8 มิถุนายน 2561
10 K

1.

ผมกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดกลางป่าเขาในประเทศญี่ปุ่น

ค่ำคืนนี้มีเพียงแสงจันทร์ครึ่งดวงส่องสว่าง ผมกำลังถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เสียงสัตว์ไม่ทราบชนิดดังสลับเสียงสายลมพัดใบไม้กระทบกัน

ก่อนจะมานั่งอยู่กลางป่าเขายามค่ำคืนคล้ายคนหลงป่า ผมเดินทางมาจากบ้านเกิดเมืองนอนพร้อมกับผู้ชนะโครงการ ‘โตโยต้า ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา’

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ทริปนี้เป็นทริปที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จัดขึ้นเพื่อพาผู้คว้ารางวัลชนะเลิศโครงการ ‘ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา’ เดินทางมาทัศนศึกษาที่แดนอาทิตย์อุทัย ในกลุ่มผู้ที่ชนะรางวัลมีทั้งคนรุ่นใหม่ที่เติบโตอาศัยในเมืองและชาวพื้นเมืองที่กิน นอน หายใจ อยู่กับป่ามาทั้งชีวิต

จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้คือเมืองในจังหวัดไอจิ อย่างนาโกย่าและโตโยต้าซิตี้

นาโกย่าแรกเห็นเป็นสีเขียว ทั้งจากทุ่งนาและต้นไม้รายทาง

พวกเราเดินทางมาถึง Toyota Automobile Museum ในช่วงเช้า มิวเซียมแห่งนี้จัดแสดงนิทรรศการการกำเนิดรถยนต์ การพัฒนาของเทคโนโลยีรถยนต์จากรอบโลก หลังจากนั้นช่วงบ่ายเราจึงเดินทางไปยัง Toyota Kaikan Museum ที่จัดแสดงนวัตกรรมทางด้านควาปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของโตโยต้ากันต่อ

มิวเซียมทั้งสองที่ผมไปเยือนมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่อย่างหนึ่งตรงที่มันทำให้ผมเห็นการเติบโต เห็นลมหายใจ ของสิ่งที่หลายคนอาจคิดว่ามันไม่มีชีวิตอย่างรถยนต์

จากวันแรกที่ผลิตเพียงยานพาหนะที่ใช้เดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด วันนี้รถยนต์บนโลกโดยเฉพาะของโตโยต้า พาเรามาไกลกว่าจุดนั้นมากแล้ว

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“เราอุทิศชีวิตให้สังคมด้วยการผลิตสิ่งต่างๆ” ผู้บรรยายใน Toyota Kaikan Museum พูดบางประโยคที่ผมคิดว่าน่าสนใจ

ปกติเวลาเราพูดว่าอุทิศชีวิตให้สังคม เรามักนึกถึงการเป็นอาสาสมัครหรือทำกิจกรรมการกุศล แต่เรามักไม่ค่อยพูดถึงกันว่างานที่ทำ ถ้าทำมันด้วยความมุ่งมั่นและฝันใฝ่ถึงผลงานอันสุดยอด บางทีผลงานนั้นก็อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ และสร้างอิมแพ็คต่อสังคมมากกว่าก็เป็นได้

ซากิชิ โทโยดะ (Sakichi Toyoda) อุทิศชีวิตจนสร้างนวัตกรรมเครื่องทอผ้าพลังไอน้ำได้สำเร็จใน ค.ศ. 1896

คิอิจิโร โทโยดะ (Kiichiro Toyoda) ผู้เป็นลูกชาย อุทิศชีวิตเพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์โดยมีต้นแบบจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ก่อนจะสามารถสร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้สำเร็จหลังจากนั้น และเริ่มธุรกิจยานยนต์ใน ค.ศ. 1937

ทีมงานโตโยต้าในยุคสมัยปัจจุบันอุทิศชีวิตเพื่อพัฒนารถยนต์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไปไกลกว่าแค่การเป็นเพียงยานพาหนะธรรมดาในวันเริ่มต้น

“รถยนต์ที่ดีต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีสมรรถนะที่เป็นเลิศ และให้ในสิ่งที่เกินกว่าความคาดหวังของลูกค้า” เจ้าหน้าที่ใน Toyota Kaikan Museum เล่าความเชื่อขององค์กร

“โลกที่สวยงามหายไปเร็วกว่าการแก้ไขปัญหา” ประโยคนี้ของเจ้าหน้าที่ซึ่งบอกเล่าความจริงอันแสนเศร้าลอยเข้าหูผม และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้โตโยต้าพยายามพัฒนานวัตกรรมต่างๆ โดยตั้งเป้าเป็นรูปธรรมว่าภายใน ค.ศ. 2030 โตโยต้าประกาศว่าจะต้องมีรถยนต์มากกว่า 1,000,000 คันที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และภายใน ค.ศ. 2050 รถยนต์ส่วนใหญ่จะต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

อย่างที่ว่าไว้ บางครั้งการอุทิศชีวิตให้กับการทำงานก็อาจนับเป็นการอุทิศชีวิตให้สังคมในทางหนึ่ง

ภายใน Toyota Automobile Museum ที่เราไปเยือนในช่วงเช้า ผมได้เห็น Mirai รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนซึ่งเป็นผลของการอุทิศชีวิตเพื่อวิจัย ศึกษา คิดค้น ลองผิดครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งลองถูก ด้วยความที่ Mirai ขับเคลื่อนด้วยการเติมเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell) มันจึงเป็นรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพราะตัวมันเองไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่โลกที่เราอยู่อาศัยแม้เพียงน้อยนิด

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

สำหรับผม Mirai คือรูปธรรมของการสร้างสิ่งที่เหนือกว่าความต้องการของลูกค้าหรือมาตรฐานของสังคม

หากว่าด้วยจุดเริ่มต้น เจ้า Mirai หาได้เกิดจากการเรียกร้องของผู้บริโภคแต่อย่างใด หากแต่เกิดขึ้นด้วยความเชื่ออันแรงกล้าของผู้ผลิต และหลังจากวันที่ Mirai ได้เผยสู่สายตาชาวโลกและวางขายในญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2014 แม้จะยังไม่แพร่หลายด้วยข้อจำกัดต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรถยนต์รุ่นนี้ได้มอบบางสิ่งที่ต่างจากรถยนต์ทั่วไป

สิ่งนั้นคือ ความหวัง

“Mirai แปลว่าอะไร” ใครบางคนถามผู้บรรยายใน Toyota Kaikan Museum ก่อนที่ผู้บรรยายจะตอบความหมายสั้นๆ

เป็นความหมายที่เปี่ยมความหมาย

“Mirai แปลว่า อนาคต”

2.

