เรายืนมองรูปแปลกตาของบ้านโมเดิร์นอายุ 42 ปีหลังนี้ ความสนใจพุ่งไปยังเส้นสายและเหลี่ยมมุมที่ดีไซน์ตามขนบบ้านโมเดิร์นในยุค 80 ไม่นาน-ก่อนเจ้าของบ้านเดินออกมาต้อนรับ

ธีรนพ หวังศิลปคุณ เป็นนักออกแบบผู้ก่อตั้ง TNOP™ DESIGN เป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นนักสะสม และเป็นคนย้ายบ้านบ่อย

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

ในวัยเกือบ 50 ปี เขาย้ายบ้านเกินยกนิ้วขึ้นมานับหมด

เติบโตย่านบางขุนนนท์ ศาลเจ้าพ่อเสือ บางบัวทอง ในบ้านของครอบครัว ย้ายไปเรียนและตั้งต้นชีวิตทำงานอยู่ชิคาโกราว 25 ปี ระหว่างนั้นก็ย้ายที่อยู่อีก 6-7 ที่ เมื่อมีเหตุให้ต้องกลับไทยถาวร จึงปักโลเคชันย่านลาดปลาเค้าทำโฮมออฟฟิศ ปัจจุบันตัดสินใจโบกมือลามาอยู่ลาดพร้าว ในบ้านหลังใหม่ที่เจ้าตัวหมายใจว่าจะไม่ย้ายไปไหนอีกแล้ว

เขาเชื้อเชิญเราเข้าไป และเริ่มต้นเล่าเรื่องบ้านที่มีตัวตนของเขาอยู่ในนั้นให้ฟัง

บ้านเก่า

หลังตัดสินใจกลับมาอยู่ไทยถาวร ธีรนพแปลงโฉมบ้านย่านลาดปลาเค้าเป็นให้โฮมออฟฟิศ แต่ติดที่น้องๆ ในทีมเดินทางลำบาก เขาจึงมองหาที่อยู่ใหม่เพื่อขยับเข้าใกล้เมือง โดยเช่าคอนโดฯ ย่านลาดพร้าวเป็นออฟฟิศชั่วคราว ระหว่างนั้นเจ้าของบริษัทออกแบบขนาดเล็ก ก็มองหาบ้านหลังใหม่ขนาดใหญ่พอดีให้ดีพอเป็นทั้งบ้านและที่ทำงานเหมือนหลังเก่า

โจทย์มีไม่มาก ขอแค่ใกล้สวนสาธารณะ และใกล้รถไฟฟ้าในระยะเดินไหว

เขาตระเวนเข้าออกซอยนั้น ย้ายไปซอยนี้ หาอยู่ 5 ปี ก็ยังไม่มีบ้านหลังไหนประกาศขายสักที จนวันหนึ่งโชคดีเข้าข้าง เจ้าของบ้านย่านทำเลตรงใจ อยากหนีไปใช้ชีวิตหลังเกษียณที่เชียงใหม่ จึงติดประกาศขาย

“ผมเลือกบ้านหลังนี้เพราะฟังก์ชัน คือเข้ามาดูแล้วเห็นภาพเลยว่าจะทำอะไรกับมัน ท้าทายจนอยากมาอยู่ มาทำเอง พอเป็นบ้านเก่า เราต้องต้องยอมรับว่าทำระบบน้ำไฟใหม่หมด แต่ก่อนบ้านแถวนี้เป็นระบบน้ำประปาฝังดินด้วยนะ ข้างล่างเป็นบ่อเก็บน้ำหมดเลย ข้างบนเห็นเป็นช่องสี่เหลี่ยมอยู่ตรงที่จอดรถหน้าบ้าน ก็เก็บไว้อย่างนั้น ไม่กลบ อยากให้เป็นประวัติศาสตร์ของบ้าน” เขาเริ่มต้นเล่าหลังพาเราเดินขึ้นมานั่งคุยกันบนชั้นสองของบ้าน

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

บ้านใหม่

ธีรนพเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน แต่ใช้เวลารีโนเวตไปร่วม 2 ปี เพราะกราฟิกดีไซเนอร์คนนี้ขอลงมือออกแบบและตกแต่งเองทุกขั้นตอน ทั้งเลือกช่าง เลือกวัสดุ แม้กระทั่งเดินระบบไฟ ซึ่งอาศัยทักษะจากการย้ายบ้านบ่อย และต้องซ่อมแซมบ้านเองอยู่เรื่อยๆ

“เราอยากทำให้บ้านหลังนี้กลับไปเป็นแบบแรกก่อสร้างมากที่สุด เริ่มจากลองสเก็ตช์แบบให้ช่างดูแล้วก็ทำเลย โครงสร้างภายนอกบ้านเราไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก เน้นการตกแต่ง ซึ่งก็ง่ายๆ ว่ามันเป็นเทสของเรา ทำแบบที่เราชอบนั่นแหละ” ว่าแล้วเขาก็เดินไปหยิบกระดาษเอสี่ที่บรรจงวาดด้วยมือหลายแผ่น สอดในแฟ้มอย่างดี และยังมีบิลทุกอย่างของบ้านนี้เก็บไว้มาประกอบ

“เวลาคุยโทรศัพท์แล้วช่างไม่เก็ต ผมจะวาดแล้วถ่ายรูปส่งไลน์ไป ถ้าบางงานช่างดูแล้วทำจริงไม่ได้เขาก็ช่วยแก้ อย่างหน้าบ้านผมเปลี่ยนมาไม่รู้กี่แบบแล้ว ถึงขนาดต้องวาดให้เขาดูด้วยว่าเปิดประตูเข้าไปแล้วจะเป็นแบบไหน” ธีรนพเล่าอย่างสนุก

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

“เขาไม่ใช่ช่างที่ทำงานกับสถาปนิกโดยตรง คุยกันทีต้องลงสเป็กเป๊ะๆ หมด อย่างงานไม้เราก็ใช้ช่างที่ทำเฟอร์นิเจอร์ เวลาไปซื้อไม้ที่บางโพ ก็จะถ่ายรูปมาให้เราเลือก บางอย่างเราอยากใช้ไม้เก่าเขาก็จะช่วยเราเซฟตรงนี้ หรือโครงงานเหล็กที่เราอยากได้มันไม่มีขาย เขาก็ไปบ้านหม้อ โมฯ ให้ หรือหาซัพพลายเออร์มาช่างทำให้ คือช่างก็ตื่นเต้นที่ได้เป็นส่วนร่วม เพราะปกติจะเจอแต่แบบบอกให้ทำ อันนี้มีไอเดียมาอะไรก็จะเสนอ เขาช่วยเราเยอะเหมือนกัน”

บ้านใหม่หลังนี้ตั้งต้นจากของเก่าทั้งหมด ทั้งวัสดุเก่าโดยเฉพาะไม้จากฝ้า วงกบ บันได พื้นปาร์เก้ และของที่ตกทอดจากรุ่นปู่ สู่รุ่นพ่อ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่อย่างโต๊ะ ตู้ เก้าอี้ รวมถึงของสะสมชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่วางอยู่เต็มบ้าน ซึ่งเห็นแล้วทำให้นึกถึงตอนเด็กๆ เสมือนเป็นตัวแทนของครอบครัว

