ทอสคานา (Toscana) คือ ทัสคานี (Tuscany) 

พูดวนๆ ในหัวแบบนี้มาหลายวันแล้วค่ะ ตั้งแต่คิดว่าจะเขียนเรื่องนี้

ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษเล้ย แค่เป็นชื่อเรียกแคว้นหนึ่งในภาคกลางของอิตาลี เรียกแบบคนอิตาเลียนคือทอสคานา แต่ถ้าคนทั่วไปในโลกก็จะรู้จัก (และตกหลุมรัก) ดินแดนในหุบเขาแสนสวยนี้ว่าทัสคานี

อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี

อุ้มไปอิตาลีมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาถึงต้นสิงหา ร้อนมหาโหดค่ะ โดยเฉพาะแถวทัสคานี แต่ไปอิตาลีมาสามสี่หน ยังไง้ยังไงนี่ก็เป็นกลุ่มเมืองที่อุ้มชอบมากถึงมากที่สุด คืออยากมาซื้อบ้านอยู่เลยนะพูดจริงๆ

ทัสคานีประกอบด้วยเมืองอะไรบ้าง ที่ดังๆ ก็นี่เลยค่ะ ฟลอเรนซ์ ปิซา เซียนา ลุกกา ซานจิมินยาโน หรือแหล่งผลิตไวน์แดงชั้นดีอย่างเคียนติ (Chianti) รวมทั้งเมืองเล็กเมืองน้อยอีกมากมาย แต่ทริปนี้อุ้มไปมา 3 เมือง คือ ฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา

อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี
อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี

ทำไมทัสคานีถึงได้น่ารักนัก หลักๆ เลยสำหรับอุ้ม คือมันสวยมีเอกลักษณ์ มีสถาปัตยกรรมและงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ รวมกันอยู่คับคั่ง เพราะที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือที่เรียกกันว่ายุคเรอเนสซองส์ (Renaissance) ซึ่งถึงแม้จะเรียนๆ หลับๆ พอรู้จักอยู่บ้างจากวิชา Art Appreciation แต่ยังไงก็สู้มาเห็นกับตาตัวเองไม่ได้เลยจริงๆ

ที่น่าคิดอีกอย่างหนึ่ง ก็คือคำว่าเรอเนสซองส์นี่แปลตามตัวคือ เกิดใหม่หรือคืนชีพ เพราะอะไรรู้ไหมคะ ก็พันปีก่อนหน้าศตวรรษที่ 14 เป็นยุคมืดของยุโรป ผู้คนไม่มีเวลาจะมาสนใจพัฒนาความรู้ เพราะบ้านเมืองเต็มไปด้วยสงครามแก่งแย่งอำนาจ ผู้คนถูกกดขี่จนมีแต่ความอดอยากยากแค้น และมีคนล้มตายเป็นจำนวนมากจาก Pandemic!

ปีที่แล้ว โควิด-19 ระบาดรุนแรงขนาดไหนในอิตาลี เมื่อ 600 กว่าปีก่อน Black Death ยิ่งหนักหนากว่านั้นอีกหลายเท่าค่ะ

อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี

เหตุเกิดเมื่อเรือสินค้าจากเอเชียลำหนึ่งล่องมาเทียบท่าเรือที่ซิซิลีใน ค.ศ. 1347 คนที่นั่นต้องตกตะลึง เพราะมีศพกะลาสีนายเรืออยู่เต็มลำ ที่ยังรอดชีวิตก็ป่วยหนักใกล้ตาย เจ้าหน้าที่รีบหาทางส่งเรือลำนั้นกลับออกทะเล แต่ไม่ทันเสียแล้ว โรคร้ายได้คืบคลานขึ้นสู่ฝั่ง และลุกลามแพร่เชื้อให้ประชากรทุกเพศทุกวัยสิ้นใจเหมือนใบไม้ร่วงหล่นจากต้น

อาการของโรคเหรอคะ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบและรักแร้บวมเท่าไข่ไก่หรือไม่ก็เท่าลูกแอปเปิ้ล มีเลือดและน้ำเหลืองไหลออกมา ไข้ขึ้น ท้องเสีย อาเจียน และในที่สุดคือเสียชีวิต

ฟังแล้วสยองมากเลยนะคะ แต่อยากเอามาเล่า เพื่อให้เห็นภาพว่าบ้านเมืองในยุคนั้นเป็นยังไง กว่าจะผ่านพ้นมาได้ก็ใช้เวลาหลายปี ฟลอเรนซ์เองเสียประชากรไปเกือบครึ่ง การถือกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาถึงได้เหมือนฟ้าหลังฝน ที่มีรุ้ง 14 ชั้นเปล่งประกายในละอองทองคำอะไรแบบนี้เลย

ทีนี้ทำไมยุคเรอเนสซองส์ถึงได้มาก่อกำเนิดและเฟื่องฟูอยู่ที่ฟลอเรนซ์ คำตอบก็คือ มีคนเก่งๆ (แบบโคตรของโคตรของโคตรเก่ง อย่าง มีเกลันเจโล, ดาวินชี, บรูเนเลสกี หรือ บอตติเชลลี เกิดที่นี่ และมีอภิมหานายทุนหนุนหลังอย่างตระกูลเมดิชี (Medici) ค่ะ

อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี
ลอเรนโซ เด เมดิชี

คือก่อนหน้าตระกูลเมดิชีจะร่ำรวยเรืองอำนาจในฟลอเรนซ์จากการเป็นนายธนาคาร เรอเนสซองส์ก็เริ่มๆ มาแล้วล่ะ แต่ คุณลอเรนโซ เด เมดิชี (Lorenzo de’ Medici) นี่เอง ที่เป็นคนทุ่มจ้างศิลปิน แล้วไปล็อบบี้มหาเศรษฐีด้วยกันให้ช่วยกันจ้าง ทำให้ช่วงเวลานั้นมีงานศิลปะออกมามหาศาล

