จากงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ที่ผ่านมา ซึ่ง GC จัดงานครั้งนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อถ่ายทอดแนวคิดต่าง ๆ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ดำเนินงานผ่านแนวคิด GC Circular Living  โดยในปีนี้ ได้ต่อยอดเพื่อผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050  

งานในครั้งนี้ มีผู้นำทางความคิดและพันธมิตรกว่า 40 คนทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมแบ่งปันแนวคิด มุมมอง และประสบการณ์ เพื่อยกระดับความร่วมมือคือการก้าวไปสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน และหนึ่งใน Speaker ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง คือ ณัฏชนา เตี้ยมฉายพันธ์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท พีบี ฟู้ดทอรี่ จำกัด แบรนด์ Trumpkin

Trumpkin คือสตาร์ทอัพ Vegan Cheese สัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นนวัตกรรม การันตีด้วยรางวัลจากเวที Food Innopolis 2021 ถึง 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศรุ่น Heavy Weight (บุคคลทั่วไป) และรางวัล Popular Vote และรางวัล Startup Winner Food Innovation Product Contest 2022 จาก Thaifex Anuga Taste Innovation Show

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้แตกต่างจาก Vegan Cheese แบรนด์อื่น ๆ คือแหล่งโปรตีนที่เลือกใช้

อย่างที่ทราบกันดี ถั่วเหลือง อัลมอนด์ ตลอดจนถั่วชนิดต่าง ๆ ล้วนให้สานอาหารโปรตีน แต่ในทางกลับกัน ก็มีคนจำนวนไม่น้อยมีอาการแพ้วัตถุดิบเหล่านี้ อีกทั้งยังอาจมีแป้ง น้ำมัน และน้ำตาล ในสัดส่วนที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ทว่า Trumpkin เลือกใช้เมล็ดฟักทองเป็นวัตถุดิบหลักในการรังสรรค์ชีสขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้แล้ว ยังปราศจากคอเลสเตอรอล มีแคลลอรี่ต่ำ และโปรตีนสูงอีกด้วย

โดยตั้งใจจะปฏิวัติวงการอาหารด้วยนวัตกรรมและสร้างผลิตภัณฑ์วีแกนที่รสชาติอร่อย ดีต่อสุขภาพ ราคาเข้าถึงได้ง่าย เพื่อนำเสนอมุมมองใหม่ของการกินอาหารวีแกนให้กับผู้บริโภค

ถ้านางฟ้าแม่ทูนหัวคือเบื้องหลังของการเนรมิตฟักทองให้เป็นรถม้าสำหรับเจ้าหญิงซินเดอเรลล่า นัท-ณัฐชนา เตี้ยมฉายพันธ์ และ นพ.ศิวพล ฐิตยารักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ก็คือเบื้องหลังของการเสกฟักทองให้เป็นอาหารที่หลาย ๆ คนชื่นชอบอย่างมอสซาเรลล่าชีส เธอเป็นส่วนหนึ่งของงาน GC Circular Living Symposium 2022 ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Green Career: Less Footprint More Opportunity” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดในการสร้างโอกาสทางอาชีพที่เป็นมิตรกับโลก

เวทย์มนต์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ขอเชิญอ่าน ณ บัดนี้

Trumpkin แบรนด์ชีสวีแกนสัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้เป็นสตาร์ทอัพ

01

“อาหารไม่ได้กินแค่เพื่อความอร่อยหรือเพื่อความอยู่รอด แต่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากกว่าที่เราคิด”

หากเดินไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาอาหารที่ทั้งดีต่อสุขภาพ อร่อย และราคาจับต้องได้

หลายครั้ง รสชาติอาจอร่อย แต่ไม่ดีกับสุขภาพ

หรือบางครั้ง อาจดีต่อสุขภาพ แต่ราคาไม่น่ารัก

หรืออาจดีต่อสุขภาพและอร่อย แต่ราคาแพง

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้นัทก้าวเข้าสู่วงการนวัตกรรมอาหาร

เธอสังเกตเห็นว่ายุคก่อนหน้านี้ การทานอาหารวีแกนเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวันไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากรสชาติอาจไม่ถูกปาก อาหารเหล่านี้ยังมีราคาแพง เข้าถึงได้ยาก

เธออยากสร้างอาหารที่แก้ไขปัญหาข้างต้น ขณะเดียวกันก็ช่วยชูรสชาติของอาหารแพลนต์เบสชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย

Trumpkin แบรนด์ชีสวีแกนสัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้เป็นสตาร์ทอัพ

ย้อนกลับไปในปี 2019 นัทเข้าแข่งขันในรายการ Food Innopolis เป็นครั้งแรก โจทย์ที่ได้รับในวันนั้นคือ Future Protein

เมื่อต้องสร้างใหม่จากศูนย์ ก็ต้องเทียบเคียงกระบวนการผลิตและวิจัยด้วยตัวเองทั้งหมด โดยเริ่มจากการมองหาโปรตีนพืชแหล่งใหม่ตามโจทย์ของ Future Protein 

เธอได้คัดเมล็ดถั่วพูคุณภาพสูง นำมาตกตะกอนโปรตีนด้วยกรรมวิธีเดียวกับการทำน้ำเต้าหู้ และใช้เทคนิคปรับแต่งกลิ่นรสให้ตรงกับที่ต้องการมากที่สุด พร้อมปรับเนื้อสัมผัส ก่อนนำเข้ากระบวนการฆ่าเชื้อ

ด้วยกรรมวิธีนี้ เธอรังสรรค์เมล็ดถั่วพูออกมาเป็นชีสดิปท่ามกลางกระแส Cheese Lover จนได้รับรางวัลมากมาย

ทว่าเส้นทางนั้นไม่ได้ราบรื่น เมื่อโควิด-19 มาเยือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการขาดแคลนวัตถุดิบต่าง ๆ เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้เธอต้องหันมาพึ่งวัตถุดิบอื่น และศึกษาหาโปรตีนแหล่งใหม่ที่มีคุณประโยชน์อีกครั้ง พร้อมกับการคิดค้นกระบวนการผลิตใหม่เพื่อปิดจุดอ่อนของกรรมวิธีเดิม ซึ่งนอกจากนำมาสร้างนวัตกรรมได้แล้ว ยังต้องหาได้ในประเทศไทย และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Trumpkin

“เมล็ดฟักทองตอบโจทย์ทั้งเรื่องโปรตีน ไฟเบอร์สูง โอเมก้า 3 รวมถึงสารอาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ ไขมันดี ซึ่งช่วยเรื่องเนื้อสัมผัส นอกจากนี้เมล็ดฟักทองยังเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่หาได้ตลอดทั้งปี”

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงคำว่าสตาร์ทอัพ คำว่าอุปสรรคก็ย่อมตามมา

แม้จะค้นพบวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางสารอาหารเพียบพร้อมแล้ว แต่ ณ ตอนนั้นยังไม่มีงานวิจัยใด ๆ เกี่ยวกับการนำเมล็ดฟักทองมาแปรรูปเป็นชีส ทำให้นัทต้องใช้เวลาอยู่ในห้องแล็บกว่า 2 ปี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้

“ประมาณ 2 เดือนก่อนการแข่งขัน Food Innopolis Innovation Contest 2020 อาจารย์เก้-ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ได้มาชิมวีแกนชีสของเราและบอกว่า ของที่ไม่อร่อยมันไม่ใช่อาหารนะ ทำให้เราต้องกลับมาโฟกัสที่รสชาติมากขึ้น สนใจความคาดหวังของผู้บริโภคมากขึ้น จนในปัจจุบันนี้ได้กลายมาเป็นจุดยืนของแบรนด์เราที่ว่า As Original food, Original Taste”

Trumpkin เผชิญอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องการพัฒนารสชาติของผลิตภัณฑ์ ความกดดันเรื่องเงินทุน และการล้มลุกคลุกคลานเพื่อวิจัยและสร้างนวัตกรรมที่คนอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้ แต่ไม่มีสักครั้งที่นัทคิดจะล้มเลิกสักครั้ง

“เราเห็นมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ยังไม่มีอะไร จนกระทั่งมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคบอกว่า มีรสชาติใกล้เคียงกับชีสจากนมวัวได้ขนาดนี้ มันมีประโยชน์มากกว่าแค่กับเรา แต่รวมถึงผู้บริโภค เราจึงอยากผลักดันให้ได้กลายชีสสัญชาติไทยไปสู่ต่างประเทศ” เธอเล่าถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อวัตถุดิบจากประเทศไทยที่เรียกได้ว่าเป็นครัวของโลก ซึ่งถูกต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน

Trumpkin แบรนด์ชีสวีแกนสัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้เป็นสตาร์ทอัพ

02

แม้ว่าสำหรับสตาร์ทอัพ ทรัพยากรจะมีจำกัด แต่นัทเชื่อว่าศักยภาพของทีมเธอมีไม่จำกัด นอกจากตัวเองที่เรียนด้าน Food Innovation มาแล้ว ผู้ร่วมก่อตั้งซึ่งเรียนการแพทย์ ก็ได้ใช้ความเชี่ยวชาญของเขามาดูแลเรื่องคุณค่าโภชนาการของ Trumpkin ด้วย

อีกทั้งด้วยการสนับสนุนจาก สวทช. และโครงการ Food Innopolis ที่คอยให้ความรู้ทั้งในด้านการวิจัยและการสร้างธุรกิจ นัทจึงสามารถปั้นไอเดียนี้ให้เป็นรูปเป็นร่าง ก่อนจะนำผลิตภัณฑ์เข้าไปแข่งใน Food Innopolis ในปี 2021 อีกครั้ง ซึ่งก็ได้รับรางวัลอีกเช่นเคย

“เราได้โจทย์ใหม่คือ Future Lifestyle Food ก็เลยทำออกมาเป็นมอสซาเรลล่าชีสจากเมล็ดฟักทอง เมื่อได้ถึง 2 รางวัล ก็ยิ่งมั่นใจในศักยภาพของ Trumpkin”

ชีสเป็นสินค้าที่บริโภคกันทั่วโลก ศักยภาพในการขยายตลาดจึงไม่ใช่ข้อจำกัด จึงดึงดูดพาร์ตเนอร์และนักลงทุนให้เชื่อมั่นในอนาคตของแบรนด์ แม้ในวันนี้จะถือว่าเป็นแบรนด์น้องใหม่มาก ๆ ก็ตาม

เบื้องหลังการเสกเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นสตาร์ทอัพ เจ้าของผลงาน Vegan Cheese ด้วยความตั้งใจนำวัตถุดิบไทยไปเวทีโลก

03

ในอนาคต นอกจาก Vegan Cheese จากเมล็ดฟักทองแล้ว Trumpkin ยังมีแผนในการเติบโตอีกมากมายเพื่อให้ครอบคลุมตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่ม Non-Diary โดยตั้งใจจะทำ Contract Farming กับเกษตรกรอินทรีย์ เพื่อกระจายรายได้และสร้างผลผลิตที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด

“เราต้องหาว่าเกษตรกรมีพันธุ์พืชตัวไหนที่พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ เป็นนมพืชได้ไหม หรือทำเป็นไอศกรีม เพื่อที่เราจะได้สร้างอาหารและเพิ่มคุณค่าให้ผลิตผลเหล่านั้น พร้อม ๆ กับสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้เกษตรกรด้วย”

นอกจากนี้ เร็ว ๆ นี้ Trumpkin จะร่วมมือกับร้านอาหารต่าง ๆ เพื่อพัฒนาอาหารร่วมกัน ก้าวนี้จะทำให้ผู้บริโภคเห็นไอเดียว่า ชีสของเธอทานกับอะไรได้บ้าง

เบื้องหลังการเสกเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นสตาร์ทอัพ เจ้าของผลงาน Vegan Cheese ด้วยความตั้งใจนำวัตถุดิบไทยไปเวทีโลก

04

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกภาพคนคนหนึ่งในหัวพร้อมสงสัยเหมือนเราว่า Trumpkin = (โดนัลด์) ทรัมป์กิน หรือเปล่า

“ตอนนั้นในอินเทอร์เน็ตยังไม่มีภาพนี้เลยนะ” นัทพูดพลางหัวเราะขณะเล่าถึงที่มาของชื่อแบรนด์

แท้จริงแล้ว Trumpkin เกิดจากคอนเซ็ปต์ของการนำตัว T – Thailand มารวมร่างกับคำว่า Pumpkin พร้อมกับเล่นคำว่า Trump (ที่ไม่ใช่ Donald Trump) เพื่อสื่อถึงคำว่า Triumph ที่แปลว่าชัยชนะ

“คำว่า Triumph กับ กิน คือชัยชนะของการกิน วันนี้เราชนะแล้ว เราได้กินของอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย”

และชัยชนะของธุรกิจนี้คือการไปถึงระดับโลก เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศ

“การทำสตาร์ทอัพเราต้องมีความตั้งใจจริง ทุกวันนี้คนพูดถึงแพสชันเยอะมาก แต่จะทำยังไงให้ในวันที่อุปสรรคและความท้าทายถาโถมเข้ามา ในวันที่เราหมดไฟ เราจะยังมีวินัยลุกขึ้นมาทำ 

“เทรนด์ของสตาร์ทอัพมาไวไปไวมาก ถ้าเราหยุดไป หันกลับมาอีกทีตลาดอาจเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราช้าไปสักก้าวหนึ่ง ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับบริษัทใหญ่ที่จะลุกขึ้นมาทำแทนเรา”

นี่คืออีกหนึ่งความตั้งใจคนรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์ความคิดและทำให้เกิดขึ้นจริงได้  นอกจากความอร่อยแล้ว ยังรักษ์โลกได้อีกด้วย

“เพราะศูนย์ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือเส้นชัยของเราทุกคน”

แม้วันนี้ผลิตภัณฑ์ของ Trumpkin ยังเป็นโปรโตไทป์อยู่ เราขอเอาใจช่วยให้เกิดขึ้นจริงเพื่อที่ผู้คนจะได้มีอาหารทางเลือกดี ๆ อีกทาง

เบื้องหลังการเสกเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นสตาร์ทอัพ เจ้าของผลงาน Vegan Cheese ด้วยความตั้งใจนำวัตถุดิบไทยไปเวทีโลก

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

สถานการณ์ในบ้านหลังเดียวของเราเต็มไปด้วยอณูสารเคมีทุกตารางเมตร ทั้งในอากาศ น้ำดื่ม รวมไปถึงอาหาร ส่งผลต่อสุขภาพผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เทรนด์การกินอาหารออร์แกนิกเพื่อเสริมสุขภาพจึงเริ่มเป็นที่จับตามากขึ้น แต่ด้วยราคาที่สูงกว่าอาหารทั่วไป ทำให้ยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายในทุกกลุ่ม

อีกด้านหนึ่ง เกษตรกรไทยก็มีข่าวราคาพืชผลตกต่ำ รายได้น้อยมาตลอดหลายปี เป็นปัญหาเรื้อรังระดับชาติเพราะการกดราคาจากพ่อคนกลาง ทำให้กลุ่มคนที่เปรียบเสมือนแหล่งอาหารของโลกยังอยู่ภายใต้เส้นความยากจนนับล้านคน

จะดีกว่าไหมหากมีการแก้ปัญหาทั้งสองสิ่งได้ภายในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทานอาหารออร์แกนิกราคาถูกลงและเข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันเกษตรกรก็เพิ่มมูลค่าสินค้าของตนเองได้ ช่วยขยับฐานะทางการเงินให้ดีขึ้น 

แอปพลิเคชัน ‘Kaspy’ ของ อั๋น-รังสิ ทุวิรัตน์ ตั้งขึ้นมาเพื่ออาสาแก้ปัญหานี้ โดยทำงานเป็นมาร์เก็ตเพลสให้แก่ผู้ขายอย่างเกษตรกรไทย ผู้ตั้งใจส่งมอบวัตถุดิบออร์แกนิกคุณภาพดี และผู้ซื้อที่มองหาผลผลิตคุณภาพเยี่ยม

ใครจะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดจากการพูดคุยกับเพื่อนรุ่นพี่ ว่าอยากมีสวนป่าเป็นของตัวเอง สู่การพลิกงานประจำจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพื่อทำแอปพลิเคชันที่ทำให้ ‘ผู้บริโภคกินได้ เกษตรกรยิ้มด้วย’

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

01

ชีวิตของหนุ่มไทยผู้ใช้ชีวิตที่สหรัฐฯ เกือบ 20 ปี ทั้งยังมีประสบการณ์ด้านแบรนดิ้งจากการทำงานกับแบรนด์ Oakley ที่สำนักงานใหญ่ Foothill Ranch, California นานถึง 10 ปี เขาตัดสินใจกลับเมืองไทยเพื่อปลุกปั้นบริษัทแบรนดิ้งเอเจนซี่ชื่อ Mad Arai-D ก่อนจะได้พบเจอบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

“3 สิ่งที่ว่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเลยว่า เราต้องทำอะไรเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น”