“เกิดมาก็เจอแล้ว ของพวกนี้อยู่มาก่อนผมอีก” เขาเริ่มเล่าต่อ

“จริงๆ เป็นคนที่ชอบบ้านโมเดิร์น เรียบๆ ขาวๆ แต่คิดว่าในชีวิตจริง คงอยู่ในแบบนั้นไม่ได้ ผมอยากอยู่บ้านที่มันมีชีวิต ไม่อยากเอาทุกอย่างไปเก็บจนเนี้ยบ ไม่อยากทิ้งของที่มี เลยลองหาความสมดุลกันระหว่างของเก่ากับของใหม่ จับเอานู่นเอานี่มาผสมให้อยู่ในไลฟ์สไตล์ เช่น กรอบรูปโบราณเอาไปใส่กระจก แล้วมาประดับบนผนังกับกรอบรูปงานศิลปะและผลงานของเรา”

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

จะว่าไป-การทำบ้านหลังนี้คล้ายวิธีใช้ชีวิตและการทำงานของเขา คือละเอียดละออ สร้างสรรค์ และมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากพื้นที่และฝีมือคนทำ

บ้านเส้นตรง-ตรงเส้น

ทาวน์เฮาส์โมเดิร์นอายุ 42 ปีหลังนี้มีสเปซประหลาด คือห้องนั่งเล่นมีพื้นที่สามเหลี่ยมยื่นต่อออกมา ถ้ามองจากหน้าบ้านจะเห็นว่าสามเหลี่ยมเฉียงยื่นออกมากับก้อนอาคารอีกด้านอย่างลื่นไหล พื้นที่ไร้เสาค้ำ (Cantilever) ทั้งสองฝั่ง ที่เดาว่าน่าจะอยากโชว์นวัตกรรมการก่อสร้างในยุคนั้น บวกกับการเป็นยุคโมเดิร์นที่สถาปนิกมักเล่นเส้นสายในการออกแบบ เลยทดลองค้นหารูปร่างเรขาคณิตไปพร้อมกับทำให้เป็นเส้นตรงที่ไม่เหมือนใคร ตั้งแต่หลังคาจรดพื้นบ้าน

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

ไม่ใช่แค่บ้านหลังเก่าที่เล่นกับเส้น ดีเทลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อรีโนเวตใหม่ก็เป็นเส้นตรงที่เยอะไม่ใช่เล่น

จากความชอบแพตเทิร์น เหลี่ยมมุม และทนไม่ได้เมื่อเห็นเส้นไม่ตรงเป๊ะ บ้านหลังนี้จึงเล่นกับกริด ตั้งแต่ตู้เก็บของที่แบ่งช่องให้ตรงกับช่องหน้าต่างและเส้นวงกบ การปูกระเบื้องกำแพงให้เหลื่อมแบบลายก่ออิฐ ส่วนผนังกระเบื้องห้องน้ำสีขาวที่แทบมองไม่เห็นยาวแนวก็ด้วย

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

“ปกติช่างจะไม่ปูแบบนี้ ห้องน้ำนี้ช่างโกรธผมไปเลย ผมออกแบบลายให้เขาปูโดยที่กระเบื้องจะเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน สับหว่างกันไป ให้เส้นยาวแนวไม่ตรงกัน ช่างบอกว่ามันก็ขาวเหมือนกัน ดูไม่ออกว่ามันเป็นลาย เราก็บอกว่าไม่ได้ เวลายาแนวมันเปียกน้ำลายมันจะขึ้น เขาบอกว่าอะงั้นแล้วแต่” ดีไซเนอร์ผู้รักกริดตรงว่าพลางหัวเราะร่วน

แม้แรกๆ ช่างจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ระหว่างทำไปเขาก็สนุกที่ได้ทดลองออกแบบ และเรียนรู้ที่จะใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ หลังเห็นผลงาน เหล่าช่างต่างก็ชมเปาะว่าสวยเข้าท่าดีเหมือนกัน

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

ส่วนอีกชิ้นที่ภูมิใจนำเสนอ คือระแนงบังสายตาจากเพื่อนบ้าน เป็นลายแพตเทิร์นที่เขาออกแบบเองให้เชื่อมต่อกันกับกระเบื้อง และขอให้ช่างเหล็กช่วยสร้างสรรค์

ยามแดดส่อง เงาพาดผ่านบนกำแพงกลายเป็นงานศิลปะอีกชิ้น ราวกับธรรมชาติมาช่วยวาดให้ รอวันที่ต้นไม้เลื้อยจนเต็มผืน ลวดลายใหม่จะปรากฏ

บ้านช่อง-ห้องหับ

เมื่อเข้ามาข้างในบ้าน ก็พบกับความบันเทิงอีกอย่าง คือการเล่นระดับพื้นที่ภายในซึ่งช่วยให้บ้านมีมิติ ซับซ้อน และแบ่งสัดส่วนของแต่ละห้องไปในตัว รวมถึงช่องเปิดเล็กๆ มากมายที่เจ้าของบ้านเดิมปิดสนิทไว้

ธีรนพเล่นกับสเปซบ้านอย่างคุ้มค่ามาก การแบ่งช่อง แบ่งห้อง แบ่งฟังก์ชัน ทำให้บ้าน 3 ชั้นหลังนี้มีพื้นที่ใช้สอยราว 300 ตารางเมตร มีถึง 4 ห้องที่ทำเป็นห้องนอนได้

ชั้น 1 เป็นสตูดิโอเล็กๆ ให้พนักงานนั่งทำงาน ได้ราว 8 – 10 คน เขาเปลี่ยนที่จอดรถเดิมให้กลายเป็นคอร์ตยาร์ด เพื่อดึงแสงสว่างเข้าบ้านและไว้ปลูกต้นไม้ ตรงนี้ขอจดไอเดียปูพื้นไว้ สถาปนึก (เอง) คิดแก้ปัญหาการระบายน้ำลงท่อไม่ทันด้วยการชะลอพื้นที่รับน้ำ โดยปูพื้นสโลปลงทีละด้านไม่เท่ากัน จากมุมสู่มุม เพื่อไม่ให้เทลงไปในช่องเดียว

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ
TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

ด้านหน้าปรับพื้นที่ให้เป็น Genkan หรือห้องเล็กๆ ตรงทางเข้า ไว้สำหรับเป็นที่ถอดรองเท้า อีกนัยก็ช่วยบังสายตาจากตัวบ้าน ซึ่งถ้าเดินผ่านประตูทะลุคอร์ตไปเป็นห้องประชุม ที่เดิมวางไว้ให้เป็นห้องนอนคุณแม่

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ
TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

ถัดไปด้านหลังเป็นครัว เปิดประตูจากห้องประชุมได้

“พื้นห้องครัวเป็นหินอ่อน พอปูไปแล้วรู้สึกว่ามันดูแลยาก นิดหน่อยคือเลอะแล้ว แตกง่ายด้วย แต่เราให้มันดูเหมือนบ้านโบราณนิดๆ แบบบ้านยุโรป อิตาลีที่จะปูหินอ่อนหมดเลย ส่วนหินท็อปโต๊ะ ตอนแรกใช้หินอ่อนเพราะลายสวยกว่า พอคิดว่าต้องใช้งานเลยกลายเป็นแกรนิตแทน

