ยินดีต้อนรับกลับสู่พิพิธภัณฑ์คู่บ้านคู่เมืองแห่งเดิมที่เฉิดฉายภายใต้รูปโฉมใหม่

The Cloud ขอพาผู้อ่านเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พร้อมภัณฑารักษ์ชำนาญการ ศุภวรรณ นงนุช

พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ที่ประทับของพระมหาอุปราชตั้งแต่สมัยอยุธยา เปิดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมายาวนานถึง 92 ปี จนกระทั่งปี 2555 กรมศิลปากรก็เห็นสมควรที่จะบูรณะนิทรรศการประวัติศาสตร์แห่งนี้ให้กลับมาเสนอภาพของความเป็น ‘วังหน้า’ อีกครั้ง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ผลลัพธ์ของการปรับปรุงใหญ่ครั้งล่าสุด ทุกองค์ประกอบ ทั้งภูมิสถาปัตย์ในบริเวณรอบอาคาร การออกแบบภายในเน้นความโล่งกว้างโอ่โถง การจัดไฟที่ขับชิ้นงานให้ดูโดดเด่นและขลัง รวมถึงการปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับงานแต่ละชิ้น ล้วนแล้วแต่รังสรรค์ภายใต้แนวคิดเน้นโชว์ ‘วัตถุ’ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อาจเคยเห็นภายของสิ่งเหล่านี้เพียงบนหน้าหนังสือเรียน ได้เข้าถึงประวัติศาสตร์ในระยะประชิด รวมถึงสร้างบรรยากาศที่มีชีวิต ราวกับวัตถุต่างๆ เจ้าของเพียงแค่เก็บใส่ตู้ไว้ รอวันหยิบออกมาใช้ตามวาระที่เหมาะสม ของทุกชิ้นล้วนแล้วแต่เป็นงานประณีตศิลป์ นำเสนอให้คล้องจองกับประวัติศาสตร์ของวังหน้า ทั่วนิทรรศการจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับพื้นที่จัดแสดง

พื้นที่พิพิธภัณฑ์ประกอบไปด้วยหลายส่วน ส่วนที่เป็นนิทรรศการประกอบด้วย พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย (จัดนิทรรศการหมุนเวียน) เชื่อมต่อกับหมู่พระวิมาน (จัดนิทรรศการถาวร ปัจจุบันเปิด 4 ห้อง) อาคารทางเหนือ (แสดงงานยุคก่อนพุทธศตวรรษที่ 18) อาคารทางใต้ (แสดงงานยุคหลังพุทธศตวรรษที่ 18) พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ (จัดนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) พระตำหนักแดง และโรงราชรถ

เมื่อนิทรรศการใหม่ใช้แนวคิดเน้นโชว์วัตถุเป็นตัวเอก และเปิดให้เข้าชมในปี 2561 เราจึงอยากชวนไปดู 10 สถานที่ปรับปรุงใหม่ที่น่าไปเยือน และชมสุดยอดคอลเลกชันลับระดับชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจจนต้องกลับมาเล่าแบ่งปัน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ศุภวรรณ นงนุช พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

1

ชมมาสเตอร์พีซ 130 ชิ้นจากญี่ปุ่นในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน

พระพุทธรูปญี่ปุ่น ดาบ ตุ๊กตาโดกู พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ปัจจุบัน พระที่นั่งศิวโมกขพิมานที่อยู่ด้านหน้าสุดของพิพิธภัณฑ์มีนิทรรศการพิเศษ หากเดินเข้าไปแล้วสงสัยว่าทำไมถึงเหมือนอยู่ญี่ปุ่นมากกว่าอยู่ไทย ก็อย่าสับสนไป เพราะในวาระความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ญี่ปุ่นครบรอบ 130 ปี เมืองไทยให้ยืมโบราณวัตถุ 130 ชิ้น (แทนระยะเวลา 130 ปี) ไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่ญี่ปุ่น แลกกับโบราณวัตถุญี่ปุ่น 130 ชิ้นมาจัดแสดงไว้ที่นี่แทน ในนิทรรศการมีวัตถุเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลายชนิด ตั้งแต่ประติมากรรมเก่าแก่ เช่น ตุ๊กตาโดกูจากยุคโจมอน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ตัวละครในการ์ตูนยุคใหม่หลายเรื่องก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเจ้าตัวนี้, ดาบซามูไรพร้อมฝัก ด้ามจับหุ้มด้วยหนังกระเบนนำเข้าจากอยุธยา ไปจนถึงชุดกิโมโน และเครื่องประดับที่คนชอบแฟชั่นทุกรายต้องระทวยเมื่อเห็น

ตามไปดูได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561

2

ไหว้พระพุทธรูป 11 องค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ จิตรกรรม