ศิลปินในค่ายของเมดิชี (ฟังดูเหมือนจะออกอัลบั้ม) คนที่อุ้มชอบมากที่สุด คือ ซานโดร บอตติเชลลี (Sandro Botticelli) ที่วาดรูป The Birth of Venus และ Primavera ไงคะ อุ้มว่าเขาเป็นคนที่วาดรูปผู้หญิงได้สวยที่สุดในโลก แล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่ได้รู้ว่า เขาเคยเป็นช่างทองมาก่อน มิน่า ภาพวาดของบอตติเชลลีถึงได้มีเส้นสายสีทองแทรกอยู่ทั่วไป ทำให้งานดูมีความงามอร่ามเรือง (อีกนิดจะขับเสภาละ)

อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี
The Birth of Venus
อุ้ม สิริยากร พาแกะรอยศิลปะระดับโลก และความมหัศจรรย์ของแคว้นทัสคานี
Primavera 

งานจิตรกรรมชิ้นอุโฆษจากยุคเรอเนสซองส์เหล่านี้ อาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกันที่อุฟฟิซีแกลเลอรี่ (Uffizi Gallery) เพราะทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเมดิชี คือ อันนา มาเรีย ลุยซา ตัดสินใจยกสมบัติทางศิลปะทั้งหมดของตระกูลให้กับเมืองฟลอเรนซ์ รวมทั้งอาคารที่เคยเป็นบ้านและที่ทำงานของตระกูลเมดิชีด้วย คือใครสนใจงานศิลปะยุคเรอเนสซองส์นี่จะต้องนอนตายตาหลับถ้าได้มาอุฟฟิซี ส่วนใครที่ไม่ได้สนใจมาก อาจจะตายตาหลับเหมือนกันอยู่แถวๆ ระเบียง เพราะมันใหญ่และมีอะไรให้ดูเยอะมากกกกกก คือเดินและดูจนเหนื่อยหมดลมได้ เดินไปก็คิดไปว่านี่มันบ้านของตระกูลเดียวนะเนี่ย ทำไมถึงรวยอย่างงี้ฟะ

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ภาพ : www.musement.com

พูดถึงตระกูลเมดิชีแล้วจะไม่พูดถึง มีเกลันเจโล (Michelangelo) ก็เห็นทีจะไม่ได้ เพราะนี่เขาก็คู่บุญกันมา (ชื่อที่ถูกต้องออกเสียงแบบนี้นะจ๊ะ ตรงตามตัวเขียนเลย ไม่ใช่ไมเคิลแอนเจโลอย่างที่เราได้ยินกันบ่อยๆ)

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
 มีเกลันเจโล

ได้ยินชื่อมีเกลันเจโล ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นศิลปินชื่อก้องโลก มีงานเฟรสโกน่าตื่นตะลึงอยู่บนเพดาน Sistine Chapel ที่วาติกัน แต่เอาเข้าจริง เจ้าตัวกลับยืนยันว่างานที่เขาถนัดและรู้จักอย่างถ่องแท้คือประติมากรรมต่างหาก

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
Pieta
ภาพ : www.wikipedia.org

อุ้มเคยไปยืนตาค้างดูรูปแกะสลัก Pieta ที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แล้วคราวนี้ก็ได้กลับมาดู David ที่ฟลอเรนซ์แบบมีลูกๆ มาด้วย ดูแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมผู้คนต่างยกย่องให้มีเกลันเจโลเป็นสุดยอดศิลปินของโลก คือมันไม่มีที่ติเลยค่ะ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ยิ่งดูยิ่งงาม ยิ่งมองยิ่งทึ่ง มีเกลันเจโลบอกว่า เวลามองก้อนหินใหญ่ๆ เขาเห็นเส้นสายและรูปสลักซ่อนอยู่ในนั้น อย่างกับเขาใช้สิ่วและค้อนกะเทาะหินออก เพื่อปลดปล่อยรูปลักษณ์เหล่านั้นให้ออกมาเป็นอิสระแน่ะค่ะ

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ภาพ : wordandsilence.com
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ภาพ : www.divianarts.com

จากหินแข็งๆ กลายเป็นเนื้อหนังที่ราวกับมีเส้นเลือดไหลวนอยู่ในนั้น สีหน้า มัดกล้าม แววตา พลังงานทั้งหมดที่รูปสลักยังคงปล่อยออกมา แม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ โชคดีมากเลยที่เมืองฟลอเรนซ์ตัดสินใจไม่ยกเดวิดขึ้นไปไว้ริมระเบียงบนหลังคาดูโอโมตามแผนเดิม คือจะเอารูปแกะสลักที่สวยมีรายละเอียดขนาดนี้ขึ้นไปไว้สูงลิ่ว คนก็ไม่ได้เห็น เสียของกันหมดพอดี แล้วอีกอย่างคือ เดวิดของจริงนี่ใหญ่ยักษ์มากนะคะ (ตลกดี เพราะในเรื่องจริงๆ เดวิดน่ะต้องไปล้มยักษ์โกไลแอธ) จะยกขึ้นไปยังไงไหว

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
เดวิดที่ Piazza Della Signoria
ภาพ : www.mirror.co.uk

คณะผู้ปกครองเมืองก็เลยลงมติ เอาเดวิดไปไว้ที่หน้าพาลาสโซ เวคคิโอ (Palazzo Vecchio) ซึ่งเป็นศาลาว่าการเมืองแทน แล้วให้เดวิดหันหน้าส่งสายตาดุไปข่มขวัญคู่อริสำคัญที่ฮึ่มๆ จะมาชิงเมืองในยามนั้น คือโรม เดวิดจ้องโรมอยู่ 300 กว่าปี ถึงได้ถูกย้ายมาหลบแดดหลบฝนอยู่ใน Galleria dell’Accademia ที่เราเข้าไปดูกันอยู่ทุกวันนี้

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
 Florence Cathedral
ภาพ : www.florence-view.eu    

