8 มิถุนายน 2561
9K

1.

ผมกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดกลางป่าเขาในประเทศญี่ปุ่น

ค่ำคืนนี้มีเพียงแสงจันทร์ครึ่งดวงส่องสว่าง ผมกำลังถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เสียงสัตว์ไม่ทราบชนิดดังสลับเสียงสายลมพัดใบไม้กระทบกัน

ก่อนจะมานั่งอยู่กลางป่าเขายามค่ำคืนคล้ายคนหลงป่า ผมเดินทางมาจากบ้านเกิดเมืองนอนพร้อมกับผู้ชนะโครงการ ‘โตโยต้า ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา’

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ทริปนี้เป็นทริปที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จัดขึ้นเพื่อพาผู้คว้ารางวัลชนะเลิศโครงการ ‘ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา’ เดินทางมาทัศนศึกษาที่แดนอาทิตย์อุทัย ในกลุ่มผู้ที่ชนะรางวัลมีทั้งคนรุ่นใหม่ที่เติบโตอาศัยในเมืองและชาวพื้นเมืองที่กิน นอน หายใจ อยู่กับป่ามาทั้งชีวิต

จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้คือเมืองในจังหวัดไอจิ อย่างนาโกย่าและโตโยต้าซิตี้

นาโกย่าแรกเห็นเป็นสีเขียว ทั้งจากทุ่งนาและต้นไม้รายทาง

พวกเราเดินทางมาถึง Toyota Automobile Museum ในช่วงเช้า มิวเซียมแห่งนี้จัดแสดงนิทรรศการการกำเนิดรถยนต์ การพัฒนาของเทคโนโลยีรถยนต์จากรอบโลก หลังจากนั้นช่วงบ่ายเราจึงเดินทางไปยัง Toyota Kaikan Museum ที่จัดแสดงนวัตกรรมทางด้านควาปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของโตโยต้ากันต่อ

มิวเซียมทั้งสองที่ผมไปเยือนมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่อย่างหนึ่งตรงที่มันทำให้ผมเห็นการเติบโต เห็นลมหายใจ ของสิ่งที่หลายคนอาจคิดว่ามันไม่มีชีวิตอย่างรถยนต์

จากวันแรกที่ผลิตเพียงยานพาหนะที่ใช้เดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด วันนี้รถยนต์บนโลกโดยเฉพาะของโตโยต้า พาเรามาไกลกว่าจุดนั้นมากแล้ว

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“เราอุทิศชีวิตให้สังคมด้วยการผลิตสิ่งต่างๆ” ผู้บรรยายใน Toyota Kaikan Museum พูดบางประโยคที่ผมคิดว่าน่าสนใจ

ปกติเวลาเราพูดว่าอุทิศชีวิตให้สังคม เรามักนึกถึงการเป็นอาสาสมัครหรือทำกิจกรรมการกุศล แต่เรามักไม่ค่อยพูดถึงกันว่างานที่ทำ ถ้าทำมันด้วยความมุ่งมั่นและฝันใฝ่ถึงผลงานอันสุดยอด บางทีผลงานนั้นก็อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ และสร้างอิมแพ็คต่อสังคมมากกว่าก็เป็นได้

ซากิชิ โทโยดะ (Sakichi Toyoda) อุทิศชีวิตจนสร้างนวัตกรรมเครื่องทอผ้าพลังไอน้ำได้สำเร็จใน ค.ศ. 1896

คิอิจิโร โทโยดะ (Kiichiro Toyoda) ผู้เป็นลูกชาย อุทิศชีวิตเพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์โดยมีต้นแบบจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ก่อนจะสามารถสร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้สำเร็จหลังจากนั้น และเริ่มธุรกิจยานยนต์ใน ค.ศ. 1937

ทีมงานโตโยต้าในยุคสมัยปัจจุบันอุทิศชีวิตเพื่อพัฒนารถยนต์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไปไกลกว่าแค่การเป็นเพียงยานพาหนะธรรมดาในวันเริ่มต้น

“รถยนต์ที่ดีต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีสมรรถนะที่เป็นเลิศ และให้ในสิ่งที่เกินกว่าความคาดหวังของลูกค้า” เจ้าหน้าที่ใน Toyota Kaikan Museum เล่าความเชื่อขององค์กร

“โลกที่สวยงามหายไปเร็วกว่าการแก้ไขปัญหา” ประโยคนี้ของเจ้าหน้าที่ซึ่งบอกเล่าความจริงอันแสนเศร้าลอยเข้าหูผม และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้โตโยต้าพยายามพัฒนานวัตกรรมต่างๆ โดยตั้งเป้าเป็นรูปธรรมว่าภายใน ค.ศ. 2030 โตโยต้าประกาศว่าจะต้องมีรถยนต์มากกว่า 1,000,000 คันที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และภายใน ค.ศ. 2050 รถยนต์ส่วนใหญ่จะต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

อย่างที่ว่าไว้ บางครั้งการอุทิศชีวิตให้กับการทำงานก็อาจนับเป็นการอุทิศชีวิตให้สังคมในทางหนึ่ง

ภายใน Toyota Automobile Museum ที่เราไปเยือนในช่วงเช้า ผมได้เห็น Mirai รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนซึ่งเป็นผลของการอุทิศชีวิตเพื่อวิจัย ศึกษา คิดค้น ลองผิดครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งลองถูก ด้วยความที่ Mirai ขับเคลื่อนด้วยการเติมเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell) มันจึงเป็นรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพราะตัวมันเองไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่โลกที่เราอยู่อาศัยแม้เพียงน้อยนิด

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

สำหรับผม Mirai คือรูปธรรมของการสร้างสิ่งที่เหนือกว่าความต้องการของลูกค้าหรือมาตรฐานของสังคม

หากว่าด้วยจุดเริ่มต้น เจ้า Mirai หาได้เกิดจากการเรียกร้องของผู้บริโภคแต่อย่างใด หากแต่เกิดขึ้นด้วยความเชื่ออันแรงกล้าของผู้ผลิต และหลังจากวันที่ Mirai ได้เผยสู่สายตาชาวโลกและวางขายในญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2014 แม้จะยังไม่แพร่หลายด้วยข้อจำกัดต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรถยนต์รุ่นนี้ได้มอบบางสิ่งที่ต่างจากรถยนต์ทั่วไป

สิ่งนั้นคือ ความหวัง

“Mirai แปลว่าอะไร” ใครบางคนถามผู้บรรยายใน Toyota Kaikan Museum ก่อนที่ผู้บรรยายจะตอบความหมายสั้นๆ

เป็นความหมายที่เปี่ยมความหมาย

“Mirai แปลว่า อนาคต”

2.

วันถัดมา รถบัสของเรามุ่งหน้าสู่ ‘สถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้า ชิราคาวาโกะ’ (Toyota Shiragawa-go Eco Institute) สองข้างทางของแดนอาทิตย์อุทัยยังคงเขียวครึ้มน่าอิจฉา ป่าของประเทศญี่ปุ่นยังคงอุดมสมบูรณ์น่าชื่นชม

ตามข้อมูลที่ระบุ สถาบันแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านซึ่งเป็นมรดกโลกอย่างชิราคาวาโกะ ทางตะวันออกเหนือสุดของเขตปกครองจังหวัดกิฟุ (Gifu) สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2005 เพื่อพัฒนาจิตสำนึก โดยการทำให้คนได้สัมผัสป่าและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“การผลิตรถยนต์ส่วนหนึ่งส่งผลกระทบต่อโลก การอุทิศสถานที่แห่งนี้เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ก็คล้ายกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมทางหนึ่ง” เจ้าหน้าที่พูดถึงที่มาของสถานที่แห่งนี้

เมื่อเดินทางมาถึง พวกเราเริ่มกิจกรรมด้วยการนั่งฟังการบรรยายถึงที่มาที่ไปของสถานที่ที่เรานั่งอยู่ ก่อนที่เจ้าหน้าที่สถาบันในชุดเต็มยศจะพร้อมพาเราเข้าป่าตามโปรแกรมที่วางไว้

