30 มกราคม 2561
7.43 K

ฮ่องกงเหมือนเพื่อนสนิทที่เราไปเยี่ยมเยือนบ่อยๆ เพราะคิดถึงอยู่เสมอ หนึ่งในพิกัดสุดรักที่บ้านเพื่อนคือตรอกมะนาว จริงๆ แล้วตรอกมะนาวคือถนนที่มีแผงกล่อง หรือแผงลอยขายของในรูปลักษณ์กล่องแบบป้อมยามจิ๋วเรียงราย จนทำให้ถนนดูแคบแน่น มีบรรยากาศตรอกแคบ ตรอกมะนาวมีชื่อจริงว่า Wing Kut Street

ฮ่องกง

เห็นกล่องสีสดแซ่บเรียงตัวสวยสนุกทันสมัยอย่างนี้ เดาไม่ออกเลยว่าถนนถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 สมัยฮ่องกงอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ยุคนั้นวิงคัทแออัดไปด้วยครอบครัวคนงานชาวจีนที่อาศัยอยู่หลายร้อยครัวเรือน จนเมื่อเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ นักพัฒนาที่ดินจึงเข้ามาอัพเกรดถนนสายนี้ให้กลายเป็นแหล่งกินดื่มแทน

บัดเดี๋ยวนี้ถ้าคุณต้องการดริงก์แดนซ์เต้นระบำ ฟังเพลงยามค่ำคืน ต้องไป LKF หรือลานไควฟง แต่ในยุค 40 ต้องไปเปรี้ยวเที่ยววิงคัท ผู้นำความหรูหราเริงร่ามาสู่ตรอกมะนาวคือเรือนน้ำชา (Tea House) ที่มีติ่มซำรสเลิศบริการ บรรยากาศภายในตกแต่งอย่างโก้อลัง

Luk Yu Tea House

Luk Yu Tea House กูร์เมต์ทีเฮาส์นี้นำพาโรงเต้นรำ สถานบันเทิงเกรดเอต่างๆ ตามมาอีกเป็นพรวน จนทำให้วิงคัทกลายเป็นที่ชุมนุมของคนดัง ดารา นักแสดง รุ่งเรืองร้อนแรงจนปลายยุค 70 เมื่อลุคหยูถูกบีบจากนักพัฒนาอสังหาฯ รุ่นถัดมาที่อยากผันวิงคัทให้เป็นย่านการค้า ทำให้ลุคหยูต้องย้ายไปอยู่ถนน Stanley และสถานบันเทิงอื่นๆ ก็ทยอยปิดตัวกันไป      

ยุค 80 เครื่องประดับใส่สนุกชิ้นใหญ่เบ้งอินเทรนด์แฟชั่นทั่วโลก วิงคัทกลายเป็นแหล่งรวมร้านขายส่งคอสตูมจิวเวลรี่นี้ และยังกลายเป็นแหล่งชุมนุมร้านรวงของสะสมประเภทแสตมป์ เหรียญ นอกจากนี้ยังมี 2 ร้านเด็ดในใจเราที่เก๋าอยู่ในตรอกมะนาวมาตั้งแต่ยุค 60

เจ้าแรกที่อยากแนะนำให้รู้จักคือ ร้าน Man Luen Choon 29 – 35 2nd Floor Harvest Building, Wing Kut St, Central  www.manluenchoon.com

ตามที่เล่าถึงประสบการณ์ปลาสราญสุขไปในบทความครั้งก่อนว่าเราหัดวาดพู่กันจีนด้วยตัวเอง โดยซื้อแบบฝึกหัด Chinese Brush Painting มาศึกษา ก็ได้ตำราที่ว่ามาจากร้านหมั่นหลุนชุนนี่ล่ะ ตึกที่ตั้งร้านหมั่นหลุนชุนชื่อตึก Harvest เก่าๆ เล็กๆ แคบๆ เข้าไปในตึกแล้วจะเจอท่อสีแดงขดวนไปมาอยู่บนกำแพงเหมือนเอเลี่ยน เมื่อก้าวเข้าลิฟต์เก่าตัวจิ๋ว กดขึ้นไปชั้นสอง พอลิฟต์เปิดออกก็เจอประตูกระจกของร้านเลย จำได้ดีว่าผลักเข้าไปครั้งแรกรู้สึกตะลึงขั้นสุด  