วันถัดมา รถบัสของเรามุ่งหน้าสู่ ‘สถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้า ชิราคาวาโกะ’ (Toyota Shiragawa-go Eco Institute) สองข้างทางของแดนอาทิตย์อุทัยยังคงเขียวครึ้มน่าอิจฉา ป่าของประเทศญี่ปุ่นยังคงอุดมสมบูรณ์น่าชื่นชม

ตามข้อมูลที่ระบุ สถาบันแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านซึ่งเป็นมรดกโลกอย่างชิราคาวาโกะ ทางตะวันออกเหนือสุดของเขตปกครองจังหวัดกิฟุ (Gifu) สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2005 เพื่อพัฒนาจิตสำนึก โดยการทำให้คนได้สัมผัสป่าและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“การผลิตรถยนต์ส่วนหนึ่งส่งผลกระทบต่อโลก การอุทิศสถานที่แห่งนี้เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ก็คล้ายกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมทางหนึ่ง” เจ้าหน้าที่พูดถึงที่มาของสถานที่แห่งนี้

เมื่อเดินทางมาถึง พวกเราเริ่มกิจกรรมด้วยการนั่งฟังการบรรยายถึงที่มาที่ไปของสถานที่ที่เรานั่งอยู่ ก่อนที่เจ้าหน้าที่สถาบันในชุดเต็มยศจะพร้อมพาเราเข้าป่าตามโปรแกรมที่วางไว้

“ป่านี้เป็นบ้านของหมี” คุณซาโตะ ชายหนุ่มผู้นำทางบอกพวกเราขณะยืนอยู่หน้าทางเข้าป่า “คนญี่ปุ่นเวลาจะเข้าบ้านใครต้องเอ่ยขออนุญาต”

หลังจากนั้น พวกเราจึงตะโกนเสียงดังเป็นคำญี่ปุ่นเพื่อขออนุญาตเจ้าบ้านก่อนเข้าไปเยือน หวังว่าเจ้าหมีจะได้ยิน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ผู้นำทางบอกว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าของญี่ปุ่นอยู่ที่ราว 66 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีพื้นที่ป่าหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากฟินแลนด์และสวีเดน ตลอดเส้นทาง คุณซาโตะพยายามอธิบายสรรพคุณของป่าให้พวกเราได้ฟัง

“ที่พื้นที่แห่งนี้หิมะจะตกหนักทุกปี เพราะฉะนั้น ไม้บริเวณนี้จะเหนียวมาก เพื่อที่มันจะได้ไม่หักเวลาหิมะตกลงมากองที่กิ่ง อย่างต้นนี้ชื่อโคโรโมจิ” หลังสิ้นคำบรรยาย ผู้นำทางทดลองงอกิ่งไม้กิ่งหนึ่งจนชนผืนดินให้ดูเพื่อโชว์ความยืดหยุ่นของไม้พันธุ์นี้ ก่อนจะหยิบอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเดินบนหิมะซึ่งผลิตมาจากกิ่งไม้ดังกล่าวให้เราดู

เพราะมันยืดหยุ่น มันจึงไม่หัก เพราะมันปรับตัว มันจึงอยู่รอด ผมสรุปกับตัวเองเป็นบทเรียนที่ธรรมชาติสอน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ได้ยินเสียงน้ำไหม” คุณซาโตะถามพวกเราเมื่อเดินเข้ามาถึงจุดหนึ่งกลางป่า พอทุกคนหยุดเดิน เสียงน้ำก็ดังขึ้นชัดเจน เขาเล่าว่าน้ำที่ไหลอยู่คือหิมะที่ละลายแล้วซึมลงดินหลังจากที่ฤดูหนาวผ่านพ้น คล้ายเป็นการบอกบทบาทของป่าทางอ้อม

ตลอดเส้นทางการบรรยาย ผู้นำทางพยายามอธิบายถึงความสำคัญของผืนป่ากับวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น มากกว่าจะบอกกันโต้งๆ ว่าอย่าตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งผมรู้สึกว่าวิธีนี้ต่างหากที่จะทำให้มนุษย์อย่างเรารักป่า

แล้วเมื่อรัก จึงอยากรักษา-ธรรมชาติของมนุษย์เป็นแบบนี้

หลังจากสัมผัสป่าพอหอมปากหอมคอ เราเดินกลับเข้าที่พัก คลายเหนื่อยล้าด้วยมื้ออาหาร ก่อนจะมีนัดกลับเข้าป่าอีกครั้งหลังพระอาทิตย์ตกดิน

3.

“คนญี่ปุ่นเชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่ในธรรมชาตินับไม่ถ้วน และมีความเชื่อว่าคนสามารถเกิดใหม่ในธรรมชาติและขุนเขา”

ซาโตะซังพูดถึงกุศโลบายที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ป่าไม้ในญี่ปุ่นยังเหลืออยู่อย่างหนาแน่น ก่อนที่เราจะออกเดินป่าในยามค่ำคืน

“เหมือนธรรมชาติเป็นผู้ให้กำเนิด” เขาพูดต่อ “และคืนนี้เราจะออกไปให้ธรรมชาติและขุนเขาโอบกอดเรากัน”

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

สิ้นประโยค พวกเราออกเดินไปยังป่าอีกครั้ง ตอนนั้นเข็มสั้นของนาฬิกาผมชี้ที่เลขเจ็ด ในขณะที่เข็มยาวอยู่ราวเลขสอง

“พักสมองแล้วลองใช้สัญชาตญาณ”

เจ้าหน้าที่บอกกับทุกคนเพื่อให้คลายกังวลกับการเดินเข้าป่ายามค่ำคืนโดยที่ไม่มีไฟฉาย ไม่มีไฟรายทาง พ่วงด้วยข้อแม้ให้งดใช้แสง ใช้เสียง เพื่อเสพบรรยากาศป่ายามค่ำคืนแบบไร้สิ่งปรุงแต่งท่ามกลางความมืดมิด เราใช้วิธีเดินตามเสียงรอยย่ำของคนข้างหน้า และแสงจันทร์คอยนำทาง

