8 มิถุนายน 2564
7K

คงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘มาม่า’ 

และเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงเป็นเหมือนเราที่เรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกแบรนด์จนติดปากว่า มาม่า ไปแล้ว

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2501 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นในญี่ปุ่นโดย โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้อยากสร้างอาหารที่ทานได้ทุกวันโดยไม่ต้องออกไปข้างนอก ก่อนจะขยายไปยังประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลเช่นกัน

ใน พ.ศ. 2515 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เห็นโอกาสในการสร้างแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย โดยร่วมทุนกับยูนิ-เพรสซิเดนท์จากประเทศไต้หวัน เพื่อก่อตั้งบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมา

12 เคล็ดลับของ ‘มาม่า’ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

ชื่อยี่ห้อ ‘มาม่า’ มีต้นกำเนิดมาจากคำว่า ‘แม่’ ด้วยเหตุผล 2 ข้อใหญ่ๆ

หนึ่ง เพราะเป็นคำแรกที่เด็กๆ มักจะพูดได้

สอง แม่คือคนที่ทำอาหารอร่อยๆ ให้เรากินอยู่เสมอ

เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท มาม่า

The Cloud มีนัดกับ เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและกรรมการบริษัท ซึ่งจะมาเล่าเรื่องแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ธุรกิจไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่วันแรก แต่ด้วยจุดแข็ง กลยุทธ์ที่แก้ปัญหาทั้งตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุด และให้ความสำคัญกับ ‘สินค้าดี’ เป็นอันดับแรก ทำให้มาม่าเติบโตมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นแบรนด์ที่มียอดผลิตมากกว่า 6 ล้านซองต่อวัน

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในสินค้าที่เราเห็นกันบนชั้นขายของจนคุ้นตา แต่ตลอดบทสนทนานี้ เราพบว่ามันไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ที่เรากินจนคุ้นปาก หากเป็นสิ่งที่อยู่กับเราในแทบทุกช่วงสำคัญของชีวิต 

ข้อแนะนำ : หากต้มมาม่ากินระหว่างอ่านบทความนี้จะได้อรรถรสมากขึ้น

1. มาม่าเข้าตลาดในวันที่ราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพงกว่าบะหมี่ชาม และเป็นผู้นำร่องกลยุทธ์การขายแบบชงชิม

ย้อนกลับไปวันแรกที่เข้าตลาดใน พ.ศ. 2515 ปีที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยหลายยี่ห้อวางจำหน่ายในเวลาไล่เลี่ยกัน ด้วยราคาขายที่แพงกว่าบะหมี่ชามที่ขายทั่วไปตามท้องถนน ธุรกิจในตอนนั้นตามคำบอกเล่าของเพชรคือ ‘ขายแทบไม่ได้เลย’

แบรนด์ต้องเจออุปสรรคมากหมาย ตั้งแต่ปัญหาในกระบวนการผลิต การกระจายสินค้าที่ยังไม่สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ จนยูนิ-เพรสซิเดนท์ บริษัทหุ้นส่วนจากไต้หวันตัดสินใจแยกทางไป

“แต่สหพัฒน์ฯ ไม่ยอมแพ้หรอก เราต้องไปให้ถึงเป้าหมาย” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น

บริษัทตัดสินใจลองทุกวิถีทางตั้งแต่วิทยาศาสตร์จนถึงไสยศาสตร์ หากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการทำให้คนรู้จักสินค้าที่ไม่คุ้นชื่อ แบรนด์ใช้วิธีชงชิม (แบบที่เราคุ้นชินกันในวันนี้) เพื่อให้คนได้ลองทาน ในยุคที่ห้างสรรพสินค้ายังไม่เฟื่องฟู ก็ต้องไปตามสถานีรถสาธารณะทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาศัยจุดแข็งในการกระจายสินค้า ทำให้มาม่าสามารถครอบคลุมได้ถึง 90 เปอร์เซ็นทั่วประเทศ พัฒนาจนสินค้าดี อร่อย มีคุณภาพ เพราะเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังไงสินค้าก็ต้องดีเป็นอันดับหนึ่ง

2. การเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า ‘มาม่า’ เป็นทั้งข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบทางธุรกิจ

หลังจากเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับลูกค้าอย่างสูง ชื่อของ ‘มาม่า’ กลายมาเป็นชื่อเรียกแทนประเภทสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (Generic Name) เมื่อเราพูดคำว่า ‘มาม่า’ คำถามที่ต้องเจอต่อก็คือ “ยี่ห้อไหน” ทั้งๆ ที่มาม่าก็เป็นยี่ห้ออยู่แล้ว

ข้อได้เปรียบคือ คนชื่อชอบ ติดปาก เรียกง่าย ใครๆ ก็พูดถึง แต่พอถึงจุดหนึ่ง การเรียกเหมารวมผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดส่งผลต่อการจดจำแบรนด์ของผู้บริโภค และกลายเป็นข้อเสียเปรียบ

“เวลาทำโฆษณาก็กลายเป็นโฆษณาให้ยี่ห้ออื่นไปด้วย” เพชรเล่าติดตลก “แต่เราก็ภูมิใจนะ วันนี้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะ เมื่อก่อนรสชาติซ้ำกัน แพ็กเกจจิ้งก็เหมือนกัน หยิบผิดได้เลย มาวันนี้การรับรู้สื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

