“Oh, let’s get rich and buy our parents homes in the South of France.
Let’s get rich and give everybody nice sweaters and teach them how to dance…”

เพลง You and I ของ Ingrid Michaelson ดังประกอบในหัวเมื่อฉันได้มาเหยียบ Marseille (มาร์เซย์) แม้พ่อแม่แลบรรพบุรุษจากซัวเถาไม่ได้มีบ้านทางตอนใต้ของฝรั่งเศสอย่างในเนื้อเพลง แต่ถ้ามีเงินทองกองเป็นภูเขา ฉันก็จะมาซื้อบ้านตากอากาศในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค Provence  (โพรวองซ์) อย่างไม่ลังเล

เหมือนชาวต่างชาติหลายคนที่ชอบย้ายมาใช้ชีวิตอยู่เชียงใหม่ เมืองที่ใหญ่อันดับ 2 ของไทย เพราะมีทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และความเป็นเมืองในจังหวัดเดียว ‘มาร์เซย์’ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของฝรั่งเศสก็มีฟังก์ชันคล้ายๆ กัน คือเป็นหัวเมืองในต่างจังหวัดที่มีเสน่ห์แบบที่เมืองหลวงไม่มี

ที่มาร์เซย์ ทุกคนดูใช้ชีวิตเหมือนพักร้อนกันอยู่ตลอดเวลา นั่งทอดหุ่ยอาบแดด ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่เดินก้าวฉับๆ เหมือนที่ปารีสหรือกรุงเทพฯ สักคน ความเกียจคร้านที่นี่เป็นเรื่องน่าอภัยและเข้าใจได้อย่างที่สุด ก็ดูวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนี่สิ

เห็นแล้วอยากสวมหมวกปีกกว้าง นั่งๆ นอนๆ เอกเขนกจิบแชมเปญหรือเหล้าท้องถิ่นอย่าง pastis รับลมทะเลให้สาแก่ใจ ยิ่งในฤดูใบไม้ร่วง แดดอุ่นๆ ก่อนพระอาทิตย์ตกดินฉาบทั้งเมืองให้เป็นสีเหลืองส้ม บรรยากาศที่นี่ยังกับเมืองต้องมนตร์ ใครเห็นแล้วต้องถูกสะกดให้หลงรักตลอดไป

การเดินทางมาหย่อนใจที่มาร์เซย์ทำได้หลายทาง จะนั่งเครื่องบินมาลงปารีสแล้วต่อรถไฟความเร็วสูง TGV อีก 3 ชั่วโมงเศษมาที่เมืองใต้ก็ได้ แต่ฉันเลือกอีกวิธีที่สบายและรวดเร็วคือการนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาลงที่สนามบิน Nice Côte d’Azur แล้วต่อรถยนต์หรือรถไฟจากเมืองนีซไปมาร์เซย์ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

เพื่อให้การพักผ่อนเริ่มต้นและจบลงอย่างนิ่มนวลสวยงาม ขอแนะนำให้นั่ง business class ของ Qatar Airways จะได้นั่งจิบแชมเปญและเบอร์รี่สมูตตี้แสนดีงามระหว่างการข้ามทวีป ชีวิตดีเป็นสีชมพูมากจริงๆ

จากคำแนะนำของการท่องเที่ยวแห่งมาร์เซย์และการสำรวจทั่วเมืองเมื่อเท้าแตะดิน ฉันขอประกาศสิ่งดีงามที่ควรทำเมื่อมาเยือนที่นี่ ดังนี้

เดินเล่นที่ย่าน Le Vieux Port

ภาพจำของมาร์เซย์คือท่าเรือที่เต็มไปด้วยเรือสารพัด มองออกไปเห็นเมืองกว้างใหญ่ ที่นี่คือ Le Vieux Port หรือ The Old Port ที่เก่าสมชื่อ เพราะชาวกรีกเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตศักราชเข้ามายึดครองพื้นที่ริมทะเลชัยภูมิดีเลิศและสร้างเมือง ในยุคต่อๆ มาเมืองท่านี้ก็กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของฝรั่งเศส ประวัติศาสตร์สองพันกว่าปีทำให้ที่ตรงนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและตึกสวยๆ

ฉันเดินเลียบท่าเรือเก่าแก่ ดู Hôtel de Ville (ศาลากลางเมือง) แล้วมุ่งหน้าไปที่ Fort Saint-Jean ป้อมปราการเก่าแก่ที่มีสะพานเชื่อมกับตึก J4 อาคารหลักของ MuCEM (Museum of European and Mediterranean Civilizations) พิพิธภัณฑ์สุดเก๋ที่สร้างขึ้นในปี 2013 เมื่อมาร์เซย์ได้รับเลือกให้เป็นเมืองหลวงของวัฒนธรรมแห่งยุโรป สถาปัตยกรรมเก่าและใหม่ยืนเคียงข้างกันอย่างสง่างามและอ่อนน้อม ไม่ว่าจะเข้าชมมิวเซียมหรือไม่ เราสามารถเดินข้ามสะพานสีดำไปทั้งสองฝั่งเพื่อชมวิวทั้งเมืองได้ฟรี

 จากนั้นฉันก็เดินเลียบ La Canebière ถนนสายเก่าแก่บนเนินเพื่อมองท่าเรือให้เต็มตา แวะ Le Panier ย่านบ้านเก่าที่เต็มไปด้วยกราฟฟิตี้สนุกๆ บนกำแพง

เดินต่อไปอีกหน่อย จะเจอ Hôtel Dieu อดีตโรงพยาบาลประจำเมืองที่มีอายุมากกว่า 800 ปีอยู่บนเนินเล็กๆ ฉันพักที่นี่เลย เพราะปัจจุบันกลายเป็นโรงแรม InterContinental Marseille ไปแล้ว ที่นี่ยังเก็บโครงสร้างงดงามของตึกเก่าไว้ได้ดีมาก แต่ภายในห้องพักตกแต่งสบายใหม่เอี่ยม และบางห้องมีระเบียงมองออกไปเห็นเมืองเก่าทั้งเมือง

นั่งเรือชมเกาะและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

มาถึงท่าเรือทั้งทีก็ต้องลงน้ำ ลองนั่งเรือให้ลมตีหน้าในวันอากาศดีเพื่อดูน้ำใสแจ๋ว ผู้คนพายเรือหรือเล่นกีฬาทางน้ำ กระชังเลี้ยงปลา และแวะชมเกาะเล็กเกาะน้อยและสิ่งก่อสร้างต่างๆ กลางทะเล อย่าง นั่งดูผลงานศิลปะของ Gandolfo Gabriele David ที่เป็นกลุ่มธงสีส้มแบบเสื้อชูชีพ สัญลักษณ์ของการต้อนรับผู้ลี้ภัยสะบัดตามสายลมบน Fort Saint-Jean และไปเยือน Château d’If (If Castle) ป้อมปราการที่เป็นคุกกลางน้ำ สถานที่ขัง José Custodio Faria ที่กลายเป็นตัวละครดังในนิยาย the Count of Monte-Cristo

ถ้าอากาศแจ่มใส การนั่งเรือจะเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แต่ระวังอย่าลงเล่นน้ำตามโขดหินดีกว่า เพราะแมงกะพรุนสีม่วงสุดคันลอยตุ๊บป่องอยู่เพียบเลย 

Workshop ทำสบู่น้ำมันมะกอกของแท้

ร้านขายของที่ระลึกทุกร้านต้องขาย Savon de Marseille หรือสบู่ก้อนแบบโบราณที่ใช้น้ำมันมะกอกและน้ำทะเลเมดิเตอเรเนียนเป็นส่วนผสม สมัยนี้ไม่ต้องใส่น้ำเค็มแล้ว แต่น้ำมันมะกอกยังคงอยู่คู่สูตรอมตะ ร้าน La Grande Savonnerie ที่เปิดเวิร์กช็อปให้คนทั่วไปเล่าให้ฟังว่าสบู่มาร์เซย์ของแท้มีแค่สีเขียวสำหรับอาบน้ำที่ใช้น้ำมันมะกอก และสีขาวสำหรับซักผ้าที่ใช้น้ำมันปาล์มเท่านั้น สบู่สีสันฉูดฉาดอื่นๆ ไม่นับว่าเป็นของออริจินัล