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

“ตู้เก็บอุปกรณ์ชงกาแฟเราก็ออกแบบเองให้บานประตูมันสอดพับเก็บได้เพื่อเวลาใช้จะได้ไม่เกะกะ เตาอบนี่เพิ่งลองใช้ครั้งแรก ที่เพิ่งลงรูปในอินสตาแกรมไป ปกติถ้าว่างจะทำกับข้าวตลอด ข้างหลังเลยเป็นครัวทำอาหารจริงจังอีกห้อง แต่ตอนนี้แบ่งให้เหมา (สุนัขพันธุ์ปั๊กอายุ 9 ปี) อยู่ไปก่อน ตอนอยู่บ้านเก่าเราให้เขาวิ่งได้ทั่วบ้าน แต่ตอนนี้พื้นข้างบนเป็นปาร์เก้ กำลังหาวิธีให้เขาอยู่ด้วยได้โดยพื้นไม่พัง” นักอบขนมมือใหม่ว่า

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ
TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

ชั้นสองเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่น ห้องนอนเล็ก และห้องทำงานที่ยืมห้องนอนพี่สาวมาใช้งานก่อน เช่นเดียวกับห้องคุณแม่ข้างล่าง

เพดานสูงโปร่งหลังแกะฝ้าเดิมออก ช่วยให้บ้านดูโล่งและกว้างขึ้น มีของแถมเป็นร่องรอยไม้ที่ปิดทับปูน เขาเลือกโชว์พื้นผิวเพดานไว้อย่างนั้น ไม่ทำอะไรเพิ่มนอกจากจับคมคานใหม่ให้ตรง และเก็บสายไฟด้วยท่อเหล็กสีเงิน

ส่วนพื้นที่สามหลี่ยมเป็นแบบดับเบิ้ลสเปซ เพดานสูงเกือบ 4 เมตร เขาทุบช่องเปิดเดิมซึ่งก่อบล็อกแก้วปิดไว้ออกหมดเพื่อให้บ้านกลับไปเป็นแบบเดิมมากที่สุด พอมีช่อง อากาศจึงไหลเวียนทั่วบ้าน ถึงไม่เปิดแอร์ก็ไม่รู้สึกร้อน

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ
TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

แคร่กๆ ครูดดดดดด

เสียงรูดผ้าม่าน เผยให้เห็นหน้าต่างเรียงแถวสวยงาม ซึ่งเป็นของเดิมที่ขัดสีเก่าออกเพื่อโชว์ผิวไม้สักแท้

“ตอนที่เราสั่งทำม่านยาวต่อกันเป็นผืนเดียวแบบนี้ ช่างทำม่านแอบแซวว่า มันไม่เหมือนโรงละครหรอครับ (หัวเราะ) แต่ที่ต้องเปิดไปทางซ้าย เพราะฝั่งนี้มันเป็นมุมแหลม ม่านจะกองย่นๆ กัน” นักออกแบบเล่าสิ่งที่คิดแต่คนไม่เข้าใจอีกอย่างให้ฟัง

เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ในห้องนี้เป็นของเดิมจากบ้านเก่าและขนกลับมาจากชิคาโก ทั้งตั่งสมัยอยุธยา เก้าอี้แกะสลักฝังมุกซึ่งเป็นของโบราณตกทอดมาจากกิจการครอบครัว และเดย์เบดหลังงามที่ข้ามซีกโลกมากับชั้นหนังสือในห้องทำงาน

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

“สมัยก่อนคุณพ่อผมเป็นช่างซ่อมเฟอร์นิเจอร์ คุณปู่เป็นคนซื้อของเก่ามาซ่อมแล้วขายต่อ เก้าอี้แกะสลักมุกตัวนี้เขาก็ทำเอง เป็นสไตล์จีน ทำจากไม้ชิงชัน อยู่ทนมาก ร้อยปีได้ ผมไปเจอแบบเดียวกันนี้ในมิวเซียมที่สิงคโปร์ อันนั้นอายุประมาณราชวงศ์หมิง”เขาเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ราวกับนึกย้อนไปในวันนั้น

ข้างห้องนั่งเล่นซ่อนห้องนอนแขกไว้อีกหนึ่ง ห้องนี้ธีรนพตั้งใจทำที่นอนบนชั้นลอยไว้ดูหนัง ให้ฟีลห้องใต้หลังคา แนวกึ่งๆ ลอฟต์ แต่ด้วยความที่หลังคาสโลป มีส่วนสูงสุดวัดได้เกือบ 3 เมตร ถ้าจะทำบันไดต้องมาแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้เวลาเดินขึ้นแล้วหัวไม่กระแทกไปเสียก่อน

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

“เริ่มจากเปิดฝ้าเพดานออกทั้งหมด แล้ววัดจากเพดานลงมาสองเมตร อยู่ตรงไหนก็เริ่มทำบันไดจากตรงนั้น ค่อยไล่ลงมากับไต่ขึ้นไป ทีนี้ก็ต้องมาหารเฉลี่ยลูกตั้งว่ามันจะทำได้กี่สเต็ป คำนวณอยู่นานมากให้ลงตัว ถ้าสังเกตดีๆ แต่ละช่วงจะไม่เท่ากัน”

หลังทดสอบเดินขึ้นลงบันไดว่าหัวไม่ชนจริงไหม ธีรนพพาเราเดินมายังฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นห้องทำงานชั่วคราว 

“ห้องทำงานนี้เพิ่งย้ายขึ้นมาจากห้องประชุมข้างล่าง เพราะว่าของเราเยอะ โดยเฉพาะหนังสือ ส่วนมากเป็น Fiction ที่อ่านมาตั้งแต่เด็กๆ โตมากับการอ่านเลย ทุกอาทิตย์ที่บ้านจะกำหนดให้ไปอ่านเล่มหนึ่งจนติด และตอนอยู่ที่เมกา เวลาไปร้านหนังสือเก่า เราไปอยู่ตรงนั้น เดินคุ้ยหาได้ทั้งวันเลย มีความสุขมาก

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

“ชั้นวางหนังสืออันนี้ที่บอกว่าขนกลับมาด้วย มันถอดออกเป็นชิ้นๆ ได้ ดีไซน์โดย Blue Dot ที่มินนีแอโพลิส (Minneapolis) มีโต๊ะทำงานอีกห้องที่เป็นดีไซเนอร์คนเดียวกัน เขาอินสไปร์มาจากเฟอร์นิเจอร์ยุค 60 ของ Eames มีความ Modernism เราชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ตอนแรกคิดว่าจะไม่รอด เพราะไม้อัดแบบนี้อาจโดนปลวกกิน หรือโดนความชื้นแล้วพอง ถึงตอนนี้ปรากฏว่ายังแข็งอยู่ ตอนวัดแล้วรู้ว่ามันลงล็อกกับระยะกำแพงและประตูเป๊ะเลย ตกใจเหมือนกัน เพราะของหลายอย่างที่นี่มันจะลงตัวพอดีจนแอบน่ากลัว บางทีเพื่อนมาเห็นจะแปลกใจว่าสร้างบ้านให้พอดีกับของหรือของมาก่อนบ้าน”

บ้านเลือกเจ้าของไว้แล้ว-ไม่ผิดแน่

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

ชั้นสามเป็นห้องนอนส่วนตัว เพดานสูง ติดพัดลมดีไซน์เก๋เท่ที่ใบพัดไม้มีสีเดียวกับฝ้าและพื้น เจ้าของบ้านว่าถูกใจเป็นที่สุดเพราะเลือกเฉดได้เป๊ะ ส่วนตู้เสื้อผ้าสั่งทำใหม่ เขาบอกว่าสีเกือบใช่ แต่ดันเข้มกว่าหน่อย (เดียวเท่านั้น) 

