ต้นปีที่ผ่านมา เราเจอเพจรวมภาพเก่าเพจหนึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงและถูกแชร์ต่อจำนวนมากบนเฟซบุ๊ก เพราะเรื่องราวความน่ารักจำนวนมากที่บรรจุอยู่ภายในเพจ ชื่อของเพจนั้นก็คือ ‘เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น เป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กรวบรวมและคัดภาพถ่ายในอดีตมานำเสนอบนเพจทุกวันตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ก่อตั้ง กระทั่งต้นปีที่ผ่านมา ภาพถ่ายเก่าๆ ภาพหนึ่งที่แอดมินโพสต์ลงเพจ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เพจนี้มีความพิเศษและแตกต่างจากเพจรวมภาพเก่าอื่นๆ อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน

ภาพที่แอดมินโพสต์ในวันนั้น คือ ภาพการเล่นน้ำสงกรานต์ของหนุ่มสาวจังหวัดเชียงใหม่ในอดีต นอกจากบรรยากาศสงกรานต์ในอดีตที่น่ารัก บวกกับความหน้าตาดีของหนุ่มสาวภายในภาพ ซึ่งทำให้ผู้คนเข้ามาแสดงความชื่นชอบกันจำนวนมาก ความพิเศษมากไปกว่านั้นคือ จู่ๆ ลูกๆ ของทั้งฝ่ายชายหนุ่มและหญิงสาวภายในภาพต่างก็นำภาพของพ่อและแม่พวกเขาในปัจจุบันมานำเสนอให้คนในเพจได้เห็น และบังเอิญไปกว่านั้น ลูกของทั้งสองฝ่ายยังเป็นคนรู้จักกัน และเรียนอยู่คณะเดียวกันด้วย ราวกับภาพความสัมพันธ์ที่ถูกบันทึกไว้ในอดีตส่งต่อมาถึงรุ่นลูกของพวกเขา

เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น เพจรวมภาพเก่าที่ลูกหลานคนในภาพช่วยกันเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

ภาพถ่ายในอดีตของเพจเชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็นจึงพิเศษและมีสีสันขึ้นมา ไม่เพียงเพราะคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ยังรวมถึงเรื่องราวในภาพที่ถูกถ่ายทอดเพิ่มเติมจากรุ่นลูก รุ่นหลาน ช่วยร้อยเรียงความทรงจำในอดีตของครอบครัวพวกเขามาผูกโยงกับปัจจุบัน หลังจากนั้นก็กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่า ทุกภาพที่เพจโพสต์ ทุกคนจะตั้งตารอดูลูกหลานของบุคคลภายในภาพมาโพสต์ภาพปัจจุบันของครอบครัว รอฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในภาพ 

รวมถึงเหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ราวกับว่าเราได้เห็นตอนจบบริบูรณ์ของภาพถ่ายใบต่างๆ และทำให้ภาพถ่ายในอดีตของเพจเชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น มีชีวิตชีวาแตกต่างจากเพจอื่น กลายเป็นความทรงจำร่วมกันภายใต้บรรยากาศน่ารักๆ และอบอุ่น จนเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้คนเข้ามากดติดตามเพจนี้กว่า 2.5 แสนคน

เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น เพจรวมภาพเก่าที่ลูกหลานคนในภาพช่วยกันเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน
เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น เพจรวมภาพเก่าที่ลูกหลานคนในภาพช่วยกันเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

5 ปีที่แล้วตอนที่ เบิร์ด-มนตรี ปัญญาฟู ตัดสินใจก่อตั้งเพจเชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น เขาเองก็ไม่อาจคาดเดาว่าภาพเก่าที่เขาชื่นชอบและคัดมานำเสนอลงเพจ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผู้ติดตามไม่ได้เห็นแค่ภาพในอดีต แต่ยังได้รับรู้เรื่องราวหลายมิติภายในภาพ จากคำบอกเล่าของลูกหลานและผู้คนในภาพที่เขานำเสนอ ที่สำคัญ ความทรงจำที่มีร่วมกันในอดีตก็ยังร้อยผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน จนเกิดเป็นมิตรภาพจำนวนมากข้างหลังภาพ

วันนี้เราชวนเบิร์ดมาพูดคุยกันถึงที่มาที่ไปของเพจ รวมถึงเรื่องราวน่ารักที่เกิดขึ้นจากภาพถ่ายใบเก่า

เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น เพจรวมภาพเก่าที่ลูกหลานคนในภาพช่วยกันเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

เบิร์ดเริ่มต้นนำเสนอภาพถ่ายเก่าที่เขาชื่นชอบและสะสมไว้ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว และมีผู้ที่ชื่นชอบภาพเก่าเช่นเดียวกับเขาติดตามจำนวนมาก กระทั่ง 5 ปีที่แล้ว เพื่อไม่ให้เนื้อหาส่วนตัวปะปนกับการลงภาพ เบิร์ดเลยตัดสินใจย้ายคลังภาพเก่าไปนำเสนอบนเพจ เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น ที่เขาก่อตั้งขึ้น ถึงแม้ว่าจะใช้ชื่อเพจที่เกี่ยวข้องกับเชียงใหม่ แต่เนื้อหาภายในภาพถ่ายก็มีเรื่องราวของจังหวัดอื่นๆ ตลอดจนเรื่องราวต่างประเทศด้วยเช่นกัน

