ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด อันเนื่องมาจากมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับสามของโลก และเมื่อตั้งใจจะไม่เพิ่มกำลังการผลิตจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอื่น ๆ เพื่อชดเชย ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย (ณ วันที่ 10 มีนาคม 2565) ได้ทุบสถิติน้ำมันเบนซินทะลุ 50 บาทต่อลิตร 

เมื่อเดินในเมืองไม่ได้ วัฒนธรรมการใช้รถยนต์จึงเป็นสิ่งปกติที่เราคุ้นชินในชีวิตประจำวัน

เมื่อเมืองขับเคลื่อนด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงกลายเป็นปัญหาที่เราทุกคนต้องยอมรับ อย่างไรก็ดี วิกฤตราคาน้ำมันสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวด้านวิสัยทัศน์ของนโยบายการพัฒนาและการออกแบบผังเมือง ที่ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล แต่กลับบีบบังคับให้ผู้คนต้องเดินทาง ยังไม่นับถึงปัญหาสะสมของระบบรถโดยสารสาธารณะที่ยังไม่ถูกพัฒนาและตั้งให้เป็นระบบเดียวกัน

สถาปัตยกรรมสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงและการใช้รถของมนุษย์ในหนังฝรั่งเศส Trafic

เราอาจมีภาพจำเชิงลบกับการใช้รถใช้ถนน หากคิดถึงปัญหามลพิษทางอากาศและสิ่งแวดล้อม ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า รถยนต์ – ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และน้ำมัน เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางสถาปัตยกรรม ทั้งโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เนื้อเมือง (Urban Fabric) และอัตลักษณ์ของเมืองไปอย่างสิ้นเชิง 

คอลัมน์ Set Design ครั้งนี้อยากชวนผู้อ่านย้อนกลับไปยุคแห่งความรุ่งโรจน์ของรถยนต์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ผ่านมุมมองของ Jacques Tati ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นทั้งนักแสดงตลก ละครใบ้ และยังเป็นหนึ่งในทีมผู้เขียนบท ในภาพยนตร์คอเมดี้สุดคลาสสิก เรื่อง ‘Trafic’ จากปี1971 หนังขบขันขายหัวเราะเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์ วงจรการผลิตและซื้อขายรถยนต์ การจราจร สัญลักษณ์จราจร การสัญจรของรถยนต์ และการล้อเลียนพฤติกรรมของผู้ขับขี่

สถาปัตยกรรมสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงและการใช้รถของมนุษย์ในหนังฝรั่งเศส Trafic

01
Jacques Tati – Monsieur Hulot

มุกตลกล้อเลียนวิถีชีวิตยุคโมเดิร์นที่ได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบดั่งเดิม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ของภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องของ Tati ไม่ว่าจะเป็น Mon Oncle ในปี 1961 ที่บอกเล่าเรื่องราวของบ้านยุคโมเดิร์นอันเต็มไปด้วยอุปกรณ์ระบบอัตโนมัติ วิถีชีวิตของผู้คนที่ยึดโยงและผูกติดกับมันมากจนเกินไป หรือเรื่อง Play Time ในปี 1967 บอกเล่าฉากออฟฟิศในยุคโมเดิร์นที่โต๊ะทำงานของพนักงานถูกแบ่งเป็นล็อก ๆ ด้วยฉากกั้นรูปทรงสี่เหลี่ยมสูงมิดหัว จนเป็นการทำงานที่มนุษย์กลายเป็นเหมือนเครื่องจักร  

เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งในหนังของ Tati คือการสร้างตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินเรื่อง ชื่อ Monsieur Hulot ที่เขานำแสดงด้วยตัวเอง 

‘Hulot’ เป็นชายวัยกลางคน ผู้หลงยุคหลงสมัยเข้าไปอยู่ผิดที่ผิดทางในหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา ด้วยบทบาทที่แตกต่างกันไป ท่าทางเก้งก้าง เสื้อกันฝนสีแทน หมวกสีน้ำตาล ร่มคู่ใจ กับไปป์ยาสูบไม้ คือเอกลักษณ์ของ Hulot ที่แฟนหนังจดจำได้เป็นอย่างดี

สถาปัตยกรรมสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงและการใช้รถของมนุษย์ในหนังฝรั่งเศส Trafic
สถาปัตยกรรมสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงและการใช้รถของมนุษย์ในหนังฝรั่งเศส Trafic