ร้าน Man Luen Choon ร้าน Man Luen Choon

ร้าน Man Luen Choon

อุปกรณ์เพื่อการวาดเขียนแนวตะวันออกอัดแน่นละลานตา สี กระดาษ พู่กัน จากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี พู่กันนับร้อยชนิดสำหรับการเขียนวาดพู่กันจีน พู่กันขนม้า ขนแบดเจอร์ หมึก สีหนืดๆในถ้วยกระเบื้องคล้ายสี Gouache (คล้ายสีน้ำแต่ทึบสดกว่า) ร้านทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ถ้าหันหน้าเข้าร้าน ฟากซ้ายคือหมวดสี พู่กัน มีหลืบจัดเป็นแกลเลอรี่เล็กๆ แสดงภาพเขียนพู่กันจีนการตวัดหมึกบนกระดาษชั้นครู ด้านในสุดของฟากซ้ายมีตำราการเขียนพู่กันจีนและหนังสือศิลปะวินเทจคุ้ยสนุกมาก

พัดกระดาษ

ฟากขวาเป็นหมวดกระดาษ มีพัดกระดาษก้านไม้ไผ่ให้ซื้อมาสร้างสรรค์ลวดลายเอง แผนกทำกรอบรูป รับทำตราประทับมีครบ โซนกลางร้านมีอุปกรณ์กรุ๊บกริ๊บเพื่อการเขียนวาด จานสีทำจากกระเบื้อง เครื่องเซรามิกชิ้นจิ๋วๆ ไว้เทน้ำผสมหมึก และ Oriental Art Set Box กล่องที่เปิดมามีหมึกวางพู่กัน อุปกรณ์วาดเขียน จัดเซ็ตไว้ให้พร้อมสำหรับนักวาดไว้พกพายามเดินทาง หมั่นหลุนชุนแม้พิกัดลึกลับ แต่รับประกันความคึกคัก นักวาดภาพพู่กันจีนเข้าออกร้านตลอดเวลาจนน่าแปลกใจและปลื้มใจว่าคนที่สนใจการวาดภาพแบบจีนดั้งเดิมมีเยอะขนาดนี้เชียว ไม่แพ้การเขียน Calligraphy แบบตะวันตกเลย

ต้องขอบคุณ passion หรือความสนใจถึงขั้นหลงใหลก่อให้เกิดความสนใจใคร่รู้ที่เรามีต่อสิ่งใด นำพาให้มารู้จักตรอกมะนาว เรารู้จักวิงคัทเพราะเสิร์ชหาร้านขายอุปกรณ์พู่กันจีนทำให้เจอหมั่นหลุนชุน จนมาฮ๋องกงแล้วต้องกลับมาที่นี่อีกบ่อยๆ เพื่อสอยอุปกรณ์ต่างๆ แรกๆ ก็ไม่สนใจอะไร วิ่งจี๋ขึ้นลิฟต์ไปชั้นสองคุ้ยของโปรดอย่างเดียวแล้วกลับออกจากตรอกเลย แต่พอไปหลายรอบเข้า ก็เริ่มเดินเล่นเตร็ดเตร่สำรวจวิงคัทตามซอกซอยเล็กน้อยที่เชื่อมต่อจนทั่ว ทำให้พบว่าบางซอกมีขนมโมจิทุเรียนแป้งบางเฉียบไส้ทุเรียนหวานกลิ่นหอมฉึ่งแสนอร่อยแอบซ่อนอยู่ ร้านเสื้อจีนสีสดชื่อร้านจีจี้ที่มีเสื้อผ้าลวดลายจีนสมัยใหม่เก๋เข้าตา อาเจ๊เจ้าของร้านเล่าว่าเปิดร้านมา 20 ปีแล้วแต่เพิ่งมาเปิดสาขาใจกลางวิงคัท และทีเด็ดคือ เมื่อออกมาจากร้านเสื้อจีนสีแซ่บนี้ มองตรงไป คุณจะเห็นผู้คนต่อแถวยาวซื้ออะไรเป็นห่อๆ กันทีละหลายสิบห่อ เราจึงต้องขอเข้าไปมุงด้วย

ราชามะนาว (Lemon King)