เมื่อกี้พูดถึงดูโอโม ก็เลยมีเรื่องมหัศจรรย์พันลึกของโบสถ์ที่เป็นหน้าเป็นตา เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองฟลอเรนซ์ที่อยากเล่าให้ฟังค่ะ

ย้อนไปเมื่อราวๆ ค.ศ. 1290 เมืองต่างๆ ในทัสคานีที่เริ่มมีอิทธิพล อย่างเช่นเซียนาหรือปิซา ต่างพากันบูรณะโบสถ์วิหารให้เป็นหน้าเป็นตาของเมืองตัวเอง ฟลอเรนซ์มองไปรอบๆ แล้วก็คิดว่าเราไม่อยากได้โบสถ์สไตล์โกธิคที่มียอดแหลมๆ พุ่งไปหาสวรรค์ มีเสาค้ำยัน (Flying Buttress) ข้างๆ แบบที่สร้างกันมาในยุคกลางแล้วล่ะ ก็เลยจัดประกวดแบบ แล้วก็ได้แบบที่ชนะเลิศของ Arnolfo di Cambio มา หน้าตาเป็นอย่างนี้

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี

โบสถ์ในฝันสร้างอยู่ร้อยกว่าปี คนออกแบบและคนคุมงานตายจนต้องเปลี่ยนใหม่ไปหลายคน แถมผ่านช่วงที่มี Black Death อีก แต่สุดท้าย ส่วนตัวอาคารก็เสร็จจนได้ เหลือไว้แต่ส่วนที่ยากที่สุด ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะสร้างยังไง นั่นคือส่วนที่เป็นหลังคาโดม ชาวเมืองก็เริ่มจะร้อนใจ เพราะเอิ่ม… โบสถ์ที่ไม่มีหลังคา จะใช้งานได้ยังไง คนจากบ้านอื่นเมืองอื่นมาเห็นเข้า ก็จะพากันหัวเราะเยาะชาวฟลอเรนทีนอย่างเราให้อับอายขายหน้า

เหตุที่ไม่มีใครรู้ว่าหลังคาโดมจะสร้างได้อย่างไร ก็เพราะไม่เคยมีใครสร้างอะไรแบบนี้มาก่อนน่ะสิ! ใกล้เคียงที่สุดก็คือ Pantheon ที่โรม ซึ่งมีหลังคาเป็นโดมเหมือนกัน แต่นั่นเขามีฐานรากเป็นวงกลม ไม่ใช่แปดเหลี่ยมอย่างที่ฟลอเรนซ์ แถมวิธีการสร้างและสูตรคอนกรีตที่ใช้ก็สูญหายไปหมดแล้ว

ความยากอีกหลายอย่างของหลังคาเจ้าปัญหานี้ ก็คือนอกจากแปดเหลี่ยมจะด้านไม่เท่ากัน เพราะต่อเติมแก้แบบมาหลายรอบ (จะทำยังไงให้เส้นผ่านศูนย์กลางเจอกันตรงกลางโดมพอดี) ขนาดของมันยังใหญ่มหึมา จะหาไม้มาทำโครงข้างในให้เพียงพอก็คงจะยากและแพงมากกกก เพราะฉะนั้น ใครที่จะมาออกแบบและคุมงานสร้าง ต้องคิดวิธีเรียงอิฐให้ก่อขึ้นไปได้เอง และไม่ต้องใช้นั่งร้านในการก่อสร้างได้ด้วย

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
บรูเนเลสกี

แล้วสวรรค์ก็ส่ง ฟิลิปโป บรูเนเลสกี (Filippo Brunelleschi) ให้มาเกิดที่ฟลอเรนซ์ คือตอนปิปโป (ชื่อที่คนเรียกกัน) เกิดมา โบสถ์ก็สร้างมาเกือบจะร้อยปีอยู่แล้วล่ะ เขาเองก็ไม่ได้ร่ำเรียนเรื่องการก่อสร้างอะไรมา แค่เป็นช่างทองอยู่แถวสะพานเวคคิโอ แล้วก็ออกเดินทางไปศึกษาอาคารเก่าต่างๆ ในอิตาลีด้วยตัวเอง

เมื่อมีการประกวดแบบหลังคาโดม คณะกรรมการก็ต้องแปลกใจ ที่ปิปโปวัย 40 ยืนยันว่าเขารู้วิธีสร้างโดมนี้ให้สำเร็จจนได้ แต่ยังไง้ยังไงก็ไม่ยอมเล่าว่าวิธีที่ว่านี้คืออะไร บอกแต่เพียงว่า ให้เขาชนะก่อนสิ จะทำให้ดู

ใครที่ไหนจะยอม จริงไหมคะ คืออะไรอ่า เป็นช่างทองไม่มีประสบการณ์สร้างตึกสร้างอะไรเลย อยู่ดีๆ อาสาจะมาสร้างโดม นี่มันงานช้างเลยนะเฟ้ย กรรมการเลยบอกว่า ไหนลองพิสูจน์ให้ดูซิว่าทำได้

ปิปโปเอาไข่มาฟองหนึ่ง แล้วท้าให้ทุกคนลองตั้งไข่นั้นกับพื้นให้ได้ ทุกคนลองแล้วลองอีก ตั้งไป ไข่ก็ล้มกลิ้งล้มกลิ้ง จนสุดท้ายทุกคนจนใจ บอกว่ายอม

ปิปโปจับไข่กระแทกลงกับโต๊ะ เปลือกไข่แตกโพละ เขาจับเปลือกไข่ชิ้นล่างวางคว่ำบนโต๊ะ แล้วจับชิ้นบนที่แหลมกว่าวางครอบลงไป นี่ไง ไข่ตั้งได้แล้ว!