ในหนังเรื่อง ‘Trafic’ เมอซิเออร์ Hulot ได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ออกแบบรถยนต์ของบริษัท Altra เขาออกแบบรถตั้งแคมป์ ยานพาหนะแฟนตาซีที่แปลงส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถยนต์ให้กลายเป็นอุปกรณ์แฝงความตลกขบขัน อย่างเก้าอี้นั่งที่กางออกจากกันชนท้ายรถ ตะแกรงหน้ารถที่พับออกมาปรุงสเต๊กได้ รวมถึงเครื่องใช้ในบ้านห้องครัว เช่น เตาแก๊ส ฝักบัวอาบน้ำ เตาบาร์บีคิว เตียงนอน และอื่น ๆ ที่นำเข้ามาไว้ในรถปิกนิกคันนี้ เหมือนเป็นการแซะกลาย ๆ ถึงจำนวนชั่วโมงที่ผู้คนใช้เวลาอยู่ในรถยนต์ในหนึ่งวัน ราวกับเป็นบ้านตัวเองอย่างไรอย่างนั้น

แน่นอนว่ารถยนต์ที่ออกโดย Hulot นั้นสวนทางกับยุคสมัยที่บริษัทอื่น ๆ กำลังขายรูปทรงล้ำสมัยและเทคโนโลยียานยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ ความเร็ว ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย พื้นที่เก็บของที่กว้างขวาง อุปกรณ์และวิทยุโทรทัศน์ในรถยนต์ 

02
ออโต้โทเปีย (Autopia)

เรื่องราวของความวุ่นวายเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ‘รถตั้งแคมป์’ คันนี้ไปยังงานเแสดงรถยนต์มอเตอร์โชว์ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ผ่านทางหลวงและทางด่วนปารีสและถนนในเบลเยียม โดยตลอดทางรถขนส่งพบอุปสรรคมากมาย ทำให้การเดินทางล่าช้า เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นโครงสร้างพื้นทางของตัวเมือง และสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้รถยนต์โดยเฉพาะ

ทั้งถนนทางหลวงและทางด่วนยกระดับที่แผ่กิ่งก้านสาขายาวออกไปจนสุดลูกหูลูกตา อุโมงค์ถนน สะพานถนนข้ามแม่น้ำตัดผ่านภูเขาที่สร้างภูมิทัศน์ใหม่ให้กับเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่การก่อสร้างไม่มีวันสิ้นสุด ตราบใดที่ความต้องการใช้รถใช้ถนนยังคงมีอยู่

เส้นแบ่งทาง รั้วกันชน ป้าย และสัญญาณไฟจราจรที่ผุดขึ้นเป็นระยะ ๆ ควบคู่กับถนนหนทาง คอยกำกับควบคุมผู้ขับขี่ 

เมื่อผู้คนต้องใช้เวลาอยู่ในรถมากขึ้น ป้ายโฆษณาชื่อห้างร้านต่างสร้างให้สูงเท่ากับระดับสายตาของผู้ใช้รถ บ้างสูงขึ้นไปกว่าระดับทางด่วน บ้างติดบนหน้าของอาคารตึกสูง (Façade) 

สถาปัตยกรรมสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงและการใช้รถของมนุษย์ในหนังฝรั่งเศส Trafic
ย้อนดูสถาปัตยกรรมในหนังฝรั่งเศส Trafic ปี 1971 ที่สะท้อนสะท้อนปัญหาการใช้รถและน้ำมันแพง

เริ่มมีปั๊มน้ำมันขึ้นตามสองข้างทางของถนนเพื่อเติมเชื้อเพลิงให้กับการเดินทางระยะไกล ปั๊มน้ำมันคือตัวอย่างของรูปแบบทางสถาปัตยกรรม (Typology) ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรถยนต์หรือคนขับโดยแท้ 

ท้ายที่สุด ลานจอดรถกลายเป็นโปรแกรมบังคับของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เหล่าสถาปนิกต้องตอบสนองต่อกฎทางกายภาพของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นขนาด สัดส่วน รัศมีการตีวง หรือกระทั่งความชันของทางลาดเข้าที่จอดรถ

หนึ่งซีนของหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดอุบัติเหตุบนมอเตอร์เวย์กลางสี่แยก ซึ่งมีตำรวจจราจรคอยให้สัญญาณมือกำหนดทิศทางของรถที่สัญจรไปมา วุ่นวายจนเกิดอุบัติเหตุโดยรถบรรทุกขนส่งรถ Altra ประสานงาเข้ากับรถเก๋งที่วิ่งมาจากอีกทางหนึ่ง การชนนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้รถยนต์อีกหลายสิบคันไหลไปชนกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อรถทุกคันหยุดนิ่ง ความตลกที่ Tati แทรกเข้าไปในฉากนี้คือ การที่ผู้โดยสารและคนขับโผล่ออกมาบนท้องถนนและเริ่มยืดเส้นยืดสาย บิดขี้เกียจ ผ่อนกลายอิริยาบถหลังจากที่อยู่บนรถเป็นเวลานานนั่นเอง

03
มอเตอร์โชว์ (Motor Show)

