เคยพบเจอเรื่องที่เกี่ยวแต่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันไหมครับ

เหมือนเวลาที่เขาผ่านเข้ามาในชีวิต สบตาให้กันในบางที เก็บไปเขินจนนอนไม่หลับ ดูคล้ายกับว่าเขาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา ทั้งๆ ที่คนนั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย มันเกี่ยวกันไหม ที่เธอได้เดินเข้ามา ที่เธอได้มาสบตา ตัวฉันถึงเป็นแบบนี้ (กลายเป็นเพลงไปซะแล้ว)

แต่ถ้าจะให้ผมพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวแต่ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องในทางสถาปัตยกรรมแล้ว มันก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ดูน่าสนใจมากๆ แต่หลายคนกลับมองข้ามไป ซึ่งมันก็คือเรื่องที่เกี่ยวนี่แหละครับ โดยในความหมายตรงนี้คือ ที่ที่มีไว้สำหรับเกี่ยวแขวนสิ่งของต่างๆ นั่นเอง

และตอนนี้ทุกท่านคงอาจจะรู้สึกงุนงงจนอยากจะเอานิ้วเกี่ยวฝาโน้ตบุ๊กปิดลงเลยใช่ไหมครับ แต่อย่าเพิ่งทำอย่างนั้นเลยครับ เดี๋ยวผมจะลองพยายามทำให้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องสถาปัตยกรรมให้ดู

การออกแบบพื้นที่การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

สำหรับโลกของการออกแบบสถาปัตยกรรมในทศวรรษนี้ หนึ่งในทักษะสำคัญพื้นฐานในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ถูกสอนกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ก็คือการผลิตชุดเครื่องมือในการออกแบบพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม ซึ่งในวงการสถาปนิกแล้ว เราต่างเรียกชุดเครื่องมือในการออกแบบนี้กันอย่างสั้นๆ ด้วยคำว่า ‘Tools’

ซึ่งไอ้เจ้า Tools หรือเครื่องมือที่ฟังดูเก๋ไก๋นี้ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ช่าง ประแจ ไขควง แต่อย่างใดเลย หากเเต่เป็นเรื่องของการสร้างชุดเครื่องมือทางความคิดต่างหากที่จะช่วยให้เราสามารถกำหนดขอบเขตของรูปทรงในการสร้างสเปซแบบต่างๆ ได้ โดยไม่ฟุ้งและหลุดขอบเขตความเป็นจริงของงานสถาปัตย์ในโครงการนั้นๆ จนดูขาดๆ เกินๆ ซึ่งกล่าวได้ว่า Tools ก็คือการสร้างชุดตรรกะหนึ่งเพื่อนำไปใช้ออกแบบพื้นที่ใช้สอยต่างๆ นั่นเอง

แต่ถ้าจะลองขยายความเรื่องเครื่องมือการออกแบบนี้ให้เข้าใจได้มากขึ้นก็คงต้องยกตัวอย่างของการออกแบบอาคารตึกมหานครที่ออกแบบโดย โอเล เชียเรน (Ole Scheeren) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมตึกสูงที่ดูคล้ายกำลังแตกเป็นพิกเซลจำนวนหลายๆ ชิ้น ไล่วนเป็นเกลียวตั้งแต่ยอดลงมาถึงพื้นดิน โดยที่ภาษาของจังหวะการเว้าแหว่งของพิกเซลที่เราได้เห็นบนตึกมหานครนี้สามารถนับว่านี่เป็นรูปแบบหนึ่งของ Tools ที่คุณโอเล เชียเรน สร้างขึ้นมาเพื่อออกแบบ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่สามารถเห็น Tools ได้ชัดเจน ก็คือห้าง Siam Discovery ที่ถูกรีโนเวตใหม่โดย คุณโอกิ ซาโตะ (Oki Sato) โดยที่ Tools ของห้างนี้ที่เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการใช้ภาษารูปทรงกรอบสี่เหลี่ยมที่ซ้อนทับไปมาบนผิวหน้าอาคารนั่นเองซึ่งเจ้ากรอบสี่เหลี่ยมนี้ยังเป็นลูกเล่นเข้าไปในการตกแต่งโถงห้างข้างในอีกด้วย