“เพิ่งรู้ว่าดวงจันทร์ช่วยได้ขนาดนี้” ใครบางคนพูดขึ้นมาระหว่างทาง

“นี่ขนาดแค่ครึ่งดวงเองนะ” ใครบางคนเสริมจนผมต้องแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามนี้

ใช่, ตอนอยู่ในเมืองอันสว่างไสว เราไม่เคยรับรู้ถึงความสว่างของแสงจันทร์เลยแม้แต่น้อย ข้างขึ้นกับข้างแรมแตกต่างกันอย่างไร คนในเมืองอย่างเรารับรู้บ้างไหม-ก็ไม่รู้

เมื่อเดินลึกเข้าไป ลึกเข้าไป จนถึงจุดหนึ่ง ผู้นำทางจึงบอกให้หยุด แล้วบอกให้พวกเราลองเงียบ 1 นาที ฟังเสียงรอบข้าง

“ได้ยินเสียงอะไรบ้าง” เขาถาม

คำตอบของพวกเรานั้นหลากหลาย มีทั้งเสียงนก เสียงน้ำ เสียงใบไม้ เสียงแมลง

“มีใครได้ยินเสียงสังคมมนุษย์บ้าง” ผู้นำทางถามอีกคำถาม ก่อนจะพูดต่อ “อยู่ในป่าเราไม่ได้ยินเสียงสังคมมนุษย์เลยนะ เหมือนที่ตอนอยู่ในเมืองเราก็ไม่ได้ยินเสียงธรรมชาติแบบนี้”

ถ้อยคำของเขาคล้ายต้องการชี้ให้เห็นว่าในชีวิตประจำวันพวกเราถูกตัดขาดจากธรรมชาติมากแค่ไหน

“ผมได้ยินเสียงลมหายใจ” ใครบางคนแย้ง

“เสียงลมหายใจก็เป็นเสียงธรรมชาติ” ผู้นำทางตอบทันทีท่ามกลางความมืด

หลังจากนั้นเราออกเดินกันต่อจนถึงจุดหนึ่งที่มองเห็นรางๆ เป็นลานกว้าง เราต่างขยับเข้าใกล้เจ้าหน้าที่เพื่อฟังคำอธิบายด้วยความดังระดับกระซิบบอก ก่อนที่พวกเราจะได้รับแจกเบาะพับสำหรับรองนั่งคนละอัน พร้อมคำอธิบายว่าให้หามุมสงบคนละมุมท่ามกลางป่าเขาและนั่งนิ่งๆ

“ไม่ต้องหลับตา และคิดถึงเรื่องอะไรก็ได้ จะคิดถึงเมื่อเช้านี้ เมื่อปีก่อน หรือย้อนไปตอนไหนก็ได้” ผู้นำทางย้ำอีกทีด้วยกลัวว่าพวกเราเข้าใจผิดว่าต้องนั่งสมาธิทำจิตให้ว่างเปล่า

ผมเลือกมุมที่มองเห็นดวงจันทร์ชัดเจน ระหว่างที่ฟังเสียงป่าเขา มองขึ้นไปบนนั้น ผมได้นั่งคุยกับตัวเอง นั่งย้อนคิดถึงบางคำถามที่คั่งค้างในใจในวันและวัยนี้ ตลอดจนคำถามซึ่งเป็นความลับของจักรวาลที่ว่ามนุษย์อย่างเราเกิดมาทำไม การนั่งนิ่งๆ ท่ามกลางป่าเขาและเงาจันทร์ทำให้ผมได้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่ปกติชีวิตไม่เคยครุ่นคิด

เวลาผ่านไปไม่นานในความรู้สึก เสียงเจ้าหน้าที่ก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณให้พวกเรากลับมารวมตัวอีกครั้ง

“ให้ทายว่าเมื่อครู่เรานั่งกันไปกี่นาที” เขาโยนคำถามให้พวกเรา ซึ่งคำตอบก็มีหลากหลาย บ้าง 5 นาที บ้าง 10 นาที

“เรารู้สึกยาวนานไม่เท่ากันเพราะเราคิดถึงเรื่องที่ต่างกัน” ผู้นำทางบอกก่อนจะเฉลยว่าเวลานาทีที่ถูกต้องคือ 7 นาที “การมานั่งในป่าครั้งนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกสงบ การได้ใกล้ชิดธรรมชาติทำให้เราได้ทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต เพราะฉะนั้น เมื่อกลับไปประเทศไทย ควรหาโอกาสเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ”

หลังจากสิ้นประโยคอธิบาย เราหันหลังให้ป่าอันมืดมิด เดินมุ่งหน้ากลับสู่ที่พัก ที่ปลายทาง ผมเห็นแสงสว่างรออยู่

และก่อนนอนคืนนั้น ผมได้คิดอะไรต่ออีกมากมายจากเสียงที่ผมได้ยินตอนอยู่ในป่า

4.

วันรุ่งขึ้นโตโยต้ากำลังพาผมไป ‘โตโยต้าซิตี้’ เมืืองที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้ธุรกิจที่พัฒนาบ้านเมืองอย่างโตโยต้า โดยที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักเมืองนี้ในนาม ‘อาณาจักรยานยนต์’

แม้จะเรียกขานกันเช่นนั้น แต่แปลกไหม ร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคุลมด้วยผืนป่าอุดมสมบูรณ์

เป้าหมายของพวกเราคือ ‘ศูนย์บำบัดและควบคุมมลพิษโทงาริ (Togari Clean Center, ECO-T)’ สถานที่แห่งนี้คือกำลังสำคัญในการจัดการกับขยะที่เข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ที่นี่ทำงาน 365 วัน” เจ้าหน้าที่ประจำ ECO-T บอกเราด้วยรอยยิ้ม

โดยหน้าที่ ECO-T คือสถานที่ที่ใช้กำจัดขยะที่สามารถเผาไหม้ได้ โดยชาวเมืองโตโยต้าซิตี้จะทำการแยกขยะในเบื้องต้นก่อนรถขยะจะไปนำขยะมาที่แห่งนี้เพื่อเข้าสู่กระบวนการถัดไป