ถึงจะเรียกว่าพระที่นั่ง แต่ความโอ่โถงของพื้นที่ภายในชวนให้ความรู้สึกคล้ายพระอุโบสถวัดมากกว่า สาเหตุเพราะพระที่นั่งแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นหอพระประจำวังหน้าเสมอมา ในปัจจุบันประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์เป็นพระประธาน หากมองไปรอบๆ จะเห็นจิตรกรรมฝาผนังที่วาดโดยช่างอยุธยาในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ นี่เป็นหนึ่งในจิตรกรรมแบบอยุธยาไม่กี่ชิ้นที่ยังสมบูรณ์อยู่ เมื่อสังเกตจะพบว่าผ้าของเทวดาแต่ละองค์เป็นลายเก่าแก และไม่มีลายใดซ้ำกันเลย

ช่วงนี้ทางพิพิธภัณฑ์เชิญพระพุทธรูปจากที่ต่างๆ มาทั้งหมด 10 องค์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองธรรมราชาพระองค์ใหม่ โดยทุกองค์ล้วนแล้วแต่เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง หรือพระพุทธรูปที่ฉลองพระองค์แบบกษัตริย์ แสดงความเป็นสมมติเทพของมหากษัตริย์ไทย แม้แต่พระพุทธสิหิงค์องค์ใหญ่ ก็ได้อัญเชิญสายสังวาลย์ (สายสะพาย) ที่ปกติจะเก็บรักษาไว้ ออกมาสวมใส่ไว้ด้วย

ตามไปดูได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ.2561

3

แกะรอยศาสนาพุธจากอินเดียถึงสุวรรณภูมิที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย

พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย แผ่นหิน ทับหลัง

ห้องนิทรรศการหมุนเวียนประจำพิพิธภัณฑ์ ในเวลานี้จัดงาน ‘พุทธปฏิมาวิจักษณ์จากภารตะสู่สุวรรณภูมิ’ กระชับสัมพันธ์ยาวนาน 70 ปีระหว่างไทยกับอินเดีย เนื้อหาของนิทรรศการนำเสนออิทธิพลที่ศิลปะอินเดียมีต่อศิลปะไทย ที่นี่จึงเต็มไปด้วยโบราณวัตถุ เช่น ทับหลัง เสมา หรือพระพุทธรูปเก่าแก่ต่างๆ มาจากอินเดียและไทย เช่น พระศากยมุนีขัดสมาธิจากหุบเขาสวาต ใบเสมาพิมพาพิลาปที่แสดงสถาปัตยกรรมในยุคทวารวดี
ตามไปดูได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2561

4

เยี่ยมพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ประทับเก่าของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

ที่ประทับเก่าของผู้ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน เคียงคู่รัชกาลที่ 4 คืออาคาร 2 ชั้น ด้านล่างซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารถูกปรับปรุงให้เป็นนิทรรศการเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระองค์ ส่วนด้านบนรักษาสภาพไว้ให้เหมือนครั้งใช้งาน นั่นคือมีทั้งห้องพระบรรทม ห้องสมุด ห้องทรงพระอักษร คล้ายกับว่าเจ้าของเพียงแค่ออกไปข้างนอก อีกไม่นานก็จะกลับเท่านั้น

5

หลงรักบ้านตุ๊กตาจิ๋วของเจ้าจอมเลียมในห้องมหรรฆภัณฑ์

ห้องมหรรฆภัณฑ์ บ้านตุ๊กตาจิ๋ว บ้านตุ๊กตาจิ๋ว

ชื่อห้องอธิบายสิ่งของในห้องอย่างตรงตัว มหรรฆ แปลว่า สูงค่า และ ภัณฑ์ คือเหล่าข้าวของเครื่องใช้ ห้องนี้รวมเครื่องทองที่ได้จากการบูรณะวังหน้าเมื่อหลายปีมาแล้ว บางส่วนได้รับพระราชทานมา บางส่วนมาจากกรุเก่าในอยุธยา ด้วยความพิเศษของวัตถุจัดแสดงในห้อง นี่จึงเป็นห้องเดียวที่เก็บกุญแจลูกกรงไว้ที่กรมศิลปากร

คอลเลกชันแสนน่ารักที่นี่คือบ้านตุ๊กตาเจ้าจอมเลียม ด้วยความที่ท่านมีชีวิตอยู่ยาวนาน 3 แผ่นดิน ตั้งแต่ในรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 ในบ้านตุ๊กตาของท่านจึงสะท้อนวิถีชีวิตของคนไทยสมัยนั้น เพราะแม้ตัวบ้านจะเป็นของนำเข้า ออกแบบอย่างฝรั่ง แต่การตกแต่งภายในเป็นรูปแบบไทย รายละเอียดมากมายที่ซ่อนอยู่ล้วนแล้วแต่มีเรื่องราว หากสังเกตในห้องพระของบ้านน้อยหลังนี้ จะเห็นพระบรมสาทิสลักษณ์รวมพระเจ้าอยู่หัว 7 รัชกาล ดูแล้วแปลกตาเมื่อเทียบกับโปสเตอร์รวม 9 – 10 รัชกาลที่เราคุ้นชินกันในปัจจุบัน