คณะกรรมการบอก โอ้โห อย่างนี้ใครก็ทำได้ แต่ปิปโปบอกว่าถ้ารู้ยูก็ไม่ต้องให้ไอทำให้ดูสิ

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี

อุ้มเคยทำ Igloo เล่นกับลูกๆ ตอนหิมะตกเยอะๆ ยังจำได้ว่า ตอนก่ออิฐหิมะก้อนล่างๆ ก็ไม่ค่อยยากเท่าไหร่ แต่พอเริ่มจะงุ้มเข้ามาตรงกลางนั่นแหละค่ะที่เริ่มยาก เพราะอิฐมันคอยจะยุบลงมา หรือไม่น้ำหนักของอิฐก้อนข้างบนก็จะกดให้ฐานข้างล่างบานออก คือถ้าสร้างแบบ Freestanding ไม่มีโครงอยู่ข้างในนี่ ยากมาก แล้วลองนึกว่าขนาดของโดมที่ฟลอเรนซ์นี่เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบ 50 เมตร (ประมาณความกว้างของสนามฟุตบอล) กะผิดนิดเดียวทั้งโดมถล่มลงมาคนตายกันหมดพอดี

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ภาพ :  www.brunelleschisworld.com

บรูเนเลสกีใช้วิธีสร้างโดม 2 หลัง เหมือนกับเปลือกไข่ที่เขาทำให้คณะกรรมการดูเลยค่ะ โดมข้างในยึดไว้โดยรอบด้วยโซ่เหล็กและหินขนาดยักษ์ (เหมือนเหล็กรัดรอบถังไวน์) เรียงกันไป 4 เส้น เพื่อตรึงโดมไว้ให้รับน้ำหนักได้โดยส่วนล่างไม่บานออก เพราะไม่มีเสาค้ำยันด้านข้างเหมือนโบสถ์ยุคก่อนๆ ส่วนโดมด้านนอก มีเสาโค้งทั้งหมด 24 ต้นจากฐานไปบรรจบกันที่ยอดโดม ช่วยยึดโดมด้านนอกกับด้านในเข้าด้วยกัน และรับน้ำหนักของอิฐที่ก่อเป็นหลังคาโดยรอบ

พูดถึงอิฐ ถ้าก่อเฉยๆ เรียงกันไปอย่างที่อุ้มทำอิกลู มีรอยแตกรอยแยกเพียงนิดเดียว ทั้งโดมก็จะถล่มลงมาได้ง่ายๆ ความอัจฉริยะของบรูเนเลสกีก็คือ เขาคิดวิธีก่ออิฐเป็นแบบก้างปลา (Herringbone) เรียงวนไปรอบโดม วิธีก่ออิฐแบบนี้ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน แต่มันทำให้แผ่นอิฐช่วยค้ำยันช่วยรับน้ำหนักกันเองได้อย่างประเสริฐมาก

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ภาพ : www.florenceinferno.com

บรูเนเลสกียังออกแบบเครื่องชักรอกที่มีระบบฟันเฟืองขับเคลื่อนด้วยแรงวัว เพื่อช่วยยกคนงานและวัสดุก่อสร้างน้ำหนักมหาศาลขึ้นลงได้ด้วย คือจะเก่งไปไหนเนี่ย

ใช้เวลา 16 ปี โดมที่ไม่เคยมีใครรู้วิธีสร้างก็เสร็จเรียบร้อย ทำเอาผู้คนพากันตื่นตะลึงกับความใหญ่โต สวยงาม และเป็นการป่าวประกาศถึงศักดาของอาณาจักรฟลอเรนซ์ให้เมืองอื่นๆ ได้เห็น ผ่านมาแล้ว 600 กว่าปี ทุกวันนี้ Bruneslesschi’s Dome ก็ยังคงเป็นโดมก่ออิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก มหัศจรรย์จริงๆ เลย

บรูเนเลสกีเสียชีวิตหลังจากโดมสร้างเสร็จเพียง 10 ปี เขาไม่เคยบันทึกหรือแพร่งพรายความรู้เรื่องการสร้างโดมใหญ่แห่งเมืองฟลอเรนซ์ไว้ที่ไหน และทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเขาทำได้ยังไง ได้แต่ตั้งสมมติฐานเอาจากร่องรอยที่เหลือให้เห็น

แต่เอาเป็นว่า นี่คือบุรุษมหัศจรรย์ของโลกสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และศิลปะ ที่อยากเอาความรู้หางอึ่งของอุ้มมาเล่าให้ฟังค่ะ

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
เมืองเซียนา

ในขณะที่เรอเนสซองส์ในฟลอเรนซ์กำลังเฟื่องฟู เมืองอื่นๆ ในทัสคานีก็ได้รับอิทธิพลและเจริญรอยตามกันมา เมืองที่เฟื่องฟูจากการทำธนาคาร และเริ่มจะมีบทบาทสำคัญในทัสคานีอีกเมืองหนึ่ง ก็คือเซียนา (Siena) ค่ะ

อุ้มเคยไปเซียนามาแล้วหนหนึ่งเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ถึงจะไปเช้าเย็นกลับ เพราะนั่งรถไฟจากฟลอเรนซ์แค่ชั่วโมงครึ่ง แต่ก็ยังจำได้ถึงทั้งเมืองที่เป็นอิฐสีน้ำตาลแดง สวยสมกับที่มีคนเอาไปตั้งเป็นชื่อสี Burnt Sienna แถมยูเนสโกยังประกาศให้ใจกลางเมืองเป็นมรดกโลก มิน่าล่ะ ที่นี่ถึงเป็นหนึ่งในเมืองที่มีคนมาเที่ยวมากที่สุดในทัสคานี

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี

คราวนี้อุ้มมาค้างที่เซียนาคืนหนึ่ง ก็เลยได้เห็นตั้งแต่พระอาทิตย์ตก ยันพระอาทิตย์ขึ้นของอีกวัน บ้านที่มาพักไม่ได้หรูหราอะไรมากแต่วิวสุดๆ ไปเลยค่ะ มองไปเห็นเซียนาทั้งเมืองอาบแสงอาทิตย์ยามเย็น อาบแสงดาว และอาบแสงเช้าสวยอุ่นๆ นี่มันสวรรค์ดีๆ นี่เอง

