ฮ่องกงเหมือนเพื่อนสนิทที่เราไปเยี่ยมเยือนบ่อยๆ เพราะคิดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในพิกัดสุดรักที่บ้านเพื่อนคือตรอกมะนาว จริงๆ แล้วตรอกมะนาวคือถนนที่มีแผงกล่อง หรือแผงลอยขายของในรูปลักษณ์กล่องแบบป้อมยามจิ๋วเรียงราย จนทำให้ถนนดูแคบแน่น มีบรรยากาศตรอกแคบ ตรอกมะนาวมีชื่อจริงว่า Wing Kut Street

ฮ่องกง

เห็นกล่องสีสดแซ่บเรียงตัวสวยสนุกทันสมัยอย่างนี้ เดาไม่ออกเลยว่าถนนถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 สมัยฮ่องกงอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ยุคนั้นวิงคัทแออัดไปด้วยครอบครัวคนงานชาวจีนที่อาศัยอยู่หลายร้อยครัวเรือน จนเมื่อเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ นักพัฒนาที่ดินจึงเข้ามาอัพเกรดถนนสายนี้ให้กลายเป็นแหล่งกินดื่มแทน

บัดเดี๋ยวนี้ถ้าคุณต้องการดริงก์แดนซ์เต้นระบำ ฟังเพลงยามค่ำคืน ต้องไป LKF หรือลานไควฟง แต่ในยุค 40 ต้องไปเปรี้ยวเที่ยววิงคัท ผู้นำความหรูหราเริงร่ามาสู่ตรอกมะนาวคือเรือนน้ำชา (Tea House) ที่มีติ่มซำรสเลิศบริการ บรรยากาศภายในตกแต่งอย่างโก้อลัง

Luk Yu Tea House

Luk Yu Tea House กูร์เมต์ทีเฮาส์นี้นำพาโรงเต้นรำ สถานบันเทิงเกรดเอต่างๆ ตามมาอีกเป็นพรวน จนทำให้วิงคัทกลายเป็นที่ชุมนุมของคนดัง ดารา นักแสดง รุ่งเรืองร้อนแรงจนปลายยุค 70 เมื่อลุคหยูถูกบีบจากนักพัฒนาอสังหาฯ รุ่นถัดมาที่อยากผันวิงคัทให้เป็นย่านการค้า ทำให้ลุคหยูต้องย้ายไปอยู่ถนน Stanley และสถานบันเทิงอื่นๆ ก็ทยอยปิดตัวกันไป      

ยุค 80 เครื่องประดับใส่สนุกชิ้นใหญ่เบ้งอินเทรนด์แฟชั่นทั่วโลก วิงคัทกลายเป็นแหล่งรวมร้านขายส่งคอสตูมจิวเวลรี่นี้ และยังกลายเป็นแหล่งชุมนุมร้านรวงของสะสมประเภทแสตมป์ เหรียญ นอกจากนี้ยังมี 2 ร้านเด็ดในใจเราที่เก๋าอยู่ในตรอกมะนาวมาตั้งแต่ยุค 60

เจ้าแรกที่อยากแนะนำให้รู้จักคือ ร้าน Man Luen Choon 29 – 35 2nd Floor Harvest Building, Wing Kut St, Central  www.manluenchoon.com

ตามที่เล่าถึงประสบการณ์ปลาสราญสุขไปในบทความครั้งก่อนว่าเราหัดวาดพู่กันจีนด้วยตัวเอง โดยซื้อแบบฝึกหัด Chinese Brush Painting มาศึกษา ก็ได้ตำราที่ว่ามาจากร้านหมั่นหลุนชุนนี่ล่ะ ตึกที่ตั้งร้านหมั่นหลุนชุนชื่อตึก Harvest เก่าๆ เล็กๆ แคบๆ เข้าไปในตึกแล้วจะเจอท่อสีแดงขดวนไปมาอยู่บนกำแพงเหมือนเอเลี่ยน เมื่อก้าวเข้าลิฟต์เก่าตัวจิ๋ว กดขึ้นไปชั้นสอง พอลิฟต์เปิดออกก็เจอประตูกระจกของร้านเลย จำได้ดีว่าผลักเข้าไปครั้งแรกรู้สึกตะลึงขั้นสุด  

