ในยุคที่ไวรัสโคโรนากำลังระบาดไปทั่วโลก ปัญหาสำคัญที่ตามมาและสร้างความปวดหัวได้ไม่แพ้ปัญหาสาธารณสุขคงหนีไม่พ้นปัญหาเศรษฐกิจ สายป่านที่สั้นยาวไม่เท่ากันของผู้ประกอบการรายย่อยส่งผลกระทบต่อคนในสังคมเป็นวงกว้าง ความน่ากลัวของวิกฤตดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างภาระที่เห็นเป็นรูปธรรมในรูปแบบของตัวเลขในบัญชีธนาคาร แต่ยังส่งผลต่อขวัญกำลังใจของเจ้าของกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางอีกระลอกด้วย

ท่ามกลางวิกฤตนี้ เราแอบเห็นประกายความหวังจากชนชาติเกาหลี ผู้ไม่เคยยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ การแจ้งเตือนในโทรศัพท์ถึงการอัปเดตสื่อโซเชียลของไอดอลที่เราชอบ ทำให้เราได้รู้จักกับหนึ่งในแคมเปญขนาดจิ๋ว ที่หวังจะใช้พลังจากคนตัวเล็กๆ หลายคนมาร่วมด้วยช่วยกันพาประเทศออกจากวิกฤต แคมเปญที่ว่าคือแคมเปญจากช่อง KBS1 ที่ชื่อว่า #우리함께 (อ่านว่า อู-รี-ฮัม-เก) สองคำภาษาเกาหลีง่ายๆ ที่แปลว่า ‘พวกเราอยู่ด้วยกัน’ (หมายเหตุ แคมเปญนี้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า #TogetherKorea) 

#TogetherKorea เมื่อช่อง KBS1 ใช้ไอดอลปลุกพลัง ปชช พาประเทศพ้นพิษเศรษฐกิจ
ภาพ : program.kbs.co.kr/1tv/culture/together

Kind Consumption, การบริโภคเพื่อคนตัวเล็กในสังคม

โปรเจกต์ #TogetherKorea มีต้นตอเริ่มมาจากแนวคิดที่เรียกว่า 착한 소비 (อ่านว่า ชัก-ฮัน-โซ-บี) หรือแปลเป็นภาษาไทยตรงๆ ได้เป็นชื่อน่ารักๆ ว่า ‘การบริโภคใจดี’ (Kind Consumption) การบริโภคในรูปแบบนี้ดัดแปลงมาจากคอนเซปต์การบริโภคอย่างมีจริยธรรม (Ethical Consumerism) หนึ่งในการเคลื่อนไหวทางการบริโภคที่ผู้บริโภคเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสังคมผ่านพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยสินค้า โดยหลักการแล้ว การเลือกใช้สินค้าจากผู้ผลิตขนาดเล็กและผู้ผลิตในชุมชน เป็นแนวทางหลักในการเคลื่อนไหวของคอนเซปต์นี้ ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนแล้ว ยังเป็นการลดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานผิดกฎหมายไปด้วยในเวลาเดียวกัน

หลังวิกฤต COVID-19 เข้าโจมตีคาบสมุทรเกาหลี กิจการของคนตัวเล็กตัวน้อยในเกาหลีเองก็ซบเซาลงไม่ต่างกับประเทศอื่น มีการเสนอภาพร้านค้า ตลาดที่ว่างเปล่า ร้างผู้คน ตัวเลขยอดขายที่ติดลบ ทำให้เจ้าของกิจการเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ มีการปรับลดคนและขนาดการขายลง 

แต่อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น คนเกาหลีไม่เคยยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ พวกเขาใช้การตั้งเว็บไซต์เป็นสื่อกลางเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหาร คาเฟ่ และกิจการอื่นๆ ของผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน ไม่เพียงเท่านั้น การสนับสนุนจากภาครัฐในท้องถิ่นก็เข้ามาเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญ ที่ร่วมด้วยช่วยกันโปรโมตร้านกิจการของคนตัวเล็กในชุมชน ภาพหัวหน้าและเจ้าหน้าที่เทศบาลที่ถือป้ายรณรงค์ทำจากฟิวเจอร์บอร์ดติดตัวไปเดินตลาดด้วยตอนช่วงพักกลางวัน ทำเอาเราอมยิ้มตามไม่ได้

#TogetherKorea เมื่อช่อง KBS1 ใช้ไอดอลปลุกพลัง ปชช พาประเทศพ้นพิษเศรษฐกิจ
ภาพ: mn.kbs.co.kr/news/view

