ทอสคานา (Toscana) คือ ทัสคานี (Tuscany) 

พูดวนๆ ในหัวแบบนี้มาหลายวันแล้วค่ะ ตั้งแต่คิดว่าจะเขียนเรื่องนี้

ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษเล้ย แค่เป็นชื่อเรียกแคว้นหนึ่งในภาคกลางของอิตาลี เรียกแบบคนอิตาเลียนคือทอสคานา แต่ถ้าคนทั่วไปในโลกก็จะรู้จัก (และตกหลุมรัก) ดินแดนในหุบเขาแสนสวยนี้ว่าทัสคานี

อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี

อุ้มไปอิตาลีมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาถึงต้นสิงหา ร้อนมหาโหดค่ะ โดยเฉพาะแถวทัสคานี แต่ไปอิตาลีมาสามสี่หน ยังไง้ยังไงนี่ก็เป็นกลุ่มเมืองที่อุ้มชอบมากถึงมากที่สุด คืออยากมาซื้อบ้านอยู่เลยนะพูดจริงๆ

ทัสคานีประกอบด้วยเมืองอะไรบ้าง ที่ดังๆ ก็นี่เลยค่ะ ฟลอเรนซ์ ปิซา เซียนา ลุกกา ซานจิมินยาโน หรือแหล่งผลิตไวน์แดงชั้นดีอย่างเคียนติ (Chianti) รวมทั้งเมืองเล็กเมืองน้อยอีกมากมาย แต่ทริปนี้อุ้มไปมา 3 เมือง คือ ฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา

อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี
อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี

ทำไมทัสคานีถึงได้น่ารักนัก หลักๆ เลยสำหรับอุ้ม คือมันสวยมีเอกลักษณ์ มีสถาปัตยกรรมและงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ รวมกันอยู่คับคั่ง เพราะที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือที่เรียกกันว่ายุคเรอเนสซองส์ (Renaissance) ซึ่งถึงแม้จะเรียนๆ หลับๆ พอรู้จักอยู่บ้างจากวิชา Art Appreciation แต่ยังไงก็สู้มาเห็นกับตาตัวเองไม่ได้เลยจริงๆ

ที่น่าคิดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือคำว่าเรอเนสซองส์นี่แปลตามตัวคือ เกิดใหม่หรือคืนชีพ เพราะอะไรรู้ไหมคะ ก็พันปีก่อนหน้าศตวรรษที่ 14 เป็นยุคมืดของยุโรป ผู้คนไม่มีเวลาจะมาสนใจพัฒนาความรู้ เพราะบ้านเมืองเต็มไปด้วยสงครามแก่งแย่งอำนาจ ผู้คนถูกกดขี่จนมีแต่ความอดอยากยากแค้น และมีคนล้มตายเป็นจำนวนมากจาก Pandemic!

ปีที่แล้ว โควิด-19 ระบาดรุนแรงขนาดไหนในอิตาลี เมื่อ 600 กว่าปีก่อน Black Death ยิ่งหนักหนากว่านั้นอีกหลายเท่าค่ะ

อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี

เหตุเกิดเมื่อเรือสินค้าจากเอเชียลำหนึ่งล่องมาเทียบท่าเรือที่ซิซิลีใน ค.ศ. 1347 คนที่นั่นต้องตกตะลึง เพราะมีศพกะลาสีนายเรืออยู่เต็มลำ ที่ยังรอดชีวิตก็ป่วยหนักใกล้ตาย เจ้าหน้าที่รีบหาทางส่งเรือลำนั้นกลับออกทะเล แต่ไม่ทันเสียแล้ว โรคร้ายได้คืบคลานขึ้นสู่ฝั่ง และลุกลามแพร่เชื้อให้ประชากรทุกเพศทุกวัยสิ้นใจเหมือนใบไม้ร่วงหล่นจากต้น

อาการของโรคเหรอคะ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบและรักแร้บวมเท่าไข่ไก่หรือไม่ก็เท่าลูกแอปเปิ้ล มีเลือดและน้ำเหลืองไหลออกมา ไข้ขึ้น ท้องเสีย อาเจียน และในที่สุดคือเสียชีวิต

ฟังแล้วสยองมากเลยนะคะ แต่อยากเอามาเล่า เพื่อให้เห็นภาพว่าบ้านเมืองในยุคนั้นเป็นยังไง กว่าจะผ่านพ้นมาได้ก็ใช้เวลาหลายปี ฟลอเรนซ์เองเสียประชากรไปเกือบครึ่ง การถือกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาถึงได้เหมือนฟ้าหลังฝน ที่มีรุ้ง 14 ชั้นเปล่งประกายในละอองทองคำอะไรแบบนี้เลย

ทีนี้ทำไมยุคเรอเนสซองส์ถึงได้มาก่อกำเนิดและเฟื่องฟูอยู่ที่ฟลอเรนซ์ คำตอบก็คือ มีคนเก่งๆ (แบบโคตรของโคตรของโคตรเก่ง อย่าง มีเกลันเจโล, ดาวินชี, บรูเนเลสกี หรือ บอตติเชลลี เกิดที่นี่ และมีอภิมหานายทุนหนุนหลังอย่างตระกูลเมดิชี (Medici) ค่ะ

อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี
ลอเรนโซ เด เมดิชี

คือก่อนหน้าตระกูลเมดิชีจะร่ำรวยเรืองอำนาจในฟลอเรนซ์จากการเป็นนายธนาคาร เรอเนสซองส์ก็เริ่มๆ มาแล้วล่ะ แต่ คุณลอเรนโซ เด เมดิชี (Lorenzo de’ Medici) นี่เอง ที่เป็นคนทุ่มจ้างศิลปิน แล้วไปล็อบบี้มหาเศรษฐีด้วยกันให้ช่วยกันจ้าง ทำให้ช่วงเวลานั้นมีงานศิลปะออกมามหาศาล

ศิลปินในค่ายของเมดิชี (ฟังดูเหมือนจะออกอัลบั้ม) คนที่อุ้มชอบมากที่สุด คือ ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli) ที่วาดรูป The Birth of Venus และ Primavera ไงคะ อุ้มว่าเขาเป็นคนที่วาดรูปผู้หญิงได้สวยที่สุดในโลก แล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่ได้รู้ว่า เขาเคยเป็นช่างทองมาก่อน มิน่า ภาพวาดของบอตติเชลลีถึงได้มีเส้นสายสีทองแทรกอยู่ทั่วไป ทำให้งานดูมีความงามอร่ามเรือง (อีกนิดจะขับเสภาละ)

อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี
The Birth of Venus
อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี
Primavera 

งานจิตรกรรมชิ้นอุโฆษจากยุคเรอเนสซองส์เหล่านี้ อาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกันที่อุฟฟิซีแกลเลอรี่ (Uffizi Gallery) เพราะทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเมดิชี คือ อันนา มาเรีย ลุยซา ตัดสินใจยกสมบัติทางศิลปะทั้งหมดของตระกูลให้กับเมืองฟลอเรนซ์ รวมทั้งอาคารที่เคยเป็นบ้านและที่ทำงานของตระกูลเมดิชีด้วย คือใครสนใจงานศิลปะยุคเรอเนสซองส์นี่จะต้องนอนตายตาหลับถ้าได้มาอุฟฟิซี ส่วนใครที่ไม่ได้สนใจมาก อาจจะตายตาหลับเหมือนกันอยู่แถวๆ ระเบียง เพราะมันใหญ่และมีอะไรให้ดูเยอะมากกกกกก คือเดินและดูจนเหนื่อยหมดลมได้ เดินไปก็คิดไปว่านี่มันบ้านของตระกูลเดียวนะเนี่ย ทำไมถึงรวยอย่างงี้ฟะ

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ภาพ : www.musement.com

พูดถึงตระกูลเมดิชีแล้วจะไม่พูดถึง มีเกลันเจโล (Michelangelo) ก็เห็นทีจะไม่ได้ เพราะนี่เขาก็คู่บุญกันมา (ชื่อที่ถูกต้องออกเสียงแบบนี้นะจ๊ะ ตรงตามตัวเขียนเลย ไม่ใช่ไมเคิลแอนเจโลอย่างที่เราได้ยินกันบ่อยๆ)

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
 มีเกลันเจโล

ได้ยินชื่อมีเกลันเจโล ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นศิลปินชื่อก้องโลก มีงานเฟรสโกน่าตื่นตะลึงอยู่บนเพดาน Sistine Chapel ที่วาติกัน แต่เอาเข้าจริง เจ้าตัวกลับยืนยันว่างานที่เขาถนัดและรู้จักอย่างถ่องแท้คือประติมากรรมต่างหาก

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
Pieta
ภาพ : www.wikipedia.org

อุ้มเคยไปยืนตาค้างดูรูปแกะสลัก Pieta ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แล้วคราวนี้ก็ได้กลับมาดู David ที่ฟลอเรนซ์แบบมีลูกๆ มาด้วย ดูแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมผู้คนต่างยกย่องให้มีเกลันเจโลเป็นสุดยอดศิลปินของโลก คือมันไม่มีที่ติเลยค่ะ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ยิ่งดูยิ่งงาม ยิ่งมองยิ่งทึ่ง มีเกลันเจโลบอกว่า เวลามองก้อนหินใหญ่ๆ เขาเห็นเส้นสายและรูปสลักซ่อนอยู่ในนั้น อย่างกับเขาใช้สิ่วและค้อนกะเทาะหินออก เพื่อปลดปล่อยรูปลักษณ์เหล่านั้นให้ออกมาเป็นอิสระแน่ะค่ะ

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ภาพ : wordandsilence.com
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ภาพ : www.divianarts.com

จากหินแข็งๆ กลายเป็นเนื้อหนังที่ราวกับมีเส้นเลือดไหลวนอยู่ในนั้น สีหน้า มัดกล้าม แววตา พลังงานทั้งหมดที่รูปสลักยังคงปล่อยออกมา แม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ โชคดีมากเลยที่เมืองฟลอเรนซ์ตัดสินใจไม่ยกเดวิดขึ้นไปไว้ริมระเบียงบนหลังคาดูโอโมตามแผนเดิม คือจะเอารูปแกะสลักที่สวยมีรายละเอียดขนาดนี้ขึ้นไปไว้สูงลิ่ว คนก็ไม่ได้เห็น เสียของกันหมดพอดี แล้วอีกอย่างคือ เดวิดของจริงนี่ใหญ่ยักษ์มากนะคะ (ตลกดี เพราะในเรื่องจริงๆ เดวิดน่ะต้องไปล้มยักษ์โกไลแอธ) จะยกขึ้นไปยังไงไหว

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
เดวิดที่ Piazza Della Signoria
ภาพ : www.mirror.co.uk

คณะผู้ปกครองเมืองก็เลยลงมติ เอาเดวิดไปไว้ที่หน้าพาลาสโซ เวคคิโอ (Palazzo Vecchio) ซึ่งเป็นศาลาว่าการเมืองแทน แล้วให้เดวิดหันหน้าส่งสายตาดุไปข่มขวัญคู่อริสำคัญที่ฮึ่มๆ จะมาชิงเมืองในยามนั้น คือโรม เดวิดจ้องโรมอยู่ 300 กว่าปี ถึงได้ถูกย้ายมาหลบแดดหลบฝนอยู่ใน Galleria dell’Accademia ที่เราเข้าไปดูกันอยู่ทุกวันนี้

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
 Florence Cathedral
ภาพ : www.florence-view.eu    

เมื่อกี้พูดถึงดูโอโม ก็เลยมีเรื่องมหัศจรรย์พันลึกของโบสถ์ที่เป็นหน้าเป็นตา เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองฟลอเรนซ์ที่อยากเล่าให้ฟังค่ะ

ย้อนไปเมื่อราวๆ ค.ศ. 1290 เมืองต่างๆ ในทัสคานีที่เริ่มมีอิทธิพล อย่างเช่นเซียนาหรือปิซา ต่างพากันบูรณะโบสถ์วิหารให้เป็นหน้าเป็นตาของเมืองตัวเอง ฟลอเรนซ์มองไปรอบๆ แล้วก็คิดว่าเราไม่อยากได้โบสถ์สไตล์โกธิคที่มียอดแหลมๆ พุ่งไปหาสวรรค์ มีเสาค้ำยัน (Flying Buttress) ข้างๆ แบบที่สร้างกันมาในยุคกลางแล้วล่ะ ก็เลยจัดประกวดแบบ แล้วก็ได้แบบที่ชนะเลิศของ Arnolfo di Cambio มา หน้าตาเป็นอย่างนี้