ร้าน Man Luen Choon ร้าน Man Luen Choon

ร้าน Man Luen Choon

อุปกรณ์เพื่อการวาดเขียนแนวตะวันออกอัดแน่นละลานตา สี กระดาษ พู่กัน จากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี พู่กันนับร้อยชนิดสำหรับการเขียนวาดพู่กันจีน พู่กันขนม้า ขนแบดเจอร์ หมึก สีหนืดๆในถ้วยกระเบื้องคล้ายสี Gouache (คล้ายสีน้ำแต่ทึบสดกว่า) ร้านทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ถ้าหันหน้าเข้าร้าน ฟากซ้ายคือหมวดสี พู่กัน มีหลืบจัดเป็นแกลเลอรี่เล็กๆ แสดงภาพเขียนพู่กันจีนการตวัดหมึกบนกระดาษชั้นครู ด้านในสุดของฟากซ้ายมีตำราการเขียนพู่กันจีนและหนังสือศิลปะวินเทจคุ้ยสนุกมาก

พัดกระดาษ

ฟากขวาเป็นหมวดกระดาษ มีพัดกระดาษก้านไม้ไผ่ให้ซื้อมาสร้างสรรค์ลวดลายเอง แผนกทำกรอบรูป รับทำตราประทับมีครบ โซนกลางร้านมีอุปกรณ์กรุ๊บกริ๊บเพื่อการเขียนวาด จานสีทำจากกระเบื้อง เครื่องเซรามิกชิ้นจิ๋วๆ ไว้เทน้ำผสมหมึก และ Oriental Art Set Box กล่องที่เปิดมามีหมึกวางพู่กัน อุปกรณ์วาดเขียน จัดเซ็ตไว้ให้พร้อมสำหรับนักวาดไว้พกพายามเดินทาง หมั่นหลุนชุนแม้พิกัดลึกลับ แต่รับประกันความคึกคัก นักวาดภาพพู่กันจีนเข้าออกร้านตลอดเวลาจนน่าแปลกใจและปลื้มใจว่าคนที่สนใจการวาดภาพแบบจีนดั้งเดิมมีเยอะขนาดนี้เชียว ไม่แพ้การเขียน Calligraphy แบบตะวันตกเลย

ต้องขอบคุณ passion หรือความสนใจถึงขั้นหลงใหลก่อให้เกิดความสนใจใคร่รู้ที่เรามีต่อสิ่งใด นำพาให้มารู้จักตรอกมะนาว เรารู้จักวิงคัทเพราะเสิร์ชหาร้านขายอุปกรณ์พู่กันจีนทำให้เจอหมั่นหลุนชุน จนมาฮ๋องกงแล้วต้องกลับมาที่นี่อีกบ่อยๆ เพื่อสอยอุปกรณ์ต่างๆ แรกๆ ก็ไม่สนใจอะไร วิ่งจี๋ขึ้นลิฟต์ไปชั้นสองคุ้ยของโปรดอย่างเดียวแล้วกลับออกจากตรอกเลย แต่พอไปหลายรอบเข้า ก็เริ่มเดินเล่นเตร็ดเตร่สำรวจวิงคัทตามซอกซอยเล็กน้อยที่เชื่อมต่อจนทั่ว ทำให้พบว่าบางซอกมีขนมโมจิทุเรียนแป้งบางเฉียบไส้ทุเรียนหวานกลิ่นหอมฉึ่งแสนอร่อยแอบซ่อนอยู่ ร้านเสื้อจีนสีสดชื่อร้านจีจี้ที่มีเสื้อผ้าลวดลายจีนสมัยใหม่เก๋เข้าตา อาเจ๊เจ้าของร้านเล่าว่าเปิดร้านมา 20 ปีแล้วแต่เพิ่งมาเปิดสาขาใจกลางวิงคัท และทีเด็ดคือ เมื่อออกมาจากร้านเสื้อจีนสีแซ่บนี้ มองตรงไป คุณจะเห็นผู้คนต่อแถวยาวซื้ออะไรเป็นห่อๆ กันทีละหลายสิบห่อ เราจึงต้องขอเข้าไปมุงด้วย

ราชามะนาว (Lemon King)