คนเขาเข้าคิวอยู่หน้าแผงกล่องของราชามะนาว (Lemon King) ของดีแห่งวิงคัทที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ครองใจเรา จนถึงกับเรียกชื่อวิงคัทว่า ‘ตรอกมะนาว’ คุณลุงผมขาวที่เห็นขายของมือเป็นระวิงในรูปสืบทอดกิจการจากพ่อของเขา ซึ่งบัดเดี๋ยวนี้อายุแปดสิบกว่าแล้ว เดิมราชามะนาวตัวพ่อเข็นรถเข็นไม้ขายมะนาวแปรรูป (Preserved Lemon) อยู่ในถนนวิงคัทนี้มาตั้งแต่ยุค 70 โดยคัดสรรมะนาวพันธุ์ไทยเรานี่เองมาแปรรูปให้ออกมาอร่อย (กว่าบ๊วย) ด้วยการใช้น้ำตาลทรายคุณภาพดี มะนาวเลม่อนคิงรสอ่อนหวานเปรี้ยวละมุนหอมตามธรรมชาติ และเขายังเพิ่มความชุ่มคอด้วยผงชะเอมป่นละเอียดที่บรรจุซองไว้ให้โรยใส่ เมื่อคุณแกะถุงสีเงินที่ได้รับการออกแบบเป็นอย่างดีในลุคสะอาดถูกสุขลักษณะก็จะได้ลิ้มรสเจ้าราชามะนาวรสชาติชุ่มใจ

ราชามะนาว (Lemon King)

ชาวฮ่องกงเข้าคิวซื้อผลิตภัณฑ์เลม่อนคิงผลไม้แปรรูปกันทีละนับสิบถุง เรียกว่าเป็นของขบเคี้ยวยอดนิยมคู่บ้านกันเลยทีเดียว เราเองก็ติดใจในรสชาติราชามะนาวมากจนต้องสืบเสาะหาเรื่องราวมาอ่าน ทำให้ทราบว่าเมื่อหลายปีก่อนเคยมีดราม่าที่ทางการฮ่องกงไม่ยอมต่อใบอนุญาตค้าขายให้ลูกชายคุณปู่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ราชามะนาว โดยอ้างว่าใบอนุญาตนี้สืบทอดกันในครอบครัวจากพ่อสู่ลูกไม่ได้ ทำให้คุณลุงคนลูกไม่สามารถค้าขายได้นานเกือบปี จนเหล่าแฟนคลับนักวิจารณ์อาหารคนดังของเกาะฮ่องกงต้องยื่นมือเข้าช่วย ทำให้คุณลุงได้รับใบอนุญาตในที่สุด และพัฒนาผลิตภัณฑ์จนดูดีมีรูปลักษณ์สวยสะอาดอินเตอร์ห่อหุ้มความอร่อยตำรับ heritage ไว้อย่างสง่างาม  

ตรอกมะนาวเป็นหนึ่งในพิกัดเก่าเก๋าในย่านเซ็นทรัลฝั่งฮ่องกง ซึ่งเป็นถิ่นที่เราชอบพักและเดินเที่ยวเล่นเป็นพิเศษอย่างเพลิดเพลินเจริญใจกว่าฝั่งเกาลูนแยะ หลายคนที่บ่นว่าไม่ชอบความวุ่นวายของฮ่องกง ไม่ชอบช้อปปิ้ง เราว่าคุณอย่าหลงไปพักฝั่งเกาลูนเลย ลองมาพักมาเดินเพลินแถบฝั่งฮ่องกงดูเถอะ ลองพิกัดโปรดของเราอย่างย่านต่างๆ ตามเส้นทางรถใต้ดินสายสีฟ้า ที่มีตรอกซอกซอยแนว hidden place แบบตรอกมะนาวเยอะแยะ และสตรีทอาร์ตตามกำแพงสีสวยสดให้ถ่ายรูปเล่นมากมายหลายจุด

กราฟฟิตี้

พวกกราฟฟิตี้ตามกำแพงนี้เราไม่เห็นตัวศิลปิน เพราะเขาพ่นเพนต์แล้วก็จากไป แต่มีอยู่รายหนึ่งเป็นนักวาดพู่กันจีนซะด้วย ถนัดวาดรูปบนกระดาษบางคล้ายกระดาษสา (กระดาษแบบนี้มีขายที่หมั่นหลุนชุน) นั่งวาดอยู่ริมถนน วาดเสร็จก็ขายด้วย แกมีนามว่า เฮียโซ เราแอบไปยืนส่องวิธีจับพู่กันและโต๊ะไม้วาดรูปของเฮียอยู่บ่อยๆ จนวันหนึ่งเฮียเงยหน้ามาพูดกับเรา (แปลเป็นไทยแล้ว) ว่า “นี่! เธอ! ในกระเป๋าเธอมีกระดาษทิชชูไหม? ถ้าไม่มี ข้ามไปร้านสะดวกซื้อตรงนั้นสิ ซื้อทิชชูมา ฉันจะวาดรูปให้”

