13 กรกฎาคม 2561
12 K

ในระหว่างเดินทางท่ามกลางความเร่งรีบวุ่นวายในเมืองกรุง ฉันเลือกที่จะเดินทางด้วย Grab Bike เพื่อไปพบกับหนุ่มนักวาดภาพที่หลงใหลในสิ่งก่อสร้างดั้งเดิม

หลุยส์-ศุภชัย วงศ์นพดลเดชา ‘นักวาดภาพเมือง’ หรือเรียกอีกชื่อว่า ‘Urban Sketcher’ ณ ร้านกาแฟตึกแถวห้องเดียวบนถนนพระสุเมรุ ถนนที่เต็มไปด้วยตึกราบ้านช่องสวยงามตลอดทั้งสาย ช่างเข้ากันกับบรรยากาศและบทสนทนาที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ซะเหลือเกิน

…เสียงดนตรี Bossa กำลังเปิดคลอระหว่างสนทนาในร้านกาแฟที่นัดไว้…

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

จุดเริ่มต้นจากสมุดสเกตช์

หลุยส์ หรือเจ้าของเพจ ‘Louis Sketcher’ เพจชื่อดังที่มีคนติดตามอยู่ 20,000 กว่าคน เป็นนิสิตที่จบมาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ไทย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลุยส์เล่าจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า ช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 – 4 เขามีโอกาสฟังบรรยายของอาจารย์อัสนี ทัศนะเรืองรอง หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Bangkok Sketcher ซึ่งระหว่างที่อาจารย์อัสนีนำสมุดสเกตช์ขึ้นมาโชว์ประกอบการบรรยายด้วยก็จุดประกายให้หลุยส์ค้นพบตัวตนอีกด้านหนึ่ง

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

เข้าสู่วงการนักสังเกตที่หลงใหลเสน่ห์ที่ซ่อนเร้นในเมือง

หลังจากเรียนจบและใช้ชีวิตเป็นสถาปนิกเต็มเวลา 2 ปี หลุยส์ก็เริ่มผันตัวเองมาเป็น Urban Sketcher อย่างเต็มตัว ซึ่งเปิดประสาทการรับรู้และการมองเห็นอย่างละเอียดลึกซึ้ง ก่อนจะเรียงร้อยเส้นสีอิสระต่อกันออกมาเป็นภาพวาดสีน้ำ ประกอบกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างไปจนถึงผู้คน เกิดเป็นภาพที่สวยงามและมีเรื่องราวในตัวเอง

ดินสอ พู่กัน ขวดใส่น้ำขนาดจิ๋ว ถาดสีน้ำ และสมุดสเกตช์ คือ ของสำคัญที่หลุยส์พกติดตัวไว้เสมอเมื่อออกจากบ้าน

“เรายังชอบสถาปัตย์อยู่ ยังชอบอาชีพสถาปนิก แต่แค่รู้สึกว่า ในวัยที่ถ้าล้มแล้วก็คงยังไม่เจ็บมาก เราอยากออกมาทำตรงนี้ให้เต็มที่ก่อน”

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

ต้องบอกว่า Urban Sketcher เป็นองค์กรที่มีอยู่ทั่วโลก โดยแต่ละเมือง แต่ละประเทศ จะมีองค์กรของตัวเอง อย่างในประเทศไทย เรามี Urban Sketcher Thailand กับ Bangkok Sketcher แล้วปลีกย่อยออกมาเป็นหัวเมืองต่างๆ เช่น Urban Sketcher ภูเก็ต เป็นต้น โดย Urban Sketcher Thailand จะมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการสเกตช์วาดภาพนั้นขึ้นมา ขณะที่ Bangkok Sketcher จะให้อิสระในการวาดมากกว่า

“ส่วนใหญ่ในกลุ่ม Bangkok Sketcher จะมีคนหลากหลายวัย ตั้งแต่เด็กประถม ตัวกระเปี๊ยกเลย ไปจนถึงวัยเกษียณ ซึ่งมันไร้กฎเกณฑ์ และเวลาที่บอกสถานที่ไป ทุกคนจะแพลนว่าย่านนั้นมีร้านอร่อยอะไรที่ห้ามพลาดบ้าง เราก็ยิ่งหลงเสน่ห์ มันยิ่งทำให้เราเห็นมุมเมืองหลายๆ ด้านที่กลมกล่อมขึ้น และพอเป็นตึกที่มีชีวิตก็ต้องมีร้านอาหารมาซัพพอร์ตชีวิตแถวๆ นั้น’’ ฉันฟังเขาเล่าพลางกำลังเปิดดูภาพวาดสีน้ำละมุนๆ ในสมุดสเกตช์ที่เดินทางมาถึงเล่มที่ 19  

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน

ด้วยทักษะความสามารถของหลุยส์ที่สั่งสมมาทำให้มีคนเห็นแววชวนเขาทำภาพประกอบสีน้ำ บนโปสการ์ด บนหน้าปกหนังสือ บทความในนิตยสาร

“ช่วงที่เราเป็นฟรีแลนซ์ เราก็ยังต้องวาดเรื่อยๆ หยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุดแล้วมันจะฝืดมือ มันจะรู้สึกเหมือนคนไม่ได้ออกกำลังกาย เหมือนคนที่ติดการออกกำลังกายอย่างวิ่งมันก็จะคันเนื้อคันตัว เราก็ต้องทำอันนี้อย่างน้อยต้องมีอาทิตย์ละรูปสองรูป”

นอกจากนี้หลุยส์ยังเป็น Sketching TuTor ที่วาดสตูดิโอ มีคอร์สคนวาดเมืองตั้งแต่ขั้นเบสิก จนไปถึงสอนการออกไปสเกตช์นอกสถานที่ ซึ่งเป็นที่สนใจในคนทุกเพศทุกวัย

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

ระหว่างที่ฉันทั้งฟังหลุยส์เล่าถึงความเป็น Urban Sketcher ในแบบที่หลุยส์เป็นอยู่นั้น มือก็พลางค่อยๆ เปิดดูภาพสเกตช์สีน้ำไปทีละหน้าๆ จนมาถึงหน้าเกือบสุดท้าย ซึ่งหลุยส์เล่าว่าเขาวาดรูปนั้นระหว่างที่ฝนกำลังตกพอดี

“อย่างอันนี้คือรอยฝนซึ่งเราชอบมากๆ แม้จะเป็นอุบัติเหตุ แต่เราก็ชอบมากเวลาวาดพวกนี้ บางทีสิ่งที่เราคิดวางแผนไว้ทั้งหมดมันอาจจะแข็งเกินไป โดยเฉพาะเวลาเรามีพื้นฐานมาจากสถาปนิก มันจะชอบคิดล่วงหน้าไปก่อน แต่ในความเป็นจริงมักจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อุบัติเหตุบ้าง ความบังเอิญบ้าง แต่เราก็เก็บไว้ ไม่ก็สะบัดๆ สีทีหลังให้ภาพออกมามีลูกเล่น” ทันทีที่จบคำที่หลุยส์เล่า ฉันก็หยุดดูภาพนั้นอีกสักพักใหญ่ คิดขึ้นในใจว่า งานของหลุยส์ไม่ได้พิเศษแค่ลายเส้น ที่มีทั้งเรียบร้อยและไม่เรียบร้อย แต่ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์ ความรู้สึกที่เห็นจากสีน้ำในภาพไม่เหมือนใคร ทั้งยังมีเรื่องราวบางอย่าง เพิ่มเติมเสริมแต่งให้ภาพพิเศษมากขึ้น นั่นเพราะภาพของหลุยส์ไม่ได้มาจากการสังเกตสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว

“มองย้อนกลับไป มันก็ทำให้เราจดจำชั่วขณะที่เราวาดภาพนั้นได้ ทุกครั้งเวลาที่เราเปิดรูปเก่าๆ เราจำได้หมดเลยนะว่าที่นี่คือที่ไหนและบรรยากาศตอนนั้นเป็นยังไง”

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

เมื่อความหลงใหลเดินทางไปต่างแดน

สำหรับหลุยส์แล้ว การเป็น Urban Sketcher ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภายในประเทศ แต่ยังพาเขาออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ

“ล่าสุดเราไปมาเลเซีย ที่กูชิงก็ไม่ต่างกับภูเก็ตบ้านเรามากนัก มีอากาศร้อนชื้นเหมือนกัน หรือตึกแถวแบบจีนผสมกับมาเลที่เกือบคล้ายกับส่วนหนึ่งในภูเก็ต รวมๆ แล้วไม่ต่างจากแถวบ้านหม้อ เสาชิงช้า เท่าไหร่ แต่ถ้าไปญี่ปุ่นเราจะเริ่มเห็นความแตกต่าง อย่างสีไม้ ต้นไม้ที่จะสวยทุกต้น สวยไปหมด เหมือนเรากำลังมองภาพจิตรกรรมของญี่ปุ่นหรือจีน ที่ธรรมชาติมีความงามเหมือนในรูปภาพ”

หลุยส์เล่าความแตกต่างเวลาสเกตช์ภาพที่ต่างประเทศให้ฟังว่า เป็นเรื่องปกติมากที่คนจะมานั่งวาดภาพตามที่สาธารณะ ซึ่งถ้าเป็นที่บ้านเรา คนก็อาจจะมองด้วยสายตาที่ตั้งคำถามว่ามาทำอะไร หรือบ่อยครั้งก็มีเจ้าของที่หรือยามไล่ไม่ให้วาดภาพ