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี

โบสถ์ในฝันสร้างอยู่ร้อยกว่าปี คนออกแบบและคนคุมงานตายจนต้องเปลี่ยนใหม่ไปหลายคน แถมผ่านช่วงที่มี Black Death อีก แต่สุดท้าย ส่วนตัวอาคารก็เสร็จจนได้ เหลือไว้แต่ส่วนที่ยากที่สุด ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะสร้างยังไง นั่นคือส่วนที่เป็นหลังคาโดม ชาวเมืองก็เริ่มจะร้อนใจ เพราะเอิ่ม… โบสถ์ที่ไม่มีหลังคา จะใช้งานได้ยังไง คนจากบ้านอื่นเมืองอื่นมาเห็นเข้า ก็จะพากันหัวเราะเยาะชาวฟลอเรนทีนอย่างเราให้อับอายขายหน้า

เหตุที่ไม่มีใครรู้ว่าหลังคาโดมจะสร้างได้อย่างไร ก็เพราะไม่เคยมีใครสร้างอะไรแบบนี้มาก่อนน่ะสิ! ใกล้เคียงที่สุดก็คือ Pantheon ที่โรม ซึ่งมีหลังคาเป็นโดมเหมือนกัน แต่นั่นเขามีฐานรากเป็นวงกลม ไม่ใช่แปดเหลี่ยมอย่างที่ฟลอเรนซ์ แถมวิธีการสร้างและสูตรคอนกรีตที่ใช้ก็สูญหายไปหมดแล้ว

ความยากอีกหลายอย่างของหลังคาเจ้าปัญหานี้ ก็คือนอกจากแปดเหลี่ยมจะด้านไม่เท่ากัน เพราะต่อเติมแก้แบบมาหลายรอบ (จะทำยังไงให้เส้นผ่านศูนย์กลางเจอกันตรงกลางโดมพอดี) ขนาดของมันยังใหญ่มหึมา จะหาไม้มาทำโครงข้างในให้เพียงพอก็คงจะยากและแพงมากกกก เพราะฉะนั้น ใครที่จะมาออกแบบและคุมงานสร้าง ต้องคิดวิธีเรียงอิฐให้ก่อขึ้นไปได้เอง และไม่ต้องใช้นั่งร้านในการก่อสร้างได้ด้วย

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
บรูเนเลสกี

แล้วสวรรค์ก็ส่ง ฟิลิปโป บรูเนเลสกี (Filippo Brunelleschi) ให้มาเกิดที่ฟลอเรนซ์ คือตอนปิปโป (ชื่อที่คนเรียกกัน) เกิดมา โบสถ์ก็สร้างมาเกือบจะร้อยปีอยู่แล้วล่ะ เขาเองก็ไม่ได้ร่ำเรียนเรื่องการก่อสร้างอะไรมา แค่เป็นช่างทองอยู่แถวสะพานเวคคิโอ แล้วก็ออกเดินทางไปศึกษาอาคารเก่าต่างๆ ในอิตาลีด้วยตัวเอง

เมื่อมีการประกวดแบบหลังคาโดม คณะกรรมการก็ต้องแปลกใจ ที่ปิปโปวัย 40 ยืนยันว่าเขารู้วิธีสร้างโดมนี้ให้สำเร็จจนได้ แต่ยังไง้ยังไงก็ไม่ยอมเล่าว่าวิธีที่ว่านี้คืออะไร บอกแต่เพียงว่า ให้เขาชนะก่อนสิ จะทำให้ดู

ใครที่ไหนจะยอม จริงไหมคะ คืออะไรอ่า เป็นช่างทองไม่มีประสบการณ์สร้างตึกสร้างอะไรเลย อยู่ดีๆ อาสาจะมาสร้างโดม นี่มันงานช้างเลยนะเฟ้ย กรรมการเลยบอกว่า ไหนลองพิสูจน์ให้ดูซิว่าทำได้

ปิปโปเอาไข่มาฟองหนึ่ง แล้วท้าให้ทุกคนลองตั้งไข่นั้นกับพื้นให้ได้ ทุกคนลองแล้วลองอีก ตั้งไป ไข่ก็ล้มกลิ้งล้มกลิ้ง จนสุดท้ายทุกคนจนใจ บอกว่ายอม

ปิปโปจับไข่กระแทกลงกับโต๊ะ เปลือกไข่แตกโพละ เขาจับเปลือกไข่ชิ้นล่างวางคว่ำบนโต๊ะ แล้วจับชิ้นบนที่แหลมกว่าวางครอบลงไป นี่ไง ไข่ตั้งได้แล้ว!

คณะกรรมการบอก โอ้โห อย่างนี้ใครก็ทำได้ แต่ปิปโปบอกว่าถ้ารู้ยูก็ไม่ต้องให้ไอทำให้ดูสิ

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี

อุ้มเคยทำ Igloo เล่นกับลูกๆ ตอนหิมะตกเยอะๆ ยังจำได้ว่า ตอนก่ออิฐหิมะก้อนล่างๆ ก็ไม่ค่อยยากเท่าไหร่ แต่พอเริ่มจะงุ้มเข้ามาตรงกลางนั่นแหละค่ะที่เริ่มยาก เพราะอิฐมันคอยจะยุบลงมา หรือไม่น้ำหนักของอิฐก้อนข้างบนก็จะกดให้ฐานข้างล่างบานออก คือถ้าสร้างแบบ Freestanding ไม่มีโครงอยู่ข้างในนี่ ยากมาก แล้วลองนึกว่าขนาดของโดมที่ฟลอเรนซ์นี่เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 50 เมตร (ประมาณความกว้างของสนามฟุตบอล) กะผิดนิดเดียวทั้งโดมถล่มลงมาคนตายกันหมดพอดี

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ภาพ :  www.brunelleschisworld.com

บรูเนเลสกีใช้วิธีสร้างโดม 2 หลัง เหมือนกับเปลือกไข่ที่เขาทำให้คณะกรรมการดูเลยค่ะ โดมข้างในยึดไว้โดยรอบด้วยโซ่เหล็กและหินขนาดยักษ์ (เหมือนเหล็กรัดรอบถังไวน์) เรียงกันไป 4 เส้น เพื่อตรึงโดมไว้ให้รับน้ำหนักได้โดยส่วนล่างไม่บานออก เพราะไม่มีเสาค้ำยันด้านข้างเหมือนโบสถ์ยุคก่อนๆ ส่วนโดมด้านนอก มีเสาโค้งทั้งหมด 24 ต้นจากฐานไปบรรจบกันที่ยอดโดม ช่วยยึดโดมด้านนอกกับด้านในเข้าด้วยกัน และรับน้ำหนักของอิฐที่ก่อเป็นหลังคาโดยรอบ

