The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

มนุษย์ทุกคนมี ‘เวลา’ เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และชีวิตก็เต็มไปด้วยทางเลือกว่าเราจะใช้เวลาในแต่ละชั่วโมงไปกับอะไร 

ถ้ามนุษย์มีเหตุผลตามที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักว่าไว้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราคงอยากลงทุนเวลาในสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิต ทั้งต่อชีวิตเราเองและคนอื่นๆ ในสังคม คอลัมน์ Sustainable Development Goals จึงอยากชวนคุณไปดูโมเดลการเก็บสะสมเวลาที่เรียกว่า ธนาคารเวลา หรือ Time Bank

ธนาคารเวลานี้ไม่ได้รับฝากเงินเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน แต่รับฝากเวลาในหน่วยชั่วโมง จากการที่สมาชิกทำงานจิตอาสาดูแลผู้อื่นในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง และสมาชิกก็สามารถถอนจำนวนชั่วโมงที่ฝากไว้มาเป็นผู้รับบริการจิตอาสาจากผู้อื่น 

เป็นโมเดลอาสาสมัครแบบแรงแลกแรงที่เอาความถนัดของคนไปแลกกัน  และสามารถสะสมการแลกเปลี่ยนเหล่านั้นได้ในรูปแบบของเวลามาเรียกใช้กันอีกเรื่อยๆ

ระบบธนาคารเวลาจึงเปรียบเสมือน Community Currency ที่สร้างสรรค์มาก เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกับเพื่อนบ้าน ที่เอื้อให้ผู้คนได้ปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมเดียวกันในฐานะผู้ให้และผู้รับ

บอม-ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ ผู้ก่อตั้งฟาร์มสุข ไอศกรีม

ธนาคารเวลาเป็นโมเดลที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 17 Partnerships for The Goals ส่งเสริมความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ซึ่งการระดมและแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยีและทรัพยากรทางการเงิน เป็นส่วนเสริมเพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

ตอนนี้หลายภาคส่วนของบ้านเราได้ร่วมมือกัน นำเอาแนวคิดธนาคารเวลานี้มาประยุกต์ใช้เข้ากับสังคมไทยที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นทุนเดิม และผลักดันให้ธนาคารเวลาเป็น 1 ใน 10 ประเด็นเร่งด่วนด้านผู้สูงอายุ เพื่อรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ที่จะเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2564 ซึ่งประเทศไทยจะมีจำนวนผู้สูงวัยถึง 13.1 ล้านคน หรือสัดส่วนร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด

ธนาคารเวลา ต้นแบบความร่วมมือของคนในสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นเจ๋งแค่ไหน และมีระบบการทำงานอย่างไร เราจะไปคุยกับ บอม-ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ ผู้รับผิดชอบกิจการธนาคารเวลา สาขาสวนโมกข์กรุงเทพฯ และดูแลการทำงานของหัวเรือหลักคนอื่นๆ ในอีก 42 พื้นที่นำร่องที่ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายทั่วประเทศไทย

เชื่อไหมว่าเวลาของทุกคนจะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อเราได้ใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพในการสร้างสังคมที่มีความสุขร่วมกันอย่างยั่งยืน

01

เหตุและผลของเวลา

ย้อนกลับไปที่ประเทศญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามโลก หญิงชาวโอซาก้าคนหนึ่งมีแนวคิดเรื่องเวลาที่สร้างคุณค่าเป็นอย่างมากต่อสังคมในวงกว้าง เธอเป็นผู้ริเริ่มสิ่งที่เรียกว่า ธนาคารเวลา 

เทรุโกะ มิซุชิม เห็นว่าในช่วงหลังสงครามที่สภาพสังคมแร้นแค้น ชุมชนควรจะมีอะไรสักอย่างเป็นตัวกลางนำพาผู้คนมาดูแลซึ่งกันและกันเพื่อให้ชีวิตจิตใจของคนดีขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่งเผชิญความยากลำบากในช่วงสงครามมา อย่างน้อยที่สุด พวกเขาควรได้รับการดูแลจากสังคมรอบตัว และได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในเวลาที่เหลืออยู่

