เนื่องจากวันที่ 24 กันยายนของทุกปีเป็นวันมหิดล อันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย เดือนกันยายนนี้จึงอยากจะนำเสนอวัดที่มีความสัมพันธ์กับพระองค์ท่านร่วมถึงราชสกุลมหิดลครับ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนรู้จักวัดนี้ ต่อให้ไม่รู้จัก ไม่เคยเข้า ก็ต้องเคยผ่าน เพราะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ของวัดถูกล้อมด้วยป่าคอนกรีต มีห้างสยามพารากอนอยู่ข้างหนึ่ง มีห้างเซ็นทรัลเวิลด์อยู่ข้างหนึ่ง จนบางคนขนานนามวัดนี้ว่า ‘วัดพารากอนวนาราม’ ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึง ‘วัดปทุมวนาราม’ นั่นเองครับ

เดิมพื้นที่ของวัดปทุมวนารามตั้งอยู่บนพื้นที่นาหลวงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระนคร ก่อนจะถูกตกแต่งให้เป็นสระบัวใน พ.ศ. 2396 ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แบ่งสระออกเป็นสระในทางด้านเหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตพระราชฐาน และสระนอกทางด้านใต้ไว้เป็นที่แล่นเรือของข้าราชการและประชาชนทั่วไป พระราชทานชื่อบริเวณนี้ว่า ‘ปทุมวัน’ ก่อนจะสร้างวัดขึ้นริมสระนอกเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระราชทานชื่อว่า ‘วัดปทุมวนาราม’

แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า ‘วัดสระปทุม’ หรือ ‘วัดสระ’  เมื่อสร้างวัดเสร็จพระองค์ทรงนิมนต์พระสงฆ์คณะลาวจากวัดบวรนิเวศวิหารมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดนี้ เนื่องจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เป็นกลุ่มคนลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจัน (ส่วนใหญ่นิยมสะกดว่า ‘เวียงจันทน์’) ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

วัดปทุมวนารามมีอาคารสำคัญเรียงในแนวตะวันออก-ตะวันตกชนิดที่แทบจะเป็นเส้นตรงเลยครับ (ถ้าใครอยากจะเห็นมุมนี้ต้องขึ้นไปชมจากร้านหนังสือ Kinokuniya ชั้น 3 ห้างสยามพารากอน) มีพระอุโบสถอยู่ฝั่งตะวันออกสุด ตามมาด้วยพระเจดีย์ พระวิหาร และโพธิฆระ (อาคารคลุมต้นโพธิ์) ซึ่งแผนผังแบบนี้เป็นงานแนวเรโทรที่รัชกาลที่ 4 ทรงหยิบยืมเอาแผนผังสมัยอยุธยาตอนต้นซึ่งย้อนกลับไปมากกว่า 500 ปีเลยทีเดียว แต่ Adapt ด้วยการเพิ่มโพธิฆระซึ่งไม่มีในสมัยอยุธยาไปในผังด้วย

วัดปทุมวนาราม

พระอุโบสถของวัดเป็นอาคารหลังเล็กๆ ตามขนบที่นิยมในสมัยอยุธยาที่จะทำพระอุโบสถเล็กกว่าพระวิหาร หน้าบันเป็นรูปพระมหามงกุฎ ตราพระบรมราชสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 4 ด้านล่างตกแต่งด้วยรูปกอบัว ล้อมรอบด้วยเสมาที่ผสมผสานทั้งเสมาแบบหลักที่กำแพงแก้วและเสมาแบบใบบนเสาพระอุโบสถ

วัดปทุมวนาราม

และเนื่องจากวัดปทุมวนารามสร้างขึ้นในชุมชนชาวลาวและมีเจ้าอาวาสรูปแรกเป็นชาวลาว พระประธานภายในอุโบสถจึงเป็นพระพุทธรูปศิลปะลาวล้านช้างนามว่า พระสายน์ พระพุทธรูปที่ชาวลาวเชื่อกันว่า เมื่อใดก็ตามที่เกิดฝนแล้งจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ออกมาเพื่อช่วยให้ฝนตก ใครอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม (และมีความสามารถในการอ่านอักษรขอม) ลองเดินไปด้านหลังองค์หลวงพ่อพระสายน์ดูครับ จะมีข้อความเล่าถึงประวัติของท่านอยู่