“ป่านี้เป็นบ้านของหมี” คุณซาโตะ ชายหนุ่มผู้นำทางบอกพวกเราขณะยืนอยู่หน้าทางเข้าป่า “คนญี่ปุ่นเวลาจะเข้าบ้านใครต้องเอ่ยขออนุญาต”

หลังจากนั้น พวกเราจึงตะโกนเสียงดังเป็นคำญี่ปุ่นเพื่อขออนุญาตเจ้าบ้านก่อนเข้าไปเยือน หวังว่าเจ้าหมีจะได้ยิน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ผู้นำทางบอกว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าของญี่ปุ่นอยู่ที่ราว 66 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีพื้นที่ป่าหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากฟินแลนด์และสวีเดน ตลอดเส้นทาง คุณซาโตะพยายามอธิบายสรรพคุณของป่าให้พวกเราได้ฟัง

“ที่พื้นที่แห่งนี้หิมะจะตกหนักทุกปี เพราะฉะนั้น ไม้บริเวณนี้จะเหนียวมาก เพื่อที่มันจะได้ไม่หักเวลาหิมะตกลงมากองที่กิ่ง อย่างต้นนี้ชื่อโคโรโมจิ” หลังสิ้นคำบรรยาย ผู้นำทางทดลองงอกิ่งไม้กิ่งหนึ่งจนชนผืนดินให้ดูเพื่อโชว์ความยืดหยุ่นของไม้พันธุ์นี้ ก่อนจะหยิบอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเดินบนหิมะซึ่งผลิตมาจากกิ่งไม้ดังกล่าวให้เราดู

เพราะมันยืดหยุ่น มันจึงไม่หัก เพราะมันปรับตัว มันจึงอยู่รอด ผมสรุปกับตัวเองเป็นบทเรียนที่ธรรมชาติสอน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ได้ยินเสียงน้ำไหม” คุณซาโตะถามพวกเราเมื่อเดินเข้ามาถึงจุดหนึ่งกลางป่า พอทุกคนหยุดเดิน เสียงน้ำก็ดังขึ้นชัดเจน เขาเล่าว่าน้ำที่ไหลอยู่คือหิมะที่ละลายแล้วซึมลงดินหลังจากที่ฤดูหนาวผ่านพ้น คล้ายเป็นการบอกบทบาทของป่าทางอ้อม

ตลอดเส้นทางการบรรยาย ผู้นำทางพยายามอธิบายถึงความสำคัญของผืนป่ากับวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น มากกว่าจะบอกกันโต้งๆ ว่าอย่าตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งผมรู้สึกว่าวิธีนี้ต่างหากที่จะทำให้มนุษย์อย่างเรารักป่า

แล้วเมื่อรัก จึงอยากรักษา-ธรรมชาติของมนุษย์เป็นแบบนี้

หลังจากสัมผัสป่าพอหอมปากหอมคอ เราเดินกลับเข้าที่พัก คลายเหนื่อยล้าด้วยมื้ออาหาร ก่อนจะมีนัดกลับเข้าป่าอีกครั้งหลังพระอาทิตย์ตกดิน

3.

“คนญี่ปุ่นเชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่ในธรรมชาตินับไม่ถ้วน และมีความเชื่อว่าคนสามารถเกิดใหม่ในธรรมชาติและขุนเขา”

ซาโตะซังพูดถึงกุศโลบายที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ป่าไม้ในญี่ปุ่นยังเหลืออยู่อย่างหนาแน่น ก่อนที่เราจะออกเดินป่าในยามค่ำคืน

“เหมือนธรรมชาติเป็นผู้ให้กำเนิด” เขาพูดต่อ “และคืนนี้เราจะออกไปให้ธรรมชาติและขุนเขาโอบกอดเรากัน”

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

สิ้นประโยค พวกเราออกเดินไปยังป่าอีกครั้ง ตอนนั้นเข็มสั้นของนาฬิกาผมชี้ที่เลขเจ็ด ในขณะที่เข็มยาวอยู่ราวเลขสอง

“พักสมองแล้วลองใช้สัญชาตญาณ”

เจ้าหน้าที่บอกกับทุกคนเพื่อให้คลายกังวลกับการเดินเข้าป่ายามค่ำคืนโดยที่ไม่มีไฟฉาย ไม่มีไฟรายทาง พ่วงด้วยข้อแม้ให้งดใช้แสง ใช้เสียง เพื่อเสพบรรยากาศป่ายามค่ำคืนแบบไร้สิ่งปรุงแต่งท่ามกลางความมืดมิด เราใช้วิธีเดินตามเสียงรอยย่ำของคนข้างหน้า และแสงจันทร์คอยนำทาง

“เพิ่งรู้ว่าดวงจันทร์ช่วยได้ขนาดนี้” ใครบางคนพูดขึ้นมาระหว่างทาง

“นี่ขนาดแค่ครึ่งดวงเองนะ” ใครบางคนเสริมจนผมต้องแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามนี้

ใช่, ตอนอยู่ในเมืองอันสว่างไสว เราไม่เคยรับรู้ถึงความสว่างของแสงจันทร์เลยแม้แต่น้อย ข้างขึ้นกับข้างแรมแตกต่างกันอย่างไร คนในเมืองอย่างเรารับรู้บ้างไหม-ก็ไม่รู้

เมื่อเดินลึกเข้าไป ลึกเข้าไป จนถึงจุดหนึ่ง ผู้นำทางจึงบอกให้หยุด แล้วบอกให้พวกเราลองเงียบ 1 นาที ฟังเสียงรอบข้าง

“ได้ยินเสียงอะไรบ้าง” เขาถาม

คำตอบของพวกเรานั้นหลากหลาย มีทั้งเสียงนก เสียงน้ำ เสียงใบไม้ เสียงแมลง

“มีใครได้ยินเสียงสังคมมนุษย์บ้าง” ผู้นำทางถามอีกคำถาม ก่อนจะพูดต่อ “อยู่ในป่าเราไม่ได้ยินเสียงสังคมมนุษย์เลยนะ เหมือนที่ตอนอยู่ในเมืองเราก็ไม่ได้ยินเสียงธรรมชาติแบบนี้”

ถ้อยคำของเขาคล้ายต้องการชี้ให้เห็นว่าในชีวิตประจำวันพวกเราถูกตัดขาดจากธรรมชาติมากแค่ไหน

“ผมได้ยินเสียงลมหายใจ” ใครบางคนแย้ง

“เสียงลมหายใจก็เป็นเสียงธรรมชาติ” ผู้นำทางตอบทันทีท่ามกลางความมืด

หลังจากนั้นเราออกเดินกันต่อจนถึงจุดหนึ่งที่มองเห็นรางๆ เป็นลานกว้าง เราต่างขยับเข้าใกล้เจ้าหน้าที่เพื่อฟังคำอธิบายด้วยความดังระดับกระซิบบอก ก่อนที่พวกเราจะได้รับแจกเบาะพับสำหรับรองนั่งคนละอัน พร้อมคำอธิบายว่าให้หามุมสงบคนละมุมท่ามกลางป่าเขาและนั่งนิ่งๆ

“ไม่ต้องหลับตา และคิดถึงเรื่องอะไรก็ได้ จะคิดถึงเมื่อเช้านี้ เมื่อปีก่อน หรือย้อนไปตอนไหนก็ได้” ผู้นำทางย้ำอีกทีด้วยกลัวว่าพวกเราเข้าใจผิดว่าต้องนั่งสมาธิทำจิตให้ว่างเปล่า