การออกแบบพื้นที่

ภาพ : CNN.com

การออกแบบพื้นที่

ภาพ : Archdaily.com

ตัวอย่างทั้งหมดที่ผมได้ยกมานั้นแม้จะดูค่อนข้างเป็นรูปธรรมที่ยิ่งใหญ่และมีความชัดเจนในการใช้ Tools มากๆ ในขณะที่เรื่องเล็กๆ อย่างการเกี่ยวแขวนสิ่งของที่ดูไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสถาปัตยกรรมเท่าไหร่นัก ผมก็กลับมองว่าการเกี่ยวของนี่แหละก็คือ Tools ของชุดตรรกะแบบหนึ่งที่สามารถนำไปสร้างพื้นที่แบบไทยๆ ไม่ว่าจะการแขวนถุงพลาสติกที่ใส่สินค้า การตากเสื้อผ้า การห้อยหลอดไฟลงมาจากฝ้า ยันแขวนของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เราเห็นในทุกๆ วันนั่นเอง โดยที่คนทั่วไปสร้างเครื่องมือการออกแบบชุดนี้ขึ้นมากันเองโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งความน่าสนใจสุดๆ สำหรับการออกแบบพื้นที่โดยการใช้ Tools การเกี่ยวแขวนนี้สำหรับผมก็คือเราสามารถสร้างฟังก์ชันใหม่ๆ ในพื้นที่ต่างๆ บนความเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

อย่างที่ผมเคยเห็นมา เช่น ร้านขายอาหารริมทางที่พื้นที่หลังร้านติดกับริมรั้วระแนงเหล็กดัด เขาก็ใช้ Tools นี้โดยการเอาถุงที่ใส่วัตถุดิบต่างๆ มาจัดแจงเรียงแขวนไว้กับเหล็กดัดข้างหลังร้านนั้น เสมือนกำลังสร้างพื้นที่รั้วนั้นให้กลายเป็นตู้กับข้าวของร้านอาหารตนเองเสีย หรืออีกตัวอย่างหนึ่งของการที่ซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ได้ไปตั้งชิดกับเสาไฟฟ้า พวกพี่วินเองก็จะเอาไม้เอาตะปูมาตอกกับเสาทำเป็นที่แขวนป้ายวินและแขวนหมวกไปในตัว หรือการเอาไม้ไผ่ยาวๆ มาสอดระหว่างเสาไฟเพื่อสร้างที่แขวนเสื้อกั้กวินด้วยกันเอง

อีกทั้งในคอลัมน์นี้เองตอนหนึ่งผมก็เคยกล่าวถึงปรากฏการณ์พื้นที่ขายของสไตล์ไทยคอลลาจ ที่ต้องการทำให้สินค้าอยู่ในหน้าร้านให้ได้มากที่สุดของร้านโชห่วย ส่วนหนึ่งที่การออกแบบสุดโต่งนี้ที่เกิดขึ้นได้นั่นก็เพราะการใช้การเกี่ยวแขวนเพื่อการโชว์สินค้าขึ้นไปบนฝ้าและกำแพงนั่นเอง

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

และถ้าถามผมว่าทำไมลักษณะของ Tools การเกี่ยวสิ่งของต่างๆ ถึงสามารถพบเห็นได้ง่ายโดยทั่วไป และกลายเป็นเครื่องมืออันยอดนิยมสำหรับการสร้างพื้นที่ของคนไทยมากๆ ซึ่งมันก็จะมีประมาณ 4 เรื่องที่ผมสันนิษฐานเอาไว้ว่าน่าจะเป็นเหตุผล ได้แก่

1. วิธีคิดในการติดตั้งที่เกี่ยวและแขวนสิ่งๆ ต่างๆ นั้น เราล้วนได้พื้นฐานมาจากกิจกรรมในชีวิตประจำที่สำคัญมากๆ อันหนึ่ง นั่นก็คือการตากผ้าเพราะเนื่องด้วยว่าประเทศของเราเป็นประเทศอุณหภูมิร้อนชื้น ทำให้เหงื่อซึมเสื้อผ้าได้ง่าย และนั่นทำให้เราต้องซักผ้าแทบทุกวัน อีกทั้งประเทศเรามีแดดแรงที่ไม่เคยให้ได้หนาวจนปากสั่น บวกกับการอยู่อาศัยในพื้นที่อันจำกัดมากๆ