สิ่งแรกคือการได้พูดคุยกับ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับภาพยนต์โฆษณาชื่อดัง ขณะนั้นต่อกำลังจัดเตรียมสวนป่าขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 6 ไร่ที่สะสมเงินซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง เขาให้เหตุผลว่าโลกกำลังตกอยู่ในวิกฤตโลกร้อน ป่าไม้กำลังถูกทำลาย การสร้างสวนนี้คือความพยายามเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น

สิ่งที่สองคือพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 “ผมเห็นพระองค์ทรงช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรมาตลอดระยะเวลาการครองราชย์ พระองค์ทรงเห็นว่าเกษตรกรไทยยังคงมีความยากลำบากด้านฐานะการเงิน น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ลืมตาอ้าปากได้” 

สิ่งที่สามคืออาการป่วยของคุณแม่ ซึ่งขณะนั้นป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ปัจจัยไม่มากก็น้อยมาจากสารเคมีตกค้างในร่างกาย ทั้งครอบครัวจึงใส่ใจเรื่องอาหารการกินและสินค้าอุปโภคบริโภคปลอดภัยสำหรับดูแลผู้ป่วย

ด้วย 3 เหตุผลนี้ทำให้อั๋นตั้งใจสร้างแพลตฟอร์มขายสินค้าออร์แกนิกที่ไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพดี แข็งแรง และหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือเกษตรกรไปพร้อม ๆ กัน 

Kaspy จึงเกิดขึ้น

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

02

“เราต้องการให้ Kaspy เป็นตลาดสินค้าออร์แกนิกที่ถูกและดี ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีสุขภาพดี มีอาหารดี มีรายได้และค่าใช้จ่ายที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ช่วยให้พวกเขายิ้มได้มากขึ้น” เขาว่าอย่างนั้น “เกษตรกรเข้ามาขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อสร้างสังคมออร์แกนิกให้เติบโตยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าใช้สารเคมีก็ขายในพื้นที่แห่งนี้ได้ นี่คือสังคมแห่งการแบ่งปันที่จะทำให้เกษตรกรและผู้คนได้รับแต่สิ่งดี ๆ”

ปัจจุบัน Kaspy แบ่งแพลตฟอร์มสินค้าออกเป็น 2 ประเภทคือ สินค้าออร์แกนิกและสินค้าที่ยังคงใช้สารเคมี 

ประเภทสินค้าออร์แกนิก สินค้าที่จำหน่ายในหมวดนี้ต้องมีหลักฐานรับรองจึงอยู่บนแพลตฟอร์มของเขาได้ โดยต้องส่งใบรับรองให้อนุมัติก่อน จึงจะได้ตราออร์แกนิกจาก Kaspy ซึ่งโปร่งใสและตรวจสอบคุณภาพได้

ส่วนหมวดย่อยของสินค้าออร์แกนิกคือ Kaspy Kudsan หมวดสินค้าที่รับประกันว่าเป็นสินค้าออร์แกนิก ปลอดภัยไร้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยรับประกันคุณภาพสินค้าจากที่ Kaspy รู้จักเหล่าเกษตรกรตัวจริง จากการเข้าไปคลุกลี ตรวจสอบคุณภาพสินค้าจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำด้วยมาตรฐานสินค้าออร์แกนิกที่กำหนด โดยวางขายในราคาเป็นมิตรที่จะทำให้วงการออร์แกนิกเติบโตต่อไปในแนวราบ

“ผักบางชนิดต้นทุนไม่แพงขนาดนั้น อาจจะต้นทุน 220 แต่เสนอขาย 600 บาท คนที่ซื้อไหวมีไม่มาก ถ้าอยากให้สังคมออร์แกนิกเติบโต เราต้องหาวัตถุดิบที่ดีแต่ราคาเข้าถึงได้ มานำเสนอให้เข้าถึงกลุ่มผู้มีรายได้กลุ่มอื่น ๆ”

แพลตฟอร์มส่วนที่สองคือตลาดสินค้าเกษตรที่ยังใช้สารเคมี

อั๋นเปิดพื้นที่ส่วนนี้ให้กับเกษตรกรที่ยังใช้สารเคมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยด้าน GMP (Good Manufacturing Practice) เพราะเข้าใจว่าการทำการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ให้เป็นแบบออร์แกนิกมีต้นทุน ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การปรับตัว ดังนั้น ไม่ใช่เกษตรกรทุกกลุ่มที่จะทำได้ 