เทคโนโลยีต่างๆ ที่เลือกนำมาใช้ล้วนทันสมัยระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบในการคัดแยกขยะ ระบบบำบัดมลพิษ เทคโนโลยีที่จัดการสารระเหยและฝุ่น เทคโนโลยีบำบัดน้ำจากกระบวนการผลิต การประหยัดพลังงานโดยนำพลาสติกแข็งและขี้เถ้าที่เหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ การจัดการโลหะต่างๆ ก่อนนำไปสู่กระบวนการจัดการขยะ รวมถึงการจัดสร้างศูนย์วิจัยพัสดุภัณฑ์เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

แน่นอน ทุกอย่างใช้งบประมาณในการก่อสร้างมหาศาล

“ที่นี่ใช้งบประมาณหกพันล้านเยนต่อปี” เจ้าหน้าที่เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ ลองบวก ลบ คูณ หาร ดูแล้วคิดเอาเองว่าเงินในการกำจัดขยะก้อนนี้สามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง

“เงินลงทุนสร้างศูนย์แห่งนี้สูงมาก แต่มันไม่เกี่ยวว่าถูกหรือแพง มันจำเป็นที่จะต้องสร้าง ก็ต้องสร้าง”

บางประโยคของผู้บรรยายทำให้ผมเข้าใจบางอย่างแจ่มชัดขึ้น

5.

วันสุดท้ายเราได้เดินป่าอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเรามากันที่ Forest of Toyota

ป่าแห่งนี้คล้ายกับป่าที่สถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้าชิราคาวา-โก ตรงที่โตโยต้าสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาสิ่งแวดล้อม โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1992 แต่เริ่มเปิดให้คนนอกได้เข้ามาศึกษาเมื่อ ค.ศ. 1997

คุณอิบุ เจ้าหน้าที่สาวคือผู้นำทางในการเดินป่าครั้งนี้

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ที่นี่อุดมสมบูรณ์ทั้งสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้ มีทั้งหมูป่า กวาง จิ้งจอก และสัตว์อีกหลายชนิด” หญิงสาวหยุดเล่าระหว่างทางก่อนจะเปิดรูปให้เราดู

เธอเล่าว่าปกติคนที่มาเยือนป่าแห่งนี้จะเป็นเด็กประถม แต่ละปีโรงเรียนจะพาเด็กมาทัศนศึกษากว่า 5,000 คน

“คนญี่ปุ่นมองว่า ถ้าไม่รีบปลูกฝังให้เด็กรักธรรมชาติตั้งแต่ยังเล็ก โตมาเขาก็จะไม่รักธรรมชาติ” คุณอิบุเฉลยสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนพยายามพาเด็กมาสัมผัสป่า

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

เธอเล่าว่าในภาษาญี่ปุ่นจะมีคำว่า ‘ซาโตยามะ’ ซึ่งหมายถึงป่าที่อยู่ใกล้ชุมชน ดูแลรักษาโดยมนุษย์หรือชุมชนที่รักสิ่งแวดล้อม ซึ่งป่าที่นี่เป็นอย่างนั้น ระหว่างอยู่ในป่าเรายังได้ยินเสียงรถจากทางด่วน

“ขนาดบริเวณนี้มีทางด่วน ที่นี่ก็ยังมีสัตว์ป่าอยู่มากมาย” เธอบอกบางประโยคที่คล้ายต้องการสื่อสารว่าเราอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำร้ายทำลายกัน ซึ่งนี่คืออีกสิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากการเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้

หลังจากเดินตามเธอไป พวกเราก็มาหยุดยืนอยู่ที่ต้นไม้แห่งหนึ่ง เธอบอกว่านี่คือต้นอาเบมากิ (Abemaki)

“ความจริงไม่ได้อยากอธิบายอะไรมาก แต่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสมากกว่า” ผู้นำทางบอกพวกเรา ก่อนจะชี้ไปที่ยางของต้นไม้แล้วบอกว่าให้พวกเราลองเอานิ้วจิ้มแล้วดมดู

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ด้วยความมั่นใจว่ากลิ่นน่าจะหอมสดชื่น ผมจึงเอานิ้วจิ้มเต็มที่แล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

“กลิ่นเหมือนอะไร” เธอถามด้วยรอยยิ้ม

“ขี้” ใครบางคนในกลุ่มตอบ

“เด็กๆ ญี่ปุ่นก็บอกแบบนี้” เธอยิ้มกว้างก่อนจะพูดต่อว่า “นี่เป็นเหตุผลที่ฉันอยากให้ทุกคนได้สัมผัสมากกว่าที่จะมานั่งอธิบาย เพราะการสัมผัสด้วยตัวเองจะทำให้เราจดจำไปตลอดชีวิต”

จริงอย่างที่เธอว่าไว้ ผมคงจำกลิ่นนี้ไปตลอดชีวิต

ด้วยเวลาจำกัด เราใช้เวลาอยู่ใน Forest of Toyota ราวชั่วโมงก่อนจะวนกลับมาที่บริเวณทางออกเพื่อเดินทางกลับ

บนรถบัสที่กำลังมุ่งหน้าไปสนามบิน Chubu Centrair ผมนึกถึงสิ่งที่พวกเรา-ทั้งผมและผู้ชนะโครงการโตโยต้า ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา ได้ ‘สัมผัส’ จากการเดินทางครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า พื้นที่ที่สร้างขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้คนรักป่า หรือแนวคิดของคนญี่ปุ่นที่มีต่อธรรมชาติรอบตัว

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งโลกที่เราอยู่อาศัยและทัศนคติของผู้ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัส

ถ้าอะไรที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเอง เราจะจดจำไปตลอดชีวิตจริงๆ อย่างที่เธอว่า

การเดินทางครั้งนี้คงมีหลายอย่างที่ผมและเพื่อนรวมทางจะจดจำกันได้ไปอีกนาน ไม่ใช่แค่กลิ่น

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 สิงหาคม 2565
1 K

ออกตัวไม่แรง แต่เราคือคนหนึ่งที่คิดว่า ชีวิตนี้อย่างไรก็อยากไปเยือนคำชะโนดให้คลายสงสัยสักครั้ง

คำถามก่อนออกเดินทางช่วงประมาณตี 4 นั้นมีมากมาย

‘เมื่อก้าวผ่านสะพานเชื่อมสองโลกที่ต่ออย่างไรก็ไม่ติด เราจะสัมผัสถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปไหม’