พูดถึงอิฐ ถ้าก่อเฉยๆ เรียงกันไปอย่างที่อุ้มทำอิกลู มีรอยแตกรอยแยกเพียงนิดเดียว ทั้งโดมก็จะถล่มลงมาได้ง่ายๆ ความอัจฉริยะของบรูเนเลสกีก็คือ เขาคิดวิธีก่ออิฐเป็นแบบก้างปลา (Herringbone) เรียงวนไปรอบโดม วิธีก่ออิฐแบบนี้ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน แต่มันทำให้แผ่นอิฐช่วยค้ำยันช่วยรับน้ำหนักกันเองได้อย่างประเสริฐมาก

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ภาพ : www.florenceinferno.com

บรูเนเลสกียังออกแบบเครื่องชักรอกที่มีระบบฟันเฟืองขับเคลื่อนด้วยแรงวัว เพื่อช่วยยกคนงานและวัสดุก่อสร้างน้ำหนักมหาศาลขึ้นลงได้ด้วย คือจะเก่งไปไหนเนี่ย

ใช้เวลา 16 ปี โดมที่ไม่เคยมีใครรู้วิธีสร้างก็เสร็จเรียบร้อย ทำเอาผู้คนพากันตื่นตะลึงกับความใหญ่โต สวยงาม และเป็นการป่าวประกาศถึงศักดาของอาณาจักรฟลอเรนซ์ให้เมืองอื่นๆ ได้เห็น ผ่านมาแล้ว 600 กว่าปี ทุกวันนี้ Bruneslesschi’s Dome ก็ยังคงเป็นโดมก่ออิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก มหัศจรรย์จริงๆ เลย

บรูเนเลสกีเสียชีวิตหลังจากโดมสร้างเสร็จเพียง 10 ปี เขาไม่เคยบันทึกหรือแพร่งพรายความรู้เรื่องการสร้างโดมใหญ่แห่งเมืองฟลอเรนซ์ไว้ที่ไหน และทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเขาทำได้ยังไง ได้แต่ตั้งสมมติฐานเอาจากร่องรอยที่เหลือให้เห็น

แต่เอาเป็นว่า นี่คือบุรุษมหัศจรรย์ของโลกสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และศิลปะ ที่อยากเอาความรู้หางอึ่งของอุ้มมาเล่าให้ฟังค่ะ

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
เมืองเซียนา

ในขณะที่เรอเนสซองส์ในฟลอเรนซ์กำลังเฟื่องฟู เมืองอื่นๆ ในทัสคานีก็ได้รับอิทธิพลและเจริญรอยตามกันมา เมืองที่เฟื่องฟูจากการทำธนาคาร และเริ่มจะมีบทบาทสำคัญในทัสคานีอีกเมืองหนึ่ง ก็คือเซียนา (Siena) ค่ะ

อุ้มเคยไปเซียนามาแล้วหนหนึ่งเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ถึงจะไปเช้าเย็นกลับ เพราะนั่งรถไฟจากฟลอเรนซ์แค่ชั่วโมงครึ่ง แต่ก็ยังจำได้ถึงทั้งเมืองที่เป็นอิฐสีน้ำตาลแดง สวยสมกับที่มีคนเอาไปตั้งเป็นชื่อสี Burnt Sienna แถมยูเนสโกยังประกาศให้ใจกลางเมืองเป็นมรดกโลก มิน่าล่ะ ที่นี่ถึงเป็นหนึ่งในเมืองที่มีคนมาเที่ยวมากที่สุดในทัสคานี

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี

คราวนี้อุ้มมาค้างที่เซียนาคืนหนึ่ง ก็เลยได้เห็นตั้งแต่พระอาทิตย์ตก ยันพระอาทิตย์ขึ้นของอีกวัน บ้านที่มาพักไม่ได้หรูหราอะไรมากแต่วิวสุดๆ ไปเลยค่ะ มองไปเห็นเซียนาทั้งเมืองอาบแสงอาทิตย์ยามเย็น อาบแสงดาว และอาบแสงเช้าสวยอุ่นๆ นี่มันสวรรค์ดีๆ นี่เอง

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
 เมืองลุกกา
ภาพ : www.reddit.com

และแล้วก็มาถึงเมืองโปรดที่สุด ขวัญใจของบ้านอุ้มทั้งบ้าน จนเราลงมติกันว่า ครั้งหน้าที่มาอิตาลี ต้องมาอยู่ที่นี่อาทิตย์หนึ่งเป็นอย่างน้อย เมืองที่ว่านี้ชื่อ ลุกกา (Lucca) ค่ะ

ไม่รู้ว่าอากาศของลุกกาทำด้วยอะไร แต่อุ้มรู้สึกเหมือนมันเบาบาง และทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากกว่าเมืองไหนๆ ในอิตาลีที่อุ้มเคยไปมา ไม่ว่าจะตามจัตุรัสต่างๆ ที่มีคนนั่งเล่นพูดคุย ตามถนนหนทาง หรือบนกำแพงเมืองที่สร้างมาตั้งแต่ยุคกลาง และยังคงตั้งอยู่อย่างมั่นคงครบรอบถึงแม้เมืองจะขยายใหญ่ขึ้น คือเป็นเมืองอื่นคงทุบคงทลายบางส่วนหรือทั้งหมดทิ้งไปเพื่อสร้างถนน แต่ที่ลุกกานี่ ถึงแม้กำแพงจะไม่ได้ใช้งานเป็นปราการป้องกันข้าศึกศัตรูเหมือนสมัยก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังรักษาไว้ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตกเย็นมีชาวเมืองและนักท่องเที่ยวมาเดินมาวิ่งกันเป็นที่เพลิดเพลิน บ้านอุ้มเดินๆ นั่งๆ สลับกับปล่อยให้ลูกๆ วิ่งไปเล่นตามสนามเด็กเล่นที่มีกระจายอยู่ทั่วไป เป็นประสบการณ์ที่ยังประทับใจจนถึงตอนนี้ อุ้มนี่ถึงกับตั้งปณิธานว่า สักวันจะวิ่งรอบกำแพงเมืองลุกกาให้ได้ (แค่ 4 กิโลเอง ไหวอยู่หรอกเนอะ)

