โรงแรมเก่าแก่อายุ 49 ปี เดินทางมาถึงวันที่ต้องปิดปรับปรุง

ดุสิตธานี กรุงเทพฯ อยู่ในความทรงจำของหลายคน ตั้งแต่นั่งรถผ่านเวลาไปโรงเรียน เที่ยวกลางคืนครั้งแรก กินซูชิและซาชิมิครั้งแรก แวะเวียนมานั่งทานอาหารรสเลิศกับเบเกอรี่อร่อย พักผ่อนกับครอบครัว ซื้อแหวนเพชรให้คนรัก หรือแต่งงานที่นี่

นับตั้งแต่เปิดตัวโรงแรมใน พ.ศ. 2513 แลนด์มาร์กแห่งนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน    และในวันสำคัญของชีวิตของผู้คนมากมาย

น่าเสียดายที่เราต้องกล่าวอำลาอาคารเสาสีทองปลายแหลมที่คุ้นตา

แต่โชคดีที่นี่ไม่ใช่การกล่าวลาครั้งสุดท้าย

ดุสิตธานี

ดุสิตธานี กรุงเทพฯ จะกลับมาใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้าในรูปโฉมใหม่ โดยทางโรงแรมจับมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อศึกษา บันทึก และเก็บรักษาอนุรักษ์ชิ้นส่วนเอกลักษณ์ต่างๆ เอาไว้ ทั้งยอดเสาปลายแหลมสีทองบนยอดตึกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยอดพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เปลือกอาคารทองเหลือง เสาหลักโรงแรมเพนต์ลายจิตรกรรมไทย ฝ้าเพดานไม้สักทอง เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงต้นไม้ในสวนน้ำตกขั้นบันได และที่สำคัญคือ พนักงานดุสิตธานี กรุงเทพฯ ที่จะย้ายไปทำงานส่วนอื่นชั่วคราว เพื่อรอกลับมาเปิด ‘บ้าน’ หลังเดิมด้วยกันอีกครั้ง

หลังวันปิดทำการอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562 The Cloud ขอชวนทุกท่านมาเดินจดจำดุสิตธานี กรุงเทพฯ กันไว้ให้ดีในทริป Walk with The Cloud 13 : ดุสิตธานี กรุงเทพฯ

จนถึงวันที่จะพบกันใหม่

ก่อนเปิดโรงแรม

ราว 50 ปีก่อน หัวถนนสีลมที่สงบเงียบ อยู่ตรงข้ามสวนลุมพินี เป็นที่ตั้งของบ้านศาลาแดงที่  เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ราชเสนาบดีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัชกาลที่ 6 ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาบ้านหลังนี้อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ สมาคมนักเรียนแพทย์ สมาคมเภสัชกรรม และสมาคมพยาบาล

ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และจัดตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท โดยตั้งใจสร้างโรงแรม 5 ดาวที่ได้มาตรฐานสากลเทียบเท่าต่างชาติ แต่นำเสนอความเป็นไทยให้มากที่สุด

ท่ามกลางเสียงคัดค้านติติงการสร้างโรงแรมใหญ่ชื่อไทยแบบไทยในช่วงเวลาที่สังคมชื่นชอบความทันสมัยแบบตะวันตก ท่านผู้หญิงชนัตถ์ยังคงเชื่อมั่นในเสน่ห์ความเป็นไทย จากประสบการณ์การทำโรงแรมปริ๊นเซสที่เจริญกรุงกว่า 20 ปี และได้พูดคุยกับแขกต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะพนักงานสายการบินแพนแอมที่เดินทางไปพักโรงแรมมาทั่วโลก

โรงแรมดุสิตธานีจึงได้เปิดตัวต้อนรับทุกคนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 หลังจากใช้เวลาก่อสร้างถึง 3 ปี ด้วยฝีมือการออกแบบของ Yozo Shibata และคณะสถาปนิกญี่ปุ่นบริษัท KANKO KIKAKU SEKKEISHA (KKS)

ดุสิตธานี

แม้ไม่เคยมีประสบการณ์ออกแบบสถาปัตยกรรมในประเทศไทย แต่เวลานั้นประเทศไทยขาดผู้เชี่ยวชาญในการสร้างอาคารสูง ไม่มีอาคารสูงเกินสิบกว่าชั้นในประเทศไทย แต่คณะสถาปนิกนี้ได้พิสูจน์ฝีมือด้วยการออกแบบโรงแรมโอกุระที่โตเกียวและโรงแรมเพรสซิเดนท์ที่ไต้หวันมาแล้ว

ท่านผู้หญิงชนัตถ์พาทีมงานชาวญี่ปุ่นไปศึกษาสถาปัตยกรรมวัดวังแบบไทย โดยเฉพาะพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม และนำแรงบันดาลใจมาออกแบบเป็นอาคารสูง 23 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักกว่า 500 ห้อง ตั้งบนฐานสามเหลี่ยมลดหลั่นสอบเข้ามาทีละน้อย บนยอดมีกรวยปลายแหลมเรียว เป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศ ณ เวลานั้น และเป็นสัญลักษณ์น่าจดจำของกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

