ผม ยุ้ย เชฟโบ เชฟดีแลน และกีกี้ กำลังมุ่งหน้าจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปนิวเดลี (New Delhi) จุดมุ่งหมายในการไปอินเดียครั้งนี้ของเรา คือไปร่วมแสดงความยินดีกับ Garima เชฟและเจ้าของร้าน Gaa ร้านอาหารที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นในไทยมาสร้างสรรค์ให้เกิดศิลปะบนจานอาหารอย่างมีชั้นเชิง แถมยังอร่อยอีกด้วย

หลังเครื่องบินลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี พอเดินออกมาจากสนามบินเท่านั้นแหละ เราก็ได้ยินเสียงรถบีบแตรจากทั่วทุกสารทิศ บีบกันแบบขอให้ได้บีบก็พอใจแล้ว!!! และจากสนามบินเราต้องนั่งรถกันต่ออีกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เพื่อไปร่วมพิธีแต่งงานที่จัดในวันนี้ที่เมืองเกรทเตอร์นอยดา (Greater Noida) ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตผมที่ได้ร่วมงานแต่งงานแบบอินเดีย

ช่วงเดือนที่เรามาคือเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงเทศกาลแต่งงานของคนอินเดีย ซึ่งตามประเพณีดั้งเดิมของเขาต้องฉลองกันอย่างน้อย 5 – 7 วันเลยทีเดียว แต่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวของเรางานค่อนข้างรัดตัว เลยร่นลงมาเหลือแค่ 3 วัน (!)

พูดถึงบรรยากาศงานแต่งงาน เราจะได้เห็นญาติๆ และเพื่อนของทั้งคู่แต่งกายกันด้วยชุดประจำชาติอินเดีย ในส่วนของพิธีกรรมแต่งงานก็ดำเนินแบบทางฮินดู ระหว่างงานจะมีดนตรีอินเดียขับกล่อมให้แก่แขกที่มางาน บรรยากาศโดยรวมนับว่ามีสีสันและสนุกมาก นี่คือจุดเริ่มต้นความประทับใจที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกชื่นชอบและหลงรักวัฒนธรรมอินเดียโดยไม่รู้ตัว

งานแต่งงานอินเดีย ชาวอินเดีย

ไฮไลต์ของงานและตลอดทั้งทริปอินเดียของผมคือ ‘อาหารการกิน’ โดยส่วนตัวผมชื่นชอบอาหารที่ใส่เครื่องเทศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะสำหรับคนรักการทำอาหาร ‘กลิ่น’ เป็นสิ่งสำคัญในการปรุงอาหารอย่างมาก และแกงแบบอินเดียก็ทำให้ผมทึ่งกับการแกงของคนอินเดียยิ่งนัก เฉพาะทริปนี้ผมได้กินแกงหลากหลายเกือบ 20 อย่าง โดยที่อัตราส่วนของรสชาติและกลิ่นเครื่องแกงแตกต่างกันหมด

กินอาหารอินเดียในงานแต่งงานเพียงแค่ 2 วัน ก็นับว่าเปิดโลกของ ‘แกง’ ได้มากโขเลย

อาหารอินเดีย อาหารอินเดีย

ในงานแต่งงานวันแรกจะมีทั้งอาหารอินเดียและแบบตะวันตกให้เลือกรับประทาน ซึ่งอร่อยทั้งนั้น แต่ผมแอบติดใจแกงไก่ที่มีลักษณะคล้ายครีมข้นๆ แบบของฝรั่ง แต่สอบถามไปมาได้ความว่านี่เป็นแกงชนิดหนึ่งของอินเดีย ซึ่งผมก็จำชื่อไม่ได้ เพราะมีอาหารมากมายละลานตาเสียเหลือเกิน

อาหารอินเดีย อาหารอินเดีย

กรรมวิธีการแกงคือ เอาไก่ไปย่างแล้วเข้าแกงกับเครื่องเทศ ส่วนครีมข้นๆ นั้นเดาว่าน่าจะเป็นโยเกิร์ต และใส่หัวหอมผัดเพื่อรสอูมามิในตัวแกง

วันต่อมา เป็นพิธีหมักตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวด้วยขมิ้นและเครื่องหอม หลังจบพิธีก็มีอาหารปิ้งย่างสไตล์อินเดียไว้เลี้ยงแขก ความสุดยอดของมื้อนี้ต้องยกให้เนื้อ Mutton หรือแกะที่หมักด้วยเครื่องเทศซึ่งผสมเอง ย่างในเตาทันดูรี ทานคู่กับนาน (Naan) และแกงผักโขม พอชิมแล้วรสนัวคล้ายแกงขี้เหล็กบ้านเรา และแน่นอนว่าอร่อยแบบวัวตายควายล้มกันเลยทีเดียว

