The Cloud x TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง 

ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีบอกว่า แท้จริง “อุดรธานีไม่เคยมีอยู่”

ที่ตั้งของจังหวัดในปัจจุบันนี้ เป็นถิ่นฐานที่เดิมตั้งบนพื้นที่ชายขอบรกร้าง ในฐานะกองบัญชาการ ‘มณฑลลาวพวน’ หรือ ‘มณฑลฝ่ายเหนือ’ ในช่วงราว พ.ศ. 2436 ภายใต้เหตุพิพาทสำคัญกับฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมอย่างเหตุการณ์ ร.ศ.112 มณฑลฝ่ายเหนือนี้ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘มณฑลอุดร’ และเริ่มเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการค้า จนกระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 มณฑลอุดรจึงถูกยกเลิก แล้วยกฐานะเป็น ‘จังหวัดอุดรธานี’ 

เรื่อยมาจนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถนนมิตรภาพนำความเจริญมาสู่จังหวัดพร้อมสหรัฐอเมริกาและทหาร G.I. ด้วยการเป็นพื้นที่ตั้งฐานทัพโจมตีทางอากาศในสงครามเวียดนาม G.I. ได้เปลี่ยนสภาพสังคมและเศรษฐกิจของจังหวัดไปอย่างมาก จากการทำเกษตรและกิจการขนาดเล็กๆ สู่การเกิดขึ้นของโรงแรม โรงภาพยนตร์ สถานบันเทิง อาบอบนวด และตึกแถวสองข้างทางในตัวเมืองก็อัดแน่นไปด้วยร้านค้าหลากหลาย ทั้งร้านสูท เครื่องประดับ ห้องถ่ายภาพ ร้านเสริมสวย และร้านค้าอื่นๆ มากมาย

การเติบโตของเมืองจากเหตุความขัดแย้งภายนอกแต่ละครั้ง ประกอบกับการมีผู้อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้อุดรธานีประกอบด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ที่ต่างพกพาประวัติศาสตร์และความเชื่อของตัวเอง ประกอบสร้างเป็นเรื่องราวของจังหวัดจนถึงทุกวันนี้

เหมือนกับ 10 สถานที่ในจังหวัดต่อไปนี้ ที่น่าจะช่วยฉายภาพให้เห็นสภาพความเป็นอยู่และตัวตนของคนอุดรฯ ที่กล่าวได้ว่า มีประวัติศาสตร์เป็นเอกลักษณ์ และน่าเดินทางไปเยี่ยมชมมากที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย

01

แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง

หลักฐานแรกตั้งถิ่นฐานในอุดรธานีที่เป็นมรดกโลก

แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง, หลักฐานแรกตั้งถิ่นฐานในอุดรธานีที่เป็นมรดกโลก

“ถ้าคนอุดรฯ ไปอยู่ในดงคนอื่น หรือถ้ามีคนนอกถามว่าพูดถึงจังหวัดอุดรฯ ต้องพูดถึงอะไร คนอุดรฯ จะยังคงนึกถึงบ้านเชียงอยู่” กนกวลี สุริยะธรรม ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง ให้ความคิดเห็นถึงแหล่งอารยธรรมโบราณอายุกว่า 5,000 ปี ในฐานะส่วนหนึ่งของตัวตนคนอุดรฯ สถานที่นี้ถูกขุดค้นเจอเมื่อ พ.ศ. 2517 ในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ก่อนจะได้รับเลือกเป็นมรดกโลกลำดับที่ 359 ใน พ.ศ. 2535 

บ้านเชียงได้ถูกพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปเข้าชมได้ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์ เนื้อหาครอบคลุมเรื่องพัฒนาการทางยุคสมัย วิถีชีวิต การขุดค้น และจัดแสดงโบราณวัตถุ ทั้งเครื่องปั้นดินเผา สำริด เหล็ก รวมถึงโครงกระดูกที่ขุดพบ กับอีกจุดจัดแสดงแหล่งการขุดค้น ณ วัดโพธิ์ศรีใน ที่ตั้งอยู่ห่างไป 900 เมตร

10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น
10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น

ปัจจุบันนอกจากงานให้บริการพิพิธภัณฑ์ ที่นี่ได้ให้บริการในด้านการวิจัยและงานวิชาการ อย่างการเป็นคลังเก็บโบราณวัตถุ งานสำรวจทำบัญชีโบราณวัตถุในพื้นที่ ให้บริการออกใบอนุญาตส่งโบราณวัตถุ ร่วมจัดงานมรดกโลกซึ่งเป็นงานประจำปีที่จะจัดร่วมกับหน่วยงานรัฐและชุมชน รวมถึงสนับสนุนข้อมูลเชิงวิชาการให้การท่องเที่ยวของชุมชน โดยรอบมีโฮมสเตย์ ร้านค้า กลุ่มทอผ้า กลุ่มปั้นหม้อ ซึ่งเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ดำเนินสอดคล้องกับเรื่องราวในพื้นที่มาโดยตลอด

ที่ตั้ง : หมู่ที่ 13 ถนนสุทธิพงษ์ ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี 41320 (แผนที่)

เวลาทำการ : พิพิธภัณฑ์ วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 9.00 – 16.00 น. (ปิดวันจันทร์และอังคาร) 

หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน ทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 0 4223 5040 

Facebook : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง : Banchiang National Museum

02

กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก

ชุมชนตำหูกที่ย้อมสีผ้าด้วยดอกบัว

กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก, ชุมชนตำหูกที่ย้อมสีผ้าด้วยดอกบัว

จากความทรงจำวัยเด็กที่ได้เห็นการทอผ้าใต้ถุนบ้านเป็นภาพชินตา อภิชาติ พลบัวไข ผู้ใหญ่บ้านโนนกอก หลังจากเรียนจบปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยพิษณุโลก ต้องการกลับบ้านเกิดมาพัฒนาชุมชนด้วยสิ่งที่เขารักและผูกพันมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อภาพที่จำได้เหล่านั้นกลับหายไปเมื่อเขาเริ่มเติบโตขึ้น

“บ้านโนนกอกเลิกทอผ้ามายี่สิบกว่าปีแล้ว ผมต้องเริ่มจากหาช่างทอลูกหลานที่ยังหลงเหลือ เรามารวมกลุ่มกันทอผ้าแบบโบราณ จากคนเดียวเป็นสอง สาม สี่ ห้า จนปัจจุบันยี่สิบห้าคน รวมถึงเรามีเครือข่ายขยายไปสองร้อยกว่าคนในหมู่บ้านต่างๆ”

10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น
10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น

ผู้ใหญ่บ้านยังเล่าว่า การทอผ้าหรือภาษาอีสานเรียก ‘ตำหูก’ เป็นวิถีชีวิตที่มีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดอุดรธานีที่มีผ้าทอลายขิดเป็นภูมิปัญญาและมีลวดลายสวยงามเป็นเอกลักษณ์ นอกจากตั้งใจรื้อฟื้นการใช้กี่ทอผ้าแบบโบราณโดยไม่ใช้เครื่องจักร เขายังต้องการสร้างเอกลักษณ์ในด้านสีสันและเรื่องราวของท้องถิ่นให้ฝ้ายและไหมด้วย

เอกลักษณ์ของที่นี่คือการนำส่วนต่างๆ ของดอกบัวมาเป็นวัตถุดิบย้อม โดยค้นพบว่า ดอกบัวตากแห้งจะได้สีน้ำตาลทอง สายบัวจะได้สีเทาเงิน กลีบได้สีชมพู จนภายหลังก็ได้พัฒนาเช่นพบว่า เมื่อใช้น้ำปูนกับมะขามเปียกผสมจะได้สีเขียวขี้ม้า หรือที่นิยมมากคือการหมักกับโคลน ที่จะทำให้ย้อมดอกบัวได้สีดำ นำมาซึ่งความแตกต่างของเอกลักษณ์สีธรรมชาติที่ทำให้ที่นี่เป็นที่รู้จักไปไกล

ที่ตั้ง : ชุมชนบ้านโนนกอก 63 หมู่ที่ 18 ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 06 1942 8808

Facebook : กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก

03

ส้มตำเบญจางค์

ร้านส้มตำเก่าแก่แห่งบ้านโนน อร่อยมาตั้งแต่รุ่นยาย

ส้มตำเบญจางค์, ร้านส้มตำเก่าแก่แห่งบ้านโนน อร่อยมาตั้งแต่รุ่นยาย

ถ้าถามคนอุดรฯ ว่าร้านส้มตำร้านไหนอร่อยที่สุด ว่ากันตามตรงแต่ละคนก็อาจตอบร้านโปรดของตัวเองที่มีอยู่ทั่วทุกมุมเมือง แต่ถ้าถามว่าร้านไหนเปิดมายาวนานที่สุด หนึ่งในนั้นจะต้องมีร้าน ‘ส้มตำเบญจางค์’ หรือบางทีคนท้องถิ่นก็เรียก ‘ส้มตำบ้านโนน’ ร้านส้มตำในซอยแคบเล็กที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย สิริรวมอายุร้านได้นานกว่า 60 ปี

