“Toby เป็นคนอบอุ่น เป็นคนที่ชอบชวนเพื่อนมาบ้าน แล้วก็ชอบดื่มกาแฟ ชอบทำอาหารให้เพื่อนทาน” ประโยคบอกเล่าที่สั้นและเรียบง่ายจากปากของ นัท-ณัฐวุฒิ แสงมณี ช่วยให้เราเห็นคาแรกเตอร์ของร้านอาหารเช้ามื้อสายที่หลายคนคุ้นชื่อกันอย่าง ‘Toby’s’ ได้เป็นอย่างดี

ก่อนจะเริ่มต้นพูดคุยกันอย่างจริงจัง เราได้สอดส่องทั่วร้านสาขาใหม่ของ Toby’s ที่ Noble เพลินจิต ซึ่งเป็นบรรยากาศที่แปลกใหม่ไปจาก 2 สาขาก่อนหน้าไม่น้อย หากแต่ความอบอุ่นและกลิ่นหอมที่แผ่อบอวลไปทั่วร้าน เป็นจุดที่ทำให้เราเห็นถึงความเชื่อมโยงของร้านในเครือ Toby’s อย่างชัดเจน คุณนัทต้อนรับเราด้วยเครื่องดื่มที่ช่วยบูสต์พลังงานในช่วงเช้า ก่อนนำทางเราไปยังที่นั่งบริเวณชั้นสองเพื่อเริ่มต้นบทสนทนาในวันนี้

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

ก่อนจะเป็น Toby’s

ก้าวแรกสุดของที่นี่เริ่มจากการที่พาร์ตเนอร์ของทางร้านทั้งสี่คนรักทั้งในด้านการทำอาหารและการกิน โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า แต่เมื่อย้อนไปราว ๆ 9 ปีก่อน ตัวเลือกของอาหารเช้าในบ้านเรายังไม่ได้หลากหลายเท่าทุกวันนี้ เน้นที่ American หรือ UK Breakfast มากกว่า

จุดเริ่มต้นอย่างจริงจัง ประกอบด้วย 2 ปัจจัยที่มาผสานกัน คือ การเติบโตของ Brunch Culture ในไทย และการท่องเที่ยวที่ประเทศออสเตรเลียของพาร์ตเนอร์คนหนึ่ง ในช่วงเวลาที่เทรนด์อาหารเช้ามื้อสายกำลังเริ่มมา

“Brunch Culture มีความหลากหลายของอาหาร เพราะว่าที่นู่นมีวัฒนธรรมหลากหลาย มีทั้งเอเชียน ยูโรเปียน แมตช์กันจนกลายเป็นจานบรันช์ที่ดูดีและทานง่าย เลยเป็นจุดกำเนิดที่เราลองยกสิ่งนั้นมาที่บ้านเรา เพราะเป็นวัฒนธรรมที่สนุก” 

ได้เห็นสีสันบนจานอาหาร ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจานบรันช์ที่นำรูปแบบมาจากออสเตรเลียนี้สนุกอย่างที่บอกจริง ๆ

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน
Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

บรันช์แบบออสซี่ที่กรุงเทพฯ

หากให้ยกชื่อร้านอาหารที่ขายอาหารเช้าในมื้อสายและเป็นที่จดจำ ก็ต้องยอมรับเลยว่า Toby’s เป็นหนึ่งในร้านที่ผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคน ซึ่งเมื่อย้อนเวลาไปก่อนที่จะมีร้านนี้ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กระแสบรันช์เริ่มก่อตัว

“ตอนนั้นคิดว่า Brunch Culture ในเมืองไทยกำลังมา กระแสมันเริ่มจะขึ้น คนเริ่มทานแล้วเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรคืออาหารเช้าของมื้อสาย แล้วไม่จำเป็นว่าต้องแค่อาหารเช้า มันเป็น All Day ได้เลย เพราะว่าที่ออสเตรเลียคือจะเน้นทั้งวันเลย 5 – 6 โมงเย็นก็ยังทานได้อยู่” คุณนัทเล่าถึงเรื่องราวก่อนตัดสินใจนำบรันช์ในสไตล์ออสเตรเลียนเข้ามาในกรุงเทพฯ