“ผมเริ่มต้นชื่นชอบภาพเก่าโดยมีต้นแบบมาจากคุณแม่ เขาเก็บภาพครอบครัวแทบทุกเหตุการณ์ไว้เต็มตู้ แล้วก็ชอบเปิดอัลบั้มภาพเหล่านั้นและเล่าเรื่องในภาพไปด้วย ทำให้ผมเห็นว่าภาพทุกภาพล้วนมีเรื่องราวและมีค่า

“มีครั้งหนึ่งคุณแม่เคยเล่าเรื่องของคุณตาผมให้ฟัง ซึ่งผมเกิดมาไม่ทันได้เห็นท่าน แต่แม่ก็จะเอารูปของท่านมาเล่าให้ฟังว่า ตาเคยทำอะไรมาบ้าง เขาเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านนะ เคยช่วยทำถนนให้คนในหมู่บ้านนะ นี่คือเสน่ห์ของภาพถ่ายเก่า บุคคลในภาพเขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในภาพถ่าย คือสายตาของคนในภาพที่มองออกมา 

“แววตานั้นมองออกมาหาเรา ภาพมันสื่อความรู้สึกออกมาได้ มันมีความอบอุ่น ทำให้ผมรู้สึกว่าเขายังมีชีวิตอยู่และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา ถ้าไม่มีภาพถ่าย ผมจะไม่มีทางรู้สึกแบบนี้เลย เพราะไม่มีภาพความทรงจำของเขาให้เห็น ใครจะรู้ว่าภาพภาพเดียว ทำให้ความทรงจำของคนชัดเจนขึ้นมา นี่เลยเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมหลงใหลภาพเก่าตั้งแต่นั้นมา เวลาผมไปเที่ยวบ้านใคร ผมจะชอบขอเขาดูภาพในอัลบั้มครอบครัว ผมจะเห็นเรื่องราวในนั้น ทำให้รู้จักเขาในแง่มุมต่างๆ มากขึ้น ภาพเก่าเหล่านี้มันเลยมีเสน่ห์” เบิร์ดเล่าความหลงใหลใน ‘ภาพเก่า’

เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น เพจรวมภาพเก่าที่ลูกหลานคนในภาพช่วยกันเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน
เพจรวมภาพเก่าที่ลูกหลานคนในภาพช่วยกันเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

ด้วยความหลงใหลเรื่องราวของผู้คนในภาพเก่า เขาซื้อหนังสือรวมภาพเก่ามาสะสมจนเต็มตู้ นอกจากนั้น ยังเข้าร่วมกลุ่มคนรักภาพเก่าอีกจำนวนมาก ทำให้เบิร์ดมีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลภาพเก่ากับผู้ที่ชื่นชอบเหมือนกัน

การปลูกฝังของแม่ยังทำให้เบิร์ดเป็นคนที่เห็นคุณค่าของผู้คนภายในภาพทุกภาพ ต่อให้คนนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไรจากภาพนั้น เขาก็จะค่อยๆ ตั้งใจมองทุกคนที่ปรากฏบนภาพอย่างละเอียด และหลายภาพที่เขานำเสนอลงเพจก็มีการครอปแง่มุมที่น่าสนใจของบุคคลเล็กๆ ซึ่งหลายคนไม่ทันได้สังเกตในภาพด้วย

“เราเป็นคนชอบสังเกตรายละเอียดเล็กๆ จากภาพใหญ่ เพราะในรายละเอียดเล็กๆ นั้นซ่อนอดีตที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนไว้ มันถูกวางไว้นิ่งๆ ในภาพถ่ายนั้น และดึงดูดความสนใจของเราเข้าไป หลายครั้งเราจึงตั้งใจครอปและซูมเข้าไปที่ส่วนประกอบเล็กๆ นั้น ทำให้มันเด่นขึ้นมา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพของเพจไม่เหมือนใคร”

เพจรวมภาพเก่าที่ลูกหลานคนในภาพช่วยกันเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

“อย่างภาพคนขายอ้อยควั่น เดิมเป็นส่วนประกอบเล็กๆ จากภาพใหญ่ ซึ่งภาพนี้ผมเคยเห็นหลายครั้ง แต่คราวนี้กลับพบรายละเอียดที่ไม่ทันเห็นมาก่อน ผมเห็นว่ามีคนกำลังแบกอะไรอยู่ ดูน่าสนใจจัง ก็ตัดสินใจโพสต์ลงเพจไปก่อน เพราะเชื่อว่าเดี๋ยวก็มีสักคนในเพจที่รู้ แล้วก็มีคนมาคอมเมนต์จริงๆ เขาคือคนที่ยังทันได้เห็นสิ่งนี้ บางคนก็คิดถึง ไม่ได้เห็นมานานแล้ว แต่ละคนจะมาเล่าอดีตและประสบการณ์ของเขา เช่น เวลานั่งรถไฟจะมีคนมาแบกขายนะ เขาจะมัดเป็นรูปทรงกลมๆ แบบนี้แหละ พอเราตั้งใจโฟกัสที่ส่วนเล็กๆ มันก็ทำให้ภาพนี้มีอีกหนึ่งเรื่องราวขึ้นมาได้ 

“ผมเชื่อว่าคนหลายคนมีความทรงจำในอดีตเยอะมาก แต่เขาไม่รู้จะเริ่มต้นเล่าจากอะไร ภาพถ่ายจึงเป็นตัวกลาง และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้เขานึกถึงความทรงจำบางอย่างได้ชัดเจนขึ้น และมาเล่าแลกเปลี่ยนกันในเพจ”

ความสนใจสังเกตรายละเอียดเล็กๆ นี่เองที่กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเพจเชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