วัดปทุมวนาราม วัดปทุมวนาราม

โดยรอบตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวสวรรค์ของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งจะประกอบด้วยสระน้ำทั้งหมด 4 สระ ได้แก่ นันทวัน ปารุสกวัน จิตรลาวัน  มิสกวัน วาดเป็นภาพสระบัว มีเรืออยู่กลางสระ รอบๆ มีวิมานเทวดาอยู่ ด้านหลังเป็นภาพดอกบัวขนาดใหญ่ ซึ่งมีนางอัปสร 7 นางอยู่ข้างใน ขณะที่ผนังระหว่างหน้าต่างเขียนภาพกิจวัตรของพระสงฆ์ เช่น ต้องทำวัตร ต้องศึกษาพระธรรม และอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม น่าเสียดายว่าเดิมใต้ภาพเหล่านี้มีข้อมูลระบุเนื้อหาข้างบน แต่ปัจจุบันลบเลือนไปเกือบหมดแล้ว

วัดปทุมวนาราม วัดปทุมวนาราม

กึ่งกลางคือเจดีย์ประธานซึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆัง เจดีย์ทรงยอดฮิตในบรรดาวัดหลวงที่สร้างขึ้นที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องจากมีพระราชวินิจฉัยว่า เจดีย์ทรงโบราณมีลักษณะคล้ายกองข้าว เจดีย์ทรงระฆังจึงสอดคล้องกับแนวความคิดนี้ ดังนั้น เราจะไม่เห็นเจดีย์ทรงอื่นๆ เช่น เจดีย์ทรงเครื่อง เพราะทรงเห็นว่าองค์ระฆังมีขนาดเล็กไม่แน่นหนา ทำให้โจรสามารถเข้ามาขโมยพระบรมสารีริกธาตุได้

วัดปทุมวนาราม

พระวิหารเป็นอาคารขนาดใหญ่มีมุขยื่นออกมาข้างหน้า ด้านหน้าพระวิหารมีอนุสาวรีย์เล็กๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกและบรรจุอัฐิของคุณหญิงมโนปกรณ์นิติธาดา ภริยานายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย เป็นแท่งหินสีเทา มีหน้าสตรีทั้งสี่ด้าน แต่ละด้านแสดงความสำรวมตา หู ปาก ใจ เพื่อเตือนใจผู้คน ลองไปสังเกตดูนะครับว่าทิศไหนปิดอะไร ไม่ยากเลย

วัดปทุมวนาราม วัดปทุมวนาราม

แล้วก็เช่นเดียวกันกับพระอุโบสถ ภายในพระวิหารประดิษฐานพระเสริมและพระแสน พระพุทธรูปศิลปะล้านช้างองค์สำคัญที่อัญเชิญมาจากประเทศลาว ในบรรดาพระพุทธรูปทั้งหมดภายในวัดปทุมวนาราม พระเสริมน่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดองค์หนึ่ง พระพุทธรูปองค์นี้มีตำนานร่วมกับพระพุทธรูปอีก 2 องค์ คือพระใสและพระสุข ซึ่งเล่ากันว่าสร้างขึ้นโดยพระธิดาของกษัตริย์ล้านช้าง และพระเสริมยังถือว่าเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างที่งดงามที่สุดในประเทศไทยด้วย

วัดปทุมวนาราม วัดปทุมวนาราม

แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารครับ เหนือช่องหน้าต่างเขียนภาพขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยมีวิวของแม่น้ำเจ้าพระยาและสิ่งก่อสร้างรอบๆ เป็นแบ็กกราวนด์ ผนังระหว่างหน้าต่างเขียนเรื่องศรีธนญชัย อ่านไม่ผิดครับ ศรีธนญชัยจอมป่วนจอมกะล่อนที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันนั่นแหละครับ ที่นี่ถือเป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่เรื่องศรีธนญชัยถูกเขียนอยู่บนฝาผนังของวัด แน่นอนว่าเรื่องนี้มีที่มา ศรีธนญชัยรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เซียงเมี่ยง’ เป็นนิทานที่แพร่หลายอย่างมากในประเทศไทย มีเนื้อหาสนุกสนาน เบาสมอง และเป็นที่คุ้นเคยกันในหมู่ชาวลาว

ดังนั้น จะเห็นว่าไม่ใช่แค่พระสงฆ์ พระพุทธรูป แม้แต่จิตรกรรมฝาผนังเองก็เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชาวลาว ซึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไป นี่เป็นกุศโลบายที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนกับวัดที่สร้างขึ้นใหม่ในชุมชนนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี

วัดปทุมวนารามวัดปทุมวนาราม

ยังครับ ความพีกของจิตรกรรมฝาผนังยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะจิตรกรรมฝาผนังย่อมเขียนขึ้นภายหลังจากการสร้างอาคารแน่นอน คงไม่มีใครที่เขียนจิตรกรรมบนอากาศแล้วสร้างอาคารตามมาทีหลัง ช่างที่เขียนจิตรกรรมที่นี่จึงวาดภาพวัดปทุมวนารามใส่ลงไปในฉากที่ศรีธนญชัยแซวช้างเผือกของพระราชาเสียเลย เราจะเห็นพระอุโบสถทางด้านซ้าย พระเจดีย์อยู่ตรงกลาง และพระวิหารอยู่ทางขวา ซึ่งภาพที่ปรากฏแทบไม่แตกต่างจากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเลย

วัดปทุมวนาราม

คิดว่าหมดรึยังครับกับจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารหลวง ยังครับ เรามาชมด้านหลังพระประธานกันต่อ ภาพจิตรกรรมบริเวณนี้เป็นภาพพระพุทธเจ้าเรียงแถวกัน 5 องค์ เหนือแถวพระพุทธรูปมีรูปอุณาโลมขนาดใหญ่อยู่ ใต้แถวพระพระพุทธรูปมีบุคคลแต่งกายคล้ายเทวดาอยู่ 5 องค์และมีรูปสัตว์ 5 ชนิดอยู่ใต้เท้า หลายคนเห็นภาพนี้ก็ต้องบอกว่า “นี่คือภาพของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 ในกัลป์นี้แน่นอน ด้านล่างเป็นพระโพธิสัตว์ ส่วนสัตว์ด้านล่างเป็นสัญลักษณ์ประจำพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์”

เหมือนจะถูก แต่ไม่ใช่เสียทีเดียวครับ ถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าใต้ภาพพระพุทธเจ้าและคนแต่งกายคล้ายเทวดามีตัวอักษรขอมกำกับไว้อยู่ อักษรขอมเหล่านี้บอกชื่อของแต่ละพระองค์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ภาพเหล่านี้จริงๆ แล้วเป็นภาพพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ตามความเชื่อของพระพุทธศาสนาแบบมหายานครับ พระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์คือพระธยานิพุทธเจ้า พระพุทธรูปเจ้าที่ประทับอยู่บนพุทธเกษตร (ในกลุ่มนี้คนไทยน่าจะรู้จักพระอมิตาภะมากที่สุด เพราะพระนามของท่านเป็นที่มาของคำว่า ‘อมิตาพุทธ’ ที่เราชอบได้ยินพระจีนในละครพูดกันบ่อยๆ) ซึ่งพระธยานิพุทธเจ้าเหล่านี้จะบันดาลให้เกิดพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ในแต่ละกัลป์ ดังนั้น บุคคลแต่งกายคล้ายเทวดาทั้งหลายก็คือพระโพธิสัตว์ในแต่ละกัลป์ (พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมก็อยู่ในกลุ่มนี้) ส่วนรูปสัตว์ด้านล่างน่าจะหมายถึงพระพุทธเจ้าที่พระธยานิพุทธเจ้าสร้างขึ้นมาอีกทีครับ และก็เช่นเดียวกับเรื่องศรีธนญชัย ภาพลักษณะเช่นนี้พบที่นี่ที่เดียวอีกเช่นกัน

เรื่องสุดท้ายจริงๆ แล้วกับจิตรกรรมฝาผนังที่นี่ ก็คือเสาภายในพระวิหารที่ตกแต่งด้วยรูปดอกบัว ลองสังเกตดูนะครับว่าสีของเสาภายในพระวิหารหลังนี้ไม่เหมือนกัน เสาที่อยู่ด้านในใกล้กับพระประธานจะมีสีสว่าง เช่น สีขาว แต่ยิ่งห่างออกมามากเท่าไหร่สีก็ยิ่งเข้มขึ้น เข้มขึ้น เริ่มกลายเป็นสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน และสีดำในที่สุด สิ่งนี้เป็นปริศนาธรรมที่พบได้ในหลายวัดที่สร้างโดยรัชกาลที่ 4 ความหมายก็คือ สีที่สว่างเปรียบได้กับจิตใจที่บริสุทธิ์ ใกล้กับพระศาสนา แต่ยิ่งอยู่ห่างออกมาจิตใจก็เริ่มมีมลทิน หยาบช้าขึ้นเรื่อยๆ สีจึงเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีดำครับ ลองสังเกตจากบุคคลที่อยู่บนเสาแต่ละต้นดูครับ เสาที่อยู่ใกล้พระประธานจะเป็นรูปพระสงฆ์ ในขณะที่เสาต้นนอกๆ จะเป็นภาพคนธรรมดาหรือกษัตริย์