ในปี 1973 เทรุโกะได้ริเริ่มธนาคารเวลา จน 6 ปีให้หลัง แนวคิดนี้เผยแพร่ไปทั่วญี่ปุ่น มีหัวใจหลักเป็นการดูแลผู้สูงอายุ และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างจริงจัง

คนแก่ที่ยังพอแข็งแรงก็เลยมีโอกาสเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสังคมมากขึ้น ไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ตัวคนเดียวที่บ้าน ทั้งได้รับการดูแลและบริการต่างๆ โดยไม่ต้องจ่ายเป็นเงินส่วนตัวหรือขอเงินจากลูกหลานมาใช้ ผู้สูงอายุจึงสามารถเก็บเงินตัวเองไว้ใช้ยามจำเป็นจริงๆ คนหนุ่มสาวก็ได้ลดภาระที่เกี่ยวข้องกับปู่ย่าตายายไปได้เยอะ แถมในระดับประเทศ นี่เป็นการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการดูแลผู้สูงอายุได้มากโขเลยด้วย 

มองทางไหนก็มีแต่ประโยชน์ ทั้งในแง่เม็ดเงินและจิตใจ

เมื่อมีโมเดลดีๆ แบบนี้ เป็นใครก็อยากใช้ แนวคิดธนาคารจึงถูกเผยแพร่ไปยังสวิสเซอร์แลนด์ จีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และอีกหลายประเทศฝั่งตะวันตก

และเมื่อปี 2018 นี้เอง แนวคิดธนาคารเวลาก็เริ่มเข้ามาในบ้านเรา โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ในปี 2019 ธนาคารเวลาในประเทศไทยก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

02

Give and Take

ทีมคณะกรรมการของ ผส. ผู้นำไอเดียนี้เข้ามา ชักชวนภาคีเครือข่ายทั้งองค์กรและผู้คนหลากหลายแขนง มาร่วมวิจัยเพื่อหาแนวคิดและแนวทางของธนาคารเวลาที่เป็นไปได้ในบริบทของสังคมไทย และหนึ่งในนั้นคือทีมงานของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ผู้มีบทบาทในขั้นตอนลงมีทำธนาคารเวลาให้เกิดขึ้นจริงๆ

สสส. เห็นว่าตัวเองนั้นมีโครงการธนาคารความดีของชุมชนในพื้นที่เจ๋งๆ ทั่วประเทศอยู่แล้วเป็นทุนเดิม มันจึงมีความเป็นไปได้ที่จะริเริ่มโครงการธนาคารเวลานี้ในพื้นที่นำร่อง 42 แห่งในต่างจังหวัดทั่วประเทศรวมถึงกรุงเทพมหานคร และได้ชวนบอม ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งฟาร์มสุข ไอศกรีม ธุรกิจเพื่อสังคมที่ให้โอกาสเด็กถูกข่มขืนได้กลับคืนสู่สังคม มาเป็นผู้รับผิดชอบโครงการประสานความร่วมมือและหนุนเสริมการดำเนินงานธนาคารเวลา เขาทำหน้าที่ดูแลกิจการธนาคารสาขาสวนโมกข์กรุงเทพฯ พร้อมทั้งดูแลการทำงานของหัวเรือหลักคนอื่นๆ ที่อยู่ตามพื้นที่ต้นแบบในต่างจังหวัด

บอม-ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ ผู้ก่อตั้งฟาร์มสุข ไอศกรีม