“การทำธุรกิจของเราก็เปลี่ยนไป เราจะพยายามไม่ออกรสชาติใหม่เหมือนคู่แข่ง ถ้าเขาออกแล้ว เราจะไม่ออกซ้ำ ฝั่งเขาก็เช่นเดียวกัน”

นอกจากนี้ แบรนด์ใช้วิธีเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นเอกลักษณ์ แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงใช้รูปพรีเซนเตอร์บนซองให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่ง และให้คนจดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

3. สาเหตุหนึ่งที่รสต้มยำกุ้งเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด เพราะมีน้ำหนักน้อยที่สุด

บะหมี่สำเร็จรูปที่นำเข้ามาจัดจำหน่ายในช่วงแรกๆ มีน้ำหนักถึง 70 กรัม ตามอิทธิพลที่ได้รับมาจากวัฒนธรรมประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่พอดีกับผู้บริโภคคนไทย เพราะตัวเล็กกว่า ทานน้อยกว่า บะหมี่ก้อนขนาดใหญ่จึงมีจำนวนมากเกินไป 

เมื่อทานได้น้อย เส้นก็อืดน้ำ รสชาติไม่ถูกปาก จึงไม่เกิดการซื้อซ้ำ แบรนด์เห็นดังนั้นจึงตัดสินใจลดน้ำหนักของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหลือ 60 กรัมให้เหมาะสำหรับคนไทย 

จนกระทั่งวันที่มาม่ารสต้มยำกุ้งออกสู่ตลาดด้วยโฉมใหม่กับซอง Metalized (ฟิล์มพลาสติกฉาบด้วยโลหะอะลูมิเนียม) แบบมันวาวต่างจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอื่นๆ บนชั้น มีเครื่องปรุงอย่างน้ำพริกเผาเพิ่มเข้ามา และด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงต้องลดน้ำหนักเส้นบะหมี่เหลือ 55 กรัม ซึ่งกลายเป็นน้ำหนักที่พอดิบพอดี เมื่อเส้นรวมกับเครื่องปรุง เกิดรสเข้มข้นจนเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด เทียบให้เห็นง่ายๆ ว่าถ้ายอดขายทั้งหมดคือ 100 เปอร์เซ็นต์ ยอดขายต้มยำกุ้งก็เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว 

ทีมงานของมาม่าจึงพูดกันทีเล่นทีจริงเสมอว่า ต้มยำกุ้งขายดีที่สุดเพราะน้ำหนักน้อย

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

4. วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร คือเห็นความสำคัญของแพ็กเกจจิ้ง

มาม่าเป็นแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจ้าแรกในโลกที่นำวัสดุ Metalized มาใช้กับบรรจุภัณฑ์ของรสต้มยำกุ้ง

เพราะผู้บริหารมองว่า นี่คือปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้แบรนด์จากสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ในท้องตลาด จึงมีการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกระดาษแก้ว ก่อนปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา

อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย ใช้วัสดุหลักๆ อยู่ 3 อย่าง คือ พลาสติก โฟม และกระดาษ ฮ่องกงใช้โฟม ประเทศไทยใช้พลาสติกมาก่อน ส่วนจีนก็เคยใช้พลาสติกแบบประเทศไทย

จีนเป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกเป็นกระดาษ เพราะเจอปัญหาเวลาที่มีวันหยุดประจำชาติ ข้างทางรถไฟจะเต็มไปด้วยขยะพลาสติก จึงออกกฎหมายว่าไม่อนุญาตให้ใช้พลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์

12 เคล็ดลับของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคู่ครัว ที่ไม่ได้ขายดีแค่เฉพาะสิ้นเดือน

มาม่าเองก็ศึกษาเกี่ยวกับแพ็กเกจจิ้งหลายรูปแบบที่จะมาทดแทนพลาสติก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีข้อแม้ว่าราคาขายต้องเท่าเดิม ยุคนั้นถ้วยกระดาษมีใช้แค่กับกาแฟและไอศกรีม จนได้เจอวัสดุกระดาษที่ทำให้ไม่ต้องขึ้นราคาขายเมื่อ 15 ปีก่อน และเป็นเจ้าแรกในประเทศที่เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกมาเป็นกระดาษ ก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นจะปรับตัวด้วยซ้ำ

5. ตีตลาดต่างประเทศ โดยไม่คิดจะไปแทนที่แบรนด์ของชาติ

มาม่ามีโรงงานอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา กัมพูชา บังกลาเทศ และฮังการี ส่งออกไปยัง 60 ประเทศทั่วโลก โดยมียอดขายอันดับหนึ่งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

รสซุปไก่ขายดีที่สุดในต่างประเทศ แต่ไม่มีขายในไทย

ในยุโรปไม่มีรสหมูสับ เพราะโรงงานเป็นฮาลาล เครื่องปรุงทั้งหมดส่งตรงจากเมืองไทย น้ำมันปาล์มจากอินโดนีเซีย ส่วนแป้งเป็นของในทวีป

บางประเทศมีรสชาติพิเศษที่ปรุงขึ้นเพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินของประเทศนั้นๆ เช่น รสหมี่กะทิในเมียนมา หรือรสอาหารประจำของบังกลาเทศ ซึ่งออกมาในรูปแบบบะหมี่แห้ง เพราะวัฒนธรรมเขาใช้มือกิน

แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะไปแทนแบรนด์ของแต่ละชาติ และยังไงก็จะเป็นสินค้า Niche Market อย่างการเข้าไปตีตลาดในญี่ปุ่น ประเทศที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นกิจวัตร แบรนด์ก็เลือกจะไม่ทำรสชาติแบบญี่ปุ่น เพื่อเข้าไปแข่งขันในตลาด แต่ยืนยันจะทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี ขายในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี 

6. ใครๆ ก็สร้างรสชาติใหม่ได้

นอกจากการมีศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้า เพื่อค้นหารสชาติใหม่ที่โรงงานแล้ว เมื่อพูดถึงการคิดรสชาติใหม่ แบรนด์มีวิธีที่เรียบง่ายกว่านั้น 

ใครๆ ก็สร้างรสชาติใหม่ได้ ตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงพนักงานปฏิบัติการ โดยเริ่มจากคนไหนอยากกินอะไรก็แบ่งปันกัน ทำได้หรือเปล่ายังไม่รู้ แต่จะลองโดยเริ่มจากการทำรีเสิร์ชกลุ่มเล็กๆ ถ้าดูเข้าท่าก็เปลี่ยนไปทำรีเสิร์ชกลุ่มใหญ่ขึ้น หรือบางทีไอเดียก็มาจากพาร์ตเนอร์ที่ทำเรื่องรสและกลิ่น

รสชาติใหม่ๆ ของมาม่าจึงเริ่มจากทุกส่วน ไม่เพียงแต่ R&D Center ที่โรงงานเท่านั้น บางรสชาติใช้เวลาพัฒนาเพียง 3 เดือน แต่บางรสชาติก็นานกว่านั้นมาก

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

“ยกตัวอย่างเช่น รสไข่เค็ม” เพชรบอกว่าโปรดักต์นี้เริ่มต้นจากเขา “ผมได้กินมันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็มที่มาเลเซีย บริษัทผลิตบะหมี่และมันฝรั่งทอดกรอบที่นั่นเอามาให้ลองชิมว่าโอเคไหม จำได้ว่านั่งกันสี่ห้าคนในร้านกาแฟ เปิดถุงมา กลิ่นตีขึ้นมาเหมือนจะกินไม่ได้ แต่พอเริ่มกิน มันหยุดไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็มี Irvins ของสิงคโปร์ออกมา”

เขาตั้งคำถามว่า ถ้าทำบะหมี่รสไข่เค็มจะเป็นไปได้ไหม

“เราคุยกับ R&D ตอนแรกกินแล้วไม่เหมือน ก็ปรับๆ กันจนได้ เสร็จแล้วเลยเอาไปให้ คุณเวทิต โชควัฒนา ชิม แกกินเสร็จปุ๊บก็บอกเลยว่า ‘ตัวนี้ต้องขายทันที’ แล้วก็หลุดทุกโผ แซงทุกอย่าง แซงตั้งแต่ตอนทำรีเสิร์ช ผลรีเสิร์ชออกมาทุกคนตกใจมาก เพราะ Purchasing Intention เก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ เต็มร้อย”

ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสินค้าตัวนี้ฉีกวิธีคิดของแบรนด์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นซองบรรจุพื้นผิวด้าน วิธีการขายที่ผ่านออนไลน์อย่างเดียวให้เป็น Rare Item จนมีกระแสหามาม่าไข่เค็มไม่ได้ และทำให้โปรดักต์นี้กลายเป็นรสชาติใหม่ รองจากหมูสับ ต้มยำกุ้ง และต้มยำกุ้งน้ำข้น

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

7. ฟังเสียงกลุ่มเล็กๆ ของผู้บริโภคแม้ไม่ตามเทรนด์ เพื่อตอบสนองความต้องการให้ครอบคลุมที่สุด

ในวันที่ทุกคนมองว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเผ็ดมาแรงมาก โดยเฉพาะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อต่างๆ พากันออกสินค้ารสจัดจ้านตามกระแสในตอนนั้น นั่นคือเสียงคนส่วนใหญ่

แต่ยังมีเสียงของผู้บริโภคบางส่วนที่ไม่กินเผ็ด

มาม่าได้ยินเสียงนั้น และเข้าใจว่าสินค้าหนึ่งไม่สามารถถูกใจคนทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ทำสิ่งนั้นออกไปให้เพื่อจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

เช่นเดียวกับเทรนด์สุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมมากในวันนี้ หากคุณลองสังเกต จะพบว่ามาม่าบางซองเริ่มมีตรา Healthy Choice เพื่อบอกผู้บริโภคว่ารสชาตินี้ปรับส่วนผสมให้เหมาะสำหรับสุขภาพมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งไอเดียในอนาคตที่ตั้งใจจะเพิ่มเส้นบอกระดับน้ำ เพื่อบอกผู้บริโภคว่าหากทานน้ำซุปถึงแค่เส้นนี้ จะลดโซเดียมลงได้อีกมาก เป็นต้น

8. เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เพื่อรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุด

99 เปอร์เซ็นต์ของเครื่องปรุงมาม่า คือวัตถุดิบธรรมชาติจากแหล่งผลิตภายในประเทศ ทุกเช้าจะมีรถของชาวบ้านนำวัตถุดิบทางการเกษตรต่างๆ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอม กระเทียม มาส่งที่โรงงาน แล้วจึงนำวัตถุดิบมาทำความสะอาด ก่อนบดเป็นผงละเอียดเป็นซองเครื่องปรุงที่เราคุ้นเคย

9. มีวิธีจัดการกับบะหมี่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อลดปริมาณของเสียให้น้อยที่สุด

การควบคุมคุณภาพเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกธุรกิจ ตลอดสายพานการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แน่นอนว่าย่อมมีบะหมี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ หรือรูปร่างไม่สวย ทางบริษัทมีวิธีการจัดการกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าไม่ผ่านเกณฑ์ในขั้นตอนไหน 

หากไม่ผ่านในขั้นตอนสารอันตรายจะถูกนำไปทำลายทิ้ง แต่หากไม่ผ่านในขั้นตอนอื่นๆ ที่ไม่มีผลต่อความปลอดภัยของอาหาร จะมีวิธีจัดการต่อโดยไม่เหลือทิ้งให้เป็นของเสีย

ก้อนบะหมี่ที่น้ำหนักเบา ไม่ถึงมาตรฐาน สีอ่อน หรือแก่เกินไป แต่ยังปลอดภัยต่อผู้รับประทาน ก็นำไปจำหน่ายเป็นหมี่ราคาประหยัดให้แก่พนักงานและคนในท้องที่ 

ในขณะที่บะหมี่ที่ร่วงหล่นเป็นเศษๆ ระหว่างการผลิต หรือมีลักษณะไม่สวยงาม ก็จะรวบรวมเพื่อจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ต่อไป

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

10. มองว่าตัวเองเป็นผู้นำเทรนด์ ไม่ใช่ผู้ตามเทรนด์

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ารสชาติของมาม่านำเทรนด์หรือมาพร้อมเทรนด์เสมอ ยกตัวอย่างเช่น รสไข่เค็มซึ่งเป็นเจ้าแรกของ Mass Consumer Products ที่ออกรสชาตินี้ รสเกาหลีก็มาตั้งแต่เทรนด์ยังไม่บูม แม้กระทั่งรสชาเขียวในยุคที่ทุกอย่างเป็นชาเขียวทั้งหมด

ในปัจจุบัน การปรับตัวเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกๆ แบรนด์ ไม่เว้นแม้แต่แบรนด์ที่มีอายุกว่า 50 ปีที่มีกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ มาม่าจึงออกผลิตภัณฑ์ Oriental Kitchen เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนั้น ด้วยการนำพรีเซนเตอร์มาใช้ ทำให้ Oriental Kitchen กลายเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี ภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผล

มากไปกว่านั้น แบรนด์ยังสร้างความแปลกใหม่ให้กับรสชาติของสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจากเส้นที่ใช้แป้งสาลี 100 เปอร์เซ็นต์ในการผลิตมาเป็นการเติมแป้งชนิดอื่นๆ เข้าไป เพื่อให้ได้ความเหนียวนุ่มมากยิ่งขึ้น หรือการสร้างสรรค์สิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งเป็นเจ้าแรก

“เรามองตัวเองเป็น Trend Setter เราไม่ใช่ Follower” เพชรว่าอย่างนั้น

ส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่และมีคนเดินรอยตามหรือเปล่า ผู้บริโภคจะเป็นคนบอกเอง

11. สิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่างคือเอกภาพ

จุดเด่นของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรือทิศทางในอนาคต สำหรับเพชรคือความเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ระหว่างผู้ผลิต คู่ค้า คนทำการตลาดและโฆษณา 

การเป็นผู้นำของแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากเส้นทางที่ราบเรียบ แต่ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเอากลับมานั่งถกกัน แล้วต่างคนต่างทำหน้าที่ตามแต่ตัวเองถนัด

“เราไม่สามารถเก่งทุกอย่าง ทุกๆ คน ทุกๆ ปัจจัย ทำให้มาม่าประสบความสำเร็จทั้งหมด”

12. ผลิตภัณฑ์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และสโลแกนไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 48 ปี

กลยุทธ์การตลาดเบื้องต้นที่ทุกองค์กรต้องใช้คือ 4P ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) สถานที่จำหน่าย (Place) และโปรโมชัน (Promotion)

แม้วันนี้ Positioning ของมาม่าจะเปลี่ยนจากอาหารพรีเมี่ยมที่ราคาแพงกว่าบะหมี่ทั่วไปในวันแรก เป็นอาหารที่คนนึกถึงเพราะราคาถูก แต่สิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญที่สุดกลับไม่เคยเปลี่ยน

