เป็นเรื่องปกติที่เมื่อปิดเทอมฤดูร้อนมาถึง นักศึกษาปี 3 ที่กำลังขึ้นไปเป็นพี่ใหญ่สุดในระดับมหาวิทยาลัย จะต้องก้าวออกไปฝึกงานภายใต้บริษัทที่เราสนใจ แต่สำหรับเด็กสถาปัตย์ที่มีเวลาในรั้วมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ปี เราจึงตัดสินใจทำเรื่องที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิต คือการไปฝึกงานในสถานที่ที่ลำบากแต่ก็เต็มไปด้วยความสวยงามทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมอย่าง Ladakh (ลาดักห์) ประเทศอินเดีย โดยไม่ได้ไปแค่ระยะสั้นๆ แต่เราไปอยู่มาถึง 70 วัน กับแพ็กเกจนอนฟรี 70 คืน พร้อมอาหารกลางวันในเลห์

ภูเขา โต๊ะทำงาน ออฟฟิศ

แน่นอนว่าแพ็กเกจนอนฟรี 70 คืนไม่ได้มาอย่างง่ายๆ แต่มาพร้อมการฝึกงานกับองค์กรนานาชาติที่ไม่แสวงหาผลกำไร ชื่อว่า Tibet Heritage Fund ซึ่งทำงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในเขตเมืองเก่าของเมือง Lhasa (ลาซา) ประเทศทิเบต และครอบคลุมมาถึงเมืองเลห์ แคว้นลาดักห์ ประเทศอินเดีย

ด้วยความนานาชาติ หัวหน้าเราไม่ใช่คนท้องถิ่นชาว Ladakhi หรือคนอินเดีย แต่เป็นสถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่ทำงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมมาตั้งแต่มี 1996 (ปีเกิดเราเอง) ชื่อ คุณฮิราโกะ ยูทากะ เรามักจะเรียกเขาว่า ยูทากะซัง พร้อมกับภรรยาที่ทำงานอยู่ในองค์กรเดียวกันอย่างคุณพิมพิม ชาวโปรตุเกส และด้วยความที่เราไปฝึกงานตอนอายุ 21 ทำให้เราได้ตำแหน่งน้องเล็กสุดในทีมทำงานของปีนี้ แต่เรานั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับหัวหน้าเลย เพราะสามารถสั่งงานได้อย่างต่อเนื่อง    

สเกตช์ สเกตช์ แบบสเกตช์

งานหนึ่งที่หัวหน้าเราไม่ได้สั่ง แต่เราทำเอง คือโปรเจกต์เล็กๆของเราใน Instagram ตั้งชื่อไว้ว่า ‘Human of Leh Ladakh’ ถ้าจะตามในอินสตาแกรมก็ต้อง #HumanofLehLadakh ตลอดเวลา 75 วันที่นั่น เราได้มีโอกาสทำความรู้จักกับคนมากมาย จากปกติที่ไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า ชอบนอนอยู่บ้าน เข้ากับคนยาก แถมยังมีโลกส่วนตัวสูงอีก ทำให้การมาฝึกงานครั้งนี้เป็นประตูเปิดไปสู่การเป็นคนใหม่ เริ่มเข้าหาคนอื่นก่อน ฝึกคุยกับคนแปลกหน้า เริ่มเป็นผู้ให้มากกว่าการเป็นผู้รับ

ถ้าจะให้เล่าถึงทุกคนที่วาดให้ก็คงไม่ไหว ดังนั้นเราจะขอเล่าเบื้องหลังรูปที่เราประทับใจ หวังว่าเมื่อทุกคนที่ได้มีโอกาสอ่านแล้วจะอยากไปท่องเที่ยวแบบ slow life ใช้ชีวิตช้าๆ ให้กายและใจอยู่กับเราในสถานที่ที่เรากำลังอยู่

 

มนุษย์เพื่อนร่วมเดินทางอายุ 80 ปี

อาทิตย์แรกของเดือนกันยายนตรงกับช่วงเทศกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตของชาวลาดักห์พอดี หัวหน้าเลยให้หยุด 4 วัน เราเลยตัดสินใจไปเที่ยวใน Nubra Valley (นูบร้า แวลลีย์) กับพี่ๆ ที่ออฟฟิศ หนึ่งในที่ที่เราประทับใจคือ Turtuk (เทอร์ทุก) อดีตดินแดนของปากีสถานที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มและทุ่งดอกไม้