‘ชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปกราบไหว้พญานาคเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวหรือเปล่า’

และ ‘สถานที่ที่หลอมรวมผู้คนทั้งท้องถิ่นและต่างถิ่น แต่มาด้วยศรัทธาเดียวกัน จะแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร’

เราเดินทาง 590 กิโลเมตร จากกรุงเทพมหานคร สู่บ้านหนองแข้ใต้ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อพักผ่อน 1 คืน ก่อนขับรถต่อไปอีกเกือบ 300 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 5 ชั่วโมง มุ่งสู่ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ปลายทางที่ถูกจารึกด้วยหลากหลายนาม ทั้งวังนาคินทร์ วังคำชะโนด ป่าคำชะโนด เมืองบังบด เมืองบาดาล ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และพรหมประกายโลก แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้จักและจดจำดินแดนลี้ลับแห่งนี้ได้คงหนีไม่พ้นเรื่องจากปากของชาวคณะแจ่มจันทร์ ภาพยนตร์ที่พวกเขาถูก ‘ผีจ้างหนัง’ เมื่อ พ.ศ. 2532

01 
ผีจ้างหนัง

จงเก็บของออกไปก่อนฟ้าสาง

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย
บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

เรื่องราวของผีจ้างหนังและวังคำชะโนดของพญาศรีสุทโธนาคราช เกิดขึ้นบนพื้นที่บริเวณเดียวกันซึ่งเรียกว่า ‘พรหมประกายโลก’

ตามความเชื่อที่เล่าต่อกันมา พรหมประกายโลกคือสถานที่ที่พรหม-เทวดา ลงมากินง้วนดินจนติดใจและไม่อาจกลับขึ้นสวรรค์ได้อีก ในอัคคัญญสูตร พระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเล่าว่า ง้วนดินมีรสชาติหวานฉ่ำ แต่เมื่อลิ้มลองแล้วจะทำให้รัศมีของเหล่าพรหมหายไปจนไม่อาจเป็นแสงให้โลกใบนี้ได้อีก 

ผลลัพธ์ของการกินง้วนดินยังทำให้พรหมบางพวกมีผิวพรรณผุดผ่อง ขณะที่บางพวกผิวพรรณเลวลง เกิดเป็นการทะเลาะกันครั้งแรก ทำให้พรหมขยับห่างจากความชอบธรรม หันกายเข้าชิดกิเลสมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นมนุษย์เดินดินธรรมดา

สำหรับผู้ศรัทธาพญานาค โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ริมน้ำโขง และผู้ที่ผูกพันกับตำนานพญานาคมาแต่โบราณอย่างชาวอีสาน ทางขึ้น-ลงระหว่าง 2 โลก คือโลกมนุษย์และโลกบาดาล มีทั้งหมด 3 แห่งบนโลก 

หนึ่ง คือ พระธาตุหลวงแห่งเวียงจันทน์ 

สอง คือ หนองคันแท พระธาตุดำ ซึ่งตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเช่นกัน 

สาม คือ พรหมประกายโลก มีพญาศรีสุทโธนาคราชมาตั้งบ้านเมืองจนกลายเป็นเมืองพญานาค

ก่อนจะเดินผ่านซุ้มประตูขนาดใหญ่ประดับด้วยงานประติมากรรมพญานาค 7 เศียร 2 ตน เราเดินสำรวจบรรยากาศร้านค้าที่มาเปิดร้านขายเครื่องสักการะบูชาอยู่รอบนอก นอกจากงานมือฝีมือชั้นยอดอย่างบายศรีใบตองหลากหลายขนาดและราคา ตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักพัน พญานาคเศียรเดียวจนถึง 9 เศียร ยังมีหมากพลู พวงมาลัย ควบคู่กับสลากกินแบ่งรัฐบาลสำหรับผู้แสวงหาโชคลาภพร้อมสรรพ

“หนูลองเดินไปด้านขวานะ น่าจะมีคนมาทำพิธีบวงสรวง นางรำกำลังไปรำถวายที่ศาลเก่า รู้จักไหม ผีจ้างหนัง” แม่ค้าคนหนึ่งกระตุกต่อมความอยากรู้ของคนต่างถิ่น 

เราเดินเลาะตามทางดินเปียกแฉะลงไปยังสะพานไม้ ออกสู่บึงอุบลกลางน้ำ

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

เบื้องหน้าคือวิวป่าคำชะโนดความคมชัด 4K ความลึกลับ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้นชะโนดอันมีลักษณะเหมือนต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลรวมกันสูงเด่นเป็นสง่าราว 20 – 30 เมตร เมื่อเดินตามทางไปเรื่อยพบกับศาลไม้เก่าที่มีรูปปั้นตายายคู่หนึ่งตั้งอยู่ด้านในพร้อมป้ายเขียนว่า ‘ศาลพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา’ ส่วนรูปปั้นด้านล่างและเครื่องบูชาที่อยู่รายล้อม คือสัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่ผู้คนนำมามอบให้

“ขอโทษนะคะ ตรงนี้หรือเปล่าที่เกิดเหตุการณ์ผีจ้างหนัง” เราสุ่มถามเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง

“ตรงนี้เป็นศาลเก่าครับ ชาวบ้านแต่เดิมมีความเชื่อเรื่องพญานาคมาก่อน จึงตั้งศาลบูชาพ่อปู่และแม่ย่าขึ้น แล้วค่อยย้ายเข้าไปด้านใน ส่วนผีจ้างหนังก็เกิดในนั้น” เขาชี้ไปยังพงไพรสีเขียวเข้มทะมึนที่อยู่ห่างออกไป

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2532 นายธงชัย แสงชัย เจ้าของแจ่มจันทร์ภาพยนตร์ ได้รับการว่าจ้างจาก นายจำปา คำแก้ว ให้ไปฉายภาพยนตร์ในราคา 4,000 บาท โดยมัดจำเอาไว้ก่อน 500 บาท เมื่อลูกน้องเดินทางไปถึงมีคนมารอรับเพื่อนำทางต่อไปอีก แต่จุดหมายที่ไปถึงกลับมีแต่ความเงียบงัน ไร้ซึ่งความครื้นเครงตามสไตล์หนังกลางแปลง

