เนื่องจากวันที่ 24 กันยายนของทุกปีเป็นวันมหิดล อันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย เดือนกันยายนนี้จึงอยากจะนำเสนอวัดที่มีความสัมพันธ์กับพระองค์ท่านร่วมถึงราชสกุลมหิดลครับ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนรู้จักวัดนี้ ต่อให้ไม่รู้จัก ไม่เคยเข้า ก็ต้องเคยผ่าน เพราะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ของวัดถูกล้อมด้วยป่าคอนกรีต มีห้างสยามพารากอนอยู่ข้างหนึ่ง มีห้างเซ็นทรัลเวิลด์อยู่ข้างหนึ่ง จนบางคนขนานนามวัดนี้ว่า ‘วัดพารากอนวนาราม’ ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึง ‘วัดปทุมวนาราม’ นั่นเองครับ

เดิมพื้นที่ของวัดปทุมวนารามตั้งอยู่บนพื้นที่นาหลวงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระนคร ก่อนจะถูกตกแต่งให้เป็นสระบัวใน พ.ศ. 2396 ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แบ่งสระออกเป็นสระในทางด้านเหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตพระราชฐาน และสระนอกทางด้านใต้ไว้เป็นที่แล่นเรือของข้าราชการและประชาชนทั่วไป พระราชทานชื่อบริเวณนี้ว่า ‘ปทุมวัน’ ก่อนจะสร้างวัดขึ้นริมสระนอกเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระราชทานชื่อว่า ‘วัดปทุมวนาราม’

แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า ‘วัดสระปทุม’ หรือ ‘วัดสระ’  เมื่อสร้างวัดเสร็จพระองค์ทรงนิมนต์พระสงฆ์คณะลาวจากวัดบวรนิเวศวิหารมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดนี้ เนื่องจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เป็นกลุ่มคนลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจัน (ส่วนใหญ่นิยมสะกดว่า ‘เวียงจันทน์’) ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

วัดปทุมวนารามมีอาคารสำคัญเรียงในแนวตะวันออก-ตะวันตกชนิดที่แทบจะเป็นเส้นตรงเลยครับ (ถ้าใครอยากจะเห็นมุมนี้ต้องขึ้นไปชมจากร้านหนังสือ Kinokuniya ชั้น 3 ห้างสยามพารากอน) มีพระอุโบสถอยู่ฝั่งตะวันออกสุด ตามมาด้วยพระเจดีย์ พระวิหาร และโพธิฆระ (อาคารคลุมต้นโพธิ์) ซึ่งแผนผังแบบนี้เป็นงานแนวเรโทรที่รัชกาลที่ 4 ทรงหยิบยืมเอาแผนผังสมัยอยุธยาตอนต้นซึ่งย้อนกลับไปมากกว่า 500 ปีเลยทีเดียว แต่ Adapt ด้วยการเพิ่มโพธิฆระซึ่งไม่มีในสมัยอยุธยาไปในผังด้วย

วัดปทุมวนาราม

พระอุโบสถของวัดเป็นอาคารหลังเล็กๆ ตามขนบที่นิยมในสมัยอยุธยาที่จะทำพระอุโบสถเล็กกว่าพระวิหาร หน้าบันเป็นรูปพระมหามงกุฎ ตราพระบรมราชสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 4 ด้านล่างตกแต่งด้วยรูปกอบัว ล้อมรอบด้วยเสมาที่ผสมผสานทั้งเสมาแบบหลักที่กำแพงแก้วและเสมาแบบใบบนเสาพระอุโบสถ

วัดปทุมวนาราม

และเนื่องจากวัดปทุมวนารามสร้างขึ้นในชุมชนชาวลาวและมีเจ้าอาวาสรูปแรกเป็นชาวลาว พระประธานภายในอุโบสถจึงเป็นพระพุทธรูปศิลปะลาวล้านช้างนามว่า พระสายน์ พระพุทธรูปที่ชาวลาวเชื่อกันว่า เมื่อใดก็ตามที่เกิดฝนแล้งจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ออกมาเพื่อช่วยให้ฝนตก ใครอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม (และมีความสามารถในการอ่านอักษรขอม) ลองเดินไปด้านหลังองค์หลวงพ่อพระสายน์ดูครับ จะมีข้อความเล่าถึงประวัติของท่านอยู่