ผมเลือกมุมที่มองเห็นดวงจันทร์ชัดเจน ระหว่างที่ฟังเสียงป่าเขา มองขึ้นไปบนนั้น ผมได้นั่งคุยกับตัวเอง นั่งย้อนคิดถึงบางคำถามที่คั่งค้างในใจในวันและวัยนี้ ตลอดจนคำถามซึ่งเป็นความลับของจักรวาลที่ว่ามนุษย์อย่างเราเกิดมาทำไม การนั่งนิ่งๆ ท่ามกลางป่าเขาและเงาจันทร์ทำให้ผมได้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่ปกติชีวิตไม่เคยครุ่นคิด

เวลาผ่านไปไม่นานในความรู้สึก เสียงเจ้าหน้าที่ก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณให้พวกเรากลับมารวมตัวอีกครั้ง

“ให้ทายว่าเมื่อครู่เรานั่งกันไปกี่นาที” เขาโยนคำถามให้พวกเรา ซึ่งคำตอบก็มีหลากหลาย บ้าง 5 นาที บ้าง 10 นาที

“เรารู้สึกยาวนานไม่เท่ากันเพราะเราคิดถึงเรื่องที่ต่างกัน” ผู้นำทางบอกก่อนจะเฉลยว่าเวลานาทีที่ถูกต้องคือ 7 นาที “การมานั่งในป่าครั้งนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกสงบ การได้ใกล้ชิดธรรมชาติทำให้เราได้ทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต เพราะฉะนั้น เมื่อกลับไปประเทศไทย ควรหาโอกาสเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ”

หลังจากสิ้นประโยคอธิบาย เราหันหลังให้ป่าอันมืดมิด เดินมุ่งหน้ากลับสู่ที่พัก ที่ปลายทาง ผมเห็นแสงสว่างรออยู่

และก่อนนอนคืนนั้น ผมได้คิดอะไรต่ออีกมากมายจากเสียงที่ผมได้ยินตอนอยู่ในป่า

4.

วันรุ่งขึ้นโตโยต้ากำลังพาผมไป ‘โตโยต้าซิตี้’ เมืืองที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้ธุรกิจที่พัฒนาบ้านเมืองอย่างโตโยต้า โดยที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักเมืองนี้ในนาม ‘อาณาจักรยานยนต์’

แม้จะเรียกขานกันเช่นนั้น แต่แปลกไหม ร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคุลมด้วยผืนป่าอุดมสมบูรณ์

เป้าหมายของพวกเราคือ ‘ศูนย์บำบัดและควบคุมมลพิษโทงาริ (Togari Clean Center, ECO-T)’ สถานที่แห่งนี้คือกำลังสำคัญในการจัดการกับขยะที่เข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ที่นี่ทำงาน 365 วัน” เจ้าหน้าที่ประจำ ECO-T บอกเราด้วยรอยยิ้ม

โดยหน้าที่ ECO-T คือสถานที่ที่ใช้กำจัดขยะที่สามารถเผาไหม้ได้ โดยชาวเมืองโตโยต้าซิตี้จะทำการแยกขยะในเบื้องต้นก่อนรถขยะจะไปนำขยะมาที่แห่งนี้เพื่อเข้าสู่กระบวนการถัดไป

เทคโนโลยีต่างๆ ที่เลือกนำมาใช้ล้วนทันสมัยระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบในการคัดแยกขยะ ระบบบำบัดมลพิษ เทคโนโลยีที่จัดการสารระเหยและฝุ่น เทคโนโลยีบำบัดน้ำจากกระบวนการผลิต การประหยัดพลังงานโดยนำพลาสติกแข็งและขี้เถ้าที่เหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ การจัดการโลหะต่างๆ ก่อนนำไปสู่กระบวนการจัดการขยะ รวมถึงการจัดสร้างศูนย์วิจัยพัสดุภัณฑ์เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

แน่นอน ทุกอย่างใช้งบประมาณในการก่อสร้างมหาศาล

“ที่นี่ใช้งบประมาณหกพันล้านเยนต่อปี” เจ้าหน้าที่เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ ลองบวก ลบ คูณ หาร ดูแล้วคิดเอาเองว่าเงินในการกำจัดขยะก้อนนี้สามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง

“เงินลงทุนสร้างศูนย์แห่งนี้สูงมาก แต่มันไม่เกี่ยวว่าถูกหรือแพง มันจำเป็นที่จะต้องสร้าง ก็ต้องสร้าง”

บางประโยคของผู้บรรยายทำให้ผมเข้าใจบางอย่างแจ่มชัดขึ้น

5.

วันสุดท้ายเราได้เดินป่าอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเรามากันที่ Forest of Toyota

ป่าแห่งนี้คล้ายกับป่าที่สถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้าชิราคาวา-โก ตรงที่โตโยต้าสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาสิ่งแวดล้อม โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1992 แต่เริ่มเปิดให้คนนอกได้เข้ามาศึกษาเมื่อ ค.ศ. 1997

คุณอิบุ เจ้าหน้าที่สาวคือผู้นำทางในการเดินป่าครั้งนี้

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ที่นี่อุดมสมบูรณ์ทั้งสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้ มีทั้งหมูป่า กวาง จิ้งจอก และสัตว์อีกหลายชนิด” หญิงสาวหยุดเล่าระหว่างทางก่อนจะเปิดรูปให้เราดู

เธอเล่าว่าปกติคนที่มาเยือนป่าแห่งนี้จะเป็นเด็กประถม แต่ละปีโรงเรียนจะพาเด็กมาทัศนศึกษากว่า 5,000 คน

“คนญี่ปุ่นมองว่า ถ้าไม่รีบปลูกฝังให้เด็กรักธรรมชาติตั้งแต่ยังเล็ก โตมาเขาก็จะไม่รักธรรมชาติ” คุณอิบุเฉลยสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนพยายามพาเด็กมาสัมผัสป่า

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

เธอเล่าว่าในภาษาญี่ปุ่นจะมีคำว่า ‘ซาโตยามะ’ ซึ่งหมายถึงป่าที่อยู่ใกล้ชุมชน ดูแลรักษาโดยมนุษย์หรือชุมชนที่รักสิ่งแวดล้อม ซึ่งป่าที่นี่เป็นอย่างนั้น ระหว่างอยู่ในป่าเรายังได้ยินเสียงรถจากทางด่วน

“ขนาดบริเวณนี้มีทางด่วน ที่นี่ก็ยังมีสัตว์ป่าอยู่มากมาย” เธอบอกบางประโยคที่คล้ายต้องการสื่อสารว่าเราอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำร้ายทำลายกัน ซึ่งนี่คืออีกสิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากการเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้

หลังจากเดินตามเธอไป พวกเราก็มาหยุดยืนอยู่ที่ต้นไม้แห่งหนึ่ง เธอบอกว่านี่คือต้นอาเบมากิ (Abemaki)

“ความจริงไม่ได้อยากอธิบายอะไรมาก แต่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสมากกว่า” ผู้นำทางบอกพวกเรา ก่อนจะชี้ไปที่ยางของต้นไม้แล้วบอกว่าให้พวกเราลองเอานิ้วจิ้มแล้วดมดู

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ด้วยความมั่นใจว่ากลิ่นน่าจะหอมสดชื่น ผมจึงเอานิ้วจิ้มเต็มที่แล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

“กลิ่นเหมือนอะไร” เธอถามด้วยรอยยิ้ม

“ขี้” ใครบางคนในกลุ่มตอบ

“เด็กๆ ญี่ปุ่นก็บอกแบบนี้” เธอยิ้มกว้างก่อนจะพูดต่อว่า “นี่เป็นเหตุผลที่ฉันอยากให้ทุกคนได้สัมผัสมากกว่าที่จะมานั่งอธิบาย เพราะการสัมผัสด้วยตัวเองจะทำให้เราจดจำไปตลอดชีวิต”

จริงอย่างที่เธอว่าไว้ ผมคงจำกลิ่นนี้ไปตลอดชีวิต

ด้วยเวลาจำกัด เราใช้เวลาอยู่ใน Forest of Toyota ราวชั่วโมงก่อนจะวนกลับมาที่บริเวณทางออกเพื่อเดินทางกลับ