ตาม อุ้ม สิริยากร สืบประวัติเดวิดของมีเกลันเจโล หลังคาโดมบรูเนเลสกี ตะลุยเมืองฟลอเรนซ์ ลุกกา และเซียนา ในแคว้นทัสคานี อิตาลี
 เมืองลุกกา
ภาพ : www.reddit.com

และแล้วก็มาถึงเมืองโปรดที่สุด ขวัญใจของบ้านอุ้มทั้งบ้าน จนเราลงมติกันว่า ครั้งหน้าที่มาอิตาลี ต้องมาอยู่ที่นี่อาทิตย์หนึ่งเป็นอย่างน้อย เมืองที่ว่านี้ชื่อ ลุกกา (Lucca) ค่ะ

ไม่รู้ว่าอากาศของลุกกาทำด้วยอะไร แต่อุ้มรู้สึกเหมือนมันเบาบาง และทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากกว่าเมืองไหนๆ ในอิตาลีที่อุ้มเคยไปมา ไม่ว่าจะตามจัตุรัสต่างๆ ที่มีคนนั่งเล่นพูดคุย ตามถนนหนทาง หรือบนกำแพงเมืองที่สร้างมาตั้งแต่ยุคกลาง และยังคงตั้งอยู่อย่างมั่นคงครบรอบถึงแม้เมืองจะขยายใหญ่ขึ้น คือเป็นเมืองอื่นคงทุบคงทลายบางส่วนหรือทั้งหมดทิ้งไปเพื่อสร้างถนน แต่ที่ลุกกานี่ ถึงแม้กำแพงจะไม่ได้ใช้งานเป็นปราการป้องกันข้าศึกศัตรูเหมือนสมัยก่อนแล้ว แต่เขาก็ยังรักษาไว้ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตกเย็นมีชาวเมืองและนักท่องเที่ยวมาเดินมาวิ่งกันเป็นที่เพลิดเพลิน บ้านอุ้มเดินๆ นั่งๆ สลับกับปล่อยให้ลูกๆ วิ่งไปเล่นตามสนามเด็กเล่นที่มีกระจายอยู่ทั่วไป เป็นประสบการณ์ที่ยังประทับใจจนถึงตอนนี้ อุ้มนี่ถึงกับตั้งปณิธานว่า สักวันจะวิ่งรอบกำแพงเมืองลุกกาให้ได้ (แค่ 4 กิโลเอง ไหวอยู่หรอกเนอะ)

เท่านี้ก่อนล่ะค่ะที่อยากมาเล่าให้ฟัง ยังไปเที่ยวไม่ได้ตอนนี้ อ่านเรื่องกันไปเพลินๆ ก่อนแล้วกันนะคะ ไว้วันหน้าวันหลังไปอิตาลีได้อีกทีเมื่อไหร่ จะได้แวะไปกัน

ทอสคานา คือ ทัสคานี อะนี่ก็ยังท่องอยู่เลย

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ไปอิตาลีมาค่ะ

ถามว่าบ้ามั้ย ก็บ้าอยู่นะ ไปเที่ยวตอนโควิด-19 เพิ่งซา

แต่อเมริกาล็อกดาวน์มาปีครึ่ง อึดอัดใกล้บ้ากันเต็มทน ครอบครัวก็ไม่ได้เจอกัน พอได้ข่าวว่าเดือนกรกฎาฯ อิตาลีจะเปิดประเทศให้อเมริกันชนที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือบินเข้าประเทศด้วยเที่ยวบินที่ทุกคนต้องตรวจโควิด (Covid-Tested Flights) จากสนามบิน JFK ที่นิวยอร์กได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน อุ้มก็มือไม้สั่นรีบหาข้อมูล ซื้อตั๋ว จองไปตรวจโควิดที่นิวยอร์กให้ทั้งบ้าน แล้วก็เช็กกับเพื่อนที่อยู่มิลานแบบวันต่อวันว่าสถานการณ์โควิดมัน ‘เอาอยู่’ แล้วแน่นะ

นอนไม่หลับอยู่เป็นอาทิตย์ก่อนไปน่ะค่ะ พูดเลย

กลัวอิตาลียกเลิกให้เข้า กลัวตั๋วคืนไม่ได้ กลัวตรวจโควิดไม่ผ่าน กลัวไปติดเดลต้าที่นั่น บางวันก็คิดว่า… นี่ตูจะหาเรื่องให้ตัวเองทำไม (ฟะ)

แต่คิดถึงประสบการณ์ที่พวกเราจะได้รับ กับจะได้เจอพี่สาวและหลานๆ ที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งหลายปี (ครอบครัวพี่สาวอุ้มอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ นั่งรถไฟมาเจอกันที่มิลานได้) และได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ก็กลืนก้อนความกลัว จับหัวมันกดกลับเข้าไปนอนหายใจลึกๆ ในจิตใต้สำนึก รอดมาได้เปลาะหนึ่ง

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

แล้ววันเดินทางก็มาถึง บ้านอุ้มต้องนั่งเครื่องบินจากพอร์ตแลนด์ไปอยู่นิวยอร์กก่อนสองสามคืน เพราะถึงจะมี Covid Rapid Testing Sites อยู่ทั่วเมืองไปหมด (ตรวจฟรีด้วยนะคะ เป็นคนไร้บ้านหรือไม่ได้เป็นคนนิวยอร์กก็ตรวจได้ ประเสริฐมาก) แต่ตรวจเสร็จต้องรอหนึ่งวันกว่าจะได้ผล คือจะตรวจแบบ 15 นาทีได้ผลก็มี แต่ต้องเสียคนละ 200 เหรียญฯ 4 คนรวมกันก็ 20,000 กว่าบาท เก็บเงินไว้กินพิซซ่าได้ไม่รู้กี่มื้อ เลยเผื่อเวลาแล้วไปตรวจฟรีดีกว่า