ส่วนท้ายสุดคือโฆธิฆระ (แปลแบบซื่อๆ ว่าบ้านของต้นโพธิ์) ซึ่งเป็นอาคารที่พบในวัดหลายแห่งที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ตัวอาคารจะอยู่ในผังสี่เหลี่ยมเปิดช่องตรงกลางให้ต้นโพธิ์แตกกิ่งก้านสาขา ต้นโพธิ์ต้นนี้เป็นต้นโพธิ์ที่ได้รับหน่อมาจากลังกา (ปัจจุบันต้นโพธิ์ตันนี้ยังคงอยู่ และเป็นต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก) เนื่องจากในสมัยก่อนรัชกาลที่ 5 ไม่มีใครรู้จักสังเวชนียสถานหรอกครับ ชาวสยามรู้จักแต่โสฬสมหาสถาน สถานที่สำคัญ 16 แห่งที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จไปในลังกา  ดังนั้น ถ้าจะไปแสวงบุญก็ต้องไปที่ศรีลังกา จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 พุทธคยาเริ่มเป็นที่รู้จัก การแสวงบุญในอินเดียจึงถือกำเนิดขึ้นและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่การเดินทางไปแสวงบุญที่ลังกาค่อยๆ หมดไป แต่ปัจจุบันมีการจัดทัวร์ไปแสวงบุญที่ศรีลังกาอยู่บ้างประปราย แต่มักไปไม่ครบ 16 แห่ง (ซึ่งไม่แตกต่างจากในสมัยโบราณเท่าไหร่)

แต่เรื่องที่เจ๋งที่สุดเรื่องหนึ่งของวัดแห่งนี้ที่คนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยสังเกตก็คือ เนื่องจากวัดนี้ชื่อวัดปทุมวนาราม ดังนั้น งานประดับตกแต่งภายในวัดไม่ว่าจะหน้าบัน กรอบซุ้ม ลายเสา บานประตู-หน้าต่าง จิตรกรรมฝาผนัง จึงใช้ปทุมหรือดอกบัวในการทำเป็นลวดลายต่างๆ จำนวนมาก ใครไปที่วัดก็ลองสังเกตดูว่ามีดอกบัวอยู่กี่จุด แต่เท่าที่เคยลองนับดูมีมากกว่า 10 จุด ทั้งของที่มีมาแต่เดิมและของที่ทำขึ้นใหม่ในสมัยหลัง ผมใส่ข้อมูลไว้ในนี้แล้วบางส่วน ส่วนที่เหลือนั้น ใครสนใจลองไปเดินส่องเดินหากันได้เลยครับ

วัดปทุมวนาราม

วัดปทุมวนาราม

และสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับวัดปทุมวนารามแห่งนี้ก็คือ บริเวณด้านหลังของวัดนอกกำแพงเลยจากต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นที่ตั้งของโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่มีพระสถูปซึ่งประดิษฐานพระบรมอัฐิ พระราชสรีรังคาร และพระอัฐิของพระราชวงศ์ในราชสกุลมหิดลหลายพระองค์ ได้แก่

  1. พระบรมราชสรีรังคารของสมเด็ตพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
  2. พระทนต์ (ฟัน)ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
  3. พระทนต์ของสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
  4. พระบรมราชสรีรังคารส่วนหนึ่งและพระตโจ (หนัง) ส่วนพระเศียรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหดิล รัชกาลที่ 8
  5. พระอัฐิส่วนหนึ่งของพระโสณี (สะโพก) ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  6. พระทนต์และพระเกศาของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์