บนรถบัสที่กำลังมุ่งหน้าไปสนามบิน Chubu Centrair ผมนึกถึงสิ่งที่พวกเรา-ทั้งผมและผู้ชนะโครงการโตโยต้า ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา ได้ ‘สัมผัส’ จากการเดินทางครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า พื้นที่ที่สร้างขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้คนรักป่า หรือแนวคิดของคนญี่ปุ่นที่มีต่อธรรมชาติรอบตัว

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งโลกที่เราอยู่อาศัยและทัศนคติของผู้ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัส

ถ้าอะไรที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเอง เราจะจดจำไปตลอดชีวิตจริงๆ อย่างที่เธอว่า

การเดินทางครั้งนี้คงมีหลายอย่างที่ผมและเพื่อนรวมทางจะจดจำกันได้ไปอีกนาน ไม่ใช่แค่กลิ่น

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

20 พฤศจิกายน 2564
1K

ประตูเครื่องบินปิดลงที่สนามบินเดลี ประเทศอินเดีย ผู้โดยสารชุดสุดท้ายเดินขึ้นมาบนเครื่องบิน เสียงสื่อสารระหว่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังขึ้นว่า “Boarding Completed” นั่นหมายถึงจะไม่มีผู้โดยสารเดินขึ้นเครื่องบินมาเพิ่มอีกแล้ว 

ผมหน้าซีด หันไปหาเพื่อนอีก 3 คน และพบว่าทุกคนหน้าซีดพอกัน เพราะเราทุกคนต่างรู้ดีว่า การเดินทางครั้งนี้เราไม่ได้เดินทางมาแค่ 4 คน แต่กลุ่มของเราต้องมีให้ครบ 7 คนจึงจะสมบูรณ์

“เฮ้ย! มีคนตกเครื่อง” ผมอุทาน 

ผมเคยเป็นวิทยากรนำทัวร์ในประเทศอินเดียมาแล้วหลายครั้ง และรู้ว่าเหตุการณ์นี้วิกฤตมาก เพราะจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้อยู่ที่เมืองเลห์ (Leh) บนเทือกเขาหิมาลัย สูงจากระดับน้ำทะเลไปถึง 3,500 เมตร หมอกลงปกคลุมหนาแน่น เที่ยวบินมีเฉพาะช่วงเช้าและมีจำนวนเที่ยวบินจำกัด ตั๋วใบใหม่อาจหาไม่ได้ภายในวันนี้

และที่สำคัญ เพื่อนอีก 3 คนที่มาขึ้นเครื่องบินไม่ทันนั้น เพิ่งเคยมาอินเดียเป็นครั้งแรก ใจผมรู้สึกว่าถ้ามีใครสักคนควรจะตกเครื่อง คนคนนั้นควรเป็นผมมากกว่า เพราะอย่างน้อยจากประสบการณ์ของการเดินทางในอินเดียหลายครั้ง ผมคงพอจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ใครที่เคยเดินทางในประเทศอินเดีย คงจะทราบดีว่าสิ่งที่คาดหมายว่าแน่ก็อาจจะไม่แน่ เพราะสิ่งที่ไม่แน่นั้นมักจะเกิดขึ้นแน่นอน 

ผมขอให้เพื่อนของผมอีกคนหนึ่งช่วยติดต่อสื่อสารกับเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องนั้นให้ซื้อตั๋วใหม่โดยเร็วที่สุด ท่ามกลางความคิดที่ปั่นป่วนอยู่ในสมองของผม ว่าจะต้องเตรียมแผนสำรองไว้อย่างไรบ้าง ในเมื่อคณะเดินทางมีคนตกเครื่องครึ่งคณะอย่างนี้

เครื่องบินกำลังจะเคลื่อนเข้าสู่รันเวย์ ทันใดนั้นก็มีข้อความส่งเข้ามาว่าตั๋วเครื่องบินใบใหม่ทั้งสามใบได้อยู่ในมือของเพื่อนแล้ว ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางรู้สึกว่าการเป็นหัวหน้าทริปให้กลุ่มเพื่อนครั้งนี้ ดูท่าจะต้องเจอโจทย์หินเข้าให้แล้วจริง ๆ

เตรียมตัวไปเลห์

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

คณะเดินทางของเราทั้ง 7 คนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 10 ปีที่รู้จักกัน ทำให้เรารู้เช่นเห็นชาติกันดียิ่งกว่าอย่างอื่น วันแรกที่ผมได้รับโจทย์จากเพื่อนๆ ว่าเราจะไปเลห์-ลาดักห์กันนั้น ผมก็รับปากว่าจะจัดทริปให้ด้วยความตื่นเต้น แต่อีกใจหนึ่ง (ในฐานะที่เป็นหัวโจกจัดทริปมาหลายครั้ง) ผมก็รู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด เพราะการเดินทางในเขตเทือกเขาสูงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่เงื่อนไขที่เพื่อน ๆ ของผมตั้งไว้นั้นก็ไม่มีอะไรมาก พวกเขาขอแค่อาหารอร่อย รสชาติไม่ประหลาด ที่พักสะดวกสบาย ควรจะมีน้ำอุ่น รถยนต์สะอาด คนขับรถยนต์ต้องสุภาพ โปรแกรมจะต้องไม่เหนื่อย และที่สำคัญก็คือราคาไม่แพง

เงื่อนไขง่าย ๆ ทั้งนั้นเลยครับ แหะ แหะ…

ผมเคยเดินทางบนเทือกเขาหิมาลัยมาแล้ว 4 ครั้ง ประสบการณ์ทั้ง 4 ครั้งสอนให้ผมรู้ว่า โจทย์ที่เพื่อนตั้งนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าสมการ 5 ตัวแปรเสียอีก ผมรีบติดต่อกับพี่ไกด์ที่คุ้นเคย บอกเงื่อนไขทั้งหมด และขีดเส้นงบประมาณเอาไว้ว่าต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ หลังจากผ่านการเลือกแล้วเลือกอีกหลายครั้ง เราก็ได้โรงแรมที่มีน้ำอุ่น ห้องนอนมาตรฐาน สะอาด และปลอดภัยในราคาที่ยอมรับได้ (ผมต่อรองเพิ่มด้วยว่า ในฐานะไกด์โดยสมมติ ต้องเข้าไปทำอาหารในครัวได้) รวมถึงได้ไกด์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในเมืองเลห์มาประกบร่วมทีม 

ยิ่งไปกว่านั้น ทางเราเจรจาอย่างไรไม่ทราบได้ ทางอินเดียจึงดูเป็นห่วงพวกเรามาก ด้วยเหตุนี้ทางบริษัททัวร์ฝั่งอินเดียส่งทีมงานอีกหนึ่งคนมาดูแลเราเป็นพิเศษ ตั้งแต่สนามบินเดลีและอยู่กับพวกเราตลอดทริป เท่ากับว่าคณะนี้มีลูกทัวร์ทั้งหมด 6 คน แต่ใช้ทีมงานดูแลถึง 3 คน (รวมผมเป็นทีมงานด้วย) เรียกได้ว่าประกบบริการกัน 2 ต่อ 1 ทะนุถนอมชนิดที่ว่าจะไม่ยอมให้มีอะไรมาแผ้วพานได้เลยทีเดียว

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
นอร์บู มัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวลาดักห์

การเดินทางครั้งนี้ผมมาอยู่ที่เดลีล่วงหน้าเพื่อน ๆ 2 วัน และเดินทางไปเจอทุกคนที่สนามบินเดลี ในชีวิตของผมมีอยู่ไม่กี่ครั้งที่จะหาตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจให้กับตัวเอง แต่การเดินทางครั้งนี้ ผมตัดสินใจเอาไมล์การบินไทยที่มีไปแลกที่นั่งชั้นธุรกิจมาจนได้ เพราะต้องการน้ำหนักสัมภาระมากถึง 50 กิโลกรัม (และผมใช้เต็มโควต้าด้วย)