ถ้าอยากเรียนผสมสบู่ ตัดเป็นก้อน แล้วตอกลายบนสบู่แบบต้นตำรับ ก็แวะไปทำของฝากน่าดมน่าใช้กลับบ้านกันสักครั้ง

ไหว้พระแม่มารีเพื่อสิริมงคล

ถึงออกนอกอาณาเขตสิ่งศักสิทธิ์ไทยก็ยังอุ่นใจได้ว่าโชคดี เพราะเมืองนี้เขาก็มีเจ้าแม่เหมือนกัน พระแม่มารีประจำวิหาร Notre-Dame de la Garde สถิตย์อยู่บนยอดอาคาร คอยก้มลงมองและคุ้มครองชาวเมือง ชาวเรือ และทุกคนที่มาเยี่ยมเยือนให้ปลอดภัย ขึ้นไปไหว้ La Bonne Mère (ลา บอนน์ แมร์)ดื่มด่ำสถาปัตยกรรมแบบนีโอไบเซนไทน์ แล้วจะรู้สึกจิตใจสงบเมื่อมองเมืองท่าเก่าแก่นี้จากมุมสูง

ชม Cité Radieuse de Marseille ตึกแสนสวยของ Le Corbusier

ต่อให้ไม่ได้สนใจเรื่องสถาปัตยกรรม เมืองแนวตั้งของ Le Corbusier (Charles-Édouard Jeanneret-Gris) ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี ในยุคหลังสงครามใหม่ๆ ที่น้ำไฟยังไม่มีแบบทุกวันนี้ สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ออกแบบอาคาร 18 ชั้นขนาดใหญ่ที่ไม่ได้เป็นแค่อพาร์ทเมนต์ที่แก้ปัญหาพื้นที่ชุมชนจำกัด แต่ในตึกยังมีโรงเรียน โรงแรม โรงพยาบาล ร้านค้า และสวน ไว้ในที่เดียว 

ปัจจุบันเมืองย่อมๆ นี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและไม่ได้มีคนอยู่แน่นขนัดอีกต่อไปแล้ว แต่ยังมีโรงเรียนอนุบาล แกลเลอรี่ และร้านค้าดีๆ อยู่ข้างใน เขาดีไซน์อาคารโดยมีแสงอาทิตย์ อากาศบริสุทธิ์ ธรรมชาติ และความเงียบ เป็นส่วนประกอบหลัก แต้มด้วยลวดลายการตกแต่งสีสันบนคอนกรีตแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของสถาปนิกชาวสวิส-ฝรั่งเศสคนนี้มากๆ

มาร์แซย์ยังมีมุมน่าสนใจอีกมากมายที่น่ากลับไปสัมผัส เมื่อคิดถึงแดดอุ่นๆ สีทองของเมืองแห่งแสงตะวัน ฉันก็อยากจะ get rich and build our house on a mountain แบบที่เนื้อเพลงว่าไว้ที่นี่จริงๆ

วิธีเดินทางไป Marseille แบบสบายแทบไร้รอยต่อ : นั่งเครื่องบิน business class ของ Qatar Airways จากกรุงเทพฯ มาลงที่สนามบิน Nice Côte d’Azur Airport แล้วต่อรถจากเมืองนีซไปมาร์แซย์ (ตรวจสอบเส้นทางการบินและราคาได้ที่นี่)

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ 

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

 

 

 