ดังนั้น หากใครมีโอกาสเดินทางไปไหว้พระที่วัดปทุมวนาราม ก็อยากจะให้เดินทะลุไปทางด้านหลังเพื่อไปถวายสักการะที่พระสถูปองค์นี้กันสักหน่อย อย่างน้อยก็ขอให้งานชิ้นนี้เป็นอีกบทบันทึกหนึ่งให้ผู้คนยังจดจำถึงพระสถูปองค์นี้เอาไว้ครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดอีกแห่งที่เดินทางไปได้ง่ายมาก จะนั่งรถไฟฟ้า BTS แล้วลงสถานีสยามก็ได้ หรือจะนั่งรถเมล์ไปลงก็มีหลายสาย จะลงฝั่งเดียวกัน ฝั่งสยามสแควร์วัน ก็สามารถเดินทางไปยังวัดนี้ได้อย่างสะดวกสบายสุดๆ
  2. วัดปทุมวนารามเป็นวัดเดียวในจังหวัดกรุงเทพมหานครที่จัดประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ประเพณีเก่าแก่ของชาวลาวซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา โดยจะแห่ปราสาทผึ้งรอบพระอุโบสถ พระเจดีย์ พระวิหาร 3 รอบ ท่านใดที่สนใจลองแวะไปชมกันได้นะครับ เดือนหน้าก็ออกพรรษากันแล้ว

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

ครั้งก่อนผมพาไปชมจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างอยุธยาตอนปลายที่เมืองสะกาย ณ วัดมหาเตงดอจี กันแล้ว วัดนี้ถือว่าเป็นที่รู้จักพอสมควรในหมู่คนไทยและมีคนไทยเดินทางไปเที่ยวพอสมควร เนื่องจากตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองมัณฑะเลย์ แต่วัดที่จะพาไปชมวันนี้ต่างออกไป แม้จะมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างกรุงเก่าเช่นเดียวกับวัดมหาเตงดอจี แต่คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักวัดนี้ อีกทั้งที่ตั้งของวัดนี้อยู่ในเมืองที่ไม่ใช่เส้นทางท่องเที่ยวหลักอีกด้วย ซึ่งภาพที่จะนำมาให้ชมกันคือ ‘กู่วุดจีกูพญา’ ณ สำนักสงฆ์หมั่นกินจอง

การค้นพบจิตรกรรมฝาผนังอยุธยาที่สำนักสงฆ์แห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ คุณอรวินท์ ลิขิตวิเศษกุล นักวิชาการชาวไทยท่านหนึ่งได้ยินคำบอกเล่าว่า มีนักวิชาการชาวพม่านาม จอง แซน วิน ซึ่งเป็นคนแรกและคนเดียวที่เคยเห็นจิตรกรรมฝาผนังนี้และได้คัดลอกพร้อมกับถ่ายรูปไว้ ซึ่งท่านได้พาคุณอรวินท์ไปชม ทำให้เราทราบว่านอกจากวัดมหาเตงดอจีที่เมืองสะกายแล้ว ที่นี่ยังเป็นอีกที่หนึ่งที่มีจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างกรุงเก่าที่เมืองพม่า อย่างไรก็ดี ความรู้นี้เป็นที่รู้กันในหมู่นักวิชาการ ผมจึงคิดว่าอยากจะพาทุกท่านไปชมจิตรกรรมฝาผนังที่นี่กันครับ

วุดจีกูพญา (Wut Kyi Gu Paya) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ โกจองกู ซึ่งมีความหมายว่าคูหาที่มี 9 ห้องนี้ไม่ปรากฏว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่กล่าวกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 1960 (งานจิตรกรรมฝาผนังด้านในที่เราจะไปชมกันอยู่ร่วมสมัยกับสมัยอยุธยาตอนปลายในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24) จัดเป็นกู่หรืออาคารประดิษฐานพระพุทธรูป ถ้าเป็นบ้านเราน่าจะเป็นอาคารประมาณวิหารหรืออุโบสถ ที่ต่างคือภายในอาคารหลังนี้มีการแบ่งห้องออกเป็น 9 ห้อง โดยห้องตรงกลางเป็นห้องสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ในขณะที่ห้องอื่นๆ ปรากฏร่องรอยของฐานที่น่าจะเคยตั้งพระพุทธรูปขนาดเล็กเอาไว้