“ผมว่าเราเป็นหนึ่งในเจ้าแรก ๆ ที่นำ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียนเข้ามาที่บ้านเรา ซึ่งตอนนั้นที่เอาเข้ามาแรก ๆ มีอยู่ไม่กี่เจ้า แล้วเราก็พยายามค้นหาวัตถุดิบในการคิดเมนูต่าง ๆ ให้มีความหลากหลาย แล้วก็เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ อันนี้คืออันดับหนึ่งเลย” 

เมื่อหยิบยกมาถึงสิ่งที่ทางร้านยึดถือ คุณนัทตอบอย่างชัดเจนทันทีว่า สิ่งที่ยึดเป็นหัวใจสำคัญมีอยู่ 2 ข้อหลัก ๆ ด้วยกัน คือ การบริการและวัตถุดิบ

“Quality of Product เป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของร้าน เหมือนทานข้าวที่บ้าน เราก็อยากกินอะไรดี ๆ เราจึงอยากมอบวัตถุดิบที่ดีให้กับลูกค้าเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะต้องปรับตัวเรื่องวัตถุดิบค่อนข้างเยอะ และในช่วงโควิดมีของบางอย่างที่หายาก แต่เราก็พยายามเอาเข้ามาถึงแม้ว่าราคาจะเพิ่ม เพราะเราอยากให้มาตรฐานมันคงไว้”

ด้านการบริการ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าขาจรหรือขาประจำ ก็จะคุ้นชินกับภาพการบริการที่ครบครันต่างจากคาเฟ่ทั่วไป ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณนัทหยิบยกมาจากวัฒนธรรมในร้านอาหารที่ออสเตรเลียเช่นกัน

“ออสเตรเลียเน้นในเรื่องการบริการแบบ Full Service เราเลยอยากเอาบริการเหมือนร้านอาหารมาปรับให้เข้ากับลักษณะ Brunch Culture” คุณนัทขยายความที่มาของการบริการแบบครบเครื่องที่ยึดเป็นหลักตลอดมา

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน
Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

ทำไมต้อง Toby’s

“เราเน้นเรื่อง Simplicity ความเรียบง่าย ทำได้ทุกวันที่บ้าน ถ้ามาดูจานของเรา คือจริง ๆ มันทำเองได้ที่บ้านนะ แค่ต้องใช้วัตถุดิบที่ดีเท่านั้นเอง”

อาหารไม่ได้เน้นความหวือหวา หาทานยาก แต่เลือกจับใจลูกค้าด้วยความเรียบง่ายที่แสนจะคุ้มค่า ซึ่งเราสัมผัสได้ถึงเมนูที่ทานซ้ำได้ไม่รู้เบื่อ ในปริมาณที่พอดิบพอดี และราคาสมเหตุสมผล

นอกจากความสะดวกและคุ้มค่าแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ร้านครองใจลูกค้า คือบรรยากาศ

“ถ้าคนนึกถึงร้าน จะนึกถึง Vibes เพราะเข้ามาแล้วเขารู้สึกถึงออสซี่ไวบ์ เหมือนอยู่ต่างประเทศ อยู่เมลเบิร์น อยู่ซิดนีย์ และเหมือนเป็นที่พบปะสังสรรค์กับเพื่อน ๆ เวลามาทานเป็นกลุ่ม ได้อารมณ์ออกนอกบ้านมากินข้าวกันสนุก ๆ

