ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ มาตั้งแต่กำเนิด เติบโตมากับย่านคลองถม สำเพ็ง สะพานเหล็ก (ซึ่งได้หายไปแล้วอย่างน่าใจหาย) ทำให้ผมเป็นบุคลากรคนหนึ่งของชาติไทยที่มีความพอใจในการเดินมุดทะลุตรอกซอกซอยแคบๆ รกๆ เพื่อไปยังร้านค้าลึกลับที่ได้ปักหมุดเอาไว้ โดยที่ไอ้เจ้าร้านลึกลับที่เล่นซ่อนแอบเหล่านั้นก็มักจะมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง ที่ตอนเด็กๆ ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ นั่นก็คือ ความหนาแน่นของการจัดวางสินค้าจำนวนมหาศาลสีสันฉูดฉาด ในพื้นที่คูหาห้องแถวอันคับแคบได้อย่างพอดิบพอดี

ความพิเศษของงานออกแบบที่มีชื่อยืดยาวนี้ไม่ได้มีแค่ย่านคลองถม สำเพ็ง เท่านั้น แต่ยังปรากฏตัวตามบริเวณปากซอยของบ้านท่านทั้งหลาย โดยมักโผล่มาในรูปแบบของร้านโชห่วยหรือร้านของชำค้าปลีกต่างๆ นั่นเอง

ร้านของชำ

ผมเพิ่งจะค้นพบความมหัศจรรย์ในความพิเศษของงานออกแบบประเภทนี้หลังเรียนจบจากโรงเรียนสถาปัตยกรรมได้ไม่นาน เนื่องด้วยมีเพื่อนคนหนึ่งมาขอคำปรึกษาเรื่องตกแต่งร้านที่บ้านของมันใหม่ และทางเราที่เป็นสถาปนิกก็จัดการโยนรูปตัวอย่างงานออกแบบร้านค้าที่มีความโมเดิร์นเรียบหรูมินิมอลไปให้ ด้วยความมั่นใจอย่างสูงว่า เพื่อนมันต้องน้ำตาเล็ดด้วยความปลื้มปริ่มแน่ๆ

ซึ่งในความเป็นจริงคนที่น้ำตาปริ่มกลับเป็นข้าพเจ้า เนื่องด้วยเพื่อนทำเซอร์ไพรส์ด้วยการเขวี้ยงโจทย์กลับมา เป็นเรื่องของประเภทและจำนวนสินค้าที่มากมายก่ายกอง อีกทั้งมีหลากหลายเฉดสี ซึ่งต้องจัดการให้ลงในร้านคูหาเล็กๆ ได้ นั่นทำเอาเรานอนก่ายหน้าผากปวดหัวไปเลยคืนหนึ่ง จนต้องยอมแพ้และขอกลายเป็นเพียงที่ปรึกษาด้วยความไม่มั่นใจซะงั้น โดยจุดจบของร้านเพื่อนข้าพเจ้าที่ออกมา ก็ไม่ต่างจากร้านที่กล่าวมาจากตอนแรกๆ สักเท่าไหร่นัก

ร้านค้าปลีก

ร้านค้าปลีก

ผลจากประสบการณ์การก่ายหน้าผากครั้งนั้นทำให้ผมเริ่มสนใจและเชิดชูการดีไซน์พื้นที่จัดวางสินค้าที่เยอะซับซ้อนให้เข้าที่ได้อย่างพอดี จนคล้ายเทกระจาดลงพื้นหน้าร้าน ทั้งซ้อนเป็นชั้นๆ แบบคอนโด ลามจนกลืนกินพื้นที่บนผนัง รวมทั้งการใช้พื้นที่ในอากาศด้วยการแขวนสินค้าให้ลอยแกว่งเอาไว้ โดยไม่แคร์เรื่องจัดการเฉดสีใดๆ จนต้องตั้งชื่องานดีไซน์ประเภทนี้ไว้ว่า พื้นที่ขายของสไตล์ไทยคอลลาจ (คอลลาจคือ งานศิลปะตัดแปะ)