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 มิถุนายน 2564
381

ผมก้าวลงจากเรือโดยสารสู่หาดสีดำที่ทอดตัวยาวไปไกล ในที่สุดผมก็มาถึงหมู่บ้านรานอน (Ranon) บนเกาะแอมบริม (Ambrym) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ได้สำเร็จเสียที หลังจากรอนแรมแบบลืมวันลืมคืนนับหมื่นกิโลเมตรจากกรุงเทพฯ สู่สิงคโปร์ เพื่อเปลี่ยนเครื่องมายังบริสเบน (Brisbane) ประเทศออสเตรเลีย แล้วต่อเครื่องอีกครั้งมายังเมืองพอร์ต วิลา (Port Vila) เมืองหลวงของประเทศ เปลี่ยนเป็นเครื่องบินเล็กอีกครั้งเพื่อบินมายังเมืองเครกโคฟ (Craig Cove) เกาะแอมบริม ก่อนจะลงเรือโดยสารเป็นเฮือกสุดท้ายมายังหมู่บ้านรานอนอันไกลโพ้น โอย เหนื่อย

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

มนุษย์เอเจนซี่โฆษณาอย่างผมต้องประชุมนำเสนองานเป็นประจำ การพูด พูด และพูด จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับอาชีพนี้ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสพักร้อน ผมจึงเล็งเป้าหมายการเดินทางที่ไกลสุดขอบฟ้า เพื่อจะได้นั่งๆ นอนๆ โดยไม่ต้องสนใจใคร และที่ที่ผมเลือกสรรแล้วอย่างดีคือที่นี่ เกาะสวาทหาดสวรรค์ที่จะไม่มีใครมายุ่งกับผม 

ระยะเวลา 10 กว่าวันต่อจากนี้ คือเวลาที่ผมจะอยู่ในความสงบถึงขีดสุด

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

ป้าเอ็มม่า (Emma) คือเจ้าของบังกะโลที่ผมจะมาพักอยู่ด้วย เธอเป็นสตรีวัย 60 กว่าๆ ที่ยังแข็งแรงสดใสและดูอ่อนกว่าวัย ยิ่งเธอบอกว่าตลอด 10 กว่าวันนี้มีผมเป็นแขกเพียงคนเดียวของเธอ ผมยิ่งรู้สึกลิงโลดมากกว่าโดดเดี่ยว

แต่ผมกำลังจะได้รับรู้ความจริงในเวลาต่อมาว่าผมคิดผิด

“มาจากเมืองไทยเหรอ กรี๊ดดดดดดด” ป้าเอ็มม่ากรี๊ดออกมาอย่างจริงจัง

“โทนี่ จา เป็นยังไงบ้าง ป้าชอบโทนี่ จา มากๆ คนทั้งเกาะติดเรื่อง องค์บาก กันงอมแงม ทุกคนเป็นแฟนคลับโทนี่ จา กันทั้งนั้น” ป้าเอ็มม่ารัวใส่ผมไม่หยุด เธอชื่นชอบภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก เอามากๆ เธอคลั่งไคล้ โทนี่ จา หรือ คุณจาพรม ยีรัมย์ อย่างเห็นได้ชัด และผมคือตัวเชื่อมของเธอกับดาราคนโปรด

ป้าเอ็มม่าออกเสียงองค์บากว่า อุ๊งบัก อย่างน่ารักจนผมต้องกลั้นยิ้ม และประโยคต่อมาก็คือ

“ถ้าป้าบอกคนในหมู่บ้านว่ามีแขกมาจากประเทศอุ๊งบักแล้วล่ะก็ รับรองทุกคนก็จะกรี๊ดเหมือนกัน” 

ที่บังกะโลไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา มีแต่เรือนที่สร้างขึ้นจากต้นและใบมะพร้าวอย่างเรียบง่าย ในห้องมีเพียงมุ้งและฟูกนอนพร้อมหมอน 1 ใบที่แสนสะอาด ถ้าจะอาบน้ำก็ต้องเดินไปยังบ่อน้ำจืดที่ตั้งอยู่ห่างจากห้องไปเพียง 20 ก้าว แต่ถ้าอยากซื้อขนม ซื้อน้ำ หรือชาร์จแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูป ก็ต้องออกแรงเดินเท้าราวๆ 15 – 20 นาที ไปยังร้านชำกลางหมู่บ้าน

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย
เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

ร้านชำเป็นเสมือนศูนย์รวมของทุกสรรพสิ่ง นี่มีแผงโซลาร์เซลขนาดใหญ่คอยดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า จึงเป็นเพียงจุดเดียวของหมู่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ พอตกเย็น ใครๆ ก็พากันหอบลูกจูงหลานมานั่งดูแผ่น VCD กันเอิกเกริก และภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลคืออุ๊งบักหรือ องค์บาก นั่นเอง ส่วนสัญญาณโทรศัพท์กับไวไฟนั้นไม่ต้องพูดถึง โทรศัพท์มือถือทำหน้าที่ได้แค่ถ่ายรูป จะโทรหาใคร จะโพสต์เฟซบุ๊ก ส่งไลน์ หรือตอบอีเมลนั้นลืมไปเลย

วันรุ่งขึ้นผมเดินไปที่ร้านชำแต่เช้าเพื่อไปชาร์จแบตเตอรี่กล้องและมือถือ กะจะซื้อขนมมาตุนๆ ไว้เผื่อหิวเสียหน่อย เด็กๆ ที่เล่นอยู่แถวนั้นเห็นผมจึงรี่เข้ามา

“มาจากเมืองไทยใช่มั้ย” เด็กๆ กลุ่มหนึ่งเข้ามาถาม

“ใช่แล้ว ทำไมรู้ล่ะ” ผมสงสัย

“เมื่อวานเย็นเอ็มม่ามาบอกว่ามีแขกมาจากเมืองไทย เมืองอุ๊งบัก” เด็กๆ เฉลยให้ผมเข้าใจ

“มาต่อยกัน” เด็กๆ เริ่มเข้ามาชวนผมต่อย

“อะ…อะ…อะ…ไรนะ มาต่อยกัน เฮ้ย!!! ไอ้หนู” ผมเริ่มไปไม่เป็น

“ถ้านายมาจากเมืองอุ๊งบักจริงๆ นายต้องมีพลังเตะต่อยตีลังกาได้ ไหนโชว์หน่อยดิ๊” เด็กตื๊อ

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

กว่าจะชาร์จแบตโทรศัพท์และกล้องถ่ายรูปจนเต็ม ผมต้องออกแรงทำท่ากังฟูกับเด็กๆ หมู่บ้านรานอนไปหลายยก 

ไม่เพียงแต่เด็กๆ ที่ตื่นเต้นดีใจ ชาวบ้านเองก็ใช่ย่อย

“โทนี่ จา สบายดีมั้ย”

“เขาจะทำอุ๊งบักภาคต่อไปอีกหรือเปล่า”

“ตัวจริงเขาเตะต่อยได้แบบในหนังมั้ย หรือเก่งกว่ามาก”

“คนไทยเตะต่อยตีลังกาได้แบบนี้ทุกคนเลยใช่มั้ย”

อยู่ดีๆ ก็มีคุณพี่คนหนึ่งเดินมาแล้วพูดว่า

“แชง คู ยู ไน” เขากล่าวอะไรบางอย่างพร้อมทำท่าย่อเข่า เอามือซ้าย-ขวา มาทำคล้ายงาช้างอยู่ข้างจมูก

“อะไรนะ” ผมไม่แน่ใจว่าเขาทำอะไร

“แชง คู ยู ไน ไงล่ะ…จากเรื่อง ต้มยำกุ้ง ที่พระเอกตามหาช้างน่ะ” คุณพี่อธิบาย

ทีนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเขากำลังจะบอกผมว่า “ช้างกูอยู่ไหน” ประโยคสำคัญที่พระเอกจะกล่าวย้ำตลอดตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง และผมต้องพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ความดังของจาพนมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่อง องค์บาก แต่ยังรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง ต้มยำกุ้ง ด้วย เขาคือทูตทางวัฒนธรรมคนสำคัญของเมืองไทยในประเทศวานูอาตู