วัดปทุมวนาราม วัดปทุมวนาราม

โดยรอบตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวสวรรค์ของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งจะประกอบด้วยสระน้ำทั้งหมด 4 สระ ได้แก่ นันทวัน ปารุสกวัน จิตรลาวัน  มิสกวัน วาดเป็นภาพสระบัว มีเรืออยู่กลางสระ รอบๆ มีวิมานเทวดาอยู่ ด้านหลังเป็นภาพดอกบัวขนาดใหญ่ ซึ่งมีนางอัปสร 7 นางอยู่ข้างใน ขณะที่ผนังระหว่างหน้าต่างเขียนภาพกิจวัตรของพระสงฆ์ เช่น ต้องทำวัตร ต้องศึกษาพระธรรม และอานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม น่าเสียดายว่าเดิมใต้ภาพเหล่านี้มีข้อมูลระบุเนื้อหาข้างบน แต่ปัจจุบันลบเลือนไปเกือบหมดแล้ว

วัดปทุมวนาราม วัดปทุมวนาราม

กึ่งกลางคือเจดีย์ประธานซึ่งเป็นเจดีย์ทรงระฆัง เจดีย์ทรงยอดฮิตในบรรดาวัดหลวงที่สร้างขึ้นที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องจากมีพระราชวินิจฉัยว่า เจดีย์ทรงโบราณมีลักษณะคล้ายกองข้าว เจดีย์ทรงระฆังจึงสอดคล้องกับแนวความคิดนี้ ดังนั้น เราจะไม่เห็นเจดีย์ทรงอื่นๆ เช่น เจดีย์ทรงเครื่อง เพราะทรงเห็นว่าองค์ระฆังมีขนาดเล็กไม่แน่นหนา ทำให้โจรสามารถเข้ามาขโมยพระบรมสารีริกธาตุได้

วัดปทุมวนาราม

พระวิหารเป็นอาคารขนาดใหญ่มีมุขยื่นออกมาข้างหน้า ด้านหน้าพระวิหารมีอนุสาวรีย์เล็กๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกและบรรจุอัฐิของคุณหญิงมโนปกรณ์นิติธาดา ภริยานายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย เป็นแท่งหินสีเทา มีหน้าสตรีทั้งสี่ด้าน แต่ละด้านแสดงความสำรวมตา หู ปาก ใจ เพื่อเตือนใจผู้คน ลองไปสังเกตดูนะครับว่าทิศไหนปิดอะไร ไม่ยากเลย

วัดปทุมวนาราม วัดปทุมวนาราม

แล้วก็เช่นเดียวกันกับพระอุโบสถ ภายในพระวิหารประดิษฐานพระเสริมและพระแสน พระพุทธรูปศิลปะล้านช้างองค์สำคัญที่อัญเชิญมาจากประเทศลาว ในบรรดาพระพุทธรูปทั้งหมดภายในวัดปทุมวนาราม พระเสริมน่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดองค์หนึ่ง พระพุทธรูปองค์นี้มีตำนานร่วมกับพระพุทธรูปอีก 2 องค์ คือพระใสและพระสุข ซึ่งเล่ากันว่าสร้างขึ้นโดยพระธิดาของกษัตริย์ล้านช้าง และพระเสริมยังถือว่าเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างที่งดงามที่สุดในประเทศไทยด้วย

วัดปทุมวนาราม วัดปทุมวนาราม

แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารครับ เหนือช่องหน้าต่างเขียนภาพขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยมีวิวของแม่น้ำเจ้าพระยาและสิ่งก่อสร้างรอบๆ เป็นแบ็กกราวนด์ ผนังระหว่างหน้าต่างเขียนเรื่องศรีธนญชัย อ่านไม่ผิดครับ ศรีธนญชัยจอมป่วนจอมกะล่อนที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันนั่นแหละครับ ที่นี่ถือเป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่เรื่องศรีธนญชัยถูกเขียนอยู่บนฝาผนังของวัด แน่นอนว่าเรื่องนี้มีที่มา ศรีธนญชัยรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เซียงเมี่ยง’ เป็นนิทานที่แพร่หลายอย่างมากในประเทศไทย มีเนื้อหาสนุกสนาน เบาสมอง และเป็นที่คุ้นเคยกันในหมู่ชาวลาว

ดังนั้น จะเห็นว่าไม่ใช่แค่พระสงฆ์ พระพุทธรูป แม้แต่จิตรกรรมฝาผนังเองก็เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชาวลาว ซึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไป นี่เป็นกุศโลบายที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนกับวัดที่สร้างขึ้นใหม่ในชุมชนนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี

วัดปทุมวนารามวัดปทุมวนาราม

ยังครับ ความพีกของจิตรกรรมฝาผนังยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะจิตรกรรมฝาผนังย่อมเขียนขึ้นภายหลังจากการสร้างอาคารแน่นอน คงไม่มีใครที่เขียนจิตรกรรมบนอากาศแล้วสร้างอาคารตามมาทีหลัง ช่างที่เขียนจิตรกรรมที่นี่จึงวาดภาพวัดปทุมวนารามใส่ลงไปในฉากที่ศรีธนญชัยแซวช้างเผือกของพระราชาเสียเลย เราจะเห็นพระอุโบสถทางด้านซ้าย พระเจดีย์อยู่ตรงกลาง และพระวิหารอยู่ทางขวา ซึ่งภาพที่ปรากฏแทบไม่แตกต่างจากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเลย

วัดปทุมวนาราม

คิดว่าหมดรึยังครับกับจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารหลวง ยังครับ เรามาชมด้านหลังพระประธานกันต่อ ภาพจิตรกรรมบริเวณนี้เป็นภาพพระพุทธเจ้าเรียงแถวกัน 5 องค์ เหนือแถวพระพุทธรูปมีรูปอุณาโลมขนาดใหญ่อยู่ ใต้แถวพระพระพุทธรูปมีบุคคลแต่งกายคล้ายเทวดาอยู่ 5 องค์และมีรูปสัตว์ 5 ชนิดอยู่ใต้เท้า หลายคนเห็นภาพนี้ก็ต้องบอกว่า “นี่คือภาพของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 ในกัลป์นี้แน่นอน ด้านล่างเป็นพระโพธิสัตว์ ส่วนสัตว์ด้านล่างเป็นสัญลักษณ์ประจำพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์”

เหมือนจะถูก แต่ไม่ใช่เสียทีเดียวครับ ถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าใต้ภาพพระพุทธเจ้าและคนแต่งกายคล้ายเทวดามีตัวอักษรขอมกำกับไว้อยู่ อักษรขอมเหล่านี้บอกชื่อของแต่ละพระองค์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ภาพเหล่านี้จริงๆ แล้วเป็นภาพพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ตามความเชื่อของพระพุทธศาสนาแบบมหายานครับ พระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์คือพระธยานิพุทธเจ้า พระพุทธรูปเจ้าที่ประทับอยู่บนพุทธเกษตร (ในกลุ่มนี้คนไทยน่าจะรู้จักพระอมิตาภะมากที่สุด เพราะพระนามของท่านเป็นที่มาของคำว่า ‘อมิตาพุทธ’ ที่เราชอบได้ยินพระจีนในละครพูดกันบ่อยๆ) ซึ่งพระธยานิพุทธเจ้าเหล่านี้จะบันดาลให้เกิดพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ในแต่ละกัลป์ ดังนั้น บุคคลแต่งกายคล้ายเทวดาทั้งหลายก็คือพระโพธิสัตว์ในแต่ละกัลป์ (พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมก็อยู่ในกลุ่มนี้) ส่วนรูปสัตว์ด้านล่างน่าจะหมายถึงพระพุทธเจ้าที่พระธยานิพุทธเจ้าสร้างขึ้นมาอีกทีครับ และก็เช่นเดียวกับเรื่องศรีธนญชัย ภาพลักษณะเช่นนี้พบที่นี่ที่เดียวอีกเช่นกัน

เรื่องสุดท้ายจริงๆ แล้วกับจิตรกรรมฝาผนังที่นี่ ก็คือเสาภายในพระวิหารที่ตกแต่งด้วยรูปดอกบัว ลองสังเกตดูนะครับว่าสีของเสาภายในพระวิหารหลังนี้ไม่เหมือนกัน เสาที่อยู่ด้านในใกล้กับพระประธานจะมีสีสว่าง เช่น สีขาว แต่ยิ่งห่างออกมามากเท่าไหร่สีก็ยิ่งเข้มขึ้น เข้มขึ้น เริ่มกลายเป็นสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน และสีดำในที่สุด สิ่งนี้เป็นปริศนาธรรมที่พบได้ในหลายวัดที่สร้างโดยรัชกาลที่ 4 ความหมายก็คือ สีที่สว่างเปรียบได้กับจิตใจที่บริสุทธิ์ ใกล้กับพระศาสนา แต่ยิ่งอยู่ห่างออกมาจิตใจก็เริ่มมีมลทิน หยาบช้าขึ้นเรื่อยๆ สีจึงเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีดำครับ ลองสังเกตจากบุคคลที่อยู่บนเสาแต่ละต้นดูครับ เสาที่อยู่ใกล้พระประธานจะเป็นรูปพระสงฆ์ ในขณะที่เสาต้นนอกๆ จะเป็นภาพคนธรรมดาหรือกษัตริย์