ลาดักห์

เราเจอ อิเนก้า และ อาโนลด์ ในโฮมสเตย์ที่เทอร์ทุก อิเนก้าเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมัธยม ปัจจุบันเกษียณแล้วจึงเป็นอาสาสมัครสอนภาษาดัตช์ให้ผู้ลี้ภัยในเนเธอร์แลนด์ ส่วนอาโนลด์เคยเป็นคุณครูสอนพละในโรงเรียนมัธยมในอัมส์เตอร์ดัม ทั้งสองอายุ 80 กว่าๆ มา trekking ที่ลาดักห์ด้วยความบังเอิญ ทั้งสองคนไม่มีรถกลับเข้าเมืองจึงแชร์รถจี๊ปอัดๆ กันมาในรถ ได้คุยกันถึงรู้ว่าทั้งสองคนเคยมาเที่ยวไทยตั้ง 3 ครั้ง ไปพักหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่เชียงใหม่ ไปกระบี่ และครั้งล่าสุดเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ไปปั่นจักรยานที่ เชียงใหม่-เชียงรายแล้วก็ไปจบที่ลาว

ลาดักห์มีชื่อเรื่องเทรกกิ้งมาก แต่ละเส้นทางมีเสน่ห์แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับฤดูกาลที่เราจะไปด้วย ไม่น่าเชื่อเลยว่าสถานที่แบบลาดักห์นั้นจะมีคนแก่มาเทรกกิ้ง ถึงแม้ว่าจะไปแบบจ้างให้มีลูกหาบวัยรุ่นช่วยแบกกระเป๋าให้ แต่ก็ต้องนับถือหัวใจที่ยังมี wanderlust ความกระหายการเดินทาง ออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับอายุขัยจริงๆ

ธรรมชาติ ถ่ายรูป ปีนเขา

 

มนุษย์ไกด์เด็กท้องถิ่นวัยประถม   

ในวันอาทิตย์หนึ่งเราไปดูเทศกาลแข่งยิงธนูประจำปีซึ่งจัดขึ้นในวัด พอดูจนเบื่อเราเลยหยิบสมุดสเกตช์มาวาดรูปเล่น พอเงยหน้าขึ้นมาก็เจอสายตา 2 คู่มองอยู่ เด็กผู้ชายตาใสวัยประถม 2 คนกำลังมองเราวาดรูปคนยิงธนูด้วยความสงสัย เราชวนน้องคุย เลยรู้ว่าคนพี่ชื่อ มันเติร์ก คนน้องชื่อ ดนิช น้องๆ พูดอังกฤษเก่งมาก ที่บ้านมีโฮมสเตย์ซึ่งมีบริการไกด์เยาวชนพาเที่ยวในเมืองฟรี แต่มีข้อแม้ว่าต้องเลี้ยงขนมน้องแทน

เด็ก รำ

ด้วยความเอ็นดู เราถามน้องมันเติร์กว่า “ทำไมถึงมาเป็นไกด์” คำตอบก็ช่างน่ารักตามสไตล์เด็กประถม “เพราะเบื่อบ้าน อยากออกจากบ้าน อยากพูดคุยกับคนเยอะๆ”

คำตอบแบบนี้ทำให้ได้ย้อนกลับมาคิดกับตัวเอง เพราะเป็นคำตอบที่ตรงข้ามกับเรามากๆ เราชอบอยู่บ้าน ไม่เคยเบื่อ ไม่อยากพูดกับใครด้วย แต่น้องกลับอยากเจอคนเยอะๆ อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปต่างประเทศ แต่การได้คุยกับคนที่มาจากหลากหลายทั่วทุกมุมโลกที่มาพักที่โฮมสเตย์ก็ทำให้ได้สัมผัสวัฒนธรรมนั้นผ่านผู้คน

