19 มิถุนายน 2561
4 K

1

ในรถกระบะหน้าตาสมบุกสมบัน ฉันเอื้อมมือข้างหนึ่งเกาะราวจับข้างประตูรถแน่น ขณะที่อีกข้างควานหายาดมมาจ่อใต้จมูก ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุเลยจริงๆ-เพราะทางข้างหน้าตอนนี้ไม่ใช่ถนนลาดยางราบเรียบ แต่ประกอบด้วยดิน หิน กรวด ที่ทำให้กระดูกแทบทุกชิ้นสั่นสะเทือนไม่หยุด

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

นี่คือเส้นทางสู่ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก’ ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยจากข่าวคดีล่าเสือดำอันโด่งดัง

แต่แม้ทางสายนี้จะหฤโหดสำหรับคนเมืองอย่างฉัน กระบะคันโตกลับวิ่งบุกตะลุยไปบนถนนที่ขนาบด้วยหมู่ไม้สีเขียวเข้มอย่างราบรื่น เพราะมีคนขับผู้เชี่ยวชาญในชุดเครื่องแบบลวดลายสัตว์ป่าและต้นไม้

เขาคือหนึ่งในกลุ่มคนที่เราเรียกว่า `เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ขณะที่มนุษย์เงินเดือนในเมืองขับรถมุ่งสู่ออฟฟิศบนตึกระฟ้า คนเหล่านี้ขับรถบนเส้นทางเช่นนี้สู่ป่าใหญ่

วันนี้ ฉันมุ่งหน้าไปยังออฟฟิศของพวกเขาตามคำชักชวนของโครงการระดมทุนเพื่อซื้อกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ชื่อว่า ‘ใครรักป่ายกมือขึ้น’ ทีมงานตั้งใจไปมอบกรมธรรม์ส่วนแรกจำนวน 4,445 กรมธรรม์ให้ถึงมือผู้รับและพาผู้คนเข้าไปสัมผัสชีวิตเหล่าเจ้าหน้าที่

เวลา 2 วัน 1 คืนนับจากนี้ ฉันจะไปเรียนรู้เพื่อหาคำตอบว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือใคร ภารกิจที่พวกเขาทำอยู่คืออะไรกันแน่

และทำไมคนเมืองอย่างเราต้องสนใจคนตัวเล็กกลางป่าใหญ่กลุ่มนี้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 

2

เสียงหยดฝนหล่นลงกระทบใบไม้ของป่าทุ่งใหญ่ดังเปาะแปะ ความเย็นชุ่มชื้นของผืนป่าฉ่ำฝนอบอวลอยู่รอบตัว แต่ฉันไม่ได้มีเวลาชมนกชมไม้ เพราะมัวแต่ตั้งสติกับทางเดินป่าข้างหน้าที่ทีมงานพามาเดินยามบ่าย

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ทำไมต้องตั้งใจขนาดนั้น? ก็นั่นไง มีเสียงลื่นไถลดังมา พี่นักข่าวผู้ร่วมทริปล้มลงไปเรียบร้อย

เราออกเดินต่อไปตามทางที่หลายส่วนกลายเป็นโคลนเฉอะแฉะ อีกทั้งยังขึ้นลงเนิน แหวกพงหญ้าสูงท่วมหัวกันเป็นระยะ และยาวเหยียดหลายกิโลเมตรจนหลายคนเริ่มหายใจไม่ทัน หากเส้นทางเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ว่าโหดแล้ว เมื่อเจอการเดินป่ารอบนี้ นั่นก็เป็นแค่เมนูเรียกน้ำย่อย

และนี่คือออฟฟิศของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า-ออฟฟิศที่เป็นธรรมชาติแท้จริงในทุกฤดูกาล

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

งานหลักของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือการออกลาดตระเวนตามเส้นทางแบบนี้เพื่อป้องกันผู้บุกรุกและเก็บข้อมูลสัตว์ป่า ซึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ทำงานสำคัญ เพราะทั้งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ป่าตะวันตก’ ซึ่งเป็นป่าใหญ่ผืนสุดท้ายของไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ป่ามรดกโลก’ ซึ่งกินอาณาเขตของผืนป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่ทั้งสองด้าน