นอกจากนี้ ความเจ๋งอีกอย่างคือ ไม่เฉพาะกิจการร้านอาหารหรือร้านค้าต่างๆ เท่านั้น โปรเจกต์ลักษณะดังกล่าวยังลากยาวไปถึงบรรดาเกษตรกรรายเล็กรายน้อยที่ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน มีการรวมกลุ่มของเหล่าเกษตรกร เพื่อนำผลผลิตของตัวเองจัดรวมและส่งเป็นแพ็กเกจขายให้กับคนในชุมชน หลังจากที่อ่านบล็อกรีวิวร้านอาหารเกาหลีมาเยอะ การได้เห็นคนเกาหลีเขียนบล็อกรีวิวผักที่สั่งมาจากเมืองของตัวเองก็เป็นอะไรที่น่ารักไม่หยอก

#TogetherKorea เมื่อช่อง KBS1 ใช้ไอดอลปลุกพลัง ปชช พาประเทศพ้นพิษเศรษฐกิจ
ภาพ : m.blog.naver.com/nuri1129/

เมื่อมีท้องถิ่นหนึ่งทำ ท้องถิ่นอีกหลายๆ แห่งก็จะเคลื่อนไหวที่คล้ายกันตามมา โปรเจกต์ในลักษณะนี้จึงผุดเป็นดอกเห็ด ตั้งแต่ภาคเหนือของเกาหลีอย่างภูมิภาคคยองกีโด ไปจนถึงภาคใต้อย่างคยองซังนัมโด เรียกได้ว่าคนเกาหลีไม่ได้มาเล่นๆ โปรเจกต์ที่ดูเรียบง่ายนี้แฝงไว้จริงจัง มุ่งมั่น และเต็มเปี่ยมไปด้วยการร่วมด้วยช่วยกันเอาชนะเจ้าไวรัสโคโรนา ไม่เฉพาะด้านสาธารณสุข แต่ยังรวมไปถึงด้านเศรษฐกิจ และโปรเจกต์นี้ยังส่งผลข้างเคียงเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เจ้าของกิจการในชุมชนได้อีกทอดหนึ่งด้วย

#TogetherKorea, Together We Can

แต่ถึงกระนั้น คนเกาหลีไม่ได้หยุดอยู่แค่โปรเจกต์ Kind Consumption โดยภาครัฐและคนในชุมชน 

สถานีโทรทัศน์หลักอย่าง KBS เลือกหยิบเอาคอนเซปต์ดังกล่าวมาสร้างแคมเปญเล็กๆ ทำเป็นรายการเล่าถึง Kind Consumption เผยแผ่ให้คนเข้าใจตั้งแต่คอนเซปต์ของการบริโภคในรูปแบบดังกล่าว ลากยาวไปจนถึงพลังผู้บริโภคตัวเล็กๆ รายการนี้ฉายทุกวันอังคารและพุธ เวลา 11.55 น. ทางช่อง KBS1 

และที่เราอยากจะขอซูฮกในความคิดสร้างสรรค์ของโปรดิวเซอร์ คือไอเดียที่ให้บรรดานักร้อง ไอดอล หรือคนในวงการบันเทิงมาเป็นกำลังเสริม เพื่อช่วยกันปลุกพลังของคนในสังคมในวงกว้างมากขึ้น แคมเปญนี้เชิญชวนให้เหล่าคนดังไปอุดหนุนกิจการของบรรดาผู้ค้ารายย่อยในชุมชน แล้วถ่ายรูปใบเสร็จมาเป็นหลักฐาน พร้อมเขียนเล่าถึงแคมเปญและข้อความให้กำลังใจผู้ประกอบการรายย่อยกันสั้นๆ ลงในสื่อโซเชียล 

#TogetherKorea เมื่อช่อง KBS1 ใช้ไอดอลปลุกพลัง ปชช พาประเทศพ้นพิษเศรษฐกิจ
ภาพ : program.kbs.co.kr/1tv/culture/together

กำลังกาย กำลังสมอง พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ กำลังใจที่ส่งให้กันอย่างเต็มเปี่ยม และการทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มกำลังความสามารถจากทุกภาคส่วนในสังคมเกาหลี ทำให้ฉันอดใจพองไปกับประโยคสุดท้ายในวิดีโอโปรโมตแคมเปญนี้ไม่ได้ 

“ถ้าทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน (ปัญหาไวรัส) มันจะไม่หนักอีกต่อไป”


