24 Feb 2018
2 PAGES
2 K

วันหนึ่งฉัน (อยาก) เดินเข้าป่า

ช่วงปีที่ผ่านมาไม่รู้ผี Indiana Jones หรือผีรพินทร์ ไพรวัลย์ กันแน่ที่มาเข้าสิงผม

การเข้าสิงนั้นไม่ได้มีอะไรน่ากลัวอย่างการกินเลือดไก่ดิบ เครื่องใน เคี้ยวหมาก อะไรแบบนั้น แต่มันดันทำให้ผมเกิดอาการอยากเดินป่าขึ้นมาแทน (เปิดเพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ประกอบไปด้วยจะช่วยให้อ่านสนุกขึ้น 25%)

การที่อยู่ดีๆ วันหนึ่งอยากจะเดินเข้าป่านี่มันช่างสร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตพอสมควรเลยนะครับ เพราะคำถามแรกของมือใหม่อย่างเราคือแล้วจะเริ่มยังไงดี?

ผมกับแฟนเริ่มต้นการเข้าสู่วงการเดินป่าด้วยการช้อปปิ้งข้าวของกันก่อนเอาฤกษ์ เพื่อที่ซื้อมาแล้วมึงจะได้ไม่มีข้ออ้างจะเลิกไป (ฮา) แล้วเราก็ใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์เท่าที่พอจะว่างไปลองแจมกับเพื่อนดูบ้าง ด้วยความมือใหม่ก็เน้นเดินแต่ทางสั้นๆ ครึ่งวันหรือค่อนวันซะเป็นส่วนมาก พอได้ลองไปดูก็พบว่ามันสนุกกว่าที่คิด จะมีติดก็ตรงที่บางครั้งอากาศตอนกลางวันมันร้อนมากจนเดินไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ ก็เลยเกิดเป็นดำริขึ้นมาว่างั้นไปเดินที่ๆ มันเย็นๆ สิ จะได้ไม่ทรมาน

Tashan Trail อาลีซาน Tashan Trail

คิดไปคิดมาสักพักก็ไปเห็นมาว่าไต้หวันเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเดินทางง่ายและสะดวกสบายไม่ได้แพ้ญี่ปุ่น คนไต้หวันก็ชอบเดินป่าตามเทรลต่างๆ จึงค่อนข้างเดินได้ง่ายและเหมาะกับมือใหม่อย่างเรา ค่าครองชีพก็ใกล้เคียงเรา วัฒนธรรมเซเว่นก็มีให้กินกันตายแน่ๆ ประกอบกับการที่เคยไปไต้หวันมาหลายครั้งแต่ไม่เคยมีโอกาสได้ไปที่อาลีซานเลย แล้วจากการค้นหาเส้นทางการเดินเราก็ไปเจอเส้นทางหนึ่งที่น่าสนใจ แม้จะเป็นรูทที่เดินเช้ากลับเย็น แต่ด้วยวิวที่สวย คนเดินก็ไม่พลุกพล่าน ทำให้เราตัดสินใจว่าไปเดินเล่นที่ทาง Tashan Trail (大塔山) ที่อาลีซานดีกว่า

พอมาถึงในวันเดินทาง ก่อนจะเดินทางไปสนามบินเพื่อนคนไต้หวันของผมก็ส่งข้อความมาว่า เห้ย เอาเสื้อหนาวเผื่อมาเยอะๆ เลยนะ ตอนนี้ไต้หวันหนาวมาก เพราะลมหนาวจากทางเหนือนั้นแผ่ไหลมาถึงไต้หวันเรียบร้อยแล้ว (และนี่ก็คือลมหนาวเดียวกันกับที่มันค่อยๆ แผ่ลงมาถึงไทยนั่นเอง) เสียงในใจของคนจากเส้นศูนย์สูตรผู้กระหายความหนาวเย็นก็คิดว่าดีสิ หนาวๆ ก็ยิ่งดี) ผมก็บอกเพื่อนไปว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรา ไหวแน่นอน

อาลีซาน Tashan Trail

ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเราลงจากเครื่องแล้วเข้ามาถึงตัวเมือง ปากผมที่สั่นจนฟันกระทบกันไม่หยุดเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่าอากาศมันหนาวจริงๆ แม้เมืองอย่างไทหนานและเกาสงที่อยู่ทางใต้และปกติไม่เคยหนาวยังหนาวขนาดนี้ แล้วยอดเขาสูงอย่างอาลีซานมันจะหนาวขนาดไหนกัน… ลำพังแค่เจอความหนาวแบบนี้ก็ว่าซวยแล้ว แต่ความซวยมันไม่ยอมจบแค่นั้นเพราะตั้งแต่ที่เรามาถึงฝนก็ตกต้อนรับเราเป็นอย่างดีด้วยการตกในทุกที่และทุกวัน ในใจตอนนั้นคิดไปว่ารู้งี้เชื่อที่เพื่อนเตือนมาก็ดี ไม่ควรทำตัวเปรี้ยวท้าทายความหนาวเลยมึง…

เมื่อวันที่ต้องเดินทางไปอาลีซานมาถึง มันเหมือนเวลาที่ขอพรไว้แล้วมันได้เกินความตั้งใจน่ะครับ อยากได้อากาศเย็นๆ แต่กลับได้เกินมาเป็นหนาวมาก

