*บ้านหวั่งหลีเป็นโบราณสถานส่วนบุคคล ซึ่งอนุญาตให้ The Cloud เผยแพร่ข้อมูลเชิงอนุรักษ์ ไม่ได้เปิดให้เยี่ยมชมโดยทั่วไป

富贵无三辈 อ่านว่า ปู่กุ่ยบ่อซาป่วย เป็นคำกล่าวติดปากคนไทยเชื้อสายจีน หมายความว่า “ร่ำรวยไม่เกินสามชั่วคน” เป็นนัยที่สื่อว่ากิจการครอบครัวที่บรรพบุรุษบุกเบิกและสร้างสมไว้ มักรุ่งเรืองได้เพียง 3 รุ่น ส่วนลูกหลานรุ่นที่ 4 และรุ่นอื่น ๆ ต่อมานั้น มักเกิดมาบนความสบาย ไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้ จึงขาดความมุ่งมั่นที่จะพัฒนากิจการให้เจริญงอกงาม คำกล่าวนี้ทำให้ผมแอบหนาวๆ ร้อนๆ เพราะเมื่อนั่งนับนิ้วมือไปมาแล้วก็พบว่า ผมดันเป็น ‘ตึ่งหนังเกี้ย’ รุ่นที่ 4 พอดี อั๋ยย่ะ !!!

แต่มีครอบครัวไทยเชื้อสายจีนอยู่ครอบครัวหนึ่ง ที่ทายาทรุ่นหลานรุ่นเหลนพิสูจน์ให้รุ่นปู่ย่าตาทวดภูมิใจได้ว่า นอกจากพัฒนาธุรกิจการค้าข้าวและโรงสีที่บรรพบุรุษได้บุกเบิกไว้ให้เจริญงอกงามแล้ว พวกเขายังสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นอีกมากมายหลายแขนง ตั้งแต่ธุรกิจผลิตวุ้นเส้น การค้าฝ้าย ค้าปอ เรื่อยมาจนถึงธุรกิจตลาดสด ต่อยอดมายังธุรกิจศูนย์การค้าและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งธุรกิจประกันภัย ธนาคาร ฯลฯ จนสร้างความมั่นคงสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

中國人的文化难坚守三辈人 อ่านว่า ตงก๊กนั้ง ตีบุ่งห่วย หนั่งเกียงซิ้ว เป็นอีกคำกล่าวหนึ่งที่มีความหมายว่า “วัฒนธรรมจีน เมื่ออยู่โพ้นทะเล ยากจะปกป้อง” หมายถึงว่า ชาวจีนที่อาศัยอยู่นอกแผ่นดิน มักจะไม่สามารถรักษาขนบธรรมเนียมของบรรพชนให้คงอยู่ คำกล่าวประโยคนี้ทำให้ตึ่งหนังเกี้ยอย่างผม พยายามนึกทบทวนดูว่า ผมพอจะซึมซับความเป็นจีนไว้ได้มากแค่ไหน นึกเท่าไหร่ก็นึกออกแต่คำว่า “อั่งเปาตั่วตั่วไก๊” อันเป็นคำพูดที่ผมมักจะใช้เสมอ เวลาเดินเข้าไปขอรับซองอั่งเปาจากอากง อาม่า ด้วยความหวังว่าจะได้อั่งเปาซองใหญ่ๆ สมัยยังเป็นเด็กน้อย

แต่ครอบครัวไทยเชื้อสายจีนครอบครัวเดียวกันนี้ กลับเห็นความสำคัญของรากเหง้า พยายามทุกวิถีทางที่จะเก็บรักษาบ้านของต้นตระกูลเอาไว้ให้เป็นศูนย์รวมใจของทุกคนในครอบครัว มุ่งรักษาขนบประเพณีดั้งเดิม เพื่อให้อดีตอันน่าภาคภูมิใจยืนยงคงอยู่ตลอดไป 

และทุกวันนี้ พวกเขายังรวมตัวกันมาประกอบพิธีตามวาระสำคัญของครอบครัว พรั่งพร้อมด้วยสมาชิกลูกหลานนับหลายร้อยคน

วันนี้ประตูบ้าน ‘หวั่งหลี’ กำลังจะเปิดต้อนรับผู้อ่าน The Cloud ทุกคน เพื่อจะได้เข้าไปสัมผัสกับเรื่องราวหลากมิติอันทรงคุณค่า ที่ทายาทจะนำมาถ่ายทอดให้ฟังด้วยตนเอง

บ้านต้นตระกูล

“การเก็บบ้านต้นตระกูลไว้เป็นแหล่งรวมญาตินั้น เป็นหัวใจสำคัญของธรรมเนียมจีน สำหรับครอบครัวจีนนั้น ไม่มีใครอยากให้ลูกหลานสูญเสียความเป็นจีนไป เพราะนั่นคือความภูมิใจ จีนเป็นแหล่งอารยธรรมและปรัชญาอันยิ่งใหญ่ การรักษาบ้านหลังแรกของบรรพบุรุษเอาไว้คือการรักษาความภูมิใจของเรา” 

คุณพิมพ์ประไพ พิศาลบุตร ทายาทหวั่งหลีรุ่นที่ 5 เล่าให้ผมฟัง

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
คุณพิมพ์ประไพ พิศาลบุตร ทายาทหวั่งหลีรุ่นที่ 5 ในถาพถ่ายคือคุณตาตันซิวเม้งและคุณยายทองพูล หวั่งหลี ส่วนอีกรูปคือคุณแม่ประไพ หวั่งหลี พิศาลบุตร กำลังอุ้มอยู่

บุรุษจากซัวเถาแซ่ตั้งนาม ตันฉื่อฮ้วง พ่อค้ามากความสามารถผู้เดินทางขึ้นล่องไปมาระหว่างซัวเถากับบางกอกอยู่เสมอ โดยแวะผ่านฮ่องกง เวียดนาม สิงคโปร์ ฯลฯ เพื่อนำข้าวไทยไปค้าขายยังดินแดนต่างๆ พร้อมทั้งนำผ้าไหมแพรพรรณจากจีนกลับมาขายในไทยด้วย เมื่ออายุครบ 27 ปี เขาได้ตัดสินใจลงหลักปักฐานในสยาม และเมื่อเรือหัวแดงที่เขาโดยสารมานั้น เข้าเทียบท่า ณ ฮวยจุ่งโล้ง ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของตระกูลหวั่งหลีในประเทศไทย ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2414 อันเป็นปีที่ 3 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
คุณทวดตันฉื่อฮ้วง บรรพบุรุษของครอบครัวหวั่งหลีในดินแดนสยาม
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
คุณทวดหนู แห่งบ้านโปษ์กี่ จากตระกูลโปษยานนท์ ภรรยาคุณทวดตันฉื่อฮ้วง

“ฮวยจุ่งโล้งมากจากคำว่า ฮวยจุ่ง แปลว่าเรือกลไฟ โล้งคือสถานี เวลาอพยพมาจากเมืองจีนก็จะมาขึ้นเรือที่นี่กันทั้งนั้น ปัจจุบันคือ ล้ง 1919 เมื่อตอนแรกคุณทวดก็ไปๆ มาๆ จึงเพียงแต่เช่าห้องที่ฮวยจุ่งโล้งไว้เป็นทั้งสำนักงานและที่อยู่อาศัย ซึ่งเดิมเป็นของพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) จนต่อมาคุณทวดตันฉื่อฮ้วงได้พบรักและแต่งงานกับคุณทวดหนู แห่งบ้านโปษ์กี่ ตระกูลโปษยานนท์ พอมีบุตรชายคนแรกแล้ว จึงสร้างบ้านหวั่งหลีขึ้น” 

คุณวุฒิชัย หวั่งหลี ทายาทรุ่นที่ 4 เล่าให้ฟัง โดยสันนิษฐานว่าบ้านหวั่งหลีที่เห็นในปัจจุบัน น่าจะสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2424 โดยคำนวนจากปีเกิดของนายตันลิบบ๊วย บุตรชายคนแรกที่เกิดจากคุณทวดหนู

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

“บ้านหวั่งหลีมีอายุประมาณร้อยสี่สิบปี เป็นบ้านคหบดีจีนสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่หลัง และเป็นสิ่งที่เชื่อมเรากับบรรพบุรุษ เราจึงต้องหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะอนุรักษ์ไว้” คุณวุฒิชัยเปิดเผยที่มาของการอนุรักษ์บ้านหลังนี้

“คุณทวดตันฉื่อฮ้วงมีลูกชายสองคน คือตันลิบบ๊วยกับตันลิบท้ง พื้นที่บ้านหลังนี้ทั้งหมดก็แบ่งให้ลูกชายทั้งสองคน คุณทวดส่งลูกชายไปเรียนรู้ขนบธรรมเนียมที่เมืองจีน ต่อมาคุณปู่ตันลิบบ๊วยกลับมาสืบทอดกิจการคุณทวดในไทย ส่วนตันลิบท้งอาศัยอยู่ในจีน ก่อนย้ายไปอยู่ฮ่องกงเป็นการถาวร บ้านหวั่งหลีจึงเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลที่ถือครองโดยหวั่งหลีสายที่อยู่ในไทยและในฮ่องกง

“ตอนนั้น คุณสุกิจ หวั่งหลี ก็พิจารณาแล้วว่า ถ้ายังถือครองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลต่อไป การดูแลรักษาจะทำได้ลำบาก เพราะต้องอาศัยการตัดสินใจหลายอย่าง การซ่อมแซมก็อาศัยเงินทุนจำนวนมาก ดังนั้นบริษัทหวั่งหลี ซึ่งเป็น Holding Company ของตระกูล จึงเข้ามาเป็นผู้ซื้อบ้านคุณทวดหลังนี้ นั่นคือการตัดสินใจที่สำคัญมาก ทำให้บริษัทของครอบครัวได้เข้ามาเป็นเจ้าของและผู้ดูแล ไม่ต้องให้ภาระตกอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ก่อให้เกิดการบูรณะอย่างถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์อาคารเก่า และเป็นทางออกที่ทุกคนพอใจ”

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
คุณวุฒิชัย หวั่งหลี ทายาทหวั่งหลีรุ่นที่ 4

เมื่อตันฉื่อฮ้วงลงหลักปักฐานและสร้างบ้านหวั่งหลีเรียบร้อยแล้ว ก็มุ่งมั่นขยายธุรกิจค้าข้าวจนเจริญรุ่งเรือง และได้ริเริ่มกิจการโรงสีขึ้นอีก 2 โรง นับเป็นนักธุรกิจจีนไทยรายแรกๆ ที่บุกเบิกธุรกิจโรงสีข้าว ซึ่งผูกขาดโดยฝรั่งชาวยุโรปมาช้านาน ตันฉื่อฮ้วงอาศัยอยู่ที่เมืองไทยจน พ.ศ. 2447 จึงตัดสินใจเดินทางกลับไปใช้ชีวิตกับภรรยาชาวจีนที่หมู่บ้านโจ่ยโคย ตำบลซัวเถา ที่เขาจากมา โดยมีบุตรชาย ตันลิบบ๊วย มาเป็นผู้สานต่อกิจการแทน ใน พ.ศ. 2462 ตันลิบบ๊วยได้ตัดสินใจซื้อฮวยจุ่งโล้งจากคุณหญิงเนื่อง พิศาลบุตร นับเป็นการขยายกิจการสู่ธุรกิจท่าเรือและโกดังเก็บสินค้า พร้อมกับตั้งบริษัทหวั่งหลีขึ้น และต่อยอดธุรกิจต่างๆ ของบิดาอีกมากมาย

ก่อนเข้าบ้านหวั่งหลี คุณวุฒิชัยชวนไปสักการะศาลเจ้าแม่ทับทิมหรือศาลหม่าโจ้วที่ฮวยจุ่งโล้งเสียก่อน เพราะเป็นศาลที่คุณทวดตันฉื่อฮ้วงเคารพบูชาทุกครั้งที่ท่านเดินเรือมาถึง หรือเมื่อจะออกเรือกลับไปจีน

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ศาลหม่าโจ้วที่ฮวยจุ่งโล้ง

จากศาลเจ้าแม่ทับทิม เราเดินต่อไปยังลานหน้าบ้านหวั่งหลีเพื่อสักการะศาล ‘แปะกงแปะม่า’ ศาลเก่ามาแต่ดั้งเดิม คล้ายศาลตาศาลยายตามความเชื่อแบบไทย ลานหินแผ่นใหญ่ที่ทอดตัวไปสู่ซุ้มประตูบ้านหวั่งหลีนั้น เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่ทายาทต้องการรักษาไว้ 

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ศาลแปะกงแปะม่าอันเป็นศาลเดิมของบ้านหวั่งหลี
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
อับเฉาจากเมืองจีน อายุนับร้อยปีที่ปูลาดหน้าบ้านหวั่งหลี

“คุณทวดนำพวกแพรไหมจากจีนมาขายที่เมืองไทย ซึ่งมีน้ำหนักเบา จึงต้องเอาหินอับเฉาถ่วงให้เรือหนัก พอมาถึงเมืองไทย ก็ขนข้าวสารกลับไปขายที่นู่น ข้าวเป็นสินค้าที่หนักอยู่แล้ว จำเป็นต้องเอาหินอับเฉาขึ้นจากเรือ ที่เห็นปูเต็มลานนี้ก็คืออับเฉาตั้งแต่สมัยนั้น” ทุกสิ่งที่เก็บรักษาไว้ ล้วนบอกเล่าเรื่องราวของบรรพบุรุษทั้งสิ้น

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
อับเฉาหน้าบ้านหวั่งหลี

 ฮ้วงหลี – หวั่งหลี

ตรงกลางซุ้มประตูลายจีนอันงดงามประดับด้วยตัวอักษรสองตัวใหญ่อ่านได้ว่า ‘ฮ้วงหลี’ 

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
“ฮ้วงหลี”

“คุณทวดผมคือนายตันฉื่อฮ้วง ฮ้วงต่อมาคือคำว่า ‘หวั่ง’ ส่วนคำว่า ‘หลี’ เป็นภาษาจีน หมายถึงทำมาค้าขึ้น ท่านก็เอาสองคำนี้มาเป็นนามสกุล” คุณวุฒิชัยกล่าวถึงที่มา

“การที่ทวดแต่งงานกับคุณทวดหนูซึ่งเป็นคนไทย ส่งผลต่อครอบครัวเราในภายหลัง ทั้งนี้เพราะคุณปู่ทั้งสอง คือตันลิบบ๊วยและตันลิบท้ง เป็นลูกของคุณทวดหนูเกิดเมืองไทยทั้งคู่ แต่สมัยก่อนไม่มีใบเกิดที่ยืนยันความเป็นไทย ต่อมาทั้งสองท่านก็ไปใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่เมืองจีนจนเป็นหนุ่ม เมื่อตันลิบบ๊วยกลับมาเพื่ออาศัยในเมืองไทย ก็ต้องเป็นคนไทย บุคคลสำคัญคือพระยามานวราชเสวี ที่ได้ช่วยรับรองสถานะให้ ท่านรู้จักครอบครัวเราดี และท่านก็ได้กรุณามาเป็นพยานว่าคุณปู่ตันลิบบ๊วยมีแม่เป็นไทย ก็เลยได้เป็นคนไทยที่มีนามสกุลว่าหวั่งหลีมาตั้งแต่นั้น และยังเป็นคนแรกของตระกูลที่ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินในไทยได้ตามกฎหมาย”

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ตันลิบบ๊วย

ครอบครัวหวั่งหลีอยู่ในธุรกิจการค้ามาโดยตลอด คำว่า หลี ที่แปลว่าทำมาค้าขึ้น เป็นดั่งคำอวยพรให้กับครอบครัว รุ่นคุณทวด คือตันฉื่อฮ้วง ได้ริเริ่มกิจการค้าข้าวและโรงสี ต่อมารุ่นคุณปู่คือตันลิบบ๊วย ได้เข้ามาต่อยอดทั้งสองกิจการ ได้ร่วมก่อตั้ง ‘เสียมเกียตงฮั้วจงเซียงกวย’ หรือสโมสรพาณิชย์จีนแห่งกรุงสยาม เมื่อ พ.ศ. 2471 รวมทั้งขยายธุรกิจของครอบครัวไปสู่การประกันภัยและธนาคาร ซึ่งทั้งสองธุรกิจล้วนต่อยอดจากธุรกิจค้าข้าว 

“ไหนๆ เราก็ต้องประกันสินค้าที่เดินทางไปกับเรืออยู่แล้ว ก็เลยเกิดเป็นธุรกิจประกันภัยทางทะเลขึ้น ก่อนจะครอบคลุมไปยังประกันภัยอื่นๆ อย่างอัคคีภัยและรถยนต์ นั่นคือนวกิจประกันภัยในปัจจุบัน หรืออย่างธนาคาร ก็เกิดขึ้นเพราะว่าเวลาส่งข้าวไปขายที่ประเทศต่างๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อทำตั๋วเงินผ่านธนาคารอื่น ไหนๆ หวั่งหลีก็ส่งออกข้าวอยู่แล้ว ไปเสียเงินให้ธนาคารอื่นทำไม ก็ทำเองดีกว่า อ้อ แล้วธนาคารก็เกิดจากโพยก๊วน รู้จักโพยก๊วนไหมครับ” คุณวุฒิชัยหันมาถาม

“สมัยก่อนมีคนจีนโพ้นทะเลเข้ามาทำงานที่เมืองไทยเยอะ เขารู้ว่าเรามีเรือขนสินค้าขึ้นล่องระหว่างซัวเถากับบางกอก เมื่อคนจีนทางนู้นอยากส่งเงินให้ทางนี้ หรือทางนี้ส่งเงินให้ทางนู้น ก็จะนำเงินสดมาให้เราออกใบรับเงินไว้เป็นหลักฐานให้ว่าได้รับเงินมาแล้วนะ เมื่อเรือไปถึงที่หมาย ก็ติดต่อญาติที่ปลายทางให้มารับเงินสดตามจำนวนที่ระบุไว้ในโพย สิ่งนี้เรียกว่าโพยก๊วน ทำไปทำมากระทรวงการคลัง ก็มาบอกคุณปู่ตันลิบบ๊วยว่ามาจดทะเบียนเป็นธนาคารเลยแล้วกัน” ธนาคารหวั่งหลีต่อมาคือธนาคารนครธน ซึ่งได้ร่วมธุรกิจกับธนาคารซิตี้แบงก์ ก่อนที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดจะมาร่วมกิจการในระยะหลัง

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ตันซิวเม้งและทองพูล หวั่งหลี

จากรุ่นคุณปู่ตันลิบบ๊วยซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 มายังรุ่นที่ 3 ซึ่งมีบุตรชายคนสำคัญคือตันซิวเม้ง ผู้เข้ามาต่อยอดกิจการของครอบครัวให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และแสดงความสามารถในเชิงธุรกิจจนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมพาณิชย์จีนในประเทศไทยระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนเกิดเหตุลอบสังหารตัวเขาในเวลาต่อมา ส่งผลให้ตันซิวติ่ง ผู้เป็นน้องชายต้องเข้ามาพัฒนากิจการ และทำหน้าที่เสาหลักของครอบครัวแทนพี่ชาย 

ในขณะเดียวกันที่ทองพูล ผู้เป็นภรรยา ก็ต้องเปลี่ยนสถานะจากแม่บ้านธรรมดาๆ กลายมาเป็นนักธุรกิจหญิงคนแรกและคนสำคัญของหวั่งหลี ผู้ก่อตั้งบริษัทพูนผล บริษัทพูลพิพัฒน์ ฯลฯ รวมทังขยายธุรกิจไปสู่การผลิตวุ้นเส้น โกดังสินค้า การค้าฝ้าย ค้าปอ การจัดการตลาด และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ และยังสืบทอดมายังรุ่นต่อๆ มา

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ทองพูล หวั่งหลี นักธุรกิจหญิงคนแรกและคนสำคัญของครอบครัว
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ตันซิวติ่ง หวั่งหลี น้องชายตันซิวเม้ง ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของครอบครัวแทนตันซิวเม้งผู้เป็นพี่ชาย

“สิ่งสำคัญที่ครอบครัวหวั่งหลีมอบให้ลูกหลานทุกๆ รุ่นคือการศึกษา ไม่ใช่เงินทอง เราเน้นเรื่องการเรียนและพัฒนาศักยภาพ เพื่อจะเป็นผู้ที่สามารถรับผิดชอบตัวเองและครอบครัว ดูแลสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างสมไว้ให้” คุณพิมพ์ประไพกล่าวถึงสมบัติของตระกูลอันแท้จริง

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ตันซิวเม้งและทองพูล หวั่งหลี

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ทายาทรุ่นสี่ ได้เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือ ดุจนาวากลางมหาสมุทร ว่า

“ทุกวันนายตันซิวเม้งต้องมายืนรายงานต่อบิดาที่บ้าน ในระหว่างการรายงานนี้ ต้องตอบข้อซักถามของบิดาในกิจการค้าและปัญหาต่างๆ ด้วยอาการสุภาพยำเกรง เพราะท่านบิดาต้องการฝึกให้มีความอดทน และมีท่าทางเป็นผู้นำด้วย การซักถามเช่นว่านี้เป็นเวลานานๆ ทุกวัน จนกว่านายตันลิบบ๊วยจะพอใจ” 

นั่นคือข้อปฏิบัติและทัศนคติที่สืบสานต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อสร้างความรุ่งเรือง

ซุ้มประตู ความงามและความหมายที่ซ่อนอยู่

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

หินอับเฉาที่ปูลาดทางเดินยาว พาเรามาหยุดอยู่ที่ซุ้มประตูใหญ่ กลางกำแพงยาวสีขาวสะอาด ในอดีตซุ้มประตูนี้เคยสงวนไว้สำหรับคนในตระกูลและแขกเท่านั้น ส่วนพนักงานผู้ดูแลรับใช้นั้น ต้องเลี่ยงไปใช้ซุ้มประตูปลายกำแพงทางด้านซ้ายและขวา นอกจากมีตัวอักษรจีนขนาดใหญ่ที่อ่านได้ว่าฮ้วงหลีปรากฏเห็นเด่นชัดแล้ว ยังมีป้ายแนวตั้งอีก 2 ป้ายที่จารึกคติสอนใจสรุปความได้ว่า “วิชาสร้างความรุ่งเรือง” และ “ซื่อสัตย์ ซื่อตรง นำมาซึ่งความบริบูรณ์ไม่จบสิ้น” 

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

บนซุ้มประตูปรากฏภาพเขียนฝีมือช่างชาวจีนในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยภาพแบ่งออกเป็น 4 ระดับตามฐานานุศักดิ์ของสิ่งที่ปรากฏในภาพ ภาพชั้นล่างสุดเป็นสัตว์มงคลตามคติจีน เช่น นก หงส์ มังกร ปี่เซียะ เป็นต้น ชั้นที่ 2 เป็นภาพเรื่องเล่าจากวรรณกรรม สามก๊ก ตอนสำคัญ ชั้นต่อมาจะเป็นภาพที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอำนวยพรให้ผู้อยู่ เช่น ภาพพัดที่มีรูปพระอาทิตย์ส่องสว่าง สื่อถึงความโชติช่วงชัชวาล ภาพข้าราชการที่ได้รับการเลื่อนยศ ปูนบำเหน็จ ภาพครอบครัวที่สมาชิกอยู่กันพร้อมหน้าอย่างสุขสันต์ ส่วนภาพชั้นบนสุดเป็นภาพเทพเจ้าสำคัญ เช่น เทพสมุทร หรือแปดเซียน ทั้งหมดเป็นภาพวาดแบบปูนเปียก หรือ Al Fresco ซึ่งส่งผลดีต่อการบูรณะที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุด

“ซุ้มประตูนี้ถูกซ่อมมาก่อนอย่างน้อยครั้งหนึ่งก่อนที่ผมจะเข้ามารับผิดชอบการซ่อมครั้งล่าสุด การซ่อมครั้งนั้นเป็นการทาปูนทับและวาดสีอะครีลิกลงไปบนปูนชั้นใหม่ เมื่อต้องมาซ่อมซุ้มประตูนี้ ผมตั้งใจว่าจะพยายามรักษาภาพดั้งเดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด” คุณวทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้รับผิดชอบโครงการบูรณะบ้านหวั่งหลีเมื่อ พ.ศ. 2551 – 2554 เปิดเผยให้ฟัง

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

“การวาดแบบปูนเปียก หรือ Al Fresco ช่วยให้ลายภาพต้นฉบับได้รับการรักษาไว้อย่างดี เพราะปูนเปียกจะดูดเส้นร่างภาพ และสีที่เคยใช้ระบายภาพเข้าไปฝังไว้ในเนื้อปูน เมื่อเซาะปูนจากการซ่อมครั้งก่อนหน้านี้ออกจนหมด ก็ยังพอเห็นลายและสีของภาพต้นฉบับได้บ้าง ภาพวาดที่อยู่ด้านล่างๆ ใกล้พื้นดินจะเปื่อยยุ่ยมาก เพราะอยู่ใกล้ความชื้น ในขณะที่ด้านบนจะอยู่ในสภาพดีกว่า” 

“รูปด้านล่างๆ บางรูปก็หาร่องรอยเดิมไม่ได้เลย เพราะความชื้นทำให้ภาพเสียหายไปเกือบหมด แต่ก็ได้หลักฐานจากรูปถ่ายของคุณพิมพ์ประไพ พิศาลบุตร ที่ถ่ายไว้สมัยเด็กๆ ตรงหน้าซุ้มประตูนี้ แล้วติดภาพวาดสัตว์ต่างๆ ตามคติจีนที่อยู่ด้านหลังพอดี จึงได้อาศัยภาพถ่ายนั้นมาเป็นต้นแบบในการวาดใหม่” 

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

ผู้ที่รับผิดชอบการวาดภาพจีนที่มีรายละเอียดงดงามเช่นนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากช่างเขียนที่มีประสบการณ์จากการซ่อมจิตรกรรมตามวัดสำคัญๆ โดยเฉพาะวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นวัดที่มักปรากฏภาพเขียนแบบจีนอยู่เสมอ โดยทำงานร่วมกับศิลปินช่างเขียนภาพจีนจากเยาวราช ด้วยความพยายามดังกล่าว จึงทำให้กู้ภาพเขียนดั้งเดิมที่เกือบสูญหายไปหมดแล้ว ให้กลับมาปรากฏอยู่บนซุ้มประตูนี้ได้อีกครั้ง

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการคือ บนซุ้มประตูกลาง ในวงกลมเล็กๆ ลงพื้นสีฟ้า ปรากฏแต่ลายเส้นเป็นภาพผู้หญิงอยู่ภายในทั้งสิ้น ซึ่งสืบค้นไม่ได้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่สิ่งนี้กลับเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับบ้านหวั่งหลีมากๆ ด้วยเป็นบ้านที่มักจะมีนายหญิงเป็นผู้ปกครองเสมอ เรียกว่าเป็นบ้านที่ผู้หญิงเป็นใหญ่

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

“ลูกชายจะถูกส่งไปอยู่จีนตั้งแต่เล็กๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า แทบทุกคนจะไปเรียน ไปโตที่เมืองจีน หรือฮ่องกง เพื่อไปรักษาความภูมิใจในรากเหง้าของบรรพชนจีน ส่วนลูกสาวจะโตในบ้าน และเมื่อถึงวัยแต่งงาน แทนที่จะแต่งออกก็กลายเป็นแต่งลูกเขยเข้าบ้านแทน จะได้อยู่ดูแลพ่อแม่แทนลูกชาย ลูกหลานที่เกิดและเติบโตในบ้านนี้ มักเป็นลูกหลานที่ใช้สกุลทางพ่อแต่มีแม่เป็นหวั่งหลีเป็นส่วนใหญ่ และคนที่ปกครองบ้านจึงมักจะเป็นนายผู้หญิง” คุณวุฒิชัยเล่าถึงสาเหตุที่ผู้หญิงเป็นใหญ่

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

“ในขณะที่ลูกชายในสกุลหวั่งหลี อย่างคุณทวดตันลิบบ๊วยเมื่อเป็นหนุ่มกลับจากจีน พอแต่งงานกับคุณทวดแจ่ม ก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านเจ้าสาว เพราะบ้านเขาก็เป็นลูกสาวคนเดียว พวกหวั่งหลีในรุ่นคุณตาจึงไปเกิดที่สำเพ็งแทนที่จะเกิดที่บ้านหลังนี้” คุณพิมพ์ประไพช่วยเสริมให้เห็นภาพด้วยรอยยิ้ม

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

ก่อนจะผ่านซุ้มประตูนี้ไป สิ่งที่ควรสังเกตอีกประการคือลายปูนปั้นบนซุ้มประตู ซึ่งถือว่าเป็นงานศิลป์ชั้นเอก โดยเป็นลายปูนปั้นที่ประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องอย่างประณีต ทำเป็นรูปสัตว์มงคล พื้นที่ว่างก็จะวาดลายและลงสี แม้แต่เชิงชาย ก็เป็นไม้แกะสลักอย่างประณีตและเขียนสีอย่างงดงามยิ่ง สันกลางอาคารเกือบทั้งหมด ก็เป็นลายปูปั้นประดับกระเบื้องและลงสีเช่นเดียวกัน

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูเพื่อจะเข้าไปสู่ลานบ้านก็จะพบฉากหรือลับแลกั้นอยู่ ทั้งนี้เป็นความเชื่อตามคติจีนที่ต้องการปกป้องที่อยู่อาศัยให้พ้นจากพลังความชั่วร้าย หรือสิ่งที่ไม่เป็นมงคลไม่ให้ตามติดตัวเข้ามาในบริเวณบ้าน วัฒนธรรมไทยก็มีความเชื่อเช่นเดียวกัน เรามักพบฉากหรือลับแลตั้งอยู่ในวังเจ้านายหรือบ้านคหบดี นอกจากเพื่อความเป็นส่วนพระองค์หรือส่วนตัวแล้ว ยังปกป้องจากสิ่งไม่ดีทั้งหลายด้วยความเชื่อเช่นเดียวกัน

ลานกลางบ้านทรงม้าลากรถ

ผังการสร้างบ้านหวั่งหลีนั้นมีลักษณะเป็นตัวยู (U) เลียนแบบลักษณะของม้าลากรถ กล่าวคือ อาคารประธานที่เป็นอาคารสำคัญที่สุดของบ้านตั้งขวางอยู่ตรงกลาง เปรียบเสมือนเหมือนตัวรถ ส่วนอาคารทั้งปีกซ้ายและขวาเป็นดั่งตัวม้าที่กำลังลากรถอยู่ พื้นที่ตรงกลางนั้นเว้นว่างไว้เป็นลานเพื่อรับแดดรับฝน ซึ่งเปรียบเหมือนการรับทรัพย์และรับพรจากสรวงสวรรค์ 

“ตามคติความเชื่อจีนนั้น ฝนที่ตกลงมาเป็นดั่งทรัพย์สิน เงินทอง และโชคลาภ จะปล่อยให้ไหลออกเร็วเกินไปไม่ได้ ดังนั้นช่างจึงออกแบบลานนี้ให้มีรูระบายน้ำเพียงรูเดียว และเชื่อมต่อกับท่อขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อให้น้ำค่อยๆ ไหลช้าๆ แล้วยังต้องวางระบบระบายน้ำจากลานให้ไหลผ่านใต้ตัวบ้าน เป็นดั่งการอวยพรผู้อาศัยซ้ำอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา” คุณวทัญญูอธิบายถึงความหมายของสรรพสิ่งเล็กๆ ที่น่าสนใจมากๆ

สิ่งสำคัญที่ควรสังเกตอีกอย่างคือเสาค้ำอาคาร ที่เรียงรายล้อมลานอยู่โดยรอบ เสาปูนเหล่านี้เป็นเสาที่ช่างจีนได้เคยเขียนลวดลายเลียนแบบหินอ่อนเอาไว้ ในขณะที่ปูนยังหมาดๆ อันเป็นการตกแต่งที่กำลังได้รับความนิยมในสมัยนั้น

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

“ความชื้นทำให้ลายหินอ่อนบนปูนจางจนแทบจะสูญหายไปหมด เมื่อเข้ามาบูรณะ ผมก็พยายามรักษาเอาไว้เท่าที่จะทำได้ แต่เราไม่สามารถเสาะหาช่างเขียนลายหินอ่อนแบบดั้งเดิมในยุคปัจจุบัน ทางออกก็คือ ต้องใช้วิธีทำสีพ่นเลียนแบบหินอ่อนบนปูนแทน เพื่อรักษาบรรยากาศเดิมๆ เอาไว้ แต่อย่างน้อยก็ยังอนุรักษ์ผนังปูนลายหินอ่อนดั้งเดิมเอาไว้ได้ในห้องบนชั้นสอง เพราะอยู่ไกลพื้นดิน จึงไกลจากความชื้นครับ” คุณวทัญญูเล่าถึงปัญหาและทางออกเพื่อการอนุรักษ์ให้ครบทุกรายละเอียด

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ลวดลายหินอ่อนบนผนังปูน

ปัจจุบันบ้านหวั่งหลีไม่ได้เป็นที่อาศัย แต่เป็นที่ประกอบพิธีตามวาระสำคัญๆ ของครอบครัว เปิดโอกาสให้สมาชิกหวั่งหลีทุกสาขาได้มีกาสพบปะสังสรรค์กัน แต่ผมก็แอบอยากทราบว่าสมัยที่ยังเป็น ‘บ้าน’ มีผู้อยู่อาศัยนั้น บรรยากาศโดยรวมจะเป็นอย่างไร

“ที่จำได้คือเงียบมากๆ ค่ะ” คุณพิมพ์ประไพบรรยายบรรยากาศโดยรวมเมื่อคราวอาศัยอยู่ที่นี่

“คุณแม่ของดิฉันเป็นลูกคนโตของคุณตาตันซิวเม้งกับคุณยายทองพูล เมื่อคุณแม่แต่งงาน พ.ศ. 2498 คุณพ่อก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านหวั่งหลี ดิฉันเลยโตที่นี่ เวลานั้นบ้านหวั่งหลีมีคนน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก เพราะสมาชิกครอบครัวย้ายมาบ้านสาทรกันหมด เหลือเพียงครอบครัวคุณยายกับคุณแม่ 

“ตอนดิฉันอายุได้สามขวบ คุณยายย้ายไปทุ่งมหาเมฆ เรามีธรรมเนียมกำหนดวันเยี่ยมผู้ใหญ่ เช่น ทุกวันพุธกับวันอาทิตย์จะไปเยี่ยมคุณยาย วันนั้นไปเยี่ยมคุณทวด แล้วจะยึดปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ตอนกลางคืนเวลาผู้ใหญ่ไปงานเลี้ยง ดิฉันจะรู้สึกว่าทำไมบ้านหลังใหญ่ วังเวงจัง แต่พอท่านกลับมาก็จะอบอุ่น ตอนหลังดิฉันไปเรียนอังกฤษ ไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้หลายปี พอกลับมาก็พบว่าผูกพัน คิดถึงบ้านหลังนี้ แต่ทำไมบ้านเล็กลงก็ไม่ทราบ”

การที่มีโอกาสเติบโตในบ้านของต้นตระกูลหลังนี้ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตบรรพชนจีนในไทยและถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสืออันทรงคุณค่าหลายเล่ม เช่น สำเภาสยาม ตำนานเจ๊กบางกอก นายแม่ ตำนานหญิงจีนสยาม รวมทั้งรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการหนังสือ บ้านหวั่งหลี ที่รวบรวมทุกเรื่องราวของบ้านหลังนี้ไว้ทุกมิติอย่างครบถ้วน คำกล่าวที่ว่า “วัฒนธรรมจีน เมื่ออยู่โพ้นทะเล ยากจะปกป้อง” นั้น จึงไม่เป็นจริงเสมอไป

ห้องกระไดคือห้องอเนกประสงค์

“ตอนนั้นห้องไหนครึกครื้นที่สุดครับ” ผมเอ่ยถามทายาททั้งสองท่านที่พาผมชมบ้านหวั่งหลีในวันนั้น

“ห้องกระไดเป็นห้องที่มีคนตลอดเวลาค่ะ เพราะติดกับห้องอาบน้ำเพียงห้องเดียวของบ้าน ตื่นนอนลงมาทุกคนก็ต้องมาเข้าคิวรอเข้าห้องน้ำ เช้าก็มีคิว เย็นลงก็มีคิวอีกรอบ ห้องน้ำในปัจจุบันก็มีบรรยากาศใกล้เคียงกับของเดิม เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนเราใช้โอ่งกระเบื้องจีนใบใหญ่ เขียนลายพลรบ ใช้ขันเงินใบใหญ่ตักน้ำราดตัว จำได้เลยว่าน้ำเย็นเจี๊ยบตลอดปี ส่วนที่ห้องกระได พอบ่ายๆ ก็จะมีคนเข้ามานั่งทำขนม จัดดอกไม้วางหน้าพระ ปอกผลไม้ ล้างผลไม้ ล้างจาน ล้างแก้ว มีตู้น้ำแข็ง แยกจากครัวของคาว เลยเป็นห้องที่มีคนเดินไปมาทั้งวัน” คุณพิมพ์ประไพสะท้อนบรรยากาศความสนุกของห้องที่ตั้งอยู่ทางปีกซ้าย ชั้นล่าง เมื่อหันหน้าเข้าหาอาคารประธาน

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

“ปกติผมอยู่บ้านถนนสาทร แต่ผมจะมาเยี่ยมคุณป้าทองพูล หวั่งหลี ที่นี่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงวันไหว้ กระไดไม้ที่เห็นในห้องนี้เป็นกระไดที่สุภาพสตรีใช้เดินขึ้นไปทำพิธีที่ห้องไหว้ชั้นบน ส่วนกระไดนอกอาคาร ข้างซุ้มประตูทั้งขวาและซ้ายนั้น เป็นกระไดสำหรับผู้ชายเท่านั้น ถ้าเป็นสมาชิกสกุลหวั่งหลีก็ขึ้นกระไดขวา ส่วนกระไดซ้ายสำหรับแขกผู้ชายอื่นๆ” คุณวุฒิชัยเสริม

ห้องกระไดเป็นห้องสำคัญมากในเชิงอนุรักษ์ ด้วยหลักฐานสำคัญที่ปรากฏก็คือกระเบื้องดินเผาแผ่นใหญ่ อันเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าบ้านหวั่งหลีใช้กระเบื้องชนิดนี้ปูพื้นมาตั้งแต่แรก นอกจากนี้ยังมีร่องรอยของครกหินรับประตูจีนแบบโบราณที่ใช้เดือยไม้แทนบานพับ ในระยะหลัง บริเวณอื่นของบ้านปรับเปลี่ยนไปใช้กระเบื้องดินเนื้อแกร่งและแบบวิกตอเรียน หรือกระเบื้องเทอราซโซ่บ้าง ซึ่งล้วนเป็นกระเบื้องนำเข้าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ยังงดงามมาจนถึงวันนี้

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

‘ห้องจักร’ ใครๆ ก็รู้จัก

ส่วนห้องที่ทุกคนใช้เวลาอยู่มากที่สุด ทายาทรุ่นสี่ทั้งคู่ร่วมกันลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าคือห้องจักร

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
หน้าห้องจักรปูกระเบื้องสมัยรัชกาลที่ 5

ห้องจักรอยู่เลยห้องกระได ตั้งอยู่ทางปีกซ้ายสุดของอาคารประธาน ที่มาของชื่อห้องนั้นไม่ปรากฏชัดเจน คุณวุฒิชัยสันนิษฐานว่า “เมื่อก่อนอาจจะมีจักรเย็บผ้าตั้งไว้ เป็นที่ที่ผู้หญิงมาเย็บผ้า ทำการฝีมือกัน พอมีลูกๆ หลานๆ ก็นำมาเลี้ยงไว้ใกล้ๆ ตัว” 

ความสำคัญของห้องจักรคือเป็นห้องที่สมาชิกครอบครัวหวั่งหลีใช้ชีวิตตั้งแต่เกิด เพราะเป็นห้องทำคลอดของสมาชิกหลายต่อหลายคน เป็นห้องเลี้ยงเด็ก และเป็นห้องพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย โดยมีคนในครอบครัวร่วมกันเป็นผู้ดูแล ที่สำคัญคือเป็นอาณาเขตของเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่มักปล่อยไว้ให้มีอิสระ

“ห้องจักรนี่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยเข้ามาครับ จะมีแต่เด็กๆ เล่นกันในห้องนี้ เช้าๆ สายๆ เราก็เล่นกัน พอบ่ายๆ เราก็นอนกลางวัน ตื่นมาก็เล่นกันต่อ ผมก็นอนกลางวันที่นี่พร้อมกับเด็กๆ ทั้งหมดเลย” คุณวุฒิชัยเล่าถึงบรรยากาศเมื่อวัยเยาว์

“ด้านหน้าห้องจักรปูด้วยหินอ่อน แล้วเศษสามส่วนสี่ของห้องก็จะยกพื้นไม้สักขึ้นมาและทาแชล็คเสียมันปลาบ เด็กๆ ก็จะนอนเรียงกันอยู่บนยกพื้นไม้นั้น ส่วนมากเราก็จะวิ่งเล่นกันไปมาอยู่ชั้นล่าง ไม่มีใครขึ้นชั้นสองเพราะมันสูง แค่ขึ้นกระไดก็เหนื่อยแล้ว” คุณพิมพ์ประไพร่วมรำลึกความหลัง

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ห้องจักรและยกพื้นไม้ที่เด็กๆ ใช้นอนและนั่งเล่น

ยกพื้นในห้องจักรนั้นมีช่องลับเปิดได้ เป็นที่ที่ผู้ใหญ่จะนำผลไม้ที่เก็บได้จากสวนหลังบ้านมาบ่มให้สุกพร้อมทาน คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ได้บรรยายเกี่ยวกับยกพื้นไม้ไว้ในหนังสือ ดุจนาวากลางมหาสมุทร ความว่า

“ใต้ยกพื้นไม้นั้น คุณยายแจ่ม ภรรยานายตันลิบบ๊วย มักจะใช้เป็นที่ผึ่งส้มโอให้ลืมต้น (ส้มโอที่ยังไม่ลืมต้นนั้นจะมีรสเปรี้ยวกัดลิ้น) ห้องนี้จึงมีบทบาทหลากหลายในชีวิตของคนหวั่งหลี”

ในเมื่อผู้ใหญ่ยกห้องจักรให้เด็กๆ เล่นกันตามสบาย แล้วท่านไปอยู่ที่ไหนกัน

“ห้องรับแขกครับ ห้องที่ติดกับห้องจักร” คุณวุฒิชัยเฉลย

ห้องรับแขก ห้องกลางและทางการ 

ห้องรับแขกจะอยู่ชั้นล่าง ตรงกลางอาคารประธานพอดี ทายาทหวั่งหลีทั้งสองรุ่นสะท้อนบรรยากาศของห้องรับแขกไว้คล้ายกันดังนี้

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ห้องรับแขกรูปคุณทวดตันฉื่อฮ้วงและคุณทวดหนู
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
รูปตันซิวเม้งในห้องรับแขก

“ห้องรับแขกประดับด้วยภาพบรรพบุรุษคือคุณทวดตันฉื่อฮ้วง คุณทวดหนู แล้วก็คุณปู่ตันลิบบ๊วย กับคุณลุงตันซิวเม้ง เป็นห้องที่ผู้ใหญ่อยู่กัน ตอนเด็กๆ ผมก็แทบไม่ได้มาห้องนี้ เพราะผมถือว่าเป็นเขตของผู้ใหญ่และดูเป็นทางการ” คุณวุฒิชัยรำลึก

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

คุณพิมพ์ประไพร่วมสะท้อนภาพห้องรับแขกไว้ว่า “ห้องรับแขกนี้บางทีก็เรียกว่าห้องกลาง เป็นห้องที่ค่อนข้างเป็นทางการมากๆ สมัยดิฉันเด็กๆ นั้น แทบจะเรียกได้ว่าไม่ได้ใช้งานเลย เป็นห้องที่ปิดไว้เสียเป็นส่วนใหญ่ ประตูหน้าต่างปิดสนิทเกือบตลอดเวลา เปิดเฉพาะเวลาที่มีแขกหรือมีพิธี เช่น พิธีแต่งงานของคนในตระกูล หรือมีคนมารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ สำหรับดิฉัน ห้องรับแขกเป็นที่ที่เด็กไม่เข้า ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ห้ามนะคะ แต่มันมืดๆ มีตู้ใส่เครื่องลายคราม เครื่องประดับ ดูเป็นห้องพิธีกรรม”

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

ในห้องรับแขกปรากฏภาพของคุณทวดหนูแห่งบ้านโปษ์กี่ คู่กับคุณทวดตันฉื่อฮ้วง ผู้สามี อยู่กลางห้อง ทำให้คุณวุฒิชัยเล่าเกร็ดสนุกเล็กๆ น้อยๆ ถึงคุณทวดหนูให้ฟัง

“เห็นภาพคุณทวดหนูแล้วผมขอเล่าเสริมว่า บรรยากาศฝั่งธนบุรีสมัยก่อนเงียบสนิท แล้วว่ากันว่าคุณทวดหนูท่านเป็นคนดุและเสียงดัง เวลาท่านเอ็ดใครนี่เสียงท่านจะดังข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปเลย ตอนเช้าเรือจากบ้านฝั่งตรงข้ามก็พายมาถามว่าเมื่อคืนมีใครโดนดุ”

คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ได้เคยบรรยายภาพคุณทวดหนูไว้ในหนังสือ ดุจนาวากลางมหาสมุทร ว่า 

“แจ่ม หวั่งหลี ผู้เป็นยายของข้าพเจ้า แต่เป็นย่าของคนนามสกุลหวั่งหลี เคยเล่าให้วิไล หวั่งหลี ลูกสะใภ้ของท่านเองฟังว่า การเป็นลูกสะใภ้คุณทวดหนู ต้องอยู่ในกรอบชนิดที่ลูกสะใภ้ยุคใหม่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีเอามากๆ เพราะในสมัยนั้นเมื่อคุณยายแจ่มไปหาคุณทวดหนู ผู้เป็นแม่สามีที่บ้านฝั่งธนฯ ครั้งใด ถ้าคุณทวดอยู่ข้างบนบ้าน คุณยายจะต้องคลานจากหัวกระไดขึ้นไปจนถึงตัวคุณทวด ไม่ว่าท่านจะอยู่ห้องไหน ทั้งนี้เพื่อศีรษะจะได้ไม่สูงกว่าผู้ใหญ่ ในกรณีที่ท่านนั่งอยู่บนพื้น และในเมื่อบ้านเป็นบ้านใหญ่ ระยะทางที่คุณยายต้องคลานก็นับว่าไกลไม่น้อย” 

นอกจากภาพบรรพบุรุษที่ประดับในห้องรับแขก เพื่อให้พอรำลึกถึงเรื่องราวของท่านแล้ว ยังมีเครื่องเรือนต่างๆ ทั้งที่มีอยู่เดิม และที่นำมาประดับเพิ่มเมื่อบูรณะบ้านหวั่งหลีครั้งล่าสุด โดยเน้นเครื่องเรือนที่ร่วมสมัยกับอาคาร

“ใต้รูปคุณทวดทั้งสองท่านเป็นเตียงฝิ่นโบราณซึ่งนำมาตกแต่งทีหลัง เพื่อจัดบรรยากาศให้เป็นเหมือนห้องรับแขกในสมัยนั้น ตรงทางเข้าเป็นตู้ที่ไว้ใช้สำหรับแขวนหมวก แขวนสูท มีที่ไว้เสียบร่ม พิงไม้เท้า อันนี้เป็นของดั้งเดิม เพราะเวลาแขกมาเยี่ยมเจ้าบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือวางร่ม ถอดหมวก ถอดเสื้อนอกให้รู้สึกสบายตัวขึ้น นอกจากนี้ก็มีกระจกกรอบมุกที่เป็นของดั้งเดิม ซึ่งใช้เป็นทั้งลับแลและกระจกแต่งตัวก่อนออกจากบ้าน ตู้บุผ้าและพื้นกระเบื้องหินขัดก็เป็นของเก่าแต่เดิมเช่นกัน” คุณวทัญญูนำชมเครื่องเรือนเป็นรายชิ้นก่อนพาเราเดินต่อไปยังห้องกินข้าว

ห้องทานข้าว แหล่งรวมพลทุกคนในครอบครัว

ห้องทานข้าวอยู่ชั้นล่าง ทางด้านขวาของห้องรับแขก เป็นห้องปลายปีกขวาสุดของอาคารประธาน และเป็นห้องรวมพลของสมาชิกครอบครัวทุกๆ วัน เวลา 2 ทุ่มตรง

“ทุกคนต้องกลับมาทานข้าวเย็นกันตอนสองทุ่ม จะไปไหนก็ต้องกลับมาให้ทัน ซึ่งเป็นธรรมเนียมมาตั้งแต่รุ่นคุณยายทองพูลแล้วค่ะ” คุณพิมพ์ประไพเล่าให้ฟังถึงกฎข้อนี้ของครอบครัว

“มื้อเย็นนั้นถือเป็นมื้อสำคัญ เพราะระหว่างวันต่างคนต่างออกไปประกอบกิจธุระ ไม่มีโอกาสได้เจอหน้ากัน การมารวมกันทานข้าวเย็นทำให้สมาชิกได้พบกันทุกวัน บรรยากาศห้องทานข้าวนั้นก็ค่อนข้างเป็นทางการ โต๊ะทานข้าวจะเป็นโต๊ะยาว เก้าอี้ก็เป็นแบบอาร์ตนูโว สมัยดิฉันเด็กๆ มีโทรทัศน์แล้ว ก็ทานไป คุยกันไป แล้วก็ดูโทรทัศน์ไปด้วย กับข้าวอร่อยมากๆ”

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
ห้องอาหารเดิมมีโต๊ะยาว ก่อนเป็นโต๊ะกลมสั่งขาดพิเศษ

ความที่อาหารเย็นเป็นอาหารหลักของครอบครัว ดังนั้นจึงถือเป็นหน้าที่สำคัญของนายผู้หญิง ที่จะต้องดูแลให้ดี เพราะนอกจากนำความพอใจมาสู่สมาชิกในครอบครัวแล้ว อาหารอร่อยยังถือเป็นหน้าเป็นตาของครอบครัวด้วย คนสมัยก่อนไม่ได้มีสิ่งบันเทิงใจนอกบ้านเท่าไหร่ ผู้ใหญ่ก็แวะเวียนไปมาหาสู่กัน มาเล่นหมาก เล่นไพ่ ล้อมวงคุยกัน วนไปตามบ้านต่างๆ เวลามาบ้านใครแล้วอาหารอร่อย ก็เป็นที่เชิดหน้าชูตา เจ้าของบ้านก็จะภูมิใจ

อาหารเด็ดของบ้านหวั่งหลีนั้นไม่ได้จัดเป็นอาหารเหลาอย่างที่เราอาจจินตนาการไว้ คุณพิมพ์ประไพอธิบายว่า เมนูโปรดนั้นคืออาหารบ้านที่แสนธรรมดาและเรียบง่าย

“คนไทยเชื้อสายจีนรู้จักเขียมค่ะ เขียมหรือประหยัดนี่ถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของเราเลย ของกินต้องอร่อยและดี ในราคาที่เหมาะสม คุณยายอบรมเรื่องนี้มาก ท่านบอกว่าการหาเงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่การรู้จักรักษาเงินเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่า ต้องรู้จักเลือก รู้จักซื้อ และซื้อแต่พอทาน ไม่ฟุ้งเฟ้อสุรุ่ยสุร่าย ไม่ใช้จ่ายเกินรายรับ ท่านเตือนเสมอว่าใครที่ใช้เงินไม่ระวัง แป๊บเดียวก็จะล่มจม เขียมจึงเป็นวัฒนธรรมหลักของจีนโพ้นทะเลรุ่นอากงอาม่า ท่านเตือนไว้เลยว่าทำตัวเป็นอาเสี่ยไปกินเหลาทุกมื้อ ไปเที่ยวโรงน้ำชาทุกวัน เจ๊งแน่ กับข้าวที่บ้านหวั่งหลีหรือคะ บ้านคุณแม่และญาติๆ ของท่านอร่อยมากแทบทุกอย่าง จุ๋ยก๊วย สุนก๊วย ข้าวผัดกุนเชียง ปลาแนม เราโม่แป้งทำเองหมด”

หากใครได้อ่านหนังสือ ดุจนาวากลางมหาสมุทร แล้วได้อ่านคำบรรยายเรื่องขนมตาลต้นตำรับหวั่งหลี ฝีมือคุณทวดหนู ที่คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ บรรยายไว้แล้ว ก็คงจะเกิดอาการน้ำลายสอแบบผมแน่ๆ 

“อย่างขนมตาลคุณทวดหนู เป็นสูตรที่ใครๆ ก็ชื่นชมว่าอร่อยมาก ตอนเด็กๆ เวลาวันไหว้บรรพบุรุษก็จะมีขนมตาลดั้งเดิมสูตรนี้ตั้งไว้ด้วย แต่ความที่ดิฉันไม่ได้ชอบขนมตาล ก็ได้แต่มองเฉยๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะที่เล่าได้เท่านี้” คุณพิมพ์ประไพให้สัมภาษณ์อย่างจริงใจ ส่วนตัวผมก็ได้แต่จินตนาการถึงรสชาติขนมตาลสูตรคุณทวดหนูต่อไป

“แล้วสุนก๊วยล่ะครับ เมื่อสักครู่คุณพิมพ์ประไพเอ่ยถึง” ผมถามถึงอีกเมนูพิเศษของบ้านหวั่งหลี

“อันนี้ก็เป็นเมนูที่ชอบมากสมัยเด็กๆ ค่ะ สุนก๊วยเป็นแป้งห่อไส้นึ่ง แป้งนี่บางเฉียบ ไส้ก็ใช้หน่อไม้เยอะ ใช้เห็ดหอมเยอะ และจะมีแม่พิมพ์ที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ของหวั่งหลี เป็นสูตรที่ทำสืบต่อมาจนปัจจุบัน และยังได้รับความนิยมจากสมาชิกหวั่งหลี นอกจากนี้ยังมีออส่วนสูตรคุณยายทองพูลก็ที่อร่อยมาก และหาทานไม่ได้แล้ว”

ผมขอเอาใจช่วยให้ครอบครัวหวั่งหลีกู้สูตรออส่วนของคุณยายทองพูลได้สำเร็จนะครับ ผมเอาใจช่วยมากๆ เลยครับ

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
สุนก๊วนสูตรหวั่งหลีที่ทุกคนติดใจและสืบต่อกัมา

ปัจจุบัน โต๊ะยาวถูกแทนที่ด้วยโต๊ะจีนทรงกลมขนาดใหญ่ ซึ่งทางครอบครัวได้สั่งทำพิเศษจำนวนหลายโต๊ะ เพื่อรับรองสมาชิกให้ได้โต๊ะละ 14 คน ทั้งนี้เป็นเพราะจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นตามวันเวลา แม้จะไม่ได้ทานอาหารเย็นด้วยกันทุกวันเช่นเดิม แต่ก็ยังมีมื้อสำคัญๆ ที่ครอบครัวจะรวมพลกันเสมอ เช่น วันตรุษจีน เป็นต้น 

ลานครัวและลานหลังบ้าน

จากห้องทานข้าว เราเดินออกจากอาคารทางปีกขวา ซึ่งเดิมเคยเป็นลานครัว สิ่งที่สังเกตได้คือบริเวณลานครัวจะใหญ่ แสดงให้เห็นว่าในอดีตเป็นบ้านที่มีสมาชิกอาศัยอยู่หลายคน จึงต้องการพื้นที่ไว้ตั้งเตา ตั้งกระทะ และประกอบอาหารได้หลายเมนูพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ลานครัวแห่งนี้ก็ยังใช้เสมอเมื่อถึงวันสำคัญที่สมาชิกครอบครัวหวั่งหลีจะมารวมตัวกัน ส่วนอุปกรณ์โบราณที่ยังอนุรักษ์ไว้จนถึงทุกวันนี้ ก็คือกระเดื่องตำข้าวอันเป็นของดั้งเดิม

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

หลังอาคารประธานเป็นลานโล่งที่มีต้นมะปรางและต้นลิ้นจี่ปลูกอยู่ และมีเรือนบริวารตั้งอยู่ 3 หลังติดกำแพงบ้าน คุณพิมพ์ประไพเล่าว่า เมื่อก่อนลานนี้มีตุ่มน้ำวางเรียงกันเป็นพรืด เป็นที่สำหรับให้เด็กในบ้านอาบน้ำตอนเย็น น้ำตุ่มสะอาดกว่าน้ำคลอง และไม่ต้องนุ่งกระโจมอกไปอาบถึงแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีเรือสัญจรไปมาหนาแน่น

คุณวทัญญูได้ชี้ให้สังเกตของสำคัญที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นคือกระเบื้องหน้าวัว 

“ลานหลังบ้านแห่งนี้ปูด้วยกระเบื้องดินเผาแผ่นใหญ่ที่เราเรียกว่ากระเบื้องหน้าวัว เป็นกระเบื้องโบราณที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เมื่อก่อนอาจพบกระเบื้องชนิดนี้ได้ในวัดหรืออาคารโบราณอื่นๆ แต่มักจะถูกรื้อทิ้ง แล้วก็ปูกระเบื้องแบบปัจจุบันลงไป แม้วันนี้อาจจะสั่งให้โรงงานผลิตกระเบื้องหน้าวัวได้ แต่กระเบื้องที่ผลิตขึ้นใหม่จะมีสีสันและผิวสัมผัสต่างจากกระเบื้องในบ้านหวั่งหลีมากๆ เชื่อว่ากระเบื้องหน้าวัวบนลานแห่งนี้ก็เป็นของดั้งเดิม ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นสิ่งที่ตั้งใจอนุรักษ์เอาไว้ให้คู่บ้านหวั่งหลีด้วยเช่นกัน” 

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

ห้องนอน งดงามข้ามกาลเวลา

กระไดไม้ลงแชล็คมันปลาบพาพวกผมขึ้นมายังชั้นสองของอาคารประธาน และห้องสำคัญที่ผมได้ไปชมคือห้องนอนใหญ่ที่เป็นดั่ง Master Bedroom ตั้งอยู่ทั้งปีกซ้ายและขวาของอาคาร ขนาบห้องไหว้ที่อยู่ตรงกลาง

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

“ในห้องนอนทั้งสองห้อง รวมทั้งห้องอื่นๆ บนชั้นสอง มีส่วนของอาคารที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นคือการใช้ตู้เป็นฝากั้นห้อง หรือใช้ตู้เป็นผนัง หรือจะเรียกว่าใช้ผนังเป็นตู้ก็ได้เช่นกัน หมายความว่าทำหน้าที่สองอย่างไปพร้อมๆ กัน นั่นคือทั้งกั้นห้องและยังบรรจุสิ่งของภายในตู้ได้ด้วย” คุณวทัญญูชี้ให้ดูเครื่องเรือนโบราณสารพัดประโยชน์

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

การใช้ตู้เป็นฝากั้นห้องแบบนี้ไม่ได้มีเพียงเฉพาะในบ้านคหบดี แต่ในวังก็ใช้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะฝ่ายในที่มีเจ้านายสตรีประทับอยู่ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว ตู้ผนังสร้างด้วยไม้ที่มีน้ำหนักเบา เพื่อไม่ทำให้โครงสร้างอาคารเกิดปัญหา และยังมีประโยชน์ใช้สอยหลากหลาย เช่น เก็บหนังสือ เสื้อผ้า ของประดับ หรือเครื่องใช้ส่วนตัวของเจ้าของห้อง

และหากสังเกตตั่งในห้องนอนดีๆ จะพบว่าเป็นตั่งไม้พิเศษที่เจาะช่องตรงกลางเอาไว้สำหรับถ่ายเบาในเวลากลางคืน โดยมีกระโถนรองไว้อยู่ใต้ตั่ง พอเช้าบ่าวก็จะนำไปเท ชำระล้างให้เรียบร้อย

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

บนชั้นสองยังมีห้องนอนของสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัวที่ทอดตัวยาวไปตามอาคารทั้งปีกซ้ายและขวา ซึ่งคุณวุฒิชัยเล่าว่า สมัยที่ลูกหลานยังอาศัยอยู่จำนวนมาก แบ่งให้ผู้ชายนอนทางปีกซ้าย ส่วนผู้หญิงทางปีกขวา โดยกางมุ้งนอนเรียงกันไป รับลมเย็นสบายที่พัดมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันห้องต่างๆ เหล่านี้กลายเป็นห้องที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนร่วมสมัย

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

สิ่งก่อสร้างสำคัญที่ปรากฏอยู่บนอาคารชั้นสองก็คือบันไดเวียน ซึ่งคุณวทัญญูอธิบายว่า เป็นทั้งแฟชั่นและฟังก์ชัน ที่เป็นแฟชั่นก็เพราะบันไดเวียนเป็นสิ่งก่อสร้างอันเป็นพระราชนิยมตามสถาปัตยกรรมยุโรปในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ว่าวังเจ้านายหรือบ้านคหบดีมักมีบันไดเวียนปรากฏอยู่ ส่วนฟังก์ชันก็เพราะว่าบ้านหวั่งหลีมีบริเวณดาดฟ้าที่ต้องขึ้นไปดูแล ทำความสะอาด และซ่อมบำรุง ความจริงจะเลือกใช้บันไดธรรมดาก็ได้ แต่การเลือกใช้บันไดเวียนเช่นนี้ก็เพื่อการตกแต่งที่สวยงามและประหยัดพื้นที่ 

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

บันไดเวียนหลังนี้ทำจากไม้ทั้งหมด แม่บันไดเป็นไม้ที่นำมาไสจนบางแล้วนำมาดัดให้โค้ง นับเป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยทักษะสูงในการผลิต และเมื่อขึ้นบันไดไปจนสุดแล้ว ก่อนออกไปสู่ดาดฟ้า จะมีลูกกรงไม้ที่ถอดได้ ลูกกรงไม้ชนิดนี้เรียกว่าตะเกียบ ซึ่งมีเดือยไม้ปักลงไปในร่อง เวลาจะผ่านออกหรือเข้า ก็ยกไม้ออกจากเดือย ตะเกียบถือเป็นอุปกรณ์อีกชั้นหนึ่งที่ช่วยกันขโมยไม่ให้เข้าอาคาร

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

นอกจากบันไดเวียนแล้ว โคมไฟ หลอดไฟ สวิตช์เปิดปิดไฟ ก็ล้วนแต่เป็นของเดิมหรือของที่หามาโดยเน้นให้มีดีไซน์ร่วมสมัยกับอาคารหลังนี้ และหากสังเกตดีๆ ก็จะพบแก้วหล่อทรงกลมคล้ายหลอดไฟดวงใหญ่วางไว้บนห่วงรับ แก้วชนิดนี้เรียกว่าลูกบอลดับไฟ (Fire Extinguisher Ball) ซึ่งบรรจุของเหลวสำหรับใช้ปาใส่กองไฟเมื่อเกิดอัคคีภัย สิ่งนี้เป็นประดิษฐกรรมที่พบได้ในอาคารที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมาเช่นกัน

ห้องไหว้ หัวใจของบ้าน

ห้องไหว้เป็นห้องที่สำคัญสุดของบ้าน เพราะเป็นห้องที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้าสำคัญตามคติจีน และป้ายบรรพบุรุษ ห้องไหว้จึงเป็นห้องที่รวบรวมความงดงามประณีตในการตกแต่งมาไว้ในสถานที่สำคัญเช่นนี้ บานประตูเฟี้ยมของบ้านหวั่งหลีถือเป็นงานฝีมือที่ประณีตที่สุด ไม้บาง ฝีมือแกะละเอียดเป็นรูปค้างคาวคาบเหรียญ ซึ่งหมายถึงลาภ เงินทอง และความมั่งคั่ง

เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919
เข้า บ้านหวั่งหลี หนึ่งในคฤหาสน์บรรพชนจีนซึ่งสมบูรณ์ที่สุดในสยาม, ล้ง 1919

“เมื่อก่อน ในแต่ละปี เราจะไหว้กันประมาณสิบแปดครั้ง นอกจากวันตรุษ วันสารท ตามประเพณีจีนแล้ว เรายังไหว้บรรพบุรุษ ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายทุกคนขึ้นไปจนคุณทวด ไหว้ในวันคล้ายวันเกิดและวันสิ้นชีวิต ในวันเกิดเราจะไหว้เช้า ส่วนวันตายก็ไหว้เที่ยง นอกจากนี้ยังมีไหว้พระจันทร์ ไหว้สารทขนมจ้าง สารทขนมอี๋อีก” คุณวุฒิชัยอธิบายประเพณีการไหว้ของครอบครัวที่ยึดปฏิบัติสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า

ในระยะหลัง สมาชิกครอบครัวหวั่งหลีได้ร่วมกันกำหนดวันไหว้เฉพาะวันสำคัญๆ ไว้เพียง 4 วันเท่านั้น นั่นคือ สารทจีน ตรุษจีน เชงเม้ง และวันคล้ายวันสิ้นชีวิตของคุณทวดตัวฉื่อฮ้วง ผู้เป็นต้นตระกูล โดยจะมีพิธีไหว้ครบตามประเพณีจีน และสมาชิกครอบครัวหวั่งหลีทุกรุ่นจะมาร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน 

“สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของครอบครัวชาวจีนคือความเหนียวแน่น เราไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงความเป็นใหญ่เหมือนในหนังเจ้าพ่อที่อาจจะผ่านตากันมา แม้ว่าสมาชิกในตระกูลจำเป็นต้องแยกย้ายไปสร้างครอบครัวที่ไหนๆ ก็ตาม แต่เรามีธรรมเนียมว่าเราต้องไปกราบ ไปเยี่ยม ไปทานข้าวกันเป็นประจำในวันนั้นวันนี้ และเราก็ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

“ทุกวันนี้ดิฉันก็ยังไปร่วมพิธีที่บ้านหวั่งหลีเสมอ ไปเดินดูบรรยากาศเดิมๆ ไปเจอลูกหลานจากครอบครัวพี่ๆ น้องๆ ซึ่งมีจำนวนเยอะมาก แม้ว่าจะเริ่มไม่รู้จักกัน แต่พิธีไหว้แบบนี้เป็นกุศโลบายที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พบกัน ทำความรู้จักกันไว้ อย่างน้อยก็ได้เห็นหน้ากันปีละครั้งสองครั้ง ซึ่งความสำคัญของความผูกพันในครอบครัว เป็นสิ่งที่ผูกติดกับธรรมเนียมจีนมาตั้งแต่ต้น และจะคงอยู่ตลอดไป” คุณพิมพ์ประไพกล่าวทิ้งท้าย

การอนุรักษ์บ้านของต้นตระกูลเอาไว้ ไม่ใช่เป็นเพียงการรักษางานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันงดงามให้คงอยู่ต่อไป แต่เป็นการรักษาความภาคภูมิใจที่มีต่อบรรพบุรุษผู้ก่อร่างสร้างฐานะด้วยความความอุตสาหะ ผู้ถ่ายทอดความคิดและคำสั่งสอนอันทรงคุณค่า รวมทั้งขนบประเพณีที่แฝงไว้ด้วยความหมายอันลึกซึ้งงดงาม และเป็นศูนย์รวมพลังรักสามัคคีของสมาชิกในครอบครัวทุกรุ่น

บ้านของต้นตระกูลหลังนี้ ทำหน้าที่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วทุกประการ


ขอขอบพระคุณ

  • คุณวุฒิชัย หวั่งหลี ทายาทหวั่งหลีรุ่นสี่
  • คุณพิมพ์ประไพ พิศาลบุตร ทายาทหวั่งหลีรุ่นห้า
  • คุณวทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้รับผิดชอบโครงการบูรณะบ้านหวั่งหลี พ.ศ. 2551 – 2554
  • คุณสุขุมาล ปัญญามหาทรัพย์ ให้คำปรึกษาวลีภาษาจีน

เอกสารอ้างอิง

  • ดุจนาวากลางมหาสมุทร โดย คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ เรียบเรียง 
  • บ้านหวั่งหลี โดย พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร บรรณาธิการ
  • นายแม่ ตำนานหญิงจีนสยาม โดย พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร เรียบเรียง
  • Shou Ming & The Fourth Generation ผดุงความรุ่งเรือง เรื่องของทายาทรุ่นที่สี่ โดย พิมพ์ประไพ พิศาลบุตร เป็นบรรณาธิการ และศรัณย์ ทองปาน เรียบเรียง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

เรือนไม้โบราณหลังงามปรากฏเด่นอยู่ตรงหน้า เครื่องเทศหลายชนิดส่งกลิ่นหอมกรุ่นโชยมาตามลมแม่น้ำยามบ่ายคล้อย ขณะนี้เชฟกำลังตระเตรียมอาหารค่ำมื้อพิเศษอยู่ เพื่อที่พวกเราจะได้รับประทานร่วมกันในสถานที่อันเป็นประวัติศาสตร์แห่งนี้

“อาหารอร่อยเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับบ้านหลังนี้มาโดยตลอด ในอดีต เจ้าของบ้านทั้งสามีและภรรยาต้องคอยจัดเลี้ยงต้อนรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้งรับแขกชาวต่างประเทศอยู่เสมอ ท่านจึงเป็นผู้มีฝีมือในการสร้างสรรค์เมนูอาหารหลากหลายชนิด จนได้รับคำชื่นชมในฐานะเจ้าภาพที่จัดเลี้ยงอาหารค่ำมื้ออร่อย มีบรรยากาศโก้หรูในสมัยนั้น ก่อนที่จะกลายมาเป็นสถานที่ให้บริการอาหารค่ำ 8 คอร์สของโรงแรมในปัจจุบัน” คุณปทมา เลิศวิทยาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ กล่าว

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental

นอกจากเรื่องของอาหารแล้ว ท่านเจ้าของบ้านยังเป็นบุคคลสำคัญผู้นำความเจริญมาสู่ฝั่งธนบุรีอีกด้วย เพราะท่านคือผู้ริเริ่มการตัดถนนเจริญนครขึ้นคู่ขนานไปกับถนนเจริญกรุง

วันนี้คอลัมน์ Heritage House ขอเชิญชวนทุกท่านข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาทำความรู้จักย่านเจริญนคร พร้อม ๆ กับบ้านโบราณหลังนี้อย่างเจาะลึก ก่อนร่วมกันสัมผัสประสบการณ์จากอาหารมื้อสุดพิเศษ ที่เชฟระดับมิชลินสตาร์จะเป็นผู้ตีความและถ่ายทอดออกมาให้ลิ้มรส

ผมได้ชวนน้อง ๆ ที่สนิทสนมกันมาด้วย 2 คน คือ โก้-ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้ที่จะมาร่วมส่องสถาปัตยกรรมของบ้านหลังนี้ว่ามีอะไรที่ควรสังเกตและศึกษาบ้าง รวมทั้ง ฐิ-ผศ.ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ที่จะมาร่วมแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของย่านเจริญนคร

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental

และเราจะปิดท้ายด้วยการคุยกับ เชฟป้อม-พัชรา พิระภาค ผู้ทุ่มเทศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารไทยด้วยความหลงใหล และเป็นผู้สร้างสรรค์เมนู Fine Dining ทั้ง 8 คอร์ส ด้วยแรงบันดาลใจจากเจ้าของบ้านพระยาหลังนี้

บ้านพระยา 

“ร้านอาหารของเราชื่อว่าบ้านพระยา เป็นการตั้งตามชื่อยศของเจ้าของ ซึ่งก็คือพระยามไหสวรรย์ คำว่าบ้านพระยาเป็นคำที่คนในชุมชนใช้เรียกบ้านหลังนี้มาตั้งแต่แรกจนติดปาก” คุณปทมากล่าว

ต้นตระกูลของพระยามไหสวรรย์เดินทางมาจากเมืองจีน บิดาของท่านมีชื่อว่านายฉาย รับราชการเป็นนายอากรสุรา เรียกขานกันว่า นายอากรฉาย ต่อมาได้พระราชทานนามสกุล ‘สมบัติศิริ’ จากรัชกาลที่ 6  ส่วนพระยามไหสวรรย์มีนามว่า ‘กอ’ เกิดสมัยรัชกาลที่ 5 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จากนั้นเข้ารับราชการที่กรมเจ้าท่าเป็นที่แรก ท่านเป็นผู้ที่ใคร ๆ ก็ยกย่องว่ามีความสามารถในการตรวจสอบบัญชี เพราะสามารถตรวจพบข้อบกพร่อง ชี้ประเด็นได้ว่าการคำนวณงบดุลผิดพลาดอย่างไร ท่านจึงเป็นที่ต้องการของหน่วยราชการต่าง ๆ มีความก้าวหน้าในราชการมาก 

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental

“คิดว่าท่านน่าจะมีความคุ้นชินกับโรงแรมโอเรียนเต็ลพอสมควรนะคะ เพราะว่าท่านเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งใกล้โรงแรมเรามาก ท่านต้องได้เห็นโรงแรมมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ต่อมาท่านก็ทำงานที่กรมเจ้าท่า ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเช่นกัน แล้วพอท่านมาอาศัยที่บ้านหลังนี้ มองออกไปก็จะเห็นโรงแรมอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่น่าเชื่อเลยว่าวันหนึ่งโอเรียนเต็ลจะได้มีโอกาสเข้ามาดูแลบ้านของท่าน โดยนำมาปรับปรุงเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารเมื่อ พ.ศ. 2529 ล่าสุดก็คือการปรับปรุงเพื่อให้กลายมาเป็นร้านอาหารบ้านพระยาในปัจจุบัน โดยเราพยายามรักษาลักษณะทางสถาปัตยกรรมเอาไว้ให้คงรูปแบบตามเดิมมากที่สุดค่ะ” คุณปทมาเอ่ย

พระยามไหสวรรย์สมรสกับคุณหญิงเลื่อน และได้สร้างครอบครัวร่วมกันในบ้านหลังนี้

“พ่อของคุณหญิงเลื่อนเป็นชาวจีนแซ่ตัน ซึ่งต่อมาคือสกุล ‘ตันตริยานนท์’ พ่อของท่านเป็นคนเก่ง ล่องเรือระหว่างสยามกับเมืองจีนเพื่อนำสินค้าใหม่ ๆ จากจีนเข้ามาขายจนกิจการรุ่งเรือง ต่อมาท่านได้ไปซื้อเรือเพื่อทำกิจการขนส่งผลิตภัณฑ์การเกษตร โดยรวบรวมผักผลไม้จากชาวไร่ชาวสวน ขนส่งไปค้าขายยังแหล่งชุมชน กิจการเรือขนส่งสินค้านี้ต่อมาได้จดทะเบียนเป็น บริษัท กรุงเทพ ฯ จันทบุรีพาณิชย์ จำกัด ซึ่งยังดำเนินกิจการมาจนถึงทุกวันนี้” คุณปทมาเล่า

สำหรับตัวคุณหญิงเลื่อน ท่านก็เป็นผู้ที่มีประวัติน่าสนใจมาก

“ความที่คุณหญิงเลื่อนเป็นบุตรสาวของคหบดีจีน ซึ่งไม่นิยมให้ลูกสาวไปโรงเรียน ท่านจึงไม่มีโอกาสเรียนหนังสือเลย แต่ท่านก็มีวิธีของท่านค่ะ ตอนเย็น ๆ ท่านจะไปนั่งประกบกับเด็กที่กลับมาจากโรงเรียน ไปฟังว่าเขาอ่านอะไร ท่องอะไร จนอ่านออกเขียนได้ จากเด็กหญิงที่พ่อแม่ไม่ยอมให้เรียนหนังสือ ต่อมาเมื่อพ่อของท่านเสีย ท่านกลับกลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นผู้ที่รับผิดชอบกิจการของพ่อทั้งหมด และนำพาธุรกิจของครอบครัวให้เติบโตมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้” 