6

ชมหัวโขน หุ่นเชิด และเครื่องดนตรีโบราณ ในห้องนาฏดุริยางค์

ห้องนาฏดุริยางค์ ห้องนาฏดุริยางค์ หัวโขน หัวโขน

พระที่นั่งทักษิณาภิมุขเป็นหนึ่งในห้องที่ปรับปรุงใหม่เสร็จแล้ว ภายในอัดแน่นไปด้วยเครื่องร้องรำทำเพลงจำนวนมากที่เล่าเรื่อง ‘มหรสพของหลวง’ บนตั่งมีปี่พาทย์เครื่องใหญ่ขนาบซ้ายขวาตู้กระจกที่จัดแสดงเศียรครูจำนวน 32 เศียร จัดเรียงโดยคำนึงถึงลำดับศักดิ์ของแต่ละชิ้นงานเป็นหลัก เช่น หุ่นละครพระนางต้องอยู่คู่กันด้านใน และหุ่นละครยักษ์กับลิงวางขนาบด้านนอก แสดงถึงจุดยืนของภัณฑารักษ์ ว่าจะต้องให้ความสำคัญของตัววัตถุมาก่อนเสมอ คอลเลกชันเด่นของห้องนี้คือ หนุมานหน้ามุก งานศิลปะเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ที่ทั้งเศียรทำจากเปลือกหอยมุก, หัวโขนชมพูพานที่มีใบหน้าเป็นหมี และหุ่นวังหน้าที่มีตัวละครน่ารักทั้งไทยและจีน

7

มองดาบ แพ และสารพัดโลหะวาววับ ในนิทรรศการโลหศิลป์

นิทรรศการโลหศิลป์ นิทรรศการโลหศิลป์ นิทรรศการโลหศิลป์

เมื่อเดินเข้าไปในพระที่นั่งปัจฉิมาภิมุขจะสัมผัสได้ถึงความแพรวพราวของงานแต่ละชิ้นที่เหนือชั้นกว่าห้องอื่นๆ เข้าไปอีก เพราะสิ่งที่จัดแสดงอยู่ในห้องคืองานศิลปะโลหะประเภทต่างๆ เช่น การบุทอง ถม คร่ำ ฯลฯ แต่ละแบบมีเทคนิคพิเศษและเอกลักษณ์ละเอียดอ่อนของตัวเอง สังเกตว่าแต่ละตู้ในห้องนี้จะมีระบบปรับอากาศในตัว เพราะโลหะเป็นวัสดุที่อ่อนไหวต่ออากาศ อาจขึ้นสนิมได้ง่าย จึงต้องปกป้องเป็นพิเศษ

คอลเลกชันดีเด่นในห้องนี้คือดาบอาญาสิทธิ์ ดาบหุ้มทองคำของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นตัวแทนของพระมหากษัตริย์ มีอำนาจใช้ลงโทษคนโดยไม่ต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อนลงมือ และแพลงสรงจำลองของจริงที่ใช้ในพระราชพิธีโสกันต์ (โกนจุก) ของเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระโอรสในรัชกาลที่ 5 และมกุฏราชกุมารพระองค์แรกของสยาม

8

ชื่นชมสารพัดผ้าแสนสวยในห้องอิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์

ห้องอิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์ ห้องอิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์ ชุดโบราณ

พระที่นั่งอุตราภิมุขนี้ดูเผินๆ แล้วคล้ายห้องแต่งตัวหลังโรงละคร เพราะเต็มไปด้วยเครื่องแต่งกายและผ้าลายเก่าแก่ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุที่เคยใช้งานในราชสำนัก พื้นที่ในห้องแบ่งเป็น 3 ส่วน คือผ้าฝ่ายหน้า (ผู้ที่ใช้คือคนในวังหน้า) ฉลองพระองค์ (ชุดของพระมหากษัตริย์และคนสนิท) และผ้าฝ่ายใน (ผู้ที่ใช้คือคนในวังหลวง) รวมถึงมีส่วนให้ลองเรียนรู้การผลิตและรีดผ้ายุคเก่าอีกด้วย

ไฮไลต์ของที่นี่คือฉลองพระองค์ทรงยุโรปสีครีมของรัชกาลที่ 4 ประดับลายใบและลูกโอ๊ก และฉลองพระองค์ครุยกรองทองของเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ หรือ ‘ฝ่ายหน้า’ ปักด้วยดิ้นทองทั้งตัว

