อาคารสไตล์ยุโรปท่ามกลางกลุ่มแมกไม้ วาดด้วยสีน้ำสวยงามละเอียดอ่อน ใส่กรอบแขวนอยู่ตรงหน้าฉัน

“นี่คือวิลล่าวัฒนา เป็นพระตำหนักที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลเสด็จฯ ย้ายมาประทับหลังจากรัชกาลที่แปดเสด็จขึ้นครองราชย์” เสียงของ สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ ดังขึ้นแทรกเสียงพูดคุยจอแจของนักช้อปชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวจีนรอบกาย ข้อมูลที่เขาบอกช่วยขับเสริมให้ภาพวาดที่ทรงเสน่ห์อยู่แล้วดูมีมนตร์ขลังมากขึ้นไปอีก

หลังจากพูดคุยเกี่ยวกับภาพนี้เสร็จแล้ว เราก็ขยับไปดูภาพอื่นในนิทรรศการกลางห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นต่อ ภาพที่จัดแสดงล้วนแล้วแต่เป็นภาพวาดสีน้ำและภาพวาดลายเส้นของ อ.เกริกบุระ ยมนาค นำเสนอทิวทัศน์ในมุมต่างๆ ของเมืองแห่งหนึ่งในยุโรป สลับกับพระบรมฉายาลักษณ์ของมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง แต่ละภาพต่างก็มีความเป็นมาอันเกี่ยวเนื่องกับประเทศไทยกว่าที่ตามองเห็นมากมายนัก

การเดินทางไปยังเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ของสุพจน์และ อ.เกริกบุระ มีเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูล ก่อนจะนำมารวบรวมเรียบเรียงเป็นหนังสือภาพ ๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ – Notre Roi หนังสือภาพวาดสีน้ำที่บอกเล่าพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่านมุมต่างๆ ของเมืองที่พระองค์ทรงเจริญวัยขึ้นมาจนทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างที่คนไทยรู้จัก

เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของการเดินทางในครั้งนี้ สุพจน์บอกว่า แม้เขาจะเคยไปโลซานน์มาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งแรกที่ไปคือไปเรียนวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยวเมื่อ ค.ศ. 1991 แต่ครั้งนี้เขาไปด้วยเหตุผลของการตามรอยพระบาทรัชกาลที่ 9 เพราะครอบครัวราชสกุลมหิดลที่ประทับอยู่ ณ เมืองโลซานน์ เกือบ 2 ทศวรรษ อีกทั้งทรงเจริญพระชนม์และทรงศึกษาตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย ที่เมืองแห่งนี้

“หากจะกล่าวถึงพระราชประวัติหรือพระปรีชาสามารถของพระองค์ ก็คงจะมองข้ามเมืองโลซานน์ไปไม่ได้ ด้วยเป็นสถานที่ที่ทรงประทับเป็นเวลาถึง 18 ปี สำหรับผมแล้ว เมืองโลซานน์ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญหน้าหนึ่งของเมืองไทยเลยก็ว่าได้”

สุพจน์อธิบายต่อไปว่า สาเหตุที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลเสด็จฯ ไปยังสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องมาจากในตอนที่สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จฯ กลับประเทศไทยเพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 6 และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 7 สมเด็จพระบรมราชชนนีซึ่งประทับอยู่ที่ปารีสมีพระประสงค์จะนำพระโอรสธิดาคือ หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา และหม่อมเจ้าอานันทมหิดล ไปฝากไว้ที่บ้านเลี้ยงเด็กฌองป์ โซเลย์ (Champ Soleil) ในเมืองโลซานน์ จึงคุ้นเคยกับสวิตเซอร์แลนด์อยู่แล้วเป็นทุนเดิม นอกจากนั้น สวิตเซอร์แลนด์ก็อากาศดี จะช่วยเรื่องพระอาการภูมิแพ้อากาศของรัชกาลที่ 8 ได้ ทั้งยังเป็นประเทศที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอีกด้วย

โดยพื้นฐานแล้ว การเรียนการสอนของสวิตเซอร์แลนด์แตกต่างจากไทยอยู่ไม่น้อย คือจะเน้นการปฏิบัติจริงเป็นหลัก เห็นได้จากที่นักเรียนสวิสกว่า 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ เลือกเรียนสายอาชีวะมากกว่าจะมุ่งเข้ามหาวิทยาลัย

ที่โรงเรียนเอกอลล์ นูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Romande) โรงเรียนประถมซึ่งรัชกาลที่ 9 ทรงเข้าศึกษาเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เน้นการปลูกฝังทักษะต่างๆ โดยเฉพาะในด้านงานช่างไม้และงานเกษตร โรงเรียนมีนโยบายให้นักเรียนทุกคนต้องรับผิดชอบแปลงผักคนละ 1 แปลงตลอดช่วงที่ศึกษาอยู่ “ที่นี่น่าจะเป็นแปลงเกษตรแปลงแรกในชีวิตพระองค์ท่านเลยก็ว่าได้” สุพจน์ตั้งข้อสังเกต และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้โรงเรียนก็ยังสอนด้วยระบบเช่นนี้อยู่เหมือนเดิม

ไม่เพียงแค่การศึกษา แต่ตัวเมืองเองก็ช่วยหล่อหลอมพระองค์เช่นกัน สุพจน์บอกกับฉันว่า หลายคนเรียกชาวสวิสว่าเป็นชาวเขา เพราะภูมิประเทศเกินครึ่งเป็นเนินเขา บ้านเรือนมักจะตั้งอยู่ตามไหล่เขา อากาศช่วงฤดูหนาวมักจะหนาวเย็นกว่าประเทศอื่นๆ ทำให้ชาวสวิสมีความอดทน ขยันขันแข็ง เมืองโลซานน์เองก็มีลักษณะเช่นนั้น รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเจริญวัยในเมืองเช่นนี้ ย่อมต้องได้รับคุณสมบัติเหล่านี้มาจากพวก (ภู) เขาเช่นกัน