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

อุ้มกับสมคิดฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วตั้งแต่เดือนมีนาฯ แค่โชว์ Vaccination Card ก็ได้ แต่ลูกๆ นี่สิคะ อายุยังไม่ถึง 12 เขาก็ยังไม่ฉีดให้ เลยต้องไปตรวจด้วยกันหมด ที่บ้าสุดก็คือ ค่าเครื่องบินไปกลับพอร์ตแลนด์นิวยอร์ก แพงกว่านิวยอร์กไปกลับมิลานอี๊กกก! แล้วก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะเที่ยว เพราะกังวลเรื่องผลโควิด และมีทริปอิตาลี 2 อาทิตย์รออยู่ข้างหน้า ไม่อยากจะหาเรื่องเหนื่อยก่อนเวลาอันควร ก็เลยได้แต่เดินๆ อยู่แถวโรงแรม คนก็เยอะมากอยู่นะนิวยอร์กเนี่ย จะสบายถอนหายใจได้ก็ตอนไปนั่งเล่นกันที่ The High Line นี่ล่ะ ใครไปนิวยอร์กแล้วอยากนั่งพักสบายๆ ลมเย็นๆ แนะนำให้ไปเลยค่ะ นั่งได้เป็นครึ่งค่อนวัน ไม่เสียสตางค์ด้วย

รอด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่เกือบวัน ผลโควิดก็มา เป็นลบทั้งบ้าน ผ่าน! พิมพ์ผลออกมาแล้วถือไปขึ้นเครื่องได้! อุ้มบินสายการบินเอมิเรตส์ คือโอเคเลยนะคะทั้งขาไปขากลับ เครื่องใหญ่ ปิดไฟแล้วมีดาววิบๆ วับๆ อาหารมังสวิรัติไม่แย่ พนักงานใส่ชุดสวยและใจดีกับเด็ก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี่ก็ทำให้รู้สึกอยากชมทั้งที่ไม่ได้ค่าโฆษณา แล้วการที่ทุกคนบนเครื่องต้องตรวจโควิดมาก่อน ก็ทำให้บินเที่ยวบินยาวๆ แบบนี้สบายใจขึ้นด้วย

8 ชั่วโมงผ่านไป ถึงมิลานจนได้ค่ะ!

อุ้มไปอิตาลีมาสามสี่รอบ แต่ครั้งล่าสุดคือสิบกว่าปีที่แล้ว ได้มาอีกครั้งแบบลุ้นทุกรายละเอียดแบบนี้ และมีครอบครัวมาด้วย ก็เลยตื่นเต้นไปอีกแบบ การมี Airbnb ก็เปลี่ยนวิธีการเที่ยวเราไปเยอะเหมือนกันด้วยนะคะ หลักๆ เลยคือทำให้รู้สึกผ่อนคลายเร็วขึ้น เพราะความรู้สึกของการได้อยู่บ้าน (ถึงจะไม่ใช่บ้านเราก็เถอะ) ย่อมต่างจากการอยู่โรงแรมห้องเล็กๆ แน่ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องเดินผ่านล็อบบี้ ไม่ต้องใช้ลิฟต์ร่วมกับใคร ได้อยู่ด้วยกันกับครอบครัวที่ไม่เจอมานาน ได้เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของมาทำอาหารกินกันบ้างบางมื้อ แค่ 3 วันแรกในมิลาน อุ้มก็หายสงสัยว่าทำไมต้องตะเกียกตะกายมาถึงนี่

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย

เล่าถึงมิลานกันบ้างดีกว่าค่ะ ทีแรกอุ้มนึกว่าคนจะไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ปะไรล่ะ หน้าดูโอโม่กับถนนช้อปปิ้ง Emmanuelle นี่เหมือนอยู่แถวหน้าสยามพารากอนเลยค่ะ คือมันเป็นใจกลางเมือง ใครมาก็ต้องมุ่งมาตรงนี้ แต่ถ้าขยันตื่นเช้าหน่อยหรือปะเหมาะเคราะห์ดี ก็ยังพอจะได้ถ่ายรูปครอบครัวแบบญาติน้อยๆ ได้อยู่นะคะ บ้านอุ้มเห็นถ่ายรูปลงไอจียิ้มแฉ่งเห็นฟันกันแบบนี้ จริงๆ เดินไปไหนมาไหนก็ใส่หน้ากากกันตลอดนะคะ คือรอดโควิดหนักๆ จากอเมริกามาได้ จะมาตายเพราะสายพันธุ์เดลต้าอยู่แถวนี้ก็มิบังควร

ทีนี้เวลาพูดถึงมิลาน คนจะนึกถึงช้อปปิ้ง แฟชั่นและดีไซน์ มีภาพจำคือดูโอโม่สีขาวตกแต่งวิจิตรอลังการ แต่สิ่งหนึ่งที่คนอาจจะไม่รู้หรือนึกภาพไม่ออก คือที่นี่เคยเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการขนส่งทางน้ำ คือมีคลองอยู่ทั่วไปไม่แพ้เวนิสหรืออัมสเตอร์ดัมเชียวนะ!