ดุสิตธานี

ป้ายทางเข้า

‘ดุสิตธานี’ เป็นชื่อที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์นึกถึงระหว่างสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ลานหน้าสวนลุมพินี

ชื่อนี้เป็นชื่อเมืองประชาธิปไตยจำลองที่รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จำลองขึ้น และชื่อ ‘ดุสิต’ ยังเป็นชื่อสวรรค์ชั้นที่ 4 ตามคติไตรภูมิของศาสนาพุทธ จึงเป็นชื่อที่ความหมายดี ไพเราะ เรียกง่าย แม้หลายฝ่ายแนะนำให้ท่านผู้หญิงชนัตถ์ตั้งชื่อโรงแรมเป็นภาษาอังกฤษ ท่านก็ไม่เปลี่ยนใจ เพราะชื่อนี้แสดงความเป็นไทย เป็นที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 6 และเป็นมงคลแก่ผู้เข้าพัก คือได้อยู่บนสวรรค์ชั้น 4 ทีเดียว

ตราสัญลักษณ์ของโรงแรมที่หน้าทางเข้า เริ่มแรกตราเป็นตัวอักษร D ซ้อนกับตัว T ออกแบบโดยบริษัทแลนดอร์จากซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ยังคงหลงเหลืออยู่ที่พื้นดาดฟ้าส่วนโพเดียมของโรงแรม ส่วนคำว่า Dusit Thani แบบเต็มๆ ก็ประดิษฐ์เส้นโค้งเข้าไปเพิ่มความอ่อนช้อยแบบลายไทย

ดุสิตธานี

นอกอาคาร

เมื่อเดินไปรอบตัวอาคารจะเห็นเหล็กดัดลายร่างแหประดับลายประจำยาม ทำจากทองเหลืองที่สีเหลือบสวยราวทองคำประดับเป็นเปลือกอาคาร ด้านบนมีซุ้มยอดแหลมคล้ายกลีบบัว ทอดยาวไปถึงล็อบบี้ชั้นบน ทรงซุ้มคล้ายช่องซุ้มทางเดินที่วัดเบญจมบพิตร ประดับด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองและสีเขียวแมลงทับ

เปลือกอาคารและทรงซุ้มดั้งเดิมนี้จะถูกเก็บไปใช้ตกแต่งโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โฉมใหม่ในอนาคต

ดุสิตธานี ดุสิตธานี

ห้องนภาลัย บอลรูม

หนึ่งในห้องที่คนน่าจะมีความทรงจำด้วยมากที่สุด โดยเฉพาะการจัดงานแต่งงานและไปร่วมงานแต่ง นี่เป็นห้องบอลรูมห้องแรกๆ ของประเทศที่สร้างโดยไม่มีเสาตรงกลาง เปลี่ยนค่านิยมคนไทยที่เคยจัดงานเลี้ยงที่บ้าน หรือสวนอัมพรสำหรับงานขนาดใหญ่ ให้มาจัดงานในโรงแรม ซึ่งดูแลทั้งอาหารและการบริการได้เสร็จสรรพ จึงเป็นห้องที่ใช้จัดงานระดับชาติมาแล้วมากมาย

ก่อนหน้าจะมีดุสิตธานี โรงแรมเป็นเพียงสถานที่สำหรับเข้าพักอย่างเดียว แต่ดุสิตธานีได้บุกเบิกการเป็นสถานที่จัดเลี้ยง ร้านอาหาร และพื้นที่สำหรับใช้สอยในด้านอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้คนที่ไม่ได้มาเข้าพักก็มีความทรงจำกับที่แห่งนี้ได้

ดุสิตธานี ดุสิตธานี

ห้องอาหารไทยเบญจรงค์

หากอยากลิ้มรสชาติแบบดุสิตธานีจะต้องมาที่ห้องอาหารแห่งนี้ ที่นี่เป็นห้องอาหารไทยในโรงแรมห้องแรกๆ เดิมชื่อห้องสุโขทัย เสิร์ฟอาหารไทยตำรับดั้งเดิมให้ชาวต่างชาติได้ลิ้มรสบนโต๊ะไม้สักที่ดัดแปลงมาจากตั่งขาสิงห์ มีการแสดงรำไทยและดนตรีไทยบรรเลงขับกล่อมระหว่างรับประทานอาหาร

เมื่อเวลาผ่านไปจึงเปลี่ยนชื่อห้องอาหารเป็นเบญจรงค์ เปลี่ยนไปใช้โต๊ะเก้าอี้สมัยใหม่นั่งสบาย และปรับวิธีนำเสนออาหารให้ไม่ซ้ำใคร เช่น ต้มยำกุ้งที่แยกเครื่องต้มยำกับน้ำ แล้วเสิร์ฟโดยการเทน้ำต้มยำใส่ชามกันต่อหน้า เพื่อให้กลิ่นหอมของต้มยำลอยคละคลุ้ง แต่ยังคงรักษางานศิลปะแบบไทยไว้ในห้องอาหาร เช่น ใช้ภาชนะเครื่องปั้นดินเผาทำมือ