ภาพยนตร์ตลกล้อเลียนของ Tati เป็นเหมือนกระจกหลังรถที่สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมขณะนั้น อย่างที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ค่อนข้างครบถ้วน ตั้งแต่ฉากเปิดหนังในโรงงานผลิตรถยนต์ ให้เราเห็นกระบวนการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์แบบ Mass-production ขั้นตอนการทำซ้ำ ๆ ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักร

ต่อมาในฉากงานมอเตอร์โชว์ ก็ได้ถ่ายทอดให้เราเห็นบรรยากาศของการซื้อขายรถยนต์ในยุคนั้น มีเหล่าเซลส์แมนขายรถจากแบรนด์ต่าง ๆ พยายามขายจุดเด่นรถตัวเอง ผ่านเสียงการเปิดปิดกระโปรงหน้า กระโปรงหลัง ประตูรถ ไปจนถึงท่าทางของผู้เข้าชมที่เข้าไปสัมผัสและทดลองนั่งในตัวรถ 

ฉากเหล่านี้ถ่ายทำจากสถานที่จริงในห้องโถงของสถานที่จัดงานในอาคาร Europa-hal ของศูนย์การประชุมและนิทรรศการ RAI ที่เก่าแก่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีงานจัดแสดงรถยนต์ครั้งที่ 64 หรือที่เรียกว่า AutoRAI ประจำปี 1971 นั่นหมายความว่ามีคนจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่ากำลังถ่ายภาพยนตร์ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องกลายเป็นเหมือนสารคดีที่ถ่ายทอดเหตุการณ์จริงในสมัยนั้น 

ย้อนดูสถาปัตยกรรมในหนังฝรั่งเศส Trafic ปี 1971 ที่สะท้อนสะท้อนปัญหาการใช้รถและน้ำมันแพง
ย้อนดูสถาปัตยกรรมในหนังฝรั่งเศส Trafic ปี 1971 ที่สะท้อนสะท้อนปัญหาการใช้รถและน้ำมันแพง

ด้วยโครงสร้างเหล็กทรัส (Truss) ของหลังคาที่แผ่ออกออกไปโดยไม่มีเสาระหว่างกลาง สร้างห้องโถงเพดานสูงและลานพื้นที่กว้างขนาดใหญ่ที่จุคนได้ถึง 12,900 คน วัสดุเหล็กสีเทาและกระจกถ่ายทอดกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ที่ตัวผู้กำกับมักวิจารณ์ถึงความแข็งกระด้างไร้ตัวตน เหมือนกับห้องโถงแห่งนี้เป็นเหมือนเปลือกนอก พื้นที่ภายในห้องโถงจะปรับเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ หรือแม้แต่อาคารนี้จะย้ายไปวางที่ไหนก็คงไม่มีอะไรแตกต่างออกไป 

มากกว่าไปนั้น คอมเพล็กซ์แห่งนี้รองรับรถยนต์ได้กว่า 4,000 คัน ซึ่งทำให้เห็นความสำคัญของลานจอดรถที่เข้ามามีอิทธิพลต่อออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างมากในสมัยนั้น

04
Traffic

ย้อนดูสถาปัตยกรรมในหนังฝรั่งเศส Trafic ปี 1971 ที่สะท้อนสะท้อนปัญหาการใช้รถและน้ำมันแพง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รถยนต์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างมีนัยยะสำคัญ นอกเหนือจากอิทธิพลเชิงสถาปัตยกรรมและเมือง ความเร็วในการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังหมุดหมาย ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตและการทำงานเป็นอย่างมาก คิดง่าย ๆ ถ้าในหนึ่งวัน เราย่นระยะเวลาในการเดินทางได้เพียงวันละ 15 นาที ก็คงช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะนั่นอาจหมายถึงเวลาพักผ่อนที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน 

ปัจจุบันประเทศในแถบยุโรปกำลังสร้างมาตรการส่งเสริมการลดจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลในท้องถนน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบโครงสร้างรถสาธารณะ และการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า การออกแบบเมืองให้เป็นเมืองที่เดินได้ ลดรัศมีการเดินทางของผู้คน เพราะปัญหารถติด ไม่ว่าเกิดจากการกระจุกตัวของความเจริญในเมืองหลวง หรือการวางผังในรูปแบบของชานเมืองที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไป (Urban Sprawl) คงไม่สามารถแก้ไขโดยการสร้างถนนให้ยาวออกไปเรื่อย ๆ

ในขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ คงถึงเวลาแล้วที่เราควรวางแผนระยะยาวเพื่อลดปริมาณการพึ่งพาน้ำมันให้น้อยลง โดยสถิติการใช้น้ำมันสำเร็จรูปของประเทศไทยใน พ.ศ. 2564 อยู่ที่ 120 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งวิกฤตราคาน้ำมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก คำถามคือเราเรียนรู้อะไรจากวิกฤตแต่ละครั้ง

ย้อนดูสถาปัตยกรรมในหนังฝรั่งเศส Trafic ปี 1971 ที่สะท้อนสะท้อนปัญหาการใช้รถและน้ำมันแพง

การหาจุดสมดุลระหว่างการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล รถขนส่งสาธารณะ รถไฟระหว่างเมือง หรือแม้แต่การเดินเท้า น่าจะเป็นคำตอบที่แฝงอยู่ในฉากปิดท้ายในภาพยนตร์ Trafic ของ Tati ที่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนต่างเดินเท้าแทรกไปตามช่องว่างระหว่างตัวรถที่จอดแน่นิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน ขณะที่ฝนกำลังโปรยลงมา

Citation and Image References :

Tati, J. (Director). (1971). Traffic [Film]. Les Films Gibé, Selenia Cinematografica, Les Films Corona.