เมื่อขณะประทับที่เมืองโลซานน์ สมเด็จพระบรมราชชนนีก็ทรงเลี้ยงดูพระโอรสธิดาเหมือนชาวสวิสทั่วไป คือทรงสอนให้รู้จักช่วยงานบ้าน รู้จักประหยัดอดออม อีกประการหนึ่ง ประเทศสวิตเซอร์เเลนด์เป็นประเทศที่ไม่เคยถูกปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ทำให้ชาวสวิสปฏิบัติต่อพระองค์ดั่งบุคคลทั่วไป ที่ชาวเมืองเรียกกันว่า ‘เมอซิเออร์’ (เทียบเท่ากับ มิสเตอร์ ในภาษาอังกฤษ)

บุคคลพิเศษคนหนึ่งที่สุพจน์ได้พบในการเดินทางไปโลซานน์ครั้งนี้คือ มาดามโรส-มารี แบร์เชร์ (Rose-Marie Berger) อดีตเพื่อนบ้านของครอบครัวราชสกุลมหิดลสมัยที่ประทับอยู่ในวิลล่า และปัจจุบันอาศัยอยู่ที่แฟลตหมายเลข 16 ซึ่งเป็นบ้านหลังแรกในเมืองโลซานน์ของครอบครัวราชสกุลมหิดล เมื่อมาถึงเรื่องนี้ สุพจน์เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและใช้คำว่า ‘โชคดี’ ที่ได้มีโอกาสเจอกับมาดามแบร์เชร์ด้วยความบังเอิญ

เมื่อกันยายนปี 2559 ก่อนรัชกาลที่ 9 จะสวรรคตประมาณเดือนกว่า สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ฯ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส และทางการเมืองโลซานน์ จัดงานฉลอง 70 ปีครองราชย์ ถวายพระเกียรติรัชกาลที่ 9

สุพจน์ซึ่งเป็นกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เดินทางมายังเมืองโลซานน์ และพาท่านทูตรวมถึงผู้ร่วมงานไปดูแฟลตหมายเลข 16 แห่งนี้ แล้วบังเอิญว่าเมโมรี่การ์ดกล้องถ่ายรูปของสุพจน์เต็ม ประจวบเหมาะกับที่ร้านถ่ายรูปเก่าแก่ตรงข้ามแฟลต (ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนนีก็ทรงเคยมาใช้บริการ) ยังเปิดอยู่ เขาจึงเข้าไปซื้อที่ร้านและได้พบมาดามเจ้าของร้าน นามว่า อะเตอลิเยร์ เดอ ยอง (Atelier de Jong) ซึ่งบังเอิญสนิทกับมาดามแบร์เชร์ เมื่อมาดามเจ้าของร้านทราบว่าพวกเขาคือกลุ่มคนไทย จึงเสนอตัวจะติดต่อกับมาดามแบร์เชร์ให้

การพูดคุยสนทนากันในวันนั้นทำให้ทราบว่าครอบครัวแบร์เชร์เคยใกล้ชิดกับครอบครัวราชสกุลมหิดล สามีของมาดามแบร์เชร์ เรเน่ แบร์เชร์ (René Berger) อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เมืองโลซานน์และอดีตอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ เคยได้มีโอกาสถวายการสอนภาษาฝรั่งเศสให้สมเด็จพระบรมราชชนนี ในขณะที่ลูกชายของทั้งคู่ก็เป็นนักสะสมงานศิลปะ ส่วนมาดามเองก็เป็นศิลปิน และเคยวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ถวายรัชกาลที่ 9 อยู่บ้าง ในปัจจุบัน มาดามแบร์เชร์อายุ 95 ปี อาศัยอยู่คนเดียวในแฟลตแห่งเดิม หลังจากสามีและลูกชายเสียชีวิตไปแล้ว

“ครั้งนี้ที่กลับไปกับ อ.เกริกบุระ เราก็คิดว่าจะติดต่อมาดามเดอ ยอง เจ้าของร้านถ่ายรูปให้ติดต่อมาดามแบร์เชร์ให้ ปรากฏว่าตอนนี้มาดามแบร์เชร์อยู่โรงพยาบาล เราก็ไม่อยากรบกวน แต่มาดามเดอ ยอง ก็บอกว่าแกไปเยี่ยมทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว เดี๋ยวจะโทรไปขออนุญาตมาดามไว้ให้ก่อน แล้วค่อยไปด้วยกัน

“โรงพยาบาลเป็นบ้านคล้ายๆ บ้านพักคนชรา หรูหรา สะอาดสะอ้าน เป็นห้องเดี่ยวอยู่สบาย เมื่อเราเข้าไปเจอมาดาม แกก็ดีใจที่มีคนมาเยี่ยม และได้สนทนาทักทายกันสักครู่หนึ่ง”

“ก่อนกลับเราขออนุญาตเข้าไปชมห้องพักในอพาร์ตเมนต์เลขที่ 16 ถนนติโชต์ ของแก ซึ่งเป็นที่ที่ครอบครัวราชสกุลมหิดลเคยประทับ มาดามเดอ ยอง ก็ลองถามมาดามแบร์เชร์ว่าจะขอพาพวกเราเข้าไปดูแฟลตของมาดามได้มั้ย แกก็บอกว่า ได้ เอาสิ ให้กุญแจมาด้วย เป็นครั้งแรกที่เราได้เข้าไปในแฟลตที่รัชกาลที่เก้าเคยประทับ แม้พระองค์จะเคยประทับอีกห้องหนึ่งก็ตาม

“ถึงที่นั่นจะเรียกแฟลต แต่ก็ไม่ได้ทรุดโทรมเหมือนบ้านเรา ห้องใหญ่มาก มีประมาณสองถึงสามห้องนอน สไตล์การตกแต่งหรูหรา พื้นเป็นไม้ แล้วที่เราชอบมาก คือแฟลตนั้นเต็มไปด้วยงานศิลปะ มีทั้งรูปปั้น รูปวาด กองระเกะระกะอยู่ เราก็ถามมาดามเดอ ยอง ว่าถ้าเกิดมาดามแบร์เชร์เสียชีวิตไป ของพวกนี้จะไปอยู่ที่ไหน แกก็บอกว่าก็คงยกให้ทางการเมืองโลซานน์ไปไว้ในพิพิธภัณฑ์”