จำรูญ ประมวลทรัพย์ รับช่วงต่อร้านส้มตำจากคุณยาย จำเนียร ประมวลทรัพย์ ในช่วง พ.ศ. 2546 แต่ได้เห็นร้านตั้งแต่ยายยังขายบนทางเกวียน

“ก่อนหน้านี้คุณยายขายอยู่บนโค้งบ้านโนน ข้างบนนู้นเป็นทางเกวียนนะ พอมีทำถนนก็ย้ายเข้ามาทำกระต๊อบข้างในบ้านตัวเอง เมื่อก่อนเริ่มต้นสองบาทห้าสิบสตางค์ พอแม่เริ่มมาขายก็เริ่มจานละยี่สิบบาทแล้ว”

10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น
10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น

เจ้าของร้านเล่าว่า ร้านเริ่มขายตั้งแต่ยังไม่มีโต๊ะให้นั่ง จนขยับขยายและพัฒนาร้านมาเรื่อยๆ แต่ไม่อยากย้ายหรือขยายสาขาไปที่ไหน รวมถึงอาหารก็เช่นกัน จากที่มีแค่ตำลาว ตำปู ตำไทย ก็เพิ่มเมนูตามความนิยมของคนกินที่เปลี่ยนไป อย่างตำป่าที่ใส่หน่อไม้ ผักดอง มะเขือลาย หอยแครง หรือก็มีตำมั่วที่ใส่ขนมจีน แคบหมู หรือตำซั่วที่จะใส่แค่ขนมจีน นอกจากนั้นก็ยังมีตำข้าวโพด ตำกุ้งสด หรือลูกค้าอยากรับประทานตำแบบไหนก็ตำให้ได้ตามสั่ง แต่ทั้งหมดนั้น ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ตามมารับประทานก็เพราะน้ำปลาร้าที่ร้านต้มและปรุงรสจนอร่อยเป็นที่จดจำ

อาหารที่มีประจำนอกเหนือจากนั้นก็มีปลาเผา ไก่ทอด ซุปหน่อไม้ แต่ไม่รับประกันว่าทุกคนจะได้กินถ้ามาสาย เพราะถึงแม้จะบอกว่าร้านเปิดถึง 4 โมงเย็น แต่ของส่วนใหญ่ในร้านจะเริ่มหมดหลังจากมื้อเที่ยงเป็นต้นไป บางทีเร็วที่สุดถ้าคนมารับประทานมาก อาจได้ปิดร้านก่อนเพราะของจะหมดตั้งแต่บ่าย 2 โมง

ที่อยู่ : 32/15 ซอยเบญจางค์ ถนนบ้านโนน ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 08 1965 1807

04

บ้านรวีวรรณ

ร้านอาหารในบ้านไม้เก่าอายุกว่า 80 ปีของคุณตา

บ้านรวีวรรณ, ร้านอาหารในบ้านไม้เก่าอายุกว่า 80 ปีของคุณตา
10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น

ในยุคที่ถนนโพศรี ถนนเส้นเศรษฐกิจในใจกลางเมืองอุดรธานียังเป็นลูกรัง วัฒนา ธีระ พรหมสาขา ณ สกลนคร สรรพากรจังหวัดในขณะนั้น ตัดสินใจซื้อที่ดินและปลูกบ้านไม้ 2 ชั้นริมถนน จากนั้นตั้งชื่อและติดป้ายหน้าบ้านว่า ‘บ้านรวีวรรณ’ ตามชื่อลูกสาวของตัวเอง

อภิฌาน กาญจนวาปสถิตย์ หลานตาที่เคยได้อาศัยบ้านตั้งแต่สมัยเด็ก พบว่าบ้านไม้ของครอบครัวทรุดโทรมลงอย่างมาก หลังจากที่ปล่อยให้ผู้อื่นเช่ามาเป็นเวลานานหลายสิบปี

“ถ้าเราไม่อนุรักษ์มันพังแน่ๆ ตอนเราเข้ามาดู มันเศร้านะ มันเอียง มันโทรมได้ขนาดนี้เลยหรือ คุณแม่เองตอนแรกๆ ก็ไม่กล้าเข้ามาเพราะมันโทรมมาก พอเรากลับมาทำให้มันดีเหมือนเดิม คุณแม่แกก็ได้มาบ่อยๆ เลย”

10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น

อภิฌานกับภรรยา นันทิสาม์ กาญจนวาปสถิตย์ ฟื้นฟูบ้านเก่าอายุกว่า 80 ปีเป็นร้านอาหาร ตั้งชื่อตามคุณแม่และชื่อบ้านเดิมที่คุณตาตั้งไว้ โดยดีดบ้านให้โปร่งโล่ง สร้างธุรกิจเป็นร้านอาหารไทยให้คนที่ผ่านไปมาได้มาสัมผัสบรรยากาศเก่าแก่ และอบอุ่นเหมือนได้รับประทานอาหารในบ้าน

เมนูโดดเด่นของที่นี่เป็นอาหารที่รับประทานได้ทุกวัน อย่างข้าวคลุกกะปิ ผัดไทย ยำวุ้นเส้นโบราณ รวมถึงขนมจีนเส้นสดทำเอง แต่ที่สำคัญคือการใช้วัตถุดิบผักสวนครัวจากสวนที่ปลูกเองด้านหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็นขิง ข่า มะเขือ ใบเตย ตะไคร้ มะกรูด มะนาว กล้วย รวมถึงอัญชันที่กลายเป็นเมนูเครื่องดื่มประจำของร้านด้วย

ที่ตั้ง : 27/2 ถนน โพศรี ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 (แผนที่)

เวลาทำการ : วันพฤหัสบดี-อังคาร เวลา 08.30 – 17.00 (ปิดวันพุธ)

โทรศัพท์ : 06 2996 5553 

Facebook : ร้านอาหาร บ้านรวีวรรณ อุดรธานี

05

อุ่นจิต

ร้านสุกี้ ข้าวมันไก่ และหมูสะเต๊ะ ที่เติบโตจากร้านหาบเร่ของอากง

อุ่นจิต, ร้านสุกี้ ข้าวมันไก่ และหมูสะเต๊ะ ที่เติบโตจากร้านหาบเร่ของอากง

“เราเป็นรุ่นที่สามที่เข้ามาดูแลค่ะ รุ่นแรกคืออากง อาเหล่าม่าหรือย่าทวดเป็นคนจีนรุ่นอพยพ อากงน่าจะเกิดที่ประเทศไทย แต่ย้ายมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา เริ่มจากหาบหมูสะเต๊ะขายในจังหวัดอุดรฯ ก่อน แล้วก็เก็บเงินเช่าห้องเพื่อทำอาหารขาย เริ่มแรกก็ขายหมูสะเต๊ะก่อน ต่อมาพัฒนาคิดสูตรน้ำจิ้มสุกี้ แล้วก็เริ่มมาเป็นการเพิ่มข้าวมันไก่”

ณัฐนรี โชคสวัสดิ์ สมาชิกรุ่นที่ 3 ของร้านอุ่นจิต เป็นผู้ดูแลร้านอาหารเก่าแก่ของจังหวัดที่อากง สุนทร โชคสวัสดิ์ เป็นคนริเริ่มไว้ โดยคุณณัฐนรีเจ้าของร้านคนปัจจุบันเล่าว่า หากรวมยุคที่อากงยังแบกหาบเร่ขายอาหารด้วยแล้ว ความเป็นมาของร้านก็นานร่วม 80 ปีเลยทีเดียว

10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น
10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น

ร้านอุ่นจิตเป็นร้านอาหารในห้องแถว 2 ห้อง ที่ขยับขยายมายังตำแหน่งปัจจุบันใน พ.ศ. 2530 โดยอาหารมีน้อยรายการ ได้แก่ สุกี้แห้งและน้ำ ข้าวมันไก่ และหมูสะเต๊ะ ทั้งหมดเป็นการคงสูตรตกทอดจากคนรุ่นปู่ โดยเฉพาะน้ำจิ้มสุกี้ที่ใช้เต้าหู้ยี้สูตรโบราณที่ร้านภูมิใจเสนอ โดยเมนูที่เพิ่งมีใหม่พร้อมกับการขยับขยายร้านคือผัดเนื้อน้ำมันหอย อร่อยด้วยเนื้อหมักสูตรลับของร้าน ตำรับเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ซึ่งเจ้าของร้านรู้สึกว่าหารับประทานไม่ได้ในที่อื่น ใครมากินก็จะจดจำได้ และควรค่าแก่การสืบทอดต่อไป 

“เราอยากดูแลไว้ให้มันอยู่คู่อุดรฯ ไป ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีที่ไหนทำเหมือนเรา เราอยากดูแลสิ่งที่พ่อกับแม่สร้างมาไม่ให้หายไป”

ที่ตั้ง : 56/1-2 ถนนสี่ศรัทธา ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 0 4222 1364, 09 3218 1255 

Facebook : ร้านอาหารอุ่นจิต

06

ศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี และศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน มูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี

สถานที่รวมศรัทธาของคนไทยเชื้อสายจีนในจังหวัด 

ศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี และศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน มูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี

ไม่เป็นที่ปรากฏชัดว่าศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี ถูกสร้างขึ้นเมื่อใดหรือโดยใคร มีแต่เพียงคำบอกเล่าต่อกันมาว่า เมื่อราว พ.ศ. 2488 กลุ่มพ่อค้าชาวจีนได้อัญเชิญผงธูป หรือ ‘ผงอิทธิเจ’ อันเป็นผงมงคลมาจากองค์เทพเจ้าปู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่เขาภูพาน มุ่งหน้าทิศตะวันตกของจังหวัดอุดรธานี นำมาประทับที่ศาลาไม้สี่เสาหลังเล็กๆ ริมหนองบัว พร้อมวางกระถางธูปยาว จากนั้นชาวจีนในจังหวัดต่างก็ได้มากราบไหว้ขอพร จนเกิดพลังศรัทธา บูรณะและพัฒนาศาลเจ้าต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านคณะกรรมการศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี ที่ปัจจุบันสืบสานต่อเนื่องมาเป็นสมัยที่ 71 แล้ว

“จริงๆ เวลามีปัญหากับตัวเอง ทั้งเรื่องชีวิต เรื่องความเป็นอยู่ เรื่องธุรกิจ ทุกครั้งเฮียจะมาเสี่ยงเซียมซีถาม ทุกครั้งที่มีปัญหา เฮียจะมานั่งที่นี่ มาสงบจิตสงบใจ เพื่อคิดแล้วก็ถาม เพราะเรารู้สึกว่าอากงอาม่าให้คำตอบเราได้”

ปิติ ธรณนิธิกุล หนึ่งในคณะกรรมการฯ สมัยที่ 71 กล่าวถึงความศรัทธาที่ตนมีต่อสถานที่แห่งนี้ รวมถึงเล่าว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าปู่เจ้าย่านั้นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่รวมศรัทธาของคนไทยเชื้อสายจีนทั้งในจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดข้างเคียง รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย

10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น
10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น

หลักๆ แล้วในแต่ละปี คณะกรรมการฯ จะสืบสานประเพณีด้วยการจัดงานไหว้ประจำปี หลายงานในปัจจุบันใหญ่โตจนกลายเป็นงานประเพณีของเมือง นอกจากนั้น ใน พ.ศ. 2551 คณะกรรมการฯ ได้ก่อตั้งมูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อบริหารเงินบริจาคที่ได้มาให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน มูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้และสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งมีสวนและพื้นที่หย่อนใจ มีพิพิธภัณฑ์ ร้านค้า และร้านน้ำชา ที่มีสาธิตการชงชาแบบดั้งเดิมให้คนทั่วไปได้สัมผัส เหมือนที่ ณาศิส ช้างสิงห์ เลขาธิการมูลนิธิฯ เล่าว่า

“เราทำที่นี่ขึ้นมาโดยคิดถึงการคืนสู่สังคม เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้คนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ คนอุดรฯ มายังไง คนไทยเชื้อสายจีนเข้ามาสร้างตัวจนมีฐานะในปัจจุบันได้อย่างไร องค์เจ้าปู่เจ้าย่าที่ทุกคนกราบไหว้มีประวัติเป็นมาอย่างไร ประเพณีจีนที่เราทำกัน ทำเพื่ออะไร กุศโลบายคืออะไร แล้วเราจะเชื่อมต่อความเป็นไทยเชื้อสายจีนกับโลกข้างนอกอย่างไร”

ที่ตั้ง : เลขที่ 888 ถนน 39 ศาลเจ้าเนรมิตร ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 (แผนที่)

เวลาทำการ : ศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 19.00 น. 

ศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน อุดรธานี มูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 18.00 น.

โทรศัพท์ : 0 4224 2444 

เว็บไซต์ : www.puyafoundation.com

Facebook : ศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี, ศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีน อุดรธานี มูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี

ขอบคุณข้อมูลจาก : 

ธนพล กองทรัพย์ไพศาล เลขาธิการศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี สมัยที่ 71

สมศักดิ์ รัศมีธรรม เหรัญญิกศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี สมัยที่ 71

ปิติ ธรณนิธิกุล คณะกรรมการศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี สมัยที่ 71

นันทิยา ตระกูลกิจเจริญ คณะกรรมการศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี สมัยที่ 71

ณาศิส ช้างสิงห์ เลขาธิการมูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี

07

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ค่ายรามสูร

พิพิธภัณฑ์จากค่ายทหารอเมริกันยุคสงครามเย็น 

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ค่ายรามสูร

ประมาณการว่ามีทหารอเมริกันราว 8,000 นาย หมุนเวียนมาประจำการที่จังหวัดอุดรธานีในช่วง พ.ศ. 2507 – 2519 เมื่อรัฐบาลไทยอนุญาตให้สหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้ามาประจำการในช่วงสงครามเวียดนาม และใช้ฐานบินที่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ 7 แห่ง คือ อู่ตะเภา (ชลบุรี) ตาคลี (นครสวรรค์) นครพนม น้ำพอง (ขอนแก่น) อุบลราชธานี นครราชสีมา รวมถึงอุดรธานีก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากฐานบินในจังหวัดอุดรธานี ยังมีฐานทัพอีกแห่งคือ ‘ค่ายรามสูร’ หรือ Ramasun Station 7th RRFS (7th Radio Research Field Station) ฐานทัพตรวจจับสัญญาณวิทยุ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองราว 16 กิโลเมตร ตั้งชื่อตามยักษ์ในวรรณคดี รามเกียรติ์ ที่มีฤทธิ์เดชขว้างขวานแล้วทำให้เกิดฟ้าแลบฟ้าร้อง เปรียบอานุภาพการส่งสัญญาณออกไปได้ไกลถึง 5,000 กิโลเมตรของที่นี่ ซึ่งว่ากันว่าเคยใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสถานที่หวงห้ามขั้นสุดยอด และมีบันทึกไว้ว่า มีเทคโนโลยีทางการทหารขั้นสูง เป็นรองเพียงฐานทัพสหรัฐฯ ในเมืองเอาก์สบวร์ก ประเทศเยอรมนีในตอนนั้นเท่านั้น

10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น
10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น

ภายหลังเมื่อกองทัพไทยได้เข้ามาใช้ค่ายฯ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 ค่ายพระยาสุนทรธรรมธาดา จนกระทั่ง พ.ศ. 2561 ค่ายฯ ได้ดำเนินตามนโยบายการปรับค่ายทหารเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เปลี่ยนซากสถานีรับสัญญาณและเสาสัญญาณเก่าเป็น พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ค่ายรามสูร

ค่ายทหารแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 800 ไร่ ปรับใช้แสดงเป็นพิพิธภัณฑ์เพียงบางส่วน คือ ส่วนอาคารต้อนรับด้านหน้า ส่วนบริเวณวงล้อมเสาสัญญาณเก่าที่เดิมมี 240 ต้น ปรับปรุงอาคารควบคุมเสาสัญญาณรูปทรงวงกลมตรงใจกลาง เป็นที่แสดงภาพถ่ายวิถีชีวิตของทหารอเมริกันในอดีต โดยภายในอาคารนี้ยังมีอุโมงค์ยาว 350 เมตร เดิมใช้ส่งอุปกรณ์บำรุงรักษาใต้ดิน เปิดให้เดินชมเชื่อมต่อไปยังอาคารบัญชาการขนาดใหญ่ที่เหลือเพียงซาก หลังจากสหรัฐฯ ระเบิดค่ายตัวเองเพื่อทำลายข้อมูลสำคัญ ก่อนถอนทหารบินกลับบ้านในช่วงกลาง พ.ศ.2519

ที่ตั้ง : ค่ายพระยาสุนทรธรรมธาดา (ค่ายรามสูร) หมู่บ้านโนนสูง ตำบลโนนสูง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41330 (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.30 – 16.30 น.

โทรศัพท์ : 0 4211 1618

Facebook : Ramasun Historical Museum

ขอบคุณข้อมูลจาก : 

ร.อ.พิชญ์ บุญสาร หัวหน้าสำนักงานพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ค่ายรามสูร

กฤษณพงษ์ จำปี เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ค่ายรามสูร

พงษ์ศักดิ์ ปัตถา, ผลกระทบของฐานทัพสหรัฐอเมริกาต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเมืองอุดรธานี. พ.ศ. 2505-2520

R.Sean Randolph, The United States and Thailand: Alliance Dynamics, 1950-1985 (1986)

08

มาดามพาเท่ห์

ร้านอาหารสไตล์อินโดไชน่าของมาดามหมุ่ย

มาดามพาเท่ห์

“คุณแม่อยากจะเกษียณจากอาชีพบริษัทก่อสร้าง แต่แกไม่อยากอยู่เฉยๆ เรามีห้องห้องหนึ่งตรงนี้ที่ว่างอยู่ เมื่อสามสิบ สี่สิบปีที่แล้วเป็นโรงแรมของเราเอง ชื่อโรงแรมแสนสุข ก็เลยตั้งใจว่าจะเปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ให้แกได้นั่งคุยกับเพื่อนตอนเช้า”

