ญี่ปุ่นเขียนการ์ตูนกีฬาสนุก เข้มข้น เร้าอารมณ์ผู้อ่านด้วยภาพสองมิติได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่ย้อนกลับไปในอดีตอันแสนไกล ญี่ปุ่นผู้เป็นเจ้าภาพงานกีฬาโอลิมปิกถึง 2 ครั้งเคยเป็นประเทศที่ไม่รู้จัก ‘ความสนุก’ ของกีฬามาก่อน

สมัยก่อนกีฬาญี่ปุ่นมักจะผันตัวมาจากศิลปะการต่อสู้ มีความเป็นศิลปะและส่วนหนึ่งของพิธีกรรมมากกว่าการละเล่น เช่น การแข่งยิงธนู-การฆ่าเวลาของพวกขุนนางและซามูไร การชักเย่อ-การเสี่ยงทายความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตทางการเกษตรหรือการประมง

ในสมัยเอโดะ กีฬาเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่กีฬาของขุนนาง ซามูไร และชาวบ้าน ยังแบ่งแยกกันค่อนข้างชัดเจนและเกี่ยวข้องกับการพนันอยู่ไม่น้อย จนกระทั่งสมัยเมจิที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเผยแผ่ความรู้และวัฒนธรรมต่างๆ ในญี่ปุ่น พวกเขาไม่ได้มาสอนแค่ภาษา แต่สอนกีฬาต่างๆ อย่างกรีฑา คริกเก็ต ฟุตบอลด้วย แต่นั่นก็ยังไม่ส่งผลในวงกว้างมากนัก

ญี่ปุ่นได้สัมผัสการกีฬาสมัยใหม่แบบจริงๆ จังๆ ก็ตอนที่ จิโกโร คาโน (Jigoro Kano) ผู้คิดค้นกีฬายูโดได้รับคำชวนให้ร่วมเป็นกรรมการใน International Olympic Committee (IOC) เมื่อปี 1909 จิโกโร่ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยและครูใหญ่ในโรงเรียนมัธยมจึงผลักดันให้กีฬาแพร่หลายด้วยการบรรจุกีฬาสมัยใหม่ต่างๆ ลงในหลักสูตรโรงเรียน และตั้งสมาคมกีฬาสมัครเล่นญี่ปุ่น

จิโกโร คาโน (Jigoro
จิโกโร คาโน (Jigoro
จิโกโร คาโน บิดาแห่งการศึกษาและบิดาแห่งโอลิมปิกของญี่ปุ่น

และแล้วญี่ปุ่นก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกในปี 1912 แต่ก็กลับบ้านมือเปล่าแบบเงียบๆ งงๆ 8 ปีผ่านไป อิชิยะ คุมากาเอะ (Ichiya Kumagae) นักเทนนิสหนุ่มดาวรุ่งถึงตีไข่แตก คว้าเหรียญเงินได้จากการแข่งขันประเภทเดี่ยวและคู่ในปี 1920

โอลิมปิก 1912
ญี่ปุ่นเข้าร่วมโอลิมปิกครั้งแรกที่สตอกโฮล์มในปี 1912
อิชิยะ คุมากาเอะ
อิชิยะ คุมากาเอะ
อิชิยะ คุมากาเอะ

นั่นคือครั้งแรกที่ญี่ปุ่นได้เหรียญจากการแข่งขันโอลิมปิก เป็นครั้งแรกที่พวกเขามีความหวังว่าจะชนะเหรียญทอง และอาจจะเป็นครั้งแรกที่คนดูทั้งประเทศเข้าใจความสนุกของการแข่งขันกีฬา

สิ่งที่ญี่ปุ่นเรียนรู้ต่อจากความสนุกคือ ‘ความพยายาม’ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ญี่ปุ่นเหมือนจุดไฟติด มุ่งสร้างชื่อในเวทีระดับโลกด้วยกีฬาที่ไม่ค่อยจะญี่ปุ่น ด้วยวิธีที่แสนจะญี่ปุ่น