“บางคนชอบภาพเก่า เพราะเขาชอบภาพเจ้า ภาพพระ ภาพบุคคลสำคัญ แต่ผมชอบไปหมดเลย ผมชอบชีวิตเล็กๆ ที่เป็นองค์ประกอบในภาพใหญ่ หรือหลายคนอาจเรียกว่าตัวประกอบ อย่างรูปผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีใบหน้าสวยกำลังอุ้มลูกอยู่บนดอยปุย ภาพนี้ก็เกิดจากการครอปจากภาพใหญ่มาโฟกัสที่เขาคนเดียว

“ผมรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้สวยมาก ปีที่ถ่ายผมยังไม่เกิดเลย แต่ความสวยของเธอยังร่วมสมัยถึงวันนี้ ผมเลยลงภาพแล้วเขียนว่า เธอสวยเกินยุคสมัยของเธอจริงๆ คนที่เข้ามาดูต่างก็ฮือฮากับความสวยของเธอ ภาพบางภาพเหมือนกับว่าคนในภาพนั้นคือคนในยุคปัจจุบัน อยู่ดีๆ ก็ไปยืนรวมกับคนอื่นๆ ในภาพที่ดูหน้าตาโบราณ แต่มีคนหนึ่งโผล่มาหน้าตาทันสมัย ราวกับนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไป นี่ก็เป็นอีกรายละเอียดในภาพเก่าที่ผมชอบนำเสนอบนเพจ”

เพจรวมภาพเก่าที่ลูกหลานคนในภาพช่วยกันเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

ภาพเก่าต่างๆ ที่เบิร์ดเลือกมาโพสต์ลงหน้าเพจทุกวัน นอกจากจะทำให้เขาได้ความรู้และมิตรภาพจากผู้คนที่เข้ามาคอมเมนต์ ครั้งหนึ่งเขายังได้รับมิตรภาพจากคนที่อยู่ภายในภาพเก่าด้วยเช่นกัน

“มีครั้งหนึ่งผมลงรูปเกี่ยวกับเมืองลาว ทั้งที่เป็นประเทศข้างๆ กับเรา เป็นเหมือนประเทศพี่น้อง แต่เราแทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับลาวเลย จนผมมีโอกาสไปเห็นรูปราชวงศ์ลาวที่งดงามมากๆ จึงไปศึกษาเรื่องราวเพิ่มเติม และตัดสินใจนำเสนอเรื่องนี้เป็นอัลบั้ม ‘เจ้าชีวิตคนสุดท้าย’ พอลงปุ๊บก็มีคนลาวมาดูเยอะมาก ตอนที่ผมมีโอกาสไปเที่ยวหลวงพระบาง พอคนลาวที่ติดตามโพสต์ของผมรู้เข้า เขาก็ติดต่อมา อาสาพาไปเที่ยวตามจุดที่น่าสนใจในประเทศ

“ภาพเก่าทำให้ผมเจอมิตรภาพหลายอย่างมาก ตอนลงภาพเกี่ยวกับราชวงศ์ลาว หม่อมสุพรรณมาลี (หม่อมสุพรรณาลี รังศรี ผาสุข) มาเห็นภาพที่ผมโพสต์ แล้วแอดเฟรนด์มาพูดคุย เขาดีใจมากที่เห็นคนนำเสนอเรื่องราวในอดีตของครอบครัวเขา และยินดีที่จะให้ภาพชีวิตเก่าๆ ของเขามาให้เผยแพร่ ทุกวันนี้ยังพูดคุยกันอยู่ ผมจะเรียกเขาว่าหม่อมยาย เขาเคยมาเที่ยวที่บ้านผมด้วย ทุกวันนี้เขาอายุแปดสิบแล้ว แต่ทันสมัยมาก มีเฟซบุ๊กและอยู่ในกลุ่มภาพเก่าของลาวด้วยครับ”

เพจรวมภาพเก่าที่ลูกหลานคนในภาพช่วยกันเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

ภาพ : หม่อมสุพรรณาลี รังศรี ผาสุข เต้นรำกับสามี ท่านขุนพิทักษ์ เจ้าสีหาราช รังศี ดำรงตำแหน่งคณะองคมนตรีประสม การเมือง ในงานบอลที่นายกฯ ลาวสุวรรณภูมา 1972 จัดที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว

นอกจาการค้นหาภาพเก่ามานำเสนอ เบิร์ดยังคิดหาวิธีที่จะหล่อเลี้ยงเพจ เพื่อจะได้ทำต่อไปเรื่อยๆ โดยการรับปรับภาพขาวดำให้เป็นสี และปรับความคมชัดของภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเด่นของภาพบนเพจ มีแฟนเพจจำนวนมากอยากสนับสนุน ส่งภาพมาให้เขาช่วยปรับ หลายครั้งเขาก็มีโอกาสเห็นภาพเก่าน่าสนใจที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน

“ผมเพิ่งเปิดรับทำภาพไม่กี่เดือน แต่ทำไปแล้วหลายร้อยภาพ ส่วนใหญ่เป็นคนที่เขาผูกพันกับเพจ เขาก็จะส่งรูปมาทีเป็นสิบรูปเลย เหมือนกับว่าได้ช่วยเหลือเพจและได้ความทรงจำที่แจ่มชัดขึ้น มีสีสันขึ้นกลับไปด้วย หลายภาพเป็นภาพโบราณที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทุกครั้งถ้าเป็นไปได้ผมจะขอข้อมูลจากเขาและนำไปโพสต์บนเพจ บางภาพเป็นภาพของเจ้าที่เคยปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเก็บไว้ในบ้านของลูกหลาน ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน

“บางภาพถึงขั้นเป็นประวัติศาสตร์ของอำเภอได้เลย ผมจะขออนุญาตโพสต์และใส่แฮชแท็กของอำเภอนั้นเข้าไป พอกลุ่มคนในอำเภอนั้นมาเห็นก็จะตื่นเต้น ว่าอำเภอของเขามีประวัติศาสตร์นะ บางครั้งมีตำรวจส่งภาพมา เป็นภาพผู้ร้ายที่ถ่ายได้จากกล้องวงจรปิด ขอให้ผมช่วยทำให้ชัดขึ้น แต่ผมปฏิเสธไป เพราะว่าทำไม่ได้ ภาพนั้นมองไม่เห็นดวงตา เพราะสำหรับผม ดวงตาคือสิ่งที่พิเศษที่สุดของภาพ ถ้าผมไปจินตนาการแทน อย่างไรมันก็ไม่เหมือน

“และหลายงานที่ผมรับมา มักจะมาในลักษณะนี้ คือเป็นรูปขาวดำที่ให้ผมช่วยทำสี หรือเป็นรูปที่เบลอ มีรอยชำรุด ให้ผมช่วยซ่อมแซม มีอยู่ครั้งหนึ่งผมขอเวลาเขาทำหนึ่งสัปดาห์ แต่เขาบอกว่าไม่ได้ เพราะว่าพ่อของเขาซึ่งคือคนในรูปตอนนี้อยู่ในสภาวะห้าสิบ ห้าสิบ ว่าจะอยู่หรือไป ผมก็ต้องรีบทำให้ รูปหน้าศพเป็นหนึ่งในรูปที่ผมได้ทำบ่อย

“บางคนทะเลาะกันก็ฉีกรูปอีกฝ่ายทิ้งจนหมด เคยมีคนติดต่อมาขอให้ช่วยทำให้เป็นปกติ เพราะจะใช้เป็นรูปหน้าศพ ซึ่งผมทำให้ไม่ได้ มันชำรุดเกินไป ภาพถ่ายก็เหมือนความทรงจำที่แจ่มชัด มันถูกตรึงไว้ในภาพ และคนในภาพก็มีค่ากับความทรงจำของหลายๆ คน มันย้อนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว เรากลับไปหาอดีตไม่ได้ แต่สิ่งที่บันทึกไว้ในภาพมีค่าเสมอ ผมอยากให้คิดดีๆ ก่อนจะฉีกภาพใดทิ้งไป เพราะไม่มีความทรงจำไหนจะแจ่มชัดเท่าภาพถ่ายอีกแล้ว” 

เพจรวมภาพเก่าที่ลูกหลานคนในภาพช่วยกันเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

รวมมิตรภาพฮิตของเพจเชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

1 ภาพแม่ค้าในอดีต

ที่มาที่ไปของเพจ ‘เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น’ ภาพเก่าและความทรงจำที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกของพวกเขา
ที่มาที่ไปของเพจ ‘เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น’ ภาพเก่าและความทรงจำที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกของพวกเขา

นี่เป็นรูปแรกๆ ที่ผมทำให้ชัดและใส่สีแล้วเกิดกระแส มาจากภาพใหญ่ที่ผมเลือกเจาะเฉพาะคนนี้ เพราะเขาสวยมาก พอโพสต์ไปก็มีคนเข้ามาคอมเมนต์ชมกันเยอะ จนกระทั่งมีคอมเมนต์หนึ่งบอกว่า คนในรูปคือคุณแม่ของเขาเอง ตอนนี้แม่ย้ายมาอยู่ที่ลำปาง แล้วก็ส่งรูปปัจจุบันของคุณแม่มาให้ ส่วนใหญ่รูปที่เป็นกระแสของเพจมักจะเป็นลูกที่มาคอมเมนต์และส่งภาพปัจจุบันคนในภาพมาให้

2 ภาพสาวรำวง

ที่มาที่ไปของเพจ ‘เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น’ ภาพเก่าและความทรงจำที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกของพวกเขา
ที่มาที่ไปของเพจ ‘เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น’ ภาพเก่าและความทรงจำที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกของพวกเขา

ภาพนี้ผมแทบไม่เชื่อเลยว่าจะหาภาพปัจจุบันของทุกคนเจอจนครบได้ ภาพนี้เกิดขึ้นจากการที่ไปเห็นรูปในเพจอะไรสักอย่าง แต่รูปไม่ชัด ก็เลยลองเอามาแต่งดู ด้วยความที่ตอนเป็นเด็กเราโตมากับเวทีรำวง เวลามีรำวงก็จะไปยืนดู ซึ่งเดี๋ยวนี้หาแทบไม่ได้แล้ว ผมเลยลงรูปไป พอลงไปปุ๊บ ความรู้ที่เข้ามาก็คือ ทุกคนในภาพเป็นคนจากจังหวัดเชียงราย 

ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอำเภอพาน ซึ่งทั้งอำเภอนั้นส่วนใหญ่ทำอาชีพเกี่ยวกับรำวงกันหมด ผู้หญิงเป็นสาวรำวง ผู้ชายเป็นนักดนตรี ว่ากันว่านักดนตรีมีหลักร้อย สาวรำวงหลักพัน ผมก็ตกใจว่ามีอย่างนี้ด้วยเหรอ ยุคนั้นถือเป็นยุคเฟื่องฟูของนักดนตรีทางภาคเหนือ เพราะสมัยก่อนเขาจะแกะเพลงเล่นกันจริงจัง แล้วเป็นเพลงที่ทันสมัยมาก เป็นเพลงฝรั่ง เพราะสมัยนั้นยังไม่มีแกรมมี่ ไม่มีอาร์เอส ชาวบ้าน ชาวสวน เขาฟังเพลงฝรั่งกัน เวลาวัยรุ่นไปเต้นบนเวทีเขาจะเต้นเพลงฝรั่งกันนะ ทันสมัยมาก ตอนนั้นยังไม่มีพี่เบิร์ดเลย เพลงลูกกรุงเขาก็ไม่เต้นกันหรอกบนเวทีรำวง ต้องเป็นเพลงฝรั่งมันๆ ไปเลย หลายคณะไปทัวร์ไกลถึงภาคใต้เลยนะ นี่คือข้อมูลที่แต่ละคนที่เคยทำอาชีพนี้มาเล่าให้ฟังจากโพสต์