ก่อนจากกันก็เลยวาดรูปให้น้อง และนี่ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่วาดรูปให้แล้วคนรับไม่พอใจ น้องไม่ชอบตาจุดที่เราวาดให้ น้องอยากมีตาใหญ่ 2 ชั้น เลยขอยืมปากกาไปวาดเอง ตอนแรกคิดอยู่นานว่าจะอัพลงอินสตาแกรมดีหรือเปล่า เพราะดูไม่ค่อยใช่ผลงานเราสักเท่าไหร่ แต่พอคิดๆ ดูแล้ว การวาดรูปด้วยกันก็อาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมก็ได้ รูปที่เราวาดให้น้องจึงเป็นผลงานที่ไม่ใช่สไตล์เราที่สุดเลย แต่ก็ประทับใจมากๆ

 

มนุษย์ที่เราไม่เคยเห็นเคยหน้ามาก่อน

เป็นครั้งแรกที่วาดรูปให้ใครก็ไม่รู้ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เรื่องเกิดจากเรากับเพื่อนไปดูเทศกาลระบำหน้ากากกันที่วัดแห่งหนึ่งนอกเขตเมือง พอดูไปสักพักก็คิดว่าชุดที่พลิ้วไปกับการเต้นและหน้ากากสวยดีเลยวาดเก็บไว้ดีกว่า พอวาดเสร็จก็เลยหยิบกล้องโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก พอคนข้างๆ เห็นจึงเริ่มชวนเราคุย และส่งรูปวาดของเราให้เพื่อนเขา หลายๆ คนในวงนั้นเริ่มเห็นงานเรามากขึ้น ตอนนั้นตกใจมากๆ รู้สึกเหมือนโดนสปอตไลต์สาดเข้ามาทั้งๆ ที่เป็นตอนกลางวัน รู้ว่าคนมองเรา แล้วก็ชมรูปที่เราวาด ตอนนั้นทำตัวไม่ถูกเลย ไม่เคยโดนชมเยอะแบบนี้มาก่อน

รูปวาด ระบำหน้ากาก

ครั้งนี้วาดคนที่ไม่รู้จัก แต่กลับกลายเป็นว่าคนอื่นเขาอยากมาคุยด้วย พอกลับข้างกันแบบนี้ก็รู้สึกแปลกไปอีกแบบ

 

 มนุษย์คนครึ่งโลกนับถือและเป็นบุคคลระดับโลก

ไม่เคยคิดเลยว่าเพิ่งจะอายุเพียงแค่ 20 ต้นๆ จะได้เจอบุคคลระดับโลกที่เป็นที่เคารพนับถืออย่างองค์ดาไลลามะ ไม่มีใครไม่รู้จักท่าน แต่จะมีกี่คนที่ได้เจอท่านจริงๆ กับตัว ได้ฟังคำสอนของท่านสดๆ  และโชคดีที่เราก็เป็นหนึ่งในนั้น หนึ่งในคนที่ได้ไปฟังการเทศน์สอนธรรมะประจำปีขององค์ดาไลลามะ

การไปฟังคำสอนขององค์ดาไลลามะแบบสดๆ นั้นมีกฎอยู่ 3 ข้อด้วยกัน

  1.  ตื่นให้เช้า ประมาณตี 5 กำลังดี
  2. ไปจองที่นั่งฝั่ง foreigner section อย่างสงบ
  3. นั่งฟังอย่างลึกซึ้ง      

ธงมนตร์ องค์ดาไลลามะ

 แน่นอนว่าครั้งนี้เราไม่มีโอกาสที่จะเอารูปวาดของเราให้แก่ท่าน ถึงแม้ว่าหัวหน้าเราจะพูดติดตลกก็ตามว่าให้ลองหาโอกาสลองเอาไปให้ท่านดูสิ หัวข้อการเทศน์ในวันนั้นเกี่ยวกับ ‘ความสงบสุขของโลกใบนี้ในยุคนี้มีเหตุก่อการร้ายอยู่แทบทุกวัน’ เทศน์เป็นภาษาท้องถิ่น โดยมีคนแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน ใช้เวลารวมแล้วราวๆ 3 ชั่วโมงถ้วน แน่นอนว่าเราไม่มีสมาธินั่งนิ่งๆ แล้วฟังคำสอนได้ตลอด 3 ชั่วโมง และทุกคนถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ก็น่าจะรู้แล้วว่าเราจะทำอะไรเป็นการแก้เบื่อระหว่างฟัง