แล้วใครจะอยากมาทำ หากต้นทุนการเปลี่ยนแปลงมันใหญ่ขนาดนี้ – พวกเรายิงคำถามไปหาอั๋นด้วยความสงสัย

“เมื่อมีอุปสงค์ผู้บริโภคและผู้รับซื้อสินค้าออร์แกนิกในราคาที่สูงกว่าสินค้าเคมีทั่วไป เกษตรกรจะเริ่มหันมาทำรูปแบบออร์แกนิกตามความต้องการและคอมมูนิตี้ที่เพิ่มมากขึ้นเอง ส่วนเรื่องราคา เมื่อมีคนทำแบบเดียวกันจำนวนมาก ราคาสินค้าจะปรับตัวลดลงอยู่ในจุดที่ทุกคนเอื้อมถึง” 

ท้ายที่สุด เป้าหมายที่ตั้งไว้คือเกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสมและเป็นธรรม ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็เข้าถึงสินค้าคุณภาพได้

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

03

นอกจากพัฒนาวงการสินค้าเกษตรอินทรีย์ อั๋นยังหวังให้เกษตรกรไทยทำธุรกิจด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน เท่าทันต่อโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไป

“เกษตรบ้านเราถนัดเพาะปลูก แต่ไม่ถนัดค้าขาย” อั๋นเว้นจังหวะให้คิดตาม 

“สมมติเวลาซื้อถั่วแระ เราไม่มีทางรู้ว่าเจ้าไหนดีกว่ากันเพราะเราไม่ใช่เกษตรกร ดังนั้นแบรนดิ้งที่สื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ดีที่สุด จะทำให้เขาเชื่อถือและซื้อสินค้าของเรา” ผู้คร่ำหวอดในวงการแบรนดิ้งมาหลายสิบปียืนยันหนักแน่น

Kaspy อบรมทักษะเหล่านี้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้พวกเขาสื่อสารตรงถึงผู้บริโภคให้เข้าใจถึงความตั้งใจดี โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ทันสมัย ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ทะลุเป้าเกินกว่าที่นักพยากรณ์คนไหนจะทำนายถูก

อีกปัญหาคือพ่อค้าคนกลางและค่า GP ซึ่งเป็นข้อกำจัดของวงการนี้มายาวนาน อาหารที่ต้นทุนไม่แพงกลับมีราคาแพงขึ้นเมื่อผ่านการซื้อหลายต่อ มีการกดราคารับซื้อหรือหักค่า GP ที่อาจมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลงอย่างไม่เป็นธรรม Kaspy จึงขออาสาเข้ามาขันน็อตในจุดนี้

ไม่มีพ่อค้าคนกลาง มีเพียงค่า GP 15 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคยิ้มกว้างมากขึ้น

สิ่งที่ Kaspy ทำ เป็นโมเดลที่ทำให้ทุกฝ่ายยินดีโอบรับไว้

แม้แต่การพัฒนาแพลตฟอร์ม เขาก็ยังใส่ใจเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ทุกปุ่ม ทุกฟังก์ชันของแอปพลิเคชัน Kaspy พัฒนาผ่านการสอบถามเกษตรกรตัวจริงถึงความยากง่ายในการใช้งาน 

ปุ่มเป็นยังไง สีแบบนี้มองชัดไหม

“Kaspy เป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานกับ 2 ฝ่าย หากเกษตรกรใช้ไม่ได้คือพังตั้งแต่ต้นน้ำ”

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

04

Kaspy อยู่รอดได้อย่างไรในสมรภูมินี้ที่มีคู่แข่งมากมาย

‘ความหลากหลายของสินค้าและผู้ค้ากว่า 700 ราย รวมถึง 14 หมวดสินค้าตั้งแต่อาหารไปจนถึงพันธุ์ไม้และสัตว์เกษตรกรรม’ คือหมัดน็อกแรก

แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ แต่การเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายบนมือถือเจ้าแรก ๆ ทำให้ได้เปรียบกว่าเจ้าเก่าที่ทำบนเว็บไซต์ และตอบสนองผู้บริโภคใหม่ ๆ นอกเหนือกลุ่มคนรักสุขภาพที่อาจเข้าถึงแหล่งสินค้าอาหารออร์แกนิกอยู่แล้ว ยังมีผู้คนที่คุ้นเคยกับ Mobile Application อีกมากมายที่พร้อมเปิดใจให้สินค้าออร์แกนิก 