“การที่ประเทศเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมันกระทบมากนะ มันกระทบไปถึงโครงสร้างทุกอย่าง ประกันสังคมต้องใช้มากขึ้น เราต้องทำงานแล้วส่งไปให้ผู้สูงอายุมากขึ้น เรื่องสาธารณะสุขหรือการดูแลสุขภาพก็กระทบไปหมดเลย และที่มันมากไปกว่านั้นคือประเทศเรายังผลิตคนดูแลผู้สูงอายุไม่เพียงพอเลย ยังไงก็ไม่พอจริงๆ Care Giver ที่มีอยู่ตอนนี้ เราเห็นว่าเขาทำงานกันไม่ทันนะ

คนสูงอายุแบ่งเป็นสามประเภท คือ

หนึ่ง ผู้สูงอายุที่เริ่มติดสังคม ยังดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้

สอง ผู้สูงอายุที่เริ่มติดบ้าน เขาก็ยังพอช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง

และสาม ผู้สูงอายุที่เริ่มติดเตียง คือป่วยและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว

“ทีนี้พอมีคนดูแลไม่ทันทำไงล่ะ มันก็มาถึงหลักคิดที่ว่าต้องให้ผู้สูงอายุดูแลกันเองให้ได้ ประเภทที่หนึ่งกับสองยังพอช่วยดูแลกันเองได้ และดูแลกลุ่มที่สามได้ด้วย นี่คือสิ่งที่ทำให้ธนาคารเวลาเกิดขึ้นในบ้านเรา เพราะรัฐอยากให้ภาคประชาชนได้ช่วยกันดูแลกันเอง” บอม เล่าถึงเหตุที่นำมาสู่การมีธนาคารเวลาในไทยให้เราฟัง

03

ความไว้เนื้อเชื่อใจ

บอมเล่าให้เราฟังว่า ธนาคารเวลาในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนั้นต่างกันพอสมควร ด้วยบริบททางสังคม และนิสัยใจคอของผู้คน งานนี้จึงท้าทายความสามารถของเขาอยู่ไม่น้อย

แม้ธนาคารเวลาจะถูกริเริ่มใน 42 พื้นที่นำร่องที่มีธนาคารความดีอยู่แล้ว แต่ธนาคารเวลาก็มีความแตกต่างจากธนาคารความดีและจิตอาสาอยู่ไม่น้อย 

2 อย่างหลังเน้นการที่ผู้คนได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้เพียงฝ่ายเดียว ส่วนธนาคารเวลาที่มีกฎสำคัญว่า เมื่อคุณได้ให้บางอย่างไปแล้ว คุณก็ต้องรับอะไรบางอย่างกลับคืนมาจากผู้อื่นเป็นการตอบแทนด้วย หัวใจของธนาคารเวลาจึงหมายถึงการ ‘ให้และรับ’ เป็นโมเดลที่ชวนสมาชิกมามอบช่วงเวลาดีๆ ให้แก่กันอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบที่ชัดเจน

เมื่อเกิดการรวมกลุ่ม ตั้งกติกา และมีจำนวนสมาชิกที่พร้อมแล้ว ธนาคารเวลาก็จะเดินหน้าต่อด้วยการที่สมาชิกทุกคนเริ่มทำการสะสมจำนวนเวลาโดยการทำกิจกรรมจิตอาสาที่เป็นการให้บริการและการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน จำนวนชั่วโมงที่ได้ทำกิจกรรมไปนั้นจะถูกฝากไว้กับธนาคารเวลาเหมือนฝากเงินในบัญชี สมาชิกก็สามารถเบิกถอนเวลาของตัวเองมาใช้ หรือจะส่งต่อผลตอบแทนนั้นให้ผู้อื่นก็ได้ และในกรณีที่สมาชิกไม่ได้ต้องการใช้ผลตอบแทนของตัวเอง ก็บริจาคเวลาให้คณะกรรมการธนาคารเวลาในพื้นที่ไว้ไปให้บริการผู้อื่นต่อไปได้ด้วย