ระยะทาง 8 กิโลเมตรที่เราเดินกันคือระยะเบสิกที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเดินต่อวัน (แปลว่าบางวันก็ไกลกว่านี้) และการเข้าป่า 1 ครั้งก็ไม่ใช่การไปเช้าเย็นกลับแบบที่เราทำ แต่คือการหายเข้าไปในป่าหลายวัน บางหนกินเวลาร่วม 1 อาทิตย์โดยมีสัมภาระ เสบียง และอาวุธหนักอึ้งบนบ่าระหว่างเดินทาง

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“ของหนักประมาณ 20 – 30 กิโล” พี่เจ้าหน้าที่กะน้ำหนักที่ต้องแบกรับ แล้วสาธิตวิธีใช้เครื่องมือกรองน้ำจากลำธารที่ต้องใช้ เพราะไม่อาจแบกน้ำสะอาดมาได้ไม่พอให้เราชม

แต่มากกว่าน้ำหนักและระยะทางยังมีสิ่งโหดหินกว่านั้น เพราะนี่ไม่ใช่การเดินตรวจตรารอบโรงแรมใหญ่สักที่ แต่คือผืนป่ากว้างไพศาล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกมีพื้นที่ถึง 1,331,062 ไร่ เปรียบเทียบง่ายๆ คือใหญ่กว่ากรุงเทพฯ เสียอีก

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ขณะที่จำนวนคนทำงาน-ซึ่งปกติควรแปรตามภาระงาน-ก็มีอยู่แค่ราว 190 คน

นี่คือเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ต่างทำงานกันแทบไม่ได้หยุด (แม้รู้ว่าไม่มีทางเดินได้ทั่ว) อีกทั้งการออกลาดตระเวนแต่ละครั้งต้องใช้กำลังคนไม่ต่ำกว่า 5 คนเพื่อความปลอดภัย นั่นแปลว่าหากหน่วยย่อยไหนมีเจ้าหน้าที่แค่ 8 คน แต่ละเดือนก็ต้องมี 1 คนที่ ‘ควงกะ’ แทบไม่ได้โผล่หน้าออกมาจากป่า

“มันเกินกว่ารักกันแล้ว คนที่อยู่ที่นี่น่ะ” เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่งเอ่ยถึงเหล่าเพื่อนร่วมงานที่เจอหน้ากันมากกว่าครอบครัว ก่อนจะบอกว่าคงดีถ้ามีคนเพิ่มมากกว่านี้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 ที่สำคัญ งานนี้ไม่ได้เหนื่อยแค่กายแต่ยังเสี่ยงต่อความปลอดภัย ถ้าคุณลองไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ไม่ยากที่จะได้ยินวีรกรรมกลางป่าอย่างการถูกกระทิงพุ่งมาขวิดจากด้านหลังจนตัวลอย ไม่ก็การปะทะหรือเกือบปะทะกับผู้บุกรุกที่มีมาไม่ขาด

ฟังดูแล้ว ถ้าใช้บริบทคนเมืองมาวัดงานนี้คงต้องได้เงินเดือนสูงลิบ สวัสดิการพรั่งพร้อม

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

หากสิ่งที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้รับในปัจจุบันคือรายได้ระหว่าง 7,500 – 9,500 บาท และสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ ยิ่งเจ้าหน้าที่คนไหนเป็นพนักงานราชการซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างประจำของรัฐก็แทบไม่มีสิทธ์คุ้มครองอะไร นอกจากสิทธิ์พื้นฐานอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรคที่คนไทยมีกันอยู่แล้วถ้วนหน้า

เพราะไม่สำคัญถึงถูกมองข้าม? ฉันตั้งคำถาม แต่บางคำตอบก็ผุดพรายระหว่างทาง เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของป่าทุ่งใหญ่ทำให้เราได้พบเจอรอยเท้าสัตวป่าน่าตื่นตาบนผิวดินนุ่ม

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“นี่คือรอยเท้ากระทิง” พี่เจ้าหน้าที่บอกก่อนหยิบอุปกรณ์วัดรอยเท้า กล้องถ่ายรูป และแผ่นเอกสาร ออกมาจดเก็บข้อมูล จากนั้นก็เล่าให้เราฟังถึงการนำข้อมูลที่ได้จากป่ามาวางแผนเพื่อดูแลสัตว์ป่าต่อไป

นาทีนี้หลายคนคงเบื่อหากต้องมานั่งฟังว่าสัตว์ป่าและผืนป่าสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร

แต่ที่น่ารู้คือขณะเราใช้ชีวิตอยู่ในเมือง มีคนกลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตกลางป่าเพื่อพยายาม ‘พิทักษ์’ สิ่งเหล่านี้

เพราะไม่สำคัญถึงถูกมองข้าม?