ซึ่งในที่สุดแล้วเหตุปัจจัยเหล่านี้ได้พาเราไปสู่ทักษะการในดิ้นรนในการสร้างราวตากผ้าในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะการขึงเชือกจากริมขอบอาคารหรือการที่นำแท่งไม้ยาวๆ ไปแขวนห้อยกับจุดต่างๆ เพื่อให้กลายเป็นราวตากได้ (ซึ่งค่อนข้างคล้ายการตากผ้าตึกสูงที่สิงคโปร์) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้ส่งผลทำให้เราได้ฝึกทักษะและวิธีคิดการสร้าง Tools การเกี่ยวแขวนสำหรับการออกแบบที่ติดตัวเรานั่นเอง

การออกแบบพื้นที่ การออกแบบพื้นที่

2. ทักษะสายตาในการหาพื้นที่ในการเกี่ยวแขวนนั้นสามารถเป็นไปได้ในทุกที่ แม้ว่าจะไม่ได้มีผนังเอาไว้ตอกตะปู ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมคนส่วนใหญ่จึงค่อนข้างมีทักษะทางนี้กันมากนัก (หรือว่าเรายึดติดมากไป ฮาๆ) แต่การใช้สายตามองพื้นที่ปกติธรรมดาให้ก้าวข้ามไปอีกสเต็ปนั้นมันกลับทำให้เหล็กดัด รั้วระแนง หูที่จับประตู หรืออะไรที่ดูน่าจะไม่เกี่ยวได้ กลายเป็นแขวนได้เฉยเลย ไม่ว่าจะเป็นจุดแขวนเล็กจุดเกี่ยวน้อย เราก็สามารถเอาของไปแขวนได้เฉยเลย เหมือนกับว่าอะไรก็ตามที่เราอยากจะให้เกี่ยว เดี๋ยวมันก็จะเกี่ยวได้เอง

การออกแบบพื้นที่

3. วัสดุอุปกรณ์ในการทำการเกี่ยวของนั้นหาง่ายมาก เช่น ถุงพลาสติกที่มีหูหิ้วไว้แขวน เชือกฟางที่เอาไว้ผูก หรือเหล็กตัวเอสที่เอาไว้เกี่ยว อุปกรณ์เหล่านี้ต่างเป็นสิ่งของหาได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถติดตั้งจุดเกี่ยวด้วยตัวเองได้เช่นกัน

4. เรามีวัฒนธรรมการเกี่ยวแขวนสิ่งของเพื่อแสดงถึงศรัทธาและความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะการแขวนไซดักทรัพย์ไว้ที่หน้าบ้าน การแขวนกระจกหกด้านกันเรื่องภัยอันตราย การแขวนโคมไฟสีแดงเพื่อความเป็นมงคลหรือว่าการแขวนกระจกซีดีเก่าๆ ไว้ที่หน้าต่างโดยเชื่อว่านกพิราบจะไม่มาวุ่นวาย

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

โดยที่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ถ้าเรามองในแง่ความเป็นสากลมากขึ้น เราอาจจะสามารถเรียกได้ว่านี่คือ ‘Vertical Design’ หรือการออกแบบพื้นที่ในทางตั้ง โดยที่เทรนด์ในการออกแบบที่ผ่านมาก็คือ การออกแบบพวกสวน Vertical Garden หรือการออกแบบชั้นวางของต่างๆ ในห้องคอนโดฯ ที่มีพื้นที่อย่างจำกัดนั่นเอง

การออกแบบพื้นที่

ซึ่งถ้าลองเทียบกับโลกสากลแล้ว วิธีคิดของ Tools ในการเกี่ยวสิ่งของที่เห็นทั่วไปในบ้านเรา ค่อนข้างจะเป็นงานออกแบบ Vertical Design ที่คาดเดาไม่ได้และไม่มีรูปแบบตายตัว แต่กลับมีตรรกะที่ค่อนข้างแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากๆ เพราะบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าวิธีการนี้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่แคบๆ หรือพื้นที่ขายของต่างๆ ที่ดูเหมาะสมกับบริบทบ้านเราเป็นอย่างมาก โดยที่เราอาจนับว่าการเกี่ยวนี้ก็คือลักษณะของวิธีคิดของพื้นถิ่นร่วมสมัยแบบ Urban Vernacular ประเภทหนึ่งในเมืองได้เช่นกัน โดยที่จริงๆ แล้ว Tools การออกแบบด้วยวิธีการเกี่ยวแขวนนี้เราก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องจัดการพื้นที่ใช้สอยเท่านั้น