หมัดน็อกที่สองคือ ระบบสมาชิก (Subscription) สำหรับลูกค้าที่สั่งอาหารออร์แกนิกเป็นประจำ โดยกำหนดได้ว่า ใน 1 สัปดาห์ต้องการหมู ปลา ผัก หรือธัญพืชจำนวนเท่าไหร่ อีกทั้งยังกำหนดรอบความถี่ในการส่งได้ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าประจำและผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง

“คนที่ซื้อวัตถุดิบจะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง เจอมลพิษ เขาควรได้มีเวลาไปทำในสิ่งที่เขารัก เราจึงอาสามาช่วยดูแลกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครอบครัวในจุดนี้

“อีกกลุ่มเป้าหมายคือร้านอาหารระดับ A และ B ซึ่งเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่สุดกับระบบนี้ ร้านอาหารระดับนี้กลุ่มลูกค้ามักมีกำลังจ่ายในระดับหนึ่ง การได้ใช้วัตถุดิบจากระบบ Subscribtion แลกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นบางส่วน ไม่ได้มีผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนี้ซึ่งมีกำลังซื้อและใส่ใจสุขภาพเป็นทุนเดิม ดังนั้น การใช้สินค้าออร์แกนิกที่ดีทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ เพิ่มมูลค่าให้ร้านค้า เกิดเป็น Customer Loyalty ต่อร้านอาหารในระยะยาว”

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน
Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

ชุด Kit ตรวจสารเคมีจะส่งไปพร้อมกับสินค้าระบบ Subscribtion เพื่อให้ลูกค้าทดสอบสารเคมีในอาหาร ดังนั้น ก่อนส่งมอบอาหารต้องมั่นใจว่าปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นออร์แกนิกไร้สารเคมีจริง ๆ ตามที่ Kaspy กำหนดมาตรฐานไว้ 

หมัดน็อกที่สามคือ การขยายตลาดแบบออฟไลน์

อั๋นกระซิบบอกพวกเราว่า ขณะนี้กำลังซุ่มศึกษาโมเดลการขายสินค้าออฟไลน์ โดยกระจายไปตามกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นการเสริมสร้างคอมมูนิตี้สินค้าออร์แกนิกให้แพร่หลาย ผู้บริโภคจะเข้าถึงและตรวจสอบสินค้าจริง ๆ ได้ด้วยตัวเอง และยังเป็นการส่งเสริมช่องทางการตลาดสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่สันทัดการสั่งสินค้าออนไลน์ โมเดลนี้จึงเป็นหนึ่งในช่องทางขยายกลุ่มลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าในละแวกที่ตั้งร้านค้าออฟไลน์ได้เป็นอย่างดี 

อั๋นยอมรับว่าตนเป็นเพียงคนตัวเล็กในวงการนี้ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด รายได้จากค่า GP 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงพอต่อการดูแลธุรกิจในระยะยาว การตลาดแบบ Subscribtion และออฟไลน์จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้บริษัทและทีมงานดำเนินต่อไปได้ 

แม้ไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาล พร้อม Burn Cash ด้วยสารพัดโปรโมชัน แต่ Kaspy เป็นแอปพลิเคชันสัญชาติไทยที่สนับสนุนสินค้าออร์แกนิกแบบ E-Commerce จริง ๆ ซึ่งทำให้ ‘การซื้อขายสินค้าเป็นเรื่องง่าย’ ผู้ซื้อตรวจสอบได้ว่า สิ่งที่กินคืออะไร ผลิตยังไง มาจากจังหวัดไหน มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือและคุณภาพสินค้าให้โปร่งใสเสมอ จึงมั่นใจได้ว่า ‘ผู้ซื้อได้สินค้าที่ดี ผู้ขายได้รับเงินชัวร์’ และเงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะนำไปพัฒนาทักษะดิจิทัล ทักษะการแปรรูปสินค้า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย 

การเป็นแพลตฟอร์มขนาดเล็ก ทำให้ Kaspy เข้าถึงผู้ซื้อและเกษตรกรได้ในระดับที่ใกล้ชิดกว่าแพลตฟอร์มใหญ่ เข้าใจทั้งคุณภาพ แหล่งที่มาสินของค้า และช่วยพัฒนาแบรนดิ้งของเกษตรกรเพื่ออุดรอยรั่วได้ตรงจุด อีกทั้ง Kaspy ยังเป็นเหมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายให้มาเจอกัน จากบรรยากาศที่เป็นกันเองระหว่าง 2 ฝั่ง เกิดเป็นคอมมูนิตี้แฟนคลับของเกษตรกร