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ
TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

“ห้องน้ำนี้ตอนแรกมีฝ้าปิดเรารื้อออกเพราะต้องช่องสกายไลท์ เห็นแนวเส้นสีแดงไหม ตรงนั้นแหละ ผนังเป็นอิฐมอญแดง หลังคาเดิมเป็นกระเบื้องใส ว่าจะเอากระเบื้องขุ่นมาปิดทับอีกที แต่พอมองๆ ไปอย่างนี้ก็คอนทราสดี เลยเก็บไว้มองอดีตมัน”

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

อีกหนึ่งดีเทลที่ซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้คือการใช้คู่สีทาบ้านเพียง 3 แพนโทน นอกนั้นเป็นสีจริงของวัสดุทั้งสิ้น ข้างนอกทาด้วยสีไข่ไก่ ในห้องนอนเป็นสีเทาอมเขียว ภายในบ้านเป็นสีเทามุก เวลาแสงสาดเข้ามาบนพื้นผิว ยิ่งขับเน้นให้ของตกแต่งบนผนังเด่นชัด

ส่วนชั้นสามครึ่ง เปลี่ยนระเบียงตากผ้าให้เป็นกลาสเฮ้าส์ไว้ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ปลูกต้นไม้ ที่จริงจังขนาดติด LED Growlight และเปลี่ยนเป็นพื้นที่สังสรรค์ยามเพื่อนมาเยี่ยมได้อีกต่อ

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

บ้า (น) ของสะสม

คุณพ่อผู้เป็นนักสะสมของเก่าโดยอาชีพส่งไม้ต่อให้เขารับช่วงดูแลของเก่าเก็บ-จะเรียกมรดกตกทอดก็ไม่ผิด ทั้งปั้นน้ำชาที่มีร่วม 300 ชิ้น แบงก์ เหรียญ พระ ฯลฯ ส่วนสารพัดกล้องฟิล์มรุ่นเก่าของสองพ่อลูก เมื่อไม่ได้ใช้งานแล้วก็เอามาตั้งไว้เป็นของแต่งบ้าน

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ
TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

ตู้ถัดกันนั้นยัง ผ้าสวยๆ อายุหลายสิบปีเก็บไว้อีกมาก เป็นของที่เขาบอกว่าซื้อเพราะเรื่องเล่า บ้างก็ซื้อเพราะลวดลายการทอและสีสันของแพตเทิร์นแสนโมเดิร์น ทำเอาอดใจไม่ไหว ไล่ตั้งแต่ผ้าไหมมัดหมี่ ซิ่นตีนจก ผ้าพันคอ ผ้าจากเนปาล จากญี่ปุ่น พับเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

น้อยคนจะรู้ว่าครั้งหนึ่งธีรนพในวัยเยาว์เคยสะสมเปลือกหอยด้วย แต่เมื่อรู้สึกว่านี่อาจเป็นการสนับสนุนให้คนไปจับหอยสวยๆ มาขาย เด็กชายเลยตัดสินใจเลิกสะสมตั้งแต่นั้น

และอีกอย่างที่ฟังเขาเล่าแล้วสนุกมาก คือการสะสมสติกเกอร์ที่ติดบนผลไม้ จนลามไปถึงสติกเกอร์ติดคอนแทคเลนส์ สติกเกอร์บนสินค้า ป้ายราคาของในซูเปอร์มาร์เก็ต ป้ายไซส์ แท็กกระเป๋า ป้ายยี่ห้อเสื้อ ตั๋วคอนเสิร์ต ห่อช็อกโกแลต และอีกหลายอย่าง ชนิดที่เรียกว่าถ้าเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วมีกาวแปะก็เก็บหมด

“จริงๆ มันเริ่มต้นจากสติกเกอร์ผลไม้ แล้วมันเริ่มลาม หนึ่งสิ่งที่ชอบก็คือการลอกสติกเกอร์ ไม่ให้ขาด มันท้าทาย ผมเคยลอกป้ายภาษีบนขวดไวน์ ขวดเหล้าที่เป็นแทบยาวๆ กาวแน่นๆ ได้ด้วยนะ อันนั้นแหละท้าท้ายมาก” นักสะสมรุ่นลูกเล่าติดตลก ก่อนเดินไปหยิบสมุดกว่า 30 เล่มออกมาให้ดู

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ
TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

“นี่เป็นส่วนหนึ่งนะ เมื่อก่อนผมฝึกวาดผลไม้ด้วยสีน้ำ พอไปซื้อผลไม้มาเป็นแบบวาดภาพเหมือน เลยต้องสะสมสติกเกอร์ของมันเอาไว้เพื่อมาใช้กับงาน วาดเสร็จก็เอามาแปะ” เขาเล่าต่อพลางเปิดสมุดไล่ไปทีละหน้า

“มันฝึกความกล้าในการทำงานศิลปะคอลลาจด้วยนะ ลบความไม่มั่นใจในการดีไซน์ได้ มันคือการลองแปะลงไปแบบไม่ต้องคิดมาก ถ้าไม่สวยก็จะเป็นการฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อีก มีอยู่ยุคหนึ่งที่ผมติดลงไปเป็นคัลเลอร์โค้ด ทุกหน้าจะเป็นสีเดียวกันหมด สนุกดี 

“อีกอย่างผมเก็บไว้ดูงานกราฟิก ดูฟอนต์ มันทำให้เห็นข้อแม้ของการออกแบบด้วยว่าเล็กขนาดนี้จะใส่อะไรได้บ้าง บางทีสะสมไปนานๆ เราจะรู้เทรนด์ของการเปลี่ยนแปลงจากมันได้ด้วย

“คนอื่นอาจจะมองเป็นขยะ แต่เราว่ามันเจ๋งดี มันมีดีเทลการออกแบบน่ะ”

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

บ้าน+งาน = สมดุล

บ้านหลังนี้ออกแบบให้ฟังก์ชันการใช้งานสมดุลกับสไตล์ที่ไม่ฝืนธรรมชาติ ชีวิตก็ต้องการสมดุลเช่นนั้น

“ตอนอยู่ลาดปลาเค้า เรารู้สึกว่าแยกความเป็นส่วนตัวกับงานไม่ออก ที่นี่เลยพยายามเอาประตูมากั้น ให้ชั้นสองและสามเป็นพื้นที่ของเรา อีกหน่อยข้างบนอาจเป็นห้องครัวด้วย ตื่นเช้ามาก็ทำกินตรงนั้นเลย พอออกประตูไป ก็เป็นห้องทำงานของเรา ลงไปก็เป็นออฟฟิศ

“จริงๆ อยากให้สเปซการทำงานลงตัวกว่านี้ ตอนนี้ห้องทำงานของเราอยู่บนชั้นสอง แต่เราอยากอยู่กับน้องๆ ข้างล่าง เพราะไม่ค่อยเชื่อเรื่องการแยก มันทำให้มองว่าเป็นเจ้านาย หัวหน้ากับลูกน้อง ตอนแรกผมทำงานอยู่ในห้องกระจก เขาก็จะเดินมาหาแบบนั้นรู้สึกโอเค แค่ว่ามันเล็ก ของเราเยอะ อยากจะเอาตู้หนังสือลงมาก็ไม่ได้ เลยเป็นแบบนี้ไปก่อน