การออกแบบพื้นที่

ไม่นานมานี้ผมได้พบกับงานออกแบบ Re-design ที่ออกแบบโดยแม่ค้าขายน้ำคนหนึ่ง ณ ร้านขายแห่งหนึ่ง แกได้นำราวเกี่ยวเสื้อผ้าพลาสติก 2 อันมาต่อกับท่อพีวีซี กลายเป็นอุปกรณ์สำหรับช่วยในหิ้วถุงน้ำอัดลม ซึ่งทำให้แกสามารถหิ้วน้ำได้ทีละสิบกว่าถุง อันเป็นการเพื่อช่วยให้ในการเดินรอบเดียวนั้นขายน้ำได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว (สุดยอด) ซึ่งนี่ก็ช่วยแสดงให้เราเห็นได้ว่าสุดท้ายมันก็น่าอยู่ที่เรานี่แหละที่จะเข้าใจว่ากระบวนคิดในการสร้างภาษาของการเกี่ยวแขวน จะสามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าอะไรกับงานออกแบบของเราต่อๆ ไปได้บ้าง

และตอนนี้ผมหวังว่าหลายๆ ท่านคงมีความรู้สึกว่าการเกี่ยวที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอให้ทุกท่านได้เกี่ยวข้องแต่เรื่องดีๆ ในปี 2562 นี้ และมีแต่ความสุขนะครับ

สำหรับตอนนี้สวัสดีครับ

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

ขอขอบคุณ: สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล และ ลัฏฐิกา บุญบันดาล

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศโดยทั่วกันแล้วว่าประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูหนาวและได้เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว โดยที่หลายคนยังงงๆ ว่าฤดูหนาวผ่านมาตอนไหน

สำหรับประเทศในเขตร้อนชื้นที่ไม่ว่าจะอยู่ฤดูไหนก็รู้สึกเป็นฤดูร้อน ทุกๆ ครั้งเวลาก่อนออกจากบ้านเรามักจะมองแดดปนรู้สึกพ่ายแพ้และปลอบตัวเองเสมอๆ ว่า อย่างน้อยผ้าที่ตากไว้ก็คงจะแห้งไวขึ้น

ทำให้วันไหนที่เราเห็นว่าแดดดี เวลาออกไปนอกบ้านในวันนั้น เราก็มักจะพบชุดเสื้อผ้าหลากหลายสีสันที่แขวนตากริมข้างทางเต็มไปหมด ไม่ว่าจะชุดทำงาน ชุดอยู่บ้าน ชุดนอน ยันชุดชั้นใน ที่พร้อมเพียงกันแขวนโชว์อย่างไม่เคอะเขิน 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า

แม้กระทั่งระเบียงของที่พักอาศัยในแนวตั้งหรือพวกคอนโดต่างๆ เราก็มักจะเห็นเสื้อผ้าที่ถูกตากแขวนไว้มากมายจนเต็มพื้นที่ระเบียงตามช่องหน้าต่างทั่วไปทั้งอาคาร จนหน้าตาของคอนโดที่ถูกออกแบบให้ดูเรียบหรู กลายเป็นแปลกตาไปจากภาพขายของโครงการ

ราวตากผ้า

ภาพ Pantip.com

ราวตากผ้า

ภาพ Prakard.com

ก็แหงล่ะ ในเมื่ออากาศชวนเหงื่อออกได้ง่ายแบบนี้ การซักเสื้อผ้าชะล้างสิ่งสกปรกออกไปก็เป็นกิจกรรมหลักๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันกับบ้านทุกหลังในประเทศ ซักผ้าเช่นไรก็ต้องตากผ้าเช่นนั้น ทุกอย่างก็ดูเป็นเรื่องปกติดี ไม่มีอะไรใช่ไหมครับ