“Product” เพชรตอบแบบไม่ต้องหยุดคิด

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

สโลแกนมาม่าที่ไม่เคยเปลี่ยนตลอด 48 ปีคือ อร่อย สั้นๆ ง่ายๆ และเป็นเหตุผลที่แบรนด์พยายามคิดค้นรสชาติใหม่ๆ หาวิธีใหม่ๆ ให้สินค้าออกมารสชาติดีที่สุด ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

โปรดักต์หลายชิ้นผ่านอุปสรรคและการลองผิดลองถูกมามากมาย อย่างต้มยำกุ้งน้ำข้นที่ตอนแรกต้องแก้ปัญหาเรื่องวัตถุดิบสำหรับน้ำกะทิ

และก็เป็นโปรดักต์นี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของหลายๆ คน

“เราอยากให้คนมีประสบการณ์กับสินค้าของเรา อยากให้จดจำว่ามันเป็นมากกว่าอาหารที่คุณกินตอนสิ้นเดือน แต่ละคนจะมีโมเมนต์ว่าเคยกินกับเพื่อนสมัยมหาลัย กินตอนโดนเจ้านายไล่ออก มีเรื่องราวและความประทับใจของเขา

“เราเปรียบมาม่าเป็นความรัก”

แต่การจะผลิตสินค้าที่สร้างความรัก ก็ต้องเกิดจากความสุขของคนทำ บรรยากาศการทำงานที่นี่อยู่แบบพี่น้องเพื่อให้ทุกคนตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานเปิดใจคุยกันได้ ทำให้งานที่ทำอยู่เป็นเรื่องสนุก ถ้าพนักงานสนุก เขาจะรักงานตัวเอง ผลงานที่ออกมาก็จะเกิดจากความสุข ซึ่งก็เหมือนกับการส่งต่อความรักออกไป”

เส้นทางรสชาติความสำเร็จอันกลมกล่อมของ ‘มาม่า’ บะหมี่คู่ใจคนไทยทุกชนชั้นตลอด 48 ปี

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

30 พฤศจิกายน 2564
2K

โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาอบ เครื่องปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัวที่เราเห็นกันเป็นประจำทุกวัน และเมื่อพูดถึงสินค้าเหล่านี้ เชื่อว่าหนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนน่าจะนึกขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้น Samsung

Samsung หรือ ซัมซุง เป็นชื่อภาษาเกาหลี 

삼 (sam) แปลว่า สาม และยังหมายถึง ใหญ่ แข็งแรง นับเป็นเลขที่คนเกาหลีชื่นชอบ 

성 (sung) แปลว่า ดวงดาว และยังหมายถึง แสงสว่าง อยู่สูง และระยิบระยับแวววาว

เมื่อสองคำนี้ถูกนำมาประกอบกัน จึงออกมาเป็นคำว่า Samsung แฝงความหมายถึงความหวังในการประสบความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของคุณ อี บยอง ชอล (Lee Byung-chull) ที่อยากให้บริษัทของเขากลายมาเป็นบริษัทที่ทรงพลังและยั่งยืนเฉกเช่นดวงดาวในค่ำคืน

เป็นเวลากว่า 80 ปีที่ Samsung ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์นั้น พร้อมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนวัตกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราออกมามากมาย เพื่อเป็นบริษัทที่ดีทั้งสำหรับผู้คนและโลกใบนี้

นิยามความสำเร็จของแบรนด์คือการที่ได้ดูแลคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน พาร์ตเนอร์ หรือสังคมอย่างดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Samsung โดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกได้ จนในวันนี้ แม้กระทั่งนิตยสาร Forbes ก็ยังยกให้เป็น ‘นายจ้าง’ ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021

เล่ามาถึงตรงนี้ The Cloud มีนัดกับ คุณจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง รองประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) เพื่อค้นหาเบื้องหลังการเติบโตของยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีที่อยู่คู่คนไทย และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้นมาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

1. ณ วันแรกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสินค้าเทคโนโลยี

เมื่อพูดถึง Samsung หลายคนคงนึกถึงสินค้าเทคโนโลยีหลากหลายชนิด ทว่าในวันที่บริษัทก่อตั้ง แบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยี 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1938 โดยประธาน อี บยอง ชอล ณ เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยเงินเพียง 30,000 วอน เริ่มจากการเป็นร้านขายของชำที่เน้นการส่งออกสินค้า เช่น ปลาแห้งเกาหลี ผัก และผลไม้ แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีก่อนย้ายมาตั้งบริษัทอีกครั้งในเมืองซูวอนเมื่อ ค.ศ. 1951 โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ จนได้มาเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

เมื่อถึง ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นปีที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลกรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด Samsung จึงก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เต็มตัว 

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด
เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

2. เป้าหมายของ Samsung คือทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

Samsung ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยผู้คนให้บรรลุในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Do What You Can’t ซึ่งแม้จะผ่านไปนานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็ยังคงทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยี Code Division Multiple Access (CDMA) ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือมาจนถึงทุกวันนี้ การคิดค้นโทรทัศน์ดิจิทัล นาฬิกาอัจฉริยะ ไปจนถึงโทรศัพท์ MP3 ในช่วง ค.ศ. 1996 – 1999 เป็นบริษัทแรกของโลก ซึ่งทำให้หลายสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายมาเป็นสิ่งที่เราใช้กันอย่างคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ดังปณิธานของบริษัทเสมอมา 

หัวใจในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแบรนด์ คือ การสร้างอนาคตโดยมีผู้คนเป็นแรงบันดาลใจ (Inspired by Humans, Creating the Future) ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นช่องทางที่บริษัทใช้สื่อสารเรื่องราว ปรัชญา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชีวิตของผู้คน

อย่างเช่นในโทรศัพท์ Samsung Galaxy S10 ออกแบบโดยคำนึงตั้งแต่ขอบของโทรศัพท์ให้มีความโค้งมน ผู้ใช้จะได้ถือง่ายและสบายที่สุด ไปจนถึงศึกษาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ เพื่อให้มั่นใจว่าฟังก์ชันต่างๆ ของโทรศัพท์จะถูกใช้งานอย่างสะดวกที่สุด

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

3. คนและเทคโนโลยีคือหัวใจของการทำธุรกิจ

คนและเทคโนโลยี คือ 2 สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปรัชญาในการทำธุรกิจของ Samsung แบรนด์ให้ความสำคัญกับ 2 สิ่งนี้เป็นหลัก เพื่อที่จะทุ่มเทความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า อีกทั้งสร้างสังคมที่จะทำให้โลกดีขึ้นได้ในที่สุด 

เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สิ่งที่ Samsung ยึดถือในการดำเนินธุรกิจมีอยู่ 5 อย่างคือ คน ความเป็นเลิศ การเปลี่ยนแปลง ความซื่อสัตย์ และการเติบโตร่วมกัน 

เพราะบริษัทสร้างขึ้นจากคน ดังนั้นจึงทุ่มเทการพัฒนาคน และใช้แพสชันในการสร้างความเป็นเลิศ เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกติในโลกอุตสาหกรรม และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาด ในขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความเคารพและโปร่งใส ตลอดจนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

4. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานโรงงาน

การพัฒนาคนคือหัวใจสำหรับ Samsung และเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้ตลอดเวลา

“เราไม่เคยหยุดพัฒนาเรื่องคน เช่น เรื่องการฝึกอบรม เรามองว่าการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคนคือการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการฝึกอบรมในประเทศหรือต่างประเทศ การส่งคนไปทำงานในบริษัทแม่ที่เกาหลี หรือการที่บริษัทแม่ส่งคนมาทำงานกับเรานั้น มีการแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็ถ่ายทอดการทำงานในสิ่งที่เราไม่รู้ รวมถึงวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมของประเทศด้วย”

อย่างบริษัทไทยซัมซุง ได้ตั้งงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละปีเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยสนับสนุนคอร์สเรียน ตั้งแต่คอร์สเฉพาะทางไปจนถึงคอร์สสำหรับการบริหาร ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงมีทักษะและความคล่องตัวสูง สามารถออกแบบและประยุกต์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว จึงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และโรงงานผลิตในประเทศไทย ยังมีระบบออโตเมชันที่ออกแบบโดยพนักงานไทย (ตั้งแต่ระดับ ปวส. ถึงระดับวิศวกร) ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีระบบมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่ออกแบบโดยคนไทย

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

5. โรงงานของ Samsung ไม่เคยเหมือนเดิม

ระหว่างบทสนทนา มีสิ่งหนึ่งน่าสนใจที่ผู้บริหารท่านนี้บอกเรา 

“เอาง่ายๆ ถ้าไม่ได้มาโรงงานสักเดือนหนึ่ง ท่านจะเห็นความแตกต่าง” แม้แต่ในโรงงาน Samsung ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ “เราจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะเราไม่ได้ถือว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันดีที่สุด ถ้าน้องๆ ในพื้นที่ทำงานจริง เขาคิดว่าเขาทำอะไรให้เกิดความสะดวกสบาย หรือทำงานได้ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่า มีคุณภาพดีกว่า เขาก็จะเอาไอเดียตรงนี้มาเพื่อปรึกษากับทีมงาน แล้วทุกๆ ส่วนจะเข้าไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบัน”

บริษัทมีการจัดการแข่งขันนวัตกรรมระหว่าง 5 โรงงานที่ผลิตสินค้าแต่ละชนิด ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องปรับอากาศ ในทุกๆ สัปดาห์ โดยในสายการผลิตของแต่ละโรงงานมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างกันก็นำมาเปรียบเทียบกระบวนการกันได้ 

“เพราะฉะนั้น ในกิจกรรมนวัตกรรมประจำสัปดาห์ที่เราทำ เราจะได้เรียนรู้และแบ่งปันข้อมูล มีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เหมือนที่ทุกวันนี้เขาพูดว่าขิงกันไปเรื่อยๆ ผมเลยการันตีได้ว่า หนึ่งเดือนที่ไม่ได้เข้ามาดูโรงงาน จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน” 

ในกรณีที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีขึ้นมาได้ ก็จะแบ่งปันข้อมูลกับโรงงานในเครืออื่นๆ ในอีก 28 ประเทศทั่วโลก เพื่อที่บริษัทจะได้ไอเดียจากหลากหลายประเทศมาปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่โรงงานอื่นๆ ก็ได้ไอเดียจากบริษัทไทยซัมซุงเช่นเดียวกัน 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