คนเขาเข้าคิวอยู่หน้าแผงกล่องของราชามะนาว (Lemon King) ของดีแห่งวิงคัทที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ครองใจเรา จนถึงกับเรียกชื่อวิงคัทว่า ‘ตรอกมะนาว’ คุณลุงผมขาวที่เห็นขายของมือเป็นระวิงในรูปสืบทอดกิจการจากพ่อของเขา ซึ่งบัดเดี๋ยวนี้อายุแปดสิบกว่าแล้ว เดิมราชามะนาวตัวพ่อเข็นรถเข็นไม้ขายมะนาวแปรรูป (Preserved Lemon) อยู่ในถนนวิงคัทนี้มาตั้งแต่ยุค 70 โดยคัดสรรมะนาวพันธุ์ไทยเรานี่เองมาแปรรูปให้ออกมาอร่อย (กว่าบ๊วย) ด้วยการใช้น้ำตาลทรายคุณภาพดี มะนาวเลม่อนคิงรสอ่อนหวานเปรี้ยวละมุนหอมตามธรรมชาติ และเขายังเพิ่มความชุ่มคอด้วยผงชะเอมป่นละเอียดที่บรรจุซองไว้ให้โรยใส่ เมื่อคุณแกะถุงสีเงินที่ได้รับการออกแบบเป็นอย่างดีในลุคสะอาดถูกสุขลักษณะก็จะได้ลิ้มรสเจ้าราชามะนาวรสชาติชุ่มใจ

ราชามะนาว (Lemon King)

ชาวฮ่องกงเข้าคิวซื้อผลิตภัณฑ์เลม่อนคิงผลไม้แปรรูปกันทีละนับสิบถุง เรียกว่าเป็นของขบเคี้ยวยอดนิยมคู่บ้านกันเลยทีเดียว เราเองก็ติดใจในรสชาติราชามะนาวมากจนต้องสืบเสาะหาเรื่องราวมาอ่าน ทำให้ทราบว่าเมื่อหลายปีก่อนเคยมีดราม่าที่ทางการฮ่องกงไม่ยอมต่อใบอนุญาตค้าขายให้ลูกชายคุณปู่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ราชามะนาว โดยอ้างว่าใบอนุญาตนี้สืบทอดกันในครอบครัวจากพ่อสู่ลูกไม่ได้ ทำให้คุณลุงคนลูกไม่สามารถค้าขายได้นานเกือบปี จนเหล่าแฟนคลับนักวิจารณ์อาหารคนดังของเกาะฮ่องกงต้องยื่นมือเข้าช่วย ทำให้คุณลุงได้รับใบอนุญาตในที่สุด และพัฒนาผลิตภัณฑ์จนดูดีมีรูปลักษณ์สวยสะอาดอินเตอร์ห่อหุ้มความอร่อยตำรับ heritage ไว้อย่างสง่างาม  

ตรอกมะนาวเป็นหนึ่งในพิกัดเก่าเก๋าในย่านเซ็นทรัลฝั่งฮ่องกง ซึ่งเป็นถิ่นที่เราชอบพักและเดินเที่ยวเล่นเป็นพิเศษอย่างเพลิดเพลินเจริญใจกว่าฝั่งเกาลูนแยะ หลายคนที่บ่นว่าไม่ชอบความวุ่นวายของฮ่องกง ไม่ชอบช้อปปิ้ง เราว่าคุณอย่าหลงไปพักฝั่งเกาลูนเลย ลองมาพักมาเดินเพลินแถบฝั่งฮ่องกงดูเถอะ ลองพิกัดโปรดของเราอย่างย่านต่างๆ ตามเส้นทางรถใต้ดินสายสีฟ้า ที่มีตรอกซอกซอยแนว hidden place แบบตรอกมะนาวเยอะแยะ และสตรีทอาร์ตตามกำแพงสีสวยสดให้ถ่ายรูปเล่นมากมายหลายจุด

กราฟฟิตี้

พวกกราฟฟิตี้ตามกำแพงนี้เราไม่เห็นตัวศิลปิน เพราะเขาพ่นเพนต์แล้วก็จากไป แต่มีอยู่รายหนึ่งเป็นนักวาดพู่กันจีนซะด้วย ถนัดวาดรูปบนกระดาษบางคล้ายกระดาษสา (กระดาษแบบนี้มีขายที่หมั่นหลุนชุน) นั่งวาดอยู่ริมถนน วาดเสร็จก็ขายด้วย แกมีนามว่า เฮียโซ เราแอบไปยืนส่องวิธีจับพู่กันและโต๊ะไม้วาดรูปของเฮียอยู่บ่อยๆ จนวันหนึ่งเฮียเงยหน้ามาพูดกับเรา (แปลเป็นไทยแล้ว) ว่า “นี่! เธอ! ในกระเป๋าเธอมีกระดาษทิชชูไหม? ถ้าไม่มี ข้ามไปร้านสะดวกซื้อตรงนั้นสิ ซื้อทิชชูมา ฉันจะวาดรูปให้”