เท่านี้ก่อนล่ะค่ะที่อยากมาเล่าให้ฟัง ยังไปเที่ยวไม่ได้ตอนนี้ อ่านเรื่องกันไปเพลินๆ ก่อนแล้วกันนะคะ ไว้วันหน้าวันหลังไปอิตาลีได้อีกทีเมื่อไหร่ จะได้แวะไปกัน

ทอสคานา คือ ทัสคานี อะนี่ก็ยังท่องอยู่เลย

Writer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

หัวไม่ดี ตกเลข ฟิสิกส์เคมีชีวะยากเกินไป เรียนสายศิลป์ดีกว่า พวกเก่งคำนวณเขาก็เลือกเรียนหมอ วิศวะ ไม่ก็สถาปัตย์ อ้อ เดี๋ยวนี้มีอีกอย่างที่ทำแล้วรวย คือเป็น Software Engineer แต่ก็ต้องเก่งคอมฯ อีกนั่นแหละ

เคยได้ยินหรือเคยพูดประโยคต่าง ๆ เหล่านี้ไหมคะ

อุ้มนี่ล่ะค่ะตัวดีเลย พูดตลอดว่าไม่เก่งเลข ทั้งที่เรียนศิลป์คำนวณ ก็ตอน ม.4 สอบตกเลข ซ่อมแล้วซ่อมอีกจนแม่ต้องไปจ้างเด็กวิศวะมาสอนที่บ้านน่ะค่ะ เพราะดูทรงแล้วแค่ไปขายส้มก็อาจทอนเงินผิดได้ ทางนี้ก็เรียนไปวาดการ์ตูนไป แล้วเสร็จสอบเทียบใช่มั้ยคะ ตอนไปเอ็นฯ เลขของ ม.6 ก็เลยกา ค.ควาย มันหมดเลยค่า (พี่ที่มาสอนพิเศษนั่นละคงเห็นแวว บอกว่าถ้าทำไม่ได้จริง ๆ เลือกตัวเดียวแล้วกาให้หมด อย่าไปทำเป็นสร้างสรรค์ กาปรู๊ดปร๊าดเอาสวยทิ้งขว้าง แบบนั้นโอกาสได้คะแนนจะน้อยกว่า) เดชะบุ๊ญญญญญ สอบติดนิเทศฯ จุฬาฯ อันนี้ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ได้มาเพราะคะแนนเลขแน่นอน

ทีนี้พอมาเป็นแม่คน ลูกเริ่มเข้าโรงเรียน ต้องตรวจการบ้านแล้วตามดูว่าลูกเรียนอะไรกันมั่ง ก็พบว่า ลูกเรียน 2 ภาษา (อังกฤษ-ญี่ปุ่น) อย่างละครึ่งวัน วิทยาศาสตร์มันชักจะอ่อน ๆ จาง ๆ ไปหน่อยปะวิ อันตัวแม่เองนั้นก็ไม่รู้จะยูทูบทำการทดลองกับลูกไปได้สักกี่น้ำ เลยมองหากิจกรรมเสริมนอกห้องเรียน แล้วก็ไปเจอเวิร์กชอปนี้เข้าค่ะ มันดีมากเลย ชื่อว่า ‘STEM Like a Girl’

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

ก่อนอื่นคงต้องอธิบายก่อนว่า STEM (อ่านว่า สเต็ม) น่ะ เป็นตัวย่อของ Science, Technology, Engineering แล้วก็ Mathematics คือฝรั่งเขาคิดว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เป็นเรื่องเดียวกัน ทำงานด้วยกัน ไม่มีอะไรแยกออกไปเป็นอย่างเดียว เวลาจะพูดถึงอะไรก็ตามในเทือกนี้ เขาก็เรียกว่า STEM แล้วคนก็เข้าใจว่าเป็นสี่เรื่องนี่ล่ะ บูรณาการเข้าด้วยกัน เหมือนเห็น อวทม ก็รู้ว่ามีแอร์วิทยุเทปล้อแม็กซ์ เป็นต้น (เกิดไม่ทันล่ะสิ)

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

ที่บอกว่าเวิร์กชอปที่ไปมันดีมาก ก็เพราะว่าเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะ และพ่อหรือแม่ต้องมาทำเวิร์กชอปกับลูกสาวด้วยตลอดทั้งบ่าย ไม่ใช่มาส่งแล้วไปทำเล็บเสร็จค่อยมารับไรงี้

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
เด็กผู้หญิงและพ่อแม่ที่มาทำเวิร์กชอปร่วมกันตลอดช่วงบ่าย

อุ้มซึ่งไม่เคยผ่ากบ ไม่เคยรู้จักการทดลองหรือทำโครงงานวิทยาศาสตร์ใด ๆ นอกจากไปสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่ท้องฟ้าจำลอง กลับพบว่ามันสนุกมาก! และเดี๋ยวนะ จริง ๆ ฉันก็มีหัวทางนี้นี่นา ทำไมไม่มีใครบอก ทำไมฉันใช้เวลาทั้งชีวิตบอกตัวเองมาตลอดว่าไม่เก่งสิ่งนี้!

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
เมตตากับรถพลังงานแสงอาทิตย์

เมตตาซึ่งจริง ๆ เก่งเลขและชอบวิทยาศาสตร์ แต่แม่ส่งไปโรงเรียนที่เน้นหนักเรื่องภาษา ก็ตื่นตาตื่นใจ แล้วลองทำมันทุกกิจกรรม จากที่ไม่เคยสนใจจะต่อเลโก้พวกที่เป็นรถหรือมีกลไก กลับได้ทำรถพลังงานแสงอาทิตย์กับแขนเทียมสำหรับผู้พิการ กลับมาบ้านรีบเล่าให้น้องกับพ่อฟังใหญ่ว่าไปทำอะไรมาบ้าง ในที่นี้อุ้มก็เลยจะสมมติว่าคุณผู้อ่านเป็นอนีคากับสมคิดนะคะ จะได้เห็นภาพไปด้วยกัน

เดินเข้าไปในงานเป็นห้องใหญ่ ๆ เหมือนห้องประชุม รอบห้องมีโต๊ะอยู่ประมาณ 10 โต๊ะ มีกิจกรรมหลายอย่างให้เดินเข้าไปทำได้เลย ลองมาทำไปด้วยกันนะคะ

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

โต๊ะที่หนึ่ง : ทำ Catapult (เครื่องยิงก้อนหิน)