ชุติปภา สุรภาพวงศ์ หรือ มาดามเหมย ผู้สร้างร้านมาดามพาเท่ห์ให้กับคุณแม่ สมบูรณ์ คำจันทร์ หรือ มาดามหมุ่ย เล่าให้ฟังว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวชีวิตของคุณแม่ หญิงสาวเชื้อสายจีนผู้มีสัญชาติเกิดเป็นคนไทย แต่ไปโตที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว อีกทั้งเป็นผู้ที่ได้ใช้ชีวิตเดินทางมาแล้วทั่วโลก มาดามหมุ่ยจึงมีรสมือการทำอาหารที่แตกต่าง ด้วยการผสมผสานวัตถุดิบและการทำจากวัฒนธรรมต่างๆ จนลูกสาวอดเก็บไว้รับประทานเองคนเดียวคงไม่ได้

มาดามพาเท่ห์ เดิมชื่อร้าน คอฟฟี่ ปัตเต้ เป็นร้านกาแฟเน้นขายอาหารเช้าในมุมเล็กๆ ของซอยตำรวจ ต่อมาเมื่อเอกลักษณ์รสชาติอาหารของมาดามหมุ่ยเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงมีผู้เดินทางตามมารับประทานมากจนที่นั่งไม่พอรองรับ เป็นไอเดียของการต่อยอดร้านสู่การเน้นให้บริการอาหารเต็มรูปแบบ และต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น
10 สถานที่เก่าแก่คู่จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่ร้านส้มตำ ศาลเจ้า จนถึงค่ายทหารสงครามเย็น

“พ.ศ. 2515 คือปีที่เราเกิด แต่อีกนัยหนึ่ง มันคือปีที่วัฒนธรรมของอุดรฯ มีเสน่ห์มาก เป็นช่วงที่ทหาร G.I. ยังอยู่ในจังหวัด มีคนลาวอพยพ คนเวียดนามอพยพ คนจีนบุกเบิก แล้วมันก็เหมาะกับเมนูที่แม่คิด เพราะมันก็หลายชาติรวมกัน”

สาขาที่ 2 ของที่นี่จึงได้ชื่อว่า ‘มาดามพาเท่ห์2515’ ตั้งอยู่ใกล้โซนท่องเที่ยวในเมืองอย่างสถานีรถไฟ และขยายพื้นที่ให้รองรับคนเป็นหมู่คณะได้ รวมถึงพัฒนาเมนูอาหารต่อจากสาขาแรกด้วย จากเมนูซิกเนเจอร์ ได้แก่ สามสหาย คือ ขนมปังครัวซองต์ไส้ทูน่า ขนมปังฝรั่งเศสไส้ปัตเต้ (ตับบด) โรตีไส้ปูอัด ข้าวต้มเห็ดชาจีน และเฝอเนื้อหรือหมู พัฒนาโดยจัดอาหารเป็นชุด เพิ่มเมนูอย่างสลัดหลวงพระบางน้ำมะขาม ไข่กระทะฮอยอัน สตูว์ซี่โครงหมู รวมถึงชุดอาหารอีสานข้าวงาย ที่แปลว่าอาหารเช้า ประกอบด้วย ข้าวเหนียว หมกหน่อไม้ ตำมะกอก อ่อมเนื้อ หมูแดดเดียว ทั้งหมดเน้นความหลากหลายของวัฒนธรรมไทย ลาว จีน เวียดนาม ฝรั่งเศส ให้สมกับสไตล์อาหารอินโดไชน่าที่เป็นจุดเด่นของที่นี่

ที่ตั้ง : มาดามพาเท่ห์ เลขที่ 34/1-3 ถนนตำรวจ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 (แผนที่)

มาดามพาเท่ห์2515 เลขที่ 304/24 ถนนประจักษ์ศิลปาคม ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 (แผนที่)

เวลาทำการ : มาดามพาเท่ห์ วันจันทร์-เสาร์ 06.30 – 14.30 น. (ปิดวันอาทิตย์)

มาดามพาเท่ห์2515 วันอังคาร-อาทิตย์ 07.30 – 15.30 น. (ปิดวันจันทร์)

โทรศัพท์ : มาดามพาเท่ห์ 0 4224 1991, มาดามพาเท่ห์2515 0 4211 9669

Facebook : มาดามพาเท่ห์2515 Madam Pahtehh 2515

09

แม่หยา

ร้านอาหารที่รักในความทรงจำของคนรุ่นพ่อแม่ 

แม่หยา, ร้านอาหารที่รักในความทรงจำของคนรุ่นพ่อแม่
แม่หยา, ร้านอาหารที่รักในความทรงจำของคนรุ่นพ่อแม่

สำหรับวัยรุ่นยุค 80 หลายคนอาจคุ้นเคยกับ ‘ศาลาโฟร์โมสต์’ ร้านไอศกรีมยอดนิยมที่มีสาขามากทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ในจังหวัดอุดรธานีที่บริเวณใกล้โรงภาพยนตร์เก่า อัมพรเดอะลุกซ์ (หรือที่คนท้องถิ่นเรียกโรงหนังอัมพร) ก็เคยมีสาขาหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 ก่อนที่ 10 ปีต่อมาผู้เป็นเจ้าของจะขยับขยายกิจการของตัวเองมาเป็นร้านอาหาร เพื่อให้บริการได้หลากหลายขึ้นในชื่อ แม่หยา

“ถ้าเกิดเราคุยกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา เขาจะบอกว่า เมื่อก่อนถ้าจะจีบกัน หรือจะหาแฟนน่ะ ต้องมาหาที่ตรงนี้” ธรากร เพชรพนมพร ทายาทรุ่นสองของร้านอาหารเก่าแก่เล่าถึงแง่มุมน่ารักของร้านอาหารที่เติบโตมาคู่กับเขา

“มีเพื่อนผมคนหนึ่ง พ่อแม่เขาขอแต่งงานที่นี่ พอมาถึงพี่สาว เขาก็มาขอแต่งงานที่นี่ พอมาถึงน้องสาวของเขาก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น มันก็เหมือนกับว่า ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายจนรุ่นเด็ก ก็ยังมาที่ตรงนี้เหมือนกันทุกรุ่น”

แม่หยา, ร้านอาหารที่รักในความทรงจำของคนรุ่นพ่อแม่

นอกจากการตกแต่งร้านให้บรรยากาศดีไม่เหมือนที่ไหน อาหารเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ทำให้ที่นี่มีคนจากทุกรุ่นแวะเวียนมาเสมอๆ โดยแม่หยานั้นขึ้นชื่อว่าเป็นร้านที่มีเมนูอาหารเยอะและหลากหลายมาก ซึ่งผสมผสานทั้งไทย จีน ตะวันตก อย่างเมนูซิกเนเจอร์ เช่น ยำปลาช่อนทอดกรอบ ห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน หรือแกงส้มกุ้งไข่ชะอม โดยเป็นภารกิจของเจ้าของร้าน ซึ่งต้องการคงทั้งรสชาติและบรรยากาศของร้านไว้ดังที่เขากล่าวว่า

“เมื่อก่อนเราได้ลูกค้าเป็นวัยรุ่นในยุคนั้น พอมาวันหนึ่งเขาโตเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นกลุ่มครอบครัว พาลูกพาหลานมากิน หรือเวลาเราคุยกับคนเฒ่าคนแก่ เขาจะบอกว่า มาถึงที่ร้านเขาก็จะนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ บางคนก็บอกว่าเคยนั่งที่โต๊ะนี้ อาหารเมนูนี้ รสชาติก็อร่อยเหมือนเดิม เราว่ามันเป็นเสน่ห์ของร้านเก่าแก่ที่หาที่อื่นไม่ได้เหมือนกัน

ที่ตั้ง : 79–81 ถนนราชพัสดุ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 10.00 – 22.00 น.

โทรศัพท์ : 0 4222 1590 และ 0 4222 3889 

Facebook : ร้านแม่หยา

10

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พิพิธภัณฑ์ความเป็นมาจังหวัด ในอาคารโรงเรียนสตรียุค ร.6

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี, พิพิธภัณฑ์ความเป็นมาจังหวัด ในอาคารโรงเรียนสตรียุค ร.6

‘สตรีราชินูทิศ’ เกิดขึ้นด้วยการเป็นโรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดร ตามพระราชดำริที่ทรงต้องการยกระดับบทบาทของสตรีในสยาม รวมถึงทรงต้องการพัฒนาบ้านเมืองผ่านการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะการสร้างโรงเรียนในภูมิภาคต่างๆ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 6 แม้ว่าพระองค์จะสวรรคตเสียก่อน แต่ผู้สำเร็จราชการและประชาชนในเวลานั้นได้ร่วมบริจาคสร้างอาคาร และรัชกาลที่ 6 ก็ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพิ่มเติม รวมถึงได้พระราชทานชื่อโรงเรียน จนการก่อสร้างแล้วเสร็จได้ใน พ.ศ. 2468

พิษณุ เคนถาวร ผู้ช่วยภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีเล่าว่า อาคารเรียนในสถาปัตยกรรมโคโลเนียลนี้ไม่ได้ถูกใช้งานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2503 ยาวนานจนถึง พ.ศ. 2547 จึงถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงโบราณวัตถุ จนกระทั่งใน พ.ศ. 2561 พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีได้ถูกบูรณะครั้งใหญ่ ปรับพื้นที่ภายในใหม่ทั้งหมดเป็นพิพิธภัณฑ์เล่าความเป็นมาของเมือง รวมถึงสร้างอาคารใหม่ข้างเคียงล้อไปกับอาคารเก่า เป็นอาคารอเนกประสงค์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัด

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี, พิพิธภัณฑ์ความเป็นมาจังหวัด ในอาคารโรงเรียนสตรียุค ร.6
พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี, พิพิธภัณฑ์ความเป็นมาจังหวัด ในอาคารโรงเรียนสตรียุค ร.6

นิทรรศการภายในมีทั้งหมด 2 ชั้น ใช้วิธีเล่าเรื่องที่หลากหลาย และครอบคลุมตั้งแต่แผ่นดินอีสานในยุคไดโนเสาร์ การตั้งถิ่นฐานของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ เรื่อยมาถึงการกำเนิดเมือง เรื่อง พลตรี พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พ่อเมืองคนแรก จนถึงร่องรอยของสงครามเย็น และปิดท้ายด้วยห้องรวบรวมบุคคลสำคัญในจังหวัด

นอกจากการเปิดพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้ยังกล่าวว่า ภูมิทัศน์โดยรอบพิพิธภัณฑ์ยินดีให้ประชาชนมาใช้เป็นที่หย่อนใจและสวนสาธารณะได้ และยังเคยถูกใช้เป็นที่จัดกิจกรรมด้านวัฒนธรรม ดังที่เขาเล่าว่า 

“ในอนาคตเราอยากให้เป็นลานวัฒนธรรม ซึ่งเรามีโครงการจะทำเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังกลางแปลงที่หายไปนานแล้ว อาจจะให้ชุมชนมาเปิดร้านขายของ ขายอาหาร แล้วก็ให้คนมาเที่ยวชมในโอกาสต่างๆ ได้ด้วย”

ที่ตั้ง : อาคารราชินูทิศ (ริมหนองประจักษ์) ถนนโพศรี ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 (แผนที่)

เวลาทำการ : วันอังคาร-อาทิตย์ 08.30 – 16.30 น. (ปิดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

โทรศัพท์ : 0 4224 5976

Facebook : พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

ธชา ปรางค์นวรัตน์

ทำงานโปรดักชัน รับงานถ่ายภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว และทำเพจท่องเที่ยว เลาะ และ The Journey

Take Me Out

ออกไปทำความรู้จักเมืองในมุมใหม่ด้วยคอนเซปต์หลากหลาย

The Cloud x TAT Contact Center เพื่อนร่วมทาง

คนยโสธรเป็นสายกรีนมาแต่กำเนิด พวกเขายึดถือการทำนาข้าวเป็นอาชีพเลี้ยงตัวมาแต่เก่าก่อน ผูกพันกับชีวิตชนิดแยกกันไม่ขาด ที่สำคัญคือต่อยอดเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์มาสักพักใหญ่แล้ว จากความร่วมมือของชาวนาชาวไร่ที่ผันตัวมาใช่วิธีดูแลพืชพรรณให้ปลอดภัยทั้งกับตัวเองและผู้บริโภค ขณะเดียวกันทางจังหวัดก็ส่งเสริมเต็มที่ เกิดเป็นตราบั้งไฟหลากสี แบ่งตามมาตรฐานอินทรีย์แต่ละขั้น เพื่อช่วยรับรองผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรโดยเฉพาะ

เมื่อได้พูดคุยกับพี่น้องเกษตรกร พบว่าพวกเขาช่วยกันขับเคลื่อนสังคมเกษตรอินทรีย์กันอย่างคึกคัก สร้างช่องทางส่งขายอย่างเป็นระบบ รวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายมากมายในพื้นที่ ตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการปลูกพืชและปศุสัตว์ ทั้งยังมีตลาดให้จำหน่ายผลิตผลแทบทุกอำเภอ สับเปลี่ยนสถานที่ เวียนวันกันไปไม่ซ้ำในแต่ละอาทิตย์ 

หลังจากทำความรู้จักยโสธรผ่าน 10 สถานที่เก่า-ใหม่ของเมืองบั้งไฟ กันพอหอมปากหอมคอ คราวนี้มาสัมผัสอีกตัวตนของคนยโสฯ กับสารพัดพื้นที่สีเขียวปลอดสารพิษ ทั้งนาข้าวหอมมะลิ นาบัวหวาน ฟาร์มปศุสัตว์หลากหลายแนว หมู่บ้านอินทรีย์ที่ทำเกษตรปลอดสารกันทุกครัวเรือน รวมถึงคาเฟ่ที่เลือกนำเสนอความออร์แกนิกผ่านอาหารการกิน

เปลี่ยนบรรยากาศ Work from Home ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 แสนอุดอู้ แล้วออกไปสูดอากาศสดชื่นรื่นรมย์ที่ยโสธรผ่านคอลัมน์ Take Me Out ด้วยกัน

01 

บัวหวานยโสธร

นาบัวอินทรีย์ที่รักษาความหวานกรอบเหมือนเพิ่งเก็บจากบึง

บัวหวานยโสธร
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

จากอาชีพทำนาข้าวและแม่ค้ารับบัวมาขายตามตลาด จันทร์-ธนพร จันทร์หอม ผันตัวเริ่มทำนาบัวด้วยตัวเองเพราะความหลงใหลในรสชาติ เลือกแนวทางอินทรีย์ในการปลูก โดยมีเหตุผลเพียงไม่อยากทำร้ายสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลายเป็นเม็ดบัวที่มีคุณภาพดีตามไปด้วย เพราะระบบนิเวศสมบูรณ์ ทำให้เหล่าผึ้งและชันโรงที่อยู่กันอย่างสบายใจก็เป็นลูกมือช่วยผสมเกสร จึงได้หน้าบัวที่เต็ม กลมสวยไม่เว้าแหว่ง และขายได้ราคาดี

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

เมื่อผลตอบรับดีจนไม่พอขาย จันทร์จึงเพิ่มบ่อบัวให้มากขึ้น วางแผนปลูกแต่ละบ่อให้บานไล่เลี่ยกันจะได้มีผลผลิตเก็บเกี่ยวทั้งปี นอกจากประคบประหงมด้วยความใส่ใจ บำรุงด้วยน้ำหมักสูตรพิเศษ และดูแลอย่างไร้สารเคมีแล้ว เคล็ดไม่ลับอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย คือการแช่น้ำแข็งทันทีตั้งแต่เก็บขึ้นจากบ่อ ทำให้หวานกรอบจนถึงมือลูกค้า และนอกจากเม็ดบัวสดที่คนนิยมกิน จันทร์มีเมนูแนะนำด้วย นั่นคือ ส้มตำเม็ดบัว อีกทางเลือกที่แซ่บหลายใช้ได้ไม่แพ้กัน

หากสนใจอยากมาพิสูจน์ความหวาน เข้ามาอุดหนุนได้ทุกเมื่อ หรือถ้าอยากมาเที่ยวถ่ายรูปกับดอกบัวสีขาวเต็มบ่อ ลองติดต่อมาถามจันทร์ล่วงหน้าได้ว่าดอกบัวเริ่มบานแล้วหรือยัง จะได้มาแล้วไม่เสียเที่ยว

ที่ตั้ง : ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อนัดหมายล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 06 2990 1395

Facebook : บัวอินทรีย์ บัวหวานยโสธร

02

บ้านไร่รุ้งตะวัน 

ฟาร์มเมล่อนญี่ปุ่น นาข้าวอินทรีย์ และคาเฟ่กลางทุ่งนา

บ้านไร่รุ้งตะวัน
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

 เอก-ธนิสร จิตตะมา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านไร่รุ้งตะวัน กลับมาอำเภอเลิงนกทาบ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากทำงานในกรุงเทพฯ กว่า 20 ปี เขาเล็งเห็นว่าตำบลที่อาศัยอยู่มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ สถานที่ท่องเที่ยวก็พอมีอยู่บ้าง น่าจะต่อยอดที่ดิน 20 กว่าไร่ของตนให้มีประโยชน์มากกว่าการปลูกข้าว หลังจากหาข้อมูลอยู่นานว่าจะปลูกพืชอะไร เอกก็พบว่าเมล่อนญี่ปุ่นเป็นพืชที่น่าสนใจ ปลูกได้ง่ายทั่วประเทศ เจริญเติบโตไวเพียง 3 เดือนก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ รวมถึงมีมูลค่าในท้องตลาดสูง 

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

จากคนไม่มีความรู้เรื่องเกษตร เขาทำการบ้านอย่างจริงจัง ลองผิดลองถูก หาความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตและเข้าอบรมตามที่ต่าง ๆ ลองปลูกทั้งสายพันธุ์ราคาแพงและถูกเพื่อเปรียบเทียบ ก่อนพบว่าคุณภาพต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งรูปร่างของลูกและรสชาติ เขาเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุด แม้ราคาสูงแต่ใครได้ลองลิ้มก็ติดใจ บางครั้งต้องรีบจองไว้ก่อนก็มี

แถมเอกยังมองการณ์ไกลแชร์พื้นที่นาที่ไม่ได้ใช้ให้กับสมาชิกวิสาหกิจชุมชน โดยเขาช่วยจัดการ ให้คำปรึกษา และควบคุมวิธีการทำให้เป็นอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะรวบรวมผลผลิตไปจำหน่ายให้ ภายใต้แบรนด์บ้านไร่รุ้งตะวัน ที่มีสารพัดใบรับรองอินทรีย์ทั้งภายในจังหวัดและเกรดส่งออกเป็นเครื่องการันตี

