ย้อนไปสัก 25 ปีก่อน หลายคนจดจำ เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน ได้จากเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ทั้งเวอร์ชันของวงที-โบนและเวอร์ชันที่เธอขับร้องเอง ตามมาด้วยอีกหลายบทเพลงที่เธอแต่งให้อีกหลายศิลปิน อาทิ สบตา ของ แอนเดรีย สวอเรซ และ เธอยังคงมีฉัน ของ ยุ้ย-ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี ฯลฯ ผลงานเหล่านี้ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้อง-นักแต่งเพลงฝีมือดี เธอมีอัลบั้มของตัวเองออกมาหลายชุด และมีเพลงดังค่อนข้างสม่ำเสมอ (คุณน่าจะจำเพลง 10 Things ที่มีประโยคว่า “ร่างกายต้องการทะเล” หรือเพลง วัน เดือน ปี ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ หรือเพลง เพราะใจ ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก ก็อาจจะยังเป็นเพลงโปรดของคุณอยู่)

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

จนเมื่อ 8 ปีก่อน คู่ชีวิตของเธอ กบ-นิมิตร จิตรานนท์ เสียชีวิตกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เหตุการณ์นั้นทำให้เธอกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องเลี้ยงลูก 2 คนด้วยตัวเองโดยไม่ทันตั้งตัว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและวันเวลาที่ทำหน้าที่อย่างไม่เคยเกรงใจใคร มาถึงวันนี้ คนในแวดวงบันเทิงรู้กันว่า เจี๊ยบ วรรธนา กลายเป็นคนเขียนบทละครฝีมือดีที่มีผลงานละครโทรทัศน์อย่าง เมีย 2018 และ ใบไม้ที่ปลิดปลิว หรือละครเรื่องล่าสุดอย่าง รักแลกอุ้ม ทางช่องวัน 31 เป็นคำยืนยันอย่างหนักแน่น

นับจากวันนั้น มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเธอบ้าง โลกของละครที่เธอค้นพบ การมองโลกที่เปลี่ยนไป

ท้องฟ้าที่เธอเก็บเอาไว้ในวันนี้ ยังมีสีสันเดิมเหมือนวันเก่าก่อนหรือเปล่า

ก่อนจะอ่านบทสนทนาชิ้นนี้ ขอชวนให้คุณหันมองท้องฟ้าวันนี้สักครั้ง ก่อนที่จะฟังเธอเล่าถึงท้องฟ้าของเธอไปพร้อมกัน

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

สรุปว่าตอนนี้คุณทำงานอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เขียนบทอย่างเดียว แต่พยายามบาลานซ์ชีวิตด้วยการทำอย่างอื่นที่เกี่ยวกับดนตรีด้วย ก็คือการทำคอนเสิร์ต อย่างทำบุญหวังผล แต่อะไรที่เกี่ยวกับดนตรี เราพยายามจะให้เป็นการทำบุญหมดเลย เป็นการบาลานซ์ตัวเอง ไม่อย่างนั้นการเขียนบทอย่างเดียวมันอาจทำให้เราหลุดจากสังคมไปเรื่อยๆ เพราะช่วงหลังๆ เราก็ไม่ได้สนุกกับการไปงานปาร์ตี้อยู่แล้ว วันก่อนไปงานอะไรสักอย่าง ก็รู้สึกว่าระหว่างที่เราอยู่ในสถานที่ที่มันอึกทึกนั้น มีแสงสีเสียง แต่ใจก็นึกถึงการนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงที่บ้าน นึกถึงการทายาหม่องแก้ปวดขา (หัวเราะ)

ทำไมถึงต้องให้งานดนตรีกลายเป็นงานบุญ

เรากลัวว่าเดี๋ยวชาติหน้าจะแต่งเพลงไม่เก่ง (หัวเราะ) มันดูเป็นหลักการไหมนะ คือเรามีความรู้สึกว่าชีวิตเราเหมือนมันถูกส่งมาให้มีพรสวรรค์บางอย่างที่มันมาเป็นระลอก อย่างช่วงที่เขียนเพลงน่ะ การเขียนเพลงมันมายังไงเราก็ไม่รู้นะ เหมือนเพลงมันมาหาเรามากกว่าที่เราสร้างมัน แล้วชีวิตเราก็เป็นแบบนี้ เหมือนพรสวรรค์พวกนี้มันมาเพื่อที่จะดันเราไปทางหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็จะมีบางอย่างเข้ามาใหม่ เพื่อดันเราไปอีกทางหนึ่ง

มาถึงวันนี้คิดว่าอยู่มือกับการเขียนบทละครหรือยัง

ก็ยังนะ แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องสนุกดี เมื่อก่อนเราเป็นคนที่อี๋ละครมากเลยนะ (หัวเราะ) แล้วโดยวัยที่คนอื่นๆ เขาดูละครกัน เราก็ไปอยู่ในห้องอัด นึกออกไหม มันไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย แต่พอมาเริ่มเขียน มันก็จะพบว่าเจตนาของคนทำละครทุกคนเขาก็ตั้งใจสร้างงานของเขานะ แต่ว่ามันเป็นศิลปะองค์รวมที่ใช้คนเยอะมาก กระบวนการก็เยอะ มันไม่เหมือนทำเพลงน่ะ เราเลือกได้ว่าเราจะทำแบบนี้ ดนตรีแบบนี้ คือเราคอนโทรลมันได้จนสุดปลายทาง แต่ว่าจะทำเป็นละครเรื่องหนึ่ง

มันต้องพึ่งพา ต้องเชื่อมั่นในตัวผู้ร่วมงานกันเยอะมาก เขาก็ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ในเรื่องนั้นๆ จะทำไปได้ แต่ถามว่าสนุกไหม มันเป็นงานที่เราเหมือนรู้สึกว่าเราเตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อที่จะทำอันนี้เลยนะ (หัวเราะ)

เราสนุกกับมันมาก ตื่นเช้ามาก็อยากทำงาน อยากทำงานทุกวันเลย ไม่มีขี้เกียจ แล้วเรารู้สึกว่าโชคดีที่ได้มาทำงานที่ตัวเองชอบตอนอายุสี่สิบสอง (หัวเราะ) แล้วตั้งใจจะทำจนสักอายุหกสิบห้าอะไรอย่างนี้เลยนะ

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ถ้าเทียบเพลงของคุณกับละครที่คุณเขียน ดูเหมือนอารมณ์จะแตกต่างกันค่อนข้างมาก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

จำได้ไหมว่ามีช่วงหนึ่งที่วงการเพลงต้องขายริงโทนหรือคอลลิ่งเมโลดี้น่ะ พวกเพลงรอสายที่ร้องประมาณว่าโทรไปเธอไม่รับ เธออยู่กับใคร มันจะได้ดาวน์โหลดเยอะมากเลยนะ จำได้ว่าประชุมกันในห้องประชุมที่แกรมมี่ (GMM Grammy) พี่เขาบอกว่าให้เราแต่งเพลงแบบนั้นสิ เราก็บอกเขาว่า ‘หนูไม่เขียนหรอก หนูไม่ใช่คนแบบนั้น ทำไม่ได้’ (หัวเราะ) ตัดภาพมา วันนี้ฉันเขียนละครตบกันเลย (หัวเราะสนุก)

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนได้ยังไงนะ รู้แต่ว่าเรื่องที่เราเคยเห็นจากรอบๆ ตัวมันได้เอามาใช้หมดเลย เราได้เห็นคนหลากหลาย เจอคนมาเยอะ แล้วมันก็ช่วยได้มาก แล้วมันก็อาจจะมีความท้าทายด้วย ประมาณว่าเราจะทำเรื่องแบบนี้ให้ออกมาดีที่สุดได้ยังไงนะ เราจะทำเรื่องผู้หญิงข้ามเพศคนหนึ่งที่กำลังจะต้องแย่งเมียแย่งผัวอาแล้วให้มันออกมาสวยงามได้ยังไงนะ เราควรจะมองเขาแบบไหน เราเข้าไปนั่งดูวิธีคิดเขาได้ไหม เขาเจออะไรมา บทสรุปเขาคืออะไร มันเหมือนเราได้ทำความเข้าใจมนุษย์มากขึ้น เราได้พยายามเอ็นดูคนที่เราน่าจะเกลียด 

ในด้านหนึ่งมันก็เป็นงานที่สอนธรรมะเราเหมือนกันนะ เพราะทำให้เราได้พิจารณาคนจากข้างในจริงๆ เมื่อก่อนเจอใครที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบเดินเข้ามา เราก็ไม่คุย ไม่เสวนา แต่พอเราต้องเขียนละคร เราก็ต้องมองคนรอบๆ ว่าอะไรที่ทำให้เขามีปฏิกิริยาแบบนั้น อะไรทำให้เขาคิดแบบนั้น มองลึกลงไปแล้วรู้สึกว่ามนุษย์ทุกคนมีความน่าสงสาร มันมีเหตุและปัจจัย แล้วทุกอย่างมันก็กลายเป็นธรรมะสำหรับเรานะ

แต่ว่าผู้ใหญ่ก็บอกว่าอย่าเพิ่งไปลึกมาก เดี๋ยวละครจะจืดนะ (หัวเราะ) เหมือนพอเราเข้าใจตัวละครมาก เรื่องมันจะไม่แซ่บ เอาเป็นว่าใครอยากให้มีตบกันในละครตอนไหนก็โทรมาบอกเราแล้วกัน เดี๋ยวเราเขียนในบทให้ ตอ บอ …ตบ! (หัวเราะ)

จริงๆ เราไม่เชื่อเรื่องการใช้กำลังนะ คือนึกไม่ออกว่าคนที่จะลุกขึ้นตบมันต้องยังไงวะ (หัวเราะ) เขาก็บอกว่าง่ายมากเลย ไปหาคลิปเด็ก ม.3 ดูสิ เราก็ไปเปิดดู พอตอนนั่งดูก็ อะไรวะ (หัวเราะ) ก็พยายามวิเคราะห์นะ (หัวเราะ)