“ผมอายุห่างกับน้องๆ เยอะมาก เลยรู้สึกว่าการลงไปอยู่ด้วยกันแบบไม่แบ่งมันทำให้ไม่มีกำแพง ไม่มีช่องว่างระหว่างวัย และเป็นกันเอง เราคุยกันได้ทุกเรื่องไม่ใช่แค่งาน ซีรีส์ แม้กระทั่งปัญหาส่วนตัว บางทีมันจะมีผลกับงาน เขาไม่ไม่รู้จะไปคุยกับใครหรือไม่กล้าพูด ได้ ก็มาบอกกับเราได้ มันเป็นสิ่งที่ดีในเรื่องการทำงานร่วมกันเลยอยากให้สเปซช่วยลดตรงนี้

“ใช้สเปซเดียวกันเท่ากันคือคำตอบ”

บ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายมาแล้วมากกว่า 10 หลัง

บางขุนนนท์-ศาลเจ้าพ่อเสือ-บางบัวทอง-สุวินทวงศ์-ชิคาโก-ลาดปลาเค้า-ลาดพร้าว

เขาย้ายบ้านบ่อย เลยไม่ค่อยรู้สึกว่าที่ไหนเป็นบ้านของตัวเองจริงๆ เท่าหลังนี้

“บ้านในความหมายของเราน่าจะเป็นที่สุดท้ายที่เข้ามาแล้วเป็นตัวของตัวเองที่สุด เพราะเท่าที่อยู่มามันมีข้อแม้ที่เราไม่สามารถเป็นตัวเอง ทั้งเรื่องเช่า เรื่องที่เราต้องอยู่กับคนอื่น และก็ต้องเป็นพื้นที่เซฟความปลอดภัย เป็นพื้นที่ที่เราไม่รู้สึกอายถ้าจะนำเสนอมุมมองของเราด้วย ณ ตอนนี้ที่นี่ก็เป็นอย่างนั้น และก็เวิร์กที่สุดละ มีที่ให้ปลูกต้นไม้ อยู่ใกล้สวนสาธารณะให้ไปวิ่ง และทำออฟฟิศก็ได้เพราะมีครบทุกอย่าง ห้างฯ ธนาคาร ไปรษณีย์ รถไฟฟ้า ขับรถไปสอนที่ ม.รังสิต ออกตรงวิภาวดีได้

“ในอายุเกือบจะห้าสิบปี น่าจะเรียกว่าที่นี่ว่าเป็นบ้านได้แล้วสำหรับผมนะ ไม่คิดว่าจะย้ายไปไหนแล้ว เพราะย้ายแต่ละทีมันเหมือนเริ่มต้นใหม่ แล้วพอเริ่มต้นใหม่เราก็จะคิดว่าไม่ใช่บ้านเรา เดี๋ยวก็ต้องย้ายอีก เลยไม่เคยคิดว่าจะจัดอะไรให้มันลงตัว จนมาที่นี่แหละ เราบอกกับทุกคนไว้ว่าจะไม่ย้ายแล้ว” ธีรนพทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

TNOP™ DESIGN โฮมออฟฟิศที่คิดจะอยู่เป็นบ้านหลังสุดท้ายของชายผู้ย้ายบ้านบ่อย, ธีรนพ หวังศิลปคุณ

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

นั่งจิบชากลางอากาศ เข้าห้องน้ำที่ไม่มีประตูและผนังกั้น แผ่นสังกะสีที่กลายเป็นฝ้าเพดานสูงโปร่ง เฟรมไม้ขนาดใหญ่นับสิบเฟรมวางตั้ง ผนังที่ลอกลายไม่เสร็จ แผ่นทองบนพื้นปูน วีดิโอซึ่งรันวนไปมาด้วยเรื่องเดิมรอบแล้วรอบเล่า ถ้วยชาบนท่อนไม้เปลือยเปล่าหน้ากระจกเงา และหนังสือเล่มหนาที่ไม่มีตัวอักษร ฯลฯ 

เราจะนิยามสิ่งเหล่านี้ว่าอะไร

ศิลปะ?

คนที่จะบอกเล่า อธิบายทั้งหมดได้ดีที่สุด ไม่ใช่ใครนอกจาก คามิน เลิศชัยประเสริฐ ศิลปินผู้สร้างและวางคอนเซ็ปต์งานในอาคารไม้รูปทรงบ้าน ท่ามกลางหมู่ไม้ย่านวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่แห่งนี้  

ผู้สนใจงานศิลปะ ลูกศิษย์ลูกหา หรือศิลปินหลายคนอาจเคยรับรู้มาก่อนว่า อาคารหลังนี้เคยเป็นสตูดิโอทำงานของคามิน  ทว่าปีนี้เขาปรับเปลี่ยนและรีโนเวตที่ทำงานศิลปะของตัวเองให้กลายเป็นพื้นที่แสดงงานในโปรเจกต์ยาว 5 ปีที่มีชื่อว่า ‘Self Enquiry’ (สอบถามตนเอง) 

ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31 (สำนักงาน) หรือ 31st Century Museum of Contemporary Spirit (office)  

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

เพราะปลวกกัดกินโครงไม้ให้หล่นร่วง โครงการศิลปะ ‘สอบถามตนเอง’ จึงเกิดขึ้น  

“มันมาจากความบังเอิญ คือผมนั่งทำงานอยู่ตรงนี้เนอะ (ชี้ตรงพื้นที่ว่างติดผนังหน้าจอโปรเจกเตอร์ที่กำลังฉายภาพยนตร์ The Bardos of Living and Dying หนึ่งในโปรเจกต์งานแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ เดิมที่ตรงนี้คือมุมทำงานศิลปะของเขา) แล้วไม้มันก็ตกลงมา ผมสงสัยว่าอะไรเลยเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบน ไม้ของโครงหลังคามันร่วง มันบิด มันผุเพราะปลวกกิน และทำท่าจะหล่นอีกหลายอันเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าเราต้องแก้ไข ต้องรีโนเวตหลังคาแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังไม่ได้คิดโปรเจกต์อย่างนี้ คือที่เห็นนี่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาเมื่อเราคิดกับมันมากขึ้น คิดว่าแทนที่จะแค่ซ่อมหลังคา เราทำเป็นงานของเราโดยหาความร่วมมือจากแกลเลอรีที่สนใจก็น่าจะดี มันเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ใช่แค่ทางสุนทรียะอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของฟังก์ชัน เศรษฐกิจ และทุกอย่าง” 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ
พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

หากมองเฉพาะโครงสร้าง อาคารหลังนี้ดูไม่เปลี่ยนมากนัก แต่หากเข้ามาด้านในจะเห็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่จนไม่เหลือเค้าเดิม เขารื้อห้องพักผ่อนชั้นบนและบันไดวนกลางอาคารออก ห้องน้ำที่เคยกั้นสัดส่วนถูกดีไซน์และตีความใหม่ และเมื่อเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน จะพบห้องน้ำเปิดโล่ง ไม่มีผนังและประตูปิดกั้น ต่อด้วยทางเดินแคบที่นำไปสู่ห้องทำงาน ระหว่างทางเป็นมุมนั่งดื่มชาบนพื้นกระจกใสที่มองทะลุลงไปยังพื้นด้านล่างได้เต็มตา ขณะที่ตัวอาคารซึ่งเคยเป็นพื้นที่นั่งคิดงานและทำงานศิลปะของคามิน ยังคงเปิดสเปซให้โล่งโปร่ง ทว่าเนื้อหาด้านในตัวอาคารบรรจุงานแสดงมากมาย ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยความหมายและสะท้อนความคิดของศิลปิน  