สิ่งสำคัญประจำห้องอาหารเบญจรงค์ในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ คือเสาเอกขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยลายจิตรกรรมไทยร่วมสมัยฝีมือ ‘ท่านกูฎ’ ไพบูลย์ สุวรรณกูฎ ผู้ใช้เวลาถึง 3 ปีในการค้นคว้าหาข้อมูลที่วัดโพธิ์ ทั้งในแง่สีและลวดลาย ก่อนจะนำมาปรับใช้ด้วยการเติมสีสันใหม่ๆ ลงไป

อาจารย์อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ อดีตคณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายวิธีการอนุรักษ์เสาทั้งสองต้นไว้ว่า เนื่องจากเสาต้นหนึ่งหนักอย่างน้อย 5 ตัน ทำให้ต้องเคลื่อนย้ายเป็นสิ่งสุดท้าย หลังจากรื้อถอนส่วนอื่นๆ แล้ว ระหว่างนั้นจึงจะห่อเสาไว้อย่างดีเพื่อป้องกันไม่ให้เสียหาย

นอกจากนั้น ผนังและเพดานไม้สักฉลุลายและจิตรกรรมฝาผนังรอบๆ ก็จะได้รับการถอดและเก็บไว้ เพื่อนำกลับมาประกอบเป็นห้องอาหารเบญจรงค์ขนาดเท่าเดิมในโรงแรมโฉมใหม่อีกครั้ง

ดุสิตธานี ดุสิตธานี ดุสิตธานี

สวนกลางโรงแรม

สวนไม้เมืองร้อนแสนสวยที่มีน้ำตกทรงเหลี่ยมเป็นขั้นบันไดตั้งอยู่กลางบริเวณโรงแรม ติดกับห้องอาหารเบญจรงค์และมีประตูเข้าจากทางล็อบบี้ เป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีตลอดมา กำแพงต้นไม้สีเขียวและเสียงน้ำตกเย็นฉ่ำเป็นห้องแห่งความร่มรื่นที่แขกพักผ่อนได้อย่างสบายใจ ลืมความร้อนวุ่นวายบนถนนสีลมได้โดยสิ้นเชิง เนื่องจากดุสิตธานีให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวมาก ต้นไม้ต่างๆ อย่างต้นลีลาวดี และลักษณะเดิมของสวนนี้จะกลับมาอยู่ในโรงแรมโฉมใหม่ด้วย

ดุสิตธานี

บับเบิ้ลส์คลับ

ใครที่มีชีวิตวัยรุ่นในยุค 70 – 80 ต่างต้องรู้จักดิสโก้เธคแห่งนี้ จากเดิมเป็นผับธีมตะวันออกกลางชื่ออาลีบาบา จนกระทั่งช่วงที่ดิสโก้เป็นที่นิยม ดุสิตธานีจึงตั้งห้องบับเบิ้ลส์คลับขึ้นมาแทน โดยให้ดีเจชื่อดังจากทั่วโลกสับเปลี่ยนกันมาสร้างความสำราญทุก 3 เดือน ปัจจุบันห้องนี้เปลี่ยนชื่อเป็นมายบาร์ไปแล้ว แต่ภายในก็ยังคงกลิ่นอายของดิสโก้เธคอยู่เหมือนเดิม 

ดุสิตธานี

ล็อบบี้

สาเหตุที่ล็อบบี้ที่นี่มี 2 ชั้น เนื่องจากขณะนั้นธุรกิจเครื่องบินกำลังเติบโต มีนักเดินทางต่างชาติเดินทางเข้ามาจำนวนมาก และผู้คนนิยมเดินทางมาที่นี่ด้วยรถยนต์ ทางเข้าสู่ล็อบบี้จึงมี 2 ชั้น ชั้นบนสำหรับรับแขก มีทางยกระดับให้เทียบรถจอดที่ด้านหน้า ส่วนชั้นล่างเป็นร้านค้าและห้องอาหาร
ล็อบบี้เลาจน์ชั้นบนผ่านการรีโนเวตมา 2 ครั้ง ตอนแรกมีเสากลมใหญ่เรียงราย รับกับเพดานที่ยกระดับล้อกับรูปทรงดอกบัว ยุคแรกรอบเสามีน้ำไหลลงมารอบเสากลม เสมือนว่าเรายืนอยู่ใต้ร่มเงาของดอกบัว ต่อมาที่นี่ค่อยๆ ปรับการตกแต่งให้ร่วมสมัยขึ้น แต่ตอนนี้หากเงยดูเพดานก็จะยังเห็นทรงดอกบัวและใบบัวอยู่ รวมถึงมีการถอดรูปบัวแทรกแซมอยู่ในสิ่งต่างๆ เช่น พรมลายดอกบัว พานพุ่ม และการตกแต่งห้องด้วยดอกไม้ไทย

ปัจจุบันโรงแรมทั่วไปนิยมสร้างล็อบบี้ขนาดเล็กกว่านี้มาก เนื่องจากต้องการนำพื้นที่ไปสร้างห้องพักให้เกิดรายได้สูงสุด สถาปัตยกรรมโอ่โถงที่นี่จึงเป็นตัวอย่างที่น่าจดจำ

ลิฟต์

ระหว่างทางขอชี้ชวนดูลิฟต์สีทองสไตล์ Art Deco ที่ไฟจะสว่างตามหมายเลขชั้น ไม่ใช่ตัวเลขดิจิทัลแบบลิฟต์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เป็นสไตล์การตกแต่งแสนเก๋แบบอาคารยุคเก่า ใช้วัสดุที่หาได้ยากแล้วในยุคนี้