เนื่องจากอาคารหลังนี้ปัจจุบันไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว ภายในจึงค่อนข้างรก ยิ่งดูจากด้านนอก อาคารหลังนี้ดูเป็นอาคารธรรมดาๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป ซ้ำยังอยู่ในสภาพที่ไม่ได้ดีเท่าไหร่ ถ้าไม่รู้ว่าข้างในมีของดีที่หาดูได้ยากล่ะก็ เชื่อเถอะว่าไม่มีใครคิดจะขวนขวายหาวิธีเข้าไปข้างในแน่ๆ

พอเข้าไปข้างในได้เราก็จะเจอสภาพรกๆ ภายในอาคาร พอเราเดินเข้าไปในห้องตรงกลางก็จะพบพระพุทธรูปศิลปะพม่าตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ล้อมรอบด้วยจิตรกรรมฝาผนังสมัยนยองยาน ที่แม้จะสวยงามพอใช้ได้แต่ก็สามารถพบเห็นได้มากในประเทศนี้

วุดจีกูพญา

แล้วของที่เราตามหาอยู่ที่ไหนล่ะ ให้เดินย้อนกลับมาที่ห้องแรกที่เราเดินเข้าไปแล้วเริ่มส่องไฟฉายไปรอบๆ สมบัติล้ำค่าที่เราตามหาก็จะปรากฏสู่สายตาในทันที

ภาพจิตรกรรมที่เขียนอยู่ภายในนี้ต่างจากวัดมหาเตงดอจีอยู่พอสมควร แม้เราจะพบจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างอยุธยาและจิตรกรรมแบบลูกผสมอยุธยา-พม่าเช่นเดียวกัน แต่จิตรกรรมที่เมืองสะกายเหลือแต่ภาพที่ไม่เล่าเรื่อง ในขณะที่จิตรกรรมที่เมืองมินบูนี้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและทศชาติชาดก รวมไปถึงภาพนรก แต่เราคงพูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างในไม่ไหว ไม่งั้นจะกลายเป็นรายงานวิชาการไปซะก่อน เพราะฉะนั้น เรามาลองดูกันดีกว่าว่าบนฝาผนังของอาคารหลังนี้ จิตรกรเมื่อครั้งกรุงเก่าแอบซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง

อ๊ะ แต่ก่อนอื่น เนื่องจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่นี่ออกจะดูได้ลำบาก เนื่องจากข้างในอาคารหลังนี้มีการแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ถึง 9 ห้อง เพื่อให้ผู้อ่านที่อยากจะตามไปดูของจริงสามารถหาภาพที่ผมพูดถึงได้ง่ายขึ้น เวลาเข้าไปชมให้นับในใจว่าเราอยู่ในห้องที่เท่าไหร่ โดยนับจากห้องแรกที่เราเข้าไปเป็นห้องที่ 1 และเดินเวียนขวาแบบเดียวกับเวลาเราเดินเวียนเทียนรอบโบสถ์หรือเจดีย์เลยครับ

วุดจีกูพญา

ที่นี้ เราไปชมของจริงกันดีกว่า

เรามาเริ่มกันที่ห้องแรกก่อนเลย มองขึ้นไปข้างบนเราจะพบฉากที่เราคุ้นเคยในจิตรกรรมไทย นั่นก็คือฉากพุทธประวัติตอนมารผจญนั่นเอง ถ้าบ้านเราจะเจออยู่ที่ผนังฝั่งตรงข้ามพระประธานในโบสถ์หรือวิหาร แต่ที่เมืองพม่านี้ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการวาดฉากนี้ แต่ที่มันน่าสนใจเป็นวิธีการวางแม่พระธรณีนี่ล่ะ แม้ว่าทั้งเราทั้งเขาต่างก็มีพระแม่ธรณีเหมือนกัน แต่ของเราพระแม่ธรณีจะอยู่ใต้พระพุทธเจ้า (บางทีจะมีหน้ากาลอยู่ใต้พระแม่ธรณีด้วย) มีกองทัพพญามารเข้ามาทั้งสองข้าง โดยฝั่งหนึ่งคือพญามารบุก อีกฝั่งคือพญามารพ่าย

แต่ของพม่าแม่พระธรณีจะอยู่ด้านข้างพระพุทธเจ้าโดยมีกองทัพพญามารเข้ามาด้านเดียว เรียกได้ว่าเปิดด้วยฝีมือช่างไทยกันเลยทีเดียว แต่อาจต้องดูดีๆ เพราะส่วนที่เหลือคือพระแม่ธรณีครึ่งองค์ หน้ากาล และกองทัพมาร 2 ฝั่ง (ซึ่งเหลือเฉพาะส่วนล่างเช่นกัน) ซึ่งถ้าสมบูรณ์อยู่น่าจะอลังการมากแน่ๆ