เวลาเขียนบทก็พยายามจะไม่ให้มี ต้องคิดก่อนว่ากำลังจะบอกอะไร แล้วมันจำเป็นต้องมีสิ่งนี้ไหม จริงๆ เราต่อต้านการตบจูบหรือการข่มขืนในละครมาก แต่ว่าพอเราไปคุยกับคนทำละครลึกๆ เขาก็พูดว่ามันเป็นวรรณคดีเว้ย ขุนช้าง ขุนแผน เว้ย วันทองมันถูกทั้งขุนช้างและขุนแผนปล้ำน่ะ แล้วเรารู้สึกว่าละครไทยมันเป็นเหมือนสังคมไทย มันสอนให้ผู้หญิงกระมิดกระเมี้ยน มันไม่ได้เสรีเหมือนประเทศอื่น เรื่องเซ็กซ์ของประเทศเรามันไม่ตรงไปตรงมา การมีเซ็กซ์ของผู้หญิงไม่ว่าจะวัยไหนก็ตามมันจะเป็นการสมยอมไม่ได้ ถ้าสมยอมนี่จะดูแรดทันที มันก็ต้องมีกระบิดกระบวน เพื่อให้ดูเป็นนางเอกละครได้ พอคิดแบบนี้เราก็พอเห็นภาพนะ (หัวเราะ) 

ก็กลายเป็นว่า ถ้าจะเข้าพระเข้านางผู้ชายจำเป็นจะต้องใช้กำลังพอเป็นพิธี เพื่อให้ผู้หญิงไม่ผิดกับการสมยอม ในแง่คนเขียนบทก็ อ๋อ… อะ กูเข้าใจแล้ว ต้องมีช่วยฝนตกนิดหน่อย เพื่อที่จะเข้ากระท่อมกันไป ไม่ให้ผู้หญิงรู้สึกแย่มากกับการที่ตัวเองสมยอม มันเหมือนเป็นวิธีคิดที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ไหนไม่รู้ 

พอเราต้องมาทำละครในวันนี้เลยแตกเป็นสองเสียง กลุ่มคนเดิมๆ ก็อาจจะชินกับขนบนี้อยู่ เราก็เข้าใจได้ แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็อาจจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นแล้ว สังคมมันไปถึงไหนแล้ว แล้วการข่มขืนก็ควรจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืนโดยพระเอกชื่ออะไรก็ตาม เราว่าทุกอย่างมันก็ต้องปรับไปตามยุคสมัยนะ

เวลาเขียนบทละคร ปกติคุณเขียนทีละกี่เรื่อง

เขียนทีละเรื่อง หนึ่งปีอาจจะแพลนไว้ว่าต้องได้สองเรื่อง คือเทอมในการทำงานมันก็จะประมาณหกเดือนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ปีหน้ามันเหมือนจะวางแผนได้แล้วว่า เรื่องที่เราอยากเขียนมันจะไปในทิศทางไหนแล้ว ก็อาจจะทำงานง่ายขึ้น

ที่จริงน่ะ โลกของละครมันคือโลกของรักสามเส้านะ (หัวเราะ) โลกของความรักที่ถูกต้องกับไม่ถูกต้อง นี่คือความเป็นละครไทย แก่นของมันจะอยู่แถวๆ นี้ พอเราต้องทำเยอะๆ บางทีก็จะรู้สึกเหนื่อยนะ อย่างตอนที่เขียน เมีย 2018 ก็นึกไม่ออกว่าทะเลาะกันยังไงแล้ว เข้าใจไหม คือเราไม่ได้ทะเลาะกับใครในแบบเชิงชู้สาวอย่างนั้นมานานมากเลย เราก็เลยเข้าไปในเว็บ เมียหลวงเมียน้อย เป็นเพจเมียหลวงเมียน้อยในเฟซบุ๊ก แล้วก็เข้าไปดูเขาด่ากันอ่ะ โอ้โห ดุเดือดมากเลย ก็เข้าไปดูเพื่อที่จะเอาอารมณ์ตรงนั้นมา ให้รู้ว่าเขาหวงกันยังไง เขาหวงกันแบบไหน เราไม่ได้มีอารมณ์ตรงนั้นกันไปนานมากแล้ว บางทีมันเป็นเรื่องไกลตัวเหมือนกันที่จะนึก แต่ในแง่ของความสัมพันธ์ของการเป็นครอบครัว ความสัมพันธ์สามีภรรยาที่มันคอนฟลิกต์กันบ้างอะไรบ้าง อันนั้นเรานึกออก แต่อันนี้จิกหัวตบที่เรานึกไม่ออก ไปไม่เป็น (หัวเราะ)

ตอนที่เขียนบท ใบไม้ที่ปลิดปลิว เขียนถึงตอนหนึ่งพี่ผู้กำกับโทรมาบอกว่า ‘เราว่ามันต้องตบกันแล้วนะ พี่เจี๊ยบจะเขียนแค่ ‘ตบกัน’ ก็ได้ เดี๋ยวจัดการต่อเอง’ (หัวเราะ) แล้วเขาก็ไปตบกัน แล้วเรตติ้งก็ขึ้น (หัวเราะ) แต่จริงๆ ในใจลึกๆ เราตั้งใจว่าในละครของเราทุกเรื่องจะพยายามชี้นำการใช้ชีวิตในแบบหนึ่ง เท่าที่มันใส่เข้าไปในแนวทางของละครเรื่องนั้นๆ

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

เวลารับงานเขียนบทคุณเลือกรับงานอย่างไร

อย่างช่องวันเขาไม่ได้บอกว่าเราต้องทำแบบนี้หรอกนะ เขาให้เราเขียนเท่าที่เรานึกออก ให้เป็นมุมที่เราอยากนำเสนอ เราชอบช่องวันตรงที่เขาบอกว่า ในความโกลาหลของอารมณ์ละคร สุดท้ายต้องสรุปด้วยว่ามันสอนอะไร กำลังบอกอะไร แม้ว่าจะสรุปว่าธรรมะชนะอธรรมแบบโง่ๆ แบบเบสิกๆ ก็ต้องมีบ้าง ยังไงก็ต้องมี ให้เห็นถึงผลของการกระทำของตัวละครบางตัวอย่างชัดเจนอะไร 

มันเหมือนคนไทยเราเติบโตมากับวรรณคดีไทยนะ เติบโตมากับละคร ลิเก แล้วเรารากเหง้าเราเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แม้กระทั่งนิทานก่อนนอนที่เราเล่าให้ลูกฟัง มันก็ต้องมีความสรุปอะไรอยู่บ้าง บางทีมันก็ไม่เมกเซนส์เท่าไหร่หรอก เพียงแต่ว่าเรารู้สึกว่าในฐานะผู้เล่า เราต้องบอกใบ้คนดูนิดนึงว่า เรื่องมันกำลังจะบอกอะไรอย่างชัดเจน ประเด็นจริงๆ ของมันคืออะไร

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา งานเขียนบทละครของคุณถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย ตอนนี้มาถึงจุดที่เลือกรับงานได้หรือยัง

ก็เหมือนเริ่มมีออปชันได้ว่าถ้าเรื่องนี้อยากเขียนก็เขียนนะ หรือถ้านึกไม่ออกก็ไม่ต้องเขียนนะ (หัวเราะ) เพราะลักษณะการเขียนละครของเรามันต่างจากคนอื่น คือวิธีเล่าหรืออะไรก็ตามแต่ เราก็เลยรู้สึกว่า เออ ปีหนึ่งทำงานสองเรื่องก็กำลังดีกับทุกอย่างเลย ก็คือยังพอมีเวลาส่งลูก ในช่วงสุดท้ายก่อนที่เขาจะโตเป็นวัยรุ่นอย่างแท้จริง 

เพราะตอนนี้เหมือนเนปาล (ลูกสาวคนโต) น่ะโตแล้ว ทำทุกอย่างเองได้ ดูแลเราได้ (หัวเราะ) ก็เหลือธิเบต (ลูกชายคนเล็ก) คนเดียว มันก็เลยคล้ายๆ ว่างานตอนนี้ที่ทำอยู่มันก็กำลังพอดีกับการส่งลูกไปในสเต็ปถัดไปของเขา แล้วเราก็เริ่มเก็บเงินสำหรับการเกษียณของตัวเอง เตรียมตัวไปเที่ยวแล้ว บอกตัวเองว่า ฉันจะป่วยให้น้อยที่สุด เพราะฉันไม่อยากเป็นภาระตัวเองและลูก ก็เริ่มมีความคิดที่แบบคนแก่ร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ เพราะปี 2563 นี่เราก็จะอายุห้าสิบแล้ว …ไม่น่าเชื่อเลยนะ (หัวเราะ)

รู้สึกอย่างไรบ้างที่อายุมาถึงเลข 5

อืม… รู้สึกว่าคนห้าสิบตอนนี้กับคนห้าสิบสมัยแม่เราพ่อเราไลฟ์สไตล์ต่างกันมาก เหมือนโลกวันนี้มันไม่ยอมดึงให้คนแก่เท่าไหร่ แล้วคนก็ไม่ยอมแก่กันเท่าไหร่นะ แต่เรามีความรู้สึกว่าความแก่น่ะ ดี!