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

หลังจากทำมาพักใหญ่ เพิ่มนู่นเติมนี่ในพื้นที่จนทุกอย่างเปลี่ยนไปแทบไม่เหลือเค้าเดิม เขาแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นคาเฟ่เล็กกลางท้องทุ่ง นอกจากจะมีเมล่อนคุณภาพดีรสชาติหวานไว้ชูโรง ยังมีไอศกรีมข้าวเม่าอินทรีย์ที่อยากให้ลอง รวมถึงเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่เอกอยากชวนให้นั่งลงมองนาข้าว พักเหนื่อยสักประเดี๋ยว แล้วค่อยออกเดินทางไปเที่ยวต่อ

ที่ตั้ง : 203 หมู่ 5 ตำบลบุ่งค้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร 35120 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 09 8232 8961

Facebook : บ้านไร่รุ้งตะวัน Baan Rai Rung Tawan

03 

ดอกกระเจียวหวานอินทรีย์ บ้านโคกนาโก

ฟาร์มดอกกระเจียวหวาน อีกสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองบั้งไฟ

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

หลายคนรู้จักดอกกระเจียวในฐานะพืชดอกสวยงามที่จะบานเต็มทุ่งในช่วงฤดูฝน แต่สำหรับชาวบ้านโคกนาโก อำเภอป่าติ้ว กลับให้นิยามต่างออกไป เพราะดอกกระเจียวคือพืชเศรษฐกิจที่นำเม็ดเงินเข้าสู่หมู่บ้านตลอดปี

“เราผลักดันจนเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด เดี๋ยวนี้พูดถึงยโสธร คนไม่นึกถึงบุญบั้งไฟแล้ว นึกถึงดอกกระเจียว” โบ้-เมืองชัย ทองลา เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจ ก่อนชวนเราย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนบัณฑิตด้านเกษตรตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่เดินทางสายงานประจำ แต่อยากมาทำสวนเกษตรตามความถนัดที่บ้านเกิด 

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

วันนั้นเขามองเห็นอรรถประโยชน์หลายอย่างของดอกกระเจียว พืชท้องถิ่นคู่วิถีชีวิตลูกอีสานมาตั้งแต่เด็ก จึงลองหยิบเอาพันธุ์จากป่ามาสู่เมือง นำมาปรับเข้ากับวิธีการสมัยใหม่ที่ได้เล่าเรียนมา ปลูกบนโคกควบคู่ไปกับนาข้าว

วันนี้เขายังคงดูแลแบบปลอดสารเหมือนเดิม บำรุงด้วยปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ใช้ฟางข้าวมาคลุมดินเพื่อจัดการวัชพืช ทำให้ไม่ต้องพึ่งยาฆ่าหญ้า ด้วยความตั้งใจอยากควบคุมระบบการปลูกแบบอินทรีย์ จึงได้ผลผลิตออกมาดีและปลอดภัย เป็นที่สนใจของชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่ ถึงขั้นซื้อพันธุ์และขอคำแนะนำลงใต้ไปปลูกถึงอำเภอเบตงเลยก็มี

โบ้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ดอกกระเจียวมีหลายพันธุ์ รสชาติแตกต่างกันออกไป ทั้งเผ็ดซ่าคล้ายหน่อข่าจนถึงหวานกรอบอร่อยกินง่าย สำหรับฟาร์มของโบ้เลือกปลูกพันธุ์อย่างหลัง หากใครถูกใจรสชาติหรืออยากลองปลูก ไม่ว่าจะแปลงเล็ก ๆ กินในครัวเรือน หรือทำเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ก็ขอคำแนะนำได้ถึงฟาร์ม หนุ่มบ้านโคกนาโกยินดีต้อนรับ

ที่ตั้ง : บ้านโคกนาโก อำเภอโคกนาโก อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร 35150 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อนัดหมายล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 09 5593 9010

Facebook : ดอกกระเจียวหวาน บ้านโคกนาโก

04 

นัธรินทร์ฟาร์มปูนา

ฟาร์มและศูนย์การเรียนรู้เรื่องปูนาแห่งแรกของยโสธร

นัธรินทร์ฟาร์มปูนา

นัธรินทร์ฟาร์ม ศูนย์เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงปูนาที่เกิดจากความชอบกิน ตั้งต้นจากการเลี้ยงไว้แค่พอกินในครอบครัว ก่อนต่อยอดเป็นธุรกิจเสริมเพาะปูขยายพันธุ์จนเกินกิน

นัท-นัฐวุฒิ เงาฉาย เริ่มทำฟาร์มด้วยการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับปูนา และขั้นตอนการเลี้ยงขั้นพื้นฐาน เขาเลือกเลี้ยงปูนาพันธุ์พระเทพฯ ที่มีขนาดตัวใหญ่ ก้ามโต ต่างไปจากปูนาในแถบภาคกลาง ทำบ่อ 2 แบบสำหรับ 2 ช่วงอายุ โดยปูแรกเกิดจะอยู่ในบ่ออนุบาลหรือที่เรียกว่าบ่อน้ำใส เมื่ออายุครบ 2 เดือนจึงย้ายไปลงบ่อดินที่จัดบรรยากาศเสมือน ใส่ผักตบชวา พืชน้ำต่าง ๆ ให้ปูนาได้ใช้ชีวิตเหมือนอยู่ตามธรรมชาติ

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

จากผู้เริ่มต้นแบบไม่มีความรู้ สู่ศูนย์เรียนรู้ด้านการเลี้ยงปูนาแห่งแรกของจังหวัดยโสธรที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และกำลังจะได้รับใบรับรองจากกรมประมงในฐานะผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นัทยินดีอย่างยิ่งหากมีผู้สนใจเริ่มลองเลี้ยงปูนาเข้ามาขอคำแนะนำ หรือถ้านักท่องเที่ยวผ่านมาซื้อกลับบ้านก็ทำได้ แถมที่นี่ยังมีปูนาแปรรูปเป็นน้ำพริกปูนาให้ลองด้วย

ใครที่เป็นปูนาเลิฟเวอร์ อยากเลี้ยงไว้ดูเล่นก็เพลินตา ประกอบอาหารก็สบายใจ เพราะสะอาดและไร้พยาธิ ที่นี่มีชุดเริ่มต้นที่มาพร้อมพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ไว้จำหน่าย ลองดูได้ในเพจหรือจะโทรศัพท์ติดต่อไปก็ได้ พร้อมส่งถึงบ้านทั่วประเทศ

ที่ตั้ง : 61 หมู่ 7 บ้านหนองแหน ตำบลกุดชุม อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร 35140 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อนัดหมายล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 06 5536 2567

Facebook : นัธรินทร์ฟาร์มปูนา

05 

ฟาร์มแพะ ยโสธร

ฟาร์มแพะอินทรีย์ที่จำหน่ายตั้งแต่แพะจนถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำนม

ฟาร์มแพะ ยโสธร
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

สิทธิ์-คิดดี คนธรรมดี หนุ่มนครศรีธรรมราช ย้ายมาใชีวิตแบบพอเพียงยังบ้านเกิดของภรรยา บนพื้นที่นามรดกขนาด 6 ไร่ เขาค่อย ๆ ปรับพื้นที่ทีละน้อย วางแลนด์สเคปตามโคกหนองนาโมเดล ใช้ศาสตร์พระราชาเป็นหลักคิดนำทาง หาความรู้เพิ่มเติมจากผู้รู้ในยูทูบ เช่น อาจารย์ยักษ์-วิวัฒน์ ศัลยกำธร และ โจน จันได รวมถึงขอคำแนะนำจากปราชญ์ชาวบ้านที่ต่าง ๆ ช่วงแรกสิทธิ์ลองเลี้ยงสัตว์หลายชนิดเพื่อบริโภคและจำหน่าย ภายหลังลงตัวแล้วจึงเหลือแค่แพะเป็นหลัก เพราะทำเงินได้มากที่สุด

ฟาร์มแห่งนี้เลี้ยงทั้งแพะเนื้อและแพะนม ผลิตอาหารอินทรีย์เลี้ยงแพะเอง โดยใช้ต้นกระถินป่นและเมล็ดข้าวโพดเพื่อลดต้นทุน และยังเพิ่มรายได้ด้วยการขายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เมื่อได้ผลผลิตจะส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศลาว เวียดนาม และจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักรับซื้อ

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

ถ้ามาถึงฟาร์มก็มีผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายให้ชอป ทั้งแพะแปรรูปทำเป็นบาร์บีคิวเพิ่มความเผ็ดร้อนสไตล์บ่าวใต้ และชานมที่ใช้ชามาเลฯ ผสมกับน้ำนมแพะ สิทธิ์บอกว่ามีคุณประโยชน์มากพอกันกับน้ำนมแม่เลยทีเดียว

ไม่ใช่แค่ได้สินค้าติดมือกลับไป แต่ทางฟาร์มยังเตรียมกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ทั้งที่เหมาะสำหรับกลุ่มครอบครัวที่อยากพักผ่อนวิถีเกษตรกร ได้ให้นมแพะและสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด มีเวิร์กชอปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ จากน้ำนมแพะ ทำเสร็จเอากลับบ้านไปใช้ ส่วนกลุ่มเกษตรกรแวะมาเรียนรู้ขั้นตอนการเลี้ยงได้เสมอ เพราะที่นี่คือฟาร์มแพะลำดับต้น ๆ ของภาคอีสาน และเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องแพะของผู้เลี้ยงแพะในละแวกนี้ 

ที่ตั้ง : 221 หมู่ 3 ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.30 น.