แต่ถ้าเราลองย้อนกลับไปที่ย่อหน้าที่ 3 อีกทีแล้วลองตั้งข้อสังเกตดู เราก็จะพบคำถามที่ว่า เหตุใดเราถึงสามารถเห็นพื้นที่ตากผ้าของคนอื่นได้ง่ายดายนัก ในขณะที่คนผ่านบ้านเราเอง เขาก็สามารถเห็นผ้าที่เราตากได้เช่นกัน 

ซึ่งหลังจากที่ผมเห็นพื้นที่แบบนี้ซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้ง ก็พบว่าลักษณะการตากผ้าที่โชว์หมดเปลือกอย่างไม่เกรงคนมาเห็นที่หน้าบ้าน จนคล้ายเป็นดิสเพลย์ของร้านขายเสื้อผ้าที่ไม่ได้ขายจริงๆ จะมองเผินๆ เป็น Pop-up Store ก็เป็นได้แบบนี้ ค่อนข้างสะท้อนถึงรูปแบบลักษณะของวิธีแก้ปัญหาการใช้สอยเชิงพื้นที่ในเมืองเขตร้อนได้อย่างดี หรือเป็น Urban Vernacular ประเภทหนึ่งได้เช่นกัน อีกทั้งนี่ยังแสดงออกถึงเอกลักษณ์และลักษณะเฉพาะของเจ้าของพื้นที่ได้ด้วย นับเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สร้างจากการตากผ้า จนผมตั้งชื่อพื้นที่แบบนี้ไว้ว่า ‘ตากศิลป์’ 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า ราวตากผ้า

เหตุหนึ่งของการเกิดรูปแบบตากผ้าหน้าบ้านแบบนี้ คำตอบง่ายๆ ก็เพราะว่าพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านหรือคอนโดนั้นมีไม่เพียงพอสำหรับการตากผ้า รวมทั้งพื้นที่จะโดนแดดได้อย่างเหมาะสม 

แล้วถ้าถามว่าทำไมส่วนมากบ้านเราถึงไม่มีพื้นที่ตากผ้าล่ะ ให้เราลองเดินสำรวจแล้ววาดผังอาคารเดิมในบ้านมาคร่าวๆ แล้วลองมานั่งไล่จิ้มห้องดูว่าแต่ละฟังก์ชันมันคืออะไรบ้าง เราจะพบว่านอกจากห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนอนแล้ว บ้านส่วนใหญ่มักไม่ได้ถูกวางแผนให้มีพื้นที่ตากเสื้อผ้าอยู่แต่แรก อย่างมากจะมีเพียงแค่ห้องซักล้าง ไม่ได้มีการกำหนดห้องตากผ้าไว้ชัดเจน จะเหลือพื้นที่ไว้ตากผ้าก็เพียงแค่ที่ระเบียงบ้านและดาดฟ้าให้โดนแดด ยิ่งโดยเฉพาะบ้านที่เป็นตึกแถวหรือชุมชนขนาดเล็กทั่วไป พื้นที่ในการตากผ้าในบ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เหตุที่ไม่ได้เผื่อพื้นที่ไว้ให้ตากผ้า ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเกิดจากการที่เราไม่ได้มองเห็นความสำคัญของพื้นที่ตากผ้าให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก เพราะเพียงคิดว่าแค่มีห้องน้ำหรือห้องนอนก็พอแล้ว

และก็ต้องยอมรับด้วยว่าแม้กระทั่งเหล่าสถาปนิกผู้ออกแบบอย่างผมเอง ก็ยังแอบหลงๆ ลืมๆ พื้นที่ตากผ้าระหว่างการออกแบบอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน เพราะเรามักติดภาพบ้านสวยๆ จากในหนังสือแมกกาซีนหรือ Pinterest ซึ่งแน่นอนว่าภาพจากสื่อเหล่านี้ไม่ได้โชว์มุมตากผ้าให้เราได้เห็นแน่นอน อีกทั้งภาพตัวอย่างเหล่านี้มักมาจากฝั่งตะวันตกที่ไม่มีวัฒนธรรมตากผ้าและแดดดีเหมือนบ้านเรา นั่นทำให้ส่วนใหญ่ในตะวันตกนิยมใช้เครื่องอบผ้าแทนการตากผ้า