“คอนเซ็ปต์ของร้านเน้นไปที่ความเรียบง่ายและเข้าถึงง่าย อยากให้คนเข้ามาแล้วสบายใจ มาทานคอมฟอร์ตฟู้ด อยากมาดื่มกาแฟอย่างเดียวก็ได้ อยากมาทานเค้กอย่างเดียวก็ได้ มานั่งแล้วสบายใจ เป็นที่พักพิง หรืออยากจะเน้นของหนักเลยก็ได้ อยากจะทานพวกบรันช์ พาสต้า หรืออาหารอื่น ๆ เพื่อให้อยู่ท้องก็ได้ แต่ยังเน้นบรรยากาศเป็นกันเอง”

ทั้งจานอาหารที่ชูเรื่องวัตถุดิบคุณภาพ การบริการที่ครบครัน และบรรยากาศร้านที่มอบความสบายใจให้อย่างเต็มเปี่ยม ทำให้เราไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมหลายคนถึงเลือกมาฝากท้องที่ร้านแทนที่จะลงมือเข้าครัวด้วยตัวเอง

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

3 โลเคชัน 1 คอนเซ็ปต์

ปัจจุบัน Toby’s มีทั้งหมด 3 สาขา ซึ่งหากได้ไปครบทุกสาขา จะพบว่าแต่ละสาขาให้ความรู้สึกทั้งเหมือนและแตกต่างกันอย่างลงตัว 

“ทั้ง 3 ที่แตกต่างกันเรื่องโลเคชัน ทำให้บรรยากาศที่ได้แตกต่าง อย่างที่สุขุมวิทก็ปลีกวิเวกนิดหนึ่ง มีพื้นที่สีเขียว มีเอาต์ดอร์โซนที่ค่อนข้างรีแลกซ์กว่า หรืออยากจะไปกับเพื่อน นั่งคุยชิลล์ ๆ ก็ได้ 

“ศาลาแดงนี่ขยับเข้ามาที่ Urban นิดหนึ่ง เหมือนอยู่ใจกลางสาทรเลย แต่เนื่องจากซอยนั้นไม่ได้พลุกพล่านมาก ถ้ารถไม่ติดหรือไม่ต้องไปรับลูก มันก็จะสบาย ๆ ถือว่าเป็นใจกลางเมืองที่ไม่พลุกพล่าน”

“ส่วนสาขาล่าสุดที่ Noble เพลินจิต เรียกได้ว่าขยับเข้าสู่ใจกลางเมืองมากขึ้น และมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งที่อยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือการมีที่จอดรถรองรับจำนวนมาก

“ทุกสาขามีคอนเซ็ปต์เดียวกัน คือ ความโฮมมี่ และมี Great Experience เวลามาทาน ไม่ว่าคุณจะมาคนเดียว มากับครอบครัว มากับเพื่อน หรือมากับที่ทำงาน คุณก็จะได้ประสบการณ์ที่ดีเหมือนเดิม คือ Friendly Neighborhood

“เราเป็น Small to medium size cafe and restaurant ที่เน้นการบริการสำคัญที่สุด ลูกค้าเข้ามาแล้วต้องได้รับการบริการที่ดีและอบอุ่น” คุณนัทย้ำชัดถึงคอนเซ็ปต์เรื่องของการบริการและมู้ดแอนด์โทนที่มีความอบอุ่น ซึ่งเป็นหัวใจหลัก ซึ่งไม่ว่าสาขาไหนก็จะยังคงสิ่งนี้ไว้เหมือนกัน

เวลาล่วงเลยมาประจวบกับเวลาของมื้อสายที่ชวนให้ท้องร้อง ก่อนที่บทสนทนาในวันนี้จะจบลง เราขอให้คุณนัทแนะนำเมนูยอดนิยมที่ห้ามพลาดของที่นี่ รวมถึงเมนูใหม่ประจำสาขาใหม่ซึ่งพร้อมให้ทุกคนไปลองชิมกันแล้ว มีครบทั้งของคาว ของหวาน และเครื่องดื่ม 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่นี่คือร้านอาหารเช้าในมื้อสายที่เราทุกคนคู่ควร และเมื่อไหร่ที่นึกถึง Brunch ในสไตล์ออสเตรเลียน Toby’s ก็คงจะครองใจใครหลาย ๆ คนไปอีกนาน