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

นับแต่นั้นมา ที่ผมคิดว่าจะอยู่เงียบๆ ก็เป็นไปได้ยาก เพราะเด็กๆ ชอบมาชวนผมเล่นกังฟูที่หาดรานอนเสมอ พวกเขามากันเป็นกลุ่ม มาชวนเล่นน้ำ เดินป่า ปีนเขา ไปไหนไปกันเป็นพรวน และเวลาที่ผมไปร้านชำเพื่อทำธุระอะไรก็ตาม ชาวบ้านจะเข้ามาทักทายอย่างเป็นมิตร จนเรากลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด

วานูอาตูเคยเป็นอาณานิคมของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ที่นี่มีโรงเรียนที่สอนทั้ง 2 ภาษา และเด็กๆ ก็พูดภาษาเหล่านี้ได้ดีพอๆ กับภาษาบิสลามา (Bislama) ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของวานูอาตู ดังนั้น ภาษาจึงไม่เคยเป็นอุปสรรคเลย

หลังจากเฮฮาที่หมู่บ้านรานอนมาพักใหญ่ ผมก็อยากไปหมู่บ้านอื่นๆ บ้าง เอ็มม่าจึงให้ พี่เฟรดดี้ (Freddie) มาเป็นไกด์พาผมไป และผมเลือกเดินป่าไปที่หมู่บ้านฟันลา (Fanla)

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้มารับผมด้วยชุดที่บ้านสุดๆ รองเท้าไม่ต้องใส่ ในมือมีพร้าไว้คอยถางหญ้าที่ขึ้นรกชัฏตามรายทาง หมู่บ้านฟันลามีโรงเรียนที่มิชชันนารีฝรั่งเศสมาตั้งอยู่ จึงเป็นหมู่บ้านที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก เช่นเดียวกับพี่เฟรดดี้

“เคยอ่านงานของอองเดร ฌี้ด มั้ย” พี่เฟรดดี้เอ่ย และทำให้ผมหงายเงิบไปเลย

“เอ่อ พี่หมายถึง André Gide คนที่เขียนเรื่อง La Symphonie Pastorale เหรอครับ” ผมเริ่มใช้สมองทำงานหนักมากในการนึกถึงวรรณกรรมฝรั่งเศส

“ใช่ แล้ววอลแตร์ล่ะ อ่านมั้ย” พี่เฟรดดี้ไม่หยุด และเริ่มชวนคุยเรื่องวอลแตร์พร้อมกับฌี้ด

ตาย ตาย ตาย นี่ผมกำลังอยู่ชั่วโมงวรรณคดีอยู่หรือเปล่า ผมต้องพยายามใช้ความสามารถในการชักจูงพี่เฟรดดี้ให้เบนความสนใจออกจากเรื่องวรรณกรรม และหันมาเล่าเรื่องชีวิตชาวประมงของพี่ที่ผมค่อยรู้สึกสงบขึ้นมาหน่อย ต่อมาผมได้เรียนรู้ว่าในยุคอาณานิคม ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างพยายามเอาใจชาวเกาะให้หันมาเป็นพวก ทั้งสองชาติพยายามตั้งโบสถ์ สร้างโรงเรียน ห้องสมุด สถานีอนามัย เพื่อให้ชาวเกาะภักดี จึงไม่แปลกที่บางคนจะมีพื้นฐานการอ่านในขั้นเหลือเชื่อ

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก
บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

2 ชั่วโมงต่อมาผมก็มาถึงหมู่บ้านฟันลา เด็กๆ ออกมามองผมกันอย่างสนุกสนาน เพราะผมดูแตกต่างจากพวกเขามาก หมู่บ้านฟันลาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านสานขึ้นอย่างง่ายๆ แต่ใส่สีสันเร้าใจสุดๆ พี่เฟรดดี้พาผมไปคารวะหัวหน้าหมู่บ้านตามธรรมเนียม เพื่อให้ผมได้รายงานตัวเสียก่อนว่าเป็นใคร มาจากไหน