หนังเรื่องแรกเริ่มฉายเวลา 21.00 น. ระหว่างนั้นพนักงาน 7 คนสังเกตว่า บริเวณที่นั่งคนดูมีกลุ่มผู้ชายใส่เสื้อสีดำคอจีน และกลุ่มหญิงสาวนุ่งขาวห่มขาวนั่งชมภาพยนตร์อยู่คนละฝั่งอย่างเป็นระเบียบ 

วันนั้นมีฉายหนังทั้งหมด 4 เรื่อง คือ บ้านผีปอบ, ศาลปืน, ทองภาค 3 และ หนังฝรั่งอีก 1 เรื่อง หนังทั้งหมดผู้ว่าจ้างเป็นผู้เลือกเอง แต่น่าแปลกใจที่เมื่อหนังตลกอย่าง บ้านผีปอบ เริ่มฉาย กลับไม่มีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย ทุกคนนั่งดูด้วยความสงบโดยไม่ลุกไปไหน

เวลาผ่านไปจนถึงตี 4 ชายคนหนึ่งเดินมาเคาะประตูข้างรถเพื่อจ่ายเงินที่เหลืออีก 3,500 บาท โดยเงินที่จ่ายเป็นเงินจริงทุกบาททุกสตางค์ เมื่อรับเงินมา อีกฝั่งได้บอกกับพนักงานว่า 

“ให้รีบออกไปจากที่นี่ก่อนฟ้าสว่าง มิเช่นนั้นจะออกยาก” 

คณะแจ่มจันทร์ภาพยนตร์หยุดฉายหนังและเปิดไฟ แต่เบื้องหน้าที่เคยมีผู้คนมากมายกลับเหลือเพียงความว่างเปล่า

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

จากคำชะโนดขับรถออกมาถึงบ้านวังทอง ชาวบ้านต่างประหลาดใจที่เห็นคณะเดินทางมาแต่เช้าตรู่ เมื่อทราบความจริงว่า พวกเขาเข้าไปฉายหนังในป่า ชาวบ้านต่างก็อุทานว่า 

“เข้าไปตรงนั้นได้อย่างไร นั่นมันดงผี ดงชะโนด!”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับแจ่มจันทร์ภาพยนตร์กล่าวตามความเชื่อได้ว่า ‘ถูกผีบังบด’ ชาวบ้านหลายคนตามหาที่มาของเสียงภาพยนตร์ในคืนนั้น เพราะอยากไปนั่งชมด้วย แต่ก็ไม่อาจหาเจอ เนื่องจากพญานาคมีอิทธิฤทธิ์ดลบันดาลและเนรมิตสรรพสิ่งได้ดั่งใจ พวกเขาจึงบังบดชาวคณะเอาไว้

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าวันที่ 29 มกราคม ถือเป็นวันปีใหม่ของเมืองบาดาล ชาวคำชะโนดจึงยืมร่างของนายจำปา คำแก้ว ไปว่าจ้างแจ่มจันทร์ภาพยนตร์มาฉายหนังเพื่อเฉลิมฉลอง เช่นเดียวกับที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เหล่าพญานาคแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อมาร่วมงานบุญผะเหวด หรือ บุญมหาชาติ ของชาวอีสาน

เรายืนชมพิธีบวงสรวงพ่อปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมาอยู่สักพัก ก่อนจะเก็บภาพด้วยกล้องฟิล์มตัวโปรด Pentax Zoom 280-P กับฟิล์ม Tudorcolor XLX 200 ที่หมดอายุไปแล้ว

สองขาเริ่มก้าวออกจากศาลเก่า สองมือวุ่นวายกับการหาบัตรประชาชนเพื่อแลกบัตรเข้าคำชะโนด แต่หูเจ้ากรรมก็ถูกสกัดไว้ด้วยประโยคภาษาอีสานที่ฟังไม่ถนัดนัก

“ได้เลขโตได๋น้อ ท่าเบิ่งนำอยู่เด้” เราหันไปหาต้นเสียง เขาถามว่า ได้เลขตัวไหน รอตามด้วยอยู่นะ เราได้แต่หัวเราะ เพราะในใจก็อยากมีโชคมีลาภเช่นกัน แต่มันไม่มีนี่สิ

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

ศาลพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา (ดั้งเดิม)

เปิดให้สักการะและบวงสรวงทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น.

พิกัด : goo.gl/maps/TYYaQB3FPW9L1sq29 

02
วังนาคินทร์คำชะโนด

สะพานเชื่อมสองโลก

“ป้าเข้าไปไหว้ทุกเช้าเลย ชาวบ้านเขาก็เข้าไปไหว้กันเป็นปกติ แต่ส่วนใหญ่จะเข้าไปก่อนที่นักท่องเที่ยวจะมา” แม่ค้าผู้แสวงหานักเสี่ยงโชคคุยกับเราหลังจากที่เดินกลับมา

เธอเองเป็นชาวอุดรโดยกำเนิด ไม่ต่างจากเจ้าของร้านถัด ๆ ไปที่เป็นคนในชุมชน ความเจริญที่นำพามาโดยความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อปู่แม่ย่า ทำให้เธอเลี้ยงดูปากท้องของตนเองและครอบครัวได้จนถึงวัยเกือบ 60 เช่นเดียวกับชาวต่างถิ่นหลายคนที่ตั้งใจย้ายฐานที่มั่นมาเปิดร้านในสถานที่เดียวกัน เพราะพ่อปู่แม่ย่ามอบความสำเร็จให้สมดั่งใจ

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

“ที่นี่มีคนจากหลายถิ่น คนกรุงเทพฯ ทิ้งชีวิตในเมืองมาทำมาค้าขายก็มี คนต่างจังหวัด จากเหนือ จากใต้ กลาง อีสาน มากันหมด อยู่ที่ว่าใครขอแล้วได้ เขาก็มากัน”

หลังจากบอกลาคุณป้า เราเดินผ่านลานจอดรถที่เต็มไปด้วยป้ายทะเบียนหลากจังหวัด แม้กระทั่งหลากภาษา บางคันข้ามฝั่งโขงที่ไม่ใกล้ไม่ไกลมา บางคันมาจากใต้สุดหรือเหนือสุดของขวานทอง แม้จะต่างเชื้อชาติ ต่างอายุ ต่างถิ่นอาศัย ต่างศาสนา แต่คำชะโนดหลอมรวมพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวด้วยศรัทธาในพญานาค