ส่วนท้ายสุดคือโฆธิฆระ (แปลแบบซื่อๆ ว่าบ้านของต้นโพธิ์) ซึ่งเป็นอาคารที่พบในวัดหลายแห่งที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ตัวอาคารจะอยู่ในผังสี่เหลี่ยมเปิดช่องตรงกลางให้ต้นโพธิ์แตกกิ่งก้านสาขา ต้นโพธิ์ต้นนี้เป็นต้นโพธิ์ที่ได้รับหน่อมาจากลังกา (ปัจจุบันต้นโพธิ์ตันนี้ยังคงอยู่ และเป็นต้นโพธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก) เนื่องจากในสมัยก่อนรัชกาลที่ 5 ไม่มีใครรู้จักสังเวชนียสถานหรอกครับ ชาวสยามรู้จักแต่โสฬสมหาสถาน สถานที่สำคัญ 16 แห่งที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จไปในลังกา  ดังนั้น ถ้าจะไปแสวงบุญก็ต้องไปที่ศรีลังกา จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 พุทธคยาเริ่มเป็นที่รู้จัก การแสวงบุญในอินเดียจึงถือกำเนิดขึ้นและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่การเดินทางไปแสวงบุญที่ลังกาค่อยๆ หมดไป แต่ปัจจุบันมีการจัดทัวร์ไปแสวงบุญที่ศรีลังกาอยู่บ้างประปราย แต่มักไปไม่ครบ 16 แห่ง (ซึ่งไม่แตกต่างจากในสมัยโบราณเท่าไหร่)

แต่เรื่องที่เจ๋งที่สุดเรื่องหนึ่งของวัดแห่งนี้ที่คนส่วนใหญ่อาจไม่ค่อยสังเกตก็คือ เนื่องจากวัดนี้ชื่อวัดปทุมวนาราม ดังนั้น งานประดับตกแต่งภายในวัดไม่ว่าจะหน้าบัน กรอบซุ้ม ลายเสา บานประตู-หน้าต่าง จิตรกรรมฝาผนัง จึงใช้ปทุมหรือดอกบัวในการทำเป็นลวดลายต่างๆ จำนวนมาก ใครไปที่วัดก็ลองสังเกตดูว่ามีดอกบัวอยู่กี่จุด แต่เท่าที่เคยลองนับดูมีมากกว่า 10 จุด ทั้งของที่มีมาแต่เดิมและของที่ทำขึ้นใหม่ในสมัยหลัง ผมใส่ข้อมูลไว้ในนี้แล้วบางส่วน ส่วนที่เหลือนั้น ใครสนใจลองไปเดินส่องเดินหากันได้เลยครับ

วัดปทุมวนาราม

วัดปทุมวนาราม

และสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับวัดปทุมวนารามแห่งนี้ก็คือ บริเวณด้านหลังของวัดนอกกำแพงเลยจากต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นที่ตั้งของโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่มีพระสถูปซึ่งประดิษฐานพระบรมอัฐิ พระราชสรีรังคาร และพระอัฐิของพระราชวงศ์ในราชสกุลมหิดลหลายพระองค์ ได้แก่

  1. พระบรมราชสรีรังคารของสมเด็ตพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
  2. พระทนต์ (ฟัน)ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
  3. พระทนต์ของสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
  4. พระบรมราชสรีรังคารส่วนหนึ่งและพระตโจ (หนัง) ส่วนพระเศียรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหดิล รัชกาลที่ 8
  5. พระอัฐิส่วนหนึ่งของพระโสณี (สะโพก) ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  6. พระทนต์และพระเกศาของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์