9

ดูเสื้อยันต์ กลอง และสารพัดดาบและปืน ในนิทรรศการศัสตราวุธ

นนิทรรศการศัสตราวุธ เสื้อยันต์ กลอง

ตามธรรมเนียมเก่าแก่ ห้องทางตะวันออกเฉียงเหนือของห้องบรรทมจะนิยมใช้เก็บอาวุธ การบูรณะจึงเป็นโอกาสย้ายห้องศัสตราวุธกลับมาไว้ที่พระที่นั่งบูรพาภิมุข รวมถึงได้ฤกษ์เปลี่ยนวิธีการจัดแสดงให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยแบ่งประเภทชิ้นงานตามยศศักดิ์และการใช้งาน นั่นคือแบ่งราชศัสตราวุธ (ของเจ้าขุนมูลนาย) กับศัสตราวุธ (ของคนทั่วไป) และแบ่งอาวุธที่ใช้ประดับเพื่อแสดงยศ กับอาวุธสำหรับใช้งานจริง

คอลเลกชันน่าดูที่นี่คือเสื้อยันต์ลายหนุมานนั่งแท่น สำหรับแม่ทัพใส่ใต้เสื้อผ้าและเกราะในยามออกรบ ตัวที่จัดแสดงอยู่เป็นวัตถุเก่าแก่ตั้งแต่ พ.ศ. 2358 และกลองจากหอกลอง ของเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2325 สร้างพร้อมการตั้งเสาหลักเมือง ประกอบไปด้วยกลอง 3 ใบ เรียงจากใหญ่ไปเล็ก แต่ละใบใช้ในสถานการณ์ต่างกันไป ใบล่างสุดชื่อกลองย่ำพระสุริย์ศรี หนังทำจากหนังควาย ด้านในเขียนยันต์กันขโมย ใช้ตีบอกเวลาเช้ากับมืด ใบกลางชื่อกลองอัคคีพินาศ หนังทำจากหนังวัว ด้านในเขียนยันต์กันไฟไหม้ ใช้ตีเรียกคนมาดับไฟ ส่วนใบบนสุดชื่อกลองพิฆาตไพรี หนังทำจากหนังหมีกับหนังเสือ ด้านในเขียนคาถาพุทธคุณแบบเล่นกลบท เขียนด้วยภาษาบาลีเป็นตัวอักษรขอม ใช้ตีเมื่อศัตรูประชิดประตูเมือง

10

ชมราชรถและพระโกศต่างๆ ในโรงราชรถ

ราชรถ ราชรถ

ปิดท้ายด้วยห้องนิทรรศการที่หลังคาสูงที่สุดและมีประตูใหญ่ที่สุด เพราะชิ้นงานประณีตศิลป์ในห้องนี้เป็นวัตถุโบราณซึ่งยังมีชีวิต จะนำออกใช้เมื่อมีงานพระราชพิธี ราชรถขนาดใหญ่เล็กจอดเรียงรายอยู่ทั่วห้อง ด้านหลังราชรถเหล่านี้มีพระโกศและฉากบังเพลิงของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพครั้งก่อนๆ เก็บรักษาไว้ ของพิเศษล่าสุดในห้องนี้คือเกรินบันไดนาค ทำหน้าที่อัญเชิญพระโกศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขึ้นสู่พระเมรุ วิธีการทำงานคือให้เจ้าพนักงาน 2 คนคอยหมุนรอกซึ่งอยู่ข้างๆ เพื่อให้ทางเลื่อนขยับขึ้น คล้ายๆ บันไดเลื่อนที่ทำงานด้วยมือนั่นเอง

Walk with The Cloud 100PLUS Walk with The Cloud

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Walk with The Cloud

กิจกรรมที่จะพาเดินทางไปทำความรู้จักเมืองในหลากหลายมิติ

แฟชั่นแฟลปเปอร์ยุค 20 คือการหลุดจากขนบคอร์เซ็ตรัดติ้วของหญิงสาว ในขณะที่ยุคสงครามช่วง 40 ข้าวยากหมากแพง สาวๆ เลยต้องแต่งตัวมิดชิดทะมัดทะแมงกันมากขึ้น จนเมื่อสงครามสงบ เดรสบานแฉ่งสีสันสดใสก็ตามมาในยุค 50 ก่อนจะเข้าสู่แพตเทิร์นเก๋ โครงสร้างชัดเจนต้อนรับยุคอวกาศแห่งความ 60 แล้วดอกไม้ของเหล่าบุปผาชนก็ได้ผลิบานบนเสื้อผ้าย้วยย้อยที่แสดงออกถึงความเสรี ฯลฯ

เพราะเสื้อผ้าเป็นมากกว่าเครื่องนุ่งห่ม มันจึงบันทึกเรื่องราวไว้ในทุกรายละเอียดการตัดเย็บ แพตเทิร์น เนื้อผ้า กระทั่งคนที่เลือกสวมใส่ Walk with The Cloud ในครั้งนี้จึงชวนไปเดินตามเนื้อผ้า ด้วยการถอยหลังตามรอยแฟชั่นวินเทจไทย ทั้งแฟชั่นชั้นสูงของพระราชินีไปจนถึงแฟชั่นสมัยนิยมของหนุ่มสาวยุคโก๋หลังวัง

เลือกสวมชุดวินเทจตัวโปรดแล้วออกเดินไปพร้อมกันเลย!