ข้อดีอย่างหนึ่งของธนาคารเวลาคือความยืดหยุ่นในทักษะหรือกิจกรรมที่สมาชิกจะมาแลกกัน ในทางปฏิบัติ สมาชิกทุกคนจะตกลงร่วมกันว่าในกลุ่มของตนมีใครพร้อมให้บริการอะไรได้บ้าง จะขับรถรับส่ง สอนคอมพิวเตอร์ ช่วยตกแต่งสวน หรือทำแยมอร่อยๆ มาให้ทาน ก็มีมาแล้วทั้งนั้น และเพื่อความเชื่อมั่นที่มากขึ้น ธนาคารเวลาจะมีทีมเจ้าหน้าที่ทำงานเป็นตัวกลางเชื่อมโยงจับคู่ระหว่างผู้ให้และผู้รับ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและป้องกันการเอาเปรียบที่อาจจะเกิดขึ้น

สมาชิกในแต่ละคนจึงมีโอกาสดูแลซึ่งกันและกันด้วยหัวใจ ค่อยๆ สร้างมิตรไมตรีให้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในเวลาที่พวกเขามี

ธนาคารเวลา ธนาคารพิเศษที่เชื่อมให้คนมาดูแลกัน โดยใช้เวลาเป็นหน่วยแลกค่าตอบแทน
ธนาคารเวลา ธนาคารพิเศษที่เชื่อมให้คนมาดูแลกัน โดยใช้เวลาเป็นหน่วยแลกค่าตอบแทน

“ธนาคารเวลาของเราตอนนี้มีกลุ่มพี่ๆ สูงวัยที่ปิดรับสมาชิกแล้วทั้งๆ ที่เขามีสมาชิกแค่ 20 คน นั่นเพราะว่า 20 คนนั้นเที่ยวกันไม่หยุดเลยอะ เที่ยวทุกวันจนลูกส่งไลน์มาบอกเราว่า ตั้งแต่มาทำธนาคารเวลากับอาจารย์บอมเนี่ยพ่อแม่ไม่อยู่บ้านเลย (หัวเราะ)

บอมเล่าให้เราฟังว่า ธนาคารเวลาในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนั้นต่างกันพอสมควร ด้วยบริบททางสังคม และนิสัยใจคอของผู้คน งานนี้จึงท้าทายความสามารถของเขาอยู่ไม่น้อย

“ความตั้งใจของธนาคารเวลาคือสมาชิกควรจะเดินถึงบ้านกันได้ เพราะจะได้ดูแลกันง่ายขึ้น มันก็เลยตอบโจทย์ว่าคนในกลุ่มต้องสนิทกันสิ เพราะเขาเดินถึงกัน ได้เจอกันได้บ่อยๆ แต่พอบริบทเป็นกรุงเทพฯ เป็นสังคมเมืองที่ยิ่งอยู่ใกล้กันยิ่งไม่อยากรู้จักกัน คนเมืองจะมีความเป็นส่วนตัวสูงและห่วงเรื่องความเป็นปัจเจก ส่วนชาวชนบทพึ่งพากันสูงและห่วงเรื่องการกระทบกระทั่งกัน มันเป็นโจทย์ที่ท้าทายเรามากแต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้ถึงจุดนั้น แต่ทุกวันนี้เราเห็นว่าสมาชิกทุกคนแฮปปี้ เราว่ามันดีมากแล้ว

“โจทย์ต่อไปคือเราจะพาคนกลุ่มนี้แหละลงพื้นที่ ดูว่าคุณอยากดูแลอะไรในชุมชนตัวเอง คุณรู้ไหมว่าชุมชนตัวเองมีใครเจ็บป่วยบ้าง ใครอยู่คนเดียวบ้าง เราจะดึงเขากลับไปตรงนั้น หัวใจของมันจริงๆ คือคนต้องมาเจอหน้ากันก่อน ไม่งั้นมันจะขาดความ Secure เพราะธนาคารเวลามันต้องใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน” บอมย้ำกับเราถึงสิ่งที่เรียกว่าความไว้เนื้อเชