8 มิถุนายน 2561
10 K

1.

ผมกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดกลางป่าเขาในประเทศญี่ปุ่น

ค่ำคืนนี้มีเพียงแสงจันทร์ครึ่งดวงส่องสว่าง ผมกำลังถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เสียงสัตว์ไม่ทราบชนิดดังสลับเสียงสายลมพัดใบไม้กระทบกัน

ก่อนจะมานั่งอยู่กลางป่าเขายามค่ำคืนคล้ายคนหลงป่า ผมเดินทางมาจากบ้านเกิดเมืองนอนพร้อมกับผู้ชนะโครงการ ‘โตโยต้า ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา’

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ทริปนี้เป็นทริปที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จัดขึ้นเพื่อพาผู้คว้ารางวัลชนะเลิศโครงการ ‘ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา’ เดินทางมาทัศนศึกษาที่แดนอาทิตย์อุทัย ในกลุ่มผู้ที่ชนะรางวัลมีทั้งคนรุ่นใหม่ที่เติบโตอาศัยในเมืองและชาวพื้นเมืองที่กิน นอน หายใจ อยู่กับป่ามาทั้งชีวิต

จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้คือเมืองในจังหวัดไอจิ อย่างนาโกย่าและโตโยต้าซิตี้

นาโกย่าแรกเห็นเป็นสีเขียว ทั้งจากทุ่งนาและต้นไม้รายทาง

พวกเราเดินทางมาถึง Toyota Automobile Museum ในช่วงเช้า มิวเซียมแห่งนี้จัดแสดงนิทรรศการการกำเนิดรถยนต์ การพัฒนาของเทคโนโลยีรถยนต์จากรอบโลก หลังจากนั้นช่วงบ่ายเราจึงเดินทางไปยัง Toyota Kaikan Museum ที่จัดแสดงนวัตกรรมทางด้านควาปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของโตโยต้ากันต่อ

มิวเซียมทั้งสองที่ผมไปเยือนมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่อย่างหนึ่งตรงที่มันทำให้ผมเห็นการเติบโต เห็นลมหายใจ ของสิ่งที่หลายคนอาจคิดว่ามันไม่มีชีวิตอย่างรถยนต์

จากวันแรกที่ผลิตเพียงยานพาหนะที่ใช้เดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด วันนี้รถยนต์บนโลกโดยเฉพาะของโตโยต้า พาเรามาไกลกว่าจุดนั้นมากแล้ว

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“เราอุทิศชีวิตให้สังคมด้วยการผลิตสิ่งต่างๆ” ผู้บรรยายใน Toyota Kaikan Museum พูดบางประโยคที่ผมคิดว่าน่าสนใจ

ปกติเวลาเราพูดว่าอุทิศชีวิตให้สังคม เรามักนึกถึงการเป็นอาสาสมัครหรือทำกิจกรรมการกุศล แต่เรามักไม่ค่อยพูดถึงกันว่างานที่ทำ ถ้าทำมันด้วยความมุ่งมั่นและฝันใฝ่ถึงผลงานอันสุดยอด บางทีผลงานนั้นก็อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ และสร้างอิมแพ็คต่อสังคมมากกว่าก็เป็นได้

ซากิชิ โทโยดะ (Sakichi Toyoda) อุทิศชีวิตจนสร้างนวัตกรรมเครื่องทอผ้าพลังไอน้ำได้สำเร็จใน ค.ศ. 1896

คิอิจิโร โทโยดะ (Kiichiro Toyoda) ผู้เป็นลูกชาย อุทิศชีวิตเพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์โดยมีต้นแบบจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ก่อนจะสามารถสร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้สำเร็จหลังจากนั้น และเริ่มธุรกิจยานยนต์ใน ค.ศ. 1937

ทีมงานโตโยต้าในยุคสมัยปัจจุบันอุทิศชีวิตเพื่อพัฒนารถยนต์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไปไกลกว่าแค่การเป็นเพียงยานพาหนะธรรมดาในวันเริ่มต้น

“รถยนต์ที่ดีต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีสมรรถนะที่เป็นเลิศ และให้ในสิ่งที่เกินกว่าความคาดหวังของลูกค้า” เจ้าหน้าที่ใน Toyota Kaikan Museum เล่าความเชื่อขององค์กร