ดุสิตธานี ดุสิตธานี

Library 1918

เลข 1918 ในห้องมาจากปีที่รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งเมืองจำลองดุสิตธานี ที่นี่นิยมใช้จัดงานหมั้นช่วงเช้า ใช้เป็นห้องประชุม หรือจัดงานสำคัญต่างๆ

ก่อนจะเป็นห้องไลบรารี ที่นี่เคยเป็นห้องอาหารอิตาเลียนมาก่อน เมื่อปรับเป็นห้องประชุม ภายในห้องฉลุไม้สง่างามประดับตกแต่งด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ และมีข้าวของเครื่องใช้ของรัชกาลที่ 6 หลายอย่าง เช่น ผ้าซับพระพักตร์ หรือผ้าเช็ดพระพักตร์ แนวคิดเบื้องหลังห้องนี้คือการสร้างสถานที่ระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ก่อตั้งดุสิตธานีและพระราชทานชื่อให้เมืองจำลองแห่งนี้

ดุสิตธานี ดุสิตธานี

สปาเทวารัณย์

สปาสีขาวสะอาดตาที่ออกแบบโดย พลอย จริยะเวช คอนเซปต์ดีไซเนอร์ผู้บุกเบิกแนวคิดสปาที่สว่างและมีกลิ่นหอมตั้งแต่เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ฉีกออกจากเทรนด์การสร้างสปามืดๆ สไตล์บาหลีที่เคยเป็นที่นิยมในตอนนั้น

แรงบันดาลใจของที่นี่มาจากไตรภูมิกถา วรรณคดีเก่าแก่ที่บอกเล่าความเชื่อเรื่องภพภูมิต่างๆ ไปจนถึงนรกและสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น พลอยดึงข้อมูลเกี่ยวกับสวรรค์มาออกแบบตั้งแต่เส้นทางเดินเข้าประตู สีสันที่เน้นขาว ครีม เงิน ทอง เพลงไทยบรรเลงที่เรียบเรียงใหม่เพื่อสปาโดยเฉพาะ กลิ่นหอมผ่อนคลาย และห้องสปาต่างๆ มีอ่างน้ำตั้งชื่อตามบ่อน้ำในสวรรค์ ทุกการออกแบบทำให้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์จริงๆ

ดุสิตธานี

22 Kitchen & Bar

บนชั้น 22 หรือชั้นสูงสุดของโรงแรมมีห้องอาหารแบบพาโนรามา นั่นคือรอบห้องเป็นกระจกใส ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ได้โดยรอบ แต่เดิมชื่อห้องอาหารเทียร่า เป็นซัปเปอร์คลับสำหรับนั่งกินข้าวและฟังเพลง โดยมีนักร้องหรือนักดนตรีต่างประเทศผลัดเวียนมาแสดงทุก 2 สัปดาห์ สร้างเทรนด์ใหม่ให้คนไทยที่ขณะนั้นยังนิยมทำกับข้าวกินเองที่บ้าน ให้แต่งตัวสวยๆ ออกมาสังสรรค์สมาคม

เนื่องจากเป็นตึกสูงตึกแรกๆ ของเมือง ในสมัยนั้นวิวที่นี่จะมองเห็นไกลไปถึงแม่น้ำบางปะกง ไม่ว่าใครก็ต้องขึ้นมาชมทิวทัศน์ พร้อมรับประทานอาหารฝรั่งเศสที่ปรุงโดยเชฟฝรั่งเศสเคล้าเสียงดนตรี ห้องอาหารเทียร่าได้รับความนิยมมากจนต้องสำรองที่นั่งตลอด ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นห้องอาหารฝรั่งเศส D’Sens และสุดท้ายเป็น 22 Kitchen & Bar ห้องอาหารที่มอบวิวงดงามของย่านเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร

ดุสิตธานี

ห้องพักแขก

ห้องพักแขกทั้งหมด 9 แบบ รวมแล้ว 517 ห้อง เกิดจากการยุบรวมห้องพักเดิมเข้ามาให้ได้ขนาดใหญ่ขึ้น โดยห้องใหญ่ที่สุดขนาด 240 ตารางเมตร ห้องพักชั้นยอดเหล่านี้ได้ต้อนรับแขกระดับโลกมากมาย ตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ นักการเมืองระดับสูง ดารา นักร้อง ไปจนถึงมิสยูนิเวิร์ส ซึ่งพำนักที่นี่ทุกครั้งที่จัดประกวดในเมืองไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 พ.ศ. 2548 และล่าสุดใน พ.ศ. 2561 นี้เอง

ดุสิตธานี ดุสิตธานี

Writers

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

28 พฤศจิกายน 2563
1,944

The Cloud x KIATNAKIN PHATRA

รู้ไหม นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ชื่อ ‘บางกอก’ ถูกตั้งตามลักษณะพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นมะกอกน้ำริมเจ้าพระยาในอดีต 

มองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ ต้นไม้คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่อยู่คู่กับการก่อร่างสร้างกรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้น นอกจากศิลาจารึก โบราณวัตถุ และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ทรงคุณค่าแล้ว เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านการเติบโตและคงอยู่ของต้นไม้ได้เช่นกัน

วันเวลาล่วงเลย จากเวนิสตะวันออกที่เต็มไปด้วยคูคลอง สู่เมืองบกที่การพัฒนารุดหน้าและเติบโต ต้นไม้โบราณที่เติบโตมาพร้อมกับเมืองหลงเหลืออยู่น้อยแทบจะนับต้นได้ เราจึงชักชวนผู้อ่านร่วมแกะรอยประวัติศาสตร์ ผ่านการเยี่ยมชมต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านผ่านร้อนหนาวมานับร้อยปี ในย่านเก่าแก่ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวการผันเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมไปตามยุคสมัย ภายในคลองรอบกรุง ในทริป Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees เมื่อวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

จากความตั้งใจของ The Cloud และกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ร่วมด้วย BIG Trees กลุ่มคนที่ต้องการสร้างความเข้าใจเรื่องการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับเมือง โดยเราได้ ดร.พรธรรม ธรรมวิมล ผู้อำนวยการกลุ่มภูมิสถาปัตยกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ดร.วิภากร ธรรมวิมล ที่ปรึกษาและอดีตนายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย ชนัตฎา ดำเงิน รุกขกร อรยา สูตะบุตร และ สันติ โอภาสปกรณ์กิจ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม BIG Trees มาเป็นวิทยากรประจำทริป

แม้สายฝนจะโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้ ตลอดจนบรรยากาศและความสนุกสนานของทริปลดน้อยลงเลย เตรียมหมวกและน้ำดื่มให้พร้อม นี่คือ 20 เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจของชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์จากอดีต ที่มีลมหายใจและเติบโตมาพร้อมกับเมืองจนถึงปัจจุบันไปพร้อมกัน

01 

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ในแง่ภูมิทัศน์เมือง ต้นไม้ใหญ่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะแสดงถึงการตั้งอยู่ของชุมชนหรือสถานที่สำคัญที่มีความหมาย เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในประกอบไปด้วยพระบรมมหาราชวัง และวังของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ ตั้งแต่ในอดีตมีการปลูกต้นไม้และจัดภูมิทัศน์ไว้อย่างดี

ต่อมาเมื่อสยามเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วังบางส่วนเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานไปตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง อย่างวังหน้าที่ถูกปรับพื้นที่เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และโรงละครแห่งชาติ 

ต้นไม้เก่าแก่และการทำภูมิทัศน์โบราณรูปแบบต่างๆ จึงตกทอดกลายเป็นมรดกจากยุคเก่าที่ติดมากับพื้นที่ บางต้นยังคงอยู่ แต่บางต้นล้มหายตายจากไปตามสภาพการดูแลและเวลาที่ล่วงไป

ต้นโพธิ์ บริเวณลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คือหนึ่งในต้นไม้เก่าแก่ประจำวังหน้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในบริเวณที่มีชัยภูมิเป็นที่นัดหมายและชุมนุมทางการเมืองของนักศึกษามายาวนาน ในสมัยแรกเริ่ม ตึกโดมมีปีกซ้ายขวา ขนาดอาคารยาวกว่าที่เห็นในปัจจุบันมาก แต่หลังจากเหตุการณ์ช่วง พ.ศ. 2519 ตึกโดมถูกตัดส่วนปีกซ้ายขวาออกไปเหลือเท่าที่เราเห็นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ต้นโพธิ์ต้นนี้เคยเป็นที่เซ่นไหว้หัวหมูขอพรสำหรับการสอบของเหล่านักศึกษา แต่ถูกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สั่งห้าม เพราะมองว่าเป็นความงมงายและติดสินบนเจ้าที่ ในปัจจุบันต้นโพธิ์จึงกลายเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของธรรมศาสตร์แทน 

02

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นกร่างที่ตั้งอยู่หน้าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นเสมือนจิตวิญญาณของเด็กศิลปากรที่ยุคหนึ่งผูกพันกับมันมากจนถึงขั้นเรียกต้นไม้ต้นนี้ว่าคุณปู่กร่าง ถ้าเทียบตามรูปภาพโบราณสมัยรัชกาลที่ 4 เราจะเห็นยอดของต้นกร่างต้นนี้สูงขึ้นมาเหนือหลังคาตึก ทำให้อนุมานได้ว่า คุณปู่ต้นนี้มีอายุมากเกิน 100 ปีแล้ว 

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

แม้ว่าทั้งต้นกร่างที่มหาวิทยาลัยศิลปากรและต้นโพธิ์ที่ลานโพธิ์ของธรรมศาสตร์จะดูสวยงาม แผ่กิ่งก้านใบออกเป็นร่มเงาให้กับเรา แต่ในความจริงนั้น ทั้งสองต้นโตขึ้นได้มากกว่านี้ แต่เพราะสภาพพื้นที่ที่ถูกอาคารปิดล้อม ทำให้เราไม่สามารถชื่นชมความงามของต้นไม้ทั้งสองต้นอย่างเต็มที่ 