“ที่หนักสุดเลยคืออินเดีย เคยไปนั่งวาดแล้วเขาจะล้อมทุกทิศทางไม่มีพื้นที่ส่วนตัว แต่เขาดูแฮปปี้ดีนะ” หลุยส์เล่าพร้อมทำมือแสดงระยะห่างระหว่างเขากับคนอินเดีย

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

The Exhibition-Moments in Bangkok

เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ในฐานะ Urban Sketcher ทำให้ตอนนี้หลุยส์มีภาพวาด อาทิ สะพานร้องไห้ วัดบวร วัดโพธิ์ หรือจะเป็นสวนสมเด็จย่าซึ่งเป็นภาพวาดแรกของหลุยส์ ที่วาดผ่านมุมมองการสเกตช์พร้อมลงสีน้ำมาแล้วพันกว่ารูป หรือสมุดสเกตช์จำนวน 19 เล่ม จนเกิดเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง ในชื่อว่า ‘คนวาดเมือง The Exhibition-Moments in Bangkok’ ซึ่งภายในงานจะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่  Old Town’s Romance  ตามด้วย Elegance in the city และในส่วนสุดท้ายคือ Wat Pho ซึ่งใจความสำคัญของงานนิทรรศการนี้ต้องการให้คนเมืองสังเกตถึงความงามของกรุงเทพฯ ตั้งแต่สิ่งสามัญอย่างอาคารบ้านเรือนในชุมชน ไปจนถึงสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีเรื่องราวมาอย่างยาวนาน

“เราอยากให้สังเกตเมืองมากขึ้น อินกับเมืองมากขึ้น ผ่านการบันทึกภาพด้วยการวาดลายเส้นง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน ซึ่งตั้งใจถ่ายทอดให้คนดูรู้สึกตามว่า นอกจากห้างแล้วกรุงเทพฯ ยังมีอะไรให้ไปอีกเยอะมาก”

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

คนมองเมือง-วาดเมือง

ระหว่างที่ฉันกำลังนั่งดื่มคาราเมลมัคคิอาโตพร้อมดูภาพสเกตช์ของหลุยส์ ประกอบเสียงดนตรีที่เปิดคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศทีดีในการคุยแล้ว ฉันร้องถามเขาว่าทำไมถึงชอบย่านที่เรานัดหมายอยู่นี้

“เราเป็นคนชอบย่านถนนพระสุเมรุมาก เพราะเป็นทั้งแหล่งรวมตัวของศิลปินหรือคนที่มีความชอบมองหาความงามในเมืองแถวๆ นี้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น ช่างภาพ คนวาดรูป นักเขียน เขาจะอยู่ร่วมกันพบปะกันในย่านนี้เสมอ จะเห็นว่า จากตรงนี้ไปถึงป้อมพระสุเมรุ จะมีคาเฟ่น่ารักๆ มีวัดบวรนิเวศฯ มีพิพิธภัณฑ์ เป็นถนนเส้นที่น่ารัก

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

“เราชอบตึกที่มันมีเรื่องราวมีประวัติศาสตร์มากกว่าโซนที่เป็นเมืองสมัยใหม่ ยิ่งเราเดิน ยิ่งมีปฏิสัมพันธ์กับเมืองมากขึ้น

“และเราจะทั้งรักมัน ทั้งไม่รักมัน เราเห็นข้อดีและข้อด้อย และยิ่งเราเห็นทั้งสองด้าน เราก็ยิ่งเห็นเหตุและผลของสิ่งที่เป็นอยู่ คำถามคือ เราจะสามารถช่วยเหลือหรือแก้ไขบางเรื่องยังไงได้บ้าง ยิ่งทำให้เราอยากมีส่วนร่วมกับเมืองมากขึ้น”

ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่หลุยส์กำลังเล่าให้ฟัง พลางฉุกคิดขึ้นมาอีกหนึ่งคำถามที่สงสัยว่าตลอดระยะเวลาที่หลุยส์ออกไปสเกตช์ภาพแต่ละที่ในกรุงเทพฯ มีสถานที่ไหนไหมในสมุดสเกตช์ที่หายไปจากพื้นที่จริง

“การรื้อถอนมันก็เป็นไปตามเวลา แต่ว่าเราก็จะมีคำถามต่อสังคมว่าการพัฒนาหรือการจะทำเป็นสวนสาธารณะอย่างที่นิยมในยุคนี้ ควรจะเป็นเหตุผลของการทำลายล้างสิ่งที่เคยมีให้หมดไปเชียวเหรอ หรือแท้จริงแล้ว เป็นสิ่งควรจะเก็บไว้ อย่างเช่น การรื้อถอนกุฏิเก่าของวัดสวนพลู แล้วสร้างอะไรที่ไม่สวยขึ้นมาทดแทน เราเรียนสถาปัตยกรรมมา เราเห็นคุณค่าทางสังคมของสิ่งนี้ เพราะเป็นสิ่งที่บ่งบอกประวัติศาสตร์ของยุคสมัยๆ หนึ่ง ซึ่งพอหายไปแล้ว ลูกๆ หลานๆ เราก็หาอ่านจากที่ไหนไม่ได้ เราก็เลยรู้สึกน่าเสียดาย”