หลังคากระเบื้องโบราณเปลี่ยนวัสดุเป็นเมทัลชีท ใช้แผ่นสังกะสีให้เป็นฝ้าเพดานปิดฉนวนและยิปซั่มกันความร้อน ผนังกำแพงที่เคยทาสีดำถูกขัดออกแต่ยังคงร่องรอยบางส่วน นั่นกลายเป็นส่วนของงานแสดงด้วยเช่นกัน 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ
พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“โครงสร้างเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่วัสดุ อย่างการใช้เหล็ก สังกะสี เมทัลชีท หรือกระจก ทางสถาปัตยกรรมอาจมองว่ามันแปลกแยกกับอาคารแบบนี้ ถ้าใช้ไม้ก็จะดูสวย ซอฟต์ และกลมกลืน แต่ผมอยากใช้วัสดุที่อยู่ในยุคของมัน 

“เหมือนเวลาทำงานศิลปะ ผมชอบทำอะไรกับของร่วมสมัย หลังคานี่ถ้าคุณดูดี ๆ เป็นโครงเหล็ก ผมก็ไม่พยายามปกปิดให้เหล็กเหมือนไม้หรือให้ดูเรียบร้อย แต่ให้มันแสดงความเป็นเหล็กไปเลย ผมได้ความคิดมาจากการซ่อมถ้วยใบนี้ (ชี้ถ้วยชาที่มีรอยแตกเคลือบด้วยแผ่นทอง งานอีกชิ้นหนึ่งที่จัดแสดง)  มันโชว์ความต่างของวัสดุ เพื่อให้เคารพความเป็นเนื้อแท้ของมัน”

คามินอธิบายเชื่อมโยงไปถึงงานแสดงถ้วยชาใบที่วางในกล่องใส และตั้งอย่างโดดเด่นเห็นได้ชัดบนท่อนไม้ด้านหน้ากระจก 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“ถ้าคุณเข้ามาปุ๊บ ไฟจะติดส่องสว่างที่ถ้วยตรงนี้ สำหรับผมแล้ว นี่คืองานที่คิดว่าจะเป็นบทสรุปความคิดของ Self Enquiry ทั้งหมด เหมือนการทำงานศิลปะของผมทั้งชีวิต ทำให้ผมเข้าใจว่าศิลปะคืออะไร อาจจะถูกหรือผิดก็ไม่รู้นะ แต่โดยส่วนตัวผม ผมชัดเจนขึ้น ถ้วยใบนี้ให้ความหมายกับผมมากที่สุดในการเป็นตัวแทนประสบการณ์ คือ ถ้าถ้วยแตก ผมก็ซ่อมโดยยังไม่ได้คิดอะไร แต่ต่อมาจึงรู้ว่าการซ่อมแบบนี้ เรียกว่า คินสึงิ (Kintsugi) แทนที่จะปกปิดรอยแตกด้วยการซ่อม แต่เราใช้แนวคิดปรัชญาคินสึงิที่พยายามโชว์ข้อบกพร่องแทนการปกปิด ตรงนี้เป็นความงามและการสร้างสรรค์อีกมุมหนึ่ง โดยเอาทองไปสร้างลวดลายใหม่ให้ตรงรักที่เราเชื่อมรอยแตก

 “เหมือนชีวิตที่มีความผิดพลาดหรือความไม่ดีในอดีต แล้วเราพยายามมองให้เป็นประสบการณ์ที่ดี มองให้เป็นแง่มุมที่สวยงาม เป็นบทเรียน ผมว่าอันนี้มันกระทบใจผมมาก พอเข้าใจความหมาย ก็รู้สึกได้เลยว่าศิลปะทั้งหมดที่เราทำหรือเรียนรู้มามันคือตัวนี้นี่เอง ทำให้เราเข้าใจชีวิต เข้าใจสังคม เข้าใจโลก เหมือนเราทำงาน อาจจะดูน่าเกลียด แสดงออกอะไรไม่เหมาะสม แต่จริง ๆ มันคือการสร้างสมดุลในชีวิตอันนี้คือความงามในแง่มุมของศิลปิน ซึ่งคนอื่นอาจคิดว่าไม่งามหรือรับไม่ได้ คล้ายกับรอยแตกของถ้วย 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“สำหรับผม นี่คือการทำความเข้าใจศิลปะ ผมเลยทำเป็นตัวติดตั้งถาวรในโปรเจกต์ 5 ปี ผมอธิบายแนวคิดนี้และวาบิซาบิให้ศิลปินรุ่นน้องที่ชื่อมนตรีฟัง แล้วเอาท่อนไม้ให้ เขาก็ทำฐานวางถ้วยใบนี้ให้ผม เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมชาติ และการถูกเกลาเนื้อไม้จนเนี้ยบขึ้นถึงด้านบน นี่จึงเป็นความงามทั้งจาก Nature made และ Man made”

คามินเล่าว่าโปรเจกต์ตรวจสอบตัวเองนี้ เขาวางแผนทำหนังสือตลอดระยะเวลาแสดงงาน 5 ปี ซึ่งเขาจะมองย้อนไปวิเคราะห์งานแสดงที่ผ่านมาแล้วนำมาตีความใหม่ และทำงานร่วมกับศิลปินอื่น ๆ ที่เขาสนใจ อาทิ ภาพยนตร์เรื่อง บาร์โด ที่เขาร่วมงานกับศิลปิน Sonoko Prow และเป็นงานเปิดชิ้นแรกของพื้นที่นี้ หรืองานชิ้นต่อไปกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักสร้างสรรค์ศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวเพื่อการสื่อสารและบำบัดจิตใจ เป็นต้น 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“ผมจะเขียนหนังสือ 5 ปีเกี่ยวกับกลศาตร์สุนทรียะ (Aesthetic Mechanics) ว่าสุนทรียศาสตร์ทำงานกับมนุษย์ยังไง มีผลกับมนุษย์ยังไง หรือจริง ๆ แล้วมันคืออะไรในทรรศนะของผม ผ่านการวิเคราะห์การทำงานในอดีต อันนี้คือโชว์แรก ปีหนึ่งตั้งใจไว้ว่าจะมี 3 – 4 โชว์ เปลี่ยนไปในทุก ๆ 3 – 4 เดือน แต่มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนค่อย ๆ มาเติม แต่ละโชว์ก็จะเป็นหนึ่งบทของหนังสือ”

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

ความว่างคือรูป รูปก็คือความว่าง 

บ้านคือความว่างและความว่างก็คือบ้าน 

หลังจากได้ฟังคำอธิบายที่มาที่ไปของงานศิลปะชุดหนึ่งในโครงการสอบถามตนเองของคามิน ชื่อของต้นฉบับเรื่องนี้ก็ปรากฏขึ้นทันที 

แนวคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเขาสอดคล้องร้อยรัดไปกับแนวคิดทางศิลปะอย่างแยกกันไม่ออก เนื้อหาบางส่วนที่คามินอธิบาย Self Enquiry มีว่า