03

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ในอดีต บริเวณพื้นที่ของกรมศิลปากรเคยเป็นที่ตั้งของวังมาก่อน ซึ่งมีถึง 3 วังด้วยกัน และมีต้นไม้โบราณที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน คือต้นกร่างและต้นยางอินเดีย ซึ่งนอกจากสองต้นนี้แล้ว ยังมีต้นจันทร์อีกต้นหนึ่งแทรกตัวอยู่ข้างหลังพิพิธภัณฑ์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ตึกที่เคยเป็นท้องพระโรงเก่ามาก่อน ต้นจันทร์นับเป็นต้นไม้ใหญ่อีกต้นที่ถูกลืมเลือนไป ถ้าใครมีโอกาสแวะไปกรมศิลป์ ก็เดินไปแวะทักทายคุณปู่ต้นไม้ต้นนี้กันได้นะ 

04

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees
15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

เคยได้ยินคำว่า ‘โพธิ์ไทรไกรกร่าง’ กันไหม 4 ต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ คือต้นไม้ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์และพระพุทธประวัติ นอกจากแสดงฐานานุศักดิ์ของเจ้านายแล้ว ต้นไม้เหล่านี้ต้องใช้พื้นที่ในการเติบโตแผ่กิ่งก้านออกไปรอบด้าน จึงเหมาะให้ร่มเงากับพื้นที่ที่มีคนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นที่นิยมปลูกกันมากในวัดและวังสมัยก่อน

05

แนวคิดในการปลูกต้นไม้และการออกแบบภูมิทัศน์โบราณของไทย ได้อิทธิพลมาจากประเทศอินเดียและจีนเป็นหลัก แนวคิดแบบอินเดียมีความเชื่อมโยงกับพุทธประวัติ ความเชื่อ และความศรัทธา มองต้นไม้เป็นแหล่งอาหารและยารักษาโรค ในขณะที่แนวคิดแบบจีน นิยมใช้ตกแต่งสวนเพื่อความสวยงาม และถือเป็นการบำบัดจิตใจชนิดหนึ่ง มักพบเห็นได้ในรูปแบบของเขามอและต้นไม้สวยงามในวัง

ดังนั้น ต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในจึงจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือไม้มงคลและไม้ผล ไม้มงคลมักปลูกในพื้นที่วัง ส่วนไม้ผลมักปลูกริมคูคลอง เพื่อให้ประชาชนเก็บดอกผลรับประทานได้

06

นอกจากการปลูกต้นไม้เพื่อความสวยงามและประโยชน์ คนไทยสมัยก่อนก็นิยมปลูกต้นไม้ในเชิงสัญลักษณ์ด้วย เช่น การปลูกต้นยางนาที่โตสูงชะลูดจนมองเห็นจากที่ไกลๆ ไว้ในบริเวณวัด ทำให้คนที่เดินทางมาสังเกตเห็นต้นยางนาแล้วรู้ได้ทันทีว่าใกล้จะเข้าถึงเขตวัดแล้ว 

ในบริเวณภาคเหนือ เช่นเชียงตุงและเชียงใหม่ ก็มีการปลูกต้นไม้ในลักษณะนี้เหมือนกัน เรียกว่าไม้หมายเมืองเพื่อสัญลักษณ์ให้ผู้คนที่กำลังเดินทางเข้ามารับรู้ว่ากำลังใกล้ถึงเมืองแล้ว ต้นไม้จึงเป็นเหมือนจุดเช็กอินในสมัยก่อน

07

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นยางอินเดียที่เรานิยมปลูกกันอยู่ตอนนี้ สามารถเจริญเติบโตจนใหญ่มาก ขนาดที่ว่าในสมัยก่อนเราใช้ลำต้นของมันผูกล่ามช้างได้เป็นสิบๆ เชือก ดังนั้น ถ้าใครมีต้นยางอินเดียอยู่ที่บ้านและคิดจะนำมันลงกระถาง อย่าลืมหาพื้นที่กว้างๆ ให้รากและกิ่งก้านได้แผ่ออกไป และไม่ควรปลูกใกล้ตัวอาคารก่อสร้างเด็ดขาด 

08

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ถ้าเดินเลียบคลองคูเมืองเดิมต่อไปจะเจอกับกลุ่มต้นตะเคียน 4 – 5 ต้นที่หน้าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นต้นไม้ชุดดั้งเดิมที่รัชกาลที่ 1 ทรงปลูก เพื่อใช้ในการสร้างเรือ อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุมากที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของกรุงรัตนโกสินทร์ จากภาพถ่ายโบราณที่หลงเหลืออยู่ เห็นได้ว่าต้นตะเคียนเคยถูกปลูกมากในบริเวณนี้ เพื่อสร้างความเขียวชอุ่มให้กับผู้คนที่ผ่านไปมา

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

นักประวัติศาสตร์ค้นพบผังภูมิทัศน์สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่ระบุตำแหน่งและชนิดต้นไม้ที่ปลูกริมคลองคูเมืองเดิม ทั้งต้นพิกุล จำปี มะม่วง และขนุน แต่ปัจจุบันต้นไม้ดั้งเดิมแทบทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยต้นไม้ชุดใหม่ จากการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะริมคลองหลายครั้ง รวมถึงการสร้างสิ่งปลูกสร้าง อย่างสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ที่จำเป็นต้องก่อสร้างทับคลองคูเมืองเดิมทิศเหนือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน เมื่อระบบถนนกลายเป็นการสัญจรหลัก