วาดรูป รูปวาด รูปวาด

บังเอิญในกระเป๋าเรามีทิชชู แผ่นใหญ่ด้วย ก็เลยส่งให้เฮียไปอย่างงงๆ แกก็รับไปตวัดๆ ออกมาเป็นรูปแมลงปอพร้อมคำกล่าวภาษิตจีนแปลได้อารมณ์ประมาณว่า ‘จงเป็นสุขต่อการใช้ชีวิตอิสระ’ เฮียประจำการอยู่แถวถนน Hollywood พิกัดไม่ไกลจากร้านอาหารเช้าชื่อดัง Classified เผื่อใครอยากได้รูปพู่กันจีนไปติดบ้าน หรือไปถ่ายรูปเล่นชมเฮียตวัดพู่กันก็ได้

พูดถึงอาหารเช้า นี่ก็คืออีกหนึ่ง passion ของเรา เป็นสิ่งที่เราหลงรักมาเนิ่นนานหลายปีตั้งแต่ค้นพบว่าการจะมีร่างกายที่ดีสมดุลสำหรับเรานั้นคือต้องออกกำลังสม่ำเสมออาทิตย์ละ 3 วัน เข้านอน 5 ทุ่ม ตื่นหกเจ็ดโมง เย็นเรากินอาหารปริมาณน้อยหน่อย ตื่นมายามเช้าเราจึงหิวโซ มื้อแรกของวันชอบจัดชุดใหญ่ใส่เต็มทั้งยามอยู่บ้านหรือออกไปเที่ยวท่องเมืองไหน เราจะหมกมุ่นหลงใหลกับการตามล่าตามชิมมื้อรับอรุณของแต่ละท้องถิ่น ฮ่องกงก็เช่นกัน

อาหารเช้าในแบบฮ่องกงที่เราชอบคือเมนูต่างๆ ในร้านประเภทที่เรียกว่า Cha Chaan Teng หรือ Tea Café ร้านริมทางบริการอาหารจานด่วนแบบวันก่อนเก่ายุคที่ชาวจีนในฮ่องกงเริ่มปรุงอาหารฝรั่งแบบจีน มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ฮ่องกงสไตล์เวสเทิร์น ควิซีนชาชานเต็งในฮ่องกงเปิดบริการแต่เช้ายันดึก บางแห่งเปิด 24 ชั่วโมง      

เมนู signature ที่ทีคาเฟ่แบบฮ่องกงแท้ต้องมี ก็เช่นขนมปังหวานทรงกลมลายตารางหอมเนยที่เรียกว่า Bo Lo Bun หรือที่รู้จักกันดีในนามขนมปัง (ลาย) สับปะรด ซึ่งไม่ได้มีไส้สับปะรดแต่อย่างไร แต่มีไส้เป็นเนยก้อนใหญ่ที่หลายร้านนิยมแบะโบโลบันอุ่นๆ แล้วยัดเนยเข้าไปให้ละลายหอม บางร้านก็โปะเนยมาด้านบน นอกจากนี้ก็มีซุปมักกะโรนีน้ำใสใส่หมูแฮมบ้าง สแปมบ้าง ฮอตด็อก เบอร์เกอร์จีนปนฝรั่ง ไส้พอร์กช็อพ ขนมปังเบอร์เกอร์จีนจะนุ่มๆ โรยงาพราว เฟรนช์โทสต์ ขนมปังชุบไข่ทอดก็เป็นเมนูที่คาเฟ่แนวนี้มีบริการ