ลองนึกว่าเมืองใหญ่ๆ สำคัญๆ ของโลกอย่างลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน ไคโร เวียนนา เกียวโต หรือแม้แต่กรุงเทพมหานครของเรา ล้วนตั้งขึ้นริมแม่น้ำเพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์และการขนส่งเดินทาง เพราะสมัยก่อนรถราอะไรก็ยังไม่พัฒนามาก จึงต้องพึ่งพาการสัญจรทางน้ำ แต่เมืองที่แสนจะมั่งคั่งและเปี่ยมอำนาจในยุคกลางอย่างมิลาน กลับไม่อยู่ติดแม่น้ำอะไรกับใครเขาเลย ในระหว่างศตวรรษที่ 12 – 17 ระบบคลองที่เรียกว่านาวิกลี (Navigli) จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมมิลานกับแม่น้ำสองสายที่ใกล้ที่สุด คือแม่น้ำติชิโน ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตก 25 กิโลเมตร กับแม่น้ำแอดดาที่อยู่ห่างไปทางตะวันออก 35 กิโลเมตร ถือเป็นระบบคลองแรกๆ ของโลกนี้เลยก็ว่าได้ และของสำคัญที่สุดที่ขนมาตามเส้นทางขุดใหม่ความยาวเป็นร้อยกิโลเมตรนี้ ก็คือหินอ่อนสีชมพูที่ขนมาสร้างดูโอโม่นั่นเอง!

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.pivada.com/en/leonardo-da-vinci-maps
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : biblio.toscana.it/argomento

ทุกวันนี้ คลองส่วนใหญ่ในมิลานถูกถมทำเป็นถนน ไม่ต่างจากคลองในกรุงเทพฯ ของเรา แต่ยังมีส่วนที่เหลืออยู่ของ Naviglio Grande (แปลว่าคลองใหญ่) และถูกบูรณะให้กลับมาสะอาดสวยงามเมื่อตอนที่มี Milan Expo 2015

เดี๋ยวนี้ย่านนาวิกลิโอกรานเด กลายเป็นย่านที่เต็มไปด้วยบาร์และร้านอาหารนั่งสบาย แกลเลอรี่ ร้านขายของเก๋ๆ และมีตลาดนัดงานศิลปะและของฝากทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : it.wikipedia.org

และเป็นย่านที่อุ้มชอบที่สุดย่านหนึ่งในมิลานเลยค่ะ เดินเล่นทอดน่องเลียบคลองไปเรื่อยๆ มีเวิ้งเล็กเวิ้งน้อยให้มองเข้าไปดูอะไรสวยๆ งามๆ แถมขากลับมาแถวดูโอโม่ ถ้าเดินลัดเลาะมาตามถนนเงียบๆ ไม่มีนักท่องเที่ยว จะรู้สึกสบายใจบอกไม่ถูกเลยค่ะ ใครจะอยู่แถวคลองจนถึงกลางคืน ก็จะได้ดูแสงไฟจากตึกสีสดใสสะท้อนบนผิวน้ำ เป็นภาพที่สวยอย่าบอกใครเลย

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.dreamstime.com

ที่นี่เองที่อุ้มได้ลองกิน Risotto alla Milanese หรือริซอตโตแบบมิลานที่ใส่หญ้าฝรั่นจนเป็นสีเหลืองอร่าม เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ที่มาของอาหารพิเศษจานนี้ มาจากช่างทำกระจกสีของดูโอโม่ ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1574 โน่น ชื่อจริงของหมอนี่คืออะไรไม่รู้ล่ะ แต่ใครๆ ก็เรียกเขาว่า Zafferano เหตุเพราะชอบใช้ Saffron (แปลเป็นไทยว่าหญ้าฝรั่น) ย้อมสีกระจกให้เป็นสีเหลืองทอง 

วันหนึ่งหัวหน้าของเซฟเฟราโนแกล้งหยอกเขาว่า “เดี๋ยวอีกหน่อยก็ได้เอาใส่ในริซอตโตร้อก!” ต่อมาลูกสาวของหัวหน้าคนนั้นแต่งงาน พอพ่อครัวยกหม้อริซอตโตออกมาเท่านั้นล่ะ ทุกคนก็ช็อกไปเพราะมันเป็นสีเหลือง! ทีแรกไม่มีใครกล้ากิน แต่พอมีคนเริ่มลอง ก็กลับพบว่ามันอร่อยดีแฮะ เท่านั้นแหละ อาหารที่เกิดจากลูกน้องแกล้งเจ้านาย ก็กลายมาเป็นจานเอกลักษณ์ของมิลานตั้งแต่นั้น

ใครอยู่บ้านว่างๆ หรือไม่รู้ว่าจะไปหากินที่ไหน ลองทำเองเลยค่ะ อุ้มหาสูตรมาให้แล้ว

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : cookpad.com/mz/receitas

Risotto alla Milanese

ส่วนผสม

น้ำซุปผักหรือซุปไก่ 6 ถ้วย

หญ้าฝรั่น 1 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 3 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่สับ 1 หัว

ข้าว Arborio* 2 ถ้วย

ไวน์ขาว 1 ถ้วย

ชีสพาร์เมซานขูด 1/2 ถ้วย

เกลือและพริกไทยดำ

วิธีทำ

  1. อุ่นน้ำซุปในหม้อ ไฟกลาง ใส่หญ้าฝรั่นลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ เตรียมไว้เป็นน้ำซุป
  2. ละลายเนยในหม้ออีกใบ ไฟปานกลางถึงสูง ใส่หอมใหญ่ลงไปผัดจนนิ่ม ประมาณ 4 นาที
  3. ใส่ข้าวลงไป ผัดจนเกรียมนิดๆ ประมาณ 4 นาที
  4. ใส่ไวน์ขาว ผัดจนระเหย ประมาณ 2 นาที
  5. ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วย ตั้งไฟไปประมาณ 2 นาทีจนซึมเข้าไปในข้าว คนเล็กน้อย ค่อยๆ ใส่น้ำซุปทีละ 1/2 ถ้วยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าวนิ่มและเป็นครีม ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 16 นาที
  6. ใส่ชีสพาร์เมซานขูด ปรุงด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ ในสูตรต้นตำรับต้องใส่ไขกระดูก (Bone Marrow) ด้วย แต่อุ้มไม่ได้ใส่ เพราะเท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ

*ข้าว Arborio เป็นข้าวเมล็ดสั้นที่ตั้งชื่อตามเมือง Arborio ในหุบเขาโพทางตอนเหนือของอิตาลี สุกแล้วมียางเยอะ ทำให้อาหารมีความนุ่มหนึบเหนียว ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ใช้ทำซูชิก็พอแทนกันได้ (แต่อย่าไปบอกใครนะคะ ฮ่าๆ)