เราขอยก 3 กีฬาที่สะท้อนให้เห็นถึงห่วงโซ่สามัคคีที่ถ่ายทอดวิชาและพลังใจกันมาเกือบ 100 ปี

‘วิ่ง’ เบิกทาง

ในปี 1912 ยาฮิโกะ มิชิมะ (Yahiko Mishima) และ ชิโซ คานากุริ (Shizo Kanaguri) สองนักกรีฑาหนุ่มคือคู่ดูโอ Sprinter และ Marathoner ผู้เสียสละพาญี่ปุ่นไปเดบิวต์ในโอลิมปิกที่สตอกโฮล์ม

ที่บอกว่า ‘เสียสละ’ เพราะมันช่างเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความกดดันและความไม่รู้จนน่าหวาดหวั่น

หนึ่ง ไม่รู้จักโอลิมปิก สมัยนั้นการแข่งขันโอลิมปิกเพิ่งเริ่มได้ไม่นานและยังไม่แพร่หลายในเอเชีย ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องไปเจอกับอะไรบ้าง

สอง ไม่รู้วิชา นักกีฬาทั้งสองยังไม่มีประสบการณ์การแข่งขันในระดับนานาชาติ แม้แต่วิธีวิ่งออกตัวยังมาเรียนเอาปีที่ต้องไปแข่งโดยให้เจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกาช่วยสอนให้

สาม ไม่รู้จะรอดไหม การเดินทางไปยุโรปนั้นแสนลำบาก ต้องนั่งเรือต่อรถไฟซึ่งใช้เวลาเกือบ 3 สัปดาห์ นอกจากจะไม่ได้ซ้อมในช่วงเวลานั้น การเดินทางคงสร้างภาระให้ร่างกายไม่น้อย เจ้าหน้าที่ที่เดินทางไปด้วยกันถึงกับล้มป่วยและเสียชีวิตในที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ยาฮิโกะและชิโซจะสร้างผลงานที่ดีไม่ได้ ยาฮิโกะบาดเจ็บ ไม่ได้ลงแข่ง ส่วนชิโซเป็นลมกลางทางและได้ชาวบ้านแถวนั้นช่วยไว้ แต่ก็วิ่งมาราธอนไม่จบอยู่ดี เขารู้สึกแย่มากจึงเดินทางกลับญี่ปุ่นเงียบๆ โดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ผู้จัดการแข่งขัน

ทั้งสองพกความคับแค้นใจและประสบการณ์กลับมาพัฒนาวงการกีฬาของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชิโซมุ่งมั่นปั้นนักกีฬาวิ่งระยะไกลอย่างมาก เขาเป็นผู้ก่อตั้งการแข่งวิ่งผลัดชื่อดัง Hakone Ekiden และได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘บิดาแห่งการวิ่งมาราธอน’ ญี่ปุ่นเลยทีเดียว

เวลาผ่านไปสิบกว่าปี ในที่สุด มิกิโอะ โอดะ (Mikio Oda) ก็คว้าเหรียญทองเหรียญแรกให้ญี่ปุ่นมาได้จากการแข่งเขย่งก้าวกระโดด (Triple Jump) ในปี 1928 ซึ่งญี่ปุ่นก็คว้าเหรียญทองจากกีฬาชนิดนี้ได้อีก 2 ครั้งติดกัน

นอกจากมิกิโอะ ในปี 1928 คินุเอะ ฮิโตมิ (Kinue Hitomi) ผู้หญิงญี่ปุ่นคนแรกที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกก็นำเหรียญเงินกลับบ้านจากการวิ่ง 800 เมตรด้วยเช่นกัน เรื่องราวของเธอถูกถ่ายทอดเป็นหนังสือหลายเล่มและสร้างแรงบันดาลใจให้นักกีฬาหญิงอีกจำนวนมาก จากวันนั้นถึงวันนี้ ญี่ปุ่นยังคงทำอันดับได้ดีและได้เหรียญกลับบ้านจากการวิ่งมาราธอนและวิ่งผลัดอยู่เรื่อยๆ