จุดเริ่มต้นของพื้นที่คอลลาจนี้น่าจะเป็นผลพวงจากการสร้างอาคารตึกแถวพาณิชย์ในกรุงเทพฯ ช่วงยุคหลังรัชกาลที่ 4 ที่ตั้งใจสร้างให้คนจีนมาเช่าเพื่อทำการค้า โดยเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของอาคารพวกนี้คือ มีพื้นที่หน้าร้านที่สามารถเปิดโล่ง และกว้างพอต่อการทำมาค้าขายได้ดี ซึ่งมักมีจุดเด่นก็คือประตูบานเฟี้ยมไม้นั่นเอง แต่ในปัจจุบันก็อาจโดนเปลี่ยนเป็นประตูบานม้วนกรงเหล็กแทนบ้าง

ประตูบานเฟี้ยมสามารถเปิดกว้างได้เต็มช่วงเสาอาคาร ประมาณเกือบ 4 เมตรมาตรฐาน ทำให้เกิดพื้นที่ที่จัดวางสินค้าได้อย่างอิสระเต็มที่ ประกอบกับความเป็นนักค้าขายสไตล์ชาวจีนแล้ว ทำให้เกิดแนวคิดการวางสินค้าลงบนหน้าร้านที่ตั้งใจใส่สินค้าลงไปให้มากที่สุด มีที่ว่างไม่ได้ ต้องวางให้เต็ม เพื่อแสดงความมั่งคั่งของธุรกิจให้คนทั่วไปได้ประจักษ์ อันเป็นเทรนด์การจัดร้านในอดีตที่ผมเคยได้ยินมาแบบปากต่อปาก คาดว่าวิธีคิดนี้กลายเป็นค่านิยมการจัดร้านของคนไทยสืบมา

ร้านค้า

กระทั่งพื้นที่การขายของเหล่านี้ได้ก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มีสินค้าจุกจิกหลากหลายประเภทให้จับมาวางให้เลือกซื้อมากขึ้น ตั้งแต่แฮนด์สปินเนอร์ยันแก้วอะลูมิเนียมเก็บความเย็น ที่กำลังฮิตและเลิกฮิตไปแล้ว ส่งผลให้การจัดการวางสินค้ามีความซับซ้อนและยากที่จะควบคุมมากยิ่งขึ้น ทำให้เมื่อใดที่ผู้ประกอบการทั่วไปเริ่มต้นจัดของเพื่อวางขายทีไร อาการของพื้นที่แบบไทยคอลลาจที่มีการจับคู่สีที่มิกซ์แอนด์ไม่แมตช์ก็จะปรากฏขึ้นให้เราได้เห็นกัน และมักเห็นได้ชัดเจนมากๆ บริเวณพื้นที่ประตูหน้าร้านนั่นเอง

ในขณะที่เทรนด์การออกแบบร้านค้าของโลกจะค่อนไปทางมินิมอล และนิยมตกแต่งภายในสไตล์ชีวิตดีแบบฮุกกะ ที่มักเป็นการออกแบบที่ใช้วัสดุไม้จริง และย้อมสีด้วยแสงไฟโคมเหลืองนวลแบบวอร์มไวท์ หรือทั้งวิถีจัดการพื้นที่จากอิทธิพลของ คนโดะ มาริเอะ เจ้าของหนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ที่กล่าวว่าหัวใจของการจัดพื้นที่นั้นคือ การไม่สะสมของหรือสินค้าเอามาดองจนเยอะเกิดเหตุ เพราะความสวยงามของบ้านหรือร้านจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพื้นที่เริ่มมีอากาศหายใจ และว่างพอที่ให้แสงธรรมชาติพาดผ่านลงมา แต่พื้นที่ร้านขายของแบบไทยคอลลาจบ้านเรานั้นโนสน โนแคร์ แซงทางโค้งเทรนด์การออกแบบเหล่านี้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยเราจะโฟกัสเพียงว่าจะวางของในพื้นที่แคบๆ ให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้โดยไม่ต้องสนพื้นที่ว่างใดๆ และแน่นอนว่า ปรากฏการณ์พื้นที่คอลลาจแบบนี้ เหล่าสถาปนิกแบบเราๆ จะไม่สามารถดีไซน์พื้นที่แบบนี้ได้เลย เพราะสิ่งที่เราเรียนมา เขาไม่สอนให้ทำกันแบบนี้นั่นเอง (!?)