“โลกที่สวยงามหายไปเร็วกว่าการแก้ไขปัญหา” ประโยคนี้ของเจ้าหน้าที่ซึ่งบอกเล่าความจริงอันแสนเศร้าลอยเข้าหูผม และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้โตโยต้าพยายามพัฒนานวัตกรรมต่างๆ โดยตั้งเป้าเป็นรูปธรรมว่าภายใน ค.ศ. 2030 โตโยต้าประกาศว่าจะต้องมีรถยนต์มากกว่า 1,000,000 คันที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และภายใน ค.ศ. 2050 รถยนต์ส่วนใหญ่จะต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

อย่างที่ว่าไว้ บางครั้งการอุทิศชีวิตให้กับการทำงานก็อาจนับเป็นการอุทิศชีวิตให้สังคมในทางหนึ่ง

ภายใน Toyota Automobile Museum ที่เราไปเยือนในช่วงเช้า ผมได้เห็น Mirai รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนซึ่งเป็นผลของการอุทิศชีวิตเพื่อวิจัย ศึกษา คิดค้น ลองผิดครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งลองถูก ด้วยความที่ Mirai ขับเคลื่อนด้วยการเติมเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell) มันจึงเป็นรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพราะตัวมันเองไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่โลกที่เราอยู่อาศัยแม้เพียงน้อยนิด

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

สำหรับผม Mirai คือรูปธรรมของการสร้างสิ่งที่เหนือกว่าความต้องการของลูกค้าหรือมาตรฐานของสังคม

หากว่าด้วยจุดเริ่มต้น เจ้า Mirai หาได้เกิดจากการเรียกร้องของผู้บริโภคแต่อย่างใด หากแต่เกิดขึ้นด้วยความเชื่ออันแรงกล้าของผู้ผลิต และหลังจากวันที่ Mirai ได้เผยสู่สายตาชาวโลกและวางขายในญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2014 แม้จะยังไม่แพร่หลายด้วยข้อจำกัดต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรถยนต์รุ่นนี้ได้มอบบางสิ่งที่ต่างจากรถยนต์ทั่วไป

สิ่งนั้นคือ ความหวัง

“Mirai แปลว่าอะไร” ใครบางคนถามผู้บรรยายใน Toyota Kaikan Museum ก่อนที่ผู้บรรยายจะตอบความหมายสั้นๆ

เป็นความหมายที่เปี่ยมความหมาย

“Mirai แปลว่า อนาคต”

2.

วันถัดมา รถบัสของเรามุ่งหน้าสู่ ‘สถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้า ชิราคาวาโกะ’ (Toyota Shiragawa-go Eco Institute) สองข้างทางของแดนอาทิตย์อุทัยยังคงเขียวครึ้มน่าอิจฉา ป่าของประเทศญี่ปุ่นยังคงอุดมสมบูรณ์น่าชื่นชม

ตามข้อมูลที่ระบุ สถาบันแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านซึ่งเป็นมรดกโลกอย่างชิราคาวาโกะ ทางตะวันออกเหนือสุดของเขตปกครองจังหวัดกิฟุ (Gifu) สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2005 เพื่อพัฒนาจิตสำนึก โดยการทำให้คนได้สัมผัสป่าและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“การผลิตรถยนต์ส่วนหนึ่งส่งผลกระทบต่อโลก การอุทิศสถานที่แห่งนี้เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ก็คล้ายกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมทางหนึ่ง” เจ้าหน้าที่พูดถึงที่มาของสถานที่แห่งนี้

เมื่อเดินทางมาถึง พวกเราเริ่มกิจกรรมด้วยการนั่งฟังการบรรยายถึงที่มาที่ไปของสถานที่ที่เรานั่งอยู่ ก่อนที่เจ้าหน้าที่สถาบันในชุดเต็มยศจะพร้อมพาเราเข้าป่าตามโปรแกรมที่วางไว้

“ป่านี้เป็นบ้านของหมี” คุณซาโตะ ชายหนุ่มผู้นำทางบอกพวกเราขณะยืนอยู่หน้าทางเข้าป่า “คนญี่ปุ่นเวลาจะเข้าบ้านใครต้องเอ่ยขออนุญาต”

หลังจากนั้น พวกเราจึงตะโกนเสียงดังเป็นคำญี่ปุ่นเพื่อขออนุญาตเจ้าบ้านก่อนเข้าไปเยือน หวังว่าเจ้าหมีจะได้ยิน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ผู้นำทางบอกว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าของญี่ปุ่นอยู่ที่ราว 66 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีพื้นที่ป่าหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากฟินแลนด์และสวีเดน ตลอดเส้นทาง คุณซาโตะพยายามอธิบายสรรพคุณของป่าให้พวกเราได้ฟัง

“ที่พื้นที่แห่งนี้หิมะจะตกหนักทุกปี เพราะฉะนั้น ไม้บริเวณนี้จะเหนียวมาก เพื่อที่มันจะได้ไม่หักเวลาหิมะตกลงมากองที่กิ่ง อย่างต้นนี้ชื่อโคโรโมจิ” หลังสิ้นคำบรรยาย ผู้นำทางทดลองงอกิ่งไม้กิ่งหนึ่งจนชนผืนดินให้ดูเพื่อโชว์ความยืดหยุ่นของไม้พันธุ์นี้ ก่อนจะหยิบอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเดินบนหิมะซึ่งผลิตมาจากกิ่งไม้ดังกล่าวให้เราดู

เพราะมันยืดหยุ่น มันจึงไม่หัก เพราะมันปรับตัว มันจึงอยู่รอด ผมสรุปกับตัวเองเป็นบทเรียนที่ธรรมชาติสอน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ได้ยินเสียงน้ำไหม” คุณซาโตะถามพวกเราเมื่อเดินเข้ามาถึงจุดหนึ่งกลางป่า พอทุกคนหยุดเดิน เสียงน้ำก็ดังขึ้นชัดเจน เขาเล่าว่าน้ำที่ไหลอยู่คือหิมะที่ละลายแล้วซึมลงดินหลังจากที่ฤดูหนาวผ่านพ้น คล้ายเป็นการบอกบทบาทของป่าทางอ้อม

ตลอดเส้นทางการบรรยาย ผู้นำทางพยายามอธิบายถึงความสำคัญของผืนป่ากับวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น มากกว่าจะบอกกันโต้งๆ ว่าอย่าตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งผมรู้สึกว่าวิธีนี้ต่างหากที่จะทำให้มนุษย์อย่างเรารักป่า

แล้วเมื่อรัก จึงอยากรักษา-ธรรมชาติของมนุษย์เป็นแบบนี้

หลังจากสัมผัสป่าพอหอมปากหอมคอ เราเดินกลับเข้าที่พัก คลายเหนื่อยล้าด้วยมื้ออาหาร ก่อนจะมีนัดกลับเข้าป่าอีกครั้งหลังพระอาทิตย์ตกดิน

3.

“คนญี่ปุ่นเชื่อว่ามีเทพเจ้าอยู่ในธรรมชาตินับไม่ถ้วน และมีความเชื่อว่าคนสามารถเกิดใหม่ในธรรมชาติและขุนเขา”

ซาโตะซังพูดถึงกุศโลบายที่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ป่าไม้ในญี่ปุ่นยังเหลืออยู่อย่างหนาแน่น ก่อนที่เราจะออกเดินป่าในยามค่ำคืน

“เหมือนธรรมชาติเป็นผู้ให้กำเนิด” เขาพูดต่อ “และคืนนี้เราจะออกไปให้ธรรมชาติและขุนเขาโอบกอดเรากัน”

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

สิ้นประโยค พวกเราออกเดินไปยังป่าอีกครั้ง ตอนนั้นเข็มสั้นของนาฬิกาผมชี้ที่เลขเจ็ด ในขณะที่เข็มยาวอยู่ราวเลขสอง

“พักสมองแล้วลองใช้สัญชาตญาณ”

เจ้าหน้าที่บอกกับทุกคนเพื่อให้คลายกังวลกับการเดินเข้าป่ายามค่ำคืนโดยที่ไม่มีไฟฉาย ไม่มีไฟรายทาง พ่วงด้วยข้อแม้ให้งดใช้แสง ใช้เสียง เพื่อเสพบรรยากาศป่ายามค่ำคืนแบบไร้สิ่งปรุงแต่งท่ามกลางความมืดมิด เราใช้วิธีเดินตามเสียงรอยย่ำของคนข้างหน้า และแสงจันทร์คอยนำทาง

“เพิ่งรู้ว่าดวงจันทร์ช่วยได้ขนาดนี้” ใครบางคนพูดขึ้นมาระหว่างทาง

“นี่ขนาดแค่ครึ่งดวงเองนะ” ใครบางคนเสริมจนผมต้องแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามนี้

ใช่, ตอนอยู่ในเมืองอันสว่างไสว เราไม่เคยรับรู้ถึงความสว่างของแสงจันทร์เลยแม้แต่น้อย ข้างขึ้นกับข้างแรมแตกต่างกันอย่างไร คนในเมืองอย่างเรารับรู้บ้างไหม-ก็ไม่รู้

เมื่อเดินลึกเข้าไป ลึกเข้าไป จนถึงจุดหนึ่ง ผู้นำทางจึงบอกให้หยุด แล้วบอกให้พวกเราลองเงียบ 1 นาที ฟังเสียงรอบข้าง

“ได้ยินเสียงอะไรบ้าง” เขาถาม

คำตอบของพวกเรานั้นหลากหลาย มีทั้งเสียงนก เสียงน้ำ เสียงใบไม้ เสียงแมลง

“มีใครได้ยินเสียงสังคมมนุษย์บ้าง” ผู้นำทางถามอีกคำถาม ก่อนจะพูดต่อ “อยู่ในป่าเราไม่ได้ยินเสียงสังคมมนุษย์เลยนะ เหมือนที่ตอนอยู่ในเมืองเราก็ไม่ได้ยินเสียงธรรมชาติแบบนี้”

ถ้อยคำของเขาคล้ายต้องการชี้ให้เห็นว่าในชีวิตประจำวันพวกเราถูกตัดขาดจากธรรมชาติมากแค่ไหน

“ผมได้ยินเสียงลมหายใจ” ใครบางคนแย้ง

“เสียงลมหายใจก็เป็นเสียงธรรมชาติ” ผู้นำทางตอบทันทีท่ามกลางความมืด

หลังจากนั้นเราออกเดินกันต่อจนถึงจุดหนึ่งที่มองเห็นรางๆ เป็นลานกว้าง เราต่างขยับเข้าใกล้เจ้าหน้าที่เพื่อฟังคำอธิบายด้วยความดังระดับกระซิบบอก ก่อนที่พวกเราจะได้รับแจกเบาะพับสำหรับรองนั่งคนละอัน พร้อมคำอธิบายว่าให้หามุมสงบคนละมุมท่ามกลางป่าเขาและนั่งนิ่งๆ

“ไม่ต้องหลับตา และคิดถึงเรื่องอะไรก็ได้ จะคิดถึงเมื่อเช้านี้ เมื่อปีก่อน หรือย้อนไปตอนไหนก็ได้” ผู้นำทางย้ำอีกทีด้วยกลัวว่าพวกเราเข้าใจผิดว่าต้องนั่งสมาธิทำจิตให้ว่างเปล่า

ผมเลือกมุมที่มองเห็นดวงจันทร์ชัดเจน ระหว่างที่ฟังเสียงป่าเขา มองขึ้นไปบนนั้น ผมได้นั่งคุยกับตัวเอง นั่งย้อนคิดถึงบางคำถามที่คั่งค้างในใจในวันและวัยนี้ ตลอดจนคำถามซึ่งเป็นความลับของจักรวาลที่ว่ามนุษย์อย่างเราเกิดมาทำไม การนั่งนิ่งๆ ท่ามกลางป่าเขาและเงาจันทร์ทำให้ผมได้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่ปกติชีวิตไม่เคยครุ่นคิด

เวลาผ่านไปไม่นานในความรู้สึก เสียงเจ้าหน้าที่ก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณให้พวกเรากลับมารวมตัวอีกครั้ง

“ให้ทายว่าเมื่อครู่เรานั่งกันไปกี่นาที” เขาโยนคำถามให้พวกเรา ซึ่งคำตอบก็มีหลากหลาย บ้าง 5 นาที บ้าง 10 นาที

“เรารู้สึกยาวนานไม่เท่ากันเพราะเราคิดถึงเรื่องที่ต่างกัน” ผู้นำทางบอกก่อนจะเฉลยว่าเวลานาทีที่ถูกต้องคือ 7 นาที “การมานั่งในป่าครั้งนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกสงบ การได้ใกล้ชิดธรรมชาติทำให้เราได้ทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต เพราะฉะนั้น เมื่อกลับไปประเทศไทย ควรหาโอกาสเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ”

หลังจากสิ้นประโยคอธิบาย เราหันหลังให้ป่าอันมืดมิด เดินมุ่งหน้ากลับสู่ที่พัก ที่ปลายทาง ผมเห็นแสงสว่างรออยู่

และก่อนนอนคืนนั้น ผมได้คิดอะไรต่ออีกมากมายจากเสียงที่ผมได้ยินตอนอยู่ในป่า

4.

วันรุ่งขึ้นโตโยต้ากำลังพาผมไป ‘โตโยต้าซิตี้’ เมืืองที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้ธุรกิจที่พัฒนาบ้านเมืองอย่างโตโยต้า โดยที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักเมืองนี้ในนาม ‘อาณาจักรยานยนต์’

แม้จะเรียกขานกันเช่นนั้น แต่แปลกไหม ร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคุลมด้วยผืนป่าอุดมสมบูรณ์

เป้าหมายของพวกเราคือ ‘ศูนย์บำบัดและควบคุมมลพิษโทงาริ (Togari Clean Center, ECO-T)’ สถานที่แห่งนี้คือกำลังสำคัญในการจัดการกับขยะที่เข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ที่นี่ทำงาน 365 วัน” เจ้าหน้าที่ประจำ ECO-T บอกเราด้วยรอยยิ้ม

โดยหน้าที่ ECO-T คือสถานที่ที่ใช้กำจัดขยะที่สามารถเผาไหม้ได้ โดยชาวเมืองโตโยต้าซิตี้จะทำการแยกขยะในเบื้องต้นก่อนรถขยะจะไปนำขยะมาที่แห่งนี้เพื่อเข้าสู่กระบวนการถัดไป

เทคโนโลยีต่างๆ ที่เลือกนำมาใช้ล้วนทันสมัยระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบในการคัดแยกขยะ ระบบบำบัดมลพิษ เทคโนโลยีที่จัดการสารระเหยและฝุ่น เทคโนโลยีบำบัดน้ำจากกระบวนการผลิต การประหยัดพลังงานโดยนำพลาสติกแข็งและขี้เถ้าที่เหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ การจัดการโลหะต่างๆ ก่อนนำไปสู่กระบวนการจัดการขยะ รวมถึงการจัดสร้างศูนย์วิจัยพัสดุภัณฑ์เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

แน่นอน ทุกอย่างใช้งบประมาณในการก่อสร้างมหาศาล

“ที่นี่ใช้งบประมาณหกพันล้านเยนต่อปี” เจ้าหน้าที่เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ ลองบวก ลบ คูณ หาร ดูแล้วคิดเอาเองว่าเงินในการกำจัดขยะก้อนนี้สามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง

“เงินลงทุนสร้างศูนย์แห่งนี้สูงมาก แต่มันไม่เกี่ยวว่าถูกหรือแพง มันจำเป็นที่จะต้องสร้าง ก็ต้องสร้าง”

บางประโยคของผู้บรรยายทำให้ผมเข้าใจบางอย่างแจ่มชัดขึ้น

5.

วันสุดท้ายเราได้เดินป่าอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเรามากันที่ Forest of Toyota

ป่าแห่งนี้คล้ายกับป่าที่สถาบันสิ่งแวดล้อมโตโยต้าชิราคาวา-โก ตรงที่โตโยต้าสร้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาสิ่งแวดล้อม โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1992 แต่เริ่มเปิดให้คนนอกได้เข้ามาศึกษาเมื่อ ค.ศ. 1997

คุณอิบุ เจ้าหน้าที่สาวคือผู้นำทางในการเดินป่าครั้งนี้

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

“ที่นี่อุดมสมบูรณ์ทั้งสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้ มีทั้งหมูป่า กวาง จิ้งจอก และสัตว์อีกหลายชนิด” หญิงสาวหยุดเล่าระหว่างทางก่อนจะเปิดรูปให้เราดู

เธอเล่าว่าปกติคนที่มาเยือนป่าแห่งนี้จะเป็นเด็กประถม แต่ละปีโรงเรียนจะพาเด็กมาทัศนศึกษากว่า 5,000 คน

“คนญี่ปุ่นมองว่า ถ้าไม่รีบปลูกฝังให้เด็กรักธรรมชาติตั้งแต่ยังเล็ก โตมาเขาก็จะไม่รักธรรมชาติ” คุณอิบุเฉลยสาเหตุที่ทำให้โรงเรียนพยายามพาเด็กมาสัมผัสป่า

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

เธอเล่าว่าในภาษาญี่ปุ่นจะมีคำว่า ‘ซาโตยามะ’ ซึ่งหมายถึงป่าที่อยู่ใกล้ชุมชน ดูแลรักษาโดยมนุษย์หรือชุมชนที่รักสิ่งแวดล้อม ซึ่งป่าที่นี่เป็นอย่างนั้น ระหว่างอยู่ในป่าเรายังได้ยินเสียงรถจากทางด่วน

“ขนาดบริเวณนี้มีทางด่วน ที่นี่ก็ยังมีสัตว์ป่าอยู่มากมาย” เธอบอกบางประโยคที่คล้ายต้องการสื่อสารว่าเราอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำร้ายทำลายกัน ซึ่งนี่คืออีกสิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากการเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้

หลังจากเดินตามเธอไป พวกเราก็มาหยุดยืนอยู่ที่ต้นไม้แห่งหนึ่ง เธอบอกว่านี่คือต้นอาเบมากิ (Abemaki)

“ความจริงไม่ได้อยากอธิบายอะไรมาก แต่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสมากกว่า” ผู้นำทางบอกพวกเรา ก่อนจะชี้ไปที่ยางของต้นไม้แล้วบอกว่าให้พวกเราลองเอานิ้วจิ้มแล้วดมดู

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ด้วยความมั่นใจว่ากลิ่นน่าจะหอมสดชื่น ผมจึงเอานิ้วจิ้มเต็มที่แล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

“กลิ่นเหมือนอะไร” เธอถามด้วยรอยยิ้ม

“ขี้” ใครบางคนในกลุ่มตอบ

“เด็กๆ ญี่ปุ่นก็บอกแบบนี้” เธอยิ้มกว้างก่อนจะพูดต่อว่า “นี่เป็นเหตุผลที่ฉันอยากให้ทุกคนได้สัมผัสมากกว่าที่จะมานั่งอธิบาย เพราะการสัมผัสด้วยตัวเองจะทำให้เราจดจำไปตลอดชีวิต”

จริงอย่างที่เธอว่าไว้ ผมคงจำกลิ่นนี้ไปตลอดชีวิต

ด้วยเวลาจำกัด เราใช้เวลาอยู่ใน Forest of Toyota ราวชั่วโมงก่อนจะวนกลับมาที่บริเวณทางออกเพื่อเดินทางกลับ

บนรถบัสที่กำลังมุ่งหน้าไปสนามบิน Chubu Centrair ผมนึกถึงสิ่งที่พวกเรา-ทั้งผมและผู้ชนะโครงการโตโยต้า ลดเมืองร้อน ด้วยมือเรา ได้ ‘สัมผัส’ จากการเดินทางครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า พื้นที่ที่สร้างขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้ผู้คนรักป่า หรือแนวคิดของคนญี่ปุ่นที่มีต่อธรรมชาติรอบตัว

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งโลกที่เราอยู่อาศัยและทัศนคติของผู้ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัส

ถ้าอะไรที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเอง เราจะจดจำไปตลอดชีวิตจริงๆ อย่างที่เธอว่า

การเดินทางครั้งนี้คงมีหลายอย่างที่ผมและเพื่อนรวมทางจะจดจำกันได้ไปอีกนาน ไม่ใช่แค่กลิ่น

ฟังเสียงป่า เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ ในดินแดนที่ป่าอุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

กิตติคุณ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

เติบโตที่เชียงใหม่ ชอบถ่ายภาพฟิล์ม รักงานภาพเคลื่อนไหว ดูหนังเป็นชีวิตจิตใจพอๆกับฟังเพลง และชอบตัวเองตอนออกเดินทางมากๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

19 พฤศจิกายน 2565
296

หากขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่คลั่งไคล้ฟุตบอล แน่นอนว่าบอลโลกคงเป็นจุดหมายปลายทางที่แฟนบอลต้องไปให้ถึงสักครั้งแน่ ๆ แล้วถ้าได้ไปดูรอบรองฯ และรอบชิงแชมป์ด้วยแล้ว ยิ่งเหมือนความฝัน

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

World Cup 2022 ที่โดฮา ประเทศกาตาร์ ใกล้จะเริ่มแล้ว เราอยากแชร์บรรยากาศบอลโลกครั้งก่อน เมื่อปี 2018 จัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย เมือง St.Petersburg กับ Moscow ซึ่งรัสเซียมีเมืองที่จัดการแข่งทั้งหมด 12 เมือง 12 สนาม ในรอบรองชนะเลิศจัดที่เมือง St.Petersburg และ Moscow 

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

St.Petersburg คือเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของรัสเซีย รองจาก Moscow และเป็นเมืองหลวงเก่าตั้งแต่สมัยพระเจ้าซาร์ ซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไป บริเวณทะเล Baltic ไม่ไกล Finland และ Estonia อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เมืองนี้เป็นต้นทางเพื่อขึ้นไปดูแสงเหนือที่รัสเซีย บริเวณแถบรัฐ Karelia

หากใครไปเที่ยวที่เมืองเจ้าภาพผู้จัดการแข่งขันบอลโลก จะเห็นบรรยากาศในเมืองครึกครื้นด้วยแฟนบอลและนักท่องเที่ยว เพื่อน ๆ เราบอกว่าถ้าใครไปดูรอบแรก ๆ ยิ่งสนุก เพราะแฟนบอลหลายชาติออกมาสนุกกัน ส่วนเราไปตอนรอบรองฯ หลาย ๆ ทีมน่าจะกลับไปแล้ว แต่สีสันก็ยังมีอยู่ 

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

ข้อดีของการเป็นแฟนบอลเรื่องหนึ่งคือการเดินทาง เพราะแค่มีตั๋วที่ลงทะเบียนมาก็เบ่งได้ตั้งแต่เข้าประเทศ หรือถ้าเป็นวันแข่ง ผู้มีตั๋วลงทะเบียนจะเดินทางฟรีทั้งวัน ค่อนข้างสะดวก ส่วนวันอื่น ๆ เวลาไปเที่ยว เราเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน ถ้าไปสถานที่ท่องเที่ยวไกล ๆ การนั่งอูเบอร์ก็สะดวกกว่ามาก ๆ ส่วนบริเวณสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ นอกจากมีมีสีสันของผู้คน ร้านของขายที่ระลึกก็นับว่าเป็นไฮไลต์ เพราะมีของคัสตอมจากพ่อค้าแม่ค้าเกี่ยวกับฟุตบอลมาขาย แม้ว่าไม่ถูกลิขสิทธิ์ แต่ก็คลาสสิกน่าซื้ออยู่หลายชิ้น ของที่ระลึกที่คนส่วนใหญ่ซื้อติดมือกันจะเป็นเหรียญและธนบัตรที่ระลึก 

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

ก่อนไปถึงที่สนาม ชวนมาดูบรรยากาศรอบ ๆ กันก่อน เพราะใครที่ไม่อยากดูการแข่งขันฟุตบอลที่บ้านหรืออยากมาเชียร์หน้าจอใหญ่ ทาง FIFA ก็จัดโซนที่เรียกว่า Fan Fest มีจอใหญ่เบิ้ม ขายเครื่องดื่ม และบางทีก็มีดนตรีให้เหล่าแฟนบอลได้สนุกยาว ๆ กันด้วย ยิ่งถ้าวันไหนเจ้าภาพอย่างรัสเซียแข่ง แฟนบอลจะแห่กันมาแน่นมาก ๆ ต่อคิวกันยาวเหยียด มีสีสันของธงชาติรัสเซียทั้ง 3 สีเต็มไปทั้งเมือง

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

บริเวณสถานที่จัดงานก็ไม่ไกล เรียกว่าใจกลางเมืองและใกล้แลนด์มาร์กมาก อย่างเมือง St.Petersburg ก็จัดด้านหลัง The Church of the Savior on Spilled Blood หรือโบสถ์แห่งหยดพระโลหิตพระผู้ไถ่ ซึ่งโบสถ์นี้เป็นโบสถ์ของศาสนจักรออร์โธดอกซ์ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกสวยมาก ๆ โดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงพระบิดา (พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2) ซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์บริเวณที่นี้ และนอกจาก Fan Fest แล้ว ในเมือยังมีการตกแต่งอย่างสวยงาม มีการจัดนิทรรศการให้แฟนบอลและชาวเมืองได้สนุกสนาน เพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลนี้กันอีกเพียบ

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

อย่าง FIFA World Football Museum จัดขึ้นชั่วคราวที่เมือง Moscow เข้าชมฟรี ให้แฟนบอลและคนที่สนใจเข้าไปดูประวัติและเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของฟุตบอล พร้อมของหาดูยากต่าง ๆ เช่น ตั๋วฟุตบอลตั้งแต่ยุคทีมชาติฮังการีหรืออุรุกวัยยุครุ่งเรือง เสื้อทีมชาติบราซิลของเปเล่ ลูกบอลตั้งแต่อดีตที่ใช้ในทัวร์นาเมนต์ ยังไม่รวมข้าวของของคนดังอื่น ๆ ทั้งเมสซี โรนัลโด้ No.9 ฯลฯ นอกจากมิวเซียมขนาดย่อม ห้างดัง ๆ อย่าง GUM ก็มีการตกแต่งและมีนิทรรศการ สร้างสีสันให้คนนักท่องเที่ยวด้วย

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
Jules Rimet Cup ถ้วยฟุตบอลโลกเดิม
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
ตั๋วของของทีมชาติฮังการี ที่ในอดีตรุ่งเรืองมาก ๆ กับทีมชาติสวิส
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
รองเท้าของ Ronaldo No.9
เสื้อของ Romario ทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์ปี 94