“มาจากเมืองไทย งั้นก็ต้องรู้จักโทนี่ จา ด้วยสิ” ท่านหัวหน้าบอก ความดังของอุ๊งบักแผ่ไปทั่วทุกหย่อมหญ้าวานูอาตูจริงๆ

“บ่ายนี้ว่างมั้ย ไปลองสอนเด็กๆ หน่อยสิ เด็กๆ ต้องดีใจที่มีคนมาจากประเทศอุ๊งบักแน่ๆ เด็กๆ ที่นี่ติดหนังเรื่องนี้กันเกรียว” ท่านหัวหน้ากล่าว และผมก็พอจะนึกภาพออก

“สอนอะไรก็ได้ อย่างที่อยากสอน อะไรง่ายๆ สักครึ่งชั่วโมง เด็กๆ จะได้มีโอกาสรู้จักชาวต่างชาติ นะ นะ” หัวหน้าหมู่บ้านพยายามโน้มน้าวใจในขณะที่ผมกำลังครุ่นคิด

เกิดมาผมไม่เคยสอนหนังสือเด็กๆ เลยนะครับ ณ วินาทีนั้นผมคิดว่าผมคงจะปฏิเสธท่านหัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้แน่ๆ และก็คงจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าจดจำที่ผมได้มาเป็นคุณครูครั้งแรกที่ประเทศวานูอาตู

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้พาผมเดินไปยังโรงเรียนประถมต้นซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ตอนนั้นเด็กๆ ไปพักอยู่ที่ไหนสักแห่ง ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินสำรวจในห้องว่าพวกเขากำลังเรียนเรื่องอะไรกัน ผมพบกระดาษวาดรูปพระอาทิตย์ลงสีสันน่ารัก พร้อมเขียนกำกับเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Le Soleil มีตารางการกระจายกริยาภาษาฝรั่งเศสเบื้องต้นอยู่สามสี่แผ่น ตอนนั้นผมรู้แล้วว่าผมต้องสื่อสารกับเด็กๆ ด้วยภาษาฝรั่งเศส แต่ผมจะสอนอะไรเหรอ การที่ท่านบอกว่าสอนอะไรก็ได้ง่ายๆ นี่มันยากมากๆ นะครับ

ไม่กี่นาทีต่อมาเด็กๆ ก็กลับมาจากช่วงพักทานของว่าง พี่เฟรดดี้พาผมไปแนะนำตัวกับคุณครู และคุณครูก็ดีใจมากที่ผมมาจากประเทศอุ๊งบัก และเมื่อคุณครูแนะนำตัวผมด้วยข้อมูลนี้ เด็กๆ ก็ร้องเย่! ออกมากันสนุกสนาน

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

ตายล่ะ ผมจะต้องสอนเขาแล้วในวินาทีนี้ ผมจะสอนอะไร ผมจะสอนอะไร ในใจผมกรีดร้อง

‘ปิ๊ง’ ในวินาทีสุดท้ายที่ผมกำลังเดินไปหน้าห้องสมองน้อยๆ ก็กระซิบว่า ‘สอนร้องเพลงสิ’

มันเป็นคำตอบที่ใช่มากๆ 

เพลงที่ผมนึกออกในวินาทีนั้นคือเพลง Coucou Hibou เป็นเพลงที่เด็กฝรั่งเศสเล็กๆ จะร้องกัน กุ๊กูคือนกกาเหว่า ส่วนอิบูคือนกฮูก เนื้อเพลงกล่าวถึงนก 2 ชนิดที่ร้องโต้ตอบกันไปมา และต้องแบ่งเด็กเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งร้องกุ๊กูแทนเสียงนกกาเหว่า อีกกลุ่มร้องอิบูแทนเสียงนกฮูก และร้องสลับกันไปมา เด็กๆ น่าจะชอบ และเนื้อเพลงเป็นไวยากรณ์ภาษาฝรั่งเศสที่ไม่ยากเลย

“เอาล่ะน้องๆ วันนี้เราจะร้องเพลง Coucou Hibou ใครอยากเป็น Coucou ใครอยากเป็น Hibou บ้างครับ” ผมเริ่มเปิดการสอน

ได้ผล ได้ผล เด็กๆ แย่งกันเป็นนก 2 ชนิดนี้อย่างสนุกสนาน และผมก็แบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม ก่อนจดเนื้อและร้องนำไปสองสามรอบ

Dans la forêt lointaine,

On entend le coucou.