อุปกรณ์ : ไม้ไอติม หนังยาง ช้อนพลาสติก ลูกปิงปอง และหรือปอมปอม

โจทย์ : เอาไม้ไอติมมาประกอบให้เป็นเครื่องยิงลูกปิงปองยังไงให้ได้ไกลที่สุด

คำแนะนำ : ลองปรับความสูงและความชันของช้อน แล้วดูว่าแบบไหนยิงไกลกว่ากัน บางแบบอาจจะยิงได้สูงแต่ไม่ไกล บางแบบยิงได้ไกลแต่ไม่แม่นยำ ฯลฯ

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : องศา มุม การคำนวณ กลศาสตร์ ฟิสิกส์

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว

โต๊ะที่สอง : ทำ Fizzy Flowers (ก้อนฟู่รูปดอกไม้สำหรับใส่ในอ่างอาบน้ำ)

อุปกรณ์ : เบกกิ้งโซดา แป้งข้าวโพด Citric Acid, Epsom Salt น้ำมันมะกอก น้ำมันหอมระเหย ถ้วยตวงและช้อนตวง พิมพ์ซิลิโคนรูปดอกไม้อันเล็ก ๆ

วิธีทำ : ผสมส่วนผสมแห้งทั้งหมดเข้าด้วยกันในชาม ในอัตราส่วนต่อไปนี้

  • เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย
  • Citric Acid 1/4 ถ้วย 
  • Epsom Salt 1/4 ถ้วย
  • แป้งข้าวโพด 1/4 ถ้วย

จากนั้นผสมของเหลวในถ้วยอีกใบ คนให้เข้ากัน ในอัตราส่วนต่อไปนี้

  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำ 1 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันหอมระเหย 2-3 หยด

เทของเหลวลงไปชามของแห้ง ใช้ช้อนคนให้เข้ากัน สังเกตว่ามีเสียงหรือมีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ส่วนผสมที่ได้อาจจะดูแห้งเหมือนทราย ไม่ต้องตกใจหรือใส่น้ำเพิ่ม แค่ใช้ช้อนบี้ให้ทั่ว ๆ จนกลายเป็นเม็ดเล็ก ๆ เสมอกัน จากนั้นตักใส่พิมพ์ กดให้แน่น ถ้าไม่มีพิมพ์ จะปั้นเป็นก้อนกลม ๆ ด้วยมือก็ได้ ทิ้งไว้ข้ามคืนให้เซ็ตตัวแล้วค่อยแกะออกจากพิมพ์​ เก็บในถุงซิปล็อกหรือกล่องสุญญากาศ เวลาจะใช้ค่อยเอาไปหย่อนในอ่างอาบน้ำ

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ฟองฟู่เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีของกรดและด่างที่เรียกว่า Acid-Base Chemistry ซึ่งมีน้ำเป็นตัวเร่ง (ถึงได้บอกว่าตอนผสมอย่าเพิ่งใส่น้ำเยอะ เพราะต้องเก็บไว้ให้ทำปฏิกิริยาจริง ๆ ตอนเอาไปโยนในอ่างอาบน้ำ)

โต๊ะที่สาม : หยดน้ำบนเหรียญ

อุปกรณ์ : เหรียญบาท 3 เหรียญวางเรียงในถาด น้ำ น้ำยาล้างจาน แอลกอฮอล์ล้างแผล ถ้วยเล็ก ๆ 3 ใบ ไพเพ็ดหรือหลอดบีบพลาสติกสำหรับหยดน้ำ ถ้วยตวงและช้อนตวง

วิธีทดลอง : เริ่มจากใส่น้ำ 1/4 ถ้วยลงไปถ้วยใบแรก ใช้หลอดบีบดูดน้ำขึ้นมาแล้วค่อย ๆ หยดลงบนเหรียญที่หนึ่งทีละหยด หยดไปเรื่อย ๆ แล้วนับว่ากี่หยด น้ำถึงจะสลายตัวไหลล้นออกจากเหรียญ จดตัวเลขใส่กระดาษไว้

จากนั้นใส่น้ำ 1/4 ถ้วยลงในถ้วยใบที่สอง ใส่น้ำยาล้างจาน 1 ช้อนโต๊ะลงไป คนให้เข้ากัน ใช้หลอดหยดดูดส่วนผสมขึ้นมา แล้วหยดลงบนเหรียญที่สองทีละหยด หยดไปเรื่อย ๆ แล้วนับว่ากี่หยด น้ำสบู่ถึงจะสลายตัวไหลล้นออกจากเหรียญ จดตัวเลขใส่กระดาษไว้

สุดท้าย ใส่แอลกอฮอล์ 1/4 ถ้วยลงในถ้วยใบที่สาม ใช้หลอดหยดดูดส่วนผสมขึ้นมา แล้วหยดลงบนเหรียญที่สามทีละหยด หยดไปเรื่อย ๆ แล้วนับว่ากี่หยด แอลกอฮอล์ถึงจะสลายตัวไหลล้นออกจากเหรียญ จดตัวเลขใส่กระดาษไว้

เสร็จแล้วเปรียบเทียบกันว่าของเหลวไหนหยดบนเหรียญได้มากที่สุด

สิ่งที่ได้เรียนรู้ : ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า แรงตึงผิว หรือ Surface Tension ซึ่งเป็นความรู้ที่สำคัญในวิชาชีววิทยา น้ำมีการจับตัวกันของไฮโดรเจนกับออกซิเจนสูงที่สุด จึงมีแรงตึงผิวมาก หยดลงบนเหรียญแล้วทนต่อแรงดึงดูดของโลกได้นานกว่าจะแยกตัวออกจากกัน พอใส่สบู่ลงไป โมเลกุลของไฮโดรเจนและออกซิเจนในน้ำกลับปันใจไปจับกับสบู่ ทำให้แรงตึงผิวลดลง (นึกถึงโฆษณาน้ำยาล้างจานเลยปะคะ) หยดไปแป๊บเดียวก็ไหลออกจากเหรียญ 

ส่วนแอลกอฮอล์มีไฮโดรเจนเหมือนกัน แต่มีแรงจับตัวกันแค่ครึ่งเดียวของน้ำเปล่า หยดแป๊บเดียวก็ไหลหมด ดิฉันจะขอเปรียบน้ำเป็นค่ายบางระจัน ยึดกันเหนียวแน่น พม่าตีอยู่ตั้งนานกว่าจะแพ้พ่าย ส่วนสบู่ขอเปรียบให้เป็นไส้ศึก แอบใส่ไปนิดหน่อยโครงสร้างก็อ่อนแอ แอลกอฮอล์น่ะเหรอ เป็นสังคมอินเทอร์เน็ตละกัน ยึดไว้หลวม ๆ ด้วยการกดไลก์ ทัวร์ลงตรงไหนก็ Unfollow ทันที (สาบานว่านี่กำลังเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์)