ในน้ำหนัก 50 กิโลกรัมประกอบด้วยเสื้อผ้าของผมเอง 10 กิโลกรัม ส่วนอีก 40 กิโลกรัมเป็นของกิน ที่ผมวางแผนมาแล้วอย่างรอบคอบว่า ถ้าเพื่อนรับประทานอะไรไม่ได้เลย ทุกคนจะต้องมีอาหารกินครบ 3 มื้อตลอดทุกวัน โดยไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ

เครื่องบินลดระดับลงที่เมืองเลห์ ภาพเทือกเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนปรากฏขึ้นตรงหน้า เดือนเมษายนยังคงเป็นเดือนที่อากาศเย็นจัดสำหรับที่นี่ เราคลุมเสื้อกันหนาวให้กระชับตัว ก่อนจะออกไปปะทะกับสายลมแห่งเทือกเขาหิมาลัยที่ภายนอก ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงเลห์แล้ว

ก้าวแรกในเลห์

เรื่องกลุ่มของผมตกเครื่องกัน 3 จาก 7 คน เป็นที่โจษจันและขบขันในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนต่างก็อัศจรรย์ใจว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมก็ยืนยันแล้วยืนยันอีก ว่าผมได้ไปตามหาเพื่อนกลุ่มที่ตกเครื่องก่อนจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้วแต่ก็ไม่พบ จึงได้วางใจว่าทุกคนน่าจะเดินมาขึ้นเครื่องแล้ว แต่ทำไมจึงกลายเป็นอย่างนี้ไปผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน คงต้องให้เจ้าตัวมาอธิบายเอง

เลห์เป็นเมืองเอกของเขตการปกครองพิเศษลาดักห์ (Union territory of Ladakh) ถ้าเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ เลห์เป็นอำเภอเมืองของจังหวัดลาดักห์นั่นเอง ตั้งอยู่บนที่สูง 3,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ฉะนั้น นักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่เดินทางมาที่นี่จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคแพ้ความสูง (Altitude Sickness) กันทุกคน นอกเหนือจากการรับประทานยาลดความดันป้องกันมาก่อนหน้าแล้ว สิ่งที่คนต่างถิ่นควรจะทำก็คือการนอนราบโดยสมบูรณ์ (Absolute Bed Rest) ก่อนระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายปรับตัวเข้าสู่ภาวะออกซิเจนน้อย จึงทำให้โปรแกรมวันแรกของเราไม่มีอะไรนอกจากการนอนเฉย ๆ (และรอให้คนที่ตกเครื่องเดินทางตามมาถึง) ก่อนจะออกไปสำรวจเมืองเลห์แห่งเขตการปกครองลาดักห์กันในช่วงเย็น

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

ลาดักห์เคยเป็นนครรัฐบนเทือกเขาหิมาลัยที่มีเจ้านครรัฐปกครองมาก่อน ชาวลาดักห์ส่วนมากนับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานแบบทิเบต และภาษาลาดักห์ก็เป็นภาษาตระกูลทิเบตเช่นกัน เราจึงรู้สึกได้ทันทีว่าลาดักห์มีความคล้ายคลึงกับทิเบตมากกว่าอินเดีย ถึงขนาดที่นักวิชาการบางคนกล่าวว่า ลาดักห์คือผืนแผ่นดินที่เก็บรักษาจิตวิญญาณของความเป็นทิเบตได้ดีที่สุด หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ผนวกทิเบตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโดยสมบูรณ์

ลาดักห์เคยเป็นเมืองบนเส้นทางการค้าข้ามเทือกเขาหิมาลัยในสมัยโบราณ และมีเจ้าผู้ปกครองเป็นของตนเอง พระราชวังเลห์ (Leh Palace) ก่อสร้างขึ้นเมื่อราว ค.ศ.1600 ตั้งอยู่เคียงคู่กับวัดเซโม (Namgyal Tsemo Monastery) ที่ตั้งขึ้นก่อนหน้านั้นประมาณ 150 ปี สถานที่ทั้งสองแห่งนั้นสร้างขึ้นบนภูเขาอันสูงชัน จึงเปรียบได้กับศูนย์กลางของเมืองเลห์ในอดีต ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจึงนิยมขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงจากสถานที่ทั้งสองแห่งนี้ หรือไม่ก็อาจจะไปชมทิวทัศน์จากสถูปสันติภาพ (Shanti Stupa) ก็ได้ แน่นอนว่าเราได้ชมทิวทัศน์จากทุกสถานที่ข้างต้น ทิวทัศน์นั้นสวยงามจับใจทุกคน

ยับ – ยุม 

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่เราเริ่มปรับตัวเข้ากับภูมิประเทศและสภาพอากาศได้แล้ว เราจึงออกเดินทางไกลกันสักหน่อย โปรแกรมของเราในวันนี้คือการเดินทางออกนอกเมืองเลห์ไปยังวัด 3 วัด คือ Matho Gompa, Hemis Gompa และ Thiksey Gompa และพระราชวัง 2 แห่ง คือ Shey Palace และ Stok Palace

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
Thiksey Gompa

พระพุทธศาสนาในเขตลาดักห์นั้นได้รับอิทธิพลจากทิเบตแทบทั้งหมด พระพุทธศาสนาในแถบนี้จึงเป็นพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน มีการบูชาพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์ เพราะตามทฤษฎีแล้ว พระพุทธศาสนานิกายวัชรยานก็คือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ผสมผสานเข้ากับความเชื่อท้องถิ่นที่นับถือวิญญาณและความเร้นลับมาแต่เดิม จึงทำให้พระพุทธศาสนาในแถบนี้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากที่เราคุ้นเคย

ผมเองพอมีความรู้พื้นฐานเรื่องศิลปะทิเบตอยู่บ้าง แต่คิดว่าเพื่อนคงไม่ได้สนใจใคร่รู้อะไรนัก ผมจึงไม่ได้อธิบายอะไรมาก นอกจากบอกเพื่อนคร่าวๆ ว่าให้ไหว้พระตามแบบที่เคยทำอยู่เป็นปกติในเมืองไทยก็ใช้ได้แล้ว เพราะเป็นศาสนาเดียวกัน แต่เนื่องจากพระพุทธศาสนาที่นี่แตกต่างจากพระพุทธศาสนาที่เราคุ้นเคยมาก จึงมีคนเกิดข้อสงสัยตั้งแต่วัดแรกที่เราไปถึงในตอนเช้า

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
พระพุทธรูปประธาน Matho Gompa

เพื่อนผมคนหนึ่งเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจากวิหารหลักของวัด พร้อมสะกิดให้เพื่อนที่เหลือเดินตามเข้าไปดู เห็นกิริยาอย่างนั้น ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนไปพบเจอเข้ากับอะไร ผมจึงตามเพื่อนไปทันที เพราะเข้าใจว่าเพื่อนต้องการคำอธิบายในเรื่องนี้อย่างแน่นอน และผมก็ไม่ผิดหวังในตัวเพื่อนเลยแม้แต่น้อย

เพราะที่หน้าจิตรกรรมขนาดใหญ่เบื้องหน้าพระประธาน ปรากฏรูปพระโพธิสัตว์หน้าตาดุดัน กำลังใช้แขนกอดเกี่ยวอยู่กับสตรีนางหนึ่ง ร่างกายเบื้องล่างของคนทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดสนิทกันเป็นหนึ่งเดียว คนทั้งสองจุมพิตกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ร่างของพระโพธิสัตว์นิ่งสง่าอยู่กับที่ ในขณะที่ร่างของฝ่ายหญิงนั้นดูคล้ายกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอ้อมกอดของฝ่ายตรงข้าม

“นี่มันอะไรกัน นี่มันในวัดไม่ใช่เหรอ” เพื่อนผมทุกคนมีสีหน้าประหลาดใจ (และชอบใจพอ ๆ กัน)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
ตัวอย่างจิตรกรรมยับ – ยุม
ภาพ : www.dollsofindia.com