มิกิโอะ โอดะ
มิกิโอะ โอดะ ผู้คว้าเหรียญทองให้ญี่ปุ่นจากเขย่งก้าวกระโดด
นุเอะ ฮิโตมิ
นุเอะ ฮิโตมิ
คินุเอะ ฮิโตมิ (เสื้อหมายเลข 265) นักกีฬาหญิงคนแรกของญี่ปุ่นที่ได้เหรียญเงินจากการแข่งขันโอลิมปิก

ส่วนชิโซเอง หลังจากวางรากฐานให้นักกีฬารุ่นหลังเสร็จก็ได้จบตำนานของรุ่นบุกเบิกอย่างน่าประทับใจ

50 ปีหลังจากการแข่งขันที่สตอกโฮล์ม ทางสวีเดนที่นึกว่าชิโซหายตัวไปมาตลอดก็พบว่าเขากลับมาอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นและสร้างคุณประโยชน์ให้วงการกรีฑาญี่ปุ่นมากมาย ชิโซจึงได้รับเชิญมาสตอกโฮล์มอีกครั้งเพื่อวิ่งให้จบ เขาจึงกลายเป็นบิดาแห่งมาราธอนญี่ปุ่น เจ้าของสถิติวิ่งนานที่สุดในโลกด้วยเวลา 54 ปี 8 เดือน 6 วัน 5 ชั่วโมง 32 นาที

ชิโซ คานากุริ
ชิโซ คานากุริ
ชิโซ คานากุริ สร้างสถิติวิ่งมาราธอนที่นานที่สุดในโลก

‘ว่าย’ เพื่อพลังหญิง

พูดถึงกีฬาว่ายน้ำ เราอาจจะนึกถึงฉลามหนุ่มผู้ขยันทำลายสถิติโลกอย่าง โคสุเกะ คิตาจิมะ (Kosuke Kitajima) เจ้าของ 4 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดงจากโอลิมปิกปี 2004, 2008 และ 2012

โคสุเกะ คิตาจิมะ
โคสุเกะ คิตาจิมะ
ฉลามหนุ่ม โคสุเกะ คิตาจิมะ

แต่นักกีฬาว่ายน้ำผู้เปิดตำนานเจ้าสระให้ญี่ปุ่นจริงๆ แล้วคือเงือกสาว ฮิเดโกะ มาเอฮะตะ (Hideko Maehata) ต่างหาก

ฮิเดโกะคว้าเหรียญทองจากกีฬาว่ายน้ำครั้งแรกให้ญี่ปุ่นในปี 1936 ที่เบอร์ลิน และเธอยังเป็นนักกีฬาหญิงคนแรกที่ได้เหรียญทองด้วย

เงือกสาวผู้ถนัดท่ากบเคยได้เหรียญเงินมาแล้วจากโอลิมปิกปี 1932 ครั้งนั้นเธอแพ้ที่หนึ่งเพียง 0.1 วินาที แต่นั่นก็เป็นสถิติที่ดีมากพอให้ฮิเดโกะพอใจและอำลาสระไปแต่งงาน เพราะสมัยนั้นผู้หญิงยังถูกคาดหวังให้เป็นแม่บ้าน ฝึกทักษะเย็บปักถักร้อยมากกว่า ฮิเดโกะเองก็เคยออกมาเล่าว่า การเป็นนักกีฬาว่ายน้ำหญิงสมัยนั้นลำบากมาก

แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจฝ่าค่านิยมของสังคม กลับมาพยายามอีกครั้งด้วยคำถามที่เรียบง่ายจากผู้ใหญ่ในวงการ “แพ้แค่ 0.1 วินาที ไม่เจ็บใจเหรอ”