วาดรูป รูปวาด รูปวาด

บังเอิญในกระเป๋าเรามีทิชชู แผ่นใหญ่ด้วย ก็เลยส่งให้เฮียไปอย่างงงๆ แกก็รับไปตวัดๆ ออกมาเป็นรูปแมลงปอพร้อมคำกล่าวภาษิตจีนแปลได้อารมณ์ประมาณว่า ‘จงเป็นสุขต่อการใช้ชีวิตอิสระ’ เฮียประจำการอยู่แถวถนน Hollywood พิกัดไม่ไกลจากร้านอาหารเช้าชื่อดัง Classified เผื่อใครอยากได้รูปพู่กันจีนไปติดบ้าน หรือไปถ่ายรูปเล่นชมเฮียตวัดพู่กันก็ได้

พูดถึงอาหารเช้า นี่ก็คืออีกหนึ่ง passion ของเรา เป็นสิ่งที่เราหลงรักมาเนิ่นนานหลายปีตั้งแต่ค้นพบว่าการจะมีร่างกายที่ดีสมดุลสำหรับเรานั้นคือต้องออกกำลังสม่ำเสมออาทิตย์ละ 3 วัน เข้านอน 5 ทุ่ม ตื่นหกเจ็ดโมง เย็นเรากินอาหารปริมาณน้อยหน่อย ตื่นมายามเช้าเราจึงหิวโซ มื้อแรกของวันชอบจัดชุดใหญ่ใส่เต็มทั้งยามอยู่บ้านหรือออกไปเที่ยวท่องเมืองไหน เราจะหมกมุ่นหลงใหลกับการตามล่าตามชิมมื้อรับอรุณของแต่ละท้องถิ่น ฮ่องกงก็เช่นกัน

อาหารเช้าในแบบฮ่องกงที่เราชอบคือเมนูต่างๆ ในร้านประเภทที่เรียกว่า Cha Chaan Teng หรือ Tea Café ร้านริมทางบริการอาหารจานด่วนแบบวันก่อนเก่ายุคที่ชาวจีนในฮ่องกงเริ่มปรุงอาหารฝรั่งแบบจีน มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ฮ่องกงสไตล์เวสเทิร์น ควิซีนชาชานเต็งในฮ่องกงเปิดบริการแต่เช้ายันดึก บางแห่งเปิด 24 ชั่วโมง      

เมนู signature ที่ทีคาเฟ่แบบฮ่องกงแท้ต้องมี ก็เช่นขนมปังหวานทรงกลมลายตารางหอมเนยที่เรียกว่า Bo Lo Bun หรือที่รู้จักกันดีในนามขนมปัง (ลาย) สับปะรด ซึ่งไม่ได้มีไส้สับปะรดแต่อย่างไร แต่มีไส้เป็นเนยก้อนใหญ่ที่หลายร้านนิยมแบะโบโลบันอุ่นๆ แล้วยัดเนยเข้าไปให้ละลายหอม บางร้านก็โปะเนยมาด้านบน นอกจากนี้ก็มีซุปมักกะโรนีน้ำใสใส่หมูแฮมบ้าง สแปมบ้าง ฮอตด็อก เบอร์เกอร์จีนปนฝรั่ง ไส้พอร์กช็อพ ขนมปังเบอร์เกอร์จีนจะนุ่มๆ โรยงาพราว เฟรนช์โทสต์ ขนมปังชุบไข่ทอดก็เป็นเมนูที่คาเฟ่แนวนี้มีบริการ