ดังนั้น หากใครมีโอกาสเดินทางไปไหว้พระที่วัดปทุมวนาราม ก็อยากจะให้เดินทะลุไปทางด้านหลังเพื่อไปถวายสักการะที่พระสถูปองค์นี้กันสักหน่อย อย่างน้อยก็ขอให้งานชิ้นนี้เป็นอีกบทบันทึกหนึ่งให้ผู้คนยังจดจำถึงพระสถูปองค์นี้เอาไว้ครับ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดอีกแห่งที่เดินทางไปได้ง่ายมาก จะนั่งรถไฟฟ้า BTS แล้วลงสถานีสยามก็ได้ หรือจะนั่งรถเมล์ไปลงก็มีหลายสาย จะลงฝั่งเดียวกัน ฝั่งสยามสแควร์วัน ก็สามารถเดินทางไปยังวัดนี้ได้อย่างสะดวกสบายสุดๆ
  2. วัดปทุมวนารามเป็นวัดเดียวในจังหวัดกรุงเทพมหานครที่จัดประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ประเพณีเก่าแก่ของชาวลาวซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา โดยจะแห่ปราสาทผึ้งรอบพระอุโบสถ พระเจดีย์ พระวิหาร 3 รอบ ท่านใดที่สนใจลองแวะไปชมกันได้นะครับ เดือนหน้าก็ออกพรรษากันแล้ว

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

คิดว่ากรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยเรา มีคนอยู่อาศัยและตั้งบ้านเรือนกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ 100 ปีเหรอ หรือ 200 ปี เอ๊ะ หรือว่า 300 ปี 

จริง ๆ แล้ว กรุงเทพมหานครแห่งนี้มีคนอยู่อาศัยมานานกว่า 600 ปีแล้วนะครับ แน่นอนว่าผมไม่ได้พูดพล่อย ๆ พูดมั่ว ๆ พูดลอย ๆ วันนี้ผมจะเอาหนึ่งในหลักฐานที่ว่ามาโชว์ และหลักฐานที่ว่านั้นอยู่ที่ ‘วัดแจงร้อน’ ครับ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

วัดแจงร้อน : นามวัดอันไร้ที่มา

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

ก่อนจะได้ชื่อว่า ‘วัดแจงร้อน’ วัดนี้เคยมีชื่ออื่นมาก่อน เพราะวัดแจงร้อนสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว โดยฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าเดิมวัดนี้ชื่อ ‘วัดพลา’ หรือ ‘วัดพารา’ แต่ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงได้ชื่อนี้ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าเดิมวัดนี้ชื่อว่า ‘วัดหงษ์ร่อน’ เพราะมีตำนานเล่าว่าเคยมีหงส์บินผ่านบริเวณที่สร้างวัดแห่งนี้และบินจากไป แต่บ้างก็ว่าเมื่อสร้างวัดเสร็จมีหงส์ตัวหนึ่งบินผ่านไว้ แต่ไม่ว่าจะชื่อไหนก็ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพออยู่ดี 

แม้แต่ชื่อปัจจุบันอย่างวัดแจงร้อน ก็ยังไม่ชัดว่าคำนี้แปลว่าอะไร บ้างก็บอกว่ามาจากคำว่า ‘แจงร้อย’ บ้างก็บอกว่ามาจากคำว่า ‘แร้งร่อน’ แต่ก็ไม่ชัดเจนอยู่ดี ก็ยังคงเป็นปริศนาว่าทั้งชื่อเก่า ชื่อใหม่ มีที่มายังไงกันแน่ ก็ปล่อยให้เป็นปริศนาให้คนมาไขกันต่อไป

วิหารวัดแจงร้อน : วิหารรุ่นพระนารายณ์หลังงามในกรุงเทพฯ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

ในบรรดาอาคารทั้งหมดภายในวัดแจ้งร้อน วิหารของวัดแจงร้อนคืออาคารที่เก่าแก่ที่สุด แม้จะผ่านมือการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยหลังไปแล้ว แต่รูปทรงของอาคารยังคงเดิม เป็นอาคารในแบบที่เรียกว่า ‘วิลันดา’ อาคารในสมัยอยุธยาตอนปลายที่ได้อิทธิพลจากศิลปะตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แถมอาคารหลังนี้ยังจัดอยู่ในกลุ่มอาคารแบบมหาอุดที่มีแต่ประตูหน้า ไม่มีทั้งประตูหลังหรือหน้าต่างใด ๆ 