อาหารอินเดีย

ส่วนปิ้งย่างแบบอื่นที่น่าสนใจก็มีไก่ย่างทันดูรี ปลาอินทรีหมักเครื่องเทศ เครื่องหมักดองของอินเดียก็น่าสนใจมากๆ หลังจากมื้อปิ้งย่างนี้จบลงดี แขกเหรื่ออิ่มหมีพีมัน ก็รอให้ถึงช่วงเวลาสำคัญในตอนเย็น (กินต่อ) อีกรอบ

มาถึงช่วงสำคัญคืองานในตอนเย็น เป็นพิธีที่คู่บ่าวสาวให้คำมั่นสัญญาต่อกัน แขกทุกคนแต่งกายกันแบบจัดเต็ม ฝ่ายชายโพกหัวทุกคน ส่วนฝ่ายหญิงก็แต่งกายกันได้เฉิดฉายในแบบฉบับสาวอินเดียเช่นกัน พอเข้าช่วงหัวค่ำ ก็เป็นช่วงอาหารรอบดึก มื้อนี้ทีเด็ดอยู่ที่แกงต่างๆ ซึ่งมีให้เลือกสิริรวมทั้งหมด 10 หม้อด้วยกัน แต่จากทั้งสิบแกงนั้นผมติดใจแกงที่ทำจากถั่วเลนทิล (Lentil) ชื่อ Dal Makhani ที่สุด ซึ่งเป็นทีเด็ดที่ชนะเลิศ มีความเผ็ด มันๆ เค็มๆ นัวๆ และได้รสหวานเล็กน้อยจากตัวถั่วเลนทิล ส่วนแกงอื่นที่พลาดไม่ได้เช่นกันก็คือแกงแกะ Mutton Curry ที่มีรสดีสูสี

งานแต่งงานอินเดีย งานแต่งงานอินเดีย

ในงานเลี้ยงวันสุดท้าย ทางคู่บ่าวสาวจัดทัวร์ให้กับแขกที่มาร่วมงาน โดยให้เลือกว่าจะไปไหนกัน มีตัวเลือกคือทัชมาฮาล ตีกอล์ฟ และขับโกคาร์ท เมื่อจบทัวร์นี้ก็จบครบถ้วนกระบวนงานแต่งงานฉบับอินเดีย

ไหนๆ มีโอกาสแล้วคณะของพวกเราที่มาจากไทยจึงปลีกตัวออกไปสำรวจตลาดอินเดียเสียหน่อยตามประสาของคนทำครัว เรามุ่งหน้าสู่โอลด์เดลี (Old Delhi) ย่านเมืองเก่าซึ่งว่ากันว่ามีตลาดเครื่องเทศขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลกที่ชื่อ Chandni Chowk เป็นตลาด 24 ชั่วโมง มีทั้งค้าปลีกและค้าส่ง เราใช้เวลาเดินสำรวจตลาดกัน 4 ชั่วโมงเต็ม บนถนนหรือในตรอกซอกซอยของตลาดแห่งนี้ก็มีทั้งผู้คน วัว สุนัข และเครื่องเทศ อยู่ร่วมกัน (มาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว!) บรรยากาศของที่นี่เรียกว่าโกลาหลอลหม่านเอามากๆ เรียกว่าไม่เคยเจออะไรที่วุ่นวายอย่างนี้มาก่อนในชีวิตเลยล่ะครับ

อินเดีย เครื่องเทศ เครื่องเทศ

สำหรับการเดินตลาดเครื่องเทศ คนบ้าอาหารอย่างเราแทบอยากจะยกตลาดนี้ไปไว้ข้างๆ ตลาดเทศบาลกันเลย แต่ก็ทำได้แค่อยาก ความเป็นจริงคือเลือกซื้อกลับไทยแค่เกลือหิมาลัย เกลือดำ กระวานเขียว อบเชยอินเดีย และที่แปลกไม่เคยเห็นเลยคือเครื่องเทศที่ชื่อว่า Stone Flower มีต้นกำเนิดที่เนปาล ไม่ให้รสกลิ่นที่ชัดเจนมากนัก แต่คนอินเดียบอกว่าเอาไปผสมใส่เครื่องแกงแล้วจะทำให้แกงกลมกล่อมขึ้น ซึ่งคงจะคล้ายกับเปราะหอมบ้านเรากระมัง ที่รสชาติจืด แต่พอนำไปเข้ากับเครื่องเทศตัวอื่นกลับชูทุกอย่างให้ลงตัวได้อย่างน่าทึ่ง

เครื่องเทศ เครื่องเทศ

เกลือดำก็ถือเป็นของดีหาง่ายของที่นี่ แต่ถ้าซื้อที่ไทยก็ถือว่าแพงหากเทียบกับเกลือทั่วไป คุณลักษณะเด่นของเจ้าเกลือดำนี้มีฤทธิ์เย็น คนอินเดียมักใช้เป็นเครื่องปรุง สำหรับคนที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ในทางยา เกลือดำมีสรรพคุณช่วยให้กำลังวังชา เสริมสร้างระบบหมุนเวียนของเลือดให้ดีขึ้น เมื่อเราเจอเข้า ก็เปรียบเหมือนเจอสมบัติ จนต้องหอบกลับบ้านมากัน 4 – 5 กิโลเลยทีเดียว ส่วนคุณภาพของเครื่องเทศก็ดีเหลือเกิน แถมสนนราคาก็ถูกมากเมื่อเทียบกับคุณภาพ นับว่าไม่เสียเที่ยวที่มาถึงตลาดแห่งนี้จริงๆ