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย Urban Sketcher นักวาดภาพเมืองที่จะทำให้หลงเสน่ห์และตกหลุมรักเมืองกรุงอีกครั้ง  Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

ก่อนจะถึงเวลาพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาลากลับไปพักผ่อน

ฉันกวาดสายตาไปยังฝั่งซ้าย มองดูภาพที่ใครสักคนกำลังติดตั้งให้อยู่ในระดับสายตา

ภาพตึกสีเหลืองที่มีสายไฟระโยงระยางบังเสน่ห์บางส่วนของตึก ตรงหน้าทำให้เอ่ยปากถามหลุยส์ถึงจุดด่างพร้อย ที่คนกรุงเทพฯ เห็นและวิจารณ์มาตลอดชีวิต

“นักวาดรูปเขาชอบพวกสายไฟพวกนี้มากเลย มันสร้างเสน่ห์ในรูปวาด แม้จะไม่ใช่เสน่ห์ในชีวิตจริง เราว่ามันต้องบาลานซ์กัน อะไรที่เป็นระเบียบมันก็ต้องเป็นระเบียบ บางอันก็ตัดถ้ามันรบกวน แต่บางอันเราต้องเสนอความจริงไม่ควรบิดเบือนมัน” หลุยส์ทิ้งท้าย

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

Writer

Avatar

อุษา แม้นศิริ

นักศึกษาอาร์ตสายกราฟิก แต่สนใจอยากทำงานเขียน ชอบที่จะไปงานคอนเสิร์ตไม่ว่าจะไทยหรือต่างประเทศ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือดนตรี สีฟ้า และชาเขียว

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

11 โมงตรงแดดเปรี้ยงร้อนผ่าว ผมเดินเหงื่อหยดอยู่แถวย่านวัดดาว ปิ่นเกล้า เพื่อหาสถานที่ตามนัดหมาย ผมไม่ได้มาตามหา เน วัดดาว ผู้ที่ได้รับเกียรติเอาย่านนี้มาเป็นนามสกุล แต่ผมมาเพราะถูกนางกวัก กวักเรียกให้มาหาผู้ออกแบบต่างหาก มีนักออกแบบกลุ่มหนึ่งลงมือออกแบบนางกวักออกมาใหม่ ใช่ครับ นางกวักที่เป็นของขลังเรียกลูกค้าประจำร้านค้าของสังคมไทยนี่แหละ ผมเคยเห็นนางกวักรูปแบบใหม่นี้มาได้สักพัก แล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจมากๆ มากขนาดที่ตัวนักออกแบบคนนี้นั้นได้ถูกเสนอชื่อให้เป็น Designer of the Year ประจำปี 2017 มาแล้วอีกด้วย และตอนนี้ ด้วยการช่วยเหลือของแผนที่ในโทรศัพท์หรือพลังงานบางอย่างของนางกวักก็ไม่ทราบได้ ผมเดินมาถึงจุดนัดหมายแล้ว ป้ายด้านหน้าทาวน์เฮาส์ห้องนั้นติดตัวอักษรไว้ว่า THIS.MEAN.THAT

นางกวัก

THIS.MEAN.THAT เป็นสตูดิโอที่ก่อตั้งขึ้นโดยนักออกแบบ 2 คน คือ นก-ธันย์ชนก ยาวิลาศ และ ไผ่-ปัญจพล กุลปภังกร ทั้งคู่เรียนจบจากภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พอเรียนจบทั้งสองคนต่างก็ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ นกศึกษาด้านการสื่อสารและกราฟิกดีไซน์ ส่วนไผ่เลือกเรียนด้านการออกแบบเครื่องประดับ โทษฐานที่รู้จักกันมาตั้งแต่ที่ลาดกระบัง จึงทำให้ระหว่างที่อยู่อังกฤษทั้งคู่ได้ไปช่วยทำโปรเจกต์ของคอร์สเรียนปริญญาโทให้กันและกันอยู่เสมอ พอนำความถนัดเรื่องการสื่อสารและกราฟิกมาผสมการออกแบบเครื่องประดับ ทำให้เกิดไอเดียและแง่มุมที่น่าสนใจมากมาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้

นางกวัก นางกวัก

พอเรียนจบกลับมาไทย ทั้งคู่ต่างก็เข้าทำงานในสายงานที่ตัวเองเรียนมา แล้วก็พบปัญหาว่า ตอนเริ่มโปรเจกต์เรามักใส่ไอเดียลงไปในงานเต็มร้อย แต่ด้วยข้อจำกัดของตลาดทำให้ไอเดียเหล่านั้นค่อยๆ ลดลง จนตอนที่ออกสู่ตลาดอาจจะเหลือไอเดียแรกแค่ 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