จุดเด่นสำคัญของอุโบสถวิหารแบบวิลันดา ก็คืออาคารที่มีหน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้น ซึ่งในสมัยอยุธยาถือเป็นของแปลก เพราะสมัยโน้นยังเคยชินกับการทำหน้าบันด้วยการแกะสลักไม้ แถมลวดลายยังเป็นสไตล์ฝรั่ง มีครุฑยุดนาคเหนือเทพนมที่มีกระหนกใบผักกาด ซึ่งเป็นลวดลายสไตล์ตะวันตกที่ยอดฮิตในช่วงเวลานั้นด้วย ซึ่งลวดลายแบบนี้ชวนให้นึกถึงวัดเตว็ดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยครับ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋
วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

แต่ถ้าคิดว่าวิหารหลังนี้เพิ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้วล่ะก็ คุณคิดผิดครับ เพราะก่อนหน้าวิหารหลังนี้ ณ ที่แห่งนี้อาจจะมีวิหารหลังที่เก่ากว่าอีกหลังหนึ่งก็ได้ ซึ่งก็เป็นเพราะพระพุทธรูปข้างในวิหารหลังนี้นั่นแหละ

วิหารวัดแจงร้อน : พระเจ้าทรงเครื่องที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองบางกอก

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

พอเข้ามาข้างในก็จะพบกับกลุ่มพระพุทธรูปจำนวนกว่า 10 องค์ตั้งอยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน โดยมีพระประธานนาม ‘หลวงพ่อแดง’ พระพุทธรูปหินทรายแดงปิดทองที่มีพระพักตร์เหลี่ยม มาพร้อมกับรัศมีเปลวไฟ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ถือเป็นรูปแบบพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบในกรุงเทพมหานคร คือราวพุทธศตวรรษที่ 20

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

แต่พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์สำคัญคือองค์ที่มีผิวสีทองที่อยู่ด้านหลังสุด เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยปางสมาธิ แม้สร้อยสังวาลย์และกรองศอบริเวณพระวรกายจะเป็นสิ่งที่มาเพิ่มเติมทีหลัง แต่จุดสำคัญก็คือมงกุฎทรงเทริดหรือกระบังหน้า ตรงกลางเป็นลายดอกไม้สี่เหลี่ยมกับลายดอกไม้กลมประดับเป็นแถว มาพร้อมกับรัดเกล้าหรือพระเกตุมาลาเป็นรูปกลีบบัวซ้อนกัน โดยที่ไม่มีครีบที่ด้านข้างมงกุฎ ซึ่งลักษณะแบบนี้ดูคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปในศิลปะขอมแบบนครวัด-บายน แถมพระพักตร์ของพระพุทธรูปยังค่อนข้างเหลี่ยมแบบพระพุทธรูปอู่ทองรุ่นที่ 2 ด้วย ทำให้พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์นี้อาจเก่าที่สุดในกรุงเทพฯ และอาจจะเก่าที่สุดในศิลปะอยุธยาด้วย เพราะน่าจะสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อราว 600 ปีก่อน

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋
วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

นอกจากพระทรงเครื่องรุ่นเก่าที่ว่าแล้ว ภายในวิหารหลังนี้ยังมีพระทรงเครื่องสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างใหญ่หรือทรงเครื่องอย่างพระมหาจักรพรรดิ (เรียกทรงเครื่องใหญ่ไม่ได้นะครับ เพราะทรงเครื่องใหญ่เป็นคำราชาศัพท์ แปลว่า ‘ตัดผม’) เป็นพระพุทธรูปที่เพิ่มจำนวนเครื่องทรงขึ้นมาอีกหลายอย่าง จากพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย เช่น สังวาลกากบาทพร้อมทับทรวง รวมถึงรูปแบบมงกุฎที่เปลี่ยนไปจากทรงเทริดกับรัดเกล้า เป็นมงกุฎแบบชฎาสูงยอดแหลมแทน ซึ่งพระพุทธรูปกลุ่มนี้อาจสร้างขึ้นพร้อมกับวิหารหลังปัจจุบัน ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็เป็นได้ 

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

อุโบสถวัดแจงร้อน : อุโบสถหลังใหม่แต่เก๋ไก๋ที่หน้าต่าง

เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา

ในขณะที่อุโบสถของวัดอาจจะเก่าสู้วิหารไม่ได้ เพราะเพิ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2466 แทนที่อุโบสถหลังเดิม แต่จริง ๆ ก็น่าคิดว่า อุโบสถหลังนี้อาจสร้างโดยมีหลังเก่าเป็นต้นแบบ เพราะทั้งหน้าบัน ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง ลายพันธุ์พฤกษานั้นชวนให้นึกถึงงานศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 ชวนคิดไปได้ว่า อุโบสถหลังเก่าอาจสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลนั้น และกลายเป็นต้นแบบของอุโบสถหลังปัจจุบัน