เราว่าการที่เราต้องทำตัวให้หน้าเด็กอยู่ตลอดเวลา หรือไปดึงไปอะไรอย่างนี้ บางทีมันจะทำให้ลืมไปว่าจริงๆ เราควรจะต้องแก่แบบไหนในทางข้างในนะ เรารู้สึกว่าความแก่มันควรจะฉลาด คือมันเหมือนวัยวุฒิน่ะ เหมือนที่เราเคยนั่งคุยอะไรบางอย่างกับพี่คนหนึ่ง ซึ่งเขาตอบอะไรมาสั้นๆ แล้วทำให้เรารู้สึกว่าทำไมมันจืดชืดเหลือเกิน แต่พอมาถึงวันนี้ เรากลับเก็ตคำตอบนั้นมากๆ 

เราว่าความแก่ทำให้เราช้าลง พอเราช้าลงเราก็รอบคอบ พอรอบคอบเราก็ผิดพลาดน้อยลง แล้วก็มีเวลาได้ไตร่ตรอง รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองพร้อมจะเป็นแม่มากๆ (หัวเราะ) ถ้ามีลูกใหม่ตอนนี้ เราจะเลี้ยงเด็กคนนี้ได้ด้วยความเข้าใจอย่างที่สุดเลย ด้วยวัยวุฒิ อายุมันก็ครึ่งร้อยแล้วน่ะ คือถ้าไม่เข้าใจก็จะรู้สึกเฟลตัวเอง (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองฉลาดปราดเปรื่องอะไรอย่างนั้น มันไม่ใช่ความฉลาดแบบรวดเร็ว แต่มันเป็นความฉลาดแบบที่ผ่านการพิจารณามาแล้ว เห็นความบกพร่องในตัวเองมาบ้าง 

เวลามองไปในอดีตก็รู้สึกว่า ‘เออ มึงยังโชคดีนะที่มีเพื่อนอยู่จนถึงตอนนี้ นิสัยแบบมึงนี่ไม่น่ารอดมาเนอะ’ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็คือแค่คิดว่าเรายังพอมีเวลาเหลือให้ใช้ความเข้าใจตรงนี้บ้างนะ แล้วก็คิดว่าจะล็อกตัวเองให้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดแบบนี้ให้ได้

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ถึงคุณจะบอกว่าตัวเองแก่ขึ้น แต่ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอเวลาได้พูดคุยกันคือความสนุกสนานแบบเด็กๆ คุณคิดว่าตัวเองยังมีความเป็นเด็กอยู่แค่ไหน

อันนี้เป็นเป้าหมายมากกว่านะ เราตั้งใจว่าเราจะเป็นคนแก่อายุแปดสิบที่ยังร่าเริงสดใสมากๆ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราคิดไว้แล้วว่าจะทำแน่ๆ คือเราจะปลูกมะม่วงในบ้าน แล้วเวลาเด็กๆ มาสอยมะม่วง เราก็จะหลอกผีมัน คือพี่จะทำเป็นผีแล้วแบบหลอก (ทำเสียงแฮ่!) อย่างนี่แหละ คือรู้สึกว่ามันเป็นความสุขของคนแก่ที่หวงมะม่วงนะ (หัวเราะ) ชีวิตแก่ๆ เราคงเป็นแบบนี้นะ คือก็ปล่อยให้เขาเอามะม่วงไปแหละ แต่ขอหลอกผีก่อน (หัวเราะ)

ทุกวันนี้เวลาเห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกัน คุณรู้สึกหรือนึกถึงอะไร

รู้สึกว่า พวกแกต้องระวังเข่ามากๆ เลยนะเว้ย (หัวเราะ)

ตอนเด็กๆ เราชอบเล่นโดดยางอะ มันเป็นกีฬาเดียวที่เราฮอตมาก แต่เดือนที่แล้วเพิ่งไปหาหมอเข่ามา คือปวดเข่ามาก แล้วเราก็ถามหมอว่ามันเร็วไปไหมที่จะปวดเข่า หมอเขาก็บอกว่า ‘มันสมศักดิ์ศรีแล้วครับ’ (หัวเราะ) 

หมอเข้าใจพูดมาก เพราะการมีลูกมันก็ทำให้กระดูกพรุนนะ แล้วภาวะของผู้หญิงที่อายุเท่านี้ก็จะทำให้ไขข้อทุกอย่างฝืด ซึ่งเราไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองเลย เคยกลัวว่าตัวเองจะเส้นเลือดในสมองแตก หรือเป็นมะเร็งหรือเปล่า แต่ไม่เคยคิดว่าเข่าจะเสื่อมนะ (หัวเราะ) ดังนั้นพอเห็นเด็กๆ วิ่งกระโดดๆ กันก็จะอยากบอกว่า เดี๋ยวอายุห้าสิบมันจะปวดเข่านะลูก (หัวเราะ)

เราว่าจิตใจกับร่างกายมันสัมพันธ์กัน พอร่างกายมันบอกเราว่าเริ่มเสื่อม จิตใจที่มันเคยรวดเร็วมันก็จำเป็นต้องช้าลง เพื่อที่จะยังสัมพันธ์กันอยู่กับร่างกาย เมื่อก่อนเราเป็นคนเดินเร็ว ทำอะไรเร็ว เป็นคนเร็วทุกอย่าง ทำด้วยตัวเอง ฟึบฟับๆ พอช่วงที่พวกเข่าเสีย มันเหมือน อ๋อ! เราก็ต้องรู้จักฟังร่างกายที่เราใช้มานะ เหมือนเมื่อก่อนใจมันนำกาย ใจร้อนใจอะไร กายก็ตอบสนอง ตอบสนอง ตอบสนอง พอเราแก่ขึ้น กายเขาตอบสนองไม่ทันแล้ว เขาดึงใจให้ช้าลง เราเลยคิดว่าความแก่นี่มันดี คือมันทำให้สัมพันธ์กัน 

ก่อนหน้านี้เราเป็นใจนำกายมาโดยตลอด ตอนนี้มันเหมือนเราต้องให้กายนำแล้ว ต้องตามใจกายบ้าง อย่ากินขนมหวาน อย่านอนดึก ออกกำลังกายบ้าง โยคะบ้าง เพราะกายต้องการให้เราสปอยล์เขาคืนบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือพอร่างกายเราเริ่มเสื่อม มันกลายเป็นว่าจิตใจเราได้พัฒนาแฮะ แปลกไหม พอกายถดถอยใจจะพัฒนา ซึ่งเราก็เพิ่งรู้เมื่อเข่าเสื่อมนี่แหละ (หัวเราะ) พอเข่าเสื่อมนี่รู้เลยว่าเราต้องเป็นคนยังไง ต้องดูแลตัวเองยังไง ทำไมธรรมะมันอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้นะ (หัวเราะ)

แล้วเวลามองดูลูกๆ ทุกวันนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

เป็น…มันเป็นทั้งเจ้ากรรมนายเวรและกัลยาณมิตรในคนเดียวกัน (หัวเราะสนุก) เออ มันสนุกดีนะ คือเรารู้สึกว่าเขาก้าวข้ามเรื่องยากมากๆ มาได้โดยตัวเขาเอง เราให้เครดิตลูกๆ ในแง่ที่ว่าครอบครัวมันก็คงจะเว้าๆ แหว่งๆ หน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตลำบาก 

แล้วลูกเราก็เป็นเด็กตลกกันหมด ตลก กวนตีน มาครบ แต่ว่ามันมีความอุ่นใจน่ะ เวลามองกันก็รู้สึกเป็นทีมที่เราอุ่นใจ เรายังมีกันแบบนี้อยู่ ทุกวันนี้เราก็เฝ้ามองเขาเติบโตแล้ว แต่มีอยู่วันหนึ่งที่เนปาลขับรถไปมหา’ลัย แล้วธิเบตก็ไปเข้าค่าย นอนบ้านเพื่อน อะไรแบบนี้ เราตื่นมาวันนั้นแล้วรู้สึกว่ามีอะไรขาดหายน่ะ (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าภารกิจของเราวันนั้นคืออะไรนะ (หัวเราะ)

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง
เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

ทุกวันนี้คุณอ่านข่าวเยอะแค่ไหน แล้วอ่านข่าวแบบไหนก่อน การเมือง กีฬา หรือบันเทิง

ไม่ค่อยอ่านข่าวนะ เรื่องการเมืองก็… ใช้คำว่าท้อใจ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเรายังดุเดือดเลือดพล่าน เมื่อก่อนยังออกความเห็น แสดงความคิดเห็นนะ เดี๋ยวนี้มันเหมือนแบบ… บางอย่างมันเกินกว่าที่จะทำอะไรแล้ว เราคิดแบบนั้นนะ ส่วนเรื่องโซเชียลมีเดีย เราคิดว่าไม่ต้องเข้าไปดูก็ได้ มันเป็นโลกที่เราไม่ต้องเข้าไปก็ได้ แล้วมันก็ไม่ได้มีผลกับเราเลย ไปทำสวนดีกว่า ไปคุยกับหอยทากสบายใจกว่า เถียงก็ไม่เถียง หนีเราก็ไม่ได้ อยากบ่นไรมันก็ฟัง (หัวเราะ) มันเหมือนเราเลือกได้ที่จะสงบ ที่ไหนมันวุ่นวายเราก็ไม่เข้าไปดีกว่า

แล้วคุณคิดว่ามีอะไรที่จะเป็นความหวังของยุคนี้ได้

ความเป็นครอบครัวแหละที่เป็นความหวังของเรา หวังว่าพ่อแม่คนรุ่นใหม่ เมื่อมีลูก จะพร้อมมากกว่ารุ่นเรา เราเห็นรุ่นน้องเราหลายคนที่แต่งงานมีลูกกันไปน่ะ เหมือนเขาพร้อมที่จะเป็นพ่อเป็นแม่มากกว่าคนยุคเรา เดี๋ยวนี้บางคนแต่งงานไวมากเลย เขาไม่คิดว่าต้องรออะไร แล้วก็มีลูก ช่วยกันทำมาหากิน 

แล้วก็มีหลายครอบครัวที่เป็นอีโคแฟมิลี สนใจเรื่องการศึกษาที่เป็นทางเลือก รูปแบบของระบบการศึกษาแบบเก่าก็อาจจะทำให้พ่อแม่กลุ่มนี้ผลักดันลูกไปในทางที่ไม่ได้ไปเป็นทาสของการศึกษาแบบเก่า ซึ่งจะทำให้เกิดวิธีคิดอีกแบบ แล้วถ้ากลุ่มนี้ไปถึงระดับที่ดูแลประเทศได้ส่วนหนึ่ง เขาอาจจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ นี่แหละความหวังของประเทศ ซึ่งเราแค่รู้สึกว่าครอบครัวมันเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง

แล้วคุณเสียดายอะไรในวันเก่าๆ ที่ไม่มีอีกแล้วในยุคนี้บ้างไหม

เสียดายความอดทน การรอเป็นของคนรุ่นเรา คือเราอยู่ในยุคที่หกโมงเย็นถึงสองทุ่มต้องปิดไฟน่ะ (หัวเราะ) เล่าให้ลูกฟัง ลูกตื่นเต้นมากเลย สงสัยว่าทำอะไรกัน อินเทอร์เน็ตก็ไม่มี ไม่มีสักอย่าง ปิดมืดเลย คือทุกคนก็มานั่งคุยกัน จนถึงสองทุ่มไฟมาแล้วค่อยได้ดูข่าว เรารู้สึกเสียดายอะไรแบบนั้นน่ะ มันทำให้ความเชื่อมโยงมันน้อยลง 

เรารู้สึกว่าตอนนี้ครอบครัวมันห่างกันไปหน่อย สมาร์ทโฟนมันทำให้คนถดถอยทั้งเรื่องความสามารถและเรื่องความสัมพันธ์ ทั้งสุขภาพ เราป่วยเมื่อเรามีร้านสะดวกซื้อ เราป่วยเพราะอาหารที่มันเร็ว ป่วยเพราะไลฟ์สไตล์ นี่คือสิ่งที่เสียดาย เราว่าเรื่องนี้ทำให้มนุษยชาติเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง และน้อยคนที่จะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างที่มันควรจะเป็น

ทุกวันนี้ความทุกข์ของคุณคืออะไร

คือการขับรถในกรุงเทพมหานครมั้ง (หัวเราะ) คือเราทำกรรมอะไรมา ไปทำอะไรกับใครมาถึงต้องเจอเรื่องนี้ บอกด้วย จะได้ไปแก้กรรม (หัวเราะ)

แล้วความสุขทุกวันนี้ของคุณคืออะไร

ไม่อยากพูดเลย (หัวเราะ) มันคือการปลูกต้นไม้ แล้วก็หยิบหอยทากออกจากต้นไม้ หยิบไปบ่นไป ตัดภาพไปตอนแม่เราอายุเท่านี้ก็เป็นแบบนี้แหละ (หัวเราะ) ความสุขวันนี้คือการปลูกต้นไม้ เปิดเพลง หรือการที่ไม่ต้องทำอะไรเลย หรือไม่ก็วันที่ท้องฟ้าเปิด อากาศดีๆ อย่างวันนี้ไง

เจี๊ยบ วรรธนา นักร้อง นักแต่งเพลง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ในวันที่กลายเป็นนักเขียนบทละครมาแรง

Writer

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นี่คือปีที่ 32 ที่ สำราญ ภูลายยาว แบ็คโทล หรือ พี่ติ๋ว ย้ายจากประเทศไทยไปใช้ชีวิตอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์

หลายคนรู้จักเธอในฐานะเจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ ที่เธอจะไลฟ์ขณะทำและกินอาหาร พร้อมตอบคำถามที่คนสงสัย ทั้งเรื่องชีวิตในต่างแดน เคล็ดลับการเข้าครัว ไปจนถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอประสบพบเจอ

ปัจจุบัน เพจ ‘สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน’ มียอดผู้ติดตามอยู่ที่ 1.4 ล้านคน

ยอดผู้ชมไลฟ์ในแต่ละครั้งไม่เคยต่ำกว่า 5,000 

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังชีวิตของเธอมีอะไรมากกว่านั้นมาก

จากวันที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิด ถึงวันนี้ที่มีครอบครัวที่น่ารักและงานอดิเรกแสนสนุก เธอผ่านทั้งเหตุการณ์เฉียดตาย ช่วงที่ร้องไห้เพราะถูกพรากจากลูก ชีวิตที่ไม่มีเงินติดตัว กระทั่งวันที่หัวใจกลับมาพองโต

The Cloud เชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตของสาวอีสานคนนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย

15 นาฬิกา เวลาประเทศไทย เราวิดีโอคอลถึงใจกลางกรุงเบิร์น ในวันเกิดของพี่ติ๋ว

รอยยิ้มอันเป็นกันเองปรากฏตรงหน้า ฉาบด้วยแสงจ้าของแดดยามเช้า พี่ติ๋วอยู่ในเสื้อเชิ้ตชีฟองสีขาว ประทับลายดอกไม้สีน้ำเงิน 

ที่ใส่เสื้อยืดสีฟ้า นั่งยิ้มร่าอยู่ติดกันคือบรูโน่ สามีของพี่ติ๋ว

“เดี๋ยวจะถามแบบเรียงตามเวลาไปนะครับ” เราเอ่ย

“พี่ติ๋วทำการบ้านมาตอบแบบเรียงเวลาเหมือนกันค่ะ” เธอตอบพร้อมชูกระดาษหนึ่งปึกเป็นหลักฐานว่าเตรียมข้อมูลประวัติชีวิตของตัวเองมาเป็นอย่างดี

และต่อไปนี้คือ 10 ตอนของละครชีวิต ที่มีพี่ติ๋วแสดงนำ

01

แก่งั่กขนาดนี้มาไลฟ์ทำไม

“ถ้าชีวิตพี่ติ๋วเป็นหนังสือหรือละคร มันคือละครที่มีทุกมุมทุกบทจริงๆ ผ่านมาถึงวันนี้ได้ต้องแกร่งมาก”

การย้ายจากไทยไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่หลายคนยกให้เป็นสรวงสวรรค์ มีครอบครัวที่อบอุ่น และเปิดเพจที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ดูเป็นฉากจบของนิทานหรือละครที่หลายคนใฝ่ฝันให้เกิดกับชีวิตของตัวเอง

แต่กว่าละครจะลงเอยแบบ ‘แฮปปี้ เอนดิ้ง’ ตัวละครก็ต้องผ่านเรื่องราวยาวนาน มีช่วงที่โดดเด่น มีวันที่ดำดิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนี่เป็นละครชีวิต

“ช่วงแรกที่ไลฟ์มีคนบุลลี่เยอะนะ สาวกาฬสินธุ์เหรอ โห แก่งั่กแล้ว มาทำอะไร”

พี่ติ๋วได้รับคำวิจารณ์แง่ลบมากมายในช่วงตั้งไข่ของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีแฟนคลับ เธอเพียงถือโทรศัพท์ กดปุ่มไลฟ์ เล่าเรื่องสัพเพเหระขณะกินอาหารไทยที่เธอทำเอง

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน

“เราเริ่มจากยอดคนดูหนึ่งคน สองคน คนไม่ชอบก็มี แต่คนที่ชอบก็ติดตามเราตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ ปัจจุบันมีคนติดตามล้านสี่แน่ะ”

แม้เสียกำลังใจในช่วงเริ่มต้น เธอก็ทำเพจต่อด้วยความมุ่งมั่นจนกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ในโลกออนไลน์ การตอบคำถามแบบติดตลกแต่ตรงไปตรงมา ประกอบกับท่าทางอารมณ์ดีทำให้เธอมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“เราจะไม่เฟกเด็ดขาด พูดเรื่องจริงอย่างเดียว รู้อะไรมาเราก็บอก สวิตเซอร์แลนด์เป็นยังไง กฎหมาย ความเป็นอยู่ เราพอรู้ ก็อยู่มาตั้งสามสิบกว่าปี เราอาจจะไม่ได้ทำเป็นคลิปเล่าให้ฟังซะทีเดียว แต่ถ้ามีใครถาม เราก็ยินดีตอบ”

ชีวิตของเธอตอนนี้เป็นเหมือนที่ปรึกษาปัญหาในต่างแดน เธอเจอมาหลายอย่าง และพร้อมแบ่งปันทุกอย่างเท่าที่ทำได้ โดยมองว่าการพูดถึงวันที่ล้ม ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด

“การเล่าเรื่องของตัวเองในช่วงที่ต้องเจอมรสุมในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิด ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ทุกวันนี้น้องหลายคนก็โทรหลังไมค์มาปรึกษา พี่ติ๋วก็ช่วยเต็มที่ หลายอย่างพี่ติ๋วผ่านมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เราต้องแกร่งมากนะถึงจะผ่านมาได้ 

“ทุกวันนี้หลายคนมาแสดงความยินดีที่เรามีความสุข พี่ติ๋วก็จะเล่าตลอดว่า กว่าจะมีวันนี้ เราผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตของทุกคนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความสุขตลอด ต้องผ่านอะไรร้ายๆ มาก่อน ชีวิตถึงจะมีความสุข”

สาวกาฬสินธุ์เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะกว่าจะมีความสุขได้อย่างวันนี้ เธอผ่านความทุกข์มามากจริงๆ

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
02

พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน

ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน เด็กหญิงสำราญ ภูลายยาว ในวัย 6 ขวบ ย้ายจากมหาสารคามมาอาศัยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เธอมีชีวิตติดดิน ไม่ร่ำรวย แต่มีความสุข

“พี่ติ๋วเป็นลูกครึ่ง พ่อเป็นคนกาฬสินธุ์ แม่เป็นคนมหาสารคาม ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็อยู่กันอบอุ่น พี่ติ๋วมีพี่น้องเจ็ดคน ก็สนุกกันแบบลูกทุ่งลูกอีสาน สอยมะม่วง ขโมยมะม่วง ยิงกิ้งก่า หาความสุขตามธรรมชาติ”

แต่ความสุขของเด็กหญิงสำราญก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่ออายุย่าง 16 เธอตัดสินใจเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ด้วยหวังอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

เด็กหญิงทำงานส่งเงินให้ที่บ้านเป็นประจำทุกเดือน

“พี่ติ๋วมีแฟนคนแรกเป็นคนกรุงเทพฯ เรายังอายุน้อย ไม่มีวุฒิภาวะ พอสิบแปดเราก็มีลูก ตอนนั้นรู้เลยว่าตัวเองไม่สามารถเป็นเมียที่ดีของสามี หรือเป็นแม่ที่ดีของลูกได้”