วุดจีกูพญา

ไม่หมดเท่านั้น ครั้งที่แล้วผมนำเสนอพระอดีตพุทธเจ้าเรียงแถวที่วัดมหาเตงดอจี แต่ที่ห้องแรกนี้มีแถวเทพชุมนุม ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปตามวัดเช่นเดียวกัน เทพชุมนุมก็คือภาพเทวดาหลากหลายกลุ่มเรียงแถวกำลังทำท่าพนมมือ ซึ่งภาพเช่นนี้ไม่มี! ในศิลปะพม่า กระนั้น ถ้าลองสังเกตภาพนี้ดูจะพบว่ามีการปรับปรุงภาพนี้เล็กน้อย โดยมีฝีมือช่างพม่ามาร่วมเขียนภาพนี้ด้วย หน้าตาเทวดาเลยดูคล้ายเทวดาพม่ามากกว่าเทวดาไทย

วุดจีกูพญา

ภาพที่น่าสนใจถัดมาอยู่ในห้องที่ 3 เป็นภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ แม้ฉากนี้เราจะพบในจิตรกรรมฝาผนังพม่าเช่นกัน แต่ที่อยากจะให้ดูคือองค์ประกอบของภาพครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นลักษณะของพระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์โดยมีรัศมีเปลวไฟอยู่ที่บริเวณพระเศียรก็ดี หรือกรอบด้านนอกที่มีเส้นหยักฟันปลาที่เรียกว่าเส้นสินเทาก็ดี ล้วนเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะอยุธยาตอนปลาย ซึ่งพบที่วัดมหาเตงดอจีเช่นเดียวกัน ใครสนใจลองไปดูคอลัมน์อารามบอยตอน แกะรอยช่างอยุธยาสมัยกรุงแตกที่ ‘วัดมหาเตงดอจี’ วัดสัญชาติพม่าศิลปะไทย

วุดจีกูพญา วุดจีกูพญา วุดจีกูพญา

ภาพนรกของพม่าไม่เหมือนของบ้านเรา บ้านเราจะชอบเขียนแทรกอยู่ตามฉากไตรภูมิบ้าง ชาดกบ้าง แต่ที่พม่าจะแทรกอยู่ได้หลายที่ ส่วนใหญ่มักวาดอยู่บริเวณขอบล่างของผนัง แต่สิ่งที่ทำให้ภาพนรกที่นี่ไม่เหมือนใคร อาจจะเรียกได้ว่าจุดที่เด่นที่สุดของภาพนรกที่นี่อยู่ ณ ห้องที่ 6 เพราะที่ผนังด้านล่างมีข้อความอยู่ 2 แถว แถวบนเป็นภาษาพม่า ซึ่งผมไม่กระดิก อ่านไม่ออกเลย แต่แถวล่างเป็นภาษาไทย ย้ำว่าภาษาไทยจริงๆ ครับ เขียนว่าสังคา_ต_รก แม้จะไม่ครบ แต่คำคำนี้น่าจะหมายถึง สังฆาฏนรก 1 ใน 8 นครขุมใหญ่ สังฆาฏนรก แปลว่า นรกภูเขาบดขยี้ เป็นนรกที่บรรดาสัตว์นรกจะถูกบดขยี้จากภูเขา 2 ลูกที่จะกลิ้งเข้าหากัน น่าเสียดายว่าภาพบริเวณนี้อยู่ในสภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เรายังพอเห็นภูเขาทางฝั่งขวาที่แสดงถึงภูเขาที่มาบดขยี้บรรดาสัตว์นรกในสังฆาฏนรกได้

วุดจีกูพญา วุดจีกูพญา

สำหรับภาพต้องสงสัยที่ผมเกริ่นไว้ในตอนแรกจะอยู่ในห้องที่ 7 ถัดจากห้องที่มีภาพนรกเลยครับ พอเดินเข้าไปให้หันหลังกลับมองไปทางขวาของทางที่เดินเข้ามา เราจะพบภาพบุคคลชั้นสูงแต่งกายคล้ายกษัตริย์ประทับอยู่บนหลังช้างพร้อมกับองครักษ์ ภาพนี้น่าสงสัยยังไง ลองสังเกตเครื่องแต่งกายของคนที่อยู่บนช้างดีๆ เครื่องทรงของพระองค์แตกต่างจากเครื่องแต่งกายแบบพม่าที่ช่วงเวลาเดียวกันอย่างชัดเจน ท่านมีผิวสีเข้ม สวมพระมาลาปีกสีดำ สวมฉลองพระองค์สีดำ (ถ้าใครนึกไม่ออก ให้นึกภาพชุดเกราะกษัตริย์ในหนังของท่านมุ้ยดูครับ)

