณเสียดายอะไรในวันเก่าๆ ที่ไม่มีอีกแล้วในยุคนี้บ้างไหม

เสียดายความอดทน การรอเป็นของคนรุ่นเรา คือเราอยู่ในยุคที่หกโมงเย็นถึงสองทุ่มต้องปิดไฟน่ะ (หัวเราะ) เล่าให้ลูกฟัง ลูกตื่นเต้นมากเลย สงสัยว่าทำอะไรกัน อินเทอร์เน็ตก็ไม่มี ไม่มีสักอย่าง ปิดมืดเลย คือทุกคนก็มานั่งคุยกัน จนถึงสองทุ่มไฟมาแล้วค่อยได้ดูข่าว เรารู้สึกเสียดายอะไรแบบนั้นน่ะ มันทำให้ความเชื่อมโยงมันน้อยลง 

เรารู้สึกว่าตอนนี้ครอบครัวมันห่างกันไปหน่อย สมาร์ทโฟนมันทำให้คนถดถอยทั้งเรื่องความสามารถและเรื่องความสัมพันธ์ ทั้งสุขภาพ เราป่วยเมื่อเรามีร้านสะดวกซื้อ เราป่วยเพราะอาหารที่มันเร็ว ป่วยเพราะไลฟ์สไตล์ นี่คือสิ่งที่เสียดาย เราว่าเรื่องนี้ทำให้มนุษยชาติเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง และน้อยคนที่จะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างที่มันควรจะเป็น

ทุกวันนี้ความทุกข์ของคุณคืออะไร

คือการขับรถในกรุงเทพมหานครมั้ง (หัวเราะ) คือเราทำกรรมอะไรมา ไปทำอะไรกับใครมาถึงต้องเจอเรื่องนี้ บอกด้วย จะได้ไปแก้กรรม (หัวเราะ)

แล้วความสุขทุกวันนี้ของคุณคืออะไร

ไม่อยากพูดเลย (หัวเราะ) มันคือการปลูกต้นไม้ แล้วก็หยิบหอยทากออกจากต้นไม้ หยิบไปบ่นไป ตัดภาพไปตอนแม่เราอายุเท่านี้ก็เป็นแบบนี้แหละ (หัวเราะ) ความสุขวันนี้คือการปลูกต้นไม้ เปิดเพลง หรือการที่ไม่ต้องทำอะไรเลย หรือไม่ก็วันที่ท้องฟ้าเปิด อากาศดีๆ อย่างวันนี้ไง

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

Writer

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

Photographer

ศุภกิตติ์ วิเศษอนุพงศ์

ช่างภาพประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ได้รับโอกาสติดตามทีมมาตั้งแต่ปี 2016

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load