แฟลตหมายเลข 16 ทำหน้าที่เป็นที่ประทับของครอบครัวราชสกุลมหิดลประมาณ 2 ปี กระทั่งรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ ส่งผลให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ฯ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8

ในตอนนั้น รัฐบาลไทยถวายเงินเพื่อให้ทุกพระองค์เสด็จฯ ย้ายไปอยู่บ้านที่สมพระเกียรติมากขึ้น ครอบครัวราชสกุลมหิดลจึงทรงได้ที่ประทับใหม่นาม ‘วิลล่าวัฒนา’ โดยเช่าบ้านหลังนี้เรื่อยมา แม้เจ้าของเสนอที่จะขายให้ แต่สมเด็จพระบรมราชชนนีไม่ต้องพระประสงค์ที่จะรบกวนเงินใคร โดยทรงให้เหตุผลว่ามีเงินไม่พอ และทรงขอเช่าแทน แสดงให้เห็นถึงความสมถะของครอบครัวมหิดล น่าเสียดายที่เมื่อครอบครัวเสด็จฯ ย้ายออก เจ้าของก็ขายต่อให้ลูกค้าคนอื่น ในปัจจุบัน วิลล่าแห่งนี้ได้ถูกทุบทิ้งไปเสียแล้ว

สุพจน์บอกว่า ในขณะประทับอยู่ที่วิลล่าวัฒนานั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีพระราชทานเลี้ยงอาหารชาวไทยที่อาศัยในเมืองโลซานน์และเมืองใกล้เคียงเป็นประจำทุกอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ชาวไทยจะได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

นอกจากกลางเมืองโลซานน์แล้ว เมื่อนั่งรถไฟออกไป 15 นาทีก็จะพบหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประวัติเกี่ยวเนื่องกับรัชกาลที่ 9 อีกแห่งหนึ่ง นั่นคือหมู่บ้านปุยดูซ์ (Puidoux) ซึ่งรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาประทับเป็นที่พักและศูนย์บัญชาการระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ. 2503 ปุยดูซ์เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กๆ ที่มีประชากรแค่ 1,500 คน

ปุยดูซ์ตั้งอยู่ในลาโวซ์ (Lavaux) ผืนไร่องุ่นอุดมสมบูรณ์และงดงามซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก ตัวไร่แผ่กว้างสุดลูกหูลูกตาลงไปจรดริมทะเลสาบเจนีวา สุพจน์สันนิษฐานว่า การที่พระองค์เลือกที่จะมาประทับที่นี่ ก็เพราะทรงผูกพันกับเมืองเล็กๆ ชานเมืองโลซานน์ อีกทั้งบรรยากาศอันสงบ อากาศดี และงดงาม เหมาะแก่การพักผ่อน

ในครั้งนั้น รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง พร้อมด้วยพระราชโอรสพระราชธิดา ทรงเลือกเช่า ‘วิลล่าฟลองซาเลย์’ (Villa Flonzaley) ที่ปุยดูซ์ตลอดช่วง 6 เดือนในยุโรป

“แทนที่จะเลือกอยู่กลางเมืองปารีสหรือโรงแรมห้าดาวกลางกรุงลอนดอน กลับทรงเลือกสวิตเซอร์แลนด์ เราคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นความผูกพันของพระองค์กับประเทศสวิตเซอร์เเลนด์อย่างลึกซึ้ง แม้แต่ตอนมาทรงงาน ก็ยังทรงเห็นที่นี่เปรียบเสมือนบ้าน”

เมื่อสุพจน์และ อ.เกริกบุระ ไปปุยดูซ์ ก็ได้พบกับเจ้าหน้าที่ของศาลาประชาคมเมือง ซึ่งพาพวกเขาเข้าไปดูศาลาประชาคมของหมู่บ้านที่เคยเป็นสถานที่ถวายการต้อนรับรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง สุพจน์เล่าให้ฟังว่า “ห้องรับรองมีขนาดกะทัดรัด พร้อมเวทีเล็กๆ สำหรับการแสดง เหมือนภาพถ่ายที่เราเคยเห็นเมื่อครั้งทั้งสองพระองค์เสด็จฯ มา เพียงแต่หน้าตาทันสมัยขึ้น”

เจ้าหน้าที่หมู่บ้านปุยดูซ์ก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนที่รู้จักพระองค์น่าจะเสียชีวิตไปเกือบหมดแล้ว แต่ยังมีนายสถานีรถไฟปุยดูซ์ แชซบร์ นามว่า ดาเนียล โชแบร์ต (Daniel Chaubert) ซึ่งเคยรับเสด็จเมื่อครั้งทรงเสด็จฯ โดยรถไฟพระที่นั่งมาลงที่สถานีรถไฟแห่งนี้

“เราเลยขอวิธีติดต่อ เขาก็ไปเปิดทะเบียนในคอมพิวเตอร์แล้วพรินต์ออกมาเป็นหน้า มีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ทุกอย่างเลย เราก็โทรไปแนะนำตัวว่ามาจากเมืองไทย และอยากคุยด้วย แกดีใจมาก บอกว่าให้เรานั่งรถไฟจากโรงแรมของเราที่โลซานน์เวลานี้ ขบวนนี้ แล้วแกจะรออยู่ที่สถานี เหมือนว่าแกทำงานมาทั้งชีวิต เลยจำตารางรถไฟได้ขึ้นใจ 

“เราก็ตื่นแต่เช้าขึ้นรถไฟมา พอถึงสถานีปุยดูซ์เงียบมาก ไม่มีคนเลย เราเห็นแกนั่งใส่หมวกแดงอยู่คนเดียว ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคือ แดเนียล โชแบร์ต ผู้ที่เรานัดหมายในวันนี้ พอเข้าไปคุย แกบอกว่าพยายามจะใส่ชุดยูนิฟอร์มเหมือนที่เคยรับเสด็จ แต่ด้วยความอ้วนทำให้ใส่ไม่ได้แล้ว แกเลยเอาแค่หมวกแดงกับป้ายติดเสื้อมาให้ดู”