1

เดินตามพระราชินี

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปในช่วงปี 1960 (ที่เราอาจได้เห็นกันบ่อยๆ ในภาพพระบรมฉายาลักษณ์สุดคลาสสิก) นอกจากจะเป็นการทำให้นานาประเทศรู้จักเมืองไทย อีกเสียงที่ดังชัดเจนคือ “พระราชินีของไทยทรงพระสิริโฉมงดงามที่สุดในโลก” นิตยสาร นิวส์วีก ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2509 บรรยายถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถไว้ว่าทรงเปรียบเสมือนแจ็คกี้ เคนเนดี้ แห่งเอเชีย และทรงได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสตรีผู้แต่งกายงามที่สุดในโลกอีกด้วย

มากไปกว่าพระสิริโฉมงดงาม ฉลองพระองค์ของพระองค์ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่เสริมส่งกันมา ในนิทรรศการงามสมบรมราชินีนาถ (Fit For a Queen: Her Majesty Queen Sirikit’s Creations by Balmain) ของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ครั้งนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่งในแง่ของการพาเราไปรู้จักฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ออกแบบโดยปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศสผู้ดูแลการตัดเย็บฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมาตั้งแต่ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศครั้งแรก และต่อเนื่องเรื่อยยาวมาเป็นเวลากว่า 22 ปี ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ความงดงามของผ้าไหมให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ภัณฑารักษ์ วิทวัส เกตุใหม่ จะพาเราย้อนกลับไป พ.ศ. 2503 เมื่อทั้งสองพระองค์ต้องเสด็จฯ เยือนประเทศตะวันตกนานถึง 9 เดือน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน อิตาลี นครรัฐวาติกัน เบลเยียม ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ และสเปน หนึ่งการเตรียมการคือเรื่องฉลองพระองค์ทรงงาน เพราะธรรมเนียมในการแต่งกายของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน เช่น บางประเทศต้องสวมถุงมือยาวข้างเดียวกับชุดราตรียาว บางประเทศคล้ายกันแต่สลับข้าง ซึ่งเกินกำลังช่างไทยในยุคนั้นที่จะเข้าใจธรรมเนียมตะวันตกอย่างถ่องแท้ รัฐบาลในขณะนั้นเสนอจะดูแลค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างดีไซเนอร์ชั้นนำจากต่างประเทศ แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิเสธและขอใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ประจวบกับตอนนั้น ปิแอร์ บัลแมง ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสที่กำลังมีชื่อเสียงได้เดินทางมาเมืองไทยพอดี สมเด็จพระราชินีจึงเชิญให้เข้าพบและพูดคุยกันถึงเรื่องการจัดการเครื่องแต่งกาย ความโดดเด่นของปิแอร์ บัลแมง คือความเรียบง่าย และมีมุมมองที่ต้องพระราชประสงค์ จึงมีการตกลงว่าจ้างให้บัลแมงดูแลออกแบบฉลองพระองค์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในนิทรรศการ เราจะได้เห็นกระเป๋าเดินทางที่บัลแมงสั่งให้หลุยส์ วิตตองทำขึ้นพิเศษเพื่อใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น (แปลว่าไว้สำหรับใส่ฉลองพระองค์ในการเสด็จฯ เยือนทั้งหมดลงไป) และได้เห็นฉลองพระองค์ทรงงานที่เป็นชุดสูทเรียบหรูที่สะท้อนแฟชั่นสมัยนิยมในยุคนั้น ที่มีการแมตช์สีสันของเสื้อตัวในและชุดสูทในแบบของบัลแมง และพระมาลาหรือหมวกทรง (Pillbox) และทรงเทอร์บัน (Turban) ซึ่งเป็นแฟชั่นไอเทมชิ้นสำคัญของยุค 60 เลยรวมไปถึงฉลองพระบาทเข้าชุดที่บัลแมงมอบหมายให้ เรอเน่ มันชินี (René Mancini) นักออกแบบรองเท้าชาวอิตาเลียนฝีมือยอดเยี่ยมเป็นผู้ดูแลออกแบบให้เข้ากับชุดที่ตนออกแบบไว้

 นอกจากนี้ ยังมีฉลองพระองค์ชุดราตรีสั้น ราตรียาว และฉลองพระองค์แบบชุดไทยผสมผสาน ความเก๋ไก๋คือการได้เห็นชุดแบบ Little Black Dress ที่นับเป็นไอเทมคลาสสิกของแฟชั่นนิสต้า และเห็นต้นแบบชุด Jewel of Thailand ของมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ของน้ำตาล ชลิตา และชุดสไบสองชายที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับชุดของมารีญาปีล่าสุดด้วย

ในฝั่งของคนสนใจแฟชั่น การได้เห็นทั้งวิดีโอแฟชั่นโชว์ยุค 60 ภาพร่างแบบฉลองพระองค์จากห้องเสื้อบัลแมง และผ้าตัวอย่างการปักประดับจากสถาบันปักเลอซาจที่ได้สร้างสรรค์งานปักชั้นสูงลงไปบนผ้าไทย ที่ดึงเอาลวดลายกระหนก บัวแวง และกระจัง ไปตีความใหม่ ก็ชวนให้ตื่นเต้นใจทั้งนั้น แต่ในมุมของคนอินของเก่า การทำงานของคนพิพิธภัณฑ์ก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน แพรอาจรีย์ จุลาสัย เจ้าหน้าที่กิจกรรมเล่าให้เราฟังว่า กระบวนการดูแลฉลองพระองค์จัดแสดงมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ตั้งแต่การนำผ้าไปเก็บไว้ในตู้แช่แข็งเพื่อฆ่าแมลงตัวน้อยที่อยู่ในเนื้อผ้า ก่อนจะนำออกมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิปกติในเวลาที่เหมาะสม ค่อยๆ ดูดฝุ่น ซ่อมแซม ย้อมสีตามต้นแบบเดิม ก่อนจะเก็บลงในกล่องกระดาษไร้กรดที่ไม่ทำลายเนื้อผ้า และควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม ส่วนการจัดแสดง ก็ต้องระวังเรื่องไฟที่ต้องไม่ส่องสว่างเกินไป ส่วนที่ต้องหมุนเวียนฉลองพระองค์อยู่เสมอ ก็เป็นเพราะหากจัดแสดงถาวร อาจเกิดความเสียหายกับฉลองพระองค์ได้  

ในครั้งนี้ เราได้โอกาสพิเศษในการแวะไปดูห้องสมุดที่นับเป็นคลังข้อมูลของคนพิพิธภัณฑ์ในการหาข้อมูลในแต่ละนิทรรศการ ได้เห็นหนังสือเก่าเก๋าที่บันทึกประวัติศาสตร์ไว้มากมาย และได้เห็นเบื้องหลังของคนทำงานที่ชวนประทับใจในความทุ่มเท

2

เดินตามแฟชั่นของชนชั้นสูง

ห้างไนติงเกล-โอลิมปิค

คลังแห่งเครื่องกีฬา ราชาแห่งเครื่องดนตรี ราชินีแห่งเครื่องสำอาง’ คือสโลแกนของห้างไนติงเกล-โอลิมปิค ห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของไทยที่ยืนอายุมากว่า 80 ปีและยังดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบัน เปิดประตูต้อนรับท่านผู้มีอุปการคุณด้วยเคาน์เตอร์เครื่องสำอางสไตล์วินเทจ หุ่นโชว์เสื้อผ้าโพสท่าเท้าสะเอวสุดคลาสสิก เครื่องประดับเก๋ไก๋ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดแพรวพราว อุปกรณ์กีฬาแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ สนามพัตกอล์ฟฉบับมินิ สถานเสริมความงามสุดอลังการ ฟิตเนสแห่งแรกในเมืองไทยที่เหมือนได้ย้อนอดีตพาเราไปพบกับความทันสมัยในยุคปริศนา-ท่านชายพจน์ และเหล่าเครื่องดนตรีสุดเก๋าของเหล่านักดนตรียุคศาลาเฉลิมกรุงคึกคัก ชนิดจิ้มให้ดูจะจะว่าสายไวโอลินยี่ห้อไหนที่ครูเอื้อ สุนทรสนาน ใช้เล่นเพลงสุนทราภรณ์!

คุณยายอรุณ นิยมวานิช ผู้จัดการร้านวัย 90 ที่ยังคงทำหน้าที่แข็งขัน เช่นเดียวกับพนักงานคุณป้ารุ่นเก๋าที่ประจำอยู่แต่ละเคาน์เตอร์มาค่อนชีวิต คอยแนะนำสินค้ายอดฮิตตลอดกาลอย่างสีผึ้งไนติงเกล เครื่องสำอาง Merle Norman และชุดชั้นใน Vasarette ที่ห้างเก๋าแห่งนี้เป็นตัวแทนจำหน่ายแห่งแรก ซึ่งยังคงเป็นไอเทมขายดีที่ลูกค้าประจำแวะเวียนมาซื้อหาอย่างสม่ำเสมอ เพราะคุณภาพไม่เหมือนใครและหาไม่ได้ในห้างสรรพสินค้าทั่วไป

นั่นจึงทำให้ไนติงเกล-โอลิมปิคเป็นทั้งเพื่อนสูงวัยผู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงสำหรับลูกค้าประจำ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ช้อปปิ้งได้สำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจความวินเทจ และเป็นบทบันทึกยุคสมัยที่ยังมีชีวิตชีวาอย่างที่สุด

3

เดินตามแฟชั่นสมัยนิยม

ดิ โอลด์ สยาม

ฝั่งตรงข้ามห้างไนติงเกลโอลิมปิค คือห้างสรรพสินค้าที่ยังคงคึกคักในชื่อ ดิ โอลด์ สยาม