ในความคลาสสิกแบบงานช่างโบราณก็ยังมีความแปลกใหม่แทรกเข้ามาด้วย เพราะถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าภายในลวดลายพันธุ์พฤกษาของซุ้มหน้าต่าง ช่างได้แอบแทรกรูปสัตว์ทะเลและผลไม้เอาไว้ โดยฝั่งหนึ่งเป็นรูปสัตว์ทะเล เช่น ปลา ปู ปลาหมึก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นผลไม้ เช่น ทับทิม สับปะรด มะม่วง ซึ่งเป็นไอเดียใหม่ ๆ ในการประดับตกแต่งซุ้มที่ไม่ได้พบเห็นกันทั่วไป

เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา
เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา

แล้วทำไมถึงมีรูปสัตวทะเลกับผลไม้อยู่ในซุ้มหน้าต่างล่ะ เรื่องนี้ต้องบอกว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน เพราะไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำหรือผลไม้ที่พบ ต่างก็ไม่ใช่สินค้าหรือสิ่งที่พบอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน ไม่แน่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจเคยเป็นสินค้าที่สำคัญของผู้คนแถบนี้ในอดีต หรือไม่ก็สปอนเซอร์ผู้ออกเงินสร้างหรือซ่อมอุโบสถหลังปัจจุบัน อาจจะทำธุรกิจส่งออกสินค้าเหล่านี้ ก็เลยเอามาใส่เอาไว้เป็นกิมมิกก็ได้

วัดแจงร้อน : ร่องรอยความเก่าแก่ของเมืองบางกอก

วัดแจงร้อนเป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันสำคัญที่บอกเราว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองเก่าแก่ มีคนอยู่อาศัยมายาวนานและต่อเนื่องมานับร้อย ๆ ปี และน่าจะมีความเจริญมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะสร้างพระพุทธรูปและวัดขนาดใหญ่แบบนี้ขึ้นมาได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจะเลือกเมืองนี้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของสยามในเวลานั้น

 แต่วัดแจงร้อนก็ยังคงทิ้งปริศนาเอาไว้ให้เราขบคิดกันต่ออีกมาก ไม่ว่าจะที่มาของชื่อวัด ซึ่งตกทอดมาถึงยุคสมัยของเรา ผ่านความทรงจำของผู้คนที่เล่าสืบต่อกันมา และอาจเพราะความทรงจำนี้มีอายุยาวนานมาก ทำให้เนื้อหาหรือใจความบางอย่างตกหล่นและสูญหายไป หรือแม้แต่บรรดาอาหารทะเลและผลไม้ภายในซุ้มหน้าต่างที่โผล่ขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ สิ่งเหล่านี้ยังคงรอการไขคำตอบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันไกล หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ ก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง ปริศนาเหล่านี้จะคลี่คลายในที่สุด

เกร็ดแถมท้าย

  1. แม้ปัจจุบันจะสะกดว่า ‘ราษฎร์บูรณะ’ แต่ในอดีตเขตนี้สะกดว่า ‘ราชบูรณะ’ แสดงว่าย่านราษฎร์บูรณะนี้น่าจะต้องเป็นชุมชนใหญ่และมีความสำคัญอย่างมาก เพราะชุมชนนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างปากอ่าวกับเมืองตอนใน
  2. ในย่านราษฎร์บูรณะยังมีวัดโบราณที่มีพระพุทธรูปที่เก่าแก่รุ่นราวคราวเดียวกับวัดแจงร้อน นั่นก็คือวัดประเสริฐสุทธาวาส ซึ่งผมเคยเขียนถึงไปแล้วในฐานะผลงานชิ้นแรกของผมกับ The Cloud ด้วย
  3. ถ้าสนใจอาคารแบบวิลันดาแบบวัดแจงร้อนหรือวัดเตว็ด ในกรุงเทพมหานครก็พอจะมีอยู่บ้าง แม้จะไม่มากก็ตาม เช่น วัดบางขุนเทียนนอก หรือ วัดราชคฤห์ ซึ่งผมก็เคยเขียนถึงไปแล้วเหมือนกัน อ่านเพิ่มเติมได้ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load