จากนั้น โชแบร์ตได้เล่าถึงความหลังกับประสบการณ์อันแสนประทับใจของเขาให้สุพจน์ฟังว่า รถไฟพระที่นั่งของพระองค์ออกจากโลซานน์เข้าเทียบชานชาลาที่ 2 เหมือนกับที่สุพจน์เดินทางมาในวันนี้ และเพื่อไม่ให้ทั้งสองพระองค์ต้องเสด็จฯ ลอดทางเดินใต้ดินเพื่อมาประทับรถยนต์พระที่นั่ง เขาจึงบอกไปที่พนักงานขับรถไฟพระที่นั่งว่าให้ขับเลยสถานีไปก่อน จากนั้นเขาจึงสับราง แล้วจึงให้รถไฟย้อนกลับมาเข้าชานชาลาที่ 1 อีกทั้งยังต้องกะให้ประตูทางเสด็จลงตรงกับลาดพระบาทที่เขาเตรียมไว้ 

เมื่อฉันถามสุพจน์ว่า หลังจากไปโลซานน์มาหลายครั้ง การตามรอยพ่อหลวงในครั้งล่าสุดนี้เป็นอย่างไร เขาตอบในทันทีว่า ครั้งนี้มองโลซานน์ต่างไปอย่างสิ้นเชิง “ก่อนหน้านี้ เวลาเราเดินผ่านอาคารหรือตึกอะไรที่เกี่ยวกับในหลวง เราก็แค่รู้ว่าเป็นสถานที่ที่เคยประทับตามที่เคยได้อ่านในหนังสือมาเท่านั้น แต่การไปทำหนังสือครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่เดินทางไปหลังจากพระองค์สวรรคต ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปเลย แล้วเรารู้สึกว่าเรามองสถานที่เหล่านั้นอย่างเห็นคุณค่าและควรค่าแห่งการจดจำ”

หลังจากฟังเรื่องราวของสุพจน์ ฉันเดินกลับไปดูภาพวาดฝีมือ อ.เกริกบุระ ที่จัดแสดงอยู่อีกครั้ง โดยผิวเผินแล้ว แต่ละภาพก็เป็นเพียงแค่ตึกรามบ้านช่องธรรมดาในเมืองยุโรปแห่งหนึ่ง แต่เมื่อประกอบด้วยเรื่องราว กลับทำให้กลายเป็นเมืองที่มีความสำคัญยิ่งในฐานะสถานที่สะท้อนพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระมหากษัตริย์แห่งชาติสยาม

ภาพ : ธนบูรณ์ เกิดพาณิช, เกริกบุระ ยมนาค

นิทรรศการภาพวาดสีน้ำรูปโลซานน์จัดแสดงที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตลอดเดือนตุลาคม ปี 2560 อ่านรายละเอียดหนังสือภาพเพิ่มเติมได้ที่ ๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ – Notre Roi

 

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

5 พฤศจิกายน 2564
1K

“Beautiful things don’t ask for attention.” 

เป็นคำพูดที่ Sean O’ Connor (Sean Penn) พูดกับ Walter Mitty (Ben Stiller) ในฉากที่เขาละสายตาจากกล้องซูมระยะไกลที่ตั้งค้างไว้ แล้วเงยหน้าชื่นชมเสือภูเขาหิมะ (Snow Leopard) ด้วยดวงตาของเขาเอง 

ภาพหลายภาพที่เราเคยเห็น บางทีเราก็เลือกที่จะยืนจ้องมัน หายใจไปพร้อมกับมัน ฟังเสียงบรรเลงในห้วงทำนองของมัน เราจะยืนนิ่งเป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์นั้นจนห้วงภวังค์ของภาพนั้นลับตาเราไป หรือเราเลือกที่จะเดินจากมันมาเงียบๆ เราเลือกที่จะเก็บมันไว้ในความทรงจำ หรือเราเลือกที่จะพยายามถ่ายภาพมันเก็บไว้ 

จำได้ว่าตอนที่เดินป่ากับไต่เขาที่ป่าสงวนฮาร์แดงเงอร์วิดดา ใจกลางประเทศนอร์เวย์ (Hardangervidda National Park) ถือเป็นป่าสงวนที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์ และเป็นป่าสงวนลักษณะแบบที่ราบสูงภูเขา (Mountain Plateau) ที่กว้างใหญ่ที่สุดของยุโรปตอนเหนือ ระยะเวลาที่พวกเราวางแผนการเดินเท้าทั้งหมดกินเวลา 5 วัน รวมระยะทางเกือบ 80 กิโลเมตร 

พวกเราเริ่มเดินจากเมืองคินซาร์วิค (Kinsarvik) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของป่าสงวน เพื่อไปให้ถึงสตาวาลี (Stavali) ซึ่งเป็นจุดที่พักจุดแรก วันแรกฝนตกปรอยๆ ทางเดินชันสลับที่ราบ อากาศหนาวชื้น มีน้ำตกใหญ่ๆ 4 จุดหลัก ในหนังสือบอกว่าใช้เวลาเดินประมาณ 6 – 7 ชั่วโมงก็จะถึงที่พัก ไฉนเลยคงเป็นระยะเวลาที่กำหนดสำหรับคนร่างกำยำสูงใหญ่ชนชาติสายเลือดไวกิ้ง เพราะคนเอเชียขาสั้นๆ ตันๆ อย่างฉันใช้เวลาเดินเกือบ 13 ชั่วโมง! 