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
คุณหญิงเลื่อน มไหสวรรย์ 
ภาพ : หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2507 ณ เมรุวัดอนงคาราม

“ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเล็งเห็นว่ากองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดทรัพย์สินของราชการไทย เพื่อนำไปใช้ในกิจการของกองทัพญี่ปุ่นแทบทั้งสิ้น อย่างเรือขนส่งสินค้าของทางราชการ ที่นำผลิตผลจากภูมิภาคต่าง ๆ ส่งไปยังตลาดก็โดนยึดไปเรื่อย ๆ คุณหญิงได้ปรึกษากับสามีและได้แจ้งกับทางราชการเพื่อทำข้อตกลงร่วมกันว่า จะโอนถ่ายเรือของทางราชการให้มาเป็นเรือของเอกชนแทน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทหารญี่ปุ่นจึงยึดเรือเหล่านี้ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้น เราจึงยังมีเรือที่ขึ้นล่องแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อขนข้าว ผัก ผลไม้ ผลิตผลการเกษตรทั้งหลายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของเมืองไทยได้ตลอดช่วงสงคราม” คุณปทมาเล่า

คุณหญิงเลื่อนเป็นภรรยาที่พระยามไหสวรรย์กล่าวยกย่องว่า “เป็นแม่เรือนที่ดี ผู้ช่วยเหลือความกว้างขวางให้แก่สามีได้เป็นอย่างดี” เพราะท่านคือพลังสนับสนุนสำคัญในชีวิตราชการของพระยามไหสวรรย์

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
พระยามไหสวรรย์เมื่อเป็นขุนสกลสารารักษ์

“พระยามไหสวรรย์เป็นสุภาพบุรุษ 5 แผ่นดิน ท่านเกิด เติบโต เล่าเรียน และเริ่มรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 และรับราชการต่อเนื่องมาตลอดรัชกาลที่ 6, 7, 8 จนถึงรัชกาลที่ 9 ซึ่งท่านได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2518 ความจริงท่านเคยลาออกจากราชการ แต่ก็ได้รับเชิญให้กลับเข้าไปช่วยกิจการของกระทรวงอีก ตอนที่ท่านลาออกนั้น ธนบุรียังเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่แยกตัวจากกรุงเทพฯ ท่านอยากทำหน้าที่นายกเทศมนตรี เพื่อพัฒนาพื้นที่ฝั่งนี้ให้เจริญขึ้น และภารกิจสำคัญประการหนึ่งก็คือการตัดถนนเจริญนครเมื่อ พ.ศ. 2482”

นครเจริญด้วยเจริญนคร

คราวนี้ผมคงต้องขอให้ฐิช่วยอธิบายเรื่องราวเกี่ยวพัฒนาการของฝั่งธนบุรีที่มาพร้อม ๆ กับถนนสายนี้เสียหน่อย 

“สิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่สำคัญสุดของธนบุรีเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2475 คราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 150 ปี ก่อนหน้านี้ เมื่อถึงคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์แต่ละครั้ง พระมหากษัตริย์จะทรงสร้างพระมหาปราสาทขึ้นในโอกาสสำคัญดังกล่าว แต่เมื่อคราวฉลองกรุง 150 ปี สมัยรัชกาลที่ 7 นั้น ท่านทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า ควรจะสร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็นให้กับประชาชน ก็เลยโปรดเกล้าฯ สร้างสะพานพุทธขึ้น (ชื่ออย่างทางการคือ สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์) และเป็นสะพานแห่งแรกที่รถยนต์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ก็เลยมีการตัดถนนเพิ่มเติมเพื่อรองรับการสัญจรทางรถให้สะดวกยิ่งขึ้น

“ถ้าเราดูผังเมืองฝั่งธนบุรีในอดีต ความเจริญและชุมชนจะกระจุกตัวอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างเช่น บริเวณเขตพระราชวังเดิม ซึ่งมีถนนอรุณอัมรินทร์เป็นเส้นทางสัญจรหลักในบริเวณนั้น และเป็น 1 ในถนน 11 สายที่ตัดขึ้นเพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับสะพานพุทธ ต่อมาก็คือบริเวณแถว ๆ ล้ง1919 ซึ่งเป็นที่จอดเรือและที่เก็บสินค้า รวมทั้งมีชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ บริเวณนั้นก็มีการตัดถนนสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งมาสิ้นสุดอยู่ที่บริเวณถนนลาดหญ้า โครงสร้างความเจริญยุติลงแค่ตรงนั้น ถนนหนทางยังค่อนข้างจำกัดอยู่ในธนบุรีเหนือ แต่ยังไม่ขยายลงมาที่ธนบุรีใต้” ฐิเล่าให้ฟังอย่างละเอียด

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
แผนที่กรุงธนบุรีก่อนมีการตัดถนนเจริญนคร สังเกตทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา จะพบที่ตั้งโรงแรมโอเรียนเต็ล บ้านพระยาอยู่ตรงข้ามโรงแรมพอดี

ในเขตธนบุรีใต้นั้นมีตลาดพลูเป็นชุมชนใหญ่ มีเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อจากสถานีรถไฟคลองสานซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินทางไปมาระหว่างธนบุรีกับท่าจีน โดยมีคูเล็กคลองน้อยแตกสาขาจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชาวบ้านต่างใช้เรือสัญจรไปมาหาสู่กันมาเนิ่นนาน แต่ยังไม่มีถนนสำหรับรถยนต์ ดังนั้น เมื่อสะพานพุทธสร้างแล้วเสร็จ จึงสมควรที่จะตัดถนนเพิ่มเพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะมีครบถ้วนสมบูรณ์

“ตอนที่ท่านมาเป็นนายกเทศมนตรีนครธนบุรี ประมาณช่วง พ.ศ. 2482 – 2483 ท่านได้มีดำริว่าอยากจะตัดถนนสมัยใหม่ มีหน้ากว้าง 30 เมตร ยาวเกือบ 5 กิโลเมตร ซึ่งการตัดถนนขนาดใหญ่เช่นนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เพราะต้องมีการเวนคืนที่ดินเป็นจำนวนมากแน่ ๆ พูดกันตรง ๆ ก็คือว่า โครงการนี้มีแนวโน้มที่จะถูกต่อต้านสูง แต่ความที่ท่านและคุณหญิงเป็นคนที่มีเมตตา ให้ความช่วยเหลือคนในพื้นที่มาโดยตลอด นอกจากนี้ท่านยังชี้แนะให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์ของถนนสายใหม่ได้ จึงได้รับการสนับสนุนจากคนท้องถิ่น เพราะชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคเงินเพิ่มเติมเพื่อสมทบกับงบประมาณจากทางรัฐบาล คิดว่านี่คือผลงานสำคัญของท่านในฐานะผู้สร้างความเจริญให้กับฝั่งธน” คุณปทมาร่วมเล่าให้พวกเราฟัง

เมื่อสร้างถนนเสร็จ กระทรวงมหาดไทยดำริจะตั้งชื่อถนนสายใหม่นี้ว่าถนนมไหสวรรย์ แต่ท่านได้ขอให้ใช้ชื่อว่า ‘ถนนเจริญนคร’ แทน เพื่อล้อกับถนนเจริญกรุง กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาอนุมัติชื่อดังกล่าวตามคำขอ ต่อมากระทรวงฯ ได้นำราชทินนาม ‘มไหสวรรย์’ ของท่าน ไปตั้งเป็นชื่อถนนตัดใหม่ ซึ่งเชื่อมถนนเจริญนครกับถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินแทน

“สิ่งที่น่าสนใจคือรูปร่างของเส้นถนนเจริญนคร ซึ่งตัดเลียบไปกับชายฝั่งแม่น้ำ คือว่าแม่น้ำเจ้าพระยาโค้งอย่างไร ถนนก็จะโค้งตามไปด้วย โดยมีระยะห่างระหว่างแม่น้ำกับถนนเท่ากันไปตลอดสาย การตัดถนนเจริญนครถือเป็นการพัฒนาที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตธนบุรีใต้ ส่งผลให้แปลงที่ดินที่มีอยู่เดิม ได้รับการจัดสรรให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น ที่ดินมีหน้ากว้างและความลึกเสมอกัน สามารถแบ่งส่วนครอบครองหรือขายต่อได้ง่ายขึ้น” ฐิชี้ประเด็นสำคัญ

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ภาพของพระยามไหสวรรย์ในวัยต่าง ๆ ที่ประดับอยู่ที่บ้านพระยาในปัจจุบัน

ผมคิดว่าเราควรจะรำลึกถึงผู้ที่อุทิศพลังความสามารถเพื่อพัฒนาฝั่งธนบุรีให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ นั่นคือผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านพระยาหลังนี้นี่เอง

บ้านริมน้ำ

“ไม่มีเอกสารใดที่ระบุอย่างชัดเจนว่าบ้านหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อไหร่ แต่จากการศึกษาเอกสารหลาย ๆ แหล่ง ก็พอจะอนุมานได้ว่า บ้านน่าจะสร้างขึ้นในช่วง พ.ศ. 2440 – 2450 ในสมัยรัชกาลที่ 5” คุณปทมากล่าว

ขณะนั้นบริเวณธนบุรีใต้ยังเป็นทุ่ง มีเพียงเรือกสวนไร่นา ผู้คนยังคงสัญจรทางน้ำเป็นหลัก

“ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการทำสารบาญชีถนนรวบรวมข้อมูลว่าถนนสายนี้ฝั่งซ้าย-ขวา มีใครเป็นเจ้าของและมีใครอาศัยอยู่บ้าง ประกอบอาชีพอะไร แต่ในสารบาญชีที่ทำขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันของฝั่งธนบุรี ส่วนใหญ่จะไม่ใช่สารบาญชีถนน แต่เป็นสารบาญชีลำคู คลอง แม่น้ำ นั่นแสดงว่าการสัญจรหลักเป็นทางน้ำ ส่วนอาชีพที่ระบุไว้ส่วนมากก็คือเกษตรกร” โก้เอ่ยตามข้อมูลที่ได้สืบค้นมา

“แหล่งชุมชนที่เกิดขึ้นก่อน และมีผู้อาศัยอยู่หนาแน่นกว่า จะอยู่ค่อนไปทางธนบุรีเหนือ แถว ๆ ล้งซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญสำหรับการค้าระหว่างไทย-จีนมาโดยตลอด บ้านในแถบนั้นมักจะเป็นบ้านแบบจีน ก่ออิฐถือปูน ส่วนทางแถบธนบุรีใต้นั้น เป็นย่านที่เติบโตขึ้นในระยะหลัง เมื่อพ่อค้าชาวจีนเริ่มมีฐานะมั่นคงขึ้น ก็เริ่มขยับขยายลงมาทางธนบุรีใต้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อมองหาที่ดินผืนใหม่เพื่อครอบครอง 

“ส่วนข้าราชการผู้ใหญ่ คหบดี เจ้าสัวอีกกลุ่มที่มีบ้านอยู่ทางฝั่งกรุงเทพฯ ก็เริ่มมองหาที่ดินนอกเมือง และข้ามแม่น้ำเข้ามาซื้อที่ดินบริเวณธนบุรีใต้ด้วยเช่นกัน เมื่อเริ่มสร้างบ้าน ก็พยายามจะสร้างให้กลมกลืนกับบ้านของผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาก่อน ดังนั้น ลักษณะของบ้านในแถบนี้จึงเป็นบ้านไม้ กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะมีบ้านหลักอยู่ในเมือง อย่างแถวสาทร สีลม ไปจนเยาวราช ตลาดน้อย ฯลฯ บ้านในแถบนี้จึงเป็นบ้านหลังที่ 2 หลังที่ 3 ของพวกเขา อย่างกรณีของคุณหญิงเลื่อน ท่านก็เป็นคหบดี มีบ้านอยู่ที่ตลาดน้อยมาก่อน” โก้เล่าต่อ

บ้านพระยาประกอบด้วยเรือนไม้ 2 หลัง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ก่อนที่จะเข้าไปชมรายละเอียดภายใน โก้และฐิพาผมมาสำรวจด้านนอกกันก่อน

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
เมื่อมองลอดต้นกล้วยพัด จะเห็นหลังคาปั้นหยาเรือนด้านในซึ่งเป็นหลังคาปิด ไม่มีลูกเล่น สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนเรือนด้านนอกเป็นหลังคาเปิด มีมุข สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

 “ลองสังเกตที่หลังคา เราจะเห็นว่าเรือนด้านนอกกับเรือนด้านในไม่เหมือนกัน ถ้ามองลอดต้นกล้วยพัดเข้าไปยังเรือนด้านใน จะเห็นหลังคาปั้นหยาคลุมเรือนทั้งหลัง เป็นหลังคาปิด ไม่มีลูกเล่น พอจะสันนิษฐานได้ว่า เรือนด้านในสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ในขณะที่เรือนด้านหน้าใกล้ ๆ กับที่เรายืนอยู่ มีหลังคาเปิด มีหน้าจั่ว มีมุข และเล่นระดับ จึงน่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา” ฐิกับโก้ชวนสังเกต

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
เรือนด้านนอก หลังคาเปิด มีมุข เล่นระดับ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6

“ทั้ง 2 เรือนเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่มีการใช้สอยแบบเรือนไทย ซึ่งลักษณะเรือนไทยนั้นเป็นเรือนต่อขยาย หมายถึงว่าเริ่มสร้างจากเรือนเล็กเพียงหนึ่งเรือนให้พออาศัยอยู่ได้ อาจสร้างเรือนครัวไว้อีกหลังเพื่อประกอบอาหาร จากนั้นเมื่อสมาชิกครอบครัวมีจำนวนเพิ่มขึ้น เช่น มีลูกหรือมีญาติมาอาศัยอยู่ด้วย จึงค่อย ๆ ปลูกเรือนเพิ่มเติมขึ้นภายหลัง บ้านพระยาก็น่าจะเริ่มสร้างจากเรือนด้านในก่อนแล้วค่อยปลูกเรือนด้านนอกในเวลาต่อมา” ฐิเล่าเสริม

เราเดินกลับเข้าไปในบ้าน เพื่อเริ่มดูรายละเอียดสถาปัตยกรรมกันที่เรือนด้านใน เรานั่งลงตรงโซฟาที่เป็นมุมนั่งเล่น ตั้งอยู่หน้าห้องครัวกรุกระจกใส ซึ่งคุณปทมาบอกว่าห้องครัวที่เห็นนี้ตั้งอยู่ตำแหน่งเดิมมาโดยตลอด

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
มุมนั่งเล่นและครัว เดิมเป็นชาน ไม่ได้เป็นห้องในพื้นที่ปิดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

“บริเวณที่ปัจจุบันนี้จะดูเหมือนกับว่าเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ภายในอาคารปิด แต่ความจริงแล้วมุมนั่งเล่นตรงนี้ รวมทั้งห้องครัวด้วยนั้น โก้คิดว่าในอดีตเคยเป็นชาน (Verandah) มาก่อน และไม่ได้อยู่ภายในอาคารอย่างที่เห็นกันอยู่ตอนนี้ อย่างครัวที่อยู่ปลายเรือน ถ้าเป็นตำแหน่งเดิม ก็น่าจะแปลว่าในอดีตตรงนั้นเป็นเรือนครัวด้านหลังที่แยกออกไปต่างหาก แล้วเชื่อมด้วยชานเพื่อนลำเลียงอาหารมาส่ง” โก้เริ่มสันนิษฐานจากสิ่งที่เห็น