ไม่หรอก-บางทีคนเราก็มองข้ามสิ่งสำคัญ

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 

3

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันลืมตาตื่นมาพบบรรยากาศเขียวสดและเย็นชื่นฉ่ำของป่าหมาดฝนที่มีเสียงนกนานาชนิดคลอเป็นฉากหลัง

ไม่มีโอที ทำงานเหมือนเซเว่น แต่สิ่งที่ได้คืออากาศบริสุทธิ์นี่แหละ-พี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเคยบอกไว้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

แล้วเมื่อออกจากที่พัก ฉันก็ได้เจอ หัวหน้าวิเชียร ชินวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธ์ุแห่งนี้ที่คนรู้จักกว้างขวางจากสื่อไม่แพ้เสือดำ การพบกันตั้งแต่เมื่อวานทำให้ฉันรู้ว่าภายใต้มาดเคร่งขรึมในเครื่องแบบ เขาคือชายวัยใกล้ 40 ที่เป็นมิตรและเปี่ยมอารมณ์ขัน

ก่อนต้องกลับสู่เมือง ฉันจึงชวนหัวหน้าของเหล่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสนทนา

การเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องทำอะไรบ้างคะ?

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“ว่าคนอย่างเดียว” หัวหน้าวิเชียรแกล้งบอกปนหัวเราะ ก่อนจะอธิบายถึงขอบเขตหน้าที่อันกว้างขวางตั้งแต่อบรมบริหารเจ้าหน้าที่ ดูแลงานเอกสารเรื่องการสำรวจสัตว์ป่า จนถึงการจัดการงบประมาณที่ได้รับมา ทำให้ฉันได้รู้ว่างานที่ ‘ออฟฟิศ’ แห่งนี้ไม่ได้มีแค่การเดินลาดตระเวน แต่ยังมีสิ่งอื่นต้องจัดการมากมายนัก

พร้อมกันนั้น การได้คุยกับผู้ดูแลภาพรวมก็ทำให้ฉันเห็นภาพกว้างของหลากปัญหาหนักหน่วงรวมถึงสิ่งสำคัญที่คนตัวเล็กกลางป่าใหญ่ขาดแคลน เช่น ที่ทุ่งใหญ่ด้านตะวันตกนี้มีอุปกรณ์เดินป่าเพียงพอ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องการคือเทคโนโลยีเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นโดรนสำหรับบินถ่ายภาพในป่าหรือกล้องวงจรปิดสำหรับติดในป่าเพื่อตรวจจับผู้บุกรุก

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

แน่นอนว่าหลายเรื่องต้องอาศัยการแก้ไขโครงสร้างใหญ่ เป็นเรื่องที่คนทั่วไปอาจทำอะไรไม่ได้

แต่ก็แน่นอนว่ามีสิ่งที่เราทำได้ เหมือนที่โครงการใครรักป่ายกมือขึ้นระดมทุนจนช่วยบรรเทาปัญหาสวัสดิการของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้สำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ แม้ฉันจะบอกลาหัวหน้าวิเชียรและก้าวขึ้นรถกระบะเพื่อกลับสู่เมือง เรื่องราวชีวิตคนตัวเล็กกลางป่าใหญ่ที่พบเห็นจึงยังกระจ่างชัดอยู่ในดวงตาและดวงใจ

ทั้งหมดนั้นหลอมรวมกัน ไม่ได้กลายเป็นคำตอบ แต่เป็นคำถาม

คำถามที่ทำให้ฉันก้มลงมอง 2 มือตัวเอง

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ภาพ สุวิชา พุทซาคำ

ช่วยระดมทุนเพื่อซื้อกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากับโครงการ ‘ใครรักป่ายกมือขึ้น’ ได้ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

สุวิชา พุทซาคำ

อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการก่อกองไฟ และกางเตนท์ พอๆกับที่เชี่ยวชาญการใช้โปรแกรมออกแบบ สนใจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมพอๆกับที่ชื่นชอบอุปกรณ์ไอที ถ้า IG : @sleepbird มีการเคลื่อนไหว แสดงว่าเพิ่งออกจากป่า

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

ใครจะคิดว่าการรวมญาติเพื่อไหว้บรรพบุรุษในวันเชงเม้งที่ร้อนอบอ้าว จะทำให้ทริปในฝันที่ไม่คาดฝันของพวกเราเกิดขึ้นได้ เราได้ยินถึงความสวยงามของ Annapurna Base Camp หรือ ABC มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสไปสักที เพราะหาคนไปด้วยไม่ได้ จนมาเม้ามอยในมื้อเที่ยงของวันเชงเม้งจนได้เพื่อนร่วมทริปเป็นลูกพี่ลูกน้องกันเอง 5 คนแบบฟลุ๊ก ๆ และพวกเราทั้ง 5 คนไม่มีรองเท้าเดินป่ากันเลยสักคน!