เมื่อตรวจวัดอุณหภูมิเสร็จก็เดินไปตามทาง ยื่นบัตรประชาชนพร้อมรับบัตรคิว สำหรับเด็กที่ไม่พกบัตรประชาชนมาก็เข้าได้ แต่หากพกไปด้วยจะดีกว่า

ด้วยความที่เราออกเดินทางตั้งแต่ตี 4 ขับผ่านแม่น้ำชีตอนตี 5 ไปถึงคำชะโนดประมาณ 9 โมง จึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก สิ่งที่มาก่อนเราคือฝน เนื่องจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านในห้ามสวมรองเท้า ทุกคนจึงต้องจอดรองเท้าไว้ด้านนอกให้เป็นระเบียบ ถุงเท้าเราเริ่มเปียกเพราะพื้นหญ้าเทียมที่อิ่มน้ำฝน

บริเวณหน้าทางเข้าวังนาคินทร์คำชะโนดเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่ผู้ศรัทธาจะมายืนถ่ายภาพ พร้อมเครื่องสักการะที่จับจองไว้ตั้งแต่ด้านนอกหรือเพิ่งมาซื้อด้านใน

ด้วยการแต่งกายและดวงตาที่มองทุกอย่างด้วยความสนใจ คงทำให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวที่เพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรก

“เดินตรงข้ามสะพานไปเลย อย่าลืมก้มดูทางเชื่อมที่เชื่อมยังไงก็ไม่ติดด้วยนะ” เจ้าหน้าที่ยิ้มให้

หากเป็นช่วงก่อนโควิด-19 แพร่ระบาด ผู้มาเยือนจะใช้มือลูบตัวพญานาคเพื่อสิริมงคลระหว่างเดินเข้า ส่วนเราก็แอบแตะเบา ๆ เพราะอดใจให้สัมผัสไม่ได้

“หากเดินข้ามตรงนี้ไป เราจะออกจากเมืองพญานาคกลับสู่โลกมนุษย์” ชายที่เดินสวนเรามาอีกฝั่งพูดให้ลูกหลานของเขาได้ยิน พื้นสะพานที่เดินมาตลอดทางเป็นพื้นทรายล้าง-กรวดล้างสีน้ำตาล ทางที่ทอดยาวต่อไปก็เป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่ขั้นอยู่ตรงหน้าคือแผ่นไม้และรอยร้าวที่ลำตัวพญานาคสองฝั่ง

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

“ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เชื่อมสะพานไม่ติด แม้กระทั่งลำตัวพญานาคก็มีรอยปูนแตก สร้างอะไรก็มีแต่รอยร้าว ถ้าข้ามรอยต่อตรงนี้ไปจะเป็นพรหมประกายโลก ตอนนี้เรายังอยู่แดนมนุษย์” ชาวบ้านคนหนึ่งที่เดินนำอยู่ด้านหน้าเล่าให้เราฟัง

หลังก้าวขาข้ามมา เราไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อเดินลึกเข้าไป อุณหภูมิทุกอย่างเริ่มเย็นลงจนรู้สึกสบาย แดดร้อนถูกบดบังโดยต้นชะโนดสูงชะลูด ประกอบกับบึงน้ำที่อยู่โดยรอบทำให้อุณหภูมิภายในเย็นตลอดปี

จากป้ายข้อมูลป่าบรรพกาล ต้นชะโนดบนเกาะแห่งนี้มีจำนวน 1,869 ต้น สลับด้วยนานาพันธุ์ไม้ทั้งต้นหว้า มะเดื่อใหญ่ ประดงแดง แสมแดง ตับเต่า สมอพิเภก พญาสัตบรรณ แสงน้ำ ยางใหญ่ ไทรหิน พร้อมไม้ล้มลุก ไม้เถาอีกกว่าร้อยชนิด รวมแล้วมากกว่า 4,000 ต้น

ในทางวิทยาศาสตร์ พื้นดินที่เราเหยียบอยู่เกิดจากการสะสมของซากพืช ต้นไม้ที่ขึ้น ณ ที่แห่งนี้มีรากแผ่กระจายไปรอบข้างเพื่อพยุงลำต้น โดยทำให้ความดันของต้นไม้และภายนอกเกิดความสมดุล เมื่อต้นไม้ใต้พื้นสานทอต่อกันจึงกลายเป็นพื้นดินที่ยกตัวขึ้นลงได้ตามระดับน้ำ นั่นอาจเป็นที่มาของสะพานที่เชื่อมไม่ติด

“เขาว่าต้นชะโนดมีอายุเป็นพันปี สังเกตดี ๆ เหมือนมีเกล็ดที่ต้น ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบริวารของพ่อปู่ศรีสุทโธ น้องลองเอาผ้าปิดปากลงสักครู่สิ” 

เราถอดหน้ากากอนามัยลงเพื่อสูดลมหายใจให้เต็มปอด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้กลิ่นฉุนบางอย่าง

“กลิ่นฉี่งู บริวารของพญานาค” เขาว่าก่อนจะเดินถือบายศรีพญานาค 5 เศียร นำไปยังจุดไฮไลต์สำคัญของวังนาคินทร์

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

03 
ศาลพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา

ไหว้ขอพร เดินท่องท้องพระคลัง ไปรอบเกาะ

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'
แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

“ใครที่ต้องการสักการะพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมาเดินเข้ามาทางนี้ได้เลย รอบนี้ยังทัน ยืนตามจุดบนพื้น เว้นระยะห่าง ตั้งจิตและกล่าวตาม” 

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยืนอยู่หน้าศาล หันหน้าเข้าหาผู้มาเยือนมากหน้าหลายตาที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เขาถือไมโครโฟนพร้อมประกาศให้ผู้มาสักการะรอบใหม่เข้าประจำตำแหน่ง เพื่อท่องคาถาบูชาและขอพรไปพร้อมกัน

คนมือเปล่าพนมมือไว้แนบอก คนถือบายศรียกจรดที่ศีรษะ ทุกคนก้มหน้าอย่างพร้อมเพรียงท่ามกลางเสียงอธิษฐานดังระงมใต้เงาไม้ใหญ่ เมื่อเสร็จพิธี เจ้าหน้าที่ให้ทุกคนนำเครื่องบูชาไปวางไว้ที่โต๊ะด้านหน้า สักพักจึงลากลับไปเพื่อความเป็นสิริมงคล และอีกนัยหนึ่งคือการลดขยะของสถานที่