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

เมนูแนะนำ

Toby's คาเฟ่ที่โดดเด่นด้วยการนำเสนอ Brunch Culture ในสไตล์ออสเตรเลียน

Linguine shellfish Bisque

จานพาสต้าใหม่เอี่ยมที่อยู่ในหน้า Special Menu ซึ่งรสชาติก็สเปเชียลสมชื่อ เส้นลิงกวินีผัดกับ Shellfish Bisque มะเขือเทศ และสมุนไพรจนหอมมัน ประดับด้วยกุ้งกุลาดำตัวใหญ่เต็มคำ

สนทนากับ นัท-ณัฐวุฒิ แสงมณี จากร้าน Toby’s ร้านที่ชาว Brunch ทั้งขาจรและขาประจำไม่ควรพลาด

Breakfast Board

เมนูยอดนิยมอันดับหนึ่งของร้านเป็นไข่ 2 ฟองที่เรารีเควสให้ทำในรูปแบบใดก็ได้ เสิร์ฟพร้อม Smoked Ham, Cured Salmon, Avocado, Sourdough, Tomato Salsa และ Greens เป็นจานที่จะได้ลิ้มรสความหลากหลายของวัตถุดิบในปริมาณที่ทาน 2 คนยังอิ่ม

สนทนากับ นัท-ณัฐวุฒิ แสงมณี จากร้าน Toby’s ร้านที่ชาว Brunch ทั้งขาจรและขาประจำไม่ควรพลาด

Pear Flair

เมนูเครื่องดื่มที่รวมตัวจาก Pear, Pineapple, Apple และ Mint ออกมาเป็นเครื่องดื่มสีเขียวแสนสดชื่น ด้วยความเปรี้ยวอมหวานจากผลไม้และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมินต์ ดื่มคู่กับอาหารจานโปรดยิ่งช่วยเสริมรสชาติกันได้เป็นอย่างดี

สนทนากับ นัท-ณัฐวุฒิ แสงมณี จากร้าน Toby’s ร้านที่ชาว Brunch ทั้งขาจรและขาประจำไม่ควรพลาด

Pain Perdu

เมนูของหวานจานใหม่ที่ผสานขนมปังที่ปิ้งจนกรอบ รวมกับ Salted Caramel เต็มแผ่น Pina Colada Ice Cream ที่อบอวลด้วยกลิ่นรัม และประดับด้วย Honeycomb Toffee ได้ทั้งความหวานและกลิ่นไหม้จาง ๆ พอให้ได้รสสัมผัสแปลกใหม่

Toby’s

ที่ตั้ง :

สาขาสุขุมวิท 38 : 75 ซอยสุขุมวิท 38 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

สาขาศาลาแดง : 14/1 ซอยสาทร 2 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

สาขาโนเบิล เพลินจิต : Noble Phloenchit ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

Facebook : Toby’s Bangkok

Instagram : tobysbkk

Writer

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Cafe Culture

คาเฟ่แนวคิดดี แตกต่าง และสร้างแรงบันดาลใจ

14 ธันวาคม 2560
72 K

ผมเดินเข้ามาในย่านเมืองเก่า เดินผ่านร้านค้า บาร์ต่างๆ ในซอยนานา ย่านเยาวราช เดินลัดเลาะเข้าไปในซอยย่อยเพื่อที่จะพบกับร้าน Oneday Wallflowers ร้านดอกไม้ที่ดูมีทั้งความสวยงามและความลึกลับ เมื่อเปิดผ่านประตูเลื่อนเหล็กเข้าไปจะเจอกับร้านดอกไม้ แต่เราจะเห็นประตูไม้ที่เปิดไว้พอให้เห็นเหมือนเป็นสวนหลังบ้านเปิดเอาไว้อยู่ ผมถามถึงร้านกาแฟที่เพิ่งเปิดใหม่ พนักงานร้านดอกไม้ชี้มือไปทางประตูบานนั้นแล้วบอกให้ผมเดินขึ้นไปด้านบน เมื่อผ่านประตูเข้าไปจะเจอกับโครงสร้างบันไดที่ดูสลับซับซ้อนเดินวนหลายทบเพื่อให้ขึ้นไปชั้นบนของอาคารเก่าที่ทำโถงจนสูง เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนผมถึงได้พบกับบาร์กาแฟที่ตามหาอยู่