ข้างๆ กันนั้น เราจะเจอสะพานหก ซึ่งยกขึ้นลงได้สำหรับเรือสัญจรผ่านไปมา แต่เป็นอันจำลองที่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ส่วนของจริงผุพังลงไปมากแล้ว สันนิษฐานว่าเคยตั้งอยู่ที่แถวโรงสี ข้างอนุสาวรีย์สหแห่งชาติหรืออนุสาวรีย์หมู ไม่ไกลกันเท่าไรจากตำแหน่งปัจจุบัน

09

ถัดจากเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นในออกมาเพียงข้ามฝั่งคลองคูเมืองเดิม คือแพร่งภูธร แพร่งนรา และแพร่งสรรพศาสตร์ จุดเริ่มต้นการค้าที่เชื่อมต่อไปยังเยาวราชและเจริญกรุง สถาปัตยกรรมเก่าบริเวณนี้ได้อิทธิพลมาจากฝรั่งเศสที่เป็นห้องแถวล้อมรอบคอร์ทสี่เหลี่ยม หากสังเกตดีๆ จะเห็นต้นไม้ใหญ่เหลือรอดอยู่บ้างในบางคอร์ท

คลองคูเมืองเดิมจึงเป็นเหมือนเส้นแบ่งเขตของรัตนโกสินทร์ชั้นนอกและในออกจากกัน จากการสำรวจพื้นที่ยังขุดเจอโบราณสถานต่างๆ เช่น กำแพงเมืองเดิม ร่องรอยของรถรางต่างๆ ภูมิสมาคมสถาปัตยกรรมแห่งประเทศไทยและกรมศิลปากร จึงเริ่มโครงการปรับภูมิทัศน์และ Live Museum เพื่อให้เป็นอีกสถานที่หนึ่งสำหรับศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ 

10

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ต้นมะฮอกกานีต้นใหญ่บริเวณหลังกระทรวงกลาโหม กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของพื้นที่บริเวณนี้ เพราะความสวยงามของใบและกิ่งที่แผ่ออกเห็นเด่นชัดมาแต่ไกล ครั้งหนึ่งเคยเกือบถูกเปลี่ยนให้เป็นต้นขนุนเพราะความเข้าใจผิดแต่มีเอกสารเก่ายืนยันถึงที่มาของต้นไม้ได้ จึงได้รับการดูแลแทนการขุดทิ้งไป ซึ่งทั้งหมดเป็นความร่วมมือกันจากหน่วยงานของภาครัฐ ทหาร และภาคประชาชน ทำให้ต้นไม้นี้กลับมาสวยงามอีกครั้งหนึ่ง 

09

เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองใหญ่ในต่างประเทศ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นความศิวิไลซ์ในการวางผังและการจัดการพื้นที่เมือง จึงดำริให้สร้างสนามหลวงอย่างพลาซ่าในยุโรปและปรับปรุงถนน พร้อมปลูกต้นไม้อย่างเป็นระเบียบสวยงามเช่นถนนฌ็องเซลิเซ่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

โดยประยุกต์แนวคิดการปลูกไม้ผลอย่างต้นมะขามเข้าไป เพราะต้นมะขามเป็นพืชสารพัดประโยชน์ ประชาชนเก็บใบ เปลือก ผล ไปรับประทานได้ และที่สำคัญคือใบละเอียด เช่นเดียวกับต้นมะฮอกกานี ไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาได้ดีแม้มีใบขนาดเล็ก เพราะใบเล็กละเอียดเหล่านี้ปลิวไปได้และทำความสะอาดง่าย ไม่อุดตันท่อระบายน้ำ ไม่ทำให้บ้านเมืองสกปรก 

นอกจากนั้น ท่านยังคิดชื่อต้นมะขามด้วยเองสื่อถึงความน่าเกรงขาม แต่ในปัจจุบันนั้นหลงเหลือต้นมะขามที่อยู่มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มเพียงประมาณ 20 – 30 ต้นเท่านั้น 

10

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

เมื่อก่อนต้นมะขามตรงสนามหลวงเคยสุขภาพแข็งแรงมาก จนกระทั่งช่วงที่เป็นตลาดนัดสนามหลวง ทำให้มะขามถูกใช้เป็นเสาผูกผ้าใบกางเต็นท์ของแม่ค้า บ้างก็ถูกเทน้ำร้อนราด ทำให้ไม่เจริญเติบโต แต่ในปัจจุบันกำลังถูกฟื้นฟูจากความร่วมมือกันของภาครัฐและกลุ่ม BIG Trees 

11

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

อุทยานพระราชวังสราญรมย์สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อเป็นที่ประทับปลายรัชสมัยของพระองค์ แต่พระองค์เสด็จสวรรคตก่อน ภายหลังรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้จัดสวนของตามแบบสวนอังกฤษ และทรงใช้อุทยานแห่งนี้เป็นพื้นที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างชาติ มีการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมและตกแต่งอุทยานด้วยสระน้ำพุ สวนดอกไม้ โดยเฉพาะกุหลาบแดง ไม้ดอกที่ทรงโปรดปราน เรื่อยมาจนถึงการจัดงานฤดูหนาวในสมัยรัชกาลที่ 6