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
เมตตากับแขนเทียม

เห็นไหมคะว่าแค่ 3 โต๊ะก็ได้เรียนรู้เกือบจะครบทุกแง่มุมของ STEM แล้ว แต่นี่มีตั้ง 10 แล้วระหว่างทางยังมีโครงงานใหญ่ให้นั่งลงทำที่โต๊ะ คือประกอบรถพลังงานแสงอาทิตย์ กับดูวิดีโอเกี่ยวกับคนที่ใช้แขนเทียมทำกิจกรรมต่าง ๆ จากนั้นให้เทของจิปาถะออกมาจากถุง แล้วคิดว่าจะเอาของเหล่านั้นมาทำเป็นแขนเทียมอย่างไร ให้หยิบของที่วางห่างไป 1 ฟุตโดยใช้แรงและการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด (อุ้มกับเมตตาทำสำเร็จด้วยค่ะ ใช้แค่นิ้วโป้งขยับขึ้นลง แต่จับของได้แน่น แถมพลิกคว่ำได้ด้วย ภูมิใจมาก)

อุ้มกับเมตตากลับมาบ้านราวกับเป็นคนใหม่ แม่ลูกผูกพันกันในแง่มุมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อุ้มประทับใจมาก จนต้องขอไปคุยกับ ซาร่า ฟอสเตอร์ ซึ่งเป็นคนคิดและดำเนินโครงการนี้ ทั้งที่ตัวซาร่าเองมีแต่ลูกชาย!

อุ้ม สิริยากร คุณแม่ผู้ตกเลขกับวิธีสอนวิทยาศาสตร์แสนสนุกให้ลูกสาว
ซาร่า ฟอสเตอร์

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเวิร์กชอปนี้คะ ทั้งที่ตัวคุณเองก็ไม่มีลูกสาวเสียหน่อย

ซาร่า : ต้องเล่าย้อนไปว่า พ่อแม่ฉันเรียนเอกคณิตศาสตร์ ตัวฉันเองก็ชอบวิทยาศาสตร์กับเลขตั้งแต่ ม.ปลาย พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลยเรือกเรียนเตรียมแพทย์ แต่ปรากฏว่าไม่ชอบ พอจะเรียนปริญญาโทต่อ อาจารย์เลยแนะนำให้ลองเลือกเรียนวิศวะฯ ฉันไม่ชอบท่องจำ ชอบการเอาวิทยาศาสตร์ไปปรับใช้มากกว่า เลยตัดสินใจเรียน Biomedical Engineering จบมาแล้วไปเป็นนักวิจัยที่บริษัท Biotech แห่งหนึ่ง แล้วก็ต้องหยุดไปตอนมีลูก

พอลูกชายเข้าโรงเรียน ฉันก็ไปเป็นอาสาสมัครในห้องเรียนลูก ทำ STEM Projects กับเด็ก ป.4 – 5 แล้วก็แปลกใจมากเลยที่พบว่าเด็กผู้หญิงไม่ค่อยกล้ามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการยกมือตอบคำถามหรือลงมือทำกิจกรรม ตอนนั้นฉันกำลังคิดอยู่ว่าจะทำงานอะไรต่อไปดี เลยเริ่มเสิร์ชในท้องตลาดว่ามีใครทำเวิร์กชอปกับเด็กกลุ่มอายุนี้อยู่บ้าง เห็นว่าไม่ค่อยมีเลย ที่มีก็สำหรับเด็ก ม.ต้น ม.ปลาย หรือไม่ก็ต้องลงทะเบียนเป็นคอร์สยาว ๆ หลังเลิกเรียนหรือช่วงปิดเทอม แต่ฉันอยากทำกิจกรรมสุดสัปดาห์แบบวันเดียวจบ แค่จุดประกายความสนใจใน STEM

อุ้ม : เริ่มทำโครงการยังไง

ซาร่า : ตอนแรกก็ไปที่โรงเรียน แล้วทำ STEM Engineering Night ก่อน ตอนคิดรายละเอียดกิจกรรม ฉันแค่คิดว่าอยากให้คนเดินเข้ามาในงานแล้วมีกิจกรรมสั้น ๆ ให้ได้ลงมือทำเลย ไม่ใช่เดินเข้ามาในห้องใหญ่ๆ แล้วรู้สึกเด๋อ ๆ กิจกรรมที่เตรียมไว้ก็มีครบทุกด้านของ STEM และที่สำคัญคือต้องให้เด็ก ๆ ได้รู้ด้วยว่าความรู้พวกนี้จะเอาไปใช้ในชีวิตจริงยังไง (กราบ!) 

อย่างทำ Fizzy Flowers ซึ่งฮิตมากในหมู่เด็กผู้หญิง จริง ๆ ก็เคยใช้กันมาก่อนแหละ แต่ไม่เคยคิดว่ามันเกิดจากปฏิกิริยาของอะไรกับอะไรยังไง ฟองฟู่มาจากไหน กลิ่นหอมเกิดจากส่วนผสมอะไร แล้วจริง ๆ ก็มีคณิตศาสตร์อยู่ในนั้น เพราะการชั่ง ตวง วัด ก็เป็นการคำนวณอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ส่วน Design Challenge ที่ให้ทำแขนเทียม เป็น Open End Project เพื่อสอนว่าทุกอย่างต้องลองผิดลองถูก ไม่มีใครทำอะไรสำเร็จมาตั้งแต่ลองครั้งแรก ต้องพัฒนาไปเรื่อย ๆ แล้วก็ทำงานกับคนอื่น มีข้อจำกัด มีโจทย์ และมีคำถามต่อเนื่องว่าทำเสร็จแล้วจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร ความคิดเหล่านี้ไม่จำเป็นว่าต้องเอาไปใช้ในสายงานวิทยาศาสตร์ เพราะไม่ใช่เด็กที่มาเวิร์กชอปนี้ทุกคนจะกลายไปเป็นนักวิจัย อาจจะโตไปทำงานอะไรก็ได้

อุ้ม : เด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายเรียนรู้ STEM ต่างกันไหมคะ