ซึ่งในเมื่อในบ้านไม่มีพื้นที่ตากแล้ว เราก็เอาผ้าออกมาตากที่หน้าบ้านซะเลย 

และนี่ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่การตากผ้าได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะนอกจากจะเป็นตำแหน่งที่สามารถรับแสงแดดได้อย่างเต็มที่แล้ว การตากผ้านั้นเป็นกิจกรรมที่ใช้พื้นที่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว ทำให้หน้าบ้านที่ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรต้องใช้สอยตลอดเวลานั้นเกิดประโยชน์ กลายเป็นการสร้างพื้นที่ที่ไม่ตายตัวที่เรียกในเชิงสถาปัตยกรรมว่า ‘Adaptive Reuse’ บริเวณหน้าบ้านซะอย่างนั้น ซึ่งแม้กระทั่งบ้านที่มีดาดฟ้าไว้ตากผ้าอยู่แล้ว เราก็ยังเห็นเขานิยมเลือกที่จะตากผ้าที่หน้าบ้านเช่นกัน เนื่องด้วยระยะการเดินสะดวกกว่า

และเมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องสร้างพื้นที่การตากผ้าขึ้นมาแล้ว สำหรับหน้าบ้านบางหลังก็อาจจะง่ายดายมากๆ เพียงแค่ซื้อราวโครงเหล็กแขวนผ้ามาตั้งเฉยๆ  

แต่สำหรับในกรณีของบางพื้นที่นั้นค่อนข้างจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงหน่อย เพราะว่าในบางพื้นที่ไม่ได้มีพื้นที่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถใช้โครงเหล็กแบบมาตรฐานได้ จึงทำให้เกิดวิธีการดีไซน์อุปกรณ์บางอย่างสำหรับการตากผ้าเฉพาะพื้นที่ขึ้นมา 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า

เช่นนำท่อนไม้ไผ่หรือท่อพีวีซียาวๆ มาผูกที่ปลายสองฝั่งแล้วแขวนไว้กับกำแพงหน้าบ้านให้เป็นราวตากผ้า หรือการสร้างสรรค์ด้วยการแขวนเสื้อผ้าไว้กับโครงเหล็กของผ้าใบกันสาดหน้าบ้าน และแม้กระทั่งการแขวนผ้าไว้ตามรั้วหล็กดัดหรือราวเหล็กหน้าบ้าน เพียงสร้างสรรค์แค่นี้เราก็จะได้พื้นที่ในการตากผ้าได้สมใจ

ถ้าเรามองการออกแบบพื้นที่ตากผ้าแต่ละรูปแบบ เราก็จะเห็นถึงวิธีการคิดในการจัดพื้นที่ด้วยชุดความคิด ‘เกี่ยวแขวน’ ที่ผมเคยเขียนถึงไว้ก่อนหน้าในคอลัมน์นี้ ซึ่งแน่นอนว่าการใช้ชุดความคิดออกแบบนี้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพและสามารถปรับลงได้กับทุกพื้นที่ได้ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน อีกทั้งยังสามารถสร้าง Maximum ความจุในการแขวนเสื้อผ้าที่อาจคาดไม่ถึงได้อีกด้วย 

ราวตากผ้า ราวตากผ้า ราวตากผ้า

ซึ่งนอกจาก ‘ตากศิลป์’ จะช่วยแก้ปัญหาในเชิงพื้นที่แล้ว พื้นที่แบบนี้ยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์และลักษณะของเจ้าของพื้นที่ตากผ้าได้อย่างที่ผมเกริ่นไว้ช่วงแรกด้วยนะ

ไม่ว่าเขาประกอบอาชีพอะไร มีจำนวนคนในครอบครัวกี่คน มีเด็กกี่คน เป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง เราก็จะสามารถรับรู้ได้ทันทีผ่านการสังเกตเสื้อผ้าที่ถูกแขวนเอาไว้ เช่น ถ้ามีเสื้อเชิ้ตเรียบร้อยพร้อมเสื้อสูทแขวนอยู่ เราก็จะรู้ว่าคนบ้านหลังนี้อาจจะทำงานเป็นนายธนาคารก็ได้นะ หรือถ้ามีเสื้อเด็กแขวนไว้ก็แสดงว่าบ้านนี้มีเด็กอยู่ด้วย หรือแม้กระทั่งรสนิยมความชอบสี เราสามารถสังเกตได้จากความถี่ของสีที่ซ้ำอยู่ในการตากผ้าตรงนั้นได้เช่นกัน