“เรารู้สึกว่ามันน่าจะมีงานออกแบบอะไรสักอย่างที่มี content ซึ่งไม่ได้ขึ้นกับการตลาด แล้วก็อยากลองทำอะไรสนุกๆ เหมือนเป็นที่ทดลองงานแปลกๆ ของเรา พอเราหาพื้นที่ไม่ได้ก็เลยคิดว่างั้นเราสร้างพื้นที่ขึ้นมาเองเลยละกัน ด้วยโจทย์ที่เราชอบตีความเรื่องการสื่อสาร เราก็เลยอยากทำของแต่งบ้านแบบที่มีเรื่องราว มี content ซ่อนอยู่ในนั้น เพราะถ้าทำของแต่งบ้านแบบทำแจกัน กรอบรูป ก็ไม่รู้เราจะทำไปทำไม เพราะคนอื่นทำกันเต็มไปหมดแล้ว”

สิ่งที่ทั้งสองคนคิดจะทำคือ ของแต่งบ้านที่มีเรื่องราวซ่อนอยู่ในนั้น โดยมีแนวความคิดหลักๆ คืิอ ทำสิ่งที่คนคุ้นเคย แต่ทำให้มันเล่าเรื่องราวใหม่ๆ ได้ สิ่งแรกที่ทั้งสองคนหยิบมาออกแบบคือ นางกวัก

“เพราะเป็นงานออกแบบชิ้นแรก เราเลยนึกถึงคำว่า welcome หรือ ยินดีต้อนรับ เหมือนเป็นการเปิดตัว การเชื้อเชิญ เราก็มองหาว่าอะไรที่สื่อถึงการเชื้อเชิญของคนไทย บ้านของไผ่อยู่แถววัดราชบพิตร ย่านร้านขายพระองค์ใหญ่กับพวกเครื่องสังฆภัณฑ์ พอเราไปเดินรอบๆ บ้านก็บังเอิญเห็นนางกวัก เลยเริ่มคุยกันว่า นางกวักเป็นของแต่งบ้านไทยรึเปล่า ถ้าเราตัดเรื่องความเชื่อออกไป เวลาเราเห็นนางกวักที่ไหนก็รู้สึกว่าเป็นบ้านคนไทยเลย ก็เลยคิดว่าคอลเลกชันแรกทำของแต่งบ้านที่เป็นนางกวักดีกว่า”

นางกวัก พระ นางกวัก

ขั้นตอนแรกของการทำงานเริ่มต้นโดยการที่ทั้งคู่ซื้อนางกวักจากร้านนั้นกลับมา แล้วเอาตะไบมาค่อยๆ ลดทอนรายละเอียดส่วนที่ไม่ชอบออกไป ระหว่างที่ทำก็เจอทั้งผ้ายันต์ข้างในนางกวัก และถูกนางกวักจ้องหน้ากลับมาตลอด จึงทำให้ทั้งสองคนหวาดผวาตอนทำงานอยู่บ่อยๆ ทั้งคู่เลยเปลี่ยนไปหาช่างปั้นให้ขึ้นแบบนางกวักจากขี้ผึ้งมาใช้ทำงานแทน เพื่อลดความน่ากลัวของนางกวักลง จากความตั้งใจแรกที่อยากให้นางกวักเปลี่ยนรูปทรงไปมากๆ ให้คล้ายพริตตี้มอเตอร์โชว์ แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมและไม่สื่อสารความหมายที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายทั้งสองคนตัดสินใจเก็บรูปทรงเดิมๆ ทั้งหมดไว้ แต่เปลี่ยนสิ่งของที่นางกวักถือให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นแทน

นางกวัก นางกวัก

นางกวัก

“เราไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ สิ่งที่เราทำเป็นเหมือนการบันทึกเรื่องราวของยุคสมัย นางกวักที่ทำในปี 2014 ความร่ำรวยที่นางกวักถือก็จะเป็นของยุคนั้น ส่วนนางกวัก 2017 ก็จะมีของแสดงความร่ำรวยที่เปลี่ยนแปลงไป กระเป๋าถือจะเป็นอีกแบบ แว่นจะเป็นอีกทรง ตามที่ในยุคนั้นๆ เขาชอบกัน ลูกค้าที่ซื้อไปเขาก็ถวายมาการง ถวายน้ำแดง ให้นางกวักกันปกติ ตอนนกทำงานที่ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยได้เห็นงานที่หลากหลาย เลยไม่รู้สึกว่าการแตะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องน่ากลัว วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย ถ้าวัฒนธรรมไม่เปลี่ยนแปลงมันก็จะตายและหายไป”