“…ศิลปะคือกระบวนการทำความเข้าใจตนเอง สังคม และธรรมชาติ แม้ว่าผมเริ่มรู้จักมัน แต่ก็ไม่แน่ใจนัก”

“โครงการสอบถามตนเองจึงเกิดขึ้นเพื่อเรียนรู้และตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อเป็นบทสรุปความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ผ่านการวิเคราะห์เจาะลึกผลงานศิลปะของผมในอดีต คู่ขนานไปกับความรู้ทางประวัติศาสตร์

ในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น ปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ จิตวิทยาเชิงวิเคราะห์ เป็นต้น โดยนำมาช่วย

ในการตีความใหม่ เพื่อสร้างสรรค์สภาวะการรับรู้ใหม่หรือภาษาใหม่ ในการสื่อสารและทำความเข้าใจ

ร่วมกันกับสังคม ด้วยการรื้อถอนโครงสร้างคุณค่าของศิลปะหรือสุนทรียะ ทำให้เราเข้าใจการสร้างสรรค์

(กลไกสุนทรียะ) และการทำงานของจิตใจ ในการรับรู้ความงามของชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม”

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

นิทรรศการ ‘รูปคือความว่าง-ความว่างก็คือรูป’ เป็นสภาวะเชื่อมต่อ (Bardo) คือความว่างระหว่างความตาย (อดีต) กับการเกิดใหม่ (อนาคต) เป็นนิทรรศการสุดท้ายหรือนิทรรศการที่ 4 ของ การรับรู้ที่บริสุทธิ์ (Pure Perception) แต่เป็นนิทรรศการแรกเริ่มของโครงการสอบถามตนเอง ซึ่งเริ่มจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31 (สำนักงาน) ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565 ต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลา 5 ปีโดยประมาณ

“จุดประสงค์หลักก็เพื่อทำความเข้าใจตนเองในส่วน ที่บางโอกาสอาจเป็นกระจกให้ผู้อื่นตระหนักถึงคุณค่าหรือสภาวะที่แท้ของชีวิต นั้นก็แล้วแต่ว่าโชคชะตาจะนำพาคุณประโยชน์ในการดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีสติที่สุดแห่งจิตบริสุทธิ์และความจริงใจ ที่เกิดจากการค้นพบสัจจะภายในและปัญญาที่มีอยู่แล้วในตน” 

ความว่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เราสัมผัสได้และแทบไม่ต้องใช้คำอธิบายใด ๆ ทว่ากลับชัดเจน คือ ‘รูปทรงของที่ว่าง’ หรือประติมากรรมหลังคา เพราะมีความว่างจึงมีรูปทรง ซึ่งคามินบอกว่า “เราไม่ได้ออกแบบรูปทรง แต่เราออกแบบพื้นที่ว่างที่จะใช้สอย” 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

นั่งจิบชากลางอากาศ

คามินกับถ้วยชา การดื่มชา บทสนทนา และการทำงานศิลปะเพื่อเข้าใจตนเอง คือเรื่องที่แยกจากกันไม่ขาด ดังนั้น บ้าน ในนามของพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของเขา ย่อมต้องมีมุมดื่มชาให้ได้เยี่ยมเยือน และนั่งลงจิบชาสนทนาเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีรสชาติไม่แพ้รสชาชั้นดี   

แต่การจิบชาในครั้งนี้ ดูราวกับการนั่งอยู่กลางอากาศ ด้วยว่าพื้นนั่งที่รองรับนั้นกรุกระจกใสมองทะลุถึงชั้นล่าง

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“เดิมทีตรงนี้จะเป็นที่โล่งดับเบิ้ลสเปซจากชั้นล่างขึ้นมา แต่ในที่สุดผมบอกสถาปนิกว่า ขอเปลี่ยนดีไซน์มาเป็นที่ดื่มชาโดยเปิดพื้นที่ให้โล่ง ผมได้ไอเดียจากห้องดื่มชาหรือ Tea Ceremony ของริคิว (Sen no Rikyu) คือผมทำงานเรื่อง Tea House และถ้วยชามานาน ถ้าจำไม่ผิดราว 400 – 500 กว่าปีที่ริคิวออกแบบห้องดื่มชาให้มีแต่ผนัง ประตูทางเข้าเล็ก ๆ ดังนั้น ทุกคนไม่ว่าจะโชกุนหรือซามูไรก็ต้องก้มหัวและวางดาบก่อนเข้าไปด้านใน Tea House ซึ่งการก้มเข้าไปก็คือการทำให้อ่อนน้อมถ่อมตน เข้าไปอยู่ในห้องมืด ๆ เพราะไม่มีหน้าต่าง อาจจะมีรูปเขียนหรืออะไรเล็ก ๆ แล้วดื่มชากัน และไม่มีการพูดคุยกันในพิธีชงชา นั่นคือวิธีกลับไปหาความเป็นหนึ่งเดียวกับความสงบภายใน รวมถึงความเป็นธรรมดาของมนุษย์ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“ผมเอาคอนเซ็ปต์นี้มา Deconstruction คือทำตรงข้ามทุกอย่าง ไม่มีประตู ไม่มีผนัง ไม่มีพื้น ผมคิดว่ามากกว่าครึ่งไม่กล้าเข้ามา เพราะกลัวที่มันไม่เห็นพื้น กลัวว่ากระจกจะแตก ทุกคนจะหวาดกลัวไม่อยากเข้ามานั่ง เพราะว่าภาพจำที่เรามีอยู่กับพื้นที่ว่างมันน่ากลัว ไม่มั่นคง และความรู้สึกอย่างนี้เป็นการจำลองสังคมปัจจุบันของเราที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่เราไม่รู้ตัวเพราะเคยชิน” 

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อครั้งยังอยู่นิวยอร์ก ทุกอย่างทำให้เรียนรู้ว่าต้องระแวดระวังและหวาดกลัว เขาจึงเข้าใจได้ว่าความหวาดกลัวนั้นฝังลึก และหากไม่สังเกตจะไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจ 

“ผมเคยอยู่นิวยอร์กในยุค 90 ซึ่งมันเลวร้ายมาก เรากลัวโดนจี้ กลัวโดนทำร้าย ผมจึงเข้าใจสังคมปัจจุบันที่คนหวาดกลัว เพราะมีความรู้สึกไม่มั่นคง หวาดระแวงเมื่อต้องเข้ามานั่งในนี้ ซึ่งผมก็พยายามจัดให้รู้สึกรีแล็กซ์ที่สุดทุกอย่าง ตั้งแต่ดีไซน์เรื่องถ้วย ไม่อยากให้ถ้วยใหญ่ ต้องรีบกินรีบใช้ ผมลดสเกลทุกอย่างให้คนที่นั่งดื่มได้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ได้ใช้เวลาด้วยกัน ผมออกแบบพื้นที่ให้มีความเปิดเผย เมื่อนั่งไปเรื่อย ๆ ความกลัวหรือความเคยชินจะค่อย ๆ หายไป 

“ในขณะที่ Tea House ของริคิว คือกลับเข้าไปหาความสงบส่วนตัว ส่วนผมนั้นกลับกัน เริ่มสิ่งที่ตรงข้ามกับริคิว คือ เข้าไปหาจริงโดยใช้ความระแวงหวาดกลัว ความไม่มั่นคง ความเปิดเผย ไม่มีความลับ ผมคิดว่าความจริงมันอยู่บนยอดเขา เราขึ้นได้หลายทาง ดังนั้น ผมจะขึ้นอีกทางหนึ่ง เพราะทางนั้นมีคนอื่นทำมาแล้ว”