โทรศัพท์ : 08 9626 6642

Facebook : ฟาร์มแพะ ยโสธร

06

ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไร่ฮักคัก

ศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่สีเขียวของสองพี่น้องเกษตรกรแห่งยโสฯ

ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไร่ฮักคัก
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

ไร่ฮักคักคือพื้นที่ทำการเกษตรแนวผสมผสานบนท้องทุ่งกว่า 30 ไร่ของ เอ้-โยษิตา วงศางามกิติ และ อี๊ด-จิตตนันท์ วงศางาม พี่น้องเจ้าของไร่ที่อยากแบ่งปันที่นาเพื่อทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 

ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เปรียบเสมือนต้นน้ำที่เชื่อมโยงเกษตรกรยุคใหม่กับเก่า มาแบ่งปันประสบการณ์ทำงานด้านเกษตรกรรมร่วมกัน มีปราชญ์ชาวบ้านและกลุ่มเกษตรกรคนรุ่นใหม่ในนาม Young Smart Farmer เต็มใจช่วยกันเป็นวิทยากรให้กับเยาวชนและเกษตรกรมือสมัครเล่นที่เข้ามาอบรม ขณะเดียวกันเมื่อพืชที่ปลูกในไร่ออกผลผลิตก็ส่งตรงไปวางขายที่ร้านไร่ฮักคักในเมืองเก่า เป็นวิถีเกษตรอินทรีย์ครบวงจรจนถึงมือผู้บริโภค

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

ด้วยไอเดียอยากเปิดพื้นที่สีเขียวให้เด็กมาปล่อยพลัง มีการเตรียมฐานกิจกรรมที่ทั้งสนุกสนานและได้ความรู้ ตั้งแต่การจัดการพื้นที่แบบโคกหนองนาโมเดล วิธีปลูกข้าวแบบต่าง ๆ การย้อมผ้าจากดอกไม้ หรือเก็บไข่เป็ดไข่ไก่มาทำเป็นไข่เค็ม มีไฮไลต์เป็นพิซซาโฮมเมดเตาดินที่ใช้แป้งข้าวให้ได้ลองทำและชิมกันริมทุ่งนา แถมยังสอดแทรกเรื่องคุณค่าของเกษตรกรให้เด็ก ๆ ในทุกกิจกรรม 

ส่วนของผู้ใหญ่เป็นเวิร์กชอปที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรมาอบรมสร้างอาชีพ อาทิ เลี้ยงปลา ทำเห็ด เลี้ยงไก่ สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอยากมาเที่ยวชมฟาร์มเกษตรอินทรีย์แห่งนี้ หรืออยากเรียนรู้วิธีการทำเกษตรอินทรีย์ขั้นต้น เอ้และอี๊ดยินดีต้อนรับ แต่โปรดติดต่อล่วงหน้าสักนิด เพื่อจะได้เตรียมกิจกรรมที่เหมาะกับเวลาและความสนใจ เนื่องด้วยไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะ

ที่ตั้ง : 238 หมู่ 3 บ้านบ่อ ตำบลสำราญ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อนัดหมายล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 09 2935 2451

Facebook : ไร่ฮักคัก Raihugkug

07

ไร่ฮักคัก เมืองเก่า

ปลายทางผลผลิตจากฟาร์มของเกษตรกรรุ่นใหม่

ไร่ฮักคัก เมืองเก่า
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

หลังจากไปเยือนต้นน้ำอย่างศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไร่ฮักคักไปแล้ว เปลี่ยนบรรยากาศมาที่เมืองเก่าสิงห์ท่ากันบ้าง เพราะสองพี่น้องยังเปิดร้านในชื่อเดียวกับไร่ ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เพื่อใช้เป็นจุดหมายปลายน้ำของงานด้านเกษตรให้เหล่าคนรักสุขภาพเดินทางมาอุดหนุนกัน

ความตั้งใจลึก ๆ อีกอย่าง เอ้อยากฟื้นฟูโซนนี้ให้คึกคักยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากเปิดเป็นร้านอาหารเช้าง่าย ๆ คัดสรรวัตถุดิบสดใหม่ปลอดภัย อาทิ ต้มเลือดหมูใส่จิงจูฉ่ายจากสวนผักอินทรีย์ ข้าวห่อใบบัว เมนูหากินยากก็ใช้ข้าวออร์แกนิกจากเครือข่าย หรือจะน้ำเงี้ยวและข้าวซอยจากฝีมือเอ้ สาวอีสานที่แวบไปเรียนอยู่เมืองเหนือมาหลายปีก็มีให้ลองชิม เมื่อท้องอิ่มแล้วอย่าเพิ่งรีบไปไหน มีของหวานเป็นไอศกรีมข้าวไรซ์เบอร์รี น้ำเต้าหู้ และกะทิสดไว้ช่วยดับร้อนด้วย

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

บางโอกาสอาคารเก่า 3 ห้องนี้ ก็เปลี่ยนเป็นที่พบปะของเครือข่ายเกษตรกร เช่น กลุ่ม Young Smart Farmer และกลุ่มตลาดเขียว โดยเอ้ยินดีเปิดหน้าร้านให้นำผลิตภัณฑ์จากไร่นาโดยตรงมาวางขาย มาเลือกหากันได้ในวันเสาร์ที่จะจัดถนนคนเดิน (ในห้วงย้ามปกติที่ไม่มีโรคโควิด-19)

ฟาร์มชอปแห่งนี้วางจำหน่ายพืชผักสดใหม่ที่ปลูกตั้งแต่หัวไร่ยันปลายนาในศูนย์การเรียนรู้ไร่ฮักคัก แปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง เช่น กล้วยตาก คุกกี้อัลมอนด์ ขนมปังโฮลวีต ทองม้วนจากแป้งข้าว ฯลฯ ซึ่งเอ้ลดความหวานกว่าปกติ รับประกันว่าถูกใจคนรักสุขภาพ และยังมีพริกลาบที่อยู่ในขั้นตอนปรับปรุงสูตร น่าจะเสร็จพร้อมวางขายเร็ว ๆ นี้

ที่ตั้ง : ถนนอุทัยรามฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 06.00 – 15.30 น.

โทรศัพท์ : 09 2935 2451

Facebook : ไร่ฮักคัก Raihugkug

08

Organic Cafe

คาเฟ่ออร์แกนิกฮิมเซบายสุดชิลล์ที่ชวนใกล้ชิดธรรมชาติ

Organic Cafe
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

Organic Cafe เกิดจากแพลนของคุณแม่และ เป๋า-ธราธร ประดับศรี ที่อยากปลูกผักออร์แกนิกบนที่ดินของบ้านเพื่อส่งออก พอดีกับเจอน้ำท่วมใหญ่ทั่วภาคอีสานเมื่อ พ.ศ.2562 ทำให้ต้องพับแผนไปก่อน ลดพื้นที่ปลูกให้เล็กลง แล้วเปิดเป็นคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ใช้ผักสดจากในแปลงมาเป็นวัตถุดิบในครัวแทน

 คาเฟ่ยอดฮิตของชาวเลิงนกทาแห่งนี้แบ่งเป็นโซนด้านในห้องแอร์ และด้านนอกริมฝั่งคลองเซบายสำหรับใครที่อยากดื่มด่ำบรรยากาศสุดชิลล์ แต่อาจต้องรอให้แดดร่มลมตกสักนิดจะเหมาะมาก เป๋าคุมโทนร้านทั้งหมดให้เป็นสีเขียวดูใกล้ชิดกับธรรมชาติสมชื่อ แถมฉากหลังยังเป็นทุ่งนาอินทรีย์ไกลสุดตา เป็นอีกมุมหนึ่งที่ลูกค้านิยมมาถ่ายรูปเช็กอิน 

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

สำหรับในร้านมีอาหารตามสั่งง่าย ๆ แต่เลือกใช้ผักสดปลอดสารที่ปลูกเองมาปรุง นอกจากความอร่อยแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความปลอดภัย เป๋าบอกว่าอนาคตอาจทำแปลงผักใหญ่ขึ้น ให้ลูกค้าได้เข้าไปใกล้ชิดกับพืชผักอินทรีย์

มุมกาแฟเป็นส่วนที่เป๋าคลุกคลีดูแลเอง เขาตามหารสชาติกาแฟที่ถูกปากคนในพื้นที่ มีให้เลือกทั้งคั่วเข้มและคั่วกลาง หรือจะเป็นเมล็ดใหม่ ๆ ก็มีให้คอกาแฟได้ลองกันตามแต่โอกาสที่ได้มา แนะนำว่ามีเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้านที่อยากให้ลองกันคือ OG SIG ด้วยรสชาติกาแฟบาง ๆ ผสานกับน้ำผึ้งและเลมอน ใส่น้ำสมุนไพรสูตรพิเศษ เป็นเครื่องดื่มออร์แกนิกที่ให้รสชาติฟรุตตีสดชื่นอย่าบอกใคร