Nana Coffee Roaster คือบาร์กาแฟเปิดใหม่ในย่านเมืองเก่า เกิดจากการที่ พี่ลักษณ์-ณัฐพัชร สุริยะกำพล สไตลิสต์และเจ้าของร้าน Oneday Wallflowers ได้ชักชวน พี่กุ้ง-วรงค์ ชลานุชพงศ์ ร้าน Nana Coffee Roasters โรงคั่วกาแฟและร้านกาแฟที่อยู่ระดับแนวหน้าของวงการกาแฟไทยมาร่วมทำคาเฟ่บนชั้นสองของอาคารนี้

ความดีงามของคาเฟ่นี้อยู่ที่ไม่บ่อยนักที่เราจะเจอร้านกาแฟที่มีกาแฟดีๆ ในร้านที่สวยขนาดนี้ แถมทั้งคนทำกาแฟและคนตกแต่งร้านก็เป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างลึกซึ้งทั้งคู่

บาร์มินิมอลสีทองแดงมันวับ ตัดกับแผ่นไม้เผาไฟที่มีรูปแผนที่โลกด้านหลัง เกิดจากการคุยกันตั้งแต่เริ่มออกแบบร้าน พี่กุ้งต้องการจะให้บาร์มีความเรียบง่าย เพื่อให้เกิดการสนทนากันระหว่างบาริสต้าและคนกิน

Modbar เป็นบาร์ชงกาแฟสไตล์มินิมอลลิสม์ที่กำลังเริ่มใช้กันในบ้านเรา และผมเองคิดว่าต่อไปเทรนด์ของบาร์กาแฟน่าจะไปในทิศทางนี้ แต่การเลือกใช้ Modbar ไม่ใช่แค่ความสวยงามอย่างเดียวนะครับ พี่กุ้งเล่าว่าเมื่อลองเปรียบเทียบการชงกาแฟดูแล้ว Modbar มีคุณสมบัติในการดึงกลิ่น Floral ของกาแฟออกมาได้มากอย่างสังเกตได้ เมื่อเทียบกับเครื่องชงหลักที่ใช้ในสาขาอื่นๆ ชงเมล็ดเดียวกัน พอดีกับเมล็ดเบลนด์ของร้านที่เน้นกลิ่นดอกไม้อยู่ด้วยแล้ว เลยทำให้ Modbar ดึงคุณสมบัติที่ต้องการจะให้คนดื่มได้รับชัดเจนยิ่งขึ้นอีก

การออกแบบโครงสร้างบาร์และตัวร้านก็คงไม่มีใครเหมาะไปกว่าสไตลิสต์มืออาชีพอย่างพี่ลักษณ์อีกแล้ว หลายคนคงรู้จัก Casa Lapin สาขาสุขุมวิท 49 หรือสุขุมวิท 26 นั่นเป็นฝีมือการออกแบบและตกแต่งโดยพี่ลักษณ์ทั้งนั้นครับ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสไตล์ที่หลายต่อหลายคาเฟ่นำไปใช้ตกแต่งร้านตัวเองอยู่พักใหญ่ พี่ลักษณ์เล่าว่าการตกแต่งร้านนี้จะมีความต่างจากงานอื่นๆ พอสมควร การใช้เทคนิคที่อยากทำแต่ยังไม่เคยมีโอกาสทำ ก็เอามาใช้ตอนทำร้านนี้ อย่างการเผาไม้ ที่เอาไปใช้เป็นผนังและประกอบอยู่กับเคาน์เตอร์บาร์ชงกาแฟ ก็เป็นสิ่งที่อยากทำมานาน วัสดุอย่างทองแดงก็เป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ มันดูบอบบาง แต่มีเสน่ห์ของตัวมันอยู่ ส่วนตัวพื้นที่ส่วนอื่นๆ ก็ตกแต่งได้อย่างอิสระจนกลายเป็นตัวเองโดยสมบูรณ์แบบ