ส่วนเครื่องดื่มยอดนิยมคู่คาเฟ่ Cha Chaan Teng คือ HK Milk Tea ชานมแบบฮ่องกงหวาน มัน ได้รสขมหอมของชาพุ่งมายามดูดดื่ม ในย่านโปรดของเราที่อยู่บนแนวเส้นรถใต้ดิน Blue Line มี Cha Chaan Teng ระดับตำนานที่ชอบแวะไปอร่อยมื้อเช้าเป็นประจำหลายแห่ง เช่น Tsui Wah G/F-2F 15-19 Wellington St. Central  www.tsuiwah.com/en ซุ่ยหวาเปิดกิจการมาตั้งแต่ปลายยุค 60 สร้างสมบ่มชื่อเสียงขยายสาขาจนได้รับความนิยม มี chain ยุ่บยั่บทั่วเกาะ นำเสนอเมนูเบรกฟาสต์ให้อร่อยกันแต่เช้า เที่ยงๆ ก็แวะมาสั่งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาในซุปปลา อร่อยมาก มากินกันได้ เมนูฝรั่งเวอร์ชันจีนอย่างฮอตด็อกสูตรพิเศษเฉพาะของร้านเรียกว่า จัมโบ้แฟรงเฟิร์ตเตอร์ ไส้กรอกชิ้นยาวอร่อยฉ่ำในขนมปังโรยงาพรึ่บก็อร่อยสนุก เช่นเดียวกับหมี่โรยไข่กุ้ง

 Lan Fong Yuen

ซุ่ยหวาก็ว่าเก่าแล้ว ลานฟองหยุนเก๋ากว่า Lan Fong Yuen 2 Gage Street, Central เปิดมาตั้งแต่ยุค 50 และคงความนิยมต่อเนื่องยาวนาน ประชาชีอดทนเข้าคิวยาวเหยียดออกมาจนออแน่นหน้าร้านให้เห็นเป็นภาพเจนตาทุกเช้า คาเฟ่นี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามร้านชาถุงน่อง (Pantyhose) ร้านอยู่หัวมุมถนนเกจใกล้ถนนสแตนลีย์ ผู้คนนิยมสั่งชาถุงน่องแกล้มอาหารเช้า เมนูเด็ดของร้านมีให้เลือกทั้งแฮมเบอร์เกอร์หมู (Pork Chop Bun) ขนมปังปิ้งราดนมข้น บะหมี่เส้นหน้าตาแบบมาม่า ราดหน้า สเต๊กไก่เสิร์ฟพร้อมซอสต้นหอมเขียวๆ

อาหารเช้า

Honolulu Coffee Shop G/F 33 Stanley St. Central คืออีกร้านอาหารเช้าชา ชาน เต็งที่เปิดบริการตรู่  7 โมงเช้าถึงตี 2 รองรับนักเที่ยวหิวซ่กที่ลงมาจากลานไควฟง ซุปมักกะโรนีใส่แฮม ชานมร้อนเย็น ขนมปังต่างๆ ทาร์ตไข่ที่ฮอนโนลูลูฯ ก็อร่อยมาก เราว่าสูสีทาร์ตไข่ร้านไถ่ชุงเจ้าดังได้เลย อีกหนึ่งคาเฟ่จีนปนฝรั่งที่ชาวท้องถิ่นนิยมมากอยู่ในตรอกเล็กๆ ย่านเซ็นทรัลคือ Swiss Café No 12-16 Li Yuen Street West, Central ร้านนี้มีเมนูดังคือปีกไก่สวิสคาเฟ่ตามชื่อร้าน ไก่นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสวิตเซอร์แลนด์เลย มันคือไก่ซีอิ๊วดำปึ้ดนุ่มๆ หวานๆ เค็มๆ นอกจากนี้ สวิสคาเฟ่ยังมีเบอร์เกอร์และแซนด์วิชจีนปนฝรั่งให้สั่งแกล้มชานมเป็นเมนูยอดนิยมเช่นกัน

breakfast

คาเฟ่ชาชานเต็งไม่เสิร์ฟติ่มซำและโจ๊ก ซึ่งเราสามารถหาสองสิ่งนี้กินเป็นมื้อเช้าได้จากร้านอาหารเช้าอีกประเภทที่ขายโจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ส่วนติ่มซำต้องหาร้านแนว Tea House และร้านขายติ่มซำโดยเฉพาะ ซึ่งมีอร่อยหลายร้านในย่านเซ็นทรัล ขณะที่ถ้าคุณพักแถบคอสเวย์เบย์ อาหารเช้าก็จะแปลกตาต่างจากแถบเซ็นทรัลไป เราจะได้เจอกับข้าวเหนียวเซี่ยงไฮ้ที่เรียกว่า Ci Fan หรือ Shanghai Sticky Rice Roll  ข้าวเหนียวดุ้นยาวๆ กัดแล้วจะพบว่าด้านในมีไส้ปาท่องโก๋ หมูหยอง ผักดอง อันนี้เหมาะแกล้มน้ำเต้าหู้ ไม่ค่อยมีใครจับคู่กับ HK Milk Tea