เราวาดรูปอีกครั้ง โดยที่คิดระหว่างวาดไปว่าจะ ‘มีวิธีอะไรหรือเปล่าที่ทำให้ทุกคนนั้นอยู่กันอย่างสันติสุข อยู่กันไม่มีเหตุก่อการร้าย โดยใช้ศิลปะหรือสถาปัตยกรรมเข้ามาเป็นตัวกลาง’
องค์ดาไลลามะ รูปวาด

มนุษย์เพื่อนจากซีกโลกหนึ่ง

ไปอยู่นานขนาดนี้ ไม่วาดรูปให้เพื่อนร่วมงานก็คงจะแปลก เพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมการอยู่เลห์ด้วยกัน ทำอาหารแบบไม่มีไฟฟ้าด้วยกันหลายมื้อ ทนฟังเสียงหมาเห่าหลายคืนในบ้านที่ได้นอนฟรี ใช้ Wi-Fi ของออฟฟิศเพื่อติดต่อกับโลกภายนอก เพื่อนร่วมงานในเลห์ส่วนมากมาจากยุโรป และนี่คือกลุ่มเพื่อนที่เราสนิท

ลาดักห์

(จากซ้ายไปขวา) ดาวิด, ยูเลี่ยน, วาเลรี่ และ อั๊ดด้า ทั้งหมดมาจากเยอรมนี ต้องขอบคุณที่เวลาอยู่ด้วยกันแล้วไม่พูดเยอรมันเลย เพราะถ้าพูดเราจะไม่รู้เรื่อง แต่บางครั้งพวกนี้ก็เผลอพูดเยอรมันออกมาเหมือนกัน ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่เบอร์ลินมากกว่าเลห์     

คนเยอรมันนิสัยตรงข้ามกับเราสุดๆ ทุกคนชอบออกไป hiking ชอบกิจกรรมกลางแจ้งมากๆ ในขณะที่เราพร้อมที่จะทำกิจกรรมกลางแจ้งในระดับหนึ่ง แต่ hiking นี่ไม่ไหวจริงๆ เหนื่อยมาก มันไม่เหมือนกับการเดินห้างในกรุงเทพฯ นะทุกคน ภูเขามีความชัน มีหินขรุขระ และมีความขัดแย้งในธรรมชาติของตัวมันเอง แดดร้อน แต่มีลมหนาว อยู่กับกลุ่มคนพวกนี้แล้วเปิดโลกสุดๆ ได้ทำทุกอย่างที่ไม่เคยทำ ยิ่งเป็นนักเรียนสถาปัตย์ด้วยยิ่งคุยกันรู้เรื่อง

แปลกดีเหมือนกัน เมื่อก่อนไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาเลย รู้สึกว่าเป็นเรื่องงมงาย แต่พอมาเจอเพื่อนที่ดีกับเรามากๆ เหมือนรู้จักกันมานาน ก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมถึงได้มาเจอกัน ถ้าเป็นคนไทยด้วยกันก็คงทำบุญร่วมชาติกันมาเมื่อชาติที่แล้ว แต่นี่เป็นฝรั่ง แล้วเราเคยทำร่วมกันเมื่อชาติที่แล้วจึงทำให้ได้มาเจอกันในชาตินี้? หรือเราแค่ทำปัจจุบันให้ดีสุดแล้วก็ได้เจอกัน?   

เลห์

 

มนุษย์แม่ และเด็ก

หลักจากโดนเพื่อนๆ ลากออกไปเที่ยวตลอด ก่อนกลับประเทศไทยจึงเกิดความเปรี้ยวอยากลองไปเที่ยวคนเดียวดูบ้าง เลยไปเที่ยวเทศกาลของชาวอารยันที่มีทัวร์พาชมศิลปะ

เราเดินออกจากบ้านตอนตี 5.50 พร้อมกับความกลัวและตื่นเต้น พอขึ้นรถความกลัวก็หายไปทันที เราเจอเพื่อน 2 คนที่เคยเจอกันที่เวิร์กช็อปวาดรูป คนแก่ กลุ่มวัยรุ่นชาวฝรั่งเศสและสเปน และเด็กน้อยวัยประถมอีกคนที่มาพร้อมกับคุณแม่ พอคุยกันไปสักพักจึงรู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นอาสาสมัครทำงานด้วยกันในองค์กรที่ทำพิพิธภัณฑ์ให้กับวัดแห่งหนึ่งนอกเขตเมืองเลห์ โดยทำอาชีพแตกต่างกัน มีทั้งสถาปนิก จิตรกร บรรณาธิการหนังสือที่ปารีส วิศวกร ช่างภาพ และเด็กประถม