ร้านของชำ

สำหรับการจัดการพื้นที่ให้แออัด แต่กลับสามารถใช้งานได้จริง นับเป็นเรื่องที่เซอร์เรียลสำหรับการออกแบบมากๆ เพราะว่าตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนสถาปัตยกรรม นักเรียนทุกคนจำต้องถูกสอนให้แตกฉานในเรื่องของ Architect Data อันเป็นองค์ความรู้พื้นฐาน ว่ากันด้วยระยะความกว้างยาวกับการออกแบบนั่นเอง เช่น พื้นที่ขนาด 2×1เมตร นั้นคือขนาดของห้องน้ำ หรือว่าโต๊ะจำเป็นต้องสูงประมาณ 75 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร แต่สำหรับพื้นที่ 1 คูหา ลึกประมาณ 6 – 8 เมตรของร้านค้าเหล่านี้สามารถฉีกตำราแล้วปาทิ้งลงถังแบบไม่เกรงใจเหล่าสถาปนิกเลยทีเดียว

นั่นเป็นเหตุให้หลายครั้ง ผมมักจะตื่นเต้นทุกทีเมื่อได้เห็นร้านขายของที่สามารถจัดการพื้นที่ที่อัดแน่นมากๆ แต่ก็ยังค้าขายกันมาได้อย่างช่ำชอง เช่น ร้านหนึ่งมีของเยอะเกินจนขึ้นไปเอาของที่สต็อกไว้ชั้นบนลำบาก ทำให้เวลาเติมของหน้าร้านต้องเอาเชือกผูกลังแล้วโยนลงมาจากหน้าต่างชั้นสอง โดยมีคนรอรับที่หน้าร้าน และไม่ลืมที่จะชี้แจงลูกค้าบริเวณนั้นด้วยความเคารพว่า ระวังของจากหน้าต่างนะครับ…” หรือว่าร้านขายตุ๊กตาที่วางสินค้ากองกับพื้นเยอะเกินไปจนไม่มีที่ให้คนขายของเองยืน และวิธีการจัดการเอาตัวเข้าไปในร้านนั้นง่ายมากๆ ก็คือปีนขึ้นไปนั่งทับบนของเลย พอมีคนมาเลือกซื้อก็กระโดดลงมาขาย (จบ)

โดยที่จริงๆ แล้ว ความสนใจในเรื่องการจัดร้านแบบไทยคอลลาจของผมเองนั้นเป็นเพียงเรื่องการจัดการพื้นที่แบบไทยๆ ในระดับจุลภาคเท่านั้น ซึ่งในระดับการออกแบบพื้นที่มหภาคก็มีสถาปนิกหลายท่านให้ความสนใจและพยายามลองค้นขว้าและนำมาเล่าในระดับสากลเช่นกัน

เมื่อปี 2013 กลุ่มสถาปนิกไทย all(zone) จัดทำวิดีโอนำเสนอสถานการณ์การออกแบบมหานครกรุงเทพฯ  ในคอนเซปต์ว่า Mixed-Use : Bangkok Collage City เพื่อไปแสดงให้ฝรั่งได้ชื่นชมกัน ในงานที่มีชื่อยืดยาวว่า ‘Participatory City: 100 Urban Trends from the BMW Guggenheim Lab’ ที่พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ ณ มหานครนิวยอร์ก

ในวิดีโอนี้นั้นเล่าเรื่องราวของกรุงเทพฯ ด้วยการนำรูปพื้นที่ที่รกๆ ตามถนน ฟุตปาท มาตัดปะคอลลาจสลับกันไปมาเรื่อยๆ เป็นเวลา 3.23 นาที และบนความคอลลาจของรูปที่ถูกเรียงตัดปะไปเรื่อยๆ นั้นสร้างความสับสนให้ผู้ชมได้ดี จนไม่รู้ว่าภาพไหนคอลลาจขึ้นมาใหม่ หรือภาพไหนเป็นภาพที่แค่ถ่ายตามทางมาปกติ ซึ่งเมื่อเรานั่งเสพวิดีโอไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าภาพพื้นที่รกๆ เหล่านี้นั้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษของเมืองไทยนั่นเอง