ช่วงเก็บตัวซ้อมแก้มือ ฮิเดโกะซ้อมว่ายน้ำวันละ 20,000 เมตร และทำลายสถิติโลกได้ถึง 3 ครั้งจากการว่ายท่ากบ 200 เมตร 400 เมตร 500 เมตร ก่อนจะกลับมาคว้าเหรียญทองอย่างสง่างามในปี 1936 นอกจากนี้ เธอยังได้รับเลือกให้เป็น Honor Swimmer ในปี 1979 ด้วย ฮิเดโกะบอกว่า “ฉันอยากสนับสนุนให้ผู้หญิงว่ายน้ำ มันเป็นกีฬาที่ดีและช่วยให้เราเป็นแม่ที่แข็งแกร่งในอนาคตด้วย”

ถึงแม้ญี่ปุ่นจะต้องรอถึง 36 ปีกว่าจะมีเงือกสาวพาเหรียญทองกลับบ้านอีกครั้ง แต่ฮิเดโกะก็ช่วยส่งเสริมให้ชีวิตนักกีฬาว่ายน้ำหญิงในสังคมญี่ปุ่นอยู่ง่ายขึ้นไม่น้อยทีเดียว

ฮิเดโกะ มาเอฮะตะ
ฮิเดโกะ มาเอฮะตะ
เงือกสาว ฮิเดโกะ มาเอฮะตะ

‘ยิมนาสติก’ สร้างซูเปอร์แมน

ยิมนาสติกก็ถือเป็นกีฬาที่ญี่ปุ่นทำได้ดีและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ญี่ปุ่นร่วมแข่งยิมนาสติกครั้งแรกในปี 1932 และได้ที่ 5

เหมือนจะเริ่มต้นได้ดี แต่จริงๆ แล้วแข่งกันแค่ 5 ทีม…

เสียหน้าแค่ไหนไม่รู้ แต่ญี่ปุ่นสู้ไม่ถอย และทำอันดับได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น ที่ 9 จาก 13 ในครั้งถัดมา และที่ 5 จาก 23 ในปี 1952 ในที่สุด ทาคาชิ โอโนะ (Takashi Ono) เจ้าชายแห่งวงการยิมนาสติกก็ล้างอายให้ญี่ปุ่นได้สำเร็จในปี 1956 ด้วย 1 เหรียญทองและ 3 เงิน

ทาคาชิ โอโนะ, ยิมนาสติก
ทาคาชิ โอโนะ
ทาคาชิ โอโนะ นักยิมนาสติกชายผู้กลายเป็นตำนาน

ทาคาชิแจ้งเกิดในฐานะซุป’ตาร์วงการยิมนาสติกโลกด้วยการกวาดเหรียญกลับบ้านเป็นกอบเป็นกำที่โอลิมปิกปี 1960 ตอนนั้นญี่ปุ่นได้ไป 18 เหรียญ ซึ่งมาจากกีฬายิมนาสติกทั้งหมดและเป็นผลงานของทาคาชิคนเดียวถึง 6 เหรียญ เขาพาทีมคว้าเหรียญทองอีกครั้งในปี 1964 ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ก่อนจะแขวนห่วงตลอดช่วงชีวิตนักกีฬาของเขา ทาคาชิคว้าตำแหน่งแชมป์โลกมาได้ถึง 20 รายการ

ชีวิตหลังจากนั้นเขาเลือกที่จะเปิด ‘สปอร์ตคลับ’

ความเป็นเซเลบวงการกีฬาของทาคาชิทำให้การเปิดสปอร์ตคลับในญี่ปุ่นบูมขึ้นมา และวัฒนธรรมสปอร์ตคลับนี้เองที่สร้างนักยิมนาสติกและนักว่ายน้ำให้ญี่ปุ่นมากมายในภายหลัง รวมไปถึงนักกีฬาที่ทั่วโลกต่างยกย่องให้เป็นตัวท็อปตลอดกาลอย่าง โคเฮ อุจิมุระ (Kohei Uchimura)

โคเฮเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทำธุรกิจสปอร์ตคลับ เขาเริ่มเล่นยิมนาสติกมาตั้งแต่ 3 ขวบ โคเฮในวัยมัธยมปลายได้ดูการแข่งขันยิมนาสติกปี 2004 ซึ่งญี่ปุ่นคว้าเหรียญทองได้อีกครั้งหลังผ่านไป 28 ปี นักยิมนาสติกเจ้าของฉายาซูเปอร์แมนคนนี้ได้รับแรงบันดาลใจเปี่ยมล้นและตั้งเป้าว่าจะไปโอลิมปิกให้ได้

4 ปีต่อมาโคเฮได้ไปโอลิมปิกสมใจและประเดิมด้วยเหรียญเงินทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่ม เขาคว้าเหรียญทองได้ในปี 2012 โคเฮเป็นเจ้าของสถิติที่น่าประทับใจมาตั้งแต่ปี 2009 เขาได้ที่ 1 ติดต่อกัน 5 ครั้งในการแข่งขันแชมป์โลก เป็นนักยิมนาสติกคนแรกที่ได้เหรียญทุกครั้งจากการแข่งรวมอุปกรณ์เดี่ยวในโอลิมปิก

แต่การกวาดเหรียญจากโอลิมปิกมากมายทั้งแบบรวมอุปกรณ์ แบบทีม และฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ยังไม่ทำให้เขาพอใจ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือการได้เหรียญทองแบบทีมในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ซึ่งเขาเพิ่งทำสำเร็จในการแข่งขันโอลิมปิกปี 2016 ที่รีโอเดอจาเนโร

“ชนะด้วยกันห้าคน ความดีใจก็เพิ่มขึ้นห้าเท่านะครับ” นักยิมนาสติกหนุ่มเจ้าของฉายาคิง โคเฮ เคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างนั้น

โคเฮ อุจิมุระ
โคเฮ อุจิมุระ นักยิมนาสติกที่ทั่วโลกยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักยิมนาสติกยอดเยี่ยมตลอดกาล

ญี่ปุ่นเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมาเกือบ 100 ปี ทั้งในฐานะนักกีฬาและเจ้าภาพ จากทีมนักกีฬาตัวเล็กๆ ที่กลับบ้านมือเปล่าอย่างเงียบๆ ค่อยๆ พัฒนาเป็นทีมที่แข็งแกร่งในกีฬาหลายประเภทและสามารถแย่งแสงไฟมาจากประเทศที่คนตัวใหญ่กว่าและมีจำนวนคนเยอะกว่าได้

ในปี 1912 อาจจะไม่มีใครสนใจ แต่ในปี 2020 นี้ญี่ปุ่นจะถูกจับตามองยิ่งกว่าใคร

ถ้าจะต้องสรุปวิวัฒนาการทางกีฬาของญี่ปุ่นที่ได้รับอิทธิพลจากการแข่งขันโอลิมปิก คงต้องขอยืมคำพูดของมิกิโอะ โอดะ ผู้คว้าเหรียญทองแรกให้กับญี่ปุ่น

“ความพยายามคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา COVID-19 อาละวาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วจนสั่นสะเทือนแทบทุกวงการ นอกจากความกังวลที่แวะเวียนมาทุกครั้งที่เริ่มเจ็บคอนิดๆ แถมไอหน่อยๆ ว่า ติดรึยัง อีกเรื่องที่ทั่วโลกลุ้นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวญี่ปุ่นก็น่าจะเรื่องจะจัดโอลิมปิกรึเปล่า

แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ไม่หวือหวา แต่ก็ไม่น้อยลง ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ในยุโรปและอเมริกาทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ญี่ปุ่นก็ยังยืนหยัดประกาศเดินหน้าจัดงานอย่างไม่แคร์โควิดมาตลอด ท่ามกลางความกังวลและเสียงคัดค้านของประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศ

“โอลิมปิกจะต้องเพอร์เฟกต์” นายกอาเบะ ชินโซ เพิ่งย้ำกับสื่อมวลชนไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ในที่สุด ช่วงตอนค่ำของวันอังคารที่ 24 มีนาคม นายกอาเบะและประธาน IOC (International Olympic Committee) เห็นพ้องต้องกันว่าควร ‘เลื่อน’ โดยอย่างช้าที่สุดคือจะจัดในช่วงฤดูร้อนปีหน้า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นกับโอลิมปิกชะตาไม่ต้องกัน ครั้งนี้โดนเลื่อนถือว่ายังดี ย้อนกลับไปแปดสิบกว่าปีก่อนหน้านี้ โอลิมปิกที่ญี่ปุ่นเคยถูก ‘ยกเลิก’ มาแล้ว 

การยกเลิกในครั้งนั้นทำให้เกิดคำว่า ‘โอลิมปิกมายา’ (มะโบะโระชิโนะโอลิมปิก) ซึ่งหมายถึง Tokyo 1940 หรือการแข่งขันโอลิมปิกครั้งแรกที่ญี่ปุ่นได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพแต่ไม่ได้จัดนั่นเอง

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

ความฝันที่กลายเป็นจริงก่อนจะสลายเป็นฟองสบู่

คนที่เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการคว้าตำแหน่งเจ้าภาพการแข่งขันโอลิมปิก ค.ศ. 1940 คือ จิโกโร คาโน (Jigoro Kano) ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งโอลิมปิก นอกจากเขาจะคิดค้นกีฬายูโด ก่อตั้งสมาคมนักกีฬาสมัครเล่นญี่ปุ่น เป็นสมาชิกกรรมการ IOC เขายังเป็นคนผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดงาน ด้วยความหวังให้โอลิมปิกได้มาจัดในทวีปเอเชียบ้าง จะได้เติมเต็มความเป็นตะวันออกให้การแข่งขันระดับนานาชาติซึ่งสมัยนั้นยังมีขับเคลื่อนด้วยชาติตะวันตกเป็นหลัก และกลายเป็นวัฒนธรรมระดับโลกที่แท้จริง

จิโกโรเป็นป๋าดัน แต่คนที่จุดประกายความทะเยอทะยานของประเทศเกาะเล็กๆ ในเอเชียที่ต้องนั่งรถไฟต่อเรือเป็นเดือนไปแข่งขันที่ต่างประเทศคือ ฮิเดะจิโร นากาตะ (Hidejiro Nagata) ผู้ว่าฯ โตเกียวในสมัยนั้น

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

แม้ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกตั้งแต่ ค.ศ. 1912 แต่การแข่งขันผ่านไป 3 – 4 ครั้ง ก็ยังแทบไม่มีใครรู้จักประเทศญี่ปุ่นเลยด้วยซ้ำ เพราะผลงานไม่โดดเด่น ได้เหรียญบ้างนิดๆ หน่อยๆ เริ่มสร้างชื่อได้บ้างจากการตีไข่แตก คว้าเหรียญทองเหรียญแรกมาได้ใน ค.ศ. 1928 

ใครจะไปคิดว่า 4 ปีถัดมา ญี่ปุ่นจะแจ้งเกิดในระดับโลกได้อย่างเปรี้ยงปร้าง ด้วยการส่งนักกีฬาไปแข่ง 142 คน และคว้า 18 เหรียญกลับบ้านจากโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิสใน ค.ศ. 1932 ซึ่งเยอะกว่าประเทศอังกฤษด้วยซ้ำ จากประเทศเล็กๆ ทางตะวันออกอันแสนไกล ญี่ปุ่นกลายเป็นที่รู้จัก โลกตะวันตกถึงกับชื่นชมในพัฒนาการ เริ่มมองเห็นศักยภาพ และยกย่องให้เป็นม้ามืดจากเอเชียที่น่ากลัว

ความสำเร็จที่เซอร์ไพรส์ผู้คนทั่วโลกรวมถึงคนญี่ปุ่นเองในครั้งนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ฮิเดะจิโรกล้าคิดการณ์ใหญ่ จะพาโอลิมปิกไปโตเกียว! 