ผมทึ่งที่เห็นการหยิบเอาความเป็นไทยแบบบ้านๆ มาทำงานออกแบบ บ้านๆ ในที่นี้ไม่ใช่การดูถูก แต่หมายถึงเป็นสิ่งที่นักออกแบบส่วนมากไม่ได้สนใจจะหยิบจับมาใช้ ผมเลยถามถึงที่มาในการใช้สิ่งนี้มาออกแบบ

“การหยิบเอาของจักสาน ลายกระหนก หรือลายรดน้ำ มาใช้ มีคนทำเยอะแล้ว เราอยากทำสิ่งที่ยังไม่มีคนทำ มีคนถามศิลปินคนหนึ่งว่า คุณเป็นคนออสเตรีย ก็ต้องนำเสนอความเป็นออสเตรียออกมาสิ เพราะตอนนั้นมีกระแสแรงมากว่าศิลปินไทยต้องนำเสนอความเป็นไทย เขาตอบว่า เขาไม่รู้หรอกว่าอะไรคือคำว่า ความเป็นออสเตรีย แต่มันคือสิ่งที่เขาเห็นและอยู่ด้วยทุกวัน มันคือการดำเนินชีวิตของเขา เราก็รู้สึกแบบนั้น เราอยู่กันแบบนี้ สิ่งแวดล้อมเราเป็นอย่างงี้ งานก็เลยออกมาประมาณนี้ เราไม่ได้อยากทำเพราะมันคือความเป็นไทย”

นางกวัก

นกและไผ่เปิดตัวนางกวักในงานแฟร์แสดงสินค้างานหนึ่งจากการเชิญชวนของรุ่นพี่ที่รู้จัก และฟีดแบ็กที่ได้มาก็ถือว่าน่าตื่นเต้นและตกใจ

“หลังจากเราได้ต้นแบบแล้วก็ให้ทางโรงงานผลิตนางกวักขึ้นมาให้ แต่ตอนที่ได้รับมาพบว่าดูเล็กเกินไป เพราะมาแค่ตัวนางกวักอย่างเดียว เราก็ไปซื้อฐานที่เขาวางพระจริงๆ มาต่อ แล้วก็เอาแก้วครอบพระนี่แหละมาครอบไปอีกชั้น ตอนนั้นคนก็ค่อนข้างชอบกัน และคนจำนวนมากก็นึกว่ามันจะมีกลไกอะไรไหม แบบนางกวักที่ขยับแขนได้แบบแมวกวัก”

“ต่อมาเราไปออกงาน BIG+BIH ก็ขายดีเลย ส่วนหนึ่งคือร้านที่มาออกบูทขายของดัวยกันเขาซื้อกันไปตั้งหน้าร้าน คนที่เห็นก็ถามว่า คุณซื้อนางกวักมาจากไหน เหมือนโฆษณาให้เราด้วย ซึ่งมันคือฟังก์ชันของนางกวัก แต่ไม่ได้แค่กวักคนเข้าร้านนั้นๆ ร้านเดียว แต่เผื่อแผ่มาถึงคนทำนางกวักอย่างเราด้วย”

หลังจากไปออกงานแฟร์แสดงสินค้าบ่อยเข้า ทั้งคู่ก็พบบัญหาว่าการมีสินค้าเพียงแค่ชิ้นเดียวในบูททำให้คนไม่ค่อยสนใจ เลยคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะออกผลิตภัณฑ์เพิ่มเป็นคอลเลกชันที่ 2 ซึ่งควรจะแสดงถึงความเป็นไทยที่แตกต่าง

นิตยสาร

นิตยสาร

“ตอนนั้นเราย้ายมาอยู่แถววัดดาว แถวนี้มีแผงหนังสือที่นิตยสารแทงหวยเยอะมาก แบบบอกให้เราไปที่นี่ ขูดต้นไม้ตรงนั้น ขอพรกับศาลที่นั่น สอนวิธีการขูด สอนวิธีการขอ เจ๋งมาก เป็นเหมือนนิตยสาร Kinfolk ของวงการหวย

“เราสนใจเรื่องของความเชื่อของคนไทย เหมือนเป็น Pop Culture อย่างหนึ่ง เลยคิดคอนเซปต์ของคอลเลกชันนีี้ว่า Made in Thailand พอพูดถึงการขอหวย เรานึกถึงสัตว์ที่มีรูปร่างผิดปกติ หมูสองหัว จิ้งจกสองหาง วัวสิบขา ถ้าเป็นประเทศเจริญแล้วจะถูกนำไปวิจัย แต่ในบ้านเราจะถูกเอาไปตีเป็นหวยแทน เราทำตัวหมูสองหัวออกมา แต่พอปล่อยออกมาแล้วเงียบกริบ คนไม่เข้าใจกัน เราต้องเล่าเรื่องราวการขอหวยให้คนที่มาถามฟัง เล่าจบคนก็หัวเราะแล้วเดินออกไปหมด คนใหม่มากูก็ต้องเล่าอีกแล้ว (หัวเราะ) เล่าเรื่องเดิมทั้งวันเลย แต่คนที่เก็ตเนี่ยไม่ถามอะไรเลย อย่างแม่บ้านที่ทำความสะอาดในงานเนี่ย เดินมาเจอก็มาลูบหมูเราเลย แล้วถามว่า จะมีเลขไหมเนี่ย แบบชอบมากเลย”