เดินถึงจุดที่พักตอนเกือบตี 1 โชคดีว่านอร์เวย์ในฤดูร้อนฟ้ายังสว่างถึงแม้จะเป็นยามวิกาล เวลาเที่ยงคืนก็ยังมีแสงรำไร เลยไม่รู้สึกว่าน่ากลัวมากนัก บ้านพักแต่ละหลังที่ป่าสงวนของนอร์เวย์เป็นระบบช่วยเหลือตัวเอง (Self-service) และระบบซื่อสัตย์หรือเกียรติศักดิ์ (Honor System) เพราะของทุกอย่างในที่พักต้องใช้ร่วมกัน ทุกคนต้องดูแลที่พักเสมือนบ้านตัวเอง 

ในห้องตู้เก็บอาหาร หากจะกินอะไร ใช้อะไร ต้องจดลงในแผ่นที่เขาเตรียมไว้ให้ แล้วทำเครื่องหมายเช็คหน้าลิสต์รายการของที่เราหยิบมาใช้ จากนั้นคำนวณตามราคาที่เขาตั้งไว้ เขียนเช็ค แล้วทิ้งลงกล่องเก็บเงินที่เขาตั้งไว้ ไม่มีใครมาคอยดูเรา เราต้องซื่อสัตย์ต่อระบบ 

นอกจากนี้ยังไม่มีที่อาบน้ำ ต้องออกไปตักน้ำเย็นเจี๊ยบจากลำธารมาใช้ล้างหน้าแปรงฟัน ต้มน้ำทำกาแฟ ถ้าให้ดีก็ควรตักเผื่อเพื่อนร่วมที่พักซึ่งเป็นคนแปลกหน้า บ้านทั้งหลังไม่มีไฟฟ้า ต้องจุดเทียนไข ไม่มีเครื่องทำความร้อน ต้องก่อฟืนเอง ไอความร้อนจากเตาเผาถ่านถึงค่อยลอยไปตามท่อ เพื่อสร้างความอุ่นให้กับบ้านที่พักทั้งหลัง แม้จะเป็นหน้าร้อน แต่อากาศบนที่ราบสูงภูเขาที่นอร์เวย์นั้นอากาศตกลงไปถึงที่ระดับ -3 ถึง 2 องศาเซลเซียสโดยไม่เกรงใจในบางคืน 

วันถัดมาฝนตกหนัก พวกเราตัดสินใจพักการเดินหนึ่งวันหลังจากการเดินหนักๆ วันแรก พอวันที่ 3 แม้จะเป็นวันที่หมอกลงค่อนข้างจัด แต่เราก็ต้องออกเดินทาง ตั้งแต่ช่วงวันที่ 3 เริ่มจะเป็นช่วงที่เข้าสู่ความเงียบงันอย่างจริงจัง มองรอบตัวอย่างสุดสายตาก็เห็นว่ามีแค่พวกเรา 2 คน เดินกันมาจนถึงช่วงที่ต้องเดินขึ้นเขาชัน พยายามไม่มองลงข้างล่างเพราะรู้ว่าเป็นเหวลึก บวกกับหมอกที่ลงจัดทำให้มองเห็นแค่ระยะรัศมี 1 – 2 เมตรรอบตัว ทั้งหุบเขาเงียบกริบ กระทั่งเสียงลมพัดยังไม่มีให้ได้ยิน สักพักได้ยินเสียงกระดิ่งผูกคอวัวดังสะท้อนก้องหุบเขาอยู่ไกลๆ 

พอเดินขึ้นถึงที่หมายบนยอดเขา พื้นทางเดินเริ่มกลายสภาพเป็นที่ราบกว้าง หมอกที่หนาจัดเมื่อตอนขาขึ้นภูเขาค่อยๆ บางตัวลง ทะเลสาบผืนเล็กๆ เริ่มปรากฏให้เห็นต่อหน้าพวกเรา ช่างเป็นผืนน้ำที่นิ่งสงบ พื้นผิวน้ำนิ่งไม่มีริ้ว มีหมอกจางๆ ลอยเบาๆ เหนือน้ำ เป็นภาพที่สะกดให้พวกเราต้องหยุดจ้องมองมัน ต้องยืนนิ่งเป็นส่วนหนึ่งกับมัน ต้องสยบให้กับความเงียบงันของมัน ถ้าต้องจินตนาการว่าชีวิตหลังความตายจะเป็นอย่างไร คาดว่าน่าจะเป็นดั่งภาพที่เห็นนี้ เหมือนว่าเราต้องยืนรอให้ Ferryman (คนพายเรือตามเทพนิยายกรีก) พายเรือมารับเพื่อพาเราข้ามแม่น้ำอาเครอน (Acheron) ถ้าจินตนาการต่อ การพายเรือก็น่าจะเป็นการพายเรืออย่างช้าๆ ไม้พายที่แหวกลงน้ำช่างนิ่งและนิ่มนวลจนไม่มีแม้แต่ริ้วคลื่นให้เห็น เรือจะพาเราไปยังอีกฟากหนึ่งของภพแห่งความตาย ไปสู่ภพของเทพเจ้าเฮดีส (Hades) 

สักพักเสียงกระดิ่งผูกคอวัวที่ตอนแรกได้ยินว่าดังก้องอยู่ไกลๆ เริ่มดังขึ้นข้างๆ ตัว ปลุกพวกเราตื่นจากภวังค์ เสียงเข้ามาใกล้ตัวพวกเรามากขึ้นๆ จนเริ่มเห็นหน้าค่าตาเจ้าของเสียงกระดิ่ง ตัวที่เป็นแม่เดินฝ่าม่านหมอกออกมาดูหน้าผู้มาเยือน มันยืนจ้องพวกเรานิ่งๆ สีหน้าเฉยชา ไม่อินังขังขอบต่อความเป็นไปของโลกภายนอก แต่แววตาฉายความฉงนเต็มที่ เห็นมีอยู่ส่วนเดียวที่ขยับคือปาก เหมือนเคี้ยวเอื้องค้างอยู่ แถมมีตัวน้อยๆ 2 ตัวเดินตามติดมาใกล้ๆ 

มันยืนทิ้งระยะ พวกเรามองมัน มันก็มองเรา มองกันไปมองกันมาจนมันคงเบื่อ เลยหันตัวเดินหนีไปอีกทิศ เสียงกระดิ่งที่คอสั่นดังกร๊องๆ จนเสียงค่อยๆ ลับหายไป พวกเรารีบเดินจากมา วันแรกที่เดินกันแบบสบายๆ เป็นบทเรียนอย่างดีว่า 6 ชั่วโมงของคนนอร์วีเจี้ยนนั้นอาจเป็น 10 ชั่วโมงของคนไทยขาสั้นอย่างฉัน ส่วนคู่ชีวิตที่เดินทางมาด้วยกัน ถึงขาจะยาวแต่ก็ต้องรอเราอยู่ดี วันนี้คู่ชีวิตที่เดินมาด้วยกันเร่งคนขาสั้นอย่างฉันตลอดการเดิน เพราะเข็ดกับการถึงที่พักกันยามดึก