ฮิเดะจิโรรู้ดีว่าคนที่จะสานฝันเขาให้เป็นจริงได้มีเพียง จิโกโร ชาวญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดียวในคณะกรรมการ IOC แถมยังครองตำแหน่งหลายปี รู้จักหัวใจของโอลิมปิก องค์กร IOC และ อ็องรี เดอ บาแย-ลาตูร์ (Henri de Baillet-Latour) ประธาน IOC ดีกว่าใคร แน่นอนว่าจิโกโรเห็นดีเห็นงามด้วยกับความคิดนี้ และไม่ปล่อยให้กระแสนี้จางหายไปโดยเปล่าประโยชน์ ชายวัย 72 ที่ยังเก๋าและว่องไวเริ่มเดินเกมตั้งแต่ในงานเลี้ยงฉลองวันสุดท้ายของการแข่งขันโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งเขาได้รับเลือกให้พูดสปีชในงาน จิโกโรเริ่มหยอดเรื่องการจัดการแข่งขันในเอเชีย เพื่อสร้างสะพานสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของโลกตะวันตกและตะวันออก

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

ทุกคนมองเห็นความเป็นไปได้

เรื่องราวเหมือนจะไปได้สวย จิโกโรเตรียมข้อมูลเดินสายโน้มน้าวใจคณะกรรมการ จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามใช้ทางลัด เช่น ยื่นขอเสนอหยุดขายอาวุธให้เอธิโอเปียแลกกับการที่มุสโสลินีถอนโรมออกจากการชิงตำแหน่งเจ้าภาพงาน 1940 ซึ่ง IOC มองว่าญี่ปุ่นมี Hidden Agenda ทางการเมืองซึ่งขัดกับหัวใจของโอลิมปิกที่ต้องการสร้างสันติภาพ

จิโกโรวิ่งรอกแก้ไขความขุ่นเคืองนั้นจนได้ และในที่สุด โตเกียวก็ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกของทวีปเอเชีย 

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

จังหวะกำลังดี นักกีฬากำลังฮึกเหิม ชาวเมืองกำลังคึกคัก แต่แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นกลับตัดสินใจ ‘ยกเลิก’ การแข่งขันไปใน ค.ศ. 1938 หลังจากได้รับเลือกแค่เพียง 2 ปี เพราะญี่ปุ่นในช่วงนั้นกำลังง่วนกับสงคราม Sino-Japanese War งบประมาณเกินกว่าครึ่งถูกนำไปทุ่มเทให้กับสงคราม 

Legacy ที่จับต้องได้จากโอลิมปิกมายา

นอกจากจะมีโอลิมปิกที่ไม่ได้จัด โตเกียวยังมีสนามกีฬาและหมู่บ้านโอลิมปิกที่ไม่ได้สร้างเป็น Legacy เสริมความมายาอีกอย่างจาก Tokyo 1940 ด้วย

Komazawa Golf Course เคยถูกหมายมั่นปั้นมือให้เป็นสนามกีฬาหลักในการจัดงาน Komazawa Olympic Village แทนการรีโนเวต Meiji Jingu Gaien Stadium ที่สร้างเสร็จ ค.ศ. 1924 และเป็นดาวเด่นมาตลอด สนามกีฬาใหม่ที่ไม่ได้สร้างแห่งนี้จะจุผู้ชมได้ถึง 100,000 คนและเป็นที่แข่งขันกรีฑา ฟุตบอล แฮนด์บอล ขี่ม้า และยิมนาสติก ในความน่าเสียดาย โตเกียวก็ยังได้ความเจริญติดมือมาบ้าง คือ Kachidoki สะพานยกอันแรกของฝั่งตะวันออกนั่นเอง