เมื่อตกลงกันได้ พวกเราจึงรีบจ่ายเงินและซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อผูกมัดตัวเองไม่ให้เท และความตื่นเต้นก็เริ่มเข้าครอบงำ การเตรียมตัวแบบไม่มีที่สิ้นสุดก็เริ่มขึ้น 

“ถ้าไม่ไหว เราเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับได้ใช่ปะ”

“ต้องฟิตซ้อมวิ่งลู่มั้ย”

“ต้องซื้ออะไรบ้าง” 

จากที่ได้ปรึกษาเพื่อนที่เคยไป พวกเราตัดสินใจซื้อรองเท้าดี ๆ คนละคู่ และเสื้อกันหนาวคนละตัวสองตัว ที่เหลือเราจะไปซื้อที่โน่นเอา

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

เมื่อก้าวเท้าออกจากท่าอากาศยานนานาชาติตริภูวัน พวกเราทั้งห้าลากกระเป๋าเดินทางสี่ล้อบนพื้นดินลูกรังและหินขรุขระ เหมือนกลุ่มคนที่ไม่พร้อมจะมา Trekking เป็นที่สุด และการช้อปปิ้งก็เริ่มขึ้นจริง ๆ ณ ถนนทาเมล ในเมืองกาฐมาณฑุ พวกเราซื้อทุกอย่างจากที่นี่ ทั้งเสื้อผ้า หมวก กระติกน้ำ ถุงนอน กระเป๋าเป้ ไม้เดินป่า ถุงเท้า และถ่ายของจากกระเป๋าล้อลากสุดเชยลงกระเป๋า Duffle Bag กันน้ำสุดฮิตของที่นี่ แค่นี้ก็พร้อมสำหรับการเดินขึ้น ABC ภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

“เดี๋ยวเราต้องรีบวิ่งขึ้นเครื่องแล้วแย่งนั่งด้านขวานะ เพราะเครื่องบินจะบินเหนือเมฆ แล้วเราจะเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์…” ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พวกเราต่างบรีฟกันเองระหว่างต่อแถวขึ้นเครื่องบินไปยังเมืองโพคารา และระหว่างบินก็เห็นยอดเขาโผล่ขึ้นมาเหนือเมฆเป็นระยะ ๆ เอ๊ะหรือว่าลูกนี้ เอ๊ะแต่อันนี้สูงกว่านะ พวกเราชี้ทุกอันเป็นยอดเขาเอเวอเรสต์ทั้งหมด แต่ที่ไหนได้ นั่นมันคือคนละที่เลย การเดินทางไป ABC ไม่มีทางได้เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ 

จำไว้เลยว่ามันคือคนละเทือกเขากัน!

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

พวกเราเดินลงจากเครื่องบิน หยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนพื้นรันเวย์ และเดินจากบันไดเครื่องบินตรงไปทางออกถนนได้เลยโดยไม่ต้องเข้าอาคารใด ๆ โดยมีลูกหาบของเราใส่เสื้อ ‘Muay Thai’ ยืนเกาะรั้วสนามบินรอรับอยู่ 

พวกเราทุกคนตื่นเต้น เพราะวันนี้จะเริ่มเดินกันแล้ว

ระหว่างทาง

“Go Go!, Go as far as you can!” 

นี่คือสิ่งที่เราบอกคนขับรถจี๊ป เรื่องอะไรจะยอมเดินเสียเหงื่อทั้ง ๆ ที่รถยังวิ่งต่อไปได้ 

พวกเรานั่งรถจี๊ปกระแทกไปมา กินระยะจากจุดที่ตั้งใจเริ่มวางแผนเดินประมาณ 7 กิโลเมตร จนลุงคนขับรถบอกว่า “You have to walk now sir…” จึงเริ่มแต่งตัวและกางไม้เดินป่าที่ยังมีป้ายราคาห้อยอยู่ โชคดีที่เราซ้อมใส่รองเท้าเดินป่าในออฟฟิศก่อนมาไปบ้าง รองเท้าเลยไม่กัดมาก