พี่ติ๋วไม่มีชีวิตวัยรุ่น พ้นวัยเด็กก็ถึงวัยทำงาน ทำได้ไม่นานก็มีสามี รู้ตัวอีกทีก็เป็นแม่คนแล้ว 

เธอกลายเป็นแม่ในวันที่ยังอยากสนุกกับชีวิตให้มากกว่านี้

“พอได้เจอโลกกว้าง ได้เห็นแสงสีและคาเฟ่ เราก็รู้เลยว่า ตัวเองยังไม่อยากอยู่บ้านเลี้ยงลูก ยังอยากใช้ชีวิต อยากทำอะไรสนุกๆ พูดภาษาบ้านๆ ก็คือใจแตก ท้ายที่สุดจึงเลิกรากันไป เราเป็นฝ่ายเดินออกจากครอบครัว”

เหมือนพี่ติ๋วได้โอกาสที่ 2 ในการใช้ชีวิตวัยรุ่น ทำตามหัวใจ และมองหาความหมายของชีวิต หลังเลิกรากับแฟนคนแรก เธอออกตระเวนทำงานหลายที่ ทั้งโรงงาน ร้านอาหาร ก่อนจะได้เจอรักครั้งใหม่กับชาวต่างชาติที่สถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง

“รู้มั้ย เจอกันคืนเดียว พี่ติ๋วตามเขาไปถึงสมุยเลย ไปอยู่เกาะสมุยกับเขาหกเดือน จนที่บ้านคิดว่าพี่ติ๋วตายไปแล้ว” สาวอีสานหัวเราะ

หลังคบหาดูใจกับหนุ่มสวิตฯ บนเกาะสวรรค์ราวครึ่งปี พี่ติ๋วก็พาเขาไปแนะนำให้ที่บ้านรู้จัก

“เราเป็นคนแรกเลยที่พาฝรั่งเข้าหมู่บ้าน คนที่นั่นไม่มีใครรู้จักฝรั่ง ทุกคนตกใจมาก เพราะว่าแฟนคนนี้จะออกแนว บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ถักเปียทั้งหัว เหมือนฮิปปี้ ครั้งแรกที่แม่เห็น แม่ถามเราว่า ‘นี่มึงเอาตัวอะไรมาด้วย’” สาวกาฬสินธุ์เล่าไปขำไป

“เราไม่รู้เลยว่า เขาอยากพาเรามาเมืองนอก ตอนเขาขอแต่งงาน เราก็เลยตอบตกลง แต่งเสร็จกลายเป็นว่าเขาชวนมาอยู่สวิตฯ เราบอกว่ามาไม่ได้ ต้องทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ เขาก็เสนอว่าจะส่งเงินให้พ่อแม่เราสามร้อยฟรังก์สวิสต่อเดือน บวกลบคูณหารแล้วมากกว่าที่พี่ติ๋วหาได้อีก สุดท้ายจึงตอบตกลง ถ้าเธอสัญญาจะให้เงินพ่อแม่ฉัน ฉันไปกับเธอก็ได้” 

สาวกาฬสินธุ์ที่กำลังจะอายุครบ 24 ใน ค.ศ. 1989 จึงพลัดถิ่นตั้งแต่วันนั้น

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
03

เดินเรื่องหย่า พาลูกหนี

พี่ติ๋วตีตั๋วไปสวิตเซอร์แลนด์โดยแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้เลย ไม่มีเพื่อน ไม่รู้ภาษา เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากศูนย์

“เราไม่มีเพื่อน ช่วงสามสี่เดือนแรกนี่เหงามากเลยนะ ยุคนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ตด้วย ทุกอย่างต่างจากเมืองไทยมาก ตอนมาถึงใหม่ๆ ก็ตกใจ สามทุ่มแล้วฟ้ายังไม่มืด เราไม่เคยรู้ว่าหน้าร้อนของยุโรปเป็นแบบนี้ รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน” พี่ติ๋วเงียบไปครู่หนึ่ง 

“แต่ที่ตื่นเต้นกว่าคือการอยู่กับสามี พอไปถึงเรามีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อนาตาช่า เราตื่นเต้นเพราะทะเลาะกับสามีทุกวัน เขาดื่มแอลกอฮอล์หนักมาก พอทะเลาะมากเข้า เราก็เริ่มกังวล”

พี่ติ๋วเล่าต่อว่า อันที่จริงเธอก็พอรู้ว่าสามีชาวสวิตฯ เป็นพวกชอบดื่ม อยู่กลุ่มสายเขียว แต่เข้าใจว่าคงดื่มเพื่อความสุขเป็นครั้งคราว พอมาถึงสวิตเซอร์แลนด์ จึงได้รู้ความจริงว่าเขาติดเหล้าหนักมาก 

“ตกเย็นเขาจะหาเรื่องเราทุกวัน หนักสุดคือเขาดึงผมพี่ติ๋ว แล้วเอามีดทำครัวมาจี้คอ เหมือนจะปาดคออยู่แล้ว ครั้งนั้นคือตกใจมากที่สุดในชีวิต รู้เลยว่าถ้าอยู่ที่นั่นต่อ เรากับลูกก็คงไม่ปลอดภัย 

“เรารู้จักกับพี่สาวคนหนึ่ง เขาเห็นชีวิตเราแล้วสงสารก็เลยอาสาพาหนี วันรุ่งขึ้นพี่ติ๋วเก็บสิ่งของที่จำเป็นแล้วไปเลย หนีไปอยู่กับพี่สาวคนนั้นที่บาเซิล (Basel) ระหว่างนั้นก็เดินเรื่องหย่า นาตาช่าเพิ่งอายุได้เก้าเดือนเอง”

ชีวิตการมีสามีเป็นชาวต่างชาติไม่ได้สวยหรูดั่งภาพวาดที่เธอจินตนาการไว้ หลังผ่านวินาทีเฉียดตาย เธอติดต่อทนาย ตรวจสุขภาพ และเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการหย่า 

สาววัย 25 ต่อสู้ชีวิต และต้องดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่ยังไม่ครบขวบ

“ทุกอย่างตอนนั้นแย่มากจริงๆ ตอนพาลูกหนีมีเงินแค่ร้อยฟรังก์สวิสติดตัว แต่เราก็สู้จนผ่านมาได้ ความจริงทุกคนที่ไทยก็ชวนให้กลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่รู้คิดยังไงเราถึงไม่อยากกลับ หนึ่งน่าจะเพราะนาตาช่า เราอยากหย่า แต่ก็คิดว่าพ่อลูกควรได้เจอกันบ้าง และสองคือเราไม่มีตังค์ด้วย”

บทเรียน 32 ปีที่สวิตฯ ของ ติ๋ว-สำราญ ภูลายยาว สาวกาฬสินธุ์พลัดถิ่นที่คนติดตามนับล้าน
04

สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

ระหว่างรอกระบวนการทางกฎหมาย ความท้าทายของพี่ติ๋วคือการหางาน เมื่อภาษายังไม่คล่องแคล่ว ก็เหลืองานไม่กี่แนวที่เธอสามารถทำได้

“ไม่ต้องถามหรอกว่างานอะไร รู้กันอยู่ ภาษาไม่มี จะทำอะไรได้ แต่พี่ติ๋วโชคดีอย่างหนึ่งคือเวลาต้องทำงานไม่ดี จะมีคนช่วยดึงออกมาตลอด อย่างตอนทำงานอยู่กรุงเทพฯ แค่สองเดือนก็เจอพ่อนาตาช่า ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทำงานไม่นานก็ได้รู้จักกับแฟนคนอิตาลี รู้จักกันวันเดียว เขาก็ชวนเราไปอยู่ด้วย” 

สาวกาฬสินธุ์รีบเก็บเสื้อผ้าใส่ถุงขยะพลาสติกแล้วย้ายไปอยู่กับคนอิตาลี หนุ่มคนนี้เกิดและโตที่สวิตฯ ประกอบกิจการร้านอาหารกึ่งบาร์ พี่ติ๋วจึงได้งัดวิชาทำอาหารที่เคยฝึกปรือตอนอยู่เมืองไทยออกมาใช้อีกครั้ง

“เราพอรู้เรื่องอาหารอยู่แล้ว เลยช่วยเสนอเขาว่าทำเมนูนี้ดีมั้ย เมนูนั้นก็น่าลองนะ เขาก็เชื่อเรา เมื่อก่อนเราสวย หุ่นดี แฟนคนนี้เด็กกว่าพี่ติ๋วตั้งสิบปีแน่ะ” เล่าถึงตรงนี้ ทั้งพี่ติ๋วและบรูโน่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็หัวเราะออกมา

“พี่ติ๋วมีแฟนอายุน้อยทุกคนเลย ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนเราดึงดูดคนอายุน้อย วัยกลางคนไม่มีมาจีบนะ ก็บอกเพื่อนเหมือนกันว่าอยากได้ผัวแก่ๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้ เราไม่ได้เป็นคนเลือก อันนี้เรื่องจริง นี่ไง เด็กหลอกพี่ติ๋วนะ ไม่ใช่พี่ติ๋วหลอกมัน” สาวในเสื้อเชิ้ตชีฟองแขนยาวพูดพลางอมยิ้ม

การได้เจอหนุ่มคนนี้เหมือนจะทำให้พี่ติ๋วได้สร้างความทรงจำดีๆ ในต่างแดนเป็นครั้งแรก นอกจากตัวพี่ติ๋วจะมีความสุขกับการทำงาน ลูกน้อยอย่างนาตาช่าก็ได้รับความรักอันอบอุ่นจากพ่อแม่ของแฟนชาวอิตาลีที่มาทำงานที่สวิตฯ ร่วม 40 ปีแล้ว พวกเขาเอาใจใส่และหวังดีกับลูกสาวเธอเหมือนเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเอง 

“อยู่กับเขาห้าหกปี มีความสุขมากๆ มีแฟนที่ดี ดูแลและซัพพอร์ตเรา พ่อแม่เขาก็ช่วยเลี้ยงลูก รู้สึกว่าชีวิตมาถูกทางแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่”