สิ่งที่คาดหวังในระหว่างที่เราเดินเท้าใน Hardangervidda จากจุดพักหนึ่งไปสู่จุดพักหนึ่งนั้น พวกเราคาดหวังกันว่าจะได้เจอกวางเรนเดียร์ป่า ถือว่าเป็นสัตว์หายากในบริเวณนั้น พวกเราจินตนาการกันต่างๆ นานาเวลาเจอรอยเท้าที่มีลักษณะเป็นกีบปรากฏเป็นรอยบนหิมะ ซึ่งพอดูๆ ก็คาดว่าจะเป็นรอยกีบเท้าแกะมากกว่า เพราะรอยเท้าเดินกันสะเปะสะปะ เราเดินกันแบบเร่งเท้า แต่ก็ถึงที่พักจุดที่ 3 ช้าอย่างเคย จุดพักที่ทอรีฮิทตา (Torehytta) เล็กกว่าจุดที่ 2 ทั้งหลังคืนนั้นมีแค่พวกเรา 2 คน ไม่ได้อาบน้ำกันมา 3 วัน จึงจำใจต้องเดินกันไปที่ทะเลสาบผืนเล็กๆ หน้าบ้านที่พัก 

ถ้าไม่อาบอีกวันนี่แกะคงจามใส่แน่นอน เพราะนึกว่าแหนมเน่าเคลื่อนที่ เดินไปหยุดยืนริมน้ำ เห็นน้ำแข็งก้อนใหญ่ลอยอยู่ไม่ไกล ใจเริ่มประหวั่น น้ำใสๆ ที่เห็นหน้าเรานี่มันน้ำจากน้ำแข็งที่เริ่มจะละลาย พวกเรามองหน้ากัน คู่ชีวิตเป็นฝ่ายใจกล้า พี่แกแก้ผ้าก่อนตัดใจกระโดดตูมลงไป เสียงที่ตามมาคือเสียงร้องจ๊ากๆ เหมือนคนโดนน้ำร้อนลวก กระโดดลงปุ๊บ แกรีบกระโดดกลับขึ้นฝั่ง ฉันเห็นก็ชักเริ่มใจเสีย ค่อยๆ แหย่เท้าลง จิ้มลงไปนิดเดียวเผลอร้องลั่น มันหนาวจนเจ็บปวด ถ้านึกไม่ออกว่าหนาวขนาดไหน ให้นึกภาพว่าแช่มือลงในถังน้ำแข็งค้างไว้สัก 10 นาที แช่จนมือชา จนไม่มีความรู้สึก แต่ฉันก็ไม่อยากเดินตัวเหม็นแบบนี้ไปอีกตลอดการเดินทาง เลยหลับตากระโดดลงไปแค่ครึ่งตัว 

โอย… หัวใจเหมือนจะหยุดเต้น เนื้อตัวชา ชาขึ้นสมอง รู้สึกเลยว่าสมองหยุดทำงาน ฉันวักน้ำเร็วๆ ให้โดนตัวช่วงบนแล้วรีบสะบัดตัวขึ้นมาจากน้ำเย็นนรกผืนนั้น แต่ความรู้สึกหลังจากจุ่มตัวลงน้ำเย็นเฉียบขนาดนั้น เลือดที่แข็งตัวเมื่อครู่เริ่มไหลปรู๊ดแผ่ความอุ่นปราดทั่วร่าง เหมือนว่าเมื่อครู่ร่างกายตายไป 10 วินาที มันเริ่มฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ ดีกว่าเก่า สดชื่น กระปรี้กระเปร่า แต่ถ้าให้ทำอีกก็ไม่เอา จากนั้นพวกเราพากันเดินกลับเข้าบ้านที่พัก จุดฟืน ผิงไฟ นอนสลบกันปางตายอีกหนึ่งคืน 

วันที่ 4 ต้องเดินทางไปให้ถึงบ้านพักลิตโลส (Litlos) ฟ้าเปิด อากาศแจ่มใส แดดส่องสว่างจ้า เดินจากที่พักได้สักพักหนึ่งก็เริ่มโหดขึ้น เพราะที่พักเมื่อคืนที่ทอรีฮิทตาอยู่ในหุบเขา ฉะนั้น ถ้าจะเดินทางกันต่อ ต้องเดินขึ้นเขาเพื่อออกจากหุบเขา ถือว่าหฤโหดในระดับหนึ่ง เพราะทางเดินเป็นน้ำแข็งเสียเป็นหลัก จุดที่พวกเราเดินเท้าผ่านกันมาเมื่อวันก่อน มีจุดที่เป็นผืนหิมะแผ่กว้างที่ยังไม่ละลายอีกเป็นหย่อมๆ แต่ละหย่อมกินอาณาบริเวณความยาวประมาณ 100 – 200 เมตร ยาวสุดก็ประมาณเกือบ 400 เมตร 

การเดินย่ำในหิมะโดยรองเท้าเดินป่าแบบธรรมดาถือว่าค่อนข้างยากลำบาก เพราะต้องเกร็งแล้วค่อยๆ ย่ำลงไป โดยเฉพาะจุดที่เป็นทางชัน ถ้าเป็นหิมะที่เริ่มคลายตัวจากการเกาะตัวเป็นน้ำแข็ง ต้องเดินแบบเฉาะเท้าเข้าหิมะเพื่อไม่ให้ลื่นล้ม วิธีการคือเตะจิกปลายเท้าส่วนหน้าเข้าแผ่นหิมะและกดตัวลงเจาะเข้าไปให้ลึก ลึกจนพอจะมั่นใจว่ารับน้ำหนักตัวเราได้ ส่วนทางเดินที่ต้องเดินขึ้นเขาเพื่อออกจากบ้านพักทอรีฮิทตา น้ำแข็งกลับแข็งตัว ยังไม่ละลาย ดังนั้นการเดินเฉาะแบบเอาหน้าเท้าเฉาะเข้าหิมะจึงทำไม่ได้ แถมลักษณะเป็นแนวทางลาดประมาณ 60 องศา ถ้าพลาดนิดเดียว มีสิทธิ์ไหลลื่นตกลงเหวด้านข้างได้ในพริบตาเดียว