เราเคยพักแถวคอสเวย์เบย์และที่หน้าโรงแรมมีข้าวเหนียวแบบนี้ขาย แถมในร้านยังมีข้าวอบหม้อดินตีนไก่ขายด้วย เป็นอาหารเช้าแบบอิ่มอั้กหนักหน่วง ซึ่งหาไม่ค่อยเจอในแถบย่านเซ็นทรัล ความสนุกของอาหารเช้าในฮ่องกงอยู่ตรงนี้ที่แต่ละย่านแม้อยู่บนพิกัดรถใต้ดินเส้นสีฟ้าเหมือนกันก็มีความแตกต่างกันไป

กลับไปดูร้านติ่มซำที่เปิดบริการเป็นอาหารเช้ากันต่อดีกว่า หนึ่งในร้านโปรดสุดของเราอยู่ในย่าน Shueng Wan ชื่อ Dim Sum Square  88 Jervois Street วันธรรมดาและเสาร์ติ่มซำสแควร์เปิดสาย 10 โมงเช้า วันอาทิตย์เปิด 8 โมงเช้า เจ้านี้บริการติ่มซำราคาย่อมเยาทว่ารสชาติดีมาก ฮะเก๋า ขนมจีบ ตีนไก่เต้าซี่ ซาลาเปาไส้ไหล ซาลาเปาหมูแดงแบบด้านนอกแป้งแนวโรตีบอยกัดกรอบนิดนุ่มๆ หวานๆ ก๋วยเตี๋ยวหลอดก็มีให้เลือกถึง 5 ไส้สะใจคนรักเตี๋ยวหลอด และทีเด็ดคือ ข้าวอบเนื้อสับไข่ดาว (Minced Beef & Fried Egg Rice Pot) อร่อยเลอค่า

ร้านโจ๊กที่กลับไปแล้วกลับไปอีกคือ Law Fu Kee G/F 50 Lyndhurst Terrace  ร้านนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามไถ่ชุงร้านทาร์ตไข่เจ้าดัง โจ๊กเนื้อ ‘Slice Beef  อร่อยเด็ด โจ๊กลูกชิ้นเนื้อก็มี โจ๊กหมูใส่ตับ ปาท่องโก๋  โจ๊กลอว์ฟูกี่มีให้สั่งอร่อยได้ทั้งวันไม่ใช่เฉพาะมื้อเช้า ถ้ามากินมื้อเที่ยงเราชอบสั่งลูกชิ้นปลาทอดจิ้มซอสสูตรเด็ดกลิ่นฉึ่งเหมือนใส่หอยตัวเล็กๆ ด้วย อร่อยมากกกกกก

ส่วนตำนานแห่งตรอกมะนาวที่ย้ายมาปักหลักบนถนนสแตนลีย์ Luk Yu 24 Stanley St. บริการติ่มซำเป็นตำนานของเกาะฮ่องมาตั้งแต่ยุค 30 เป็นสถานที่ชุมนุมของนักธุรกิจป๋าๆ มาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ แขกเหรื่อแต่งตัวโก้พูดคุยกันค่อยๆ เบาๆ ไม่โฉ่งฉ่างสมกับบรรยากาศการตกแต่งภายในอาร์ตเดโคหรูสง่า งานไม้ กระจกสี พัดลมเพดาน คอกนั่งแบบวินเทจ บอกตรงๆ ว่าติ่มซำลุคหยูไม่ได้อร่อยถูกปากเรามาก ยกเว้นขนมปังหน้ากุ้ง อร่อยล้ำไม่อมน้ำมัน เขาทอดเก่งมากและรสชาติกลมกล่อมดี   แกล้มชาจีนหอมเข้มถึงรสถึงใจได้กลิ่นดิน ลุกหยูเปิดบริการตั้งแต่ 7 โมงเช้า      