Bellos, D. (1999). Jacques Tati : his life and art. London: Harvill.

สถิตการใช้น้ำมัน ปี พ.ศ. 2564, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน

www.criterion.com

cinematicamsterdam.wordpress.com

www.atlasofplaces.com

Writer

Avatar

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

18 กุมภาพันธ์ 2564
5 K

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

นานๆ ทีจะฝันกับเขาบ้าง แต่พอจะเล่าความฝันให้ใครสักคนฟัง กลับไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบรรยายฉากในความฝันออกมา บางคนฝันถึงสิ่งที่ตนปรารถนา บางคนฝันเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับตัวเลข บางคนฝันถึงสิ่งที่ตัวเองกลัว พื้นที่ความฝันในบางครั้งถูกมองว่าไร้สาระ ไม่มีตรรกะและเหตุผล แต่ก็เป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ ลึกลับ และแปลกประหลาด ในเวลาเดียวกัน 

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

ภาพวาดจากความฝันในงานศิลปะ อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการถ่ายทอดจินตนาการไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ เพื่อหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริงของตัวศิลปิน แต่แท้จริงแล้วพื้นที่ความฝันมีพลังมากกว่าที่เราคิด ครั้งหนึ่งพื้นที่ความฝัน หรือ Dreamscape ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์การประท้วงและเคลื่อนไหวการปฏิวัติรูปแบบทางสังคมในยุโรปในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในกรุงปารีส ค.ศ. 1920 จากสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบทางสังคม ไม่ว่าเครื่องแต่งกาย หรือกิริยามารยาททางสังคม 

แนวคิดศิลปะเหนือจริงหรือที่รู้จักในนามศิลปะยุคเซอร์เรียลิสม์’ (Surrealism) ว่าด้วยการปลดแอกกฎเกณฑ์ทางความคิด และการตั้งคำถามกับวิถีชีวิตและศิลปะชั้นสูง ศิลปะเซอร์เรียลิสม์ขับเคลื่อนจากจิตไร้สำนึก (Unconscious Mind) โดยมีแนวคิดยึดโยงกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักประสาทวิทยาชาวออสเตรียที่ได้อธิบายในไดอะแกรมภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่บนทะเล แต่มียอดภูเขาเพียงส่วนน้อยลอยอยู่พ้นระดับน้ำ ว่าสมองมนุษย์ส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์นั้นประกอบด้วยส่วนจิตไร้สำนึก สมองส่วนนี้ทำงานเวลาเราหลับในรูปแบบความฝัน เขาเชื่อว่าสมองส่วนนี้มีส่วนสำคัญด้านการขับเคลื่อนลักษณะนิสัย พฤติกรรม ความปรารถนา และความคิดของแต่ละบุคคล

0

อินเซ็ปชัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ใน ค.ศ.2010 ภาพยนตร์เรื่อง Inception หรือชื่อภาษาไทย จิตพิฆาตโลก ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ได้ถ่ายทอดแนวคิดจิตใต้สำนึกผ่านเรื่องราวกลุ่มอาชญากรที่วางแผนจารกรรมข้อมูลทางความคิดผ่านความฝัน ทำให้เห็นว่ามนุษย์นั้นใช้ศักยภาพของสมองเพียงเสี้ยวเดียวในขณะที่ตื่น แต่ในขณะที่เราหลับ สมองของเราทำได้ทุกอย่างในความฝัน 

พื้นที่ในความฝันกลายเป็นตัวชูโรงเสมือนตัวละครหลัก สถาปนิกกลายเป็นผู้สร้างฝันที่ทำให้สถาปัตยกรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง เมื่อโลกแห่งความฝันเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ของโลกแห่งความจริง อะไรคือองค์ประกอบที่โนแลนใช้สร้างพื้นที่ความฝัน ที่ทำให้ผู้คนนอนหลับเพื่อที่จะตื่น เพราะความฝันได้กลายเป็นโลกแห่งความเป็นจริงของพวกเขาไปเสียแล้ว