เมื่อหลายปีก่อน ในประเทศไทยของเราเคยมีประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้โพสต์ภาพพระพุทธรูป (หรือพระโพธิสัตว์) ประทับนั่ง และมีสตรีนั่งทับอยู่ด้านบน แน่นอนว่าผู้เป็นพุทธศาสนิกชนย่อมร้อนใจ เพราะเข้าใจว่ามีคนกำลังล้อเลียนพระพุทธศาสนา จนกระทั่งในเวลาต่อมาก็ต้องมีผู้รู้รีบมาเฉลยให้ฟังว่า รูปเคารพที่มีลักษณะดังว่านั้นเป็นประติมากรรมที่ทำขึ้นทั่วไปในพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน โดยฝ่ายชายที่นั้นอาจเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ก็ได้ และฝ่ายหญิงเป็นศักติหรือชายาของฝ่ายชาย

กิริยาเช่นนั้นอาจเปรียบง่าย ๆ เป็นสัญลักษณ์แทนปริศนาธรรม คือฝ่ายชายเปรียบเสมือนความกรุณาที่ต้องมีความมั่นคง ในขณะที่ฝ่ายหญิงเปรียบเสมือนปัญญาที่ต้องรู้จักพลิกแพลง ปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ฉะนั้น ฝ่ายชายในรูปเคารพหรือภาพวาดประเภทนี้จึงมักจะไม่เคลื่อนไหว ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เคลื่อนไหวแทน สะท้อนว่าเมื่อใดก็ตามที่ปัญญาและความกรุณาในแต่ละบุคคลผสานกันเป็นหนึ่งเดียว บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงธรรมะได้ และแน่นอนว่าการเข้าถึงธรรมะนั้นย่อมนำมาซึ่ง ‘ความสุขอย่างยิ่ง’ ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน

สิ่งนี้เรียกเป็นภาษาทิเบตว่า ‘ยับ – ยุม’ โดย ยับ หมายถึงเพศชาย และ ยุม หมายถึงเพศหญิง

การใช้สัญลักษณ์โดยธรรมชาติของมนุษย์แทนนี้ พบได้ทั่วไปในพื้นที่ที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายวัชรยาน แม้ว่าเราจะไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนานิกายนี้ แต่การทำความรู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด อย่างน้อยที่สุดก็จะได้ไม่ต้องตกใจ เวลาเดินเข้าไปในศาสนสถานบนเทือกเขาหิมาลัยแล้วพบเจอ ยับ – ยุม ไปหมดทุกแห่ง

ผมเห็นว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากวิถีชีวิตที่เราคุ้นเคยนั้นน่ารู้จักเสมอ เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนาที่ต่างบริบทกัน ก็ย่อมมีการตีความและการสร้างศิลปวัตถุที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น การทำความรู้จักกับความหลากหลายนั้นไว้ ก็คงจะสร้างความเข้าใจให้กับผู้ที่ได้เรียนรู้บ้างไม่มากก็น้อย เหมือนกับเพื่อน ๆ ของผมทุกคน ที่แม้ว่าพวกเราจะกลับจากลาดักห์มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังจดจำและเข้าใจปรัชญา ยับ – ยุม ได้อย่างแม่นยำ และเล่ารายละเอียดได้เป็นฉาก ๆ เลยทีเดียว

ผมภูมิใจในตัวเพื่อนทุกคนครับ ทุกคนเก่งมาก

หุบเขา สายลม และธงห้าสี

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 3 ของพวกเราบนเทือกเขาแห่งนี้ เรามีกำหนดการเดินทางไกลไปยังหุบเขานูบรา (Nubra Valley) ซึ่งเป็นหุบเขาท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนดินแดนลาดักห์ เราจะไปค้างคืนในหุบเขานั้นคืนหนึ่ง การเดินทางวันนี้เป็นการเดินทางไกลพิเศษ เพราะต้องใช้เวลานั่งรถนานถึง 6 ชั่วโมง และต้องเดินทางผ่านหนึ่งในทางหลวงแผ่นดินที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก คือ 5,359 เมตรจากระดับน้ำทะเล ชื่อว่าช่องเขาคาร์ดุง หรือออกเสียงเป็นภาษาลาดักห์ว่าคาร์ดุง ลา (Khardung La)

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย
หุบเขานูบรา (Nubra Valley)

เมื่อเราเดินทางอยู่บนเส้นทางหิมาลัยมุมใดก็ตาม สิ่งที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไปคือธงห้าสีที่แขวนพาดจากภูเขาด้านหนึ่งยังภูเขาอีกด้านหนึ่ง ธงห้าสีนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าธงมนตรา มีความหมายสำคัญสำหรับชาวทิเบตและดินแดนใกล้เคียงมาก เนื่องจากบนธงห้าสีนี้จะมีบทสวดมนต์ในพระพุทธศาสนาเขียนหรือพิมพ์อยู่

ในอดีตนั้นผู้คนในแถบนี้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เพราะฉะนั้น การจะสาธยายมนต์จากตัวอักษรจึงเป็นเรื่องที่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในหมู่ผู้รู้หนังสือเท่านั้น คนแถบนี้จึงเขียนบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ลงบนธงราว และนำไปแขวนอยู่บนที่สูง เป็นความเชื่อที่ว่าเมื่อใดก็ตามที่สายลมพัดผ่านธงมนตราเหล่านี้ สายลมก็จะพัดพาเอาบทสวดมนต์ ซึ่งเปรียบเสมือนพรอันศักดิ์สิทธิ์ให้แผ่ลงไปสร้างความสันติสุขทั่วทั้งหุบเขา ด้วยคติอันเป็นมงคลนี้เองทำให้ชาวลาดักห์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมทิเบตมาเต็มที่ นิยมผูกธงมนตราไว้บนที่สูงกับเขาด้วย

ธงห้าสีนั้นประกอบด้วยสีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง สีแดง และสีเขียว แทนสีพระวรกายของพระธยานิพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าผู้มีพระวรกายอันเป็นทิพย์ในสรวงสวรรค์ (นิกายวัชรยานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าที่ประสูติบนโลกมนุษย์นั้นเป็นการแบ่งภาคลงมาเกิดของพระพุทธเจ้าเหล่านี้) พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์นั้นประกอบด้วยพระพุทธเจ้าไวโรจนะ พระพุทธเจ้าอักโษภยะ พระพุทธเจ้ารัตนสัมภวะ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ และพระพุทธเจ้าอโมฆสิทธิ ซึ่งมีสีพระวรกายเป็นสีตามลำดับข้างต้น

และพระพุทธเจ้าที่แบ่งภาคลงมาเกิดในโลกมนุษย์จากพระพุทธเจ้าเหล่านี้ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าโคตมะ และพระพุทธเจ้าเมตไตรยะ (พระศรีอาริยเมตไตรย) ในปัจจุบันพวกเราทุกคนอยู่ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าโคตมะ ซึ่งทรงแบ่งภาคมาจากพระอมิตาภพุทธบนสรวงสวรรค์ เราจึงได้ยินพระนามของพระอมิตาภพุทธอยู่บ่อย ๆ ในพระพุทธศาสนาที่ไม่ใช่นิกายเถรวาทนั่นเอง

ผมชอบธงมนตราเหล่านี้เป็นการส่วนตัว เพราะรู้สึกว่าเป็นกุศโลบายที่มีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ผมจึงซื้อธงมนตราจากตลาดมา 5 ม้วน เพื่อที่จะแบ่งธงมนตราบางส่วนไปผูกบนคาร์ดุง ลา และเมื่อพวกเราได้ขึ้นไปถึงทางหลวงแผ่นดินที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ผมจึงได้มีโอกาสผูกธงมนตราสมใจ