“พอดีตอนนั้นในสตูดิโอมีน้องมาช่วยงานอยู่ 2 คน เราก็ให้น้องช่วยออกแบบต่อยอดจากของที่เรามีให้เป็นของชิ้นเล็กๆ แต่ยังคงเชื่อมโยงกับของที่เราเคยทำไปแล้ว คนแรกนำเสนอผ้ายันต์กับพระเครื่อง เอาโปรดักต์ที่เราทำไปใช้เป็นลายของทั้งผ้ายันต์และตัวพระเครื่อง ส่วนอีกคนไปทำการบ้านมาว่าคนสมัยนี้ต้องการอะไรในโลกออนไลน์ ก็พบว่าเราต้องการให้คน Like ให้คน Love และก็ต้องการรวย พอสรุปมาแบบนี้เราก็หยิบเอามือ เอาท่าทาง ของนางกวักมาต่อยอดทำเป็นเข็มกลัดชิ้นเล็กๆ ก็ช่วยให้บูทมันไม่เหงาเกินไป”

นางกวัก

นางกวัก

หลังจากคอลเลกชันที่ 2 ผ่านไป และเริ่มเข้าสู่เทศกาลไปออกงานแฟร์ในอีกหลากหลายที่ ก็ถึงเวลาที่ต้องออกคอลเลคชันใหม่อีกครั้งนึงแล้ว

“เราคุยกันว่าน่าจะทำคอลเลกชันใหม่ที่ฉีกออกมาจากที่เคยทำ เพราะภาพลักษณ์เราตอนนั้นดูเป็นสำนักทำของขลังไปแล้ว (หัวเราะ) เลยพยายามออกแบบสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความเชื่อของขลังอีก เราเห็นวินมอเตอร์ไซค์ ที่วินมีโซฟา มีโต๊ะ มีปลั๊กที่เป็นโคมไฟด้วย มันแปลกมาก เพราะมันคือการเอาพื้นที่สาธารณะมาทำเป็นพื้นที่ส่วนตัว มันเป็นความย้อนแย้งกันเองที่รุนแรงมาก เราเคยเห็นฝรั่งมาถ่ายรูปพื้นที่แบบนี้แล้วไปจัดเป็นนิทรรศการ โด่งดังที่เมืองนอกเลยนะ เราตัดสินใจเอาไอเดียนี้เป็นคอลเลกชันที่ 3 คือ ‘Feeling like a home’ เริ่มออกแบบเลยจากของที่เราไปเจอมา อย่างพานที่เชื่อมติดกับแก้ว หรือปลอกหมอนที่ลอกลวดลายกราฟิกมาจากเก้าอี้พลาสติก และอีกอันที่ชอบมากก็คือโคมไฟที่เอารูปทรงของกรวยจราจรมาทำ คือตอนนั้นบ้านเราฮิตเอา Cactus มาแต่งบ้านกัน ก็เลยเอาผิวและรูปทรงของ Cactus มาผสมกับกรวยจราจรและออกมาเป็นโคมไฟ ปรากฏว่าปล่อยออกมาปุ๊บ เงียบ อ่าว ฉิบหายละ ลงทุนไปตั้งเยอะ (หัวเราะ)”

THIS.MEAN.THAT THIS.MEAN.THAT

THIS.MEAN.THAT

“ถึงไม่อยาก แต่ก็ต้องเรียกนางกวักกลับมา ตอนนั้นถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง คือเราไปรู้จักกับช่างปั้นคนนึง คือพี่บรรลือธณวรรฒ วงษ์เจริญธรรม จาก Tarabunya ด้วยความที่เราเคารพและนับถือในงานฝีมือช่างอยู่แล้ว ก็เลยไปคุยกับเขาว่าอยากทำนางกวักด้วยกันแบบเป็น co-project เราบอกไอเดียให้ช่างขึ้นรูปด้วยสไตล์ของพี่เขา เป็นแนวอ่อนช้อยหน่อย เขาทำออกมาสวยมาก จนเรารู้เลยว่าคอลเลกชันอื่นจบสิ้นแน่นอน เพราะทุกคนจะสนใจที่นางกวักอย่างเดียว”