ที่ตั้ง : 161 หมู่ 5 ตำบลสามแยก อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร 35120 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.30 – 21.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 08.30 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 06 3632 6644

Facebook : ออร์แกนิคคาเฟ่ – Organic Cafe

09 

หมู่บ้านอินทรีย์ บ้านโสกขุมปูน

หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ที่อยากชวนผู้มาเยือนลงดำนากันสักมื้อ

หมู่บ้านอินทรีย์ บ้านโสกขุมปูน

ชาวบ้านโสกขุมปูนยึดถืออาชีพทำนาข้าวแบบดั้งเดิมมาแต่ไหนแต่ไร จนกระทั่งปุ๋ยเคมีเริ่มเข้ามาเมื่อหลายสิบปีก่อน แรกใช้ผลผลิตก็ได้เยอะขึ้น ข้าวก็งอกงามดี แต่เวลาผ่านไปส่งผลให้ดินในนาเริ่มแข็งขึ้น สุขภาพของเกษตรกรก็เริ่มแย่ลง พ่อมั่น สามสี เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว จึงริเริ่มชวนชาวบ้านกลับมาทำนาข้าวด้วยวิธีอินทรีย์ ดูแลบำรุงจากปุ๋ยธรรมชาติอีกครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2533 ในวันที่กระแสอินทรีย์ยังค่อยไม่แพร่หลายในสังคมไทย

“ส่งให้คุณด้วยรอยยิ้ม กินอิ่มปลอดภัย จากใจชาวนา สู่จานข้าวคุณ”

ชุ-ชุติมา ม่วงมั่น ทวนสโลแกนที่สื่อถึงความตั้งใจของ กลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ ให้เราฟังอีกครั้ง เธอคนนี้คือผู้รับไม้ต่อจากพ่อมั่น ช่วยดูแลแบรนด์ ‘ข้าวใจยิ้ม’ ข้าวไร้สารเคมีจากนาของเกษตรกรในชุมชน และเธอยังเป็นผู้วางหลักสูตรในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ปลูกฝังเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้กับเยาวชน เรียนรู้วัฒนธรรมงานบุญเกี่ยวกับข้าว ด้วยความหวังว่าอยากส่งต่อความรู้และปลูกฝังให้เด็ก ๆ ยึดถืออาชีพปลอดภัยนี้ต่อไปในอนาคต

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ทำเกษตรอินทรีย์กันแทบทุกครัวเรือน แถมยังมีธรรมนูญของตำบลนาโส่ช่วยกำกับไว้ คือห้ามใช้ยาฆ่าแมลง ชาวบ้านก็ร่วมกันสอดส่องเป็นหูเป็นตา ช่วยให้นาอินทรีย์ปลอดภัยปราศจากเคมีด้วย

ทั้งนี้ชุมองว่าโรงสีไม่ใช่ปลายทางของเกษตรกร แต่สิ่งที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้คือการสร้างตลาด เธอทำวิจัยอยู่พักใหญ่ แล้วเกิดเป็น ‘ตลาดเขียว’ ของพี่น้องชาวยโสธร จุดนัดพบของเหล่าเกษตรกรกับผู้ซื้อ จัดขึ้นตามที่ต่าง ๆ ทั้งในอำเภอกุดชุมและอำเภอเมืองยโสธร 

ใครมาเยือนหมู่บ้านอินทรีย์แห่งนี้ รับรองจะตกหลุมรัก ทั้งมิตรไมตรีและวิถีชนบทของชาวบ้าน รวมถึงอากาศดีที่หายใจเข้าได้เต็มที่ไม่มีสารพิษลอยมาตามลม แถมชุยังอยากเชิญชวนแขกให้มากินข้าวหอมมะลิใหม่ ๆ ว่าดีงามแค่ไหน และทำความเข้าใจว่าทำไมข้าวหอมมะลิถึงมีราคาสูง ตั้งแต่ลองดำนาสาธิต ขั้นตอนการดูแลอย่างใส่ใจ จนถึงเก็บเกี่ยวยามข้าวออกรวง

ที่ตั้ง : บ้านโสกขุมปูน ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร 35140 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ติดต่อนัดหมายล่วงหน้า

โทรศัพท์ : 08 0798 2236

Facebook : ข้าวใจยิ้ม หมู่บ้านอินทรีย์ยโสธร บ้านโสกขุมปูน

10 

อินดี้ ออร์แกนิค

ร้านค้าที่รวบรวมสารพัดผลิตผลอินทรีย์จากชาวอำเภอกุดชุม

อินดี้ ออร์แกนิค
10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

อินดี้ ออร์แกนิค คือศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์อินทรีย์ที่รวบรวมสินค้านานาชนิดของชาวยโสธรไว้ครบครัน

ต๋อ-มาณิชรา ทองน้อย คร่ำหวอดงานด้านส่งเสริมเกษตรอินทรีย์มาหลายปีในเมืองหลวง ตัดสินใจเกษียณก่อนกำหนด มาทำนาข้าวและไร่อ้อยคั้นน้ำบนที่ดินของครอบครัว ก่อนจะสบโอกาสชวนเพื่อนบ้านโสกขุมปูน มาร่วมทำร้านค้าเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ด้วยเหตุผลหลักคือ อยากเชื่อมเกษตรกรกับผู้บริโภคให้ใกล้กัน

“เราทำคล้าย ๆ สหกรณ์ เพื่อสนับสนุนให้คนได้กินอาหารดี ๆ และรองรับลูกหลานที่กลับมาอยู่บ้านให้มีรายได้จากการทำผลิตภัณฑ์อินทรีย์” ต๋อเฉลยถึงความตั้งใจเริ่มแรกเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน

ปัจจุบันร้านมีสารพัดสินค้าปลอดภัยวางจำหน่าย ส่วนใหญ่มาจากพี่น้องชาวนาในหมู่บ้าน นำโดยข้าวหอมมะลิเกรดดี ข้าวไรซ์เบอร์รี และข้าวพันธุ์พื้นเมืองหากินยาก มีหลายยี่ห้อให้เลือกลองซื้อไปหุงที่บ้าน มั่นใจได้ว่าเป็นข้าวออร์แกนิกแท้ ไม่ปนข้าวจากที่อื่น หรือหากแวะมาตรงฤดูกาล ก็จะเจอพืชผักประจำฤดูกาลนั้น ๆ จากสวนอินทรีย์มาวางร่วมด้วย ทั้งมะเขือเทศราชินีลูกเต่งกรอบอร่อย แตงโมของดีประจำจังหวัด และหอมกระเทียมก็มีให้เลือกซื้อ 

ถ้าสนใจอยากได้พันธุ์ไม้ไปปลูกเองที่บ้าน ต๋อก็เพาะชำไว้เป็นกระถางให้ยกกลับไปได้เช่นกัน

10 พื้นที่สีเขียวของเกษตรกรชาวยโสธร ที่ยืนยันว่าเมืองนี้โดดเด่นเรื่องเกษตรอินทรีย์

นอกจากนี้ยังมีเนื้อโคขุนจากกลุ่มโคขุนหนองแหน มีให้เลือกตั้งแต่เนื้อทำสเต็ก เนื้อย่างเสียบไม้ จนถึงลูกชิ้นเนื้อ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากต้นไผ่ตงอินทรีย์ของสวนไผ่ทองประสาร อย่างหน่อไม้ดอง หลอดไม้ไผ่ และถ่านไม้ไผ่

แต่สินค้าที่เหมาะกับช่วงนี้ที่โรคภัยกำลังถาโถม ต้องยกให้สมุนไพรจากสมุนไพรสูตรหมอยาพื้นบ้านแบบโบราณ และสูตรของโรงพยาบาลกุดชุมที่เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนไทย อย่างแคปซูลฟ้าทะลายโจร ก็มีวางจำหน่ายที่นี่ด้วย

ร้านเล็ก ๆ แต่อัดแน่นไปด้วยผลิตภัณฑ์อินทรีย์แห่งนี้ยังมีสินค้าอื่นอีกมาก เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ของฝากของดีของเด่นกลับบ้านแน่นอน

ที่ตั้ง : ปั๊มน้ำมัน ปตท. แยกตับเต่า ตำบลในเมือง อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร 35000 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.30 – 18.30 น.

โทรศัพท์ : 08 9718 2516

Facebook : อินดี้ ออร์แกนิค

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

ณัฐพล พุ่มสาขา

ช่างภาพสาระพัดประโยชน์ จริงๆ แล้วงานหลักคือ ตัดต่อวีดีโอ ทำวีดีโอโฆษณา วีดีโองานแต่ง ได้มาจับกล้องเพราะทีมขาดช่างวีดีโอ หลังจากนั้นก็เริ่มฝึกเรียนรู้แบบ ครูพักลักจำมาเรื่อยๆ และแล้วอยู่มาวันนึง ช่าวภาพนิ่งในทีมก็ขาดอีก ผมจึงได้มาจับงานถ่ายภาพ จนถึงทุกวันนี้

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load