ตอนที่ผมลงรูปวันแรกก็มีคนโพสต์ภาพปัจจุบันของคนในภาพคนหนึ่ง วันต่อมามีมาอีกคน จนกระทั่งครบทุกคน ไม่น่าเชื่อเลย ผมก็เลยทำเป็นซีรีส์ภาพเกี่ยวกับสาวรำวงเลยว่ามีวงอะไรบ้างในอดีต

3 แห่นางนพมาศ

ที่มาที่ไปของเพจ ‘เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น’ ภาพเก่าและความทรงจำที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกของพวกเขา
ที่มาที่ไปของเพจ ‘เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น’ ภาพเก่าและความทรงจำที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกของพวกเขา

รูปนี้คือรูปวันสงกรานต์ เป็นการแห่นางนพมาศ ผมโพสต์ตอนวันสงกรานต์ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่จะนั่งบนเสลี่ยงได้มักจะเป็นคนที่มีเชื้อเจ้า ในภาพนี้คือเจ้าของหลวงพระบาง ซึ่งต่อมาก็มีคนส่งภาพคุณแม่ของเขา ซึ่งเป็นนางนพมาศที่อยู่ในภาพมาให้ดู เลยทำให้ผมรู้ว่าเพจของผมไม่ได้มีแค่คนเชียงใหม่หรือคนไทยที่ติดตาม

4 หญิงสาวชาวเมี่ยน

ที่มาที่ไปของเพจ ‘เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น’ ภาพเก่าและความทรงจำที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกของพวกเขา
ที่มาที่ไปของเพจ ‘เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น’ ภาพเก่าและความทรงจำที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกของพวกเขา

ภาพนี้คือภาพของหญิงสาวชาวเมี่ยนหรือเย้าที่มีใบหน้าที่สวยมากๆ กำลังสวมชุดประจำชาติพันธุ์ของเขา มีผ้าโพกหัว นุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อคลุมแขนยาวมีไหมพรมสีแดงเป็นพวงที่สอบเสื้อ ภาพนี้เป็นฝีมือการถ่ายของฝรั่ง ผมลงไปปุ๊บ ทุกคนก็เข้ามาชื่นชมความสวยงามของเธอกันเยอะมาก และตั้งข้อสังเกตกันว่ารูปนี้น่าจะถ่ายที่ลาว ซึ่งในภาพไม่ได้ระบุไว้ว่าถ่ายที่ไหน แล้วจู่ๆ ก็มีข้อความส่งมาหาผม บอกว่ารูปนี้เป็นแม่ของเขาเอง มีคนดึงรูปนี้จากเพจผมไปลงในกลุ่มม้งที่สหรัฐฯ แล้วเขาก็บอกว่า ยินดีที่เห็นภาพนี้ และเขาก็บอกเล่าข้อมูลของภาพนี้ให้ผมนำไปลงในเพจ และยังได้ภาพปัจจุบันของผู้หญิคนนี้มาลงคู่กันด้วย คนในภาพก็รู้สึกดีใจ คนที่ได้เห็นข้อมูลปัจจุบันต่างก็อิ่มเอมเช่นกัน

ภาพ : เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

‘เที่ยวรอบโลก’ ความฝันวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนที่พูดง่าย แต่ยากที่จะตั้งให้เป็นเป้าหมายในชีวิต

เชษฏ์ สุวรรณรัตน์ อดีตพนักงานประจำ ปัจจุบันเป็นเจ้าของเพจ ‘วิ่งรอบโลก: Running The World’ คือผู้ท้าชิงคนนั้น เขาตั้งใจวิ่งเพื่อบันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน และอยากแบ่งปันให้ทุกคนบนโลกออนไลน์

จุดออกตัว

“จุดที่ทำให้เริ่มสนใจการวิ่ง คือเหตุการณ์ระเบิดที่บอสตันมาราธอน ในปี 2013 เราไปยืนถ่ายรูปเล่นแถวเส้นชัย และ 1 ชั่วโมงหลังจากที่เดินออกมากินข้าว มันเกิดระเบิดขึ้น” เชษฏ์เผยจุดเริ่มต้นที่มาจากเรื่องสะเทือนใจชนิดหวิดเอาชีวิตไม่รอด

หลังจากนั้นบอสตันจัดงานวิ่งการกุศล เพื่อระดมเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ด้วยความรู้สึกร่วมของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และคำว่า Boston Strong ที่สกรีนอยู่บนเสื้อ ทำให้เชษฏ์สมัครเข้าร่วมงานวิ่งครั้งนั้นเป็นสนามแรก แม้จะไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

“ตอนไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เราใช้ชีวิตแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป ไม่ออกกำลังกาย กินฟาสต์ฟู้ด เราอ้วนจนถึงจุดที่มีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม แล้วก็ไปวิ่ง 4 กิโลเมตร โอ้โห พอวิ่งจบแล้วรู้สึกเหมือนเกือบตาย ทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองเลย ตอนนั้นแหละที่จุดประกายความคิดว่า เราอยากจะวิ่งบอสตันมาราธอนสักครั้งในชีวิต” 