เรามีกำหนดการจะต้องเดินทางไปให้ถึงนูบราวัลเลย์ตอนมื้อเที่ยง เมื่อพูดถึงเรื่องอาหารขึ้นมาแล้วผมก็อดโล่งใจไม่ได้ ทีแรกผมกลัวมากว่าเพื่อน ๆ จะไม่มีใครรับประทานอาหารบนเส้นทางนี้ได้ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่อาหารมื้อแรกที่เราเดินทางมาถึง เพื่อนผมก็ตักอาหารเติมลงบนจานของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รอช้า เป็นอันว่าอาหารเสริมที่ผมหอบมาจากกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์ เพราะพวกเรารับประทานอาหารท้องที่ผสมผสานไปกับอาหารที่เราคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี 

สำหรับการเดินทางมานูบราวัลเลย์ ผมเตรียมหมูหย็องมาสองถุงใหญ่ บวกกับส้มตำสำเร็จรูปและน้ำพริกกากหมูอีกจำนวนหนึ่ง เดือนเมษายนเรามีเทศกาลสงกรานต์ที่มีวันหยุดยาวพิเศษ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยในลาดักห์มีมาก เราแบ่งปันเสบียงที่เตรียมมาให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มอื่น ๆ ด้วย บรรยากาศจึงอบอุ่นมาก แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นเพียงใดก็ตาม

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ เพื่อน 7 คนเดินทางท่องเที่ยว Leh และใช้ชีวิตบนเทือกเขาหิมาลัย

กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุด คือการไปขี่อูฐที่เนินทรายฮุนเดอร์ (Hunder Sand Dunes) ที่นี่มีอูฐพันธุ์บักเตรียน (Bactrian Camel) ซึ่งเป็นสายพันธุ์จากมองโกเลียให้นักท่องเที่ยวทดลองขี่ อูฐชนิดนี้มีเอกลักษณ์คือเป็นอูฐ 2 หนอก ในอดีตเมื่อครั้งการค้าเส้นทางสายไหมยังรุ่งเรือง คาราวานสินค้าใช้อูฐชนิดนี้เป็นเครื่องมือขนส่งสินค้าข้ามภูมิภาค ทำให้มีสายพันธุ์อูฐเหล่านี้แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตเทือกเขาหิมาลัยและเอเชียกลาง

การขี่อูฐที่นี่จะขี่เป็นกลุ่ม ๆ ใครมาด้วยกันก็ให้ขี่ไปด้วยกัน สนุกสนานมากเพราะพวกเราเฮฮาไปพร้อมกับเพื่อนได้ตลอดทาง ยิ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยมีสัดส่วนมาก ก็จินตนาการได้เลยว่าที่เนินทรายฮุนเดอร์มีเสียงภาษาไทยกึกก้องสักเท่าไหน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คืนวันนั้นอากาศค่อนข้างหนาว เราพบว่าโรงแรมที่เราพักมีมาตรฐานของห้องที่ไม่เสมอกัน บางห้องเล็กแต่บางห้องใหญ่ บางห้องมีผ้าห่มให้ 2 ผืน ในขณะที่บางห้องให้ผ้าห่มถึง 4 ผืน บางห้องมีหน้าต่าง 3 ด้าน ในขณะที่บางห้องมีหน้าต่างเพียงด้านเดียว (ซึ่งห้องที่หน้าต่างน้อยก็จะไม่หนาวทรมาน เหมือนกับห้องที่มีหน้าต่างมาก) พวกเราสนุกสนานกับการสำรวจว่าแต่ละห้องนั้นต่างกันอย่างไร หลังจากนั้นปรากฏว่าเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั้งนูบราวัลเลย์ เป็นเหตุให้เครื่องทำน้ำอุ่นไม่ทำงาน และเราทุกคนต้องตกอยู่ภายใต้ความมืดสนิทอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด เพราะเราต่างหัวเราะให้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ว่าเราต้องทุกข์ร้อนอะไร เพราะเราตั้งใจมาสัมผัสกับธรรมชาติมิใช่หรือ

โจทย์การเดินทางที่ผมคิดว่ายากกลับคลี่คลายไปทีละน้อย ผมคิดว่าการเดินทางร่วมกันก็ควรเป็นเช่นนี้ คือควรถ้อยทีถ้อยอาศัย เจอปัญหาก็แก้ หรือเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ป้องกันไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับและปรับตัว ไม่เช่นนั้นบรรยากาศของการเดินทางก็จะเสียไปทั้งหมด ผมยังนึกขอบคุณเพื่อนอยู่เสมอที่เข้าใจข้อจำกัดของพื้นที่ และทำให้การยกแก๊งคุณชายไปเที่ยวหิมาลัยของเราไม่ได้ยากเย็นถึงขนาดนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้นเราขึ้นไปชมทิวทัศน์มุมสูงของนูบราวัลเลย์กันที่วัดดิสกิต (Diskit Monastery) วัดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเขตนี้ พระอารามแห่งนี้สถาปนาขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 และจนถึงบัดนี้ก็ไม่เคยร้างผู้คน ปัจจุบันยังมีการก่อสร้างรูปเคารพพระศรีอาริยเมตไตรยองค์ใหญ่ขึ้นที่บริเวณวัด เพื่อเป็นมงคลสัญลักษณ์ที่จะทำให้มั่นใจว่า หุบเขาแห่งนี้ที่จะได้รับการอำนวยพรจากมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ไปนานเท่านาน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
พระศรีอาริยเมตไตรยอนาคตพุทธเจ้า วัดดิสกิต (Diskit Monastery)

ทะเลสาบพันกอง

เช้าวันถัดมาเราออกเดินทางกันแต่เช้า เพื่อใช้เวลา 5 ชั่วโมงข้ามช่องเขา Chang La ไปยังทะเลสาบสีเทอร์ควอยซ์สดนามว่า ทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake) ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ความสูง 4,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีอาณาเขตบางส่วนเชื่อมต่อกับแผ่นดินทิเบตตะวันตก พื้นที่แห่งนี้จัดเป็นแอ่งที่ราบที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Endorheic Basin) และได้รับความคุ้มครองในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้อนุสัญญาแรมซาร์

เดือนเมษายนจัดเป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ ผิวทะเลสาบพันกองจึงมีแผ่นน้ำแข็งปกคลุมพอให้นักท่องเที่ยวลงไปเดินได้ ผมจึงได้โอกาสลงไปเดินเล่นบนทะเลสาบน้ำแข็งกับเขาด้วย บนผิวทะเลสาบแห่งนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก บวกกับนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นอีกเล็กน้อย สายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านผืนน้ำสีคราม ผสานเข้ากับสีน้ำตาลทะมึนของขุนเขาโดยรอบ สร้างบรรยากาศอันขรึมขลังอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แล้วในระหว่างที่ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เป็นใจนั้น ก็ปรากฏเสียงโหวกเหวกโวยวายมาจากอีกด้าน และเสียงนั้นก็คือเสียงของกลุ่มเพื่อนที่เหลือของผมซึ่งรออยู่ที่ริมฝั่งนั้นเอง

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

ต้นเหตุของเสียงเอะอะโวยวาย ก็คือลมเหนือทะเลสาบพันกองกำลังพัดกระโชกแรงเต็มที่ จนกระทั่งผลักให้ผิวทะเลสาบซึ่งเป็นแผ่นน้ำแข็งนั้นเคลื่อนตัวออกจากฝั่ง ถ้ารอช้าอาจจะต้องติดอยู่บนแผ่นน้ำแข็งกลางทะเลสาบภายใต้อุณหภูมิติดลบก็เป็นได้ นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่กำลังเพลิดเพลินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งจึงต้องกระโดดขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว บรรยากาศในเวลานั้นคล้ายกับการกู้ภัย เราให้ผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุกระโดดขึ้นฝั่งไปก่อน 

จากนั้นจึงตามด้วยผู้ชาย โดยมีผมและเพื่อนอีกคนซึ่งเดินไปไกลกว่านักท่องเที่ยวคนอื่นตามมาเป็นคนสุดท้าย ตอนนั้นแผ่นน้ำแข็งเคลื่อนตัวออกจากชายฝั่งมากแล้ว เราไม่มีทางอื่นนอกจากต้องถอดรองเท้าและเดินลุยน้ำ เพื่อนของผมลุยน้ำข้ามไปก่อนอย่างทุลักทุเลพอตัว ส่วนผมกำลังจะโยนรองเท้าให้เพื่อนบนฝั่งช่วยรับ แต่ดูเหมือนริมขอบแผ่นน้ำแข็งจะรับน้ำหนักนักท่องเที่ยวมายาวนานเกินไป จนกระทั่งทานน้ำหนักไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ก่อนที่ผมจะได้ก้าวเท้าลงลุยน้ำ แผ่นน้ำแข็งใต้เท้าผมก็แตกออก พร้อมกับการที่ตัวของผมดิ่งลงสู่น้ำอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งทันที

ภาวะตกใจสุดขีดเป็นเช่นนี้เอง !