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 7 ทรงโปรดเกล้าฯ มอบอุทยานแห่งนี้ให้รัฐบาล จากนั้นจึงมีการปรับปรุงและเปิดเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกๆ ของสยาม และหลังจากปลี่ยนมือมาอยู่ในการดูแลของคณะราษฎร จึงมีการสร้างสำนักงานของคณะราษฎรไว้ภายในพื้นที่อีกด้วย 

แม้ที่นี่จะมีพันธุ์ไม้หายากมากมายที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้นำมาปลูกไว้ แต่ต้นจามจุรีและมะขาม สองไม้ยืนต้นเก่าแก่ในไทยก็ยังคงยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่นี่ตลอดมา

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

12

ภายในสวนสราญรมย์ยังมีอนุสาวรีย์ของพระนางเรือล่ม หรือสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี หนึ่งในพระราชินีของรัชกาลที่ 5 ที่เสด็จประพาสบางปะอิน ก่อนเกิดเหตุการณ์เรือล่มและไม่มีใครช่วยเหลือพระนางได้ เนื่องจากกฎมณเฑียรบาลในสมัยก่อน รัชกาลที่ 5 จึงทรงมีรับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์นี้ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อพระนาง

13

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

ย้อนกลับไปช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พื้นที่บริเวณมิวเซียมสยามเคยเป็นวังที่พระทับของเจ้านายถึง 5 พระองค์ เรื่อยมาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์มีพระบรมราชโองกางให้จัดตั้งกระทรวงพาณิชย์ขึ้นที่นี่ เนื่องจากอยู่ใกล้ย่านการค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

นอกจากอาคารกระทวงพาณิชย์ที่ต่อมาถูกปรับปรุงเป็นมิวเซียมสยาม จะเป็นสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าที่ออกแบบและก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยในยุคนั้นแล้ว ยังมีต้นไทรเก่าแก่อีก 2 ต้นที่เติบโตมาพร้อมกับอาคารตั้งแต่ยังเป็นกระทรวงพาณิชย์

14

เนื่องจากไม่มีการบันทึกเรื่องราวแรกเริ่มของต้นไทรคู่นี้เอาไว้ จึงคาดว่าอาจมีจุดเริ่มต้นได้ 2 กรณี คือ ตั้งใจปลูก เพราะเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางพุทธประวัติ จึงนำมาปลูกไว้ในสถานที่สำคัญ หรือเติบโตขึ้นเองจากการทิ้งเมล็ดของนกที่บินมาบริเวณนี้ เนื่องจากต้นไทรเป็นไม้ยืนต้นที่ทนทานและมีระบบรากแข็งแรงมาก 

ความน่าสนใจคือ ในช่วงปรับปรุงอาคารและภูมิทัศน์เป็นมิวเซียมสยาม นักประวัติศาสตร์และนักออกแบบต้องร่วมมือกันประเมินคุณค่าของต้นไม้และองค์ประกอบต่างๆ โดยรอบพื้นที่ ต้นไทรใหญ่คู่นี้ทรงคุณค่าทั้งทาง Tangible และ Intangible ระบบก้านใบและรากค้ำจุนพื้นที่มาเนิ่นนาน พอๆ กับความเคารพศรัทธาที่ผู้คนมอบให้อย่างไม่เสื่อมคลาย

15

เคยมีโครงการสำรวจต้นไม้เก่าแก่ของประเทศไทยตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ค้นพบว่า ความเชื่อเรื่องผีของคนไทยมีส่วนช่วยในการรักษาต้นไม้ จากการศึกษาพบว่า ต้นไม้เก่าแก่ส่วนใหญ่ที่ยังคงอยู่มักถูกปลูกอยู่ตามบริเวณอาณาเขตวัด ซึ่งต้นไม้ที่โตสมบูรณ์และแข็งแรงที่สุดมักอยู่ตามป่าช้าที่ไม่มีใครกล้าไปรบกวน

15 วิวัฒนาการบางกอกผ่านการเติบโตและคงอยู่ของคุณปู่ ต้นไม้รอบเกาะรัตนโกสินทร์, Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเกร็ดความรู้ที่เราได้รับจาก Walk with The Cloud 27 : Island of Heritage Trees สัปดาห์หน้า เตรียมพบกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าผ่านต้นไม้โบราณ ที่ชี้ให้เห็นรูปแบบการดำรงชีวิต ความศรัทธา การเปลี่ยนแปลงของเมืองและสังคมในแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่เรื่องราวการวางผังเมืองโบราณ วิสัยทัศน์เกี่ยวกับการปลูกต้นในเมืองของเจ้านายหลายพระองค์ในอดีต เรื่อยมาจนถึงเรื่องราวการเคลื่อนไหวของภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในปัจจุบัน เพื่ออนุรักษ์ต้นไม้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์ 

Writer

ณัฐณิชา โอภาสเสรีผดุง

นิสิตสถาปัตย์ สนใจประวัติศาสตร์ สถาปัตย์ ไลฟ์สไตล์ เวลาว่างหมดไปกับแมวและของกิน

Photographer

ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

นักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการคิด และ ดู

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load