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ถูกปักหมุด แต่ไม่นานนักก็หลุดออกมา เมื่อเขาลงสมัครงานวิ่ง 5 กิโลเมตรจนรู้สึกเหนื่อย และเปรียบเทียบระยะวิ่ง 42 กิโลเมตรว่าเกินความจำเป็นต่อชีวิต Bucket List งานบอสตันมาราธอนจึงถูกขีดฆ่าไป

อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมา บอสตันมาราธอนก็ส่งแรงกระตุ้นให้เชษฏ์อีกครั้ง วันนั้นเขาได้เห็นคนกำลังวิ่งในสนามยามฝนตกหนัก ขณะที่เขายืนจิบกาแฟอุ่น ๆ ในร้านข้างลู่วิ่ง

“คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราคือ รีเบกก้า เกรกอรี่ (Rebekah Gregory) ในปี 2013 เธอโดนระเบิดตอนวิ่งใกล้ถึงเส้นชัย กลายเป็นนักกีฬาที่ต้องโดนตัดขา เราว่ามันคงใจสลายมาก แต่ในปี 2015 เธอเขียนจดหมายถึงบอสตันมาราธอน เพื่อขอวิ่งต่อจากระยะทางที่เหลืออีกไม่กี่ฟุตในวันนั้น เธอรู้สึกว่ากำลังจะได้รับเหรียญรางวัลแต่ดันล้มลงก่อน เธอจึงพยายามซ้อมวิ่งบนขาเทียมตลอด 2 ปี เพื่อขอวิ่งอีก 5 กิโลเมตรสุดท้ายในปีนี้

“พอถึงวันจริง มีนักข่าวมาถ่ายภาพเธอและเราก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้เรามองกลับมาที่ตัวเอง เราเคยตั้งเป้าว่าจะวิ่งบอสตันมาราธอนให้ได้ แต่แล้วก็ปัดตกไปด้วยสนาม 5 กิโลเมตร เพราะคิดว่าเหนื่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว เขาขาขาด แต่เขายังวิ่งได้ เราก้มดูขาตัวเอง ยังมีอยู่ครบ 32 ทุกอย่าง ไม่ได้แล้วเว้ย ปีหน้าฉันจะวิ่งบอสตันมาราธอน อันนั้นแหละเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจขึ้นมาอย่างจริงจัง” และในวันนั้น Bucket List เดิมของเชษฏ์ก็วนกลับมาเป็นเป้าให้พุ่งชนอีกครั้ง

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ฝันที่เป็นจริง

เมื่อกำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจน วิธีที่ช่วยพาไปถึงปลายทางก็ปรากฏ เชษฏ์แพลนตารางฟิตซ้อมร่างกายเพื่อพัฒนาเวลาวิ่งให้ตรงตามเงื่อนไขการสมัครบอสตันมาราธอน แต่ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ว่าเชษฏ์จะมีพัฒนาการก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นแค่ไหน แต่เวลาที่ทำได้จากการวิ่งมาราธอนสนามอื่นในช่วงระหว่างทาง ยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีทางทำได้ ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่เขาก็ดิ้นรนหาทางออก จนในที่สุดจึงค้นพบการสมัครแบบการกุศล

เงื่อนไขคือต้องหาเงินให้ได้ 5,000 เหรียญฯ เชษฏ์ทั้งเปิดรับบริจาคเงินจากการสอนทำอาหารไทยในโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และเล่นดนตรีเปิดหมวกกับกลุ่มเพื่อนบน Facebook Live ภายใต้ชื่อเพจ ‘On My Way To Boston Marathon’

การยื่นสมัครในรูปแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักโดยเฉพาะในแวดวงนักวิ่งไทย เชษฏ์คือคนแรก ๆ ที่เจอ แล้วนำข้อมูลมาส่งต่อบนเพจและพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริง ทำให้ได้รับความสนใจ มียอดผู้ติดตามหลักพันในระยะเวลา 5 เดือน โดยปราศจากการบูสต์โพสต์

สุดท้ายยอดบริจาคก็ทะลุเป้า ความฝันที่อยากวิ่งบอสตันมาราธอนก็กลายเป็นจริง Bucket List ถูกขีดฆ่า และไร้การเคลื่อนไหวบนเพจ On My Way To Boston Marathon อีกต่อไป

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ทางที่เลือกด้วยตัวเอง

หลังการวิ่งบอสตันมาราธอนอย่างบ้าคลั่ง และตารางซ้อมที่หักโหมเกินร่างกายต้านไหว ทำให้เชษฏ์ต้องหยุดพักฟื้นร่างกายอยู่ครึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

ตั้งแต่เด็ก เชษฏ์มีอาชีพในฝันที่ดันวิ่งสวนทางกับครอบครัว ทำให้เขาต้องประนีประนอมเลือกอนาคตที่ไม่ได้ชอบนักมาตลอด ตั้งแต่เรียนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนปริญญาตรี เรียนต่อปริญญาโทสาขา Information System ใน Northeastern University College of Engineering ที่สหรัฐอเมริกา และจบมาทำงาน Software Engineer ที่บอสตัน

“จริง ๆ สิ่งที่เราอยากเรียนคือศิลปกรรม นิเทศ หรืออะไรก็ได้ในแวดวงเต้นกินรำกิน แต่ที่ครอบครัวพูดมาเราก็เข้าใจ เพราะงานนี้สร้างเม็ดเงินและเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี”