เรื่องราวการปล้นในความฝันเริ่มขึ้นจากการเทคโนโลยีฝันร่วมกัน (Dream Sharing) พัฒนาขึ้นเพื่อการฝึกฝนทางการทหาร โดย โดมินิก คอบบ์ (Dominick Cobb) รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ (Leonardo DiCaprio) และทีมของเขาได้รับการว่าจ้างให้วางแผนจารกรรมครั้งนี้ แม้ว่าเขาเป็นผู้เชื่ยวชาญการแทรกซึมเข้าไปในจิตใต้สำนึกและขโมยความลับของเหยื่อออกมา แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ท้าทายกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา เพราะการว่าจ้างครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อขโมยข้อมูลของเป้าหมาย แต่เป็นการปลูกฝังความคิดในจิตใจหรือที่เรียกว่า ‘อินเซ็ปชัน’ ในสมองของเหยื่อ เพื่อให้ไอเดียนั้นแพร่กระจายไปเหมือนไวรัส ค่อยๆ เติบโตและเปลี่ยนความคิดของคนคนนั้นเมื่อตื่นขึ้นมา

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

ปฏิบัติการครั้งนี้ พวกเขาต้องสร้างความฝันในความฝันที่ลึกลงไปถึง 3 ระดับ ซึ่งรวมเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีที่พวกเขาต้องอยู่ในความฝัน ในโลกของอินเซ็ปชัน การบุกรุกเข้าในจิตใต้สำนึกของเป้าหมายต้องเกิดขึ้นอย่างแนบเนียนที่สุด เพื่อไม่ให้จิตใต้สำนึกของเหยื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกจารกรรมอยู่ และสร้างระบบป้องกันตัวเองจากจิตใต้สำนึกขึ้นมาโจมตีผู้บุกรุก และนั่นคือหน้าที่สำคัญของ Ariadne นำแสดงโดย เอลเลียต เพจ (Elliot Page) สถาปนิกผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมและสถาปัตยกรรมในความฝัน ที่ต้องสร้างพื้นที่ซับซ้อนมากเพียงพอสำหรับลดช่องว่างระหว่างโลกความฝันจากโลกแห่งความจริง เพื่ออำพรางและซ่อนตัวจากระบบนิรภัยของจิตใต้สำนึกบุคคลเป้าหมาย

1

เขาวงกต

ตามตำนานกรีกโบราณ กษัตริย์ไมนอสสั่งให้สร้างเขาวงกตขึ้นเพื่อกักขังมิโนทอร์ สัตว์อสูรหัวเป็นวัวแต่มีร่างเป็นมนุษย์ นี่อาจเป็นที่มาของการนำชื่อ Ariadne บุตรสาวของกษัตริย์ไมนอสมาใช้ในหนังเรื่องนี้ และหากยังจำกันได้ ก่อน Ariadne จะเข้าร่วมทีม เธอถูกทดสอบให้ออกแบบเขาวงกต ซึ่งเขาวงกตทรงกลมที่เธอวาดออกมาก็ใกล้เคียงกับต้นฉบับกรีกโบราณ 

เขาวงกตถูกนำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมและงานออกแบบอย่างหลากหลาย ตั้งแต่การวางแปลนอาคารสิ่งปลูกสร้าง ลายพื้นหรือผนังกระเบื้องโมเสก ไปจนถึงสวนเขาวงกตกลางแจ้งในยุโรป

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

ในพื้นที่ความฝัน หนึ่งในชั้นเชิงที่ช่วยพรางตัวผู้บุกรุกจากจิตใต้สำนึกของเป้าหมาย คือการออกแบบพื้นที่ในความฝันให้เป็นเขาวงกต และมันคือหัวใจสำคัญในปฏิบัตการครั้งนี้ บลูพรินต์ของเขาวงกตเชื่อมระดับความฝันทั้งสามเข้าด้วยกัน จากฉากบนท้องถนนในเมือง ฉากในโรงแรม และฉากโรงพยาบาลสุดส่วนตัวที่มีป้อมปราการคอยป้องกันอย่างแน่นหนา เขาวงกตนอกจากช่วยชะลอเวลาและสร้างความสมจริงให้กับความฝันแล้ว ยังช่วยกำหนดตำแหน่งที่เป้าหมายน่าจะนำความลับไปเก็บรักษาไว้ได้อีกด้วย 

การออกแบบเขาวงกตให้เป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย เช่น ห้องนิรภัยของธนาคาร ห้องหลบภัยในบ้าน หรือในการจารกรรมครั้งนี้คือโรงพยาบาลส่วนตัวที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติและประตูนิรภัย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป้าหมายจะได้พูดคุยกับพ่อของเขาเป็นครั้งสุดท้ายนั้นเอง