ตอนท้ายของวิดีโอได้สรุปไว้ว่า คนไทยทุกๆ คนนั้นมีความเป็นดีไซเนอร์ในการจัดการพื้นที่ด้วยเทคนิคคอลลาจที่ทำตามกันมาโดยไม่รู้ตัว เพียงแค่วางๆ ของไปอย่างไม่คิดมาก เดี๋ยวพื้นที่ก็ลงตัวเอง ถึงแม้จะดูไม่เรียบร้อย แต่ก็มีเสน่ห์ความเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกให้ความสนใจเป็นพิเศษในโลกการออกแบบสากล จนมีสถาปนิกฝรั่งหยิบคอนเทนต์นี้มาใช้ออกแบบให้เราได้เห็นแล้ว ดังเช่นแนวคิดการออกแบบตึกมหานครที่แยกสาทรนั่นเอง

ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าความคอลลาจพื้นที่ขายของแบบไทยๆ จะดูรกอีนุงตุงนังไร้ระเบียบ แต่เราก็อยู่กันมาได้อย่างสงบสุข และก็สนุกกับการได้คุ้ยของในพื้นที่อันคับแคบพร้อมกับการหลบรถมอเตอร์ไซค์ไปด้วย คล้ายคติที่ว่า คับที่อยู่ได้ แต่คับใจอยู่ยาก

สุดท้ายแล้วสถาปัตยกรรมนั้นอาจเป็นเพียงพื้นที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการรองรับการเกิดกิจกรรมเท่านั้น ดังนั้น การเกิดขึ้นของพื้นที่รกวุ่นวายจนบดบังงานสถาปัตยกรรมไปนั้น จึงเป็นเรื่องปกติสุดๆ ถ้ากิจกรรมตรงนั้นเกิดจากคนไทย ก็ต้องเป็นพวกเราคนไทยกันเองเช่นกันที่ต้องช่วยกันคิดและพัฒนาพื้นที่แบบนี้ให้มีความเป็นระเบียบมากขึ้นไปด้วยกัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแต่ยังคงเอกลักษณ์แบบนี้เอาไว้ในอนาคตครับ

ขอให้มีความสุขกับการคุ้ยหาของในพื้นที่แคบๆ ครับผม

ร้านค้าปลีก

ร้านค้า

 

บรรณานุกรม

  1. บทความ คุณค่าทางศิลปะและสุนทรียภาพของตึกแถวเจริญไชยวารสาร ย่อหน้า (2556)

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“กับข้าวครับ…กับข้าว มาแล้วครับ…กับข้าว”

เสียงลากดังจากรถขายกับข้าวในยามเช้ามักปลุกผมจากฝันเมื่อครั้งปิดเทอมภาคฤดูร้อน แม้ว่าผมจะไม่ได้ลุกจากเตียงออกไปซื้อกับข้าวตามเสียงเรียกนั้นก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าเพื่อนบ้านหลายๆ ท่านในซอยคงรุกพุ่งตรงไปเลือกซื้อสินค้าที่ท้ายรถกระบะคันนั้น

กระทั่งปัจจุบันนี้ที่การปิดเทอมไม่ได้มีอยู่ในชีวิตอีกแล้ว ผมพบว่ารถขายกับข้าวที่น่าจะผ่านตาทุกคนมาบ้างนั้น หากเรามองว่าสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคน กิจกรรม เวลา และเมือง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถกับข้าวที่กำลังวิ่งอยู่ในเมืองเหล่านี้มีความน่าสนใจในเชิงสถาปัตยกรรมไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ที่เคยกล่าวมาทั้งหมดในคอลัมน์นี้เช่นกันครับ

ตลาดสด

รถกับข้าว

“รถกับข้าวเป็นการจำลองและแปลงสภาพตลาดในรูปแบบหนึ่ง และออกเคลื่อนที่ไปตามตรอกซอกซอย (Market Reconfiguration)”