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

จุดหมายปลายทางแรกของเราคือพูนฮิลล์ เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นยอดเขาหางปลาหรือมัชฉาปูฉเรย์ (Machapuchare) พวกเราใช้เวลาเดิน 2 วัน ถือว่าไม่ช้าไม่เร็ว และร่างกายปรับตัวให้ชินกับการเดินและความสูงได้ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้ตอนนั้นคือ ก็ไม่ได้ลำบากอย่างที่คิดนี่นา’ พวกเรากินอิ่ม นอนหลับเป็นตายตั้งแต่ 2 ทุ่ม มีน้ำอุ่นอาบ เดินเรื่อย ๆ วันละ 15 กิโล เหนื่อยก็แค่หยุดพัก สองข้างทางมีร้านขายขนม น้ำอัดลม และรอยยิ้มจากเพื่อนใหม่ตลอด

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล
แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

แสงแดดยามเช้ากระทบยอดเขาหางปลา เป็นเหมือนถ้วยรางวัลถ้วยแรกของพวกเรา รอบ ๆ ตัวมีผู้คนนั่งดื่มกาแฟจากซุ้มกาแฟระหว่างชื่นชมถ้วยรางวัลเล็ก ๆ ของตัวเอง จริง ๆ เส้นทางเดินมาพูนฮิลล์ถือเป็นเส้นทางที่ง่ายที่สุดในการมาเดินบริเวณ Annapurna Sanctuary ไปกลับได้ภายใน 3 – 4 วัน สำหรับพวกเราเหมือนการวอร์มร่างกาย เพราะก็แค่จุดแวะจุดหนึ่งเท่านั้น ถ้าคิดไปคิดมา สิ่งที่น่าตกใจคือจุดมุ่งหมายของเรา นั่นคือ หลังยอดเขาที่กำลังมองอยู่ต่างหาก!

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

สิ่งที่เรากังวลที่สุดในการเดินป่าก็มาถึง ฝันร้ายที่เป็นจริง เหมือนกำลังร่วมแข่งขันรายการ Fear Factor ก็คือ ‘ปลิง’ ด้วยความเป็นคนที่กลัวปลิงมากที่สุด ขนาดมีเขียนในสมุดเฟรนด์ชิปเพื่อนสมัยประถมว่า ‘เกลียดปลิง’ วันนี้เราต้องมายืนอยู่คนเดียวในป่าดิบชื้น ท่ามกลางฝนที่ตกหนักเหมือนอยู่ใต้ฝักบัว สมาชิกที่มาด้วยกันต่างเดินห่างกันเรื่อย ๆ เพราะตอนนี้เรียกว่าเราวิ่งแล้วก็ได้ ทุกครั้งที่หยุดเดินและมองไปที่เท้า เราเห็นเจ้าหนอนดูดเลือดพยายามกระดึ๊บ ๆ ขึ้นมาที่รองเท้า และที่โหดกว่า คือมันกระโดดจากต้นไม้มาลงบนหัวด้วย เหมือนถูกโจมตีรอบด้านอย่างไรอย่างนั้น

โชคดีที่โซนป่าดิบชื้นนั้นมีแค่วันเดียว หลังจากนั้นเราก็แทบไม่เจอฝูงปลิงอีกเลย

ในอีก 3 วันถัดมาพวกเราเดินขึ้นเขาลงหุบเขาอีกนับไม่ถ้วน ทุกเขาที่เดินลง เท่ากับต้องเดินขึ้นใหม่ โดยมี ‘ไอ้ดำ’ สุนัขสีดำเดินเป็นเพื่อนตลอดทาง บางทีมันก็รีบเดินนำหน้าไปแอบงีบรอ คงบ่นในใจว่าพวกนี้เดินช้าจริง แต่เท่าที่ถาม ๆ สุนัขพวกนี้จะออกเดิน 3 – 4 วันกับกลุ่มหนึ่ง และเดินกลับกับอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเหมือนไกด์ท้องถิ่นอีกคนหนึ่งเลย

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล
แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล

ค่ำคืนวันที่ 5 ของการเดิน พวกเราอยู่ที่หมู่บ้าน Deurali บนความสูง 3,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ไม่มีใครมีอาการแพ้ความสูงเลย อาจเป็นเพราะใช้เวลาเดินค่อนข้างนานเลยมีเวลาปรับตัวเยอะ อากาศเริ่มหนาวเหลือเลขตัวเดียว เรานั่งซดมาม่าเกาหลีที่หาได้ทั่วไปในทุกหมู่บ้านที่นี่ (น่าเหลือเชื่อ) ซดไปควันออกปากไปเหมือนในซีรีส์ พวกเราทุกคนมีอาการเหนื่อยล้าจากการเดินขึ้นเขาลงเขามาแล้วร่วม 74 กิโลเมตร ต้นขารู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นตะคริวตลอดเวลา พวกเรานอนเร็วเป็นพิเศษ เพราะพรุ่งนี้จะเดินไปถึงจุดหมายแล้ว

จุดหมายปลายทาง

เราตื่นแต่เช้ามืดมาล้างหน้าล้างตาเพื่อเตรียมออกเดินทางให้เร็วที่สุด เพราะระยะทาง 12 กิโลเมตรสุดท้ายนี้จะเป็นช่วงที่สวยที่สุดของเส้นทางนี้ และไกด์แจ้งว่า ถ้าช้าอาจจะมีหมอกลงหนา ทำให้อดเห็นวิว ยอดเขาโอบล้อมพวกเราตลอดเส้นทางในช่วงสุดท้าย ความใหญ่อลังการของยอดเขาทั้งหลายทำให้ความเหนื่อยหายไปเป็นปลิดทิ้ง แลกมาด้วยความปวดคอแทน เพราะเหมือนเดินเงยดูวิวตลอดเวลา ความรู้สึกในตอนนี้อธิบายยากมาก แม้แต่รูปถ่ายก็บรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของยอดเขาที่โอบล้อมเราในตอนนี้ไม่ได้ ยอดเขาหางปลาที่เห็นเมื่อ 3 วันที่แล้ว ตอนนี้มันอยู่ใกล้มาก จนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่า ‘นี่เราเดินมาไกลขนาดนี้เลยหรอ’

แพลนทริปวันเชงเม้ง รวมญาติไป Annapurna Base Camp กับ Trekking ครั้งแรกในชีวิตที่เนปาล
เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

หมอกช่วงบ่ายลงหนาจัดจนขาวโพลนไปหมด แทบจะมองไม่เห็นยอดเขาที่โอบล้อมเราไว้ เราเดินต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ถึงจุดหมาย และแล้วป้ายมหาชนของ ABC ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นหลังม่านหมอก

นั่นหมายความว่าเรามาถึงแล้วสินะ แต่รอบตัวยังมองไม่เห็นอะไรเลย และในเมื่อไม่มีวิวให้ดู การได้มาม่าเกาหลีร้อน ๆ และซุปกระเทียมเพื่อลดอาการแพ้ความสูง จึงเป็นเหมือนรางวัลแห่งความสำเร็จในครั้งนี้

เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเราตื่นมาพร้อมความหวังว่า ยอดเขาที่โอบล้อมเราทั้งคืนจะยอมโผล่มาให้เห็น เมื่อท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่าง ความเหนื่อยล้าทั้ง 6 วันที่ผ่านมาก็หายเป็นปลิดทิ้ง ยอดเขาทั้งหมดโอบล้อมเราอยู่ตรงหน้านี้แล้ว มันเป็นสิ่งที่สวยงามอลังการที่สุด ที่พวกเราเคยเห็นมาในชีวิตเลยก็ว่าได้

เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล
เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

ทุกคนยืนดูกันอย่างเงียบ ๆ บางคนก็ถ่ายรูป บางคนก็ดื่มกาแฟร้อน ๆ และชื่นชมความสวยงามของรางวัลในการเดินทางครั้งนี้ การได้มายืนอยู่ตรงนี้และชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติตรงหน้า เป็นเหมือนรางวัลชีวิตอย่างหนึ่งที่เงินทองซื้อไม่ได้ และไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้มาเห็น

ถ้าไม่ได้ไปเชงเม้งวันนั้น พวกเราก็คงไม่ได้มายืนอยู่บนนี้ และความใฝ่ฝันในการพิชิต Annapurna Base Camp ก็ยังคงเป็นความฝันต่อไป

เทศกาลรวมญาติสานฝัน ชวนกันเดินป่าเดินเขา 6 วัน พิชิต Annapurna Base Camp บนเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล

ภาพ : ศรุต จึงยิ่งเรืองรุ่ง และ ณัฐดนัย จึงยิ่งเรืองรุ่ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ศรุต จึงยิ่งเรืองรุ่ง

ชอบดำน้ำ เดินเขา กินเหลา ถ่ายรูป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load