พ่อของแฟนสาวกาฬสินธุ์เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงถึงจุดเปลี่ยน แม่ของแฟนต้องย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ที่พักอาศัยที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทสนมกลมเกลียวเริ่มมีเหตุทะเลาะเบาะแว้ง

“พี่ติ๋วกับแฟนไม่ได้ทะเลาะกันนะ แต่แม่เขาเข้ามายุ่งมากเกินไป เขาจะคอยบอกตลอดว่า ลูกเขาไม่ชอบอย่างนี้ ต้องทำแบบนี้ กลายเป็นว่าเราทำอะไรก็ไม่ถูกใจสักอย่าง ก็เลยทะเลาะกัน เราเข้าใจเขานะ เขารักลูกชายมาก และเพิ่งเสียสามีไปด้วย” 

เมื่อลองปรับความเข้าใจแล้วไม่เป็นผล การให้แม่ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดที่อิตาลีก็ไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้ สุดท้ายพี่ติ๋วและลูกจึงตัดสินใจก้าวออกมา

เธอบอกแฟนชาวอิตาลีก่อนย้ายออกจากบ้านว่า “เมียน่ะ มีเงินอาจจะซื้อได้ แต่แม่น่ะ มีเงินก็ซื้อไม่ได้”

05

อย่าหวังว่าจะได้อยู่กับลูก

ระหว่างที่อาศัยอยู่กับแฟนชาวอิตาลี เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับพี่ติ๋ว คือการชนะคดีได้สิทธิ์เลี้ยงดูบุตร

ช่วงที่นาตาช่าอายุได้ 5 ขวบ ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้เป็นพ่อเลี้ยงดูนาตาช่า เพราะมีปัญหาติดสุราเรื้อรัง อีกทั้งหากต้องการพบลูกก็จำเป็นต้องมีบุคคลที่ 3 อยู่ด้วย 

“พอเราเป็นฝ่ายชนะในศาล ยังจำได้เลย เขาบอกพี่ติ๋วว่า อย่าหวังว่าฉันจะให้เงินเธอ อย่าหวังว่าเธอจะได้อยู่กับลูก เขาพูดแบบนั้น แต่เราก็ไม่เคยระแคะระคาย ไม่ได้คิดว่าเขาจะหาโอกาสเอาลูกเราไปจริงๆ เป็นใครก็คงคิดว่าเขาพูดไปเพราะโกรธ เขาจะทำอะไรได้ ทั้งติดเหล้า ติดยา ไม่คิดเลยว่าผ่านมาสองปี เขายังมีความคิดที่จะพรากลูกไปจากเรา”

เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นตอนนาตาช่าอายุได้ 7 ขวบ ตอนนั้นพี่ติ๋วย้ายออกมาอยู่กับลูกในบ้านที่รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ช่วยจัดสรร ผู้เป็นพ่อขอพาลูกไปค้างที่บ้านหนึ่งคืน พี่ติ๋วที่ไม่เคยกีดกันความสัมพันธ์พ่อลูก ก็ตกปากรับคำโดยไม่ได้เอะใจอะไร

“พี่ติ๋วเป็นคนเอาลูกไปส่งด้วยนะ พกหนังสือเรียนไปด้วย ก็นัดแนะกับเขาว่า พรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงเรียน อย่าลืมไปส่ง เขาก็รับปาก ปรากฏว่าเช้ามาครูที่โรงเรียนโทรมาถามว่า ทำไมเด็กไม่ไปโรงเรียน”

เวลานั้นพี่ติ๋วนึกคำพูดที่อดีตสามีเคยกล่าวไว้ออกทันที เธอรีบวิ่งระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรตรงไปยังบ้านของพ่อนาตาช่า

พี่ติ๋วในสภาวะตระหนกตกใจ เห็นลูกร้องไห้อยู่ริมหน้าต่าง เธอใช้กำปั้นทุบประตูครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่มีคนเปิดประตูให้

“พี่ติ๋วโทรหาแฟนเก่าคนอิตาลี แม่เขาก็มาช่วยด้วยอีกแรง เขาเลี้ยงนาตาช่ามา ก็คงรักหลานอยู่ไม่น้อย มีเพื่อนคนไทยอีกสองคนมาช่วยด้วย”

ไม่นานก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาบอกว่า พ่อพาเด็กมาส่งไว้ที่อำเภอ ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น

“เขาใส่ร้ายพี่ติ๋วสารพัด บอกว่าพี่ติ๋วเล่นยาต่อหน้าลูก มีเซ็กส์ต่อหน้าลูก เอายานอนหลับให้ลูกกินเพื่อที่จะได้ไปเที่ยว มันไม่ใช่เรื่องจริง เพื่อนพี่ติ๋วเป็นพยานได้ ทุกคนช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ แต่เหมือนเจ้าหน้าที่จะไม่ชอบคนต่างชาติ พอเห็นหน้าเราปุ๊บ เขาจะเอาแต่ถามว่า ไม่กลับเมืองไทยเหรอ ไม่คิดจะกลับเหรอ”

แม้จะไม่รู้ภาษา เธอก็พยายามทำทุกขั้นตอนเผื่อว่าเจ้าหน้าที่จะเห็นใจ อย่างไรก็ดี มันไม่เป็นผล สุดท้ายแม่ก็ไม่ได้ลูกสาวกลับมา นาตาช่าต้องอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กนานถึง 7 ปี

“เราท้อมาก เหมือนตกนรก ถ้าไม่แกร่งจริงอาจจะติดเหล้าหรือเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว ตอนนั้นก็คิดอยากฆ่าตัวตายเหมือนกัน โชคดีบ้านที่นี่ไม่มีขื่อให้แขวนคอ จะซื้อยานอนหลับก็ไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ให้ซื้อถ้าไม่มีใบสั่งจากแพทย์ ทางเลือกสุดท้ายคือต้องปาดคอหรือกรีดข้อมือตัวเอง แต่พี่ติ๋วกลัววิธีพวกนี้ ไม่กล้าทำ”

เธอพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อเอาตัวเองออกจากจุดที่ทุกข์ทรมาน สาวอีสานทำทุกอย่างที่ช่วยให้มีรอยยิ้มไหลผ่านเข้ามาในชีวิต คนไทยไปที่ไหน เธอจะตามไปที่นั่น เพื่ออย่างน้อยจะได้ลืมเรื่องเศร้า

06

เทพบุตรซาตาน

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น ละครชีวิตกว่าจะมีตอนจบที่สุขล้น ย่อมต้องผ่านจุดที่สุดเศร้า และเรื่องราวเลวร้ายที่พี่ติ๋วต้องเจอก็ยังไม่จบ

หลังแยกทางกับแฟนอิตาลี พี่ติ๋วก็คิดว่าถึงเวลาเสียทีที่เธอจะต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง

สวัสดิการของสวิตเซอร์แลนด์ดีแสนดีสมฉายาสวรรค์แห่งยุโรป ทั้งช่วยเหลือด้านการเงิน ทำประกันชีวิต และจัดหาที่อยู่อาศัย

“สวัสดิการที่นี่ดีมาก เขาให้เดือนละพันแปดร้อยฟรังก์สวิสสำหรับเรากับลูก เราจึงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเต็มตัวตั้งแต่ตอนนั้น”

โชคชะตาพาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมาพบกับหนุ่มรูปงาม ที่ภายหลังพี่ติ๋วนิยามว่า เขาคือซาตานในคราบเทพบุตร

หลังคบหาดูใจกันได้พักใหญ่ ข่าวร้ายจากเมืองไทยก็มาถึงหู

“พ่อโทรมาบอกว่าแม่เสียแล้วนะ พี่ติ๋วไม่พร้อมเลย ไม่มีเงินกลับบ้าน ตอนนั้นเราออกมาทำงานเอง ไม่ได้รับเงินหลวงแล้ว ก็ทำร้านอาหารบ้าง สวนสัตว์บ้าง มีเงินเก็บไม่เยอะ 

“แฟนไม่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว คนที่ช่วยพี่ติ๋วคือเพื่อนๆ ทั้งคนไทยและคนสวิตฯ น้องคนหนึ่งบอกว่า เธอไปดูตั๋วเลย เดี๋ยวฉันจ่ายให้ พี่สาวที่ช่วยเรามาตลอดก็ไปบอกคนไทยในบาเซิลว่า แม่ติ๋วเสียนะ ใครอยากร่วมทำบุญบ้าง กลายเป็นว่าเรามีเงินกลับเมืองไทยเยอะมาก จากที่ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่บาทเดียว รู้สึกตัวเองเป็นคนมีบุญ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนช่วยเหลืออยู่ตลอด”

บางทีสิ่งที่ช่วยเธออาจไม่ใช่แต้มบุญ แต่เป็นความจริงใจที่เธอมีให้พวกพ้องเสมอมา แต่ก็ด้วยความจริงใจนี้เองที่ทำให้เธอถูกเอารัดเอาเปรียบในหลายครั้ง

พี่ติ๋วกลับไทยเพื่อมาร่วมงานศพแม่ผู้ล่วงลับ แฟนที่พี่ติ๋วเรียกว่าเทพบุตรซาตาน ไม่มีโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบแม้แต่สายเดียว

“สุดท้ายเราก็เลยโทรไป ตอนนั้นค่าโทรไปต่างประเทศแพงมาก นาทีหนึ่งยี่สิบกว่าบาท โทรไปปุ๊บ เขาพูดว่า โอ้ เธอโทรมาก็ดีแล้ว ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ฉันคืนบ้านเรียบร้อยแล้ว เราเลิกกันเถอะ”

หญิงสาวที่เพิ่งสูญเสียแม่เต็มไปด้วยความสับสนปนเศร้า ชายคนนี้บอกเลิกเธอทางโทรศัพท์ ส่งบ้านที่สวิตเซอร์แลนด์คืนให้รัฐโดยไม่ปรึกษา ทั้งยังหอบเงินมัดจำค่าบ้านที่พี่ติ๋วเป็นคนจ่ายไปด้วย 