ทั้งความสามารถที่ไต่เต้าจนถึงตำแหน่ง Director และประสบการณ์เฉพาะทางซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาด ทำให้กล่องข้อความ LinkedIn ของเชษฏ์มีแจ้งเตือนขอซื้อตัวทุก ๆ เช้าเย็น ณ ตอนนั้นเขามีรายได้มากพอจะเปิดบริษัทให้คำปรึกษาเป็นของตัวเอง และบริหารทั้งสองบริษัทควบคู่กันไป

จากเนื้องานเชิงสร้างสรรค์ สู่เนื้องานเชิงบริหารอย่างเต็มตัว หน้าที่หลักคือสอนงานลูกน้อง รับมือกับการเปลี่ยนผ่านของลูกทีม และคุยงานกับลูกค้าจากต่างประเทศ ความสนุกหรือความสุขเพียงเล็กน้อยไม่มีให้เสพอีกต่อไป จนวันหนึ่งเข็มความอดทนเดินมาชนขีดจำกัด เชษฏ์จึงตัดสินใจเก็บเงินก้อนหนึ่งและลาออกไปใช้ชีวิต

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“คนเราจะประสบความสำเร็จแบบมีความสุขได้ ต้องได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ทำสิ่งนั้นได้ดี และทำในสิ่งที่คนต้องการ ซึ่งอย่างน้อยอาชีพเรามี 2 อย่างหลัง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารัก

“ตอนนั้นแค่บอกตัวเองว่า ขอหยุดแบบไม่ทำอะไรเลย 1 ปีเต็ม ๆ อยากลองใช้ชีวิตแบบเช้าวันนี้หยิบกาแฟขึ้นมาจิบ แล้วนั่งเสิร์ชดูตั๋วเครื่องบินว่าที่ไหนถูก วันรุ่งขึ้นก็บินเลย แบกเป้ตะลุยไปประเทศที่อยากไป พอใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ 1 ปี ก็รู้สึกว่าติดการใช้ชีวิตแบบนี้ จนมองไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปทำงานออฟฟิศอีกแล้ว” 

ช่วงพักผ่อนในปลายปี 2016 เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ เชษฏ์ไปเที่ยวฮาวายแล้วลงสมัครงานวิ่ง Honolulu Marathon แบบไม่ซีเรียสเรื่องการทำเวลา และมองเป็นเพียงกิจกรรมรับลมชมวิวระหว่างทริป แต่นั่นทำให้เขาได้สัมผัสกับความสุขบางอย่าง

ต้นปีถัดมาที่ได้เยือนปารีส เขาเริ่มค้นหามาราธอนที่จัดในเมืองไปด้วย กิมมิกนี้กลายมาเป็นความสนุกที่เขาทำควบคู่ไปกับความฝันจะเที่ยวรอบโลก จนท้ายที่สุดก็ได้ถือกำเนิดเพจวิ่งรอบโลกขึ้นมาโดยอาศัยเครดิตจากเพจเก่า

“เรานิยามวิ่งรอบโลกว่า ถ้าได้ไปประเทศไหน แล้วได้วิ่ง Full Marathon เรานับแล้วล่ะว่ามาวิ่งและได้มาเหยียบประเทศนี้จริง ๆ เลย Rename ชื่อเพจตัวเองแค่นั้นเองครับ หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าหมายชีวิตขึ้นมาว่า ก่อนตายขอวิ่งมาราธอนให้ครบทั้ง 196 ประเทศทั่วโลก”

เป้าหมายใหญ่จึงสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยใช้สมุดบันทึกที่ชื่อว่า ‘วิ่งรอบโลก’

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

วิ่งทีละก้าว

ตอนแรก ๆ มีแค่รูปถ่าย แคปชั่น หลัง ๆ เริ่มมีวิดีโอที่ทำให้คนรู้จักเอกลักษณ์ของเพจ เราถือกล้องวิ่งไปถ่ายไป ระหว่างทางก็ถ่ายบ้างหยุดบ้าง แต่ตั้งแต่จุดสตาร์ทไปจนถึงเส้นชัย เรามีอะไรให้เขาดูแล้วรู้สึกเหมือนได้มาวิ่งสนามนั้นด้วยกัน” เชษฏ์เล่าบรรยากาศการบันทึกสมุดหน้าแรก ๆ ให้ฟัง

ทุกวันนี้เพจขยายไปบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บไซต์ แต่ 1 คือจำนวนทีมงานที่ผลิตคอนเทนต์ทุกรูปแบบจากเพจวิ่งรอบโลกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทั้งเขียนงาน ถ่ายภาพ แต่งภาพ ตัดต่อ ทำเว็บไซต์ รวมถึงอีกหลายรูปแบบและหลายขั้นตอน ซึ่งครีเอเตอร์สมัยนี้จะสร้างขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือกันเป็นทีม แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ชายคนนี้สร้างขึ้นมากับมือแบบ One-man Show

วิ่งเสร็จก็มานั่งตัดต่อ วันรุ่งขึ้นก็ลงคลิปเลย คนชอบคิดว่า โห มีทีมงานเยอะขนาดนั้นเลย วิ่งเสร็จแล้วไม่พักเลยเหรอ ก็เนี่ย นั่งตัดวิดีโอนี่แหละคือการพักของเรา (หัวเราะ)” ในแง่หนึ่ง เขามองว่าสิ่งนี้สานฝันความชอบในงานด้านนิเทศอยู่กลาย ๆ