ข้อมูลอ้างอิง 

program.kbs.co.kr/1tv/culture/together

mn.kbs.co.kr/news

m.blog.naver.com/nuri1129

developmenteducation.ie/feature/ethical-consumption/

Writer

Avatar

ณัฐมน เกตุแก้ว

ตอนนี้เรียนปริญญาโทสาขาสังคมวิทยาอยู่ในมหาวิทยาลัยบนเขาที่เกาหลี

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“หนังสือเล่มนี้ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวของนักฝันคนหนึ่งที่มองไปยังเส้นทางในอนาคตด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าอัศจรรย์”

ข้อความขึ้นต้นในพ็อกเก็ตบุ๊ก ‘The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต พอจะทำให้เห็นภาพการเล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมมองใหม่ การกลั่นกรองข้อมูลมหาศาลเป็นหนังสืออ่านง่ายขนาดถนัดมือ เป็นความตั้งใจของทีมงาน ‘สานต่อที่พ่อทำ’ ที่อยากถ่ายทอดแนวคิดการทรงงานของพระราชาให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ใช่เพียงเพื่อชื่นชมพระองค์ในฐานะกษัตริย์ แต่มองเห็นหลักการทำงานและใช้ชีวิตของคนทำงานคนหนึ่ง ซึ่งผู้อ่านสามารถแกะรอยและลงมือปฏิบัติตามได้จริงทันที

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมงานสานต่อที่พ่อทำ จึงได้รู้ว่าไอเดียเบื้องหลังการทำหนังสือเล่มนี้ไม่ธรรมดา ที่สำคัญคือ ‘The Visionary’ ไม่มีวางแผงขาย เพราะกำลังเปิดให้จอง และจะแจกให้คนไทยที่สนใจฟรีๆ ในเดือนกันยายนที่กำลังมาถึง

ก่อนลงมือสั่งจองหนังสือ มาทำความรู้จักที่มาที่ไปของหนังสือในหลวงที่แปลกที่สุดเล่มหนึ่ง และเหตุผลที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบรวดเดียวกันดีกว่า

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

1. เล่าเรื่องที่ใครๆ ไม่เคยรู้

เบื้องหลังโครงการ ‘สานต่อที่พ่อทำ’ คือกลุ่มคนที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน นักคิด นักเขียน ครีเอทีฟ ผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งรวมตัวกันกลางปี 2559 เพื่อทำงานบอกเล่าเรื่องราวพ่อของแผ่นดิน ในวาระที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครองราชย์ครบ 70 ปี และจะมีพระชนมพรรษา 90 พรรษาในปี 2560 แม้เหตุการณ์ไม่คาดฝันในเดือนตุลาคมปีที่แล้วทำให้โครงการชะงัก แต่สุดท้ายทีมงานทั้งหมดก็ตัดสินใจเดินหน้าทำงานกันต่อ เกิดเป็นหนังโฆษณาชุดสานต่อที่พ่อทำ 9 เรื่อง, ทริป ‘เดินทางพ่อ’, การ์ตูนเด็ก, และเพจ Facebook สานต่อที่พ่อทำ โดยทีมงานกลุ่มสุดท้ายสนใจถ่ายทอด untold story ของในหลวง ไม่ใช่เรื่องโด่งดังอย่างโครงการในพระราชดำริต่างๆ แต่เป็นอีกแง่มุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

“พวกเราเป็นเจนวายรุ่นแรกๆ ที่ตอนเด็กยังทันเห็นพระองค์ทรงงานหนัก เสด็จฯ ไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วไทย แต่ว่าเด็กรุ่นหลังพวกเราไม่กี่ปีไม่ทันเห็นเรื่องเหล่านี้แล้ว ได้แต่ฟังเรื่องราวที่ดูห่างไกล เข้าไม่ถึง เราเลยอยากเล่าเรื่องราวที่จับต้องได้ ไม่อยากเก็บเรื่องของในหลวงไว้บนหิ้ง เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำมีหลักฐาน เลยตั้งใจสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่าลองเปิดใจแล้วมารู้จักในหลวงกัน โดยการหาหีบห่อในการเล่าที่ไม่เหมือนเดิม โจทย์ในการหาข้อมูลคือเลือกเรื่องที่ไม่ได้พูดถึงกันทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแก้มลิง คุณยายถือดอกบัว แต่เป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์คนที่ทำงานกับพระองค์จริงๆ เป็นเรื่องดีๆ ที่คนไม่เคยรู้ แล้วเราอยากบอกให้คนอื่นรู้”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