Du haut de son grand chêne,

Il répond au hibou

Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou

Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou

ถ้าให้ผมแปลเป็นภาษาไทย ก็จะได้ประมาณว่า

ในป่าห่างไกล ได้ยินกาเหว่า

ส่งเสียงเร่งเร้า จากต้นโอ๊คใหญ่

นกฮูกได้ยิน ตอบไปทันใด

โต้กันฟังได้ ว่า “กุ๊กู” “อิบู”

กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู

กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู

เสียงร้องเพลงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ ยิ่งเวลาพวกเขาตั้งใจทำหน้าที่นกกาเหว่าหรือนกฮูกยิ่งดูน่ารัก เวลาครึ่งชั่วโมงบานปลายออกไปนิดหน่อย แต่คุณครูตัวจริงก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะกลับผมถามเด็กๆ ว่าอยากทำอะไรก่อนจากกัน ทายซิครับว่าเด็กๆ ตอบว่าอะไร พวกเขาตอบว่า “ครูช่วยโดดตีลังกาแบบอุ๊งบักให้ดูหน่อยสิครับ” 

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้พาผมกลับมาส่งที่หมู่บ้านรานอนในเวลาค่ำ วันนี้เป็นวันที่สนุกจริงๆ หลังจากนั้นผมเลิกคิดถึงการปลีกวิเวกไปแล้ว ชาวเกาะน่ารักและเป็นมิตรมาก น้องๆ ยังมาเล่นกับผมอยู่ทุกวัน วันไหนมีตลาดนัด ผมก็ไปเดินเล่นกับป้าเอ็มม่าและช่วยถือของกลับบังกะโล ทุกคนเป็นเพื่อนกับผม และทุกคนรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี

ตอนที่มาถึงใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าที่เขาซี้เราขนาดนั้นก็เพราะภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก ที่ชาวเกาะติดงอมแงม 

แต่มีมากกว่านั้น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2015 พายุไซโคลนแพม กำลังแรงกว่า 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถล่มประเทศวานูอาตูเกือบทั้งประเทศ เกาะน้อยใหญ่เกือบทั้ง 87 เกาะอยู่ในสภาพยับเยิน เดือนตุลาคมปีนั้น ผมเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังหมู่บ้านรานอน เกาะแอมบริม ประเทศวานูอาตู และได้มีโอกาสพบเห็นร่องรอยความเสียหายที่ยังค้างคาอยู่

ในเวลาที่ชาวเกาะกำลังเดือดร้อนอย่างที่สุด พวกเขาได้รับ ‘ข้าว’ ที่รัฐบาลไทยส่งไปให้เป็นความช่วยเหลือแก่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ บนกระสอบข้าวมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษอ่านได้ว่า ‘ด้วยความปรารถนาดีจากประเทศไทย’ ข้าวไทยนับเป็นความช่วยเหลือชุดแรกๆ จากนานาชาติที่มาถึงประเทศวานูอาตู มาถึงเกาะแอมบริม และมาถึงหมู่บ้านรานอนแห่งนี้

“You are our friend” 

เป็นประโยคที่ผมได้ยินจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาววานูอาตูบนเกาะนี้ทุกครั้งเวลาเขาเล่าเรื่องข้าวจากเมืองไทย

วานูอาตูเป็นหนึ่งในประเทศที่ดัชนีความสุขสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก 

และตลอด 10 กว่าวันในประเทศนี้ ผมพบว่าผมได้กลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเช่นกัน

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load