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

พิพิธภัณฑ์รูปทรงบ้านที่บรรจุงานศิลปะมากกว่า 7 ชิ้น

ผนังด้านหนึ่งของอาคารติดภาพและคำอธิบายแปลนการใช้พื้นที่ ซึ่งระบุถึงงานที่จัดแสดง 7 ชิ้น ภายใต้ชื่องานครั้งนี้ว่า ‘ความว่างคือรูป รูปก็คือความว่าง’  ได้แก่ 1. กลศาสตร์สุนทรียะ (หนังสือ) 2. ก่อนที่คุณยายเกิดหน้าตาคุณเป็นอย่างไร (ถ้วยชา, กระจกเงา) 3. การรับรู้ที่บริสุทธิ์ (จิตกรรม) 4. รูปทรงของเวลา (จิตรกรรมฝาผนัง) 5. รูปทรงของที่ว่าง (ประติมากรรมหลังคา) 6. กลุ่มดาว (พื้น) และ 7. บาร์โดของการมีชีวิตและการตาย (ฟิล์ม)

คามินบอกว่า แท้จริงแล้วในพื้นที่แห่งนี้มีงานศิลปะมากกว่า 7 ชิ้นที่ได้เขียนไว้ แต่จะเป็นอย่างไรนั้น อยากให้ผู้เข้าชมลองตีความหรือสัมผัสด้วยตนเอง หรือหากได้พบกับศิลปิน ก็อาจแลกเปลี่ยนหรือสอบถามได้โดยตรง เชื่อว่าจะเต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนทางศิลปะ ซึ่งต้องนำไปขบคิดหรือทบทวนทั้งผลงานที่เห็นตรงหน้า และแนวคิดต่าง ๆ จะย้อนกลับมาพูดคุยกับตนเองหลังได้ดูงานของศิลปินท่านนี้ 

ยกตัวอย่างแนวคิดในการทำงานศิลปะที่ชื่อว่า กลุ่มดาว หรือ Galaxy ที่วงเล็บด้านหลังว่า ‘พื้น’ ที่มาของงานชิ้นนี้ เกิดจากรอยซ่อมพื้นที่ต้องทาด้วยปูนพิเศษ ทำให้เกิดสีดำแปลกแยกกับพื้นปูนขัดมัน ดังนั้น จึงนำทองมาแปะตามรอยซ่อม ซึ่งมาจากแนวคิดการซ่อมถ้วยชาในศิลปะแบบคินสึงิ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

หรืองานศิลปะบนฝาผนังในชื่องานว่า รูปทรงของเวลา คามินอธิบายงานว่าเดิมผนังนี้ทาด้วยสีดำ พอรีโนเวตอาคารจึงขัดสีดำออก ขณะที่ช่างกำลังลอกสีดำออก เขาก็มองเห็นความงามที่เกิดขึ้น 

“ผมเข้ามาดูการรีโนเวตทุกวัน วันนั้นขณะช่างทำงาน เราเห็นรูปทรงของเวลาที่เกิดขึ้นบนผนังนี้  เพราะเราเห็น ‘เวลา’ เป็นภาพไม่ได้ แต่เห็นผ่านร่องรอยของประสบการณ์ ส่วนผนังตรงข้ามผมก็ทำให้เรียบ ๆ เพื่อให้เกิดการสื่อสารกัน เหมือนหยิน-หยาง ถ้าไม่มีความเรียบก็ไม่เห็นความหยาบ และจริง ๆ แล้วกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็คืองานอีกหนึ่งชิ้นด้วย 

“ส่วนหนังสือที่วางเอาไว้ข้างหน้าก็เป็นตัวแทนว่า อีก 5 ปีจะเป็นหนังสือที่พิมพ์ประสบการณ์แบบนี้ทั้งหมดไว้ด้านใน จริง ๆ มันมีมากกว่า 7 แต่ 7 ชิ้นเป็นสิ่งที่เราโฟกัสหรือสื่อสารกับคนดูได้ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“งานปัจจุบันที่ผมโชว์ที่กรุงเทพฯ ชื่อ Pure Perception หรือการรับรู้ที่บริสุทธิ์ (จิตกรรม) ซึ่งผมแสดงไปแล้ว 3 ที่ ที่นำทองแกลลอรี ที่ ATTA Gallery และที่หอศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และยังเหลือ 10 รูปผมมาแสดงที่นี่ ชิ้นงาน Pure Perception เป็นกระบวนการเรียนรู้ว่ามันคืออะไร พอทำไปรูปที่ 90  ผมรู้สึกว่าการแสดงออกแบบนี้เป็นปัจจัตตัง การถ่ายทอด การบอกกล่าว หรือการสื่อสาร ไม่เป็น Pure Perception ผมเลยหยุดเขียนรูป หมายถึงหยุดแสดงออกด้วยภาพ ดังนั้นจึงเป็นเฟรมเปล่า 10  อันแล้วเอามาตั้ง ที่คุณเห็นนี่เป็นงานที่เชื่อมต่อระหว่างงาน Pure Perception กับ Self Enquiry ตรงนี้คือตรงกลาง ซึ่งก็คือ บาร์โด เป็นช่วงที่เชื่อมต่อนั่นเอง” 

งานแต่ละชิ้นที่นำมาแสดงร่วมกันภายในพื้นที่อาคารแห่งนี้มีความหมายในตัวเองก็จริง แต่ทุกงานล้วนมีคอนเซปต์หลักเดียวกัน ซึ่งศิลปินอธิบายด้วยคำสั้น ๆ ว่า 

“คอนเซ็ปต์ใหญ่ก็คือ ความงามและการเข้าใจความงาม” 

“ต้องพูดอย่างนี้ก่อน ในอดีตความจริง / ความดี / ความงาม มันจะแยกกันอยู่ ความจริงจะถูกอธิบายผ่านวิทยาศาสตร์  ส่วนความดีจะถูกอธิบายผ่านศาสนา ปรัชญา และความงามทุกอธิบายผ่านศิลปะ ซึ่งจริง ๆ แต่เดิมเลย มันไปทางเดียวกัน แต่มันถูกแยกออกจากกัน  มาถึงตอนนี้ผมจะเอากลับไปที่เดิม ไปรวมกัน คือ สุนทรียศาสตร์ สำหรับผมความงามก็คือความจริงและความดี เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจความงามจนถึงจุดที่เป็นแก่นแท้ของมัน มันจะรวมความดีกับความจริงอยู่ในนั้น ความงามที่ไม่รวมความจริงกับความดีมันเป็นสมมติบัญญัติ แต่ความงามที่เป็นสากลต้องมี 3 สิ่งนี้ด้วยกัน ผมกำลังพูดความจริงผ่านภาษาศิลปะ อธิบายความเข้าใจผ่านประสบการณ์   

“และถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราจะรู้ว่าคือทั้งหมด ทั้งหมดก็คือเรา และความงามมีอยู่ในทุกสิ่ง ทุกขณะ” 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

31st Century Museum of Contemporary Spirit สามารถเข้าชมได้สัปดาห์ละ 4 วัน วันเสาร์- อังคาร เวลา 13.00 – 17.00 น.

Writer

Avatar

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load