2. กลั่นกรองข้อมูลมหาศาล

“ปัญหาของการหาข้อมูลคือข้อมูลกระจัดกระจาย พระองค์ทรงงานหนักหลายด้านเป็นระยะเวลายาวนานมากๆ แหล่งข้อมูลมีเรื่องในหลวงในมุมเดียว เหลี่ยมเดียว หรือช่วงเวลาเดียว มีเรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่มีการรวมรวมข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน ข้อมูลที่คนไทยรับรู้เลยโดดไปโดดมา เราเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงเต็มไปหมด แต่นึกไม่ออกเลยว่านั่นคือช่วงเวลาไหน หรือพระองค์ทรงงานด้านไหนอยู่

“ระหว่างที่เราค้นคว้าข้อมูล เราก็รู้จักในหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็น magic ที่ทำให้ทีมทำงานต่อไปไม่หยุด พอได้ข้อมูลแต่ละที่มาเราก็มาต่อจิ๊กซอว์จนเห็นภาพพระองค์ชัดขึ้น จนเรื่องร้อยกันเป็นหนึ่งเดียว”  

ทีมงานเพจสานต่อที่พ่อทำตัดสินใจใช้เวลา 1 ปีเล่าพระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ 9 บนโลกออนไลน์ ย่อยข้อมูลตลอดระยะเวลา 70 ปีให้อยู่ในปีเดียว โดยแบ่งข้อมูลเป็น 12 หมวด สำหรับ 12 เดือน การวางไทม์ไลน์ยาวๆ ทำให้พวกเขาเข้าใจวิธีและพัฒนาการการทำงาน จากการทดลองอ่างเก็บน้ำราคา 60,000 บาท จนถึงเขื่อนระดับหมื่นล้าน การจัดการข้อมูลมหาศาลเพื่อถ่ายทอดให้สนุก เข้าใจง่าย ทำให้พวกเขามองเห็นภาพพระราชาในมุมที่ต่างออกไป

“ช่วงเวลาที่เข้มข้นสุดๆ คือช่วงที่พระองค์มีพระชนมพรรษาสามสิบกว่าพรรษาถึงหกสิบกว่าพรรษา ทรงมีวังในทุกภาคของประเทศไทย พอภาคเหนือหนาวก็เสด็จฯ ขึ้นเหนือ พอภาคใต้น้ำท่วมก็เสด็จฯ ลงใต้ พออีสานแล้งก็เสด็จฯ ไป แล้วก็กลับมากรุงเทพฯ กับหัวหิน วนเป็นวงจรแบบนี้อยู่หลายสิบปี โครงการต่างๆ ถึงเกิดขึ้นทั่วประเทศและดำเนินไปได้พร้อมกัน งานแต่ละภาคก็ไม่เหมือนกัน ภาคเหนือมีเรื่องฝิ่น ภาคใต้เรื่องป่าพรุ ภาคอีสานมีเรื่องขาดแคลนน้ำ แล้วยังมีศูนย์ทดลองในภาคกลางอีก เราเลยจัดกลุ่มเรื่องพวกนี้เป็นก้อนๆ เรียงตามไทม์ไลน์ และกลั่นกรองเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเราได้ยินกันจนเบื่อ รู้สึกว่ามันจับต้องไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเรียบง่าย สมเหตุสมผล และดีมาก”

การกลั่นกรองเนื้อหาทำให้ทีมงานตกตะกอนข้อมูลชุดใหม่ขึ้นมาเป็นแนวคิดเบื้องหลังการทรงงาน เมื่อสิ่งที่อยากจะเล่ามีมากเกินกว่าจะถ่ายทอดบนพื้นที่ออนไลน์เพียงอย่างเดียว พวกเขาตัดสินใจแปลงข้อมูลเป็นหนังสือชื่อ ‘The Visionary’

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

3. วิสัยทัศน์สำหรับสวมใส่

“เราทำงานโฆษณามา รู้ว่าต้องทำสิ่งที่คนดูอยากดู ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ และเราไม่ได้อยากทำหนังสือประวัติศาสตร์ แต่นึกถึงหนังสือวิเคราะห์การทำงานของ Steve Jobs, Elon Musk หรือ Jack Ma ที่คนสมัยนี้ชอบอ่าน คนรุ่นใหม่ต้องการผู้นำทางความคิด ไอดอลด้านการทำงาน”

ทีมงานสานต่อที่พ่อทำเล่าว่า ตอนแรกหนังสือเล่มนี้จะชื่อ ‘จักรวาลงานของพ่อ’ โดยเน้นเล่าเรื่องงานต่างๆ ผ่านอุปกรณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่เพจ Facebook ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าเรื่องของพระองค์มีมากกว่าการเล่าผ่านสิ่งของ

vision ของพระองค์ต่างหากที่พิเศษกว่าเรื่องอื่นใด ดังนั้นผู้อ่านควรได้รู้จักพระองค์ในฐานะ ‘คนทำงาน’

พวกเขาทำสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน คือเอาข้อมูลมาแบแล้วเล่นแร่แปรธาตุ ลบไทม์ไลน์เวลาออก แล้วจัดกลุ่มข้อมูลใหม่เป็น 9 บท แต่ละบทถ่ายทอดแนวพระราชดำริการทรงงานที่ในหลวงทรงใช้ตลอดรัชสมัย โดยดีไซน์เส้นทางการอ่านให้ชัดเจน ตรรกะเรียบง่าย ใช้คำราชาศัพท์เพียงเท่าที่จำเป็น ทำให้วิธีคิดในทุกบทนำมาใช้ร่วมกันได้ มีการสรุปใจความเป็น Key of Success ก่อนพลิกไปบทถัดไป

“เราเริ่มเล่าเรื่องจากบทที่ 1 การใช้วิทยุสื่อสาร แก่นคือการสื่อสารเป็นการเชื่อมต่อกับประชาชน บทที่ 2 การใช้อุปกรณ์หรือแผนที่ จริงๆ หมายถึงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ใช้ทำงานได้หลายอย่าง จนจบที่ปรัชญาการทำงานที่คนรู้จักในชื่อเศรษฐกิจพอเพียง จะเห็นเส้นทางการทำงานจากจุดเล็กๆ คิดแก้ปัญหาจนกลายเป็นปรัชญา”

นอกจากเป็นหนังสือแนวคิดการทำงานยุคใหม่ สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้แปลกไปจากหนังสือในหลวงเล่มอื่นๆ คือไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 ในตัวเล่มเลย

“เราทำหนังสือในหลวงที่ไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง เพราะอยากให้มองเห็นสารที่จะสื่อมากกว่า สิ่งที่พระองค์ทรงทำน่าสนใจและดีมาก เลยอยากให้คนเสพเนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่ติดภาพว่าเป็นพระราชกรณียกิจของในหลวง เรามีแค่รูปฉลองพระเนตรเป็นสัญลักษณ์ เหมือนเราเอาฉลองพระเนตรหรือ vision ของในหลวงมาให้คุณลองใส่ และอีกแง่นึง คือได้มองย้อนกลับไปว่าเบื้องหลังฉลองพระเนตรของพระองค์ ในหลวงทรงมีพระราชดำริอย่างไร”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

4. ของขวัญสำหรับทุกคน

“หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งสุดท้ายในโครงการสานต่อที่พ่อทำ ถ้าสิ่งที่เราทำทั้งหมดเป็นหม้อต้มยา นี่คือเคี่ยวจนได้จอกสุดท้าย กินเข้าไปแล้วนำไปใช้ได้เลย”

ทีมงานสานต่อที่พ่อทำกล่าวตบท้าย

‘The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต จะแจกฟรีทั่วประเทศสำหรับผู้ที่สนใจคนละ 1 เล่ม เข้าไปสั่งจองและดูรายละเอียดการรับหนังสือได้ใน Facebook Page สานต่อที่พ่อทำ หรือ www.zipeventapp.com/e/The-Visionary ตั้งแต่วันนี้ – 12 กันยายน 2560 นอกจากนี้ยังมีหนังสือเสียงที่ศิลปิน 9 คน มาอ่านเนื้อหาแต่ละบท คือ บอย โกสิยพงษ์, แต้ว ณฐพร, หมาก ปริญ, ตูน บอดี้แสลม, มาโนช พุฒตาล, ต่อ ธนญชัย, อาย กมลเนตร, ปุ๊ อัญชลี และ ลีโอ พุฒ โดยหนังสือเสียงนี้จะกระจายตามห้องสมุดเสียงและเผยแพร่ทางออนไลน์ พร้อมๆ กับหนังสือเล่ม ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2560

ขอปิดท้ายเบื้องหลังการถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต ด้วยข้อความในหนังสือที่ทีมงานสานต่อที่พ่อทำฝากไว้

“เราเชื่อว่าการสานต่อสิ่งที่ในหลวงทำ คือการนำวิธีคิดที่เปี่ยมด้วยคุณค่าของพระองค์มาใช้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น และเมื่อใดที่เรามีชีวิตที่ดีขึ้น คนรอบตัวก็ดีขึ้น และสุดท้ายสังคมนี้ก็จะดีขึ้น นั่นต่างหากถึงจะสมประสงค์กับสิ่งที่ในหลวงทรงทุ่มเทกระทำมาตลอดอายุขัยของท่าน”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

FB: สานต่อที่พ่อทำ

Writer

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load