คือนิยามของรถกับข้าว หรือที่คนชอบเรียกว่า ‘รถพุ่มพวง’ ของ อาจารย์เก่ง-กฤษณะพล วัฒนวันยู อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งกำลังวิจัยปริญญาเอกในหัวข้อเรื่อง ‘ปฏิบัติการของ รถกับข้าว / รถเร่ กับการสร้างเมืองในชีวิตประจำวัน’ พร้อมแนบขยายติดท้ายไว้อีกว่า “ถ้าเราไปเดินตลาดสดตลาดหนึ่ง พวกข้าวของมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ”

สำหรับคนที่ไม่รู้จักรถพุ่มพวงแล้ว เว็บไซต์ Wikipedia ได้ให้ความหมายไว้อย่างละเอียดไว้ว่าคือ ‘รถกระบะหรือรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดท้ายขายของสดหรือของแห้ง ผัก ผลไม้ โดยมีสินค้ามักจะห้อยเป็นพวงๆ จับเป็นกลุ่มสินค้าไว้ทั่วตัวถังรถ โดยวิ่งไปขายตามชุมชนต่างๆ ในหมู่บ้าน ตามพื้นที่ก่อสร้าง ไปจนถึงบ้านเดี่ยว

ชื่อยอดนิยม ‘รถพุ่มพวง’ นั้น ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามาจากลักษณะการจัดสินค้าเป็นห้อยถุงโตงเตงท้ายกระบะ เป็นพุ่มเป็นพวงล้อไปกับชื่อนักร้องลูกทุ่งหญิงในตำนาน พุ่มพวง ดวงจันทร์

“รถพุ่มพวงที่ไปพ้องกับชื่อรถนักร้อง สำหรับผมมันคือชื่อเล่น ที่จริงกลุ่มคนขายเรียกมันว่ารถกับข้าวหรือรถเร่มากกว่า เพราะว่ารถแบบนี้มันมีหลายประเภทไม่ใช่แค่มีถุงห้อย เช่น สามารถแบ่งประเภทได้เป็น หนึ่งคือ รถกับข้าว สองคือ รถผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งต่างจากรถกับข้าวตรงที่ไม่มีถังน้ำแข็งแช่ของสด และสามคือ รถขายข้าวของจิปาถะทั่วไป” คือสิ่งที่อาจารย์เก่งกล่าวไว้ว่าชื่อรถพุ่มพวงมันก็ไม่ได้ครอบคลุมกับรูปแบบรถกับข้าวทั้งหมดนัก

“อย่างไรก็ตาม ชื่อรถพุ่มพวงก็ส่งผลดีกับการจดจำ Identity ของรถเหล่านี้ได้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : wikimedia.org

เราไม่รู้แน่ชัดว่าใครเป็นคนริเริ่มใช้ชื่อนี้ เช่นเดียวกับการที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ารถเหล่านี้มีการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่

“มันเริ่มคึกคักในหลังยุคฟองสบู่แตกประมาณ พ.ศ. 2539 – 2540 ซึ่งก็มีบางคนบอกว่าเคยพบเห็นรถกับข้าววิ่งขายก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่มาก ต้นกำเนิดรถเร่พวกนี้ก็มาจากพวกหาบเร่ แผงลอยหรือรถเข็น ที่เริ่มจากการมีอะไรขายก็นำไปเร่ขาย ดังนั้น รถกับข้าวก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนจากการเดิน การเข็น มาเป็นการใช้รถกระบะแทน”

ตลาดสด

ถ้าเรามองว่ารถกับข้าวคือตลาดที่เร่ขายได้ด้วยการใช้รถกระบะแล้ว เราก็จะพบวิธีคิดของการจัดสรรวิธีขายของที่ผสานเข้าไปกับท้ายกระบะ ซึ่งก็คือการดิสเพลย์สินค้าที่จะทำยังไงให้เห็นง่ายและช้อปสะดวก โดยส่วนใหญ่แล้วคู่พ่อค้าแม่ค้ารถกับข้าว มักจะเป็นคู่สามีภรรยา (หรือบางคันอาจจะเป็นญาติกัน) ตัวสามีจะเป็นคนขับรถและมีภรรยาคอยขายของอยู่หลังกระบะ