อุ้ม สิริยากร ลัดฟ้าจากพอร์ตแลนด์สู่แดนอิตาลี ชมความงามของเมืองเก่า และแบ่งปันสูตรอาหารกับเกร็ดแสนอร่อย
ภาพ : www.nit.pt

มีของคาวแล้วก็ต้องมีของหวาน ไปมิลานก็ไม่ควรพลาดเจลาโต้รูปดอกกุหลาบที่ทั้งสวยและอร่อย (มาก) ตรงหน้าดูโอโม่นะคะ ร้านชื่อ Amorino มารู้ทีหลังว่าเป็นแบรนด์ของฝรั่งเศส ก่อตั้งโดยสองหนุ่มอิตาเลียนที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก คือ Cristiano Sereni กับ Paolo Benassi ทั้งคู่ไปอยู่ปารีสแล้วพบว่าไม่มีไอศกรีมอร่อยแบบที่อิตาลี ก็เลยทำกินแล้วทำขายมันเสียเลย 

ค.ศ. 2002 ร้านแรกของ Amorino ถือกำเนิดขึ้น ด้วยความอร่อย เน้นวัตถุดิบจากธรรมชาติ และสวยเป็นเอกลักษณ์ (คือจะสั่งกี่รสก็ได้ สลับสีของกลีบกุหลาบได้ตามชอบใจ) แถมถ้ายังหวานไม่พอ มีมาการองแปะข้างบนให้ดูฝรั่งเศสขึ้นมาได้อีกต่างหาก ทำให้ร้านของสองหนุ่มอิตาเลียนโด่งดังขยายสาขาไปทั่วโลก ผ่านไป 20 ปี ตอนนี้มีสาขาตั้ง 200 เข้าไปแล้ว! ใครอยากชิมด้วยตา อ่านดูเล่นๆ ว่ามีรสอะไรให้เลือกบ้าง เข้าไปดูที่นี่เลยค่ะ อุ้มลองรสสับปะรดยูสุกับมะลิ (คือเลือกเอาสีเป็นหลักแท้ๆ เลย) อร่อยสดชื่นหอมหวานม้ากก

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี

พูดถึง Amorino แล้วก็แปล๊กแปลกค่ะ เพราะว่าต้นกำเนิดไอศกรีมแบบอิตาเลียนที่เรียกว่า Gelato ที่คนทั้งโลกรู้จัก ก็มาจากคาเฟ่แห่งหนึ่งในปารีส ที่เจ้าของเป็นคนอิตาเลียนเหมือนกันเลย!

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : it.wikipedia.org/wiki/

เรื่องก็คือ ฟรานเชสโก โพรโคปิโอ คูโต (Francesco Procopio Cutò) เป็นหนุ่มน้อยหน้ามนจากเมืองซิซีลี แต่ย้ายถิ่นฐานไปเผชิญโชคชะตาที่ปารีส ด้วยพอจะมีวิชาทำครัวที่ติดตัวมาบ้าง เขาเลยไปขอเป็นลูกมือของชายอาร์เมเนียนชื่อปาสกาล ซึ่งมีเพิงขายน้ำมะนาวขายกาแฟอยู่ที่นั่น แต่กิจการไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาเลยถอดใจ ทิ้งกิจการไว้ให้คูโตรับช่วงต่อ

คูโตมีหัวทางนี้ แล้วยังไปรู้วิธีทำน้ำมะนาวให้กลายเป็นน้ำแข็งเกล็ด ด้วยการใช้เกลือเพื่อลดอุณหภูมิของน้ำแข็ง จนได้ลิขสิทธิ์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้เป็นคนเดียวที่ทำเครื่องดื่มน้ำแข็งและหวานเย็นปรุงรสต่างๆ แบบนี้ได้

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : www.flickr.com

เขาเริ่มเสิร์ฟกาแฟและเจลาโต้ในถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็กๆ ที่ร้าน Café Procope ของเขา คาเฟ่ของคูโตทำให้การดื่มกาแฟซึ่งแต่ก่อนนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นแรงงาน กลายเป็นที่ยอมรับขึ้นมา และทำให้คนทั่วไปได้ลิ้มรสหวานเย็น ที่แต่ก่อนนี้สงวนไว้สำหรับเจ้านายชั้นสูงเท่านั้น

อุ้ม สิริยากร พาชมและชิมของเด็ดมิลาน ที่เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในอิตาลี
ภาพ : commons.wikimedia.org

โชคยิ่งเข้าข้างคูโตมากขึ้นไปอีก เมื่อโรงละคร Comédie-Française มาเปิดที่ตรงข้ามร้านกาแฟของเขาพอดี นักแสดง นักคิด นักเขียน นักการเมือง และนักอะไรต่อมิอะไร ต่างพากันมานั่งดื่มกาแฟและกินหวานเย็นที่ร้านของคูโต ทำให้วัฒนธรรมการดื่มและนั่งร้านกาแฟกลายเป็นเรื่องแพร่หลายในฝรั่งเศส จนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ว่า นี่คือคาเฟ่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นร้านกาแฟที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและคูโต (ภายหลังได้สัญชาติฝรั่งเศสและเปลี่ยนชื่อเป็น François Procope) คือบิดาของเจลาโต้ยุคใหม่ของโลก

แหมๆๆๆ นี่แค่มิลานยังหาอะไรมาเล่าได้เป็นตุเป็นตะ จริงๆ ยังไปต่ออีกทั้งเวนิส ฟลอเรนซ์ ลุคค่า เซียน่า เดี๋ยวไปขออนุญาตคุณบอกอทรงกลดให้อุ้มเขียนต่อก่อนนะคะ

A Presto! เจอกันใหม่เร็วๆ นี้ สวัสดีค่ะ!

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load