ไม่ไกลกับลุคหยูคือ Tea House เก๋าอีกแห่ง Lin Hueng 160-164 Wellington St. บรรยากาศตรงข้ามกันสุดขั้ว ลุคหยู หรู เงียบงาม หลินเฮิ้งคือชีวิตต้องสู้แต่ตรู่ โช้งเช้ง อื้ออึง โกลาหล วุ่นวาย โต๊ะเก้าอี้อัดกันแน่น เราต้องนั่งรวมกันกับแขกอื่น พื้นร้านและบนโต๊ะเขรอะเลอะ และพออาซิ่มเข็นรถติ่มซำมา ประชาชีก็จะลุกพรึ่บไปรุมชี้สั่งอาหารที่ตนต้องการแบบเอะอะขั้นสุด นอกจากขนมจีบรสดั้งเดิมแบบต่างๆ แล้ว ซอสเซจโรลแบบจีน เต้าหู้ห่อตีนเป็ด กระเพาะหมูนึ่งปรุงรสมาในถ้วยเล็กๆ ก็น่าลองเช่นเดียวกับซาลาเปาไส้ลูกบัวไข่เค็ม สรุปว่าเช้าไหนถ้าพร้อมลุยจงไปหลินเฮิ้ง อยากนั่งหรูสงบสบายขอเชิญลุคหยู

ก๋วยเตี๋ยวหลอด เฉิงฝัน (Cheong Fun)

อาหารเช้าสุดยูนีกในแบบฮ่องกงแท้ที่หากินยากยิ่งอันดับหนึ่งในใจเราคือเฉิงฝัน (Cheong Fun) หรือก๋วยเตี๋ยวหลอดแป้งนุ่มบางม้วนๆ แสนอร่อย ราดซอสสามรส ได้แก่ ซอสพริกเผ็ดนิดเปรี้ยวหน่อยคล้ายศรีราชา จิ๊กโฉ่วเค็มๆ และซอสงาหวานมัน เขาจะโรยงามาด้วยบนแป้งก๋วยเตี๋ยวหลอด เฉิงฝันไม่มีการไส้กุ้งหมูแดงหรือเนื้อสัตว์ใดๆ คือมันอร่อยได้ด้วยรสชาติแป้งและซอสจริงๆ หลายสิบปีก่อนตอนเราไปฮ่องกงช่วงวัยรุ่น เฉิงฝันหากินง่ายมาก เขาขายใส่กระทงมีไม้แหลมๆให้จิ้ม สมัยนี้สงสัยเพราะค่าเช่าตึกแพง เลยไม่มีพ่อค้าแม่ขายมาเปิดร้านขายเฉิงฝันในย่านกลางเมือง ต้องออกไปตามย่านชาวบ้านอาศัยไกลหน่อยแถบปรินซ์เอ็ดเวิร์ดฝั่งเกาลูนจึงจะพอเจอเฉิงฝัน ย่านหวั่นไจ๋ฝั่งฮ่องกงก็พอหาได้บ้าง และเราเคยพบเบาะแสเฉิงฝันในร้าน 7-11 รวมทั้งในบุฟเฟต์เบรกฟาสต์ของโรงแรมหรูหลายแห่ง ร้านขายติ่มซำดังๆ หลายเจ้าก็มีเฉิงฝันให้บริการอยู่ในเมนูติ่มซำมื้อเที่ยง อย่างร้าน Tasty Congee ในตึก IFC ก็มีเฉิงฝันอร่อย

ทั้งหมดนี้คือพิกัดโปรดในบ้านเพื่อนรัก-ฮ่องกง ที่เรากลับไปเยี่ยมเยือนบ่อยๆ ขอสารภาพว่าหลายเช้าในฮ่องกงเรา double breakfast อีกต่างหาก คือเริ่มรอบแรกในห้องพักที่โรงแรม ตื่นเช้ามาชอบออกไปช้อปทาร์ตไข่มาแกล้มกาแฟ กาแฟเจ้าโปรดรสชาติถูกปากที่สุดอยู่ใต้ตึก IFC ชื่อร้าน FUEL (และนอกจาก HK Milk Tea แล้ว ชามะนาวฮ่องกงยี่ห้อ Vita ก็อร่อยมาก หาซื้อได้จากร้านสะดวกซื้อทั่วไป) มาแกล้มการอ่านหนังสือพิมพ์ South China Morning Post นี่คือมื้อเช้าตรู่ที่ทำให้รู้เรื่องราวอินไซด์ในบ้านเพื่อน ได้รู้จักย่านแอบซ่อนใหม่ๆ ตลอดจนนิทรรศการศิลปะต่างๆ ที่น่าสนใจจากการอ่าน SCMP แกล้มเบรกฟาสต์หวานๆ เบาๆ มื้อแรกเรียกน้ำย่อยที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจว่ามาถึงฮ่องกงที่คุ้นเคยแล้วจริงๆ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
1.09 K

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load