6. ใครๆ ก็สร้างนวัตกรรมได้

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงานหรือผู้บริหาร ทุกคนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ซึ่ง Samsung เริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมนี้ให้แก่พนักงานโดยการจัดกิจกรรมขึ้นมา 

“เมื่อก่อนเรามีกิจกรรมเสนอแนะ เพื่อรับข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกระดับ โดยโปรโมตว่า หนึ่งข้อเสนอแนะฉันให้ยี่สิบบาท เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณทำงานไม่ปลอดภัย คุณไปเขียนมา แล้วเสนอมาว่าถ้าจะทำงานให้ปลอดภัยมากขึ้น ต้องทำยังไง ปรับปรุงอะไร แล้วทีมต่างๆ ก็จะเข้าไปดูแลในส่วนที่เขารับผิดชอบ ก็เลยเกิดการสร้างนวัตกรรม มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร” 

สิ่งเหล่านี้ช่วยปลูกฝังให้พนักงานทุกส่วนกล้าเสนอ เพื่อปรับปรุงทุกสิ่งให้ดีขึ้น และสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง 

จนในทุกวันนี้กิจกรรมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการสร้างนวัตกรรมได้ซึมซาบเข้าไปสู่สายเลือดของพนักงานเป็นที่เรียบร้อย 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

7. Samsung มีโอลิมปิกเป็นของตัวเอง

หากคุณกางรายการเทรนนิ่งของไทยซัมซุงทุกรายการออกมาบนกระดาษ คุณจะพบกับรายการมากกว่า 200 รายการ ยาวรวมกันกว่า 4 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะให้กับบุคลากร และเมื่อพัฒนาทักษะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Samsung ก็มีการจัดงานโอลิมปิกวิชาการของบริษัทเองในทุกๆ ไตรมาส โดยแบ่งเป็น 2 สายคือ หนึ่ง สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติงานในสายการผลิต มีการแข่งขันทักษะ เช่น การยิงสกรู และสอง สำหรับพนักงานซัพพอร์ต เช่นการแข่งขันลงโปรแกรม ซ่อมเครื่องจักร

“เรามีการแข่งขันในทุกๆ เดือน เพื่อหาคนเก่งในเดือนนั้น แล้วมาทำเป็นไตรมาสว่าใครเจ๋งที่สุด หลังจากนั้นเราก็ส่งไปแข่งโอลิมปิกเรื่องทักษะในต่างประเทศ เราเป็นเจ้าภาพบ้าง จีนเป็นเจ้าภาพบ้าง แล้วแต่ว่าปีไหนใครจะเป็นเจ้าภาพ แวะเวียนส่งน้องๆ ที่มีทักษะเพื่อไปเพิ่มความภาคภูมิใจของเขา และบุคคลเหล่านี้ก็จะกลายเป็นไอดอลในโรงงาน”

8. สำหรับ Samsung การดูแลพาร์ตเนอร์ก็คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

สำหรับ Samsung พาร์ตเนอร์หรือคู่ค้านั้น เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากขาดคู่ค้าไป บริษัทก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าเพราะขาดวัตถุดิบ แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ คู่ค้าไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท 

พวกเขาดูแลพาร์ตเนอร์และพนักงานของพาร์ตเนอร์ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การแนะนำแนวปฏิบัติ จัดการอบรม สนับสนุนทรัพยากร ไปจนถึงวางระบบปฏิบัติให้ 

“เรื่องของจริยธรรมในการทำงานร่วมกับคู่ค้า เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเรามีเทคโนโลยีสูงกว่าเยอะๆ แน่นอนว่าเขาตามเราไม่ทัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องไปพยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาอยู่ในระดับเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เทคโนโลยี การผลิต ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พูดไปไม่ได้แค่ว่าเราพูดเฉยๆ แต่เรามีขบวนการ วิธีการ กลุ่มคน แล้วก็ระบบในการจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด”

9. ดูแลคนแบบครอบครัว แต่ทำงานแบบมืออาชีพ

ความปลอดภัยในการทำงาน คือจุดเริ่มต้นของการดูแลพนักงานแบบครอบครัว Samsung ในขณะที่ยังคงวิธีการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

การดูแลแบบครอบครัวนี้เริ่มตั้งแต่ปัจจัย 4 ของมนุษย์ เพื่อให้พนักงานโรงงานทุกคนได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ บริษัทสนับสนุนข้าวเช้าในราคาเพียง 10 บาท และให้ข้าวกลางวันฟรี โดยมีทั้งเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้แก่พนักงาน มีการเอาใจใส่สภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยการวัดค่าแสง การสั่นสะเทือน ฝุ่น เสียง ความร้อน และกลิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเสียสุขภาพอยู่ตลอด รวมถึงพนักงานที่ตั้งครรภ์ ก็มีการเตรียมพื้นที่ให้นั่งทำงานได้ตลอดอายุครรภ์ โดยโต๊ะทำงานถูกออกแบบมาพิเศษเป็นดีไซน์โค้งหลบท้อง เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและลูกน้อย