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เขาวงกตเป็นอาวุธชั้นยอดของปฏิบัติการครั้งนี้ คือการสร้างเขาวงกตที่ไม่มีทางออก การสร้างสถาปัตยกรรมที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง (Paradoxial Architecture) การสร้างภาพลวงตาทางกายภาพที่ผิดไปจากธรรมชาติ Ariadne เรียนรู้เทคนิคนี้จาก Arthur รับบทโดย โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ (Joseph Gordon-Levitt) หนึ่งในสมาชิกของทีมที่สอนให้เธอโกงสถาปัตยกรรมด้วยการสร้างบันไดวนลูปที่เรียกกันว่า บันไดเพนโรส (Penrose Stairs) เพื่อใช้อำพรางขอบเขตของความฝัน โดยเธอได้นำเทคนิคนี้มาใช้สร้างภูมิทัศน์แห่งความฝันที่ซับซ้อนสำหรับภารกิจในครั้งนี้ 

หากจะพูดให้ง่าย เขาวงกตที่เธอสร้างเปรียบเหมือนมินิแมป 2 มิติที่ปรากฏอยู่ในเกมคอมพิวเตอร์ที่ฉากต่างๆ นั้นเชื่อมเข้ากัน ทำให้บุคคลจากจิตใต้สำนึกของเป้าหมายเดินวนไปอยู่ในแมปนั้นเอง

2

แรงโน้มถ่วง

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
(ซ้าย) Ascending and Descending – 1960, (ขวา) Relativity – 1953, lithograph, M. C. Escher

ฉากบันไดวนที่ไม่มีวันสิ้นสุดในหนังชวนให้คิดถึงภาพพิมพ์หินผลงานศิลปะในยุคปลายของเซอร์เรียลิสม์ อย่าง Relativity (สัมพัทธภาพ) และ Ascending and Descending (ขึ้นและลง) ใน ค.ศ. 1953 และ 1960 ของ เมาริตส์ กอร์เนลิส แอ็ชเชอร์ (M.C. Escher) ศิลปินชาวดัตช์ ได้ถ่ายทอดแนวคิด Paradoxical Architecture ไว้ในผลงานหลายชิ้น แน่นอนว่าภาพพิมพ์เหล่านี้ยังเป็นแรงบันดาลให้ภาพยนต์หลายๆ เรื่องอ้างอิงอีกด้วย 

รายละเอียดที่น่าสนใจของภาพทั้งสอง คือการที่ชิ้นส่วนและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นบันได หน้าต่าง ประตู รั้ว เฟอร์นิเจอร์ ต้นไม้ ถูกจัดวางโดยแต่ละด้านมีแรงโน้มถ่วงคนละจุด การเคลื่อนไหวไปมาของผู้คนที่ไร้ซึ่งใบหน้า เหมือนหุ่นกระบอกไม้ที่เดินไปๆ มาๆ เข้าๆ ออกๆ สร้างความคลุมเครือว่าพื้นไหนคือภายใน และพื้นที่ไหนคือภายนอกกันแน่

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

เมื่อพื้นที่ในความฝันไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกฎฟิสิกส์ของโลกแห่งความเป็นจริง สภาวะไร้แรงโน้มถ่วงกลายเป็นเสน่ห์อีกอย่างที่ถ่ายทอดพื้นที่ความฝันหลายๆ ซีนของภาพยนตร์เรื่องนี้ เชื่อว่าหลายคนน่าจะยังจดจำได้อย่างแน่นอน หนึ่งในฉากแรกๆ ของเรื่อง เกิดขึ้นขณะที่ Cobb กำลังสอน Ariadne ถึงบทเรียนเบื้องต้นในการสร้างโลกแห่งความฝัน โดยเธอได้จินตนาการเมืองปารีสที่ไม่ยึดโยงกับกฎแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อถนนและพื้นที่ในแต่ละโซนต่างมีจุดกำเนิดของแรงโน้มถ่วงแตกต่างกัน ปรากฏการณ์ที่เหมือนกระจกเงา สร้างภาพสะท้อนให้แก่เมืองปารีส เมืองที่ทิศเหนือใต้ออกตกไม่มีมีความสำคัญอีกต่อไป เมืองที่เราสามารถเดินกลับหัวไปมาได้ เหมือนในภาพพิมพ์ของ Escher

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

อีกซีนหนึ่งที่โนแลนใช้แรงโน้มถ่วงเพื่อแยกความฝันออกจากโลกความเป็นจริง คือฉากในบาร์ของโรงแรม Cobb บอกเป้าหมายเรื่องภัยจากอาชญากรที่กำลังเข้ามาขโมยความลับในความฝันของเขา และหลอกว่าตนเองคือระบบรักษาปลอดภัยจากจิตใต้สำนึกที่เข้ามาช่วยเหลือ เมื่อจิตใต้สำนึกรู้สึกถึงการบุก น้ำในแก้ว โคมไฟ และ แก้วไวน์ที่แขวนอยู่ ค่อยๆ แกว่งและเอียงไปในองศาแปลกๆ ราวกับว่ามีอะไรเปลี่ยนทิศทางของแรงโน้มถ่วง ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติหลังจากที่เป้าหมายไว้ใจและเชื่อสิ่งที่ Cobb โน้มน้าว 

เพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ที่น้อยแต่มากนี้ ทางทีมงานต้องสร้างฉากของบาร์แห่งนี้บนแพลตฟอร์มโครงเหล็กขนาดใหญ่ และติดตั้งกลไกที่ทำให้ฉากห้องนี้เอียงได้ 20 ถึง 25 องศา ส่วนเฟอร์นิเจอร์ กล้อง และสิ่งของอื่นๆ ที่ไม่ต้องการให้เอียงนั้นจะถูกติดยึดไว้กับตัวฐาน เมื่อแรงโน้มถ่วงค่าคงที่เป็นความจริงของของดาวเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่ การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยก็สร้างพื้นที่ความฝันขึ้นมาได้แล้ว

3

ยูโทเปียและดิสโทเปีย 

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

เมื่อคุณตายในความฝันที่ทับซ้อนกันอยู่กัน ลิมโบซิตี้ (Limbo City) หรือ ปรภพ (ภูมิของจิตที่ล่องลอย) อาจกลายเป็นคุกที่จองจำจิตใต้สำนึกของคุณไปตลอดกาล ในโลกของ Inception ดินแดนปรภพคือระดับความฝันที่ลึกที่สุด เวลา 24 ชั่วโมงในโลกแห่งความจริงอาจยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษในที่แห่งนี้ มันคือโลกว่างเปล่าของจิตใต้สำนึกที่หลงทาง พื้นที่แห่งความฝันไม่มีสิ่งปลูกสร้าง เว้นแต่สิ่งปลูกสร้างที่หลงเหลือไว้จากผู้ที่เคยติดอยู่ที่นี่มาก่อน ฉากของความฝันที่ลึกที่สุดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเมืองในจินตนาการของ Cobb และภรรยาของเขา ซึ่งทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยในเมืองแห่งความฝันนี้ยาวนานกว่า 50 ปี 

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

พวกเขาได้ช่วยกันออกแบบเมืองในอุดมคติ ‘ยูโทเปีย’ (Uptopia) โดยสร้างรูปแบบที่อยู่อาศัยตามที่พวกเขาปรารถนาอย่างไม่มีขีดจำกัด หลายส่วนของเมืองนี้สร้างขึ้นจากสถานที่ในความทรงจำ เหมือนเป็นห้องเก็บสะสมสถาปัตยกรรม จากบ้านของพ่อแม่ในวัยเด็ก อพาร์ตเมนต์หลังเก่าที่เคยอยู่อาศัย บ้านเดี่ยวหลังแรก บ้านหลังแต่งงาน ไปจนถึงเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมือง 

ยูโทเปียกลายลักษณะทางกายภาพของเมืองที่สร้างความแตกต่างระหว่างโลกแห่งความฝันกับโลกแห่งความเป็นจริง เมืองที่ถูกขับเคลื่อนด้วยจินตนาการ เมืองที่ไม่ยึดติดกับกฎหมายอาคารและผังเมือง เมืองที่นำสถาปัตยกรรมต่างชนิดมาพบกัน เมืองที่บ้านเดี่ยวสองชั้นก็เป็นเพื่อนบ้านกับตึกสูงระฟ้าได้ ในทางตรงกันข้าม สภาพเมืองที่ผุพังและทรุดโทรม ตึกและอาคารกำลังถล่มลงมาจากการกัดเซาะของน้ำทะเล เผยสภาพเมืองในรูปแบบ ‘ดิสโทเปีย’ (Distopia) สื่อถึงพื้นที่ในความฝันที่ค่อยลบเลือนหายไป ซึ่งเป็นฉากในช่วงท้ายๆ ที่ Cobb ได้หวนมากลับมาที่ Limbo อีกครั้ง เมืองที่เขาร่วมกันสร้างกับภรรยาที่ล่วงลับกำลังค่อยหายไปในจิตใต้สำนึกของเขา หลังจากที่เขาได้อภัยและเลิกโทษตัวเองถึงการจากไปของเธอ

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception
ส่วนหนึ่งของ Radiant City ‘Plan Voisin. ’- 1920s, Masterplan, Le Corbusier