ท้ายกระบะนั้นค่อนข้างมีที่จำกัด การซ้อนทับของมากเกินไปอาจทำให้สินค้าบางชนิดช้ำได้ ทำให้การเกี่ยวแขวนถุงในแนวตั้งคือวิธีแก้ปัญหาที่นิยม ซึ่งการแบ่งของเป็นถุงๆ ห้อยไว้นั้นนอกจากจะช่วยในการแยกประเภทสินค้าให้หาง่าย ยังง่ายต่อการคิดราคาอีกด้วย

“แน่นอนว่าเวลาเราจะเริ่มขายของ เราก็ต้องคิดว่าจะขายยังไง มันเลยเกิดการลองปรับแต่งกันไปตามถนัด ถังแช่ต้องวางตรงไหน ต้องมีถุงกี่พวง ต้องห้อยยังไง จะเกี่ยวแขวนยังไง หรือแขวนมากแขวนน้อย

จนกระทั่งเริ่มดัดแปลงต่อเติมง่ายๆ ทำราวแขวนแบบต่างๆ หรือทำแท่นพื้นยื่นเพิ่มตามฟังก์ชันที่ต้องการ

ซึ่งจริงๆ มันก็มีหมวดหมู่แล้วประมาณหนึ่ง เช่นของคาวก็จะอยู่ในถังน้ำแข็ง พวกเครื่องเคียงก็จะแขวนไว้ ผักวางทางซ้าย ส่วนขนมวางไว้ขวา หรือบางอย่างจะต้องบอกก่อนถึงหยิบให้”

ตลาดสด
ตลาดสด
ภาพ : sentangsedtee.com

“ส่วนคนที่มาเป็นลูกค้ารถเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่อง Brand Loyalty เหมือนกันนะ เช่น การพูดคุยกับแม่ค้ารถคันนี้แล้วถูกคอ หรือของสดกว่าอีกคันหนึ่ง แม้กระทั่งคาแรกเตอร์ของคนขับประกาศเรียกคนและลูกค้าด้วยลำโพงก็ทำให้คนจำเสียงได้ เป็นเสียงประกาศที่คุ้นหู ไม่ว่าจะโทนเสียง คำลากยาว ลูกค้าก็จะรู้แล้วว่าต้องออกไปยังจุดจอดประจำเพื่อซื้อกับข้าว และก็อาจจะพูดได้ว่ารถกับข้าวเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหรือช่วยทำให้เกิดการพบปะของคนในซอยหรือชุมชนนั้นๆ ได้อีกด้วย”

รถกลับเข้า

ว่ากันว่าเหตุหนึ่งที่ทำให้รถกับข้าวได้มาโลดแล่นในเมืองได้ ก็เพราะว่าภาครัฐไม่สามารถให้งานบริการครอบคลุมในความต้องการบางกลุ่มคน ดังนั้น การให้บริการแบบ Informal Urban Service อย่างรถกับข้าวจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยนำกับข้าวกลับเข้าไปในพื้นที่เมืองที่เข้าถึงยากหรือขาดแคลนบริการพื้นฐานเหล่านั้น

ตลาดสด

“รถกับข้าวก็เป็นบริการแบบ Informal หนึ่งที่มันมีอยู่ ซึ่งก็เป็นการบริการหรือสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน คือนำตลาดกลับไปสู่กลุ่มคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ซึ่งก็มีกลุ่มเฉพาะแตกต่างกันไป” อาจารย์เก่งเล่าเรื่องการบริการของรถกับข้าว

“กลุ่มลูกค้าหลักๆ ของรถกับข้าวก็คือ กลุ่มแม่บ้าน หรือกลุ่มคนที่เดินทางไม่ได้ เดินทางไม่สะดวก กลุ่มผู้สูงวัย ตามหมู่บ้านจัดสรร ในย่านชุมชนต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนงานตามไซต์งานก่อสร้างและโรงงาน

หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนที่ไม่อยากเดินทาง

“มันมีความคล้ายบริการโทรสั่งอาหาร หรือ Food Delivery มาก บางคนเขาก็โทรสั่งกับรถกับข้าวนอกเหนือไปจากของที่มีขายนะ เช่นวันนี้จะต้องสั่งของมาไหว้เจ้าก็จะสามารถสั่งเป็นกรณีพิเศษได้ด้วย รถบางคันก็จะคัดเลือกกลุ่มลูกค้าหลักเพื่อสะดวกในการจัดการ เช่นบางคันก็จะเน้นเป็นกลุ่มคนงานไปเลยก็มี ซึ่งการเจาะกลุ่มลูกค้านี้มันก็จะส่งผลต่อข้าวของที่นำมาขายด้วย”

ไม่น่าเชื่อว่าในพื้นที่หนึ่งหรือซอยหนึ่งเราก็อาจจะพบรถกับข้าวหลายคันได้ เพราะว่ามีกลุ่มลูกค้าประจำคนละกลุ่ม แม้ว่าจะมีของก็คล้ายๆ กัน ซึ่งถ้าลงดีเทลก็จะพบอีกว่า การที่เข้ามาหาลูกค้าคนละกลุ่มนั้นสัมพันธ์กับจุดจอดตามซอกซอยอีกด้วย

“กว่าจะเข้ามาในอาชีพนี้ได้มันมีปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ การมีระบบเครือญาติ หรือคนที่รู้จักที่เขาเคยทำอาชีพนี้ก่อน เพื่อจะแนะนำได้ว่าไปวิ่งที่ไหนดี มีการส่งต่อ ‘มรดกเส้นทาง’ เพราะการวิ่งเส้นไหนเส้นหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะขายของได้ โดยมรดกเส้นทางจะบอกไว้ว่าถ้าไปเส้นดอนเมืองให้เข้าซอย 5 ออกซอย 7 และเข้าซอย 9 แล้วจอดตรงไหนถึงขายได้

“นี่คือ Know-how ที่เกิดจากการลองผิดลองถูก ซึ่งกว่าเส้นทางที่เขาจะเริ่มเซ็ตขึ้นมาได้ก็กินเวลาเป็นเกือบครึ่งปี ถึงรู้ว่าจอดตรงไหนแล้วขายได้ กระทั่งการหลีกทับเส้นทางกับรถคันอื่นอีกด้วย ซึ่งมันมี Tactic อีกมากมายเกี่ยวกับมรดกเส้นทาง ถือเป็น R&D แบบเครือญาติที่ต้องมีหูตาอัพเดตและดัดแปลงเส้นทางตลอดเวลา”

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของมรดกเส้นทางก็คือ เรื่องจุดจอดยุทธศาสตร์ “บางเส้นจอดได้ถึง 40 – 60 จุด จุดละ 8 – 10 คน จอดจุดละ 5 – 10 นาที โดยอย่างน้อยต้องมีจุดหลักใหญ่จุดหนึ่งที่มีคนมาซื้อ 10 คนขึ้นไปถึงจะคุ้มกับการวนเข้าไปจอด ซึ่งส่วนใหญ่จะขายหมด แต่ก็แล้วแต่คันนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะออก 2 รอบ รอบเช้าก่อนฟ้าสางจนเที่ยง กับรอบบ่ายแก่ๆ ถึงช่วงคนเลิกงาน พอถึงทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน”

การแบ่งรอบวิ่งรถในแต่ละรอบนั้น รถกับข้าวก็จะวิ่งไปขึ้นของที่ตลาดใหญ่ๆ ตามมุมเมือง และระหว่างขึ้นของนั้นก็เกิดการหมุนเม็ดเงินมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย

“ถ้าเข้าไปถามพวกแผงขายของในตลาดสดที่มีรถพวกนี้ไปจอด เขาจะบอกเลยว่ารถเร่ รถกับข้าว นี่คือกลุ่มลูกค้าหลักเลย เพราะปกติเราไปตลาดซื้อของเต็มที่ก็ทีละพันหนึ่ง แต่รถกับข้าว / รถพุ่มพวงนั้น ซื้อของขึ้นของทีหนึ่งเป็นหลักหมื่นต่อคัน ซึ่งบางตลาดมีจอดถึง 200 คัน หากลองคูณหมื่นบาทเข้าไปนี่ได้ถึง 2,000,000 เลยนะ และก็ไม่ได้เข้าไปซื้อแค่รอบเดียวด้วย ตลาดบางแห่งนั้นอาจจะเป็นหลักพันคันก็มี”

ตลาดสด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงหนึ่งกลุ่ม Modern Trade พยายามเข้ามาเลียนแบบรถกับข้าวเหล่านี้ แต่สุดท้ายก็ยังสู้ไม่ได้ นั่นก็อาจเพราะเจาะลูกค้าไม่ตรงกลุ่ม รวมทั้งจุดแข็งอย่างเรื่องงานบริการเสริมที่พ่วงติดมากับรถกับข้าว เช่น ขอดเกล็ดปลาให้ แล่เนื้อให้ ปิ้งไก่ให้ ปอกผลไม้ให้ หรือกระทั่งการให้ลูกค้าเชื่อหรือจดค่าของไว้ก่อนได้ ที่รถแบบอื่นๆ ไม่มีให้

สุดท้ายอาจารย์เก่งก็สรุปและมองอนาคตของรถกับข้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในอนาคต รถเหล่านี้ก็คงจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป อย่างรถเร่ก็พัฒนามาจากหาบเร่ มันก็เป็นไปตามยุคสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของวิถีชีวิตผู้คนในสังคมเมือง ผมมองว่ามันก็คงจะมีอยู่คู่กับสังคมเราต่อไป

“แต่ตอบไม่ได้ว่าจะมีเยอะขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งถ้าวันหนึ่งที่กรุงเทพฯ พัฒนาแล้วสิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะวิวัฒน์ขึ้นไปในรูปแบบใหม่ และปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนในยุคสมัยนั้นก็เป็นได้”

ตลาดสด
ตลาดสด

บทส่งท้าย

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่ผมได้สำรวจความเป็นไทยและปรากฏการณ์เมืองในมุมมองสถาปัตยกรรม

ผ่านการเขียนคอลัมน์อาคิเต็ก-เจอนี้ ซึ่งเป็นงานเขียนเชิงทดลองของเด็ก’ถาปัตย์คนหนึ่งที่ได้โอกาสจากพี่ก้อง ทรงกลด และปล่อยให้ได้อ่านกันตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดตัว readthecloud.co มาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับตอนนี้คอลัมน์ก็ดำเนินมาถึงตอนที่ 22 ซึ่งผมมองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะขออนุญาตทำงานเขียนตอนนี้เป็นชิ้นสุดท้าย

โดยหวังว่าเรื่องสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ทั้ง 22 เรื่องเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและสงสัยกับสิ่งรอบตัวที่เจอทุกวันในชีวิตประจำวันนะครับ

จากการสนทนาเรื่องรถพุ่มพวงกับอาจารย์เก่งในงานเขียนตอนสุดท้ายนี้ มีบทสนทนาท่อนหนึ่งที่ค่อนข้างพ้องกับสิ่งที่ผมเขียนและลงเดินสำรวจเมืองมาตลอด 2 ปี โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ

“เมืองที่ดีนั้น นอกจากจะมีการพัฒนาแล้ว มันต้องมีชีวิตชีวา มันต้องไม่แห้งแล้งและมีวิถีชีวิต ผู้คนได้พูดคุยกัน มีกิจกรรมคึกคักสังสรรค์ และยังเก็บตัวตนของวัฒนธรรมเอาไว้ได้ นี่ก็คือหัวใจของเมืองเพื่อทุกคน”

ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว และใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

สำหรับคอลัมน์นี้ สวัสดีครับ

บรรณานุกรม

หนังสือ Bangkok Handmade Transit : กรุงเทพฯ ขนส่งทำมือ – กลุ่มสายลม และ ยรรยง บุญหลง

Writer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load