ฉันเฉาะเท้ายังไงก็ไม่เข้า เพราะผืนหิมะหนาวจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง ยืนปักไม้เดินป่าก็น่าจะต้านแรงน้ำหนักฉันไม่พอ ผลคือฉันยืนร้องไห้ เพราะทั้งเดินต่อก็เดินต่อไม่ได้ ทั้งกลัวก็กลัว คู่เดินทางเลยต้องหาทางอ้อมหลังก้อนน้ำแข็ง แล้วให้ใช้วิธีเดินไต่ก้อนน้ำแข็งไปพร้อมกับอิงตัวกับผนังก้อนหิน ต้องค่อยๆ ไถไป ถ้าตกลงไปในร่องน้ำแข็ง ก็ตกไปที่พื้นน้ำแข็งข้างล่าง ความสูงน่าจะประมาณระดับเมตรครึ่งจากพื้นน้ำแข็งที่เห็น ถึงจะน่ากลัวน้อยกว่าการตกเหว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพื้นน้ำแข็งที่เห็นนั้นจะแข็งพอที่จะรองรับน้ำหนักเราได้ ฉันเดินเบียดตัวเองไปกับผนังก้อนหินกับน้ำแข็งข้างขวา ยันตัวเองไปเรื่อยๆ เดินไปร้องไห้ไป เพราะกลัวสุดใจ จนรู้สึกตัวอีกทีก็เดินผ่านพ้นหน้าผาน้ำแข็งผืนนั้น จากที่ร้องไห้ก็เริ่มหัวเราะ ดูเหมือนบ้า แต่จริงๆ แล้วดีใจ เป็นความภูมิใจเล็กๆ 

วันนี้ถือว่าเป็นการเดินทางที่ต้องคอยลุ้นตลอดเวลา พอพ้นจากก้อนน้ำแข็งที่เอนดิ่งลงเหวน้ำตกถึงค่อยหายใจคล่องปอดขึ้น แต่ระยะทางการเดินวันนี้ยังอีกยาวไกล เดินผ่านพื้นที่ที่เป็นหนองน้ำ (Marsh) ผืนกว้าง เดินย่ำลงตรงไหนๆ ก็เหยียบจนจมน้ำ น้ำเข้ารองเท้า เดินกันแบบเท้าแฉะตลอดวัน ต้องฝ่าฝูงแมลงหวี่น้ำที่บินปกคลุมทั่วบริเวณ แถมเดินสลับกับแผ่นหิมะที่ยังไม่ละลายเป็นผืนกว้าง ต้องเดินแบบเฉาะเท้ากันไปแบบเปียกๆ บางจุดนี่ก็ลุ้น เพราะรู้ว่าบนผืนน้ำแข็ง ผืนหิมะที่เดินข้ามกันอยู่มันคาบผ่านน้ำที่ไหลเชี่ยวอยู่ข้างล่าง ได้ยินเสียงน้ำไหลแบบก้องกังวาน กลัวก็กลัวแต่ก็ต้องเดินข้ามกันไปแบบระวัง บางจุดจะเห็นหิมะเป็นรูๆ ตลอดทาง ชะโงกดูรู ถึงเห็นว่าเป็นอึก้อนเล็ก ๆ สีกับทรงดูคล้ายไข่มุกที่คนบ้านเรานิยมใส่ในชานม พวกเราถกกันว่าน่าจะเป็นเพราะว่าอึแกะมันอุ่น เวลาตกลงบนก้อนหิมะเลยทำให้เป็นรู เพราะหิมะละลายรับความอุ่นของไออึ 

เดินจนมาถึงลำธารกว้าง น้ำไหลแบบไม่เชี่ยวนัก ที่ตื่นตาคือน้ำที่เห็นนี่ใสจนเห็นพื้นหินใต้ลำธาร พวกเราหันหาทิศของทางเดินที่จะต้องเดินกันต่อ ปรากฏว่าไม่เจอ น่าจะเป็นเพราะว่าน้ำแข็งเริ่มละลายทำให้กลายเป็นทางเดินของลำธารทางน้ำแทน ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ทางน้ำที่เห็นมันไม่ได้ตื้นเขินเหมือนลำธารเล็กๆ ที่พวกเราเดินเหยียบข้ามกันมาได้แบบสบายๆ ระดับน้ำที่อยู่ตรงหน้าน่าจะประมาณหน้าต้นขาฉัน ฉันจุ่มมือลงน้ำเพื่อวัดอุณหภูมิความกล้า แทบเป็นลม น้ำช่างเย็นเจี๊ยบ ความหนาวเย็นมันฉีดปรู๊ดถึงปลายประสาทรูหู ใจถึงกับสั่น สองคนมองหน้ากันว่าเอาไงดี ถ้าข้ามก็ต้องข้ามแบบถอดกางเกง เพราะไม่อย่างนั้นจะหนาวสั่นตลอดการเดินทางของวัน 

จำต้องถอดกางเกง ถอดรองเท้า ก่อนค่อยๆ หย่อนเท้าก้าวลงน้ำจนระดับน้ำตีขึ้นมาถึงหน้าขา ไม่เคยเลยที่ครั้งไหนจะไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของขาเท่าครั้งนี้ มันชาจนความรู้สึกที่ว่าชาก็ไม่น่าจะอธิบายได้อย่างเพียงพอ พวกเราก้าวเร็วมากก็ไม่ได้ เพราะพื้นหินที่ลำธารทั้งแหลมทั้งคม พอจะตัวกระตุกจี้ให้เรารู้สึกถึงการมีอยู่ของขาตันๆ ของฉันได้บ้าง น้ำลำธารที่ไหลก็ไม่ได้ว่าจะไหลแบบเอื่อยๆ ค่อนข้างจะเชี่ยวด้วยซ้ำ พวกเราก้าวข้ามกันอย่างทุลักทุเล พอถึงอีกฟากของลำธารนี่ถึงกับหัวเราะกันงอหาย หัวเราะกับประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอะเคยเจอ โชคดีว่าเป็นวันที่มีแดด พวกเรานั่งตากแดดจนเนื้อตัวกับขาแห้งและอุ่นจนได้ระดับถึงค่อยใส่กางเกง ใส่รองเท้าแล้วเดินทางกันต่อ 