ซึ่งถ้าให้ผมมวิเคราะห์ลงลึกไปกว่านี้ ผมคิดว่าผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจจะแจ้งตำรวจให้มาจับในข้อหาโรคจิต! (ผมยังปกติดีอยู่ครับ)

แต่นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับมุมสถาปัตยกรรมมากๆ ว่าเพียงแค่พื้นที่ตากผ้าเล็กๆ นี้ก็สามารถแสดงออกถึงลักษณะผู้อยู่อาศัยได้เฉยเลย ซึ่งรูปของพื้นที่ในเชิงการตากผ้าแบบที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นจริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการสถาปัตย์นัก 

ไม่ได้มีเพียงประเทศเราประเทศเดียวที่มีการตากผ้านอกบ้านแบบนี้ แต่หลายๆ ในประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะเห็นการใช้พื้นที่การตากผ้าคล้ายๆ กัน เช่น ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่าง ‘สิงคโปร์’ ก็มีวิธีตากผ้าที่กระเด็นออกมาจากอาคารเหมือนกัน

โดยใช้วิธีตากเสื้อผ้าด้วยการนำเสื้อผ้ามาเสียบกับแท่งไม้ไผ่หรือท่อพีวีซี แล้วแทงยื่นออกจากระเบียงไปในอากาศ และยึดไว้กับช่วงระเบียง ซึ่งรูปแบบการตากผ้าแบบนี้จะพบมากในโครงการการเคหะของรัฐ ที่เรียกว่า HDB (Housing & Development Board) ของประเทศสิงคโปร์

ราวตากผ้า

ภาพ flickr.com

คาดว่าการตากผ้าแบบนี้มีมาตั้งแต่ราวปี 1900 เนื่องด้วยการใช้พื้นที่ที่จำกัดเลยต้องพยายามเพิ่มพื้นที่ตากผ้าเข้าไปในอากาศซึ่งมันก็ค่อนข้างเวิร์กมาก และก็มีการลองผิดลองถูกในการใช้งานของคนทั่วไปเรื่อยมา จนการตากผ้าแบบนี้ได้เคยกลายเป็นวาระแห่งชาติในปี 1995 และนั่นทำให้มีการพัฒนาจากไม้ไผ่มาเป็นรูปแบบวัสดุเหล็กอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมันเวิร์กมากๆ จนหลายคนในประเทศยอมเรียกวิธีการตากผ้าแบบนี้ว่า เป็นนวัตกรรมของการอยู่อาศัยกันเลยทีเดียว

ย้อนกลับมาที่บ้านเรา เราจะพบว่าจริงๆ แล้วพื้นที่การตากผ้าในบ้านเราก็มีเป็นนวัตกรรมไม่แพ้สิงคโปร์เลย ถ้าเราตั้งใจมองลงไปในไอเดียของเหตุการเกิดขึ้นของพื้นที่ที่มีความเฉพาะแบบนี้ แล้วลองนำมาคิดต่อยอดพัฒนาให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งไม่ลืมคำนึงในดีเทลกิมมิกแบบไทยๆ เล็กๆ น้อยๆ 

ผมเชื่อว่าพื้นที่ ‘ตากศิลป์’ นั้นสามารถนำมาต่อยอดพลิกแพลงให้กลายเป็นพื้นที่ไทยๆ ที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งมีความยั่งยืนเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของคนเมืองในอนาคตได้ และอาจมีชื่อการออกแบบเต็มๆ ว่า ‘ตากศิลป์ มหาชน’ ก็เป็นได้นะครับ

ขอให้มีความสุขกับการได้เก็บผ้าในวันที่มีแดดดี และได้ชื่นชมกับกลิ่นแดดที่ติดอยู่บนเสื้อนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ราวตากผ้า

บรรณานุกรม

www.matichon.co.th/entertainment/arts-culture/news_199951

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load