ส่วนเรื่องงานดีไซน์ ต้องขอบคุณคณะกรรมการโอลิมปิกของโตเกียวที่ขยับตัวไว ชิงจัดประกวดออกแบบโปสเตอร์ก่อนรัฐบาลจะตัดสินใจบุกไปทำสงครามกับประเทศจีน เราจึงมีโอกาสชมอาร์ตเวิร์กสวยๆ จากสมัยนั้น โจทย์ในการออกแบบโปสเตอร์ คือความภาคภูมิใจและความตื่นเต้นของชาวญี่ปุ่นที่จะได้จัดโอลิมปิก มีคนเดาว่าที่โปสเตอร์หลักออกมาดูแนวกรีก เพราะต้องการฉลองความงดงามของร่างกายมนุษย์ด้วยสไตล์คลาสสิคดั้งเดิม

จะว่าบอกว่าสิ่งที่เตรียมเก้อและคั่งค้างไม่มีประโยชน์เลยก็ไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นก็ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเตรียมพรีเซนต์เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ จนได้เป็นเจ้าภาพอย่างสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1964 

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด
อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

กลยุทธ์ที่ทำให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จคือการเน้นเรื่องจิตวิญญาณของโอลิมปิกที่อยู่ประชาชนคนญี่ปุ่นทุกคนแม้จะยังไม่เคยได้เป็นเจ้าภาพสักครั้ง ว่ากันว่าประโยคที่มัดใจกรรมการในตอนนั้นคือ

“จิตวิญญาณของโอลิมปิกถูกเขียนไว้ในหนังสือเรียนของเด็กประถมญี่ปุ่นด้วยซ้ำ พวกเขาจะอยากเห็นโอลิมปิกด้วยตาของตนเองมากแค่ไหนกันนะ” 

โอลิมปิกเกิดขึ้นมาครั้งแรกเพราะ ปีแยร์ เดอ กูแบร์แต็ง (Pierre de Coubertin) อยากสร้างมิตรภาพ รวมใจคนทั้งโลกให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน หลังแบ่งพรรคแบ่งพวกอย่างชัดเจนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Core Value 3 ประการของโอลิมปิกจึงได้แก่ 

Excellence – การทำให้ดีที่สุดทั้งในการแข่งขันและชีวิตจริง สิ่งสำคัญไม่ใช่ชัยชนะแต่เป็นการมีส่วนร่วม พัฒนาตนเองทั้งทางกายและจิตใจและสามารถรวมทั้งสองเป็นหนึ่งเดียว 

Respect – ความเคารพตนเอง ร่างกาย คนอื่น กฎกติกาและมารยาทในการแข่งขัน รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม

Friendship – หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโอลิมปิก เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรามองเห็นกีฬาเป็นสื่อในการสร้างความเข้าใจระหว่างกันในระดับบุคคลและประเทศ

สถานการณ์ในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสงครามโลก เรามีศัตรูคนเดียวกันคือโรคระบาด ซึ่งต้องใช้ทั้ง Excellence Respect Friendship ในการเอาชนะศึกครั้งนี้ การเลื่อนไปจัดการแข่งขันปีหน้าหลังการต่อสู้จบลงถือเป็น Tribute ให้การจัดการแข่งขันโอลิมปิกที่งดงามมาก เมื่อเทียบกับการดึงดันจัดโดยมองข้ามสุขภาพนักกีฬา กรรมการ คนดู ฯลฯ รวมไปถึงความไม่พร้อมทางอารมณ์และจิตใจของคนส่วนมาก ยิ่งมีหลายชาติออกตัวชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมโอลิมปิกปีนี้แน่ๆ เห็นได้ชัดเลยว่า Tokyo 2020 ขาดทั้ง 3 Core Value 

ถึงแม้จะต้องรอไปอีก 1 ปี เสียค่าใช้จ่ายและสะสางความวุ่นวายต่างๆ นานา แต่ต้องมีครบทั้งสามอย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นโอลิมปิกที่เพอร์เฟกต์

อาถรรพ์ TOKYO 1940 ถึง TOKYO 2020 ย้อนอดีตประเทศญี่ปุ่นดูโอลิมปิกที่เคยไม่ได้จัด

ภาพ : theolympians.co และ www.alphabetilately.org

Writer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load