ซาร่า : จากประสบการณ์ของตัวฉันเองที่มีทั้งลูกชายและทำงานกับเด็กผู้หญิงมาหลายปี ก็พบว่าต่างนะคะ เด็กผู้หญิงจะสนใจมากกว่าถ้ารู้เหตุผลเบื้องหลังและรู้ว่าได้ช่วยเหลือคน เช่น ถ้าบอกว่าให้ทำแขนเทียมเฉย ๆ เด็กผู้หญิงจะแอบบ่นว่า ไม่เห็นสนุกเลย ไม่อยากทำ แต่ถ้ามีวิดีโอ ให้ดูก่อนว่าคนใช้แขนเทียมทำอะไรได้บ้าง มีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เด็กผู้หญิงจะอยากทำขึ้นมาเลย เพราะเด็กผู้หญิงจะมุ่งไปทำอาชีพที่ช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งแวดล้อม เป็นแม่ พยาบาล ครู นักสังคมสงเคราะห์ อะไรแบบนี้

ในขณะที่เด็กผู้ชายจะพุ่งไปประดิษฐ์เลย เอาเลโก้เท เด็กผู้ชายจะนั่งลงประกอบอะไรทันที ในขณะที่เด็กผู้หญิงจะต้องคิดก่อนว่ามีเรื่องอะไร (ลูกอุ้มเอะอะสร้างบ้านตลอด ต้องมีตัวละคร) ตัวฉันเองที่เลือกเรียน Biomedical Engineering ก็เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ค้นคว้าไม่จบสิ้นอยู่ในห้องแล็บ สุดท้ายจะช่วยคนไข้ได้

อุ้ม : แล้วทำไมต้องเด็ก ป.3 ถึง ป.5 คะ

ซาร่า : เพราะเด็กกลุ่มนี้โตพอที่จะทำโครงงานที่ซับซ้อนขึ้นได้ แล้วมีงานวิจัยบอกว่า พอเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 13 – 14 หรือมัธยมต้น จะเป็นช่วงที่ตัดสินใจไม่อยากมุ่งทางวิทยาศาสตร์ เพราะมันเริ่มยากและจริงจังขึ้น ถ้าไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้อง เด็กผู้หญิงจะคิดว่าตัวเองไม่เก่งเลข ไม่เก่งวิทยาศาสตร์ แล้วไปเลือกเรียนอย่างอื่น ฉันคิดว่าถ้ารีบจัดการก่อนจะถึงจุดนั้น เด็กผู้หญิงจะยังมีความสนใจและอยากเรียนต่อ เพราะไม่มีใครเก่งหรือไม่เก่งมาตั้งแต่เกิด ทุกอย่างต้องเรียนรู้และฝึกฝน

อุ้ม : แล้วทำไมเวิร์กชอปนี้ต้องให้ผู้ปกครองอยู่ทำกิจกรรมร่วมกับลูกสาว

ซาร่า : ทีแรกฉันก็ไม่แน่ใจนะคะว่าคนจะสมัครหรือจะได้ผลไหม แต่ปรากฏว่าทุกคนที่มาชอบมากหมดเลย เพราะได้มี Uninterrupted Time หรือเวลาคุณภาพกับลูกสาว แล้วผู้ปกครองเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรม ก็ได้แรงบันดาลใจและค้นพบศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ทาง STEM ของตัวเองด้วย เพราะลูก โดยเฉพาะลูกสาว มักจะฟังว่าพ่อแม่อยากให้ตัวเองเรียนทางไหน หรือพ่อแม่เก่งอะไร

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ฉันอยากบอกมาก ๆ เลยนะคะ คือพ่อแม่ควรระวังคำพูดตัวเอง มีศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชื่อ Jo Boaler บอกไว้ว่า “เมื่อแม่บอกลูกสาวว่า ตอนสมัยเรียน แม่ไม่เก่งเลขเลย ลูกสาวก็จะคิดว่าตัวเองไม่เก่ง และทำคะแนนเลขต่ำไปด้วย” 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราพูดให้ลูกได้ยินหรือทำให้ลูกเห็นจึงสำคัญมาก พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะหมดความเชื่อถือ สิ่งสำคัญกว่าคือการหาคำตอบด้วยกัน ลูกจะได้รู้ว่า โอเค พ่อแม่เรายังไม่รู้เลย เราเองไม่รู้หรือยังทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าพยายามเดี๋ยวก็ทำได้เอง

อุ้ม : ถ้ามีคนไทยอยากให้มี STEM Like a Girl ในเมืองไทยบ้าง จะเป็นไปได้ไหมคะ

ซาร่า : ในอนาคตฉันอยากจะทำ Workshop in a Box นะคะ หมายถึงใครอยากจัด STEM Like a Girl ที่เมืองตัวเองก็ติดต่อมา แล้วเรามีอุปกรณ์ต่าง ๆ และคู่มือส่งไปให้ แต่อาจจะต้องใช้เวลา เพราะโครงการนี้เป็นองค์กรแบบไม่แสวงหาผลกำไร มีฉันเป็นพนักงานประจำคนเดียว ที่เหลือเป็นอาสาสมัครที่มาช่วยกัน ฉันอยากควบคุมคุณภาพของโครงการให้ดีด้วย

หนังสือ STEM Like a Girl

เอาเป็นว่าใครอยากเห็นเวิร์กชอปนี้ในเมืองไทย รอหน่อยแล้วกันนะคะ แต่ระหว่างนี้อุ้มแนะนำให้ซื้อหนังสือของซาร่าไปอ่านเลยค่ะ รายละเอียดข้างในดีมากถึงมากที่สุด มีโครงงานวิทยาศาสตร์ให้ทำเยอะมาก และมีอธิบายตอนท้ายทุกอันเลยว่าแต่ละกิจกรรมได้เรียนเรื่องอะไรและเอาไปใช้ยังไง ที่สำคัญ อุปกรณ์ต่าง ๆ หาได้รอบ ๆ บ้าน หรือสั่งซื้อได้ไม่ยาก

มาส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงกล้าทดลองและรักวิทยาศาสตร์กันค่ะ วันหนึ่งข้างหน้า เราจะได้มี Ada Lovelace, Marie Courie หรือดอกเตอร์ Mae Jamieson คนใหม่ ๆ ให้โลกนี้ดีและน่าอยู่ขึ้นนะคะ

เว็บไซต์ : stemlikeagirl.org

ภาพ : STEM Like a Girl

Writer & Photographer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load