ส่วนเครื่องดื่มยอดนิยมคู่คาเฟ่ Cha Chaan Teng คือ HK Milk Tea ชานมแบบฮ่องกงหวาน มัน ได้รสขมหอมของชาพุ่งมายามดูดดื่ม ในย่านโปรดของเราที่อยู่บนแนวเส้นรถใต้ดิน Blue Line มี Cha Chaan Teng ระดับตำนานที่ชอบแวะไปอร่อยมื้อเช้าเป็นประจำหลายแห่ง เช่น Tsui Wah G/F-2F 15-19 Wellington St. Central  www.tsuiwah.com/en ซุ่ยหวาเปิดกิจการมาตั้งแต่ปลายยุค 60 สร้างสมบ่มชื่อเสียงขยายสาขาจนได้รับความนิยม มี chain ยุ่บยั่บทั่วเกาะ นำเสนอเมนูเบรกฟาสต์ให้อร่อยกันแต่เช้า เที่ยงๆ ก็แวะมาสั่งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาในซุปปลา อร่อยมาก มากินกันได้ เมนูฝรั่งเวอร์ชันจีนอย่างฮอตด็อกสูตรพิเศษเฉพาะของร้านเรียกว่า จัมโบ้แฟรงเฟิร์ตเตอร์ ไส้กรอกชิ้นยาวอร่อยฉ่ำในขนมปังโรยงาพรึ่บก็อร่อยสนุก เช่นเดียวกับหมี่โรยไข่กุ้ง

 Lan Fong Yuen

ซุ่ยหวาก็ว่าเก่าแล้ว ลานฟองหยุนเก๋ากว่า Lan Fong Yuen 2 Gage Street, Central เปิดมาตั้งแต่ยุค 50 และคงความนิยมต่อเนื่องยาวนาน ประชาชีอดทนเข้าคิวยาวเหยียดออกมาจนออแน่นหน้าร้านให้เห็นเป็นภาพเจนตาทุกเช้า คาเฟ่นี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามร้านชาถุงน่อง (Pantyhose) ร้านอยู่หัวมุมถนนเกจใกล้ถนนสแตนลีย์ ผู้คนนิยมสั่งชาถุงน่องแกล้มอาหารเช้า เมนูเด็ดของร้านมีให้เลือกทั้งแฮมเบอร์เกอร์หมู (Pork Chop Bun) ขนมปังปิ้งราดนมข้น บะหมี่เส้นหน้าตาแบบมาม่า ราดหน้า สเต๊กไก่เสิร์ฟพร้อมซอสต้นหอมเขียวๆ

อาหารเช้า

Honolulu Coffee Shop G/F 33 Stanley St. Central คืออีกร้านอาหารเช้าชา ชาน เต็งที่เปิดบริการตรู่  7 โมงเช้าถึงตี 2 รองรับนักเที่ยวหิวซ่กที่ลงมาจากลานไควฟง ซุปมักกะโรนีใส่แฮม ชานมร้อนเย็น ขนมปังต่างๆ ทาร์ตไข่ที่ฮอนโนลูลูฯ ก็อร่อยมาก เราว่าสูสีทาร์ตไข่ร้านไถ่ชุงเจ้าดังได้เลย อีกหนึ่งคาเฟ่จีนปนฝรั่งที่ชาวท้องถิ่นนิยมมากอยู่ในตรอกเล็กๆ ย่านเซ็นทรัลคือ Swiss Café No 12-16 Li Yuen Street West, Central ร้านนี้มีเมนูดังคือปีกไก่สวิสคาเฟ่ตามชื่อร้าน ไก่นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสวิตเซอร์แลนด์เลย มันคือไก่ซีอิ๊วดำปึ้ดนุ่มๆ หวานๆ เค็มๆ นอกจากนี้ สวิสคาเฟ่ยังมีเบอร์เกอร์และแซนด์วิชจีนปนฝรั่งให้สั่งแกล้มชานมเป็นเมนูยอดนิยมเช่นกัน

breakfast

คาเฟ่ชาชานเต็งไม่เสิร์ฟติ่มซำและโจ๊ก ซึ่งเราสามารถหาสองสิ่งนี้กินเป็นมื้อเช้าได้จากร้านอาหารเช้าอีกประเภทที่ขายโจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ส่วนติ่มซำต้องหาร้านแนว Tea House และร้านขายติ่มซำโดยเฉพาะ ซึ่งมีอร่อยหลายร้านในย่านเซ็นทรัล ขณะที่ถ้าคุณพักแถบคอสเวย์เบย์ อาหารเช้าก็จะแปลกตาต่างจากแถบเซ็นทรัลไป เราจะได้เจอกับข้าวเหนียวเซี่ยงไฮ้ที่เรียกว่า Ci Fan หรือ Shanghai Sticky Rice Roll  ข้าวเหนียวดุ้นยาวๆ กัดแล้วจะพบว่าด้านในมีไส้ปาท่องโก๋ หมูหยอง ผักดอง อันนี้เหมาะแกล้มน้ำเต้าหู้ ไม่ค่อยมีใครจับคู่กับ HK Milk Tea