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
บริเวณเสาเคยมีผนังกั้นห้อง โต๊ะสี่ตัวอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นห้อง แต่โต๊ะอีกตัวที่อยู่นอกเขตเสา เดิมเคยเป็นชานเรือน

“หรือบริเวณที่เป็นห้องทานข้าวในปัจจุบัน ในอดีตส่วนหนึ่งก็จะเป็นชานบ้าน บริเวณเสาที่เห็นน่าจะเป็นส่วนที่เคยมีผนังกั้นห้อง โต๊ะ 4 ตัวนั้นตั้งอยู่ในห้อง ในขณะที่โต๊ะที่ตั้งอยู่เดี่ยว ๆ นอกเขตเสานั้นเป็นชาน ไม่ได้อยู่ในห้อง” โก้กล่าว

“ถ้าสังเกตเพดาน ส่วนที่เป็นชานจะลาดเอียงลงตามความลาดชันสูงของหลังคา ทั้งนี้เพื่อช่วยระบายน้ำฝนได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังมีปีกนก ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อรัชกาลที่ 6 ใช้คลุมอาคารเพื่อป้องกันและระบายน้ำฝนอีกเช่นกัน” โก้บรรยายต่อ

“ตามข้อมูลที่ได้รับทราบมา บริเวณนี้เป็นห้องทานข้าวเดิมของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงนะคะ เราจึงเลือกมาจัดเป็นห้องทานอาหารสำหรับลูกค้า เพื่อให้รู้สึกเหมือนเป็นแขกของท่าน” คุณปทมากล่าว

“แน่นอนค่ะ อย่างที่ฐิบอกว่าเรือนไทยเป็นเรือนต่อขยาย จึงค่อย ๆ สร้างทีละส่วนตามประโยชน์ใช้สอย ในช่วงเวลานั้นเรือนหลังนี้เป็นเรือนแรกที่สร้าง ตอนนั้นท่านอาจมีครอบครัวเล็ก ๆ สมาชิกไม่กี่คน บริเวณนี้จึงเป็นพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัวที่ใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน รวมทั้งทานอาหารด้วย ต่อมาเมื่อครอบครัวขยายใหญ่ขึ้น ท่านจึงปลูกเรือนด้านหน้าเพิ่มขึ้นอีกหลัง แต่ก็เป็นไปได้ว่าท่านยังคงใช้บริเวณนี้เป็นที่ทานข้าวเช่นเดิม เพียงแต่การบูรณะและปรับปรุงในช่วงหลัง ๆ อาจทำให้รูปแบบของอาคารเปลี่ยนแปลงไป ความจริงน่าจะมีห้องเล็กห้องน้อยจำนวนมากกว่าที่เห็นในวันนี้ สังเกตได้จากเสาที่ปลูกไว้จำนวนหนึ่ง” โก้ชวนคุย

ทีนี้เรามาลองดูกันว่าในเรือนด้านในมีอะไรที่ควรสังเกต

“เรือนไม้หลังนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยได้รับอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตก องค์ประกอบที่เห็นได้ชัดคือไม้ฉลุลายพรรณพฤกษา แบบวิกตอเรียน (Victorian) ซึ่งได้รับความนิยมในสมัยนั้น หรือผนังไม้ตีซ้อนเกล็ดทางนอนที่มีการเข้าลิ้นและตีผนังให้เรียบเหมือนผนังฉาบปูน ซึ่งเป็นความหรูหราในสมัยนั้น เพราะดูคล้ายอาคารก่ออิฐฉาบปูน ทั้ง ๆ ที่เป็นผนังไม้” โก้ชี้ให้สังเกตทั้งไม้ฉลุลายและผนังซึ่งประดับรูปของพระยามไหสวรรย์ประดับไว้อย่างลงตัว 

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาแบบวิกตอเรียนในห้องอาหาร
บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ผนังไม้ตีซ้อนเกล็ดทางนอนในบริเวณห้องทานอาหาร มีการเข้าลิ้นและตีผนังให้เรียบเหมือนผนังฉาบปูน ซึ่งเป็นความหรูหราในสมัยนั้น

ไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาไม่ได้ปรากฏแต่เฉพาะในห้องทานอาหาร แต่ยังมีประดับในส่วนชานและระเบียงนอกห้องอีกด้วย

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental

จากนั้นเราได้เดินจากเรือนด้านในมายังชานที่เชื่อมเรือนด้านนอกไว้ด้วยกัน บริเวณนี้มีอะไรให้เราได้ลองสังเกตกันหลายอย่าง

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental

“บริเวณนี้มีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่เริ่มมองเห็นจุดเปลี่ยนจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง อย่างแรกคือผนังตรงประตูทางเข้าทำจากกระเบื้องกระดาษ ขนาด 60 X 60 เซนติเมตร อย่างที่บอกไปว่าเรือนนี้สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 แต่กระเบื้องกระดาษเป็นวัสดุที่แพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 7 ดังนั้น อาจมีการบูรณะส่วนนี้ขึ้นในภายหลัง” นักสืบโก้ค่อย ๆ สืบไปเรื่อย ๆ

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ผนังกรุกระเบื้องกระดาษ ขนาด 60 x 60 เซนติเมตร เป็นวัสดุที่แพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่มาปรากฏในเรือนที่สร้างสมัยรัชกาลที่ 5 คาดว่ามีการบูรณะในขณะนั้น

“เมื่อขยายพื้นที่ ผู้อาศัยก็มักเลือกขยายไปยังทิศที่สบายที่สุด สำหรับบ้านหลังนี้ก็คือการขยายไปริมแม่น้ำ และห้องที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของบ้านมักจะอุทิศให้กับบุคคลสำคัญที่สุด ในที่นี้คือห้องนอนของพระยามไหสวรรย์ ซึ่งปัจจุบันมีป้ายเขียนระบุไว้ว่าห้องเจ้าคุณ ห้องนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศรับลมที่พัดเข้าจากแม่น้ำทำให้ไม่ร้อน นอกจากนี้ยังไม่โดนแดดตรง ๆ เพราะแดดเมืองไทยเป็นแดดอ้อมใต้ ห้องนี้จึงเป็นห้องนอนที่สบายที่สุด ไม่ว่าโก้จะสำรวจบ้านเก่าที่ไหน ก็จะพบสิ่งที่เหมือนกัน นั่นคือห้องนอนเจ้าของบ้านจะอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือเสมอ”  

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
อดีตห้องนอนของพระยามไหสวรรย์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศรับลมที่พัดเข้าจากแม่น้ำทำให้ไม่ร้อน นอกจากนี้ยังไม่โดนแดดตรง ๆ โปรดสังเกตประตูและหน้าต่าง

นอกจากนี้ประตูและหน้าต่างของห้องเจ้าคุณยังมีบานขนาดใหญ่ขึ้น เป็นบานกรอบ มีคิ้วบัวในลูกฟัก ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 6 หากมองต่อไปยังระเบียงไม้ ก็จะพบว่าเป็นลายเรขาคณิต และมีลายฉลุเล็ก ๆ ปรากฏอยู่บนลายนั้น ในที่นี้คือรูปหัวใจ หัวเสาเป็นแบบโคโลเนียล ซึ่งระเบียงไม้และหัวเสาลักษณะนี้ก็เป็นรูปแบบที่แพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 6

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ระเบียงไม้ปรากฏลายฉลุบนลายเรขาคณิตและหัวเสาแบบโคโลเนียล แพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 6

“แต่ถ้าเปรียบเทียบกับลายระเบียงไม้และหัวเสาตรงทางขึ้นเรือนด้านหน้า จะพบว่ามีรายละเอียดที่ต่างกัน ระเบียงนั้นจะมีเฉพาะลายเรขาคณิต ไม่มีลายอื่นปะปน ส่วนหัวเสาจะเป็นแบบอาร์ตเดโค (Art Déco) ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงรัชกาลที่ 7 ค่ะ” โก้ชวนสังเกตข้อแตกต่างที่น่าสนใจ

บ้านพระยา เรือนของผู้ริเริ่มตัด ถ.เจริญนคร สู่ร้านอาหารไทยของโรงแรม Mandarin Oriental
ระเบียงไม้ลายเรขาคณิต ไม่มีลายฉลุภายใน และหัวเสาแบบอาร์ตเดโค ซึ่งแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 7

เราเดินต่อไปเรื่อย ๆ ไปยังส่วนหน้าของเรือนด้านนอก ซึ่งเป็นชานหน้าบ้านขนาดใหญ่ โปร่งโล่ง รับลมแม่น้ำเย็นสบาย

“จากเอกสารที่ค้นพบ ท่านรับราชการจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยามไหสวรรย์เมื่อ พ.ศ. 2464 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งนั่นหมายว่าท่านอาจต้องรับแขกเยอะขึ้น และแขกสำคัญ ๆ ก็น่าจะมาจากฝั่งพระนครหรือฝั่งกรุงเทพฯ เป็นหลัก เพราะกระทรวง ทบวง กรม สถานทูต รวมทั้งบ้านของบุคคลสำคัญล้วนอยู่ทางฝั่งนั้น ดังนั้น แขกคนสำคัญย่อมโดยสารเรือข้ามแม่น้ำมาที่บ้านท่าน การที่ท่านต่อเติมหน้ามุขที่เรือนด้านหน้า เพิ่มพื้นที่ชานให้กว้างขวางขึ้น ก็เพื่อเป็นการเตรียมพื้นที่ไว้รับรองแขกสำคัญตามสถานะที่สูงขึ้นของท่านด้วย”

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล
ชานที่เรือนด้านนอก มีลักษณะโปร่งโล่ง ความกว้างของช่วงเสามากกว่า ไม้หนากว่า ระเบียงเป็นลายเรขาคณิตทั้งหมด ไม่มีการฉลุลาย มีเพียงเส้นตั้งเส้นนอนเท่านั้น

“เรือนด้านหน้ามีความกว้างของช่วงเสา (Bay) มากกว่า คือไม่ได้มีช่วงเสาเรียงติดกันถี่ ๆ เหมือนเรือนด้านใน ไม้ก็จะเป็นไม้ที่หนาขึ้น แสดงว่าเป็นเรือนที่สร้างและปรับปรุงภายหลังอย่างแน่นอน”

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ชิ้นไม้แปรรูปจะมีขนาดเล็กและสั้นกว่าด้วยข้อจำกัดทางด้านเครื่องมือ จึงทำให้มีช่วงเสาแคบกว่า แต่ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการนำเข้าเครื่องมือช่างใหม่ ๆ ที่ทันสมัยมากขึ้น จึงแปรรูปชิ้นไม้ได้หนาขึ้น ยาวขึ้น และประณีตขึ้น วิธีการขนส่งก็เปลี่ยนจากเกวียนมาเป็นรถไฟ จึงทลายขีดจำกัดของการก่อสร้างแบบเดิม ๆ สำเร็จ

“ถ้าสังเกตลูกกรงที่หน้าบ้านจะยิ่งเห็นชัดเลยว่าเป็นลายเรขาคณิตทั้งหมด โดยไม่มีการฉลุลายเล็ก ๆ เพิ่มเติมลงไป เป็นเพียงเส้นตั้งเส้นนอนเฉย ๆ อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่อเติมที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 7 เพราะในช่วงนั้นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมลดทอนความหรูหราลงไป ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำไปทั่วโลก บ้านส่วนใหญ่เลยไม่เน้นความสวยงามวิจิตรตามแบบก่อนหน้านี้” โก้อธิบายสิ่งที่พอสังเกตได้เพื่อให้ผมได้ร่วมสังเกตตาม

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

“มุมนี้เป็นมุมโปรดของพระยามไหสวรรย์และสมาชิกในครอบครัว ท่านจะนั่งเล่นดนตรีไทยกับลูก ๆ และญาติมิตร ตั้งชื่อว่า วงหนุ่มน้อย เมื่ออ่านบันทึกของท่านแล้วจะรู้สึกเลยว่าเป็นบ้านที่อบอุ่น ท่านมักจะบันทึกไว้ว่า ท่านให้ความสำคัญกับลูก ท่านถือว่าลูกเป็นส่วนสำคัญที่สุดในชีวิต ท่านอยากมีส่วนร่วมกับลูกของท่านทุกเรื่องไม่ว่าสุขหรือทุกข์ และท่านก็อยากให้ลูกก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ท่านจะให้ความสำคัญมาก ๆ กับเวลาทานข้าวและเวลาเล่นดนตรีไทยร่วมกัน ซึ่งท่านจะใช้เวลาเล่นดนตรีเป็นการย่อยอาหาร พูดคุยและสานสัมพันธ์กันในครอบครัว” คุณปทมาเล่า

มื้ออาหารเป็นสิ่งที่คุณหญิงเลื่อนให้ความสำคัญมาก นอกจากเป็นช่วงเวลาสำคัญของครอบครัวแล้ว ยังเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาพระยามไหสวรรย์ผู้เป็นสามีด้วย

พระยามไหสวรรย์บันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงเลื่อน ความว่า

“เลื่อนมีฝีมือในการปรุงอาหารทั้งของคาวและหวาน ทำขนมมีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวชมเชยแก่เพื่อนฝูงหลายอย่าง เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมเทียนสลัดงา ขนมชั้น และอื่น ๆ บรรดาท่านที่นับถือชอบพอหลายท่าน เมื่อทราบข่าวมรณกรรมถึงกับกล่าวว่า ต่อไปนี้จะไม่ได้กินข้าวเหนียวมะม่วงฝีมือเช่นนั้นอีกแล้ว ยกยอให้เป็นผู้มีฝีมือดีในการทำขนม เมื่อมีแขกต่างประเทศมาเยี่ยมเยือน เลื่อนก็แสดงฝีมือในการทำอาหารและการปอกสลักผลไม้ที่เธอถนัดเลี้ยงชาวต่างประเทศ เมื่อพบกัน เขาก็มักจะยกเอาการกินขนมที่บ้านขึ้นเยินยอ”

ลูก ๆ ของคุณหญิงเลื่อนก็ได้บันทึกความสามารถด้านนี้ไว้เช่นกันว่า

“คุณแม่มีฝีมือในเรื่องข้าวเหนียวมะม่วง ที่คนทั่วไปจะเรียกว่าข้าวเหนียวคุณหญิง นอกจากข้าวเหนียวก็มีขนมตาล อาหารก็จะมีปลาร้า และข้าวหมกไก่ ซึ่งคุณแม่เรียกว่าข้าวบุหรี่และข้าวแช่ ต่อไปนี้พวกลูกก็ได้แต่นึกถึงเท่านั้น จะไม่มีใครได้เห็นคุณแม่นั่งเจียนใบตอง ทำขนม ทำกับข้าวให้รับทานอีกต่อไป”

เมื่อบ้านหลังนี้เป็นบ้านแห่งสรรพอาหารโอชารส นั่นจึงเป็นโจทย์ที่ เชฟป้อม-พัชรา พิระภาค จะต้องนำไปตีความและถ่ายทอดออกมาเป็น Fine Dining 8 คอร์สสุดพิเศษเพื่อนำเสนอต่อลูกค้าที่มาเยือนบ้านพระยาแห่งนี้