เดินกันจนถึงที่พักที่ลิธโลสแล้วค่อยใจชื้น เนื่องจากเป็นที่พักหลักใจกลางแยกใหญ่ เลยเป็นวันที่มีนักเดินทางมาพักกันที่นี่อย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย มากันจากหลากทิศของเทรลการเดิน เป็นจุดที่ฉันรู้สึกว่าสวยสงบ พวกเราอยู่ในหุบเขา (ตามเคย) ล้อมรอบด้วยภูเขารอบทิศ หลังเก็บข้าวเก็บของก็ออกมานั่งมองวิวยามเย็น ลมพัดเอื่อยๆ แต่ยังคงความหนาวเย็นให้ต้องใส่เสื้อหนาว ส่วนห้องที่พวกเรานอนพักวันนี้มีนักเดินทางคนอื่นมานอนพักด้วย แอบหงุดหงิดนิดหนึ่ง เพราะหนุ่มที่นอนเตียงบังเกอร์อีก 2 รายต่างพากันพร้อมใจถอดถุงเท้าอันแสนจะเหม็นเน่าพาดริมหน้าต่าง ลมที่พัดโชยเข้ามาเลยพาลพัดกลิ่นถุงเท้าเน่าของพวกเขามาแตะจมูกพวกเราเป็นครั้งคราไป ฉันถอดถุงเท้าวางใต้เตียง เหม็นก็คงเหม็น แต่คิดว่าอย่างน้อยมันน่าจะซ่อนกลิ่นจากคนอื่นได้บ้าง หนุ่มพวกนั้นป่านนี้ก็คงไปนั่งเขียนบ่นว่า ถุงเท้าซิ้มคนที่นอนอีกบังเกอร์หนึ่งนี่เหม็นน่าดู 

เคบินลิธโลส กับพระจันทร์ที่ขึ้นมาแล้ว แต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันจะตกดี

วันสุดท้ายของการเดินเท้า ร่วม 20 กิโล เป็นระยะขาลงเขา จุดหมายที่พวกเราต้องเดินไปให้ถึงคือเคบินมิดเดิลส์บู (Middalsbu) เหมือนเวลาวิ่งเข้าเส้นชัย ระยะที่กิโลเมตรสุดท้ายมักเป็นความทรมานที่เราต้องกัดฟันวิ่งให้ถึง การเดินไปให้ถึงบ้านพักมิดเดิลส์บูก็เช่นกัน แม้จะเป็นระยะที่เริ่มลดระดับลงจากเขา การเดินค่อนข้างง่ายกว่าหลายวันที่ผ่านมา แต่กลับเป็นวันที่ทรมานที่สุดและยาวนานที่สุด บางจุดที่ยังมีหิมะปกคลุมเป็นทางลง ฉันใช้วิธีนั่งกับพื้นหิมะแล้วไถตัวลง พรืดเดียวถึงพื้น ต้องคอยใช้ไม้ค้ำเดินป่าช่วยยันเป็นพักๆ ไม่ให้น้ำหนักตัวเองไหลลงทางลาดเร็วเกินไป ถ้ากลิ้งคะมำจะพาลกลายร่างเป็น Snowball เอาง่ายๆ 

เดินมาพักหนึ่ง ฉันสังเกตเห็นกลุ่มก้อนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหว พยายามเพ่งด้วยตาเปล่าก็เห็นแค่เป็นจุดดำๆ ตอนแรกพวกเรานึกว่าเป็นฝูงแกะ แต่แกะไม่วิ่งกันเป็นกลุ่มก้อนแบบที่พวกเราเห็น เลยใช้กล้องที่มี ส่องแบบระยะไกลสุด ถึงได้เห็น…

ภาพที่เห็นคือฝูงกวางเรนเดียร์ที่คนกล่าวถึงกันนักกันหนาว่ายากจะเห็นในอุทยานแห่งชาติที่นี่ พวกเราไม่แน่ใจว่าระยะจากที่เราเห็นมันไกลขนาดไหน แต่น่าจะอยู่ที่ระยะอย่างต่ำกว่า 3-4 กิโลเมตร ที่แปลกคือพวกเราแทบจะไม่ได้ยินเสียงการวิ่งของพวกมัน ปกติฝูงกวางใหญ่ขนาดนั้น วิ่งกรูด้วยกันแบบนั้น น่าจะมีเสียงดังสนั่นหุบเขา แต่ที่ได้ยินคือเสียงแว่วของลม นับเป็นบุญตาของพวกเราที่ได้เห็นภาพมหัศจรรย์นี้ เป็นการตบท้ายทริปการเดินทางวันสุดท้ายของพวกเราได้อย่างมีค่า งดงามต่อความทรงจำที่สุด 

ระยะทางทั้งหมดที่พวกเราเดินกันมา 5 วัน (พัก 1 วัน) ประมาณ 90 กิโลเมตร ถ้าเป็นคนที่แข็งแกร่งทนทาน น่าจะใช้เวลาเดินได้ 3 – 4 วันก็จบ เทรลการเดินป่าที่ Hardangervidda National Park มีอีกไม่รู้กี่ร้อยสาย พวกเราหมายมั่นว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีก เป็นประสบการณ์การเดินที่แม้จะเหนื่อยเข็ดเขี้ยว แต่ก็สวยงามไม่มีวันลืม 

นักเลงดักขอค่าผ่านทาง
พอบอกว่าไม่มีให้ นักเลงเลยเดินเรียงหน้าประชิดมากขึ้น ข่มขู่กันแบบยิ้มแย้ม

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ดวงยิหวา อุตรสินธุ์

เป็นลูกครึ่งล้านนากับมลายูที่พูดคำเมืองเพี้ยนและพูดมลายูไม่เป็น เป็นนักเดินทางเพราะคนรักชอบเดิน เป็นคนที่กลัวความสูงแต่รักการปีนป่ายหินและภูเขา และ เป็นคนที่แพ้ขนแมวแต่รักแมวสุดจิตสุดใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load