เคราะห์ดีที่ผมพยุงตัวขึ้นมาได้ทัน น้ำจึงท่วมขึ้นมาไม่ถึงอก ทว่าตั้งแต่ท้องลงไปถึงเท้าของผมเปียกโชกเต็มที่ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในบริเวณนั้น ยกเว้นกลุ่มเพื่อนของผมที่นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังได้แต่หัวเราะขบขัน ผมเองก็พลอยหัวเราะขบขันไปกับเขาด้วย และถือได้ว่าเป็นการตกทะเลสาบที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต เพราะผมต้องสละโทรศัพท์มือถือไปหนึ่งเครื่อง ยังโชคดีที่อกผมไม่โดนน้ำ เพราะเราจะต้องเดินทางข้ามภูเขาหิมะอีก 5 ชั่วโมงกว่าจะกลับไปถึงเลห์ ถ้าอกผมโดนน้ำ เพื่อนที่เป็นหมอบอกว่ามีโอกาสเสี่ยงเป็นปอดบวมได้ การเป็นปอดบวมบนภูเขาหิมะนั้นฟังดูไม่ใช่เรื่องสนุกอย่างแน่นอน

ทักษะในการหัวเราะไปกับทุกสถานการณ์นั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ช่วยประคับประคองความรู้สึกได้จริง เพราะถ้ามัวแต่จ่อมจมอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว (และป้องกันไม่ได้ด้วย เนื่องจากเป็นอุบัติเหตุ) ก็จะพลอยทำให้จิตใจของเราขุ่นมัววุ่นวาย อีกทั้งยังจะส่งผลให้คนอื่น ๆ พลอยไม่สนุกไปกับเราด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้ทีไร ผมจะย้ำเตือนกับตัวเองเวลาเจอเรื่องไม่คาดฝันว่า ให้คิดเสมอว่าทุกอุปสรรคที่เกิดขึ้นมีทางออก เราลงมือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าเสียก่อน อะไรทำได้ก็ทำ อะไรยังทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับ และค่อย ๆ ใช้สติพิจารณา เพราะดีกว่าการหงุดหงิดว้าวุ่นเป็นไหน ๆ จริงไหมครับ

แต่การตกทะเลสาบอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์นั้น ผมขอครั้งเดียวในชีวิตก็นับว่าเพียงพอ และแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เป็นที่เล่าลือขบขันไปในหมู่มัคคุเทศก์ชาวไทยและชาวอินเดียบนเส้นทางหิมาลัยอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

เส้นทางพิสูจน์มิตรภาพ

วันรุ่งขึ้นเรามีโปรแกรมสบาย ๆ เดินทางไปยังวัดอัลชิ (Alchi Monastery) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาทุกวัดที่เราไปมา และเลยไปยังหมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru) ที่มีภูมิทัศน์แปลกตา เส้นทางวันนี้เป็นที่ลุ่มต่ำลงกว่าเมืองเลห์ สองข้างทางจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดที่ผลิบานประชันสีกันงดงามกว่าทุกวัน

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง
หมู่บ้านลามะยูรู (Lamayuru)

เย็นวันนั้นเป็นเย็นวันสุดท้ายหลังจากใช้ชีวิตอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยมาได้ครบสัปดาห์ พวกเรานั่งกองกันอยู่ที่โรงแรมเหมือนเช่นทุกวัน ผมมองกลุ่มเพื่อนรอบตัวแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความสุข พวกเราเดินทางร่วมกันบนเส้นทางที่ท้าทายแห่งนี้ด้วยกันได้สำเร็จ ย้อนกลับไปตั้งแต่ผมเริ่มเตรียมทริป สิ่งที่นึกกลัวอยู่ในใจก็คือการที่เราได้ยินอยู่เสมอว่า มีเพื่อนบางกลุ่มที่คบหาสนิทสนมกันมานาน แต่กลับต้องมาแตกคอกันเมื่อตัดสินใจออกเดินทางร่วมกัน ทั้ง ๆ ที่ฟังดูแล้วเส้นทางเหล่านั้น ก็ดูไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไรให้ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเลยแม้แต่น้อย แล้วการเดินทางในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดอย่างลาดักห์นั้นเล่า จะทำให้เรายังคงเป็นเพื่อนกันได้อยู่หรือไม่เมื่อจบทริป

ผมพบว่าเพื่อนของผมอยู่ง่าย กินง่ายกว่าที่คิด ทุกคนเข้าใจข้อจำกัดที่เกิดขึ้นอย่างยอดเยี่ยม และพร้อมที่จะสนุกสนานไปกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ผมคิดว่านี่คือเครื่องจรรโลงมิตรภาพ เพราะการเป็นเพื่อนกันนั้นต้องร่วมทุกข์และร่วมสุข จะให้มีแต่เฉพาะสุขและไม่มีทุกข์เลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ผมนั่งอยู่ท่ามกลางความอิ่มเอมใจและเป็นสุข พลางนึกในใจว่า ถ้ามีพรสักข้อหนึ่งให้ผมอธิษฐานได้ ผมจะขอให้พวกเราเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ตลอดไป 

ชั่ววินาทีนั้นเองมีสายลมเบา ๆ พัดผ่านริ้วธงมนตราบนภูเขามากระทบตัวผมวูบหนึ่ง คล้ายกับจะสื่อสารให้ผมมั่นใจได้ว่า พระโพธิสัตว์และสิ่งศักด์สิทธิ์ทั้งปวงในขุนเขาหิมาลัย ทรงได้ตอบรับคำอธิษฐานของผมแล้ว

ก๊วนเพื่อนชวนกันไปสัมผัส Leh (เลห์) บนหิมาลัยกับไกด์ท้องถิ่น เข้าวัด ชมวัง ผูกธงห้าสีและประสบการณ์ตกทะเลสาบน้ำแข็ง

คนต้นเรื่อง

เขมพัฒน์ หวังทวีทรัพย์, ชนัญญู จงสุตกวีวงศ์, ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์, โตยธร อิการาชิ, บารมี มหคุณวรรณ, ปฐวี รักษ์สุธี และอธิยุต เลิศประพัฒน์

ที่ปรึกษาการเดินทาง

พิริยา ภูพงศ์พิรัตน์

แหล่งอ้างอิงข้อมูลประวัติศาสตร์และศิลปะ

เชษฐ์ ติงสัญชลี. (2562). ประติมานวิทยาในศิลปะทิเบตโดยสังเขป. ประกอบการบรรยายเรื่องศิลปะทิเบต.  

____________. (2562). พระพุทธเจ้าในลัทธิมหายาน. ประกอบการบรรยายวิชาประติมานวิทยาในศิลปะตะวันออก. ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ธนู แก้วโอภาส. (2549). ประวัติศาสตร์เอเชียยุคใหม่. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
ปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล. (2559). ศิลปะทิเบต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

Photographer

โตยธร อิการาชิ

เพื่อนต้นคูนผู้ซึ่งโหยหาการเดินทางเช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนโควิดจะไม่เข้าใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load