Kaspy แพลตฟอร์มขายผลผลิตที่รวมเกษตรกร 700 คน เพื่อให้คนกิน-คนปลูกเติบโตไปด้วยกัน

05

อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในวงการนี้ – เราถาม 

“ยากทุกอย่างครับ” ทั้งเขาและเราหัวเราะกับคำตอบนี้ 

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รู้

ยุคตั้งไข่ของสตาร์ทอัพมักไม่มีนายทุนหรือภาครัฐเข้ามาให้การสนับสนุนด้านการเงิน ทีมงานสตาร์ทอัพจึงต้องใช้เงินของตัวเองและครอบครัวในการพัฒนาแอปฯ จ่ายเงินค่าเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

อย่างที่สอง คือการวางแผนที่เกินตัว เขาเล่าถึงประสบการณ์ที่นิยามว่า เป็นประสบการณ์แห่งความโง่เขลาของตัวเอง

“เราคิดว่าองค์กรเราใหญ่ เลยวางตำแหน่งพนักงานหลายตำแหน่ง ที่จริงต้องเริ่มจากคนให้น้อยที่สุด ถ้ายังไม่จำเป็นอย่าไปหน้าใหญ่” 

อย่างที่สาม ความไม่รู้และการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินไป เนื่องจากผู้เล่นใหม่มักคิดว่าตนรู้ทุกอย่าง เมื่อเจอสถานการณ์จริง มักเจอปัญหามากกว่าที่ได้ประเมินไว้

ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่อั๋นและทีมงานพบเจอ ตั้งแต่การทำงานวันแรกจนถึงวันเปิดตัวแอปพลิเคชัน ซึ่งในการเปิดตัว ระบบการทำงานยังไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ ข้อตำหนิที่มาจากความหวังดีของคนรอบตัวที่อยากให้ Kaspy ดีขึ้น เป็นมีดทิ่มแทงอั๋นจนแทบหมดกำลังใจ 

“เราได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรว่าเราคือความหวังของเขา หากวันหนึ่งเราเลิกทำธุรกิจนี้ไป มันไม่ใช่เพียงเป็นการทำลายความฝันของเรา แต่เป็นการทำลายความหวังและความฝันของเกษตรกรจำนวนมาก ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเราตั้งแต่ยังไม่เริ่ม นี่จึงไม่ใช่เหตุผลที่เราจะล้มเลิกความฝัน เราพร้อมสู้ต่อ” 

06

การได้ช่วยเหลือเกษตรกรและช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าออร์แกนิกที่มีคุณภาพ คือความสุขในปัจจุบันของชายคนนี้ 

ไม่ใช่การขายฝัน แต่ Kaspy แน่วแน่ในอุดมการณ์สินค้าที่ยั่งยืนในระยะยาว เแล้วหากวันหนึ่งมีข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้เข้ามา ธุรกิจนี้จะทำอย่างไร เขาให้คำตอบที่น่าสนใจ ดังนี้

“หากปลายทางเหมือนกับเราก็ไม่ผิด แต่หากเป็นกลุ่มทุนที่เข้ามาซื้อ แล้วบอกว่าเป้าหมายคือต้องทำสินค้าชนกับเกษตรกร เหมือนที่ทุนใหญ่หลายเจ้าทำ Kaspy จะไม่ทำ” 

ก่อนจากกัน เขาได้ทิ้งข้อคิดเอาไว้

“ต้นทุนที่แพงที่สุดสำหรับการทำสตาร์ทอัพไม่ใช่เงิน แต่คือ Cost of Delay หากมีความฝันจะทำอะไรให้ตั้งใจเริ่มทำทันที เพราะเมื่อมีคำว่า ‘ถ้า’ นั่นแปลว่าคนอื่นที่มีความฝันเหมือนกันเขาเริ่มไปหมดแล้ว จงพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ปรับตัว ลองผิดลองถูกอยู่เสมอ”

Writer

สตางค์ พูลสวัสดิ์

วัยรุ่นผู้ชื่นชอบอาหารเวียดนาม ภาษาเวียดนาม ชอบสะสมรองเท้าและหนังสือพิมพ์เก่า ฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์และมาดริด

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load