“ถ้าอยู่เป็นครอบครัว เราก็ต้องการให้เขามีความปลอดภัยทั้งสุขภาพร่างกายจิตใจ เข้ามาในรั้วบริษัท ในโรงงาน คุณมีความปลอดภัยสูงเฉกเช่นเดียวกับอยู่ในบ้านของคุณเอง และเราไม่แบ่งชั้นในเรื่องของความสนิท อย่างผมก็จะเรียกตัวเองว่าพี่อย่างนี้ตลอด และพนักงานก็จะไม่บอกว่า ไปพบรองประธานฯ เขาก็จะบอกว่าไปพบพี่กฤษณ์หน่อย แต่ว่าในเรื่องประสิทธิภาพทำงาน ไม่ใช่หยวนๆ กันไป ลักษณะครอบครัวที่เราว่าคือการดูแลสารทุกข์สุขดิบ เพื่อให้เขาทำงานออกมาได้ดีอย่างมืออาชีพ”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

10. คนของชุมชน คือคนของ Samsung 

บริษัทเชื่อว่าชุมชนและอุตสาหกรรมต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อคนในชุมชนเข้ามาทำงานกับบริษัทแล้ว การดูแลคนของบริษัทก็เหมือนดูแลคนในชุมชน 

“เราจะต้องทำให้สภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชนดีขึ้นด้วย ถ้าสังคมข้างๆ ไม่แข็งแรง แล้วเราไม่ดูแลเขา ก็จะมีผลกระทบกับเรา เพราะ ณ ปัจจุบัน คนในชุมชนเขามาพึ่งพิงอยู่กับเรา เราก็พึ่งพิงเขาเหมือนกัน ถ้าเราไม่บอกชุมชนข้างๆ ให้ดี ไม่ให้ข้อมูลกับเขาว่าเราทำอะไรอยู่ เรามีสภาพแวดล้อมในโรงงานเป็นยังไง มีการจัดการระบบการทำงานยังไงที่จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบกับสุขภาพของคนในชุมชน เราก็ไม่สามารถอยู่ได้ อันนี้เป็นเป็นแกนหลักเลย ว่าทำไมเราต้องช่วยดูแล หรือแม้กระทั่งพัฒนาชุมชน”

บริษัทมีการจัด Open House ปีละครั้งสำหรับคนในชุมชนใกล้เคียง ให้เข้ามาเห็นกระบวนการทำงานในโรงงานและการจัดการของเสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่คนในชุมชน รวมทั้งยังมีการนำพนักงานของโรงงานไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

นอกจากนี้ ในวันครบรอบของบริษัทที่ผ่านมา บริษัทได้ส่งของและจดหมายขอบคุณ พร้อมลายเซ็นจากประธานบริษัทฯ ไปยังครอบครัวของพนักงานทุกคน เพื่อขอบคุณที่พวกเขามอบคนในครอบครัวให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Samsung อีกด้วย

11. การดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับ Samsung ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำและต้องดีขึ้นเสมอ

“สิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันอยู่ในทุกๆ อย่างเลย ตั้งแต่ต้นน้ำ พูดง่ายๆ คือตั้งแต่วัตถุดิบ”

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไทยซัมซุงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดีไซน์และการเลือกใช้วัตถุดิบ 

“เรามองเห็นว่า สินค้าไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น หรือสิ่งของในชีวิตประจำวันของผู้คน ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของเราหมดอายุไปแล้ว เราคำนึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องไม่มีสารต้องห้ามที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสารปรอท สารตะกั่ว สารแมงกานีส หรือสารที่ก่อมะเร็ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2004”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

แม้แต่ในขั้นตอนการผลิต ก็มีการลด ละ เลิก ในส่วนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย รวมไปถึงการใช้พลังงาน หรือแม้แต่เสียง แสง ฝุ่น และความร้อนในโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การผลิตย่อมต้องมีของเสียเกิดขึ้น และ Samsung ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีโรงบำบัดน้ำเสียของส่วนกลางอยู่แล้ว แต่เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงตัดสินใจสร้างโรงบำบัดน้ำเสียของตนเองเพิ่มขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพื่อบำบัดของเสียก่อนจะส่งไปบำบัดอีกรอบ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีของเสียออกจากโรงงานน้อยที่สุด 

คำว่าหยุดพัฒนาไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของ Samsung บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน ค.ศ. 2025 บรรจุภัณฑ์สมาร์ทโฟนจะไม่มีการใช้พลาสติกเลย และจะลดการจัดการกากของเสียด้วยวิธีฝังกลบให้เป็นศูนย์อีกด้วย

“ถ้าเราหยุด เราก็ไม่ใช่บริษัทแนวหน้าในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ เราต้องก้าวต่อไป ทำยังไงที่จะพัฒนาตัวเองไปในทางที่เอาลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด เราเปรียบตัวเองเหมือนร้านสะดวกซื้อ อยากได้อะไรก็แวะมา ถ้าเป็นเรา คุณอยากได้เทคโนโลยีอะไร พอท่านพูด เราก็คิด เราก็ทำ”

ภาพ :  Samsung Thailand

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load