เราเคยพักแถวคอสเวย์เบย์และที่หน้าโรงแรมมีข้าวเหนียวแบบนี้ขาย แถมในร้านยังมีข้าวอบหม้อดินตีนไก่ขายด้วย เป็นอาหารเช้าแบบอิ่มอั้กหนักหน่วง ซึ่งหาไม่ค่อยเจอในแถบย่านเซ็นทรัล ความสนุกของอาหารเช้าในฮ่องกงอยู่ตรงนี้ที่แต่ละย่านแม้อยู่บนพิกัดรถใต้ดินเส้นสีฟ้าเหมือนกันก็มีความแตกต่างกันไป

กลับไปดูร้านติ่มซำที่เปิดบริการเป็นอาหารเช้ากันต่อดีกว่า หนึ่งในร้านโปรดสุดของเราอยู่ในย่าน Shueng Wan ชื่อ Dim Sum Square  88 Jervois Street วันธรรมดาและเสาร์ติ่มซำสแควร์เปิดสาย 10 โมงเช้า วันอาทิตย์เปิด 8 โมงเช้า เจ้านี้บริการติ่มซำราคาย่อมเยาทว่ารสชาติดีมาก ฮะเก๋า ขนมจีบ ตีนไก่เต้าซี่ ซาลาเปาไส้ไหล ซาลาเปาหมูแดงแบบด้านนอกแป้งแนวโรตีบอยกัดกรอบนิดนุ่มๆ หวานๆ ก๋วยเตี๋ยวหลอดก็มีให้เลือกถึง 5 ไส้สะใจคนรักเตี๋ยวหลอด และทีเด็ดคือ ข้าวอบเนื้อสับไข่ดาว (Minced Beef & Fried Egg Rice Pot) อร่อยเลอค่า

ร้านโจ๊กที่กลับไปแล้วกลับไปอีกคือ Law Fu Kee G/F 50 Lyndhurst Terrace  ร้านนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามไถ่ชุงร้านทาร์ตไข่เจ้าดัง โจ๊กเนื้อ ‘Slice Beef  อร่อยเด็ด โจ๊กลูกชิ้นเนื้อก็มี โจ๊กหมูใส่ตับ ปาท่องโก๋  โจ๊กลอว์ฟูกี่มีให้สั่งอร่อยได้ทั้งวันไม่ใช่เฉพาะมื้อเช้า ถ้ามากินมื้อเที่ยงเราชอบสั่งลูกชิ้นปลาทอดจิ้มซอสสูตรเด็ดกลิ่นฉึ่งเหมือนใส่หอยตัวเล็กๆ ด้วย อร่อยมากกกกกก

ส่วนตำนานแห่งตรอกมะนาวที่ย้ายมาปักหลักบนถนนสแตนลีย์ Luk Yu 24 Stanley St. บริการติ่มซำเป็นตำนานของเกาะฮ่องมาตั้งแต่ยุค 30 เป็นสถานที่ชุมนุมของนักธุรกิจป๋าๆ มาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ แขกเหรื่อแต่งตัวโก้พูดคุยกันค่อยๆ เบาๆ ไม่โฉ่งฉ่างสมกับบรรยากาศการตกแต่งภายในอาร์ตเดโคหรูสง่า งานไม้ กระจกสี พัดลมเพดาน คอกนั่งแบบวินเทจ บอกตรงๆ ว่าติ่มซำลุคหยูไม่ได้อร่อยถูกปากเรามาก ยกเว้นขนมปังหน้ากุ้ง อร่อยล้ำไม่อมน้ำมัน เขาทอดเก่งมากและรสชาติกลมกล่อมดี   แกล้มชาจีนหอมเข้มถึงรสถึงใจได้กลิ่นดิน ลุกหยูเปิดบริการตั้งแต่ 7 โมงเช้า      