ชุดพื้นเมือง ชุดพื้นเมือง เด็ก

คนสองคนที่เราประทับใจมากคือคู่แม่-ลูก มูลิแยร์ และ อาเธอร์ คนแรกเป็นผู้หญิงวัยกลางประมาณสี่สิบกว่าๆ แต่หน้าเด็กและตัวเล็กจนเราคิดว่าเป็นพี่สาวของอาเธอร์ มูลิแยร์ทำงานเป็นตากล้องคอยถ่ายรูปและอัดวิดีโอระหว่างที่ทำงานออกแบบพิพิธภัณฑ์ในวัด ส่วนอาเธอร์ ลูกชายที่กำลังสนุกอยู่กับช่วงปิดเทอมบินจากลอนดอนตามมาทีหลังคนเดียว น้อง 10 ขวบ บินข้ามทวีปมาเยี่ยมคุณแม่ที่มาเป็นอาสาสมัคร แถมยังสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว จนไม่น่าเชื่อว่าเกิดและโตที่ปารีส

ระหว่างที่อยู่บนรถ ทั้งสองคนนั่งข้างกัน มูลิแยร์คอยชี้ความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติรอบตัวให้ลูกชายดู พร้อมบันทึกรูปภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ธรรมชาติที่นี่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่สำหรับเด็กวัย 10 ขวบ ให้ได้เรียนรู้วิชาเข้าสังคม วิชาอยู่ร่วมกับธรรมชาติ วิชาภาษาที่สาม รวมถึงวิชาการขึ้นเครื่องบินคนเดียวด้วย โดยคุณแม่และเพื่อนคุณแม่เป็นคุณครู ส่วนเราวิชายังไม่แกร่งกล้าพอ เป็นเพื่อนร่วมชั้นเล่นบอร์ดเกมจากฝรั่งเศสกับน้องอาเธอร์ไปก่อน สนุกมาก

ก่อนจากกัน เราวาดรูปให้ทุกๆ คนที่ร่วมเดินทางมา พอน้องอาเธอร์เห็นแล้วก็ชอบรูปที่เราวาดมากๆ พร้อมยังบอกว่าโตขึ้นไปอยากเป็นสถาปนิกแล้วไปประเทศไทยบ้าง น้องคงไม่ได้คิดอะไร แต่เราว่ามันเป็นคำตอบที่น่ารักดี เวลาเห็นผู้ใหญ่ที่ทำอะไรเท่ๆ แล้วอยากทำตามบ้าง

 

มนุษย์สารวัตร กับการ selfie ครั้งแรก

คนสุดท้ายที่เลือกมาเขียนคือคนนี้ ถ้าถามว่าตั้งแต่เริ่มโปรเจกต์นี้มาเราชอบใครมากที่สุด ก็จะตอบว่าคุณตาที่หน้าตาดูเป็นมิตรแบบงงๆ คนนี้ ลองไปอ่านเรื่องของเขากัน

รูปวาด

ระหว่างฝึกงานสำรวจบ้านเก่า เราก็ต้องสัมภาษณ์เจ้าของบ้านตัวจริง เจ้าของบ้านเราเป็นชายสูงอายุ ชื่อสารวัตรเซวัง ประวัติของบ้านที่เราไป document น่าสนใจมากๆ สมาชิกบ้านนี้คือครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับ Leh Palace และราชวงศ์ Ladakhi โดยตรง สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ ครอบครัวนี้มีหน้าที่ ‘ป้องกันไม่ให้สุนัขเข้าไปในพระราชวัง’ และคอยดูแลแขกของราชวงศ์ก่อนที่จะเข้าไปในปราสาท

สารวัตรเซวังเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของบ้านหลังนี้ ปัจจุบัน หลังจากที่ราชวงศ์ Ladakhi ล่มสลายไปสมาชิกในบ้านก็แยกย้ายไปทำอาชีพปกติเหมือนกับที่ทุกคนทำกัน โดยสารวัตรเซวังเป็นตำรวจประจำเมืองแคชเมียร์ที่ตอนนี้เกษียณเรียบร้อยแล้ว อยู่บ้านเฉยๆ รอละครอินเดียตอนบ่ายออกอากาศ  