หลังเสร็จสิ้นจากงานแต่งงานก็ถึงเวลากล่าวขอบคุณและร่ำลากัน ผมและยุ้ยอยู่เที่ยวต่ออีก 3 วัน เพราะไหนๆ ก็มาแล้วเลยอยากจะเห็นเมืองอื่นบ้าง จึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังเมืองพาราณสี (Varanasi) สองสิ่งที่นำเรามายังเมืองแห่งนี้คือ ‘แม่น้ำคงคา’ และหนึ่งใน ‘สังเวชนียสถาน’ ในเมืองเล็กๆ ไม่ไกลจากพาราณสีที่ชื่อ สารนาถ (Saranath)

อินเดีย

เราพักในปราสาทเก่าอายุกว่า 200 ปีริมฝั่งแม่น้ำคงคา รวมถึงมีโอกาสล่องเรือทั้งตอนเช้าตรู่และตอนหัวค่ำดูนานาพิธีกรรมริมแม่น้ำคงคา มีพิธีกรรมหนึ่งที่ทำกันต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงมาเป็นเวลาหลายร้อยปี นั่นคือพิธีเผาศพ กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในประเทศอินเดียนับถือศาสนาฮินดู และเชื่อว่าการได้นำพาร่างกายทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่มีลมหายใจแล้วมาที่คงคา เพื่อดื่ม อาบ ลอยอัฐิธาตุ เผาสรีระร่างกาย เสมือนหนึ่งได้มาสักการะและชำระจิตวิญญาณ

อินเดีย

พาราณสีเป็นเมืองที่มีอารยธรรมต่อเนื่องมากว่า 4,000 ปี หรืออาจมากกว่านั้น วิถีชีวิตของผู้คนไม่ถือว่าเปลี่ยนแปลงมากนัก คนในเมืองเกือบจะทั้งหมดไม่บริโภคเนื้อสัตว์ จะมีก็แต่ผู้นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้นที่บริโภคเนื้อสัตว์กัน ภายในรัศมี 2 กิโลเมตรรอบแม่น้ำคงคาถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้น จึงห้ามให้มีการทำอาหารใดๆ ที่มีเนื้อสัตว์เด็ดขาด รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน

เราใช้เวลา 1 วันกับคนนำเที่ยวท้องถิ่นที่พาเราไปสถานที่ต่างๆ รวมถึงไปชิมโยเกิร์ตอันเลื่องชื่อ ที่มีนามว่าลาสซี่ (Lassi) เข้าออกตรอกซอกซอย ไปสนทนาเรื่องเครื่องเทศกับคนท้องถิ่น และแวะดูตลาดเครื่องเทศอีกแห่งในเมืองนี้ที่ชื่อว่า Gola Dinanath

Lassi

ที่เมืองสารนาถเรามีโอกาสสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธ์ของชาวพุทธ ที่แห่งนี้เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และใกล้ๆ กันนั้นก็มีพิพิธภันฑ์ที่เก็บพระพุทธรูปโบราณตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ไว้เป็นจำนวนมาก

การมาสัมผัสอินเดียครั้งนี้ทำให้ผมเข้าใจรากอาหารไทยของตัวเองมากขึ้น รวมไปถึงศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ และศิลปะแขนงต่างๆ ที่มีอิทธิพลอย่างมากทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการหล่อหลอมรวมเป็นวัฒนธรรมแบบไทยๆ สำหรับผมอินเดียเป็นประเทศที่สุดโต่งมากประเทศหนึ่ง ผู้คนเปิดรับวัฒนธรรมต่างถิ่น แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าๆ ก็ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน ผู้คนยังมีความสุขในแบบของเขา ยังคงภูมิใจในอารยธรรมของตนอย่างชัดเจน

การเดินทางครั้งนี้สะท้อนมุมมองของผมต่อวัฒนธรรมบ้านเรา ในแง่ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงจากยุคก่อนจนถึงยุคปัจจุบัน โดยที่เราไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งไหน ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ และแม้จะใช้เวลาในอินเดียแค่ไม่กี่วัน แต่ขอสารภาพว่าผมหลงรักอินเดียเข้าให้แล้ว เพราะความสวยงามของอินเดีย ซึ่งความงามนี้มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกมองมันจากมุมไหน…เท่านั้นเอง

อินเดีย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์

เชฟและเจ้าของร้านซาหมวยแอนด์ซันส์ จากจังหวัดอุดรธานี ชอบเดินตลาด และเดินเข้าป่าเพื่อตามค้นหาวัตถุดิบ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load