เอาล่ะ มาถึงวันแข่ง เราขอรวบทั้ง 2 แมตช์ทั้งรอบรองฯ ที่เมือง St. Peterburg และรอบชิงฯ ที่ เมือง Moscow บอกเลยว่าบรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่ออกจากเมโทรจนไปถึงสนาม โดยแฟนบอลมี 2 พวก คือแฟนบอลชาตินั้น ๆ ที่แข่ง เต็มไปด้วยสีสันของธงชาติตัวเอง และอีกพวกคือต่างชาติผู้รักการดูบอลอย่างเรา ๆ โดยทุกคนมาออกันหน้าสนามร้องเพลงเสียงดัง ไม่มีฮูลิแกนเลย (เสียดาย 555) 

สำหรับคนไปดูที่สนาม อีกหนึ่งของที่ระลึกสุดแรร์คือแก้วเครื่องดื่ม ทั้งเบียร์และน้ำอัดลม คนไล่เก็บกันเยอะ เพราะว่าบนแก้วสกรีนเลยว่าทำขึ้นสำหรับแมตช์ไหน ให้นักดื่มได้เก็บเป็นที่ระลึก

ผลการแข่งในสนามรอบรองฯ ที่เราไปดู ฝรั่งเศสมี ปอล ป๊อกบา กับ คีลียัน เอ็มบัปเป้ สตาร์ที่กำลังมา เจอกับเบลเยียมยุคที่มีทั้ง โรเมลู ลูกากู, เอแด็ง อาซาร์ และ เควิน เดอ บรอยน์ นัดนั้นฝรั่งเศสเฉือนไป 1 – 0 

ส่วนนัดชิงชนะเลิศที่ฝรั่งเศสผ่านเข้ารอบ ไปเจอกับโครเอเชียที่ผ่านอังกฤษมาในรอบรองฯ ฝรั่งเศสเอาชนะโครเอเชียไปได้ 4 – 2 คว้าแชมป์สมัยที่ 2 เสียดายมาก ๆ เพราะเรานั่งฝั่งแฟนโครเอเชียและเชียร์โครเอเชีย แฟน ๆ ฝั่งนี้เลยอดเฮ แต่ฝั่งแฟน ๆ ฝรั่งเศสร้องเพลงฉลองกันดังตลอดทางกลับ

ฟุตบอลโลกผ่านมาแล้ว 4 ปี ปีนี้เราก็ไปเหมือนกัน 

มาลุ้นกันว่า FIFA World Cup Qatar 2022 ทีมไหนจะเป็นแชมป์!

ข้อมูลบางส่วนที่เราอยากแบ่งปันแฟนบอล

  • ตั๋ว Official ขายผ่านเว็บ Fifa.com น่าจะหมดไปแล้ว โดยทุกครั้งจะเปิดรอบแรกด้วยการสุ่มซื้อบัตร รอบต่อมาเป็น First comes, First serves และล็อตเก็บตก
  • นอกจากตั๋ว Online Official ยังมีตั๋วแบบ Hospitality ปกติจะแพงกว่า มักมาเป็นแพ็กเกจ เช่น รวมตั๋วเครื่่องบินและโรงแรม อีกแบบคือ Resale มีขายจาก FiFa กรณีที่คนได้สิทธิ์ซื้อไม่จ่ายเงิน หรือขายตั๋วคืน และอีกแบบคือจากเว็บนายหน้าขายตั๋ว เช่น Viagogo
  • ฟุตบอลโลกครั้งนี้คนดูต้องลงทะเบียน Hayya จำเป็นต้องมีตั๋วและที่พักก่อนสมัคร ถึงจะได้เอกสารเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่ง Hayya ยังมีแอปพลิเคชันที่แฟนบอลต้องดาวน์โหลดเพื่อแสดงข้อมูลต่าง ๆ ก่อนเข้าสนามด้วย นอกจากนั้นต้องมีข้อมูลการเดินทางหรือตั๋วเพื่อเข้าสนาม ฯลฯ ( Hayya มีทั้งแบบบัตรและแบบดิจิทัลบนแอปฯ)
  • สำหรับแฟนบอลที่สมัคร Hayya แล้ว เดินทางเที่ยวประเทศอื่น ๆ ในแถบอาหรับได้หลายประเทศโดยสมัครวีซ่าแฟนบอล ไม่เสียค่าใช้จ่าย ไปได้ทั้งซาอุดีอาระเบีย ยูเออี โอมาน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณฤทธิ์ เกตุทอง

นักการตลาดออนไลน์ ที่ชอบดูคอนเสิร์ต ดูเมือง ดูผู้คน เดิมชอบแบ็กแพ็ก ตอนนี้ชอบเที่ยวสบาย แต่ยังชอบหาประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่ มีเพจและเว็บเล็ก ๆ ที่แชร์เรื่องราวการเดินทาง แต่ไม่ค่อย Active นะสิ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load