สารวัตรเซวังเล่าเรื่องสนุกมากๆ จากการสัมภาษณ์ปกติที่ว่าทำไมถึงอยากให้ทางเราปรับปรุงบ้านให้ จนไปถึงวีรกรรมที่ทำสมัยเป็นสารวัตรใหม่ๆ ระหว่างสัมภาษณ์มีคุณเกตโซซึ่งเป็น Project Coordinator คอยเป็นล่ามแปลภาษาให้ ทั้งแปลจากภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาอังกฤษและจากอังกฤษเป็นภาษาท้องถิ่น ทำให้การสื่อสารของเราไม่มีปัญหาอะไรเลย

วัด ถ่ายรูป

พอสัมภาษณ์เสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนก็คุยกันภาษาทั้งถิ่นซึ่งเราฟังไม่เข้าใจ ระหว่างนั้นเราก็เลยวาดรูปคุณสารวัตรไปเรื่อยๆ ก่อนจากกันก็เลยให้รูปเป็นที่ระลึก สารวัตรชอบมากๆ พร้อมบอกอีกว่าชีวิตนี้ไม่เคยมีใครวาดรูปให้เลย ประทับใจมากจึงขอเราถ่ายรูป ตอนแรกคิดว่าขอถ่ายรูปคู่ แต่เปล่าเลย ขอถ่ายรูปเราเดี่ยวๆ ด้วยกล้องโทรศัพท์สารวัตร จากนั้นให้เราช่วยถ่ายรูปซ้อนเข้าไปให้หน่อย ผลออกมาเป็นรูปที่สารวัตรชูโทรศัพท์มือถือแล้วมีรูปเราชู 2 นิ้วอยู่ ซึ่งมันน่ารักมากๆ สำหรับคนอายุเท่านี้ อยากมีรูปคู่ แต่ก็ไม่อยากรบกวนคนอื่นถ่ายก็เลยถ่ายซ้อนเขาไป แต่สุดท้ายเราก็สอนสารวัตร selfie เรียบร้อย แกติดใจมาก ถ่ายไม่หยุดเลย เราเลยได้รูป selfie คู่กัน 2 รูป รูปแรกอยู่ในเครื่องสารวัตร อีกรูปหนึ่งอยู่ในโทรศัพท์เรา       

ไม่น่าเชื่อว่าโปรเจกต์วาดรูปให้ทุกคนที่รู้จักในเลห์, ลาดักห์ ช่วงระหว่างฝึกงานของเรา จะทำให้เรารู้จักความสุขของการเป็น ‘ผู้ให้’ แม้จะไม่ได้ใช้เงินมากมายซื้อหา และมันก็มีคุณค่ากับผู้รับมากมายอย่างที่เราคาดไม่ถึง

โปสการ์ด

ประสบการณ์ช่วงปิดเทอมปี 3 ขึ้นปี4 ของเราครั้งนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับตัวเราเลย ไม่น่าเชื่อเลยว่าจากคนที่ชอบอยู่บ้าน ติดบ้าน ขี้อาย ไม่รู้จะเริ่มคุยกับคนที่ไม่รู้จักยังไงก่อน จะกลายมาเป็นคนที่อยากออกไปเห็นโลกภายนอก ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ ถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองก่อนที่จะสมัครฝึกงานที่นี้จะบอกว่า ให้พกสมุดสเกตช์ไปอีกหลายๆ เล่ม เพราะมีความทรงจำมากมายให้บันทึก ผู้คนมากมายให้เราวาด
แล้วเจอกันโปรเจกต์หน้า เมื่อเราได้ไปต่างประเทศนานๆ อีก

บทความนี้เป็น Travelogue ที่ชนะรางวัลกระเป๋าจาก Moleskine สีดำ สำหรับการประกวดเดือนธันวาคม-มกราคม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีสมุดบันทึก limited edition จาก The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ปุณณ์ พจนาเกษม

เป็นคนติดบ้าน ชอบสีเหลืองอ่อน และขี้อาย

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load