ประสบการณ์โอชารส

“คุณหญิงเลื่อนเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตา โอบอ้อมอารีมาก เมื่อก่อนบริเวณรอบ ๆ บ้านพระยาอุดมไปด้วยพื้นที่สวนทั้งหมด ชาวบ้านในพื้นที่ล้วนเป็นชาวสวนกันทั้งนั้น หากใครขัดสน อดอยากยากไร้ ท่านจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที พอชาวบ้านเริ่มลืมตาอ้าปากได้ ก็จะนำผลิตผลที่ตนเองปลูกในสวน คัดเฉพาะที่ดี ๆ นำมาให้เพื่อขอบคุณคุณหญิง อันนี้ก็เลยเป็นมูลเหตุที่ว่าทำไมบ้านนี้ถึงมีอาหารอร่อย เพราะว่าได้รับวัตถุดิบชั้นเลิศ จนสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารเลิศรส ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่เราจะมุ่งเสาะหาแต่เฉพาะวัตถุดิบชั้นดี และมีความพิเศษเท่านั้น เพื่อนำมาปรุงอาหารให้ลูกค้า” เชฟป้อมกล่าว

“เมื่อได้ศึกษาเกี่ยวกับคุณหญิงเลื่อนแล้วทำให้ป้อมยิ่งนึกถึงเรื่องราวของบ้านตัวเอง สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือคุณหญิงเลื่อนลงมือทำพริกแกงและเครื่องปรุงต่าง ๆ ด้วยตัวท่านเอง สิ่งที่ท่านซื้อเข้าบ้านจะมีเพียงเกลือกับน้ำปลาเท่านั้น ซึ่งเหมือนกับคุณยายของป้อมมาก เพราะคุณยายจะทำพริกแกงต่างๆ และซอสต่างๆ ขึ้นเอง ไม่ได้ซื้อแบบสำเร็จรูป และคุณยายก็จะซื้อเพียงน้ำปลากับเกลือเช่นกัน” นับเป็นสิ่งที่สอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง

เมื่อเอ่ยถึงเกลือ คุณปทมาได้กรุณาเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์สำคัญอันเกี่ยวกับเจ้าของบ้านให้ผมฟัง เพื่อบันทึกไว้ไม่ให้สูญหาย

“ในสมัยอดีตเกลือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลัก ๆ ของไทยนอกจากข้าวและสินค้าเกษตรกรรม แต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ประเทศที่เคยสั่งซื้อเกลือจากไทย ได้พากันคว่ำบาตรหมด ในบันทึกของพระยามไหสวรรย์ ท่านเขียนว่า “พวกเขาไม่มาซื้อเกลือจากเราแล้ว อย่างญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นลูกค้าหลักของเรา ก็หันไปซื้อเกลือจากเวียดนามแทน” ตอนนั้นรัฐบาลจึงใช้วิธีแต่งคณะเดินไปเจรจาการค้ากับญี่ปุ่นและชาติต่าง ๆ พระยามไหสวรรย์ได้เดินทางไปเจรจาด้วยตนเองจนประสบผลสำเร็จ หลาย ๆ ชาติหันกลับมาเซ็นสัญญาซื้อเกลือจากเรา รายได้จากการส่งออกจึงฟื้นตัวกลับมา”

ด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่องราวทั้งหมด โจทย์จึงกำหนดมาชัด ๆ ว่าการจัดเลี้ยงอาหารค่ำที่บ้านของพระยามไหสวรรย์ และคุณหญิงเลื่อนจะเป็นอย่างไร หากเกิดขึ้น ณ พ.ศ. นี้ วันนี้ เวลานี้

“สิ่งแรก ๆ ที่ป้อมคิดก็คือ คุณหญิงเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ท่านน่าจะพยายามหาวิธีใหม่ ๆ พลิกแพลงเพื่อทำให้มื้ออาหารสนุกยิ่งขึ้น” เชฟป้อมกล่าว

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาลองพิสูจน์กันว่าอาหารค่ำมื้อพิเศษ 8 คอร์สนี้มีอะไรบ้าง

บริเวณระเบียงหน้าบ้านที่เรือนด้านนอก ซึ่งเคยเป็นที่สังสรรค์และเล่นดนตรีไทยของพระยามไหสวรรย์และสมาชิกครอบครัว จะเป็นบริเวณที่เสิร์ฟ ‘ม้าฮ่อ’ เป็นเป็นเมนูบันเทิงปาก (Amuse-Bouche) คอร์สแรก แต่ม้าฮ่อที่นี่จะพิเศษกว่าที่อื่น เพราะแทนที่เชฟจะใช้สับปะรดสดตามปกติ แต่กลับนำน้ำสับปะรดไปกวนเป็นแผ่นเยลลี่เหนียวหนึบแทน 

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

“การเสิร์ฟที่บริเวณระเบียงก็เพื่อให้แขกได้หยุดชมสถาปัตยกรรมอันงดงาม รับลมแม่น้ำเย็น ๆ เพื่อผ่อนคลาย เป็นการต้อนรับแขกทุกคนสู่บ้านพระยาหลังนี้ค่ะ” คุณปทมากล่าว

จากนั้นเราจะเดินชมความงามของบ้านไปเรื่อย ๆ และเข้าสู่บริเวณรับประทานอาหารที่เรือนด้านใน ‘ขนมดอกจอกไข่ปู’ ตามมาเป็นคอร์สที่สอง ซึ่งเชฟป้อมได้ปรับขนาดของขนมดอกจอกให้มีขนาดเล็กลงกว่าปกติเพื่อให้ทานง่ายขึ้น เมื่อกัดทะลุความกรอบลงไป ก็จะตื่นลิ้นตื่นรสกับมันปูทะเลที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน น้ำส้มซ่าที่ปรุงรสร่วมกับมันปูทะเล รวมทั้งผิวส้มซ่าที่โรยอยู่บนขนมดอกจอก ล้วนช่วยทำให้เมนูนี้กลมกล่อมขึ้นไปอีกระดับ เพราะความเปรี้ยวของส้มซ่ามาตัดกับความมันของมันปูทะเลอย่างลงตัว

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

คอร์สต่อมาคือยำถั่วพูหอยเชลล์’ ซึ่งเชฟเลือกใช้หอยเชลล์สดจากฮอกไกโดเป็นตัวชูโรง พร้อมกับนำน้ำพริกเผาสูตรเด็ดของคุณยายมาผสมผสานในเมนูนี้ ปกติยำถั่วพูจะทานกับไข่ไก่ต้ม แต่เชฟป้อมเลือกใช้ไข่นกกระทาต้มที่นำไปดองในน้ำกระเจี๊ยบแทน

“เรากะเทาะไข่นกกระทาต้มให้เกิดรอยแตกก่อนนำไปใส่ในน้ำกระเจี๊ยบค่ะ น้ำกระเจี๊ยบก็จะซึมลงไปตามรอยแตกจนเกิดลายคล้ายหินอ่อนบนไข่ และทำให้ดูน่าทานขึ้น” เชฟป้อมชี้ชวนให้เราสังเกตลายหินอ่อนที่ปรากฏบนไข่นกกระทาต้ม นอกจากนี้ยังใช้ไข่แดงจากไข่เป็ด ที่นำไปหมักในหัวน้ำปลา ก่อนที่จะนำมาผ่านกระบวนการทำให้สุก และทำเป็นผงไข่แดงโรยอยู่ด้านบนของยำถั่วพูหอยเชลล์จานนี้ โดยหัวน้ำปลาที่เชฟป้อมเลือกใช้นั้น เป็นน้ำปลาคุณภาพดีจากโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ

“ตอนที่เราเลือกน้ำปลา เราก็ลองกันอยู่หลายที่ เชฟของโรงแรมซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสและเยอรมัน ไม่ชอบน้ำปลาจากที่ไหน ๆ เลย แถมยังบ่นว่าทำไมคนไทยชอบใส่น้ำปลากันนัก เหม็นจะแย่ รสก็เค็มโดด แต่พอได้ชิมน้ำปลาทั่งง่วนฮะเข้าไป เชฟ บอกทันทีว่ารู้แล้วว่า ทำไมคนไทยถึงชอบน้ำปลากันมากมายขนาดนี้ น้ำปลาที่ผลิตตามวิธีแบบโบราณมีกลิ่นหอมมาก รสก็ไม่เค็ม แล้วยังช่วยให้รสชาติอาหารละมุนลิ้นขึ้น เราเลือกน้ำปลาทั่งง่วนฮะเลยทันที” คุณปทมาเล่าเสริม

จากนั้นก็จะถึงคราวของเมนูสุดคลาสสิกอย่าง ‘เมนูแกงร้อน’ ซึ่งในสมัยก่อนจะเรียกขานกันว่าแกงร้อนวุ้นเส้น คราวนี้เชฟป้อมได้ตีความใหม่ โดยเลือกใช้เนื้อปลาหมึกสดมากรีดเป็นเส้น ๆ แทนการใช้วุ้นเส้นอย่างที่ทำกันมาในอดีต ส่วนน้ำแกงนั้นทำจากกะทิ มีรสชาติเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอมพิเศษด้วยการผสมผสานพริกไทยหลากสีหลายชนิดลงไป

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล
เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

 เมนู ‘หลามปลาบู่และแจ่วมะเขือเผา’ ตามมาพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ โดยเชฟปรุงรสเนื้อปลาบู่และนำไปใส่ในกระบอกไม้ไผ่ก่อนนำไปเผาด้วยเตาถ่าน ซึ่งวิธีการทำอาหารเช่นนี้ เรียกว่า ‘หลาม’ และเป็นวิธีทำอาหารที่นิยมตามต่างจังหวัดที่นับวันจะค่อย ๆ เลือนหาย 

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

จานต่อไปคือ ‘ยำสลัดผลไม้’ ซึ่งเชฟได้ใช้น้ำส้มซ่ากับหัวน้ำปลาทั่งง่วนฮะมาเป็นตัวชูรสชาติอีกครั้ง จานนี้เหมือนซอร์เบต์ล้างลิ้นล้างรสก่อนต่อไปยังอาหารหลักจานต่อ ๆ ไป 

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

ว่าแล้วก็ถึงเวลาของกุ้งแม่น้ำย่างซอสน้ำพริกมะขามและหลนมันกุ้ง’ ที่นำมาเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ ความสดของกุ้งแม่น้ำทำให้เนื้อขาวแน่นดึ๋งดั๋งสะดุ้งลิ้น เชฟป้อมนำมันกุ้งมาปรุงกับกะทิให้กลายเป็นหลนมันกุ้งที่มีเนื้อนวลและมันคล้ายเนื้อครีม พร้อมกับน้ำพริกมะขามรสจัดมาตัดความมันของหลนเพื่อให้รสชาติผสมผสานกันออกมานัวอย่างลงตัว

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

สำหรับอาหารจานหลักนั้น เชฟป้อมนำเสนอ ‘แกงพะแนงเนื้อวากิวยอดมะพร้าวอ่อน’ ความนุ่มของเนื้อวากิว และความเข้มของแกงพะแนง ซึ่งทำขึ้นเองในครัวบ้านพระยา ทำให้ความอร่อยล้นทะลัก

“เมื่อกี้ป้อมใช้ทั้งกระต่ายขูดมะพร้าว แล้วก็โขลกเครื่องแกงกับมือเพื่อทำเมนูพะแนงจานนี้เลยค่ะ” เชฟป้อมเล่ายิ้ม ๆ “เมื่อก่อนน้อง ๆ ในทีมไม่รู้จักเลยนะคะว่าอะไรคือกระต่ายขูดมะพร้าว ทุกคนเหวอกันหมด แต่ตอนนี้ทุกคนขูดกันอย่างคล่องมาก (หัวเราะ) ป้อมอยากรักษาวัฒนธรรมการครัวตามรอยบรรพบุรุษเอาไว้ ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เลือนหายไป แต่ละวันเราก็ไม่ได้รับแขกเยอะเกินไป จึงยังพอที่จะนำวิธีประกอบอาหารแบบเดิม ๆ มาใช้ได้ ซึ่งเราก็พยายามอนุรักษ์ทั้งเครื่องมือและวิธีไว้”

เรือนไม้โบราณของพระยามไหสวรรย์กับคุณหญิงเลื่อน แปลงโฉมเป็นร้าน Fine Dining แสนอร่อยของ รร.แมนดาริน โอเรียนเต็ล

เมื่อจบอาหารคาวทั้งหมด ก็ถึงเวลาขนมหวาน ซึ่งบ้านพระยานำเสนอขนมไทยได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจด้วยขนมไทยกว่า 15 ชนิด ในรูปลักษณ์ที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นน้อยหน่าน้ำกะทิ ส้มฉุน ไอศกรีมมะพร้าว ฯลฯ และทั้งหมดล้วนฝากความประทับใจให้กับพวกเราทุกคน

“ป้อมเติบโตมากับยาย ขลุกอยู่ในครัวกับยาย ยายเป็นคนสอนให้ป้อมได้เรียนรู้วิธีการทำอาหารไทยหลากหลายชนิด เป็นความทรงจำที่ดีมาก สำหรับการทำหน้าที่เชฟที่บ้านพระยาในวันนี้ สิ่งที่ป้อมภูมิใจที่สุดคือ ป้อมได้กลับมาทำอาหารไทยด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ ซึ่งเป็นวิธีที่ป้อมเคยเรียนรู้และฝึกฝนมากับคุณยายนั่นเอง อีกสิ่งที่ภูมิใจก็คือการได้เรียนรู้และได้รับแรงบันดาลใจจากคุณหญิงเลื่อนและเจ้าพระยามไหสวรรย์ผู้เป็นเจ้าของบ้าน ทำให้ป้อมได้คิดเมนูสนุก ๆ ให้แขกได้ลองทานกันในสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้”

คราวนี้ก็ถึงเวลาที่ผู้อ่านทุกท่านจะลองไปชมบ้านโบราณหลังสวย ชิมเมนูแสนอร่อย ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นความทรงจำที่มีคุณค่าอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญก็คือได้มีโอกาสร่วมภาคภูมิใจไปกับมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่ได้รับการดูแลไว้เป็นอย่างดี

บ้านพระยาเปิดให้บริการอาหารมื้อค่ำตั้งแต่วันพุธ-อาทิตย์ รองรับแขกได้ 20 ท่าน 

อาหารค่ำ 8 คอร์ส ราคาท่านละ 3,500++ บาท (เมนูเปลี่ยนไปตามฤดูกาล) 

ให้บริการเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยตั้งแต่เวลา 17.00 – 19.00 น.

ให้บริการเสิร์ฟอาหารค่ำตั้งแต่เวลา 19.00 – 22.30 น.กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า กรุณาติดต่อโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com/bangkok

ขอขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์

  • คุณปทมา เลิศวิทยาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ
  • คุณพัชรา พิระภาค เชฟป้อม บ้านพระยา โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ ฯ 
  • ดร. ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์
  • ผศ. ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เอกสารอ้างอิง

  • อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงเลื่อน มไหสวรรย์ ณ เมรุวัดอนงคาราม วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2507
  • อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ พระยามไหสวรรย์ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2518

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographers

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load