ในวงการสถาปัตยกรรม เรามักคุ้นชินกับแนวคิดของเมืองแบบยูโทเปีย เมืองที่คาดหวังว่าทุกอย่างนั้นจะต้องออกมาสมบูรณ์แบบ เมืองที่ออกแบบในลักษณะการวางศูนย์อำนาจจากบนสู่ล่าง (Top-Down) เมืองที่สถาปนิกอยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน เมืองแห่งโลกอนาคต 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมือง Cobb และภรรยาของเขาก็ออกแบบในลักษณะนั้น ฉาก Limbo เผยการออกแบบผังเมืองรูปแบบยูโทเปียในยุคโมเดิร์นนิสม์ ยกตัวอย่างมาสเตอร์แปลน การออกแบบผังเมือง ของ La Ville Radieuse (Radiant City) หนึ่งในผลงานของ Le Corbusier สถาปนิกชาวฝรั่งเศส บุคคลที่ไม่มีใครในวงการไม่รู้จัก เขาได้ออกแบบมหานครแห่งอนาคตใจกลางเมืองปารีสประเทศฝรั่งเศสไว้ ในข่วงทศวรรษที่ 1920 โดยเมืองนี้รองรับประชากรได้ถึง 3 ล้านคน การออกแบบเน้นไปที่การแบ่งสัดส่วนของพื้นที่ใช้งานอย่างชัดเจน เมืองที่มีทุกอย่างครบในตัวเอง แผนผังเมืองในอุดมคติของ Le Corbusier อาจเป็นสวรรค์ของผู้รักคอนกรีต แต่ก็อาจจะเป็นดิสโทเปียสำหรับใครอีกหลายๆ คน ถ้าผังเมืองนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในยุคนั้น

Dreamscape สถาปัตยกรรมความฝันสุดเซอร์เรียลในหนัง Inception

04

สุญญากาศ

แน่นอนว่าพื้นที่ในความฝันนั้นถ่ายทอดออกมาได้หลากหลายรูปแบบ เหมือนกับภาพวาดแนวความฝันที่พบเห็นในผลงานศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสม์ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ไม่มีผิดไม่มีถูก เพียงขอให้ผลงานเหล่านั้นออกมาจากจิตใต้สำนึกก็เป็นพอ โลกแห่งความฝันจากภาพยนตร์ของโนแลนเรื่องนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบความฝัน ที่ตั้งใจถ่ายทอดออกมาให้กลมกลืนกับโลกแห่งความเป็นจริง 

การทำน้อยแต่มาก พื้นที่ความฝันที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบของโลกแฟนตาซี ฟุ้งๆ หรือมืดดำ ลึกลับ และน่ากลัวเสมอไป แต่ยึดโยงกับภาพจำของโลกแห่งความเป็นจริง โดยค่อยๆ ปรับเปลี่ยนและบิดเบือนตามจินตนาการของผู้สร้างฝันอย่างช้าๆ พื้นที่ความฝันแบบเขาวงกตถูกสร้างขึ้นเพื่อการจารกรรมข้อมูลทางความคิด โลกความฝันที่แรงโน้มถ่วงไม่เป็นไปตามหลักธรรมชาติของโลก ดินแดนแห่งความฝันคือห้องเก็บสถาปัตยกรรมที่รวบรวมความทรงจำ ความสุข ความทุกข์ ความรู้สึกผิด และเรื่องราวในอดีตเอาไว้ เสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือการใช้ชวนผู้ชมให้แยกแยะความแตกต่างระหว่างความฝันและความจริง 

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่นำเรื่องราวของความฝันมาตีแผ่ แต่ผมก็เชื่อว่าหนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดแนวคิดที่ว่า ‘จินตนาการสำคัญกว่าความรู้’ ที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ จินตนาการที่ไม่โดนครอบกรอบด้วยขนบธรรมเนียม แนวคิด กระบวนการ กฎเกณฑ์ หรือความกลัวไหนๆ ที่บอกว่าอะไรคือศิลปะและอะไรไม่ใช่ศิลปะ หรืออะไรสวยไม่สวย 

ทุกวันนี้โลกแห่งความเป็นจริงมีกฎเกณฑ์มากมาย เพื่อบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรไม่ดี พวกเราดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของตรรกะและเหตุผล จนบางครั้งเราอาจไปกดทับจิตใต้สำนึก ความคิดสร้างสรรค์ และความฝันของตนเอง แนวคิดของศิลปะเซอร์เรียลลิสม์เชื่อว่าหากเราปลดปล่อยชีวิตออกจากความซ้ำซากจำเจของตรรกะและเหตุผล เข้าสู่สภาวะสุญญากาศ เราอาจจะค้นพบว่าสิ่งที่เหนือกว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมีอยู่

Film Citation :

Nolan, Christopher. Inception. Warner Bros., 2010.

Inception (2010); runtime: 148 min

Written & directed by Christopher Nolan

Cinematography: Wally Pfister

Production Design: Guy Hendrix Dyas

Visual Effects: Paul Franklin, Chris Corbould, Andrew Lockley, Peter Bebb, et al.

ข้อมูลอ้างอิง :

www.simplypsychology.org/Sigmund-Freud.html

scenesofarchitecture.com/2017/11/09/drawing-lines/

www.fondationlecorbusier.fr

99percentinvisible.org/article/ville-radieuse-le-corbusiers-functionalist-plan-utopian-radiant-city/

Writer

Avatar

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load