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

“รอบต่อไปประจำจุดได้เลย คนที่ไหว้เสร็จแล้วเดินไปชมต้นมะเดื่อยักษ์ได้นะครับ” 

ผู้ศรัทธารอบใหม่ทยอยข้ามสะพานมา เราเดินตามป้ายไปอีก 62 เมตร ระหว่างนั้นสัมผัสไอดินเย็นสบายเป็นการพักผ่อน

ตามความเชื่อ ใต้ต้นมะเดื่อยักษ์คือท้องพระคลังของพ่อปู่แม่ย่า หากใครต้องการขอพร-ขอโชคลาภไปที่ต้นมะเดื่อได้เช่นกัน แน่นอนว่าห้ามปีนป่ายและห้ามขูดหาเลข หลังเดินผ่านท้องพระคลัง พื้นไม้ก็พาเราเดินวนออกด้านนอกเพื่อชมวิวรอบคำชะโนดที่เต็มไปด้วยพืชพรรณสีเขียวขจีตัดกับท้องนภาสีขาว

แม้เป็นพื้นไม้ที่ไม่ได้อยู่สูงจากพื้นดินมาก แต่ระหว่างทางมีป้ายกำกับไม่ให้นักท่องเที่ยวหย่อนเท้าหรือลงเดินบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หนึ่ง คงเพื่อรักษาความเป็นระเบียบ สอง เพื่อความปลอดภัย เพราะความอุดมสมบูรณ์ใต้เท้าของเราอาจแฝงไว้ซึ่งอสรพิษที่มองไม่เห็น

จุดต่อไปวนกลับมาใกล้สะพานที่เราเดินเข้ามา บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ขนาดประมาณ 5 เมตร ได้รับการปกปักษ์รักษาโดยพญานาค 7 เศียร ตั้งตระหง่านอยู่ด้านซ้ายของศาลพ่อปู่แม่ย่าบนพื้นที่คำชะโนด 20 ไร่ บ่อน้ำแห่งนี้มีน้ำผุดขึ้นมาตลอดเวลาและไม่เคยเหือดแห้ง ทั้งน้ำที่ไหลออกมายังใสสะอาด พร้อมให้ผู้ศรัทธาตักกลับบ้าน แต่นั่นคือกิจกรรมก่อนโควิด-19 ระบาด ทำให้ปัจจุบันตักน้ำไม่ได้แล้ว

ย้อนกลับไป พ.ศ. 2562 น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 108 แหล่งทั่วไทยเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีการจัดทำน้ำอภิเษกและน้ำสรงมุรธาภิเษก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก น้ำศักดิ์สิทธิ์จากจังหวัดอุดรธานีแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ปัจจุบันยังชมโครงชักรอกอันเชิญน้ำร่วมงานพิธีได้ที่ด้านข้างบ่อ ส่วนใครที่ต้องการสรงน้ำองค์พญานาคราชต้องรอช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น ตอนนี้ก็ทำได้เพียงตั้งเหรียญหรือธนบัตรอธิษฐานที่ริมบ่อไปก่อน

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

04
ชีวิตที่คำชะโนด

สำรวจศูนย์รวมแห่งศรัทธา

ใช้เวลาในดงชะโนดไม่ถึงชั่วโมงก็ได้ฤกษ์เดินจากประตูโลกบาดาลกลับสู่เมืองมนุษย์อีกครั้ง

บรรยากาศที่เย็นร่มรื่นหายไปแทบจะทันที แสงอาทิตย์บีบคั้นให้เราเดินหลบเข้าร่ม หยิบรองเท้า และมุ่งสู่ร้านค้าที่ขายของบูชามากมาย

“ถือขันนี้ไว้ หันหน้าไปทางคำชะโนด แล้วอธิษฐานครับ” เจ้าของร้านวางรูปหล่อพญานาคองค์เล็กลงในขัน เขาท่องคาถาบางอย่างและยกขันให้เราขอพร

“มีลูกค้าหลายคนที่กลับมาซื้อของเราอีก เพราะเขาสมหวังในสิ่งที่ขอ” เจ้าของร้านผู้หญิงเล่าให้เราฟัง เธอเป็นชาวกรุงเทพฯ ที่เจอเรื่องเดือดร้อนจึงหันมาพึ่งบารมีของพ่อปู่ศรีสุทโธ เมื่อความทุกข์ผ่านไป เธอขอให้ตนได้มาค้าขายที่คำชะโนดแห่งนี้ ซึ่งคำตอบรับก็เป็นจริง เราจึงยืนอยู่ในร้านของเธอ

“หลายร้านไม่ใช่คนพื้นที่ แต่เป็นคนต่างถิ่นที่ศรัทธาและย้ายกันมา”

ไม่ต่างจากที่คุณป้าคนแรกเคยบอก ด้านในคำชะโนดมีคนจากหลายพื้นที่มาจับจอง ส่วนด้านนอกที่เห็นขายเครื่องบูชารายทาง ตั้งแต่ริมถนนจนถึงร้านค้าด้านหน้าซุ้มทางเข้า โดยมากเป็นคนท้องถิ่นที่มาพึ่งการท่องเที่ยวเพื่อเลี้ยงปากท้อง

เราซื้อรูปหล่อขนาดเล็กกลับไปฝากสมาชิกครอบครัวที่ยังไม่มีโอกาสเดินทางมา ก่อนล้อจะเคลื่อนกลับสู่กรุงเทพฯ ชาวคณะบางคนยกมือไหว้ไปทางวังนาคินทร์อีกครั้ง บางคนบีบแตร 3 ครั้งเมื่อผ่านศาลเก่า ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพและขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

ท่ามกลางความหลากหลาย คำชะโนดทำหน้าที่ในการหลอมรวมผู้คนเข้าหากันผ่านความเชื่อและความศรัทธาอันเป็นหนึ่งเดียว สำหรับหลายคนที่แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นแหล่งพักพิงและที่พึ่งทางจิตใจของคนทั้งท้องถิ่นและต่างถิ่น เราเชื่อว่าการทำให้ใครสักคนคลายทุกข์ได้ชั่วขณะหรือตลอดไป คือความศักดิ์สิทธิ์หนึ่งของวังนาคินทร์แห่งนี้

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load