ไม่ไกลกับลุคหยูคือ Tea House เก๋าอีกแห่ง Lin Hueng 160-164 Wellington St. บรรยากาศตรงข้ามกันสุดขั้ว ลุคหยู หรู เงียบงาม หลินเฮิ้งคือชีวิตต้องสู้แต่ตรู่ โช้งเช้ง อื้ออึง โกลาหล วุ่นวาย โต๊ะเก้าอี้อัดกันแน่น เราต้องนั่งรวมกันกับแขกอื่น พื้นร้านและบนโต๊ะเขรอะเลอะ และพออาซิ่มเข็นรถติ่มซำมา ประชาชีก็จะลุกพรึ่บไปรุมชี้สั่งอาหารที่ตนต้องการแบบเอะอะขั้นสุด นอกจากขนมจีบรสดั้งเดิมแบบต่างๆ แล้ว ซอสเซจโรลแบบจีน เต้าหู้ห่อตีนเป็ด กระเพาะหมูนึ่งปรุงรสมาในถ้วยเล็กๆ ก็น่าลองเช่นเดียวกับซาลาเปาไส้ลูกบัวไข่เค็ม สรุปว่าเช้าไหนถ้าพร้อมลุยจงไปหลินเฮิ้ง อยากนั่งหรูสงบสบายขอเชิญลุคหยู

ก๋วยเตี๋ยวหลอด เฉิงฝัน (Cheong Fun)

อาหารเช้าสุดยูนีกในแบบฮ่องกงแท้ที่หากินยากยิ่งอันดับหนึ่งในใจเราคือเฉิงฝัน (Cheong Fun) หรือก๋วยเตี๋ยวหลอดแป้งนุ่มบางม้วนๆ แสนอร่อย ราดซอสสามรส ได้แก่ ซอสพริกเผ็ดนิดเปรี้ยวหน่อยคล้ายศรีราชา จิ๊กโฉ่วเค็มๆ และซอสงาหวานมัน เขาจะโรยงามาด้วยบนแป้งก๋วยเตี๋ยวหลอด เฉิงฝันไม่มีการไส้กุ้งหมูแดงหรือเนื้อสัตว์ใดๆ คือมันอร่อยได้ด้วยรสชาติแป้งและซอสจริงๆ หลายสิบปีก่อนตอนเราไปฮ่องกงช่วงวัยรุ่น เฉิงฝันหากินง่ายมาก เขาขายใส่กระทงมีไม้แหลมๆให้จิ้ม สมัยนี้สงสัยเพราะค่าเช่าตึกแพง เลยไม่มีพ่อค้าแม่ขายมาเปิดร้านขายเฉิงฝันในย่านกลางเมือง ต้องออกไปตามย่านชาวบ้านอาศัยไกลหน่อยแถบปรินซ์เอ็ดเวิร์ดฝั่งเกาลูนจึงจะพอเจอเฉิงฝัน ย่านหวั่นไจ๋ฝั่งฮ่องกงก็พอหาได้บ้าง และเราเคยพบเบาะแสเฉิงฝันในร้าน 7-11 รวมทั้งในบุฟเฟต์เบรกฟาสต์ของโรงแรมหรูหลายแห่ง ร้านขายติ่มซำดังๆ หลายเจ้าก็มีเฉิงฝันให้บริการอยู่ในเมนูติ่มซำมื้อเที่ยง อย่างร้าน Tasty Congee ในตึก IFC ก็มีเฉิงฝันอร่อย

ทั้งหมดนี้คือพิกัดโปรดในบ้านเพื่อนรัก-ฮ่องกง ที่เรากลับไปเยี่ยมเยือนบ่อยๆ ขอสารภาพว่าหลายเช้าในฮ่องกงเรา double breakfast อีกต่างหาก คือเริ่มรอบแรกในห้องพักที่โรงแรม ตื่นเช้ามาชอบออกไปช้อปทาร์ตไข่มาแกล้มกาแฟ กาแฟเจ้าโปรดรสชาติถูกปากที่สุดอยู่ใต้ตึก IFC ชื่อร้าน FUEL (และนอกจาก HK Milk Tea แล้ว ชามะนาวฮ่องกงยี่ห้อ Vita ก็อร่อยมาก หาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อทั่วไป) มาแกล้มการอ่านหนังสือพิมพ์ South China Morning Post นี่คือมื้อเช้าตรู่ที่ทำให้รู้เรื่องราวอินไซด์ในบ้านเพื่อน ได้รู้จักย่านแอบซ่อนใหม่ๆ ตลอดจนนิทรรศการศิลปะต่างๆ ที่น่าสนใจจากการอ่าน SCMP แกล้มเบรกฟาสต์หวานๆ เบาๆ มื้อแรกเรียกน้ำย่อยที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจว่ามาถึงฮ่องกงที่คุ้นเคยแล้วจริงๆ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
60

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกและเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load