พี่กุ้งไว้ใจในความละเอียดอ่อนของพี่ลักษณ์ในการออกแบบร้าน เช่นเดียวกับที่พี่ลักษณ์เองก็ไว้ใจในส่วนของกาแฟกับพี่กุ้งเช่นกันครับ คนที่ได้รับประโยชน์จากความเก่งกาจของทั้งคู่ก็คือลูกค้าอย่างผมนี่ล่ะ

เครื่องดื่มของที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นกาแฟพิเศษที่พี่กุ้งคัดมาแล้วครับ มีเมล็ดของกาแฟให้เลือกแตกต่างกันตั้งแต่กาแฟ House Blend ของร้านไปจนถึงกาแฟประกวดที่ราคาค่อนข้างสูงแต่สมราคากับความพิเศษนั้นนะครับ ทุกเมล็ดที่เลือกสามารถเสิร์ฟได้ทั้งแบบคลาสสิกเอสเปรสโซ่และฟิลเตอร์

ส่วนเมนู signature เมนูเดียวของร้านนั้นคือ Le Boisson De Kanda เป็นกาแฟที่ชงพิเศษเพราะกาแฟที่ใช้จะให้คาแรกเตอร์ของพีช ส้ม เอิร์ลเกรย์ และเลมอน อยู่แล้ว เลยตั้งใจใช้วัตถุดิบสี่อย่างนี้มาผสมเพื่อชูคาแรกเตอร์ขึ้น โดยที่ไม่ทำลายความเป็นกาแฟ เพิ่มเทกซ์เจอร์ของน้ำด้วยสปาร์กลิงวอเตอร์ แก้วนี้ชนะรางวัล Signature Drink Award ในการแข่งขันของประเทศมาแล้วด้วยนะครับ

ผมนั่งดื่มกาแฟอยู่ในโซนด้านหลัง เป็นเหมือนเรือนกระจกที่มีแสงแดดส่องลงมาเยอะมาก มีช่อดอกไม้แห้งทั้งเล็กใหญ่ รวมถึงของสะสมแนววินเทจแทรกอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วร้าน ตอนแรกผมคิดว่าตรงส่วนนี้เป็นที่นั่งเป็น open air ด้านนอกของอาคาร ไม่ทันสังเกตว่าส่วนนี้ที่จริงคือพื้นที่ในร่มทั้งหมด ทำให้เห็นการใช้พื้นที่ได้อย่างสนุก สร้างจินตนาการให้เหมือนกำลังนั่งอยู่ในสวนหลังบ้านได้ขึ้นมาจริงๆ การเปิดรับแสงลงมามากๆ บวกกับการเล่นระดับชั้นของโครงสร้างบันได ทำให้เกิดมิติกับทั้งร้านได้อย่างมีเสน่ห์และดูลึกลับ ดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าหลังร้านดอกไม้เล็กๆจะมีอะไรแบบนี้ซ่อนอยู่ได้

วันที่ผมไปเป็นวันแรกที่ร้านเริ่ม Soft Opening เลยมีความพิเศษมากกว่าทุกครั้ง เมื่อมีแขกรับเชิญพิเศษคือ Stefanos แชมป์ World Brewer Cup ปี 2014 มาร่วมชงกาแฟให้ในบาร์ด้วย การได้ชิมกาแฟระดับแชมป์โลกเลยยิ่งเพิ่มความพิเศษของร้านในวันนั้นเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่า

Nana Coffee Roasters

ชั้น 2 ของร้าน Oneday Wallflowers

ซอยนานา เยาวราช

เปิดทุกวัน 11.00 – 19.00 น.

FB | NANA Coffee Roaster

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load