วิ่งรอบโลกยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ เบื้องหลังที่เชษฏ์คิดไว้ ยังมีแพลนจะต่อยอดไปอีกมากมาย แต่ตอนนี้มีแค่ชิ้นเดียวที่ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คือ การจัดทริปวิ่งในต่างประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ที่โควิด-19 ระบาดหนัก งานวิ่งทั่วโลกประกาศยกเลิกและเพจต้องหยุดชะงัก วิ่งรอบโลกจึงจัด Virtual Run ขึ้น โดยเปิดรับสมัครบนแพลตฟอร์มของ LET’S RACE THAILAND และประสบความสำเร็จ พวกเขาจึงร่วมมือกันเปิดบริษัทนำเที่ยวแบบมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย โดยใช้ชื่อของพวกเขาทั้งสองมารวมกัน กลายเป็น ‘LET’S RUN THE WORLD’ (RUNNING THE WORLD + LET’S RACE THAILAND)

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

“บริษัทเราพยายามเลี่ยงคำว่าทัวร์ แต่เรียกเป็น ‘ทริป’ ที่พาไปวิ่งต่างประเทศ จำนวนคนไม่ได้เยอะ เพราะอยากให้ทุกคนในทริปรู้จักกันแบบอบอุ่น ไม่ได้เป็นทัวร์ทั่วไปที่พาคุณไปทิ้งไว้ตรงนั้นตรงนี้ สิ่งที่ต่างกันคือ ตัวเราไปด้วยจริง ๆ คนที่ไปก็ไปวิ่งมาราธอนกับเราจริง ๆ แล้วก็พาเขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไป

“เวลาไปที่ไหน เราก็พยายามศึกษาหาข้อมูลไปก่อนด้วยว่า ประเทศนั้นมีอะไรให้เที่ยวบ้าง ไม่ใช่ไปวิ่งอย่างเดียวแล้วจบ แต่เราใช้มาราธอนเป็นข้ออ้างให้พาตัวเองไปประเทศนั้น แล้วเราก็จะได้เที่ยวด้วย”

ปัจจุบันเพจมีกระบวนการทำงานที่ใหญ่ขึ้น เริ่มมีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและมีรายได้ที่มากพอจะหาคนมาช่วย แต่ส่วนผลิตคอนเทนต์ยังเป็นเชษฏ์เหมือนเดิม

“ที่ผ่านมาเพจไม่ได้สร้างรายได้ เลยไม่รู้จะจ้างทีมงานไปทำไม และไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง แต่อันนี้มันเริ่มเป็นธุรกิจจริงจัง ก็เลยมีน้องแอดมิน 2 – 3 คนช่วยตอบและโพสต์คอนเทนต์ที่เราเตรียมไว้ให้ แต่เพจวิ่งรอบโลกก็ยังเป็นตัวเราทำเองคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ”

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน
วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ห้องสมุดนักวิ่ง

เชษฏ์ชวนเราจินตนาการว่า เพจวิ่งรอบโลกมีความสนใจอยู่ 2 วงหลัก ๆ คือ ‘เที่ยวรอบโลก’ และ ‘วิ่ง’ เพราะฉะนั้น หากเอาทั้งสองวงมาทับซ้อนกัน คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเพจ คือส่วนที่ทั้งสองวงนั้นเหลื่อมกันเป็นหลัก และอาจมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยถ้าพูดในเชิงการตลาด ซึ่งรวมกันแล้วมีจำนวนน้อยมาก

นี่เป็นสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่วันแรกแต่ก็ยังจะทำต่อไป เพราะไม่ได้หวังสร้างรายได้จากเพจมาตั้งแต่ต้น แต่อยากให้เป็นพื้นที่บันทึกเรื่องราวระหว่างทางที่ทำตามฝันเท่านั้น

เราไปมาหลายประเทศ ก็อาจจะได้เห็นอะไรที่คนอื่นไม่มีโอกาสเห็น จึงอยากเอามาแบ่งปัน มาบอกกล่าว ว่าประเทศนี้เป็นอย่างนี้นะ ประเทศนี้ทำอย่างนี้นะ แล้วก็มีข้อมูลให้เขา เผื่อใครอยากไปต้องทำยังไง มีพื้นที่ตรงไหนไม่ปลอดภัย จองโรงแรมยังไง ทำวีซ่ายังไง อะไรประมาณนั้นมากกว่า

การไปเที่ยวรอบโลกเปิดโลกสำหรับเรามาก มันทำให้ได้เจออะไรใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ภาษา เจอคน วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ซึ่งก็ทำให้เรากลับมามองเปรียบเทียบกับตัวเราและประเทศของเรา 

แล้วยังรู้สึกว่าลดอัตตาหรือความเป็นตัวตนไปได้ด้วย”

เราปิดด้วยคำถามทิ้งท้ายว่า วันแรกที่ลาออกจากงานประจำ กับวันนี้ที่วิ่งมาถึงก้าวที่ 42 คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

“รู้สึกว่าทุกวันนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ แค่นั้นเลย เราได้เจอสิ่งที่เรารักที่จะทำ แล้วเราก็มีเป้าหมายในชีวิต” เชษฏ์ตอบ

วิ่งรอบโลก: Running The World เพจของอดีตหนุ่มออฟฟิศที่บันทึกเรื่องราว 196 ประเทศผ่านมาราธอน

ภาพ : วิ่งรอบโลก: Running The World

Writer

ภูรินทร์ บุระคร

มนุษย์ที่กำลังตามหาความหมายของชีวิต มักคิดว่าจิตสำนึกเป็นลาภอันประเสริฐ และชอบเปิดมินิคอนเสิร์ตทุกครั้งที่อาบน้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load