THIS.MEAN.THAT

หลังจากทำมา 3 คอลเลกชัน ผมอยากรู้ว่าทั้งคู่ได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง ทั้งในด้านการออกแบบสื่อสารและด้านการตลาด ซึ่งสิ่งหลังเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนได้เริ่มก่อตั้งสตูดิโอแห่งนี้ขึ้นมา

“เรื่องการอยู่รอดทางธุรกิจ การที่เราทำทุกอย่างเองเป็น SME แบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียของเราคือถ้ามียอดสั่งซื้อมากๆ เราไม่สามารถทำให้ได้ แต่ข้อดีของรูปแบบนี้ก็เป็นจุดแข็งของเราเหมือนกัน ด้วยความที่มันไม่ได้มีจำนวนเยอะ ลูกค้าก็พร้อมจะจ่ายให้กับของที่ไม่ซ้ำแบบใคร ร้านค้าที่เป็น concept store หรือ selected shop เลยมาสั่งซื้อกับเราแทน ลูกค้าก็จะแฮปปี้ เพราะเขาไม่อยากได้ของซ้ำกับใคร มันเป็นเรื่องมูลค่ากับคุณค่า ถ้าเราเน้นผลิตเยอะๆ ขายเยอะๆ ราคาก็จะถูกลง แต่พอเราทำเองทุกขั้นตอน ทำด้วยความใส่ใจมันก็มีมูลค่าที่สูงกว่า แต่การที่เรามาทำอะไรแบบนี้ในตลาด มันไม่ได้อยู่ง่ายนะ การที่เราทิ้งเงินเดือนประจำออกมาทำสิ่งนี้ ก็เหมือนเป็นการตามหาคุณค่าของตัวเราเองเหมือนกัน”

“ส่วนเรื่องของการออกแบบ หลังจากเราทดลองทำงานมาหลากหลายอย่าง เราก็พบว่าการสื่อสารกับคนหมู่มากเป็นเรื่องยาก ยังไงเราก็ต้องออกแบบในสิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่ดี เพราะเข้าถึงได้ง่ายกว่า บางครั้งไม่ได้หมายถึงแค่คนไทยอย่างเดียว อย่างนางกวักของเราถ้าเป็นฝรั่งที่เคยไปญี่ปุ่นมาเขาก็เก็ตเลย เพราะเคยเห็นแมวกวักมาก่อน คนญี่ปุ่นก็ชอบมากเพราะมันเหมือนแมวกวัก เหมือนมันมีเรื่องเชื้อชาติ วัฒนธรรม มาเป็นกำแพงด้วย”

THIS.MEAN.THAT THIS.MEAN.THAT

THIS.MEAN.THAT

สุดท้ายก่อนจากกันไปในวันนี้ ผมถามถึงก้าวต่อไปของสตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้ ว่าจะเป็นยังไงต่อไป

“อยากให้ที่นี่เป็น artist residency หรือเป็น co-working space ให้เหล่าศิลปินคนอื่นๆ เพื่อจะได้มาร่วมกันแชร์ไอเดีย แชร์การทำงานหรือแนวคิดบางอย่างให้กันและกันได้

“แต่ในส่วนของการออกแบบของแต่งบ้าน มันยังคงเป็นการทดลองการสื่อสาร สื่อความหมาย แต่ตอนนี้การทดลองยังคงอยู่ที่ไทยเป็นหลักเพราะบ้านเราอยู่ที่เมืองไทย แต่สุดท้ายปลายทาง จุดหมายสูงสุดของเราที่ยากมากๆ แต่จุดที่เราจะพยายามไปให้ถึงก็คือ เราอยากทำงานออกแบบที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม มันคือภาษาสากลที่ใครๆ บนโลกนี้ก็เข้าใจ คือเหมือนเอางานไปวางที่ไทยก็เข้าใจ ฝรั่งเศสก็เข้าใจ เยอรมนีก็เข้าใจ เหมือนเป็นภาษาสากลอีกภาษานึงในโลกใบนี้”

ผมมั่นใจว่าโอกาสเหล่านั้นก็คงจะถูกกวักให้เข้ามาในชีวิตของทั้งสองคน แบบเดียวกันกับที่กวักผมให้มาเจอพวกเขากันในวันนี้

THIS.MEAN.THAT

Website: www.thismeansthatstudio.com
Facebook:  thismeansthat

นอกจากตัวสตูดิโอ this.mean.that แล้ว ไผ่ยังเป็นนักออกแบบเครื่องประดับที่มีดีกรีได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวด Talente ในสาขานักออกแบบเครื่องประดับของประเทศเยอรมนี และเพิ่งได้รับรางวัล Designer of the Year ของไทยในสาขานักออกแบบเครื่องประดับประจำปี 2017 มาหมาดๆ สนใจไปเยี่ยมชมงานของไผ่ได้ที่ panjapolkulp.com

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load