แต่หากย้อนเวลาไปไกลกว่านั้น พื้นที่นี้คือ ตลาดมิ่งเมือง ตลาดคึกคักที่สร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับศาลาเฉลิมกรุงเพื่อเฉลิมฉลองกรุงเทพฯ ครบ 150 ปี ในสมัยรัชกาลที่ 7 จากเอกสารระบุว่า มาริโอ ตามานโญ สถาปนิกอิตาเลียนชื่อคุ้น (เจ้าของเดียวกับผู้สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม วังปารุสกวัน หัวลำโพง ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ และอื่นๆ อีกมาก) ได้ออกแบบอาคารที่มีหลังคาคลุม สร้างด้วยคอนกรีต ซึ่งจำลองมาจากตลาดแถบตะวันออกกลาง ให้กลายเป็นตลาดเสื้อผ้าใหญ่โตที่มีชื่อเสียงของพระนคร เป็นแหล่งชุมนุมของช่างตัดเย็บเสื้อผ้า เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปขายกันครึกโครมซื้อง่าย ใส่คล่องเหมือนสมัยนี้ สาวๆ (และหนุ่มๆ) จึงต้องไปเดินช้อปผ้าสวยจากสำเพ็งและพาหุรัด และหากต้องการตัดเย็บให้เสร็จสรรพ ก็แค่ถือแบบจากนิตยสารแฟชั่นมาบอกช่าง ไม่ก็ใช้แพตเทิร์นฮิตที่ช่างในตลาดมิ่งเมืองมี ว่ากันว่า แค่สาวๆ ถือผ้ามาวัดตัวสั่งตัดไว้ แล้วแวะไปดูหนังสักเรื่องที่วังบูรพา หรือไปนั่งแฮงเอาต์ที่ออนล็อกหยุ่นสักหนึ่งเพลิน ก็แวะกลับมารับชุดที่เสร็จเรียบร้อยพร้อมสวยตามสมัยได้เลย!

ตลาดมิ่งเมืองถูกรื้อไปเมื่อปี 2521 แล้วจึงเริ่มก่อสร้างดิ โอลด์ สยาม โดยยังคงเก็บความคลาสสิกของอาคารแบบตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5 เอาไว้ และยังมีร้านผ้าเก่าแก่บางร้านให้ได้เลือกซื้ออยู่บ้าง ซึ่งเราสามารถแวะไปเดินตากแอร์ เข้าห้องน้ำ และแวะชิมขนมไทยอร่อยๆ แทน

4

เดินตามนายห้าง

ใจดี มีผ้าให้

ปากหวาน ใจดี, นายสิงห์ ใจดี, ราชา ใจดี, นายเล็ก ใจดี, เศรษฐี ใจเย็น คือร้านขายผ้าของนายห้างชาวอินเดียในย่านพาหุรัดที่เรียงรายอยู่ใกล้ๆ กัน และชวนให้สงสัยว่าจะใจดีในเด่นอะไรกันนักหนา ยิ่งถ้าใครเคยเห็นร้านขายผ้านามสกุลใจในที่ต่างๆ ตามหัวเมืองใหญ่ เช่น ราเชนทร์ ใจดี, เชียงใหม่ ใจดี ไปจนถึง เชียงใหม่ ใจกว้าง ก็คงอดคิดไม่ได้ว่านี่คือมีมยุคบุกเบิกของแขกขายผ้าเหรอ!

นายห้างปากัต ซิงห์ เจ้าของร้านปากหวาน ใจดี ให้เหตุผลว่า ในยุคแรกๆ ที่แขกซิกข์เข้ามาเปิดกิจการขายผ้าที่พาหุรัด เพราะรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้สร้างถนนพาหุรัดขึ้นหลังจากเกิดไฟไหม้ทำให้ชาวญวนที่ตั้งชุมชนอยู่เดิมย้ายออกไป และสร้างเป็นตึกแถวขึ้นมา ชาวอินเดียจำนวนมากจึงมาจับจองและทำกิจการขายผ้าที่นำเข้ามาจากประเทศอินเดียอันเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในตอนนั้น (ซึ่งเป็นยุคหลังของแขกมุสลิมที่มาเริ่มต้นขายผ้าที่สำเพ็งตั้งแต่ก่อนรัชกาลที่ 5) คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นกับรูปร่างหน้าตาของนายห้างชาวซิกข์ผิวคล้ำ โพกหัว ไว้หนวดเครา จึงมักจะนึกกลัวว่าจะเป็นคนดุร้าย แต่เมื่อได้ซื้อขายกัน ก็มักจะได้รับคำชมว่านายห้างใจดีบ้าง ใจเย็นบ้าง และใจกว้างบ้าง (เพราะลดราคาให้!) จึงพูดออกไปปากต่อปาก นายห้างจึงเริ่มนำคำชมมาตั้งเป็นชื่อร้าน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ว่าร้านขายผ้ายุคเก่าที่ยังอยู่ในใจ มาจนถึงทุกวันนี้