ในขณะที่ถ้าเป็นเครื่องทรงกษัตริย์พม่าปกติจะทรงพระมาลาทรงกรวย เจาะพระกรรณใส่กุณฑล เสื้อคลุมยาวแขนยาว ซึ่งชวนให้สงสัยว่าหรือบุคคลในภาพนี้จะไม่ใช่คนพม่า แต่เป็นคนไทย อาจเป็นไปได้ว่าจิตรกรชาวกรุงเก่าต้องการบันทึกภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์พระองค์สำคัญในประวัติศาสตร์ของเรา เอาไว้บนผนังวัดพม่าก็ได้

วุดจีกูพญา

วุดจีกูพญา

นอกจากวัดมหาเตงดอจีและกู่วุดจีกูพญาแห่งนี้ ปัจจุบันเรายังไม่พบหลักฐานของจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างกรุงศรีอยุธยาในเมืองพม่าเลย (แต่ถ้าเป็นเจดีย์หรือพระพุทธรูปนี่มีนะ พบทั้งตอนกลางของพม่า เช่น สะกาย หรือทางใต้ติดกับชายแดนไทย เช่น ทวาร) แต่ก็ไม่แน่นะว่าในอนาคตอาจจะมีการค้นพบใหม่ๆ ที่ทำให้เรารู้ว่าบรรพบุรุษของเราเมื่อ 200 กว่าปีก่อนเมื่อเขาถูกกวาดต้อนไปอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศเมียนมากันบ้าง

เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหนักสงฆ์หมั่นกินจองนี้ตั้งอยู่ในเมืองมินบู ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองมักเว อารมณ์เหมือนกรุงเทพฯ-ธนบุรี แต่ฝั่งเมืองมักเวมีที่พักให้เลือกพอสมควรและสามารถหาแท็กซี่สำหรับเดินทางไปชมสถานที่แห่งนี้ได้ง่ายกว่า ถ้าใครจะไปแนะนำให้นอนที่ฝั่งมักเว
  2. สำนักสงฆ์หมั่นกินจองตั้งอยู่ใกล้กับวัดชินพูมินพู (Shinpu Minpu Pagoda) ดังนั้น ถ้าบอกแท็กซี่ว่าจะไปวุดจีกูพญา รับประกันว่าไม่มีใครรู้จัก แต่ถ้าบอกชื่อวัดใกล้ๆ หรือสำนักสงฆ์ยังพอจะได้ลุ้นมากกว่า
  3. เนื่องจากอาคารหลังนี้ปัจจุบันไม่ถูกใช้งานแล้วจึงต้องให้พระมาเปิดประตูให้ ดังนั้น จึงควรเผื่อเวลาและเผื่อใจหากพระท่านไม่อยู่ เราก็จะอดดูอย่างแน่นอน และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีคนขับแท็กซี่ใจดีที่จะช่วยตามหาพระที่ถือกุญแจภายในสำนักสงฆ์แห่งนี้ เว้นแต่ว่าสกิลล์การพูดภาษาพม่าของคุณจะอยู่ในระดับที่สามารถสื่อสารได้ดี
  4. อาวุธประจำกายชิ้นสำคัญสำหรับการชมจิตรกรรมฝาผนังที่นี่คือไฟฉาย ไม่แนะนำไฟฉายที่ติดกับมือถือ เพราะกำลังไฟไม่แรงพอแน่นอน ควรพกไฟฉายแรงๆ สักอัน อาจจะเอาแบบสวมหัวก็ได้หากไม่ชอบถือไฟฉายไปถ่ายรูปไป แต่ถ้าไปกับเพื่อนอาจจะผลัดกันถ่ายผลัดกันถือไฟฉายกับเพื่อนก็ได้ เพราะมิฉะนั้นก็จะเจอสภาพแบบเดียวกับผมเจอคือกำลังไฟไม่พอนะครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load