“ปัญหาคือเขาเอาเงินมัดจำเราไปตั้งเกือบหกพันฟรังก์สวิสไม่คืนให้เราสักสลึงเดียว เขาอ้างว่า ในบ้านมีของพังเยอะมาก สีลอกมั่ง อะไรมั่ง เขาต้องจ่ายค่าซ่อมบ้านเกินค่ามัดจำอีก ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ถูก ก็คิดว่า เออ ช่างมันเถอะ”

สาวกาฬสินธุ์บินกลับสวิตเซอร์แลนด์ทั้งน้ำตา ขามาร้องไห้ที่เสียแม่ ขากลับร้องไห้เพราะโดนแฟนบอกเลิก

“ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เหมือนเป็นคนใจสลาย เราสัญญากับตัวเองทันทีว่า ต่อไปนี้ผู้ชายจะเป็นเหมือนถุงเท้า คือใช้แล้วทิ้ง ใส่แล้วถอด หลังจากนี้จะไม่ให้ใจใครเด็ดขาด ถ้าจะคบจริงจังก็ต้องเป็นคนที่ดูแลและรักเราจริง จะไม่คบแบบกะโหลกกะลาอีกแล้ว”

07

ลองเปิดใจสักตั้ง

อีกครั้งและอีกครั้งที่สาวอีสานยังลุกขึ้นสู้ เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยย้ายไปอยู่ธูน (Thun) เมืองติดทะเลสาบของสวิตเซอร์แลนด์ 

พี่ติ๋วรู้จักกับรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของสถานเริงรมย์ที่นั่น ก่อนจะตัดสินใจเซ้งร้าน จนได้กลายเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกในชีวิต

“ช่วงนั้นถ้ารู้จักเก็บตังค์ พี่ติ๋วคงรวยไปแล้ว แต่ก็นะ เงินที่ได้มาง่าย มันก็ไปง่ายเหมือนกัน”

สาวกาฬสินธุ์ดูแลกิจการของเธอเป็นอย่างดี กระทั่งได้รู้จักหนุ่มรุ่นน้องคนหนึ่งที่มีท่าทีอยากจริงจังกับเธอ ชายคนนี้คือบรูโน่

ทั้งคู่รู้จักกันในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1999 และได้ไปดื่มแชมเปญฉลองสหัสวรรษใหม่ด้วยกันอย่างชื่นมื่น

“เริ่มไปมาหาสู่กัน แต่ยังไม่ได้เป็นแฟน เป็นแค่คู่หู (หัวเราะ) บรูโน่ก็คงไม่ได้คิดว่าเราเป็นแฟนหรอก เราเองก็ไม่กล้าคิด เพราะแก่กว่าเขาตั้งสิบสองปี”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ณ ตอนนั้น ทางฝั่งบรูโน่ก็ยังไม่ตกลงปลงใจว่าอยากให้พี่ติ๋วเป็นแม่ของลูก เขายังคงเที่ยวเล่น เรียนรู้ และเลือกคบผู้หญิงตามประสาวัยรุ่น

“พ่อบรูโน่สอนมาว่า ก่อนจะซื้อรถก็ต้องลองก่อนว่าคันไหนขับดี ก่อนจะเลือกใครเป็นแม่ของลูกก็ต้องลองคบและศึกษาก่อนเหมือนกัน” หนุ่มสวิตฯ เอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทย แม้จะผิดเพี้ยนบ้าง แต่นับว่าชัดเจนมากแล้วสำหรับชาวต่างชาติ

“แหม เปรียบเป็นรถเลยนะ” พี่ติ๋วสวน 

“ให้ยูเป็นเฟอร์รารี่เลย”

เมื่อศึกษากันได้พักใหญ่ ความตั้งใจที่จะคบผู้ชายเหมือนใส่ถุงเท้าก็เริ่มเปลี่ยน และคนที่เปลี่ยนความตั้งใจนี้ได้ก็คือเด็กหนุ่มที่เด็กกว่าพี่ติ๋วเกินสิบปี

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ตอนนั้นร้านที่เราเป็นเจ้าของเจอวิกฤต กฎหมายสวิตเซอร์แลนด์เข้มงวดมากขึ้น เราเริ่มขาดทุน กลุ้มใจจนเริ่มล้มป่วย คนเดียวที่คอยซื้อข้าวซื้อน้ำให้เราก็คือผู้ชายคนนี้ ความจริงทุกคนก็รู้ว่าเราป่วย แต่ไม่มีใครว่างมาช่วย มีแค่บรูโน่ที่แม้จะอยู่เบิร์น แต่ก็ยอมขับรถมาดูแลเรา เขาพร้อมอยู่กับเรา แม้ในวันที่เราไม่เหลืออะไรเลย”

และแล้วฉากโรแมนติกในละครชีวิตก็มาถึง ชายหนุ่มขอหญิงสาวเป็นแฟน 

“เขาว่า ถ้าอยากจะเป็นแฟนก็ต้องออกจากจุดนี้แล้วไปใช้ชีวิตธรรมดากับเขา ให้เวลาคิดหนึ่งคืน ดูมันให้เวลาคิดเยอะมาก” พี่ติ๋วหันหน้าไปทางสามี พร้อมทำเสียงประชดประชัน

ค่ำคืนแห่งการตัดสินใจ เธอคิดไปมาหลายตลบ เพื่อนฝูงทุกคนลงความเห็นว่าฝรั่งคนนี้ ก็คงเป็นอีกคนที่เข้ามาหลอกเธอ

“ไม่มีหรอกเด็กอายุเท่านี้ที่จะมารับเลี้ยงเรา มันไม่ได้รักหรอก มันแค่หลง เดี๋ยวสี่ห้าปีมันก็ทิ้งมึง” เพื่อนพี่ติ๋วว่า

อย่างไรก็ดี เช้าวันรุ่งขึ้น พี่ติ๋วกระทำการตรงข้ามกับทุกสิ่งที่ผองเพื่อนเตือนเธอ 

“เอาวะ ลองสักตั้ง” เธอบอกตัวเองเช่นนั้น พร้อมเลือกเส้นทางสร้างครอบครัวอีกครั้ง เพราะมองว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เจอคนไม่ดีมาก็มาก เจออีกคนจะเป็นไรไป

“เรารู้นะว่าตัวเองไม่ค่อยเหมือนผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ อาจจะเพราะเราอยู่เมืองฝรั่งด้วย ก็เลยลองคบกับคนนั้นคนนี้ โดยไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องน่าเกลียด ถ้าเรายังไม่แต่งงาน ยังไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับใคร เราก็ลองได้ ชีวิตเป็นของเรา และชีวิตคือการทดลอง เราควรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง พี่ติ๋วถึงได้มาเจอบรูโน่ไง 

“เราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง อะไรจะเกิดขึ้น แต่พี่ติ๋วเชื่อเรื่องการลอง อาจจะดูใจกล้าเกินไปสำหรับผู้หญิงไทยล่ะมั้ง” พี่ติ๋วพูดยิ้มๆ

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
08

พาลูกกลับบ้าน

เป็นเวลากว่า 7 ปีที่นาตาช่าต้องอยู่ในสถานดูแลของรัฐ การได้พบบรูโน่ทำให้ผู้เป็นแม่กลับมามีความหวังที่จะได้ลูกคืนมาอีกครั้ง

“ปัญหาคือแต่ก่อน เราอ่านจดหมายที่ทางการส่งมาไม่ออก ไม่มีคนช่วย พอมีบรูโน่ช่วยอ่าน ช่วยแปลอย่างจริงจัง เราก็เดินเรื่องได้ดีขึ้น คราวนี้เจ้าหน้าที่ก็ช่วยเรา 

“ความจริงนาตาช่าต้องอยู่บ้านหลวงจนถึงอายุสิบแปด แต่บรูโน่ช่วยให้เธอได้กลับมาอยู่กับพี่ติ๋วตอนอายุสิบสี่” พี่ติ๋วย้อนถึงความพยายามในการพาลูกกลับบ้าน

“มันยากมากจริงๆ เธอคุยกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ สมัยนั้นอุปกรณ์แปลภาษาก็ไม่ดี ผมก็เข้ามาช่วยเธอตรงนี้ เธอมีสิทธิ์ความเป็นแม่เต็มที่อยู่แล้ว สุดท้ายก็เลยได้ลูกกลับมา” บรูโน่เล่าเสริม

หลังนาตาช่ากลับมาอยู่บ้านได้ไม่นาน พี่ติ๋วก็ตั้งท้องอีกครั้งในวัย 40 ด้วยความมั่นใจว่า ทั้งเธอและสามีพร้อมจะดูแลลูกน้อยคนนี้อย่างอบอุ่น

แต่อีกคนที่ต้องการการดูแลไม่แพ้กันคือนาตาช่าที่กำลังจะมีน้องสาว การห่างหายจากแม่ไป 7 ปีต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัว

 “วันแรกที่กลับมา นาตาช่าเป็นเด็กวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เล่นสเก็ตบอร์ด เจาะตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด มีเกเรตามประสา ไปเรียนได้ปีหนึ่งก็ขอดร็อปไม่เรียนต่อ”

บทเรียนสำคัญที่พี่ติ๋วสอนลูกทั้งสองอยู่เสมอคือ ‘ลองได้ แต่ต้องรู้ตัวเอง’

“เราให้คำแนะนำเขาในเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ตลอด อย่างเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พี่ติ๋วจะบอกเขาว่า ดูแม่ แม่ลองมาทุกอย่าง โลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟกต์ เราลองได้ แต่อย่ามากเกินไป ต้องรู้ตัวเอง”

การเลี้ยงดูอย่างเข้าใจที่พี่ติ๋วให้คำจำกัดความว่า ‘เลี้ยงลูกแบบเพื่อน’ ทำให้นาตาช่าและนาตาลีที่ยังเล็ก กล้าเปิดใจกับพ่อแม่ ไม่ว่ามีปัญหาอะไร ทั้งคู่จะเล่าให้เธอและบรูโน่ฟังอย่างตรงไปตรงมา

“เราคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ทันสมัยนะ คุยกับลูกแบบเพื่อน เราจะไม่ทำแบบ ‘กูเป็นแม่มึง มึงต้องฟังกู’ แต่จะแนะนำแบบเพื่อนคุยกัน แชร์กัน ไม่มีการบังคับ เขาอยากทำอะไร เรากับบรูโน่สนับสนุนตลอด เพื่อนก็ต้องสนับสนุนเพื่อนเนอะ”

และก็อาจเป็นเพราะการเลี้ยงดูแบบเพื่อนถึงเพื่อนนี่เอง ที่ทำให้นาตาช่าผู้เคยคิดจะเลิกเรียน กลับมาตั้งใจศึกษาต่อและกลายเป็นพยาบาลในที่สุด

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“วันที่เขารับประกาศนียบัตรในหอประชุม พี่ติ๋วดีใจมาก ไม่อยากจะเชื่อ ลูกสาวจบพยาบาลได้ไง จากเด็กเกเร แทบไม่เข้าเรียน กลายเป็นเด็กตั้งใจ โชคดีที่เขาหาตัวเองเจอตอนยังไม่สาย ชีวิตเขาก็ล้มลุกคลุกคลานมาคล้ายๆ กับเรา”

ถึงตรงนี้คงกล่าวได้ว่า ตั้งแต่ได้พบกับชายที่ชื่อบรูโน่ ชีวิตของพี่ติ๋วก็ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน เข้าใกล้ตอนจบของละครชีวิตเรื่องนี้

“ชีวิตดีขึ้นทุกอย่าง เสียอย่างเดียว บรูโน่ชอบบ่นว่าเมียปากหมา” ทั้งคู่หัวเราะ

09

กินไป ไลฟ์ไป

ชีวิตครอบครัวกำลังไปได้สวย เช่นเดียวกับงานอดิเรกที่กำลังงอกงาม เราถามพี่ติ๋วถึงจุดเริ่มต้นของเพจสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

“เมื่อก่อนพี่ติ๋วทำกับข้าวเลี้ยงเพื่อนฝูงอาทิตย์ละสองสามวัน เล็บพี่ติ๋วไม่เคยยาว เราทำกับข้าว เตรียมเอง ล้างเอง เพื่อนมาถึง อาหารจะพร้อมแล้ว มื้อหนึ่งเราหมดไปหลายร้อย ในขณะที่เพื่อนพกของแบรนด์เนมแล้วมาเล่าสู่กันฟังว่าเพิ่งได้กระเป๋าใบใหม่

“ผู้หญิงเนอะ เวลาอวดกันปุ๊บ คนที่ซวยคือผัว หลายคนพูดว่าสงสารบรูโน่ ทำงานงกๆ แต่เมียเอาเงินไปเลี้ยงคนอื่น มีรุ่นน้องถามว่า เราทำไปทำไม ก็เลยกลับมานั่งคิด นอกจากเสียเงินซื้อวัตถุดิบแล้ว ยังต้องมาทะเลาะกับผัวอีก เลยบอกบรูโน่ว่าจะเลิกแล้ว ไม่ทำตัวแบบเดิมแล้ว”

แต่ด้วยความเป็นคนก้นครัว รักการปรุงอาหาร และชอบการสังสรรค์ เมื่อไม่ได้ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน พี่ติ๋วจึงลองไลฟ์ในเฟซบุ๊ก ทำกับข้าวเสร็จก็มานั่งกินพร้อมกับตอบคอมเมนต์ ทำไปได้สักพักก็พบว่านี่คือความสุขรูปแบบใหม่ของเธอ

ตอนนั้นเองที่บรูโน่ สามีนักซัพพอร์ตชักชวนให้เปิดเพจอย่างจริงจัง โดยจะเป็นเพจว่าด้วยการพาทำกับข้าว ไลฟ์พูดคุยและกินอาหาร ปิดท้ายด้วยการพาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์

“นั่งคิดกันว่าชื่อเพจอะไรดี ก็เห็นว่าเรามาจากกาฬสินธุ์นี่หว่า ใช้เป็นสาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน แล้วกัน เรียกสั้นๆ ว่าสาวกาฬสินธุ์ ภาษาอังกฤษก็ Kalasingirl”

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี แฟนคลับที่มีก็เพิ่มจากหลักร้อยเป็นหลักล้าน

“ดีใจมากเลย คนที่ติดตามเรา เขามาด้วยใจแท้ๆ เราไม่ได้โปรโมตหรือยิงโฆษณาอะไร เพราะเราคิดว่าการมียอดผู้ติดตามเยอะๆ แต่ตอนไลฟ์ไม่มีคนดูก็ไม่น่าดีใจ เราอยากมีแฟนคลับที่ติดตามเพราะชอบเราจริงๆ เข้ามาคุยกัน เหมือนเป็นการเอาชีวิตต่างแดนของเรามาเผยแพร่ให้เพื่อนฟัง”

แฟนคลับที่ติดตามการไลฟ์ไกลบ้านของพี่ติ๋วต้องคอยลุ้นอยู่เสมอว่า เมนูที่จะได้เจอในวันนี้คืออะไร เพราะพี่ติ๋วประกอบอาหารได้หลากหลายทั้งไทยและเทศ

“พี่ติ๋วมีประสบการณ์ด้านอาหารมาเยอะ เป็นเชฟยืนเตาคนเดียวก็เคย ครูสอนทำอาหารคนแรกของพี่ติ๋วคือแม่ของแฟนคนแรกที่ไทย สมัยนั้นเราต้องทำอาหารให้ทั้งครอบครัว บางมื้อเป็นสิบคน ทำแบบนั้นอยู่สามสี่ปีจนชำนาญ ที่สำคัญเราชอบด้วย กินปุ๊บจะรู้เลยว่ามีวัตถุดิบอะไรอยู่ในคำนั้นบ้าง เราจำแม่นมาก ไม่ต้องจดเลย ทำครั้งเดียวก็อยู่ในความทรงจำ การทำอาหารคงเป็นพรสวรรค์ของเรา”

10

สุขแบบเรียบง่าย

เมื่อละครถึงตอนจบ สิ่งหนึ่งที่เรามองหาคือละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่างไร

“ทุกคนเคยล้มกันทั้งนั้น แต่ล้มแล้วก็ต้องผงาดขึ้นมาสู้ใหม่ให้ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งพี่ติ๋วเคยเกือบฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังสู้ สิ่งที่เจอหลายครั้งก็เป็นบทเรียนราคาแพง แต่ก็ทำให้เราแกร่งขึ้น ใช้ชีวิตไปข้างหน้าได้ดีขึ้น 

“พี่ติ๋วได้เรียนรู้หลายอย่างมากๆ ตลอดสามสิบสองปีนี้ โดยเฉพาะการเลือกคบคน สำหรับคนที่มาอยู่ต่างประเทศ พี่ติ๋วเข้าใจนะว่าเหงา แต่คนที่เข้ามาหาเรา บางครั้งก็ไม่ใช่คนที่ดี เราจึงต้องดูและศึกษาให้ดีจริงๆ”

ละครชีวิตเรื่องนี้ นางเอกอย่างพี่ติ๋วต้องผ่านด่านชีวิตมากมาย กว่าจะถึงตอนสุดท้ายที่มีความสุข กระนั้นความสุขของเธอในวันนี้กลับเป็นสิ่งเรียบง่ายอย่างการได้อยู่กับครอบครัว

ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู
ละครชีวิตของ ‘สำราญ ภูลายยาว’ สาวกาฬสินธุ์ พลัดถิ่น ไกลบ้าน สาวไทยในสวิตตเซอร์แลนด์ จากวิกฤตเฉียดตาย ถึงวันที่ทำเพจกินข้าวให้คนดู

“ความสุขในชีวิตของพี่ติ๋วคงจะเป็นปัจจุบันที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว อยู่กับบรูโน่ที่แต่งงานกันมายี่สิบสองปี มีนาตาลีและนาตาช่า ที่ถึงจะไปอยู่เนเธอร์แลนด์ก็ยังไปมาหาสู่กันตลอด อยู่เมืองนอกก็ไม่ได้มีความสุขในทันที ดิ้นรนอยู่หลายปี จะมีความสุขจริงๆ ก็วันนี้ที่พูดได้ว่าสุขอย่างเต็มอก ไม่มีความทุกข์”

“ไม่มีเลยเหรอ” เราถาม

“อืม จะทุกข์ก็เฉพาะตอนคิดถึงพี่น้องที่ไทย ทุกวันนี้ปัญหาโควิดรุนแรงมาก พี่ชายพี่ติ๋วมีร้านอาหารอีสานที่เชียงใหม่ก็วิกฤตหนัก เอาตรงๆ นะ เราเห็นคนที่ไทยแล้วรู้สึกสงสาร มีโควิด แถมเศรษฐกิจไม่ดี พี่ติ๋วก็หวังว่า วันหนึ่งประเทศไทยจะกลับมาฟู่ฟ่า มีเงินมีทองจับจ่ายใช้สอย มีธุรกิจที่ดี คนไทยได้ยิ้มและหัวเราะ”

หลังวางสายทางไกลไทย-สวิตเซอร์แลนด์ ก็ถึงคราวที่ครอบครัวจะได้ฉลองวันเกิดปีที่ 56 ของสาวกาฬสินธุ์ ผู้พลัดถิ่น และต้องย้ายไปอยู่ไกลบ้าน

แต่จะพูดว่าอยู่ไกลบ้านก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะคงไม่มีที่ไหนควรค่าแก่การถูกเรียกว่าบ้าน ได้ดีไปกว่าสถานที่ที่รายล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นรัก

วันนี้ สาวกาฬสินธุ์ได้เจอบ้านที่แท้จริงของเธอแล้ว

จบบริบูรณ์

ภาพ : สาวกาฬสินธุ์ พลัดถี่น ไกลบ้าน

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load