5

เดินตามรายละเอียด

ไตเย็บใหม่

เชื่อว่าหลายคนที่เคยผ่านไปผ่านมาในย่านพาหุรัด คงเป็นต้องสะดุดตากับชื่อร้าน หลงรักตู้กระจกเก่าแก่สูงจรดเพดานสองฟากฝั่งและบานเฟี้ยมสุดเก๋า และนึกสงสัยว่าสิ่งที่เรียงรายอยู่ในตู้กระจกเหล่านั้นคืออะไร จนเมื่อเข้าไปเพ่งมองใกล้ๆ ความละเอียดลออของลูกไม้สวิสสุดคลาสสิก กระดุมแก้วจากออสเตรีย กระดุมคริสตัลสวารอฟสกี้ กระดุมเพชรเจียระไนจากเชคโกสโลวาเกีย ไปจนถึงกระดุมที่ผลิตจากวัสดุพิเศษอย่างเซลลูลอยด์ซึ่งตกทอดมาตั้งแต่ยุคที่โลกยังไม่รู้จักพลาสติก คือความแตกต่างไปจากสินค้าที่มีอยู่ทั่วตลาดในตอนนี้

ร้านไตเย็บใหม่เปิดขายสินค้านำเข้าคัดสรรเหล่านี้มาตั้งแต่เมื่อ 80 ปีที่แล้ว และที่ชื่อแปลกหูก็เพราะเจ้าของร้านคือมุสลิมเชื้อสายอิหร่านที่เข้ามาทำมาค้าขายในเมืองไทยในยุคเริ่มสร้างพาหุรัด จากรุ่นของคุณลุงไตเย็บที่เป็นผู้ริเริ่ม ตกทอดสู่ยุคของคุณพ่อที่เติมคำว่า ‘ใหม่’ ต่อท้าย เน้นค้าขายสินค้าคุณภาพสูงนำเข้าจากต่างประเทศ ในช่วงที่สาวไทยเริ่มสนุกกับการตัดเสื้อผ้าใส่เอง ร้านไตเย็บใหม่คือร้านดังที่สาวๆ โปรดปราน แม้ว่าทุกวันนี้ สินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ราคาถูกจะเข้ามาตีตลาด แต่ความพิเศษชิ้นจิ๋วที่เรียงรายอยู่แน่นร้าน ยังรอคอยคนที่มองเห็นคุณค่ามาเลือกไปเติมเสน่ห์ให้ชุดสวยของตัวเอง

6

เดินตามฝน

ร่มฟ้าไทย

ร่มอาจเป็นสินค้าหาซื้อง่ายในทุกวันนี้ เพราะมีให้เลือกมากมายตั้งแต่แบรนด์ดังในห้างหรูไปจนถึงร้านสะดวกซื้อหรือแผงแบกะดิน แต่ถ้าย้อนกลับไปในอดีต ร่มคือสินค้านำเข้าราคาแพงที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกันได้ง่ายๆ เมื่อลงทุนซื้อใช้กันสักคันก็ต้องดูแลทะนุถนอมอย่างดี และหากเกิดพังขึ้นมา ร้านซ่อมร่มมือวางอันดับหนึ่งในยุคนั้นก็คือร้านเซี่ยงไถ่ ร้านเก่าแก่เหยียบร้อยปี และเป็นต้นกำเนิดของห้างร่มฟ้าไทย

จากกิจการนำเข้าร่มจากยุโรปและญี่ปุ่น ร่มฟ้าไทยไม่หยุดเติบโตด้วยการสร้างโรงงานผลิตร่มเพื่อส่งออกไปยังประเทศแถบยุโรปและค้าขายในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นร่มสองตอน ร่มสามตอน ร่มไม้เท้า ร่มกอล์ฟ ร่มด้ามไม้ ร่มผ้าฝ้าย ร่มไหมญี่ปุ่น ในขณะเดียวกัน ความเก่าแก่ของร้านก็ทำให้เราได้เห็นร่มทรงเจดีย์หน้าตาวินเทจ ร่มเหล็กพิมพ์ลายเรโทรเก๋ไก๋ และร่มเก่าเก๋าอีกมากมายให้เหล่าวินเทจเลิฟเวอร์ ได้ซื้อหาอย่างถูกอกถูกใจ หรือถ้าอยากหยิบร่มเก่าเก็บในบ้านมาซ่อมเสียใหม่ ช่างแห่งร้านเซี่ยงไถ่รับประกันว่าเก่าแค่ไหนก็มีอะไหล่ซ่อมได้แน่นอน

Writer

จิราภรณ์ วิหวา

นักเขียนเรื่องแต่ง คอลัมนิสต์เรื่องกินเรื่องอยู่ คนทำคอนเทนต์ให้เป็นเรื่องสนุก และภรรยาเรื่องมากผู้เป็นเจ้าของครัวที่ไม่สมมาตร จึงไม่สามารถทอดไข่ดาวกลมๆ ได้เพราะเตาเอียง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load