เราขึ้นรถบัสฝ่าลมหนาวและสายฝนมาตรงหน้าสถานีจอดรถบัส อากาศในเมืองที่ว่าหนาวแสนหนาวนั้นกระจอกไปเลยเมื่อมาเทียบกับที่นี่ ตัวเลขอุณหภูมิที่ติดอยู่บนสถานีรถบัสคือตัวเลข 3 ตัวเดียวถ้วนๆ ฝนตกปรอยๆ ระหว่างที่เราขึ้นเขามานั้นค่อยๆ เปลี่ยนสถานะเป็นหมอกครึ้มหนาในตอนที่เราลงจากรถ แล้วพอมีลมพัดผ่านมาก็ทำให้เรามองไม่เห็นทางเลยแม้แต่นิดเดียว เราทำได้แค่เพียงเดินตัดอุทยานไปจนถึงปากทางขึ้นเทรลให้เร็วที่สุดเพื่อหวังให้ร่างกายอุ่นขึ้นมาบ้าง

อาลีซาน Tashan Trail อาลีซาน

ยิ่งเราเดินเข้าใกล้ปากทาง Tashan trail เท่าไหร่ หมอกก็หนามากขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องไปคิดถึงแสงแดดหรือท้องฟ้าใสอะไรเลย เพียงแค่ขอให้มีแสงพอมองทางเห็นก็ถือว่าเป็นโชคของเราแล้ว

ผมเคยอ่านเจอช่างภาพของเอเจนซี่ช่างภาพดังอย่าง Magnum ที่พูดติดตลกไว้ว่า ทุกๆ ครั้งที่เขาเดินทางไปทำงานเค้าจะอธิษฐานขอให้สภาพอากาศเลวร้ายมากๆ ก่อนหน้านี้ผมก็คิดเอาเองว่าคงเป็นเรื่องอำกันเล่นๆ ของเหล่าช่างภาพ แต่พอได้มายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ ก็พบว่าสภาพอากาศแสนเลวร้ายและแสนหนาวนี้มันช่างทำให้เส้นทางการเดินของเรามันเหมือนอยู่ในแอนิเมชันของสตูดิโอจิบลิมากกว่าอยู่ในโลกความเป็นจริง ต้นสนสูงลิบที่ผิวเต็มไปด้วยไลเคนสีสด บันไดไม้ทางเดินที่แสนชุ่มฉ่ำถูกล้อมรอบด้วยเฟิร์นต้นจิ๋วมากมาย ทางรถไฟที่จางหายไปในม่านหมอก ทั้งหมดนี้มันช่างสวยและเป็นที่น่าประทับใจจริงๆ ผมเดินไปถ่ายรูปบรรยากาศไปอย่างเพลิดเพลิน เส้นทางที่มีทั้งเดินขึ้นและเดินลงทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นมาทันทีจนเริ่มไม่ยี่หระกับความหนาวเย็นรอบๆ

‘กร๊อบ’ เสียงดังลั่นขึ้นมาจากเท้า ผมมองไปยังต้นกำเนิดเสียงนั้นด้วยความสงสัย

Tashan Trail

อาลีซาน Tashan Trail

ก้อนแข็งใสปิ๊งแวววาวราวกับเป็นอัญมณีคือที่มาของเสียง สิ่งที่อยู่ด้านล่างของเท้านั้นคือน้ำแข็งนั่นเอง อากาศหนาวบนยอดเขาทำให้น้ำค้างบนต้นไม้นั้นแข็งติดอยู่บนนั้น เมื่อลมพัดมาทีน้ำแข็งก็หล่นลงมาอยู่ตามทางเดินเต็มไปหมด เสียงกรุบกรอบนี่ก็เพลิดเพลินเวลาเดินดีถ้าไม่ติดที่ว่ามันลื่นแสนลื่น จนอาจจะพาตัวเราลงเขาได้ภายในอึดใจเดียว ยิ่งพอเดินตามทางสูงข้ึนไปเรื่อยๆ ก้อนน้ำแข็งก็เริ่มหนาตาขึ้น จากที่อยู่บนพื้นอย่างเดียวก็ค่อยๆ มาเกาะอยู่ตามใบ ตามกิ่ง จนบางช่วงนั้นเราเห็นแต่สีขาวของน้ำแข็งกับสีดำของกิ่งไม้ ราวกับเห็นภาพเป็นสีขาวดำแบบนั้นเลย

อาลีซาน Tashan Trail

หลังจากเดินต่อจนครบระยะทางเกือบๆ 4 กิโลเมตรจนมาถึงจุดชมวิว เราได้แต่ยืนมองภาพหมอกสีขาวที่บดบังทุกสิ่งสิ้นอยู่ที่ควรจะเห็นจากบนยอดเขาสูงที่ไต่ขึ้นไปจากจุดชมวิว ไม่คุ้มเหนื่อย คือความคิดแรกที่โผล่เข้ามาในหัวเรา แต่วลีเรื่องของระหว่างทางสำคัญกว่าจุดหมายก็ยังคงเป็นสิ่งที่อมตะและใช้ได้อยู่เสมอๆ หลังจากที่เรายืนเอาหน้ารับหมอกแบบไม่เห็นอะไรอยู่สักพักจนเริ่มกลับมาหนาวอีกทีก็คิดว่าถึงเวลากลับกันแล้ว ไม่มีปาฏิหาริย์หรือมหัศจรรย์ใดๆ ทั้งนั้น เราเดินลงมาด้วยบรรยากาศแบบเดิม ไม่มีแดด ไม่มีดวงอาทิตย์ เส้นทางยังคงลึกลับและฟุ้งฝันอยู่แบบเดิม

ถ้าเราเหนื่อยล้าจงเดินเข้าป่า

เพราะตอนที่เดินออกมามันทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้นมามากจริงๆ นะ

อาลีซาน

ภาพ: ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

CONTRIBUTOR

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

อดีตนักศึกษาสถาปัตย์ที่หันเหเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก และนักหัดเขียน โดยพึ่งมีหนังสือของตัวเองเล่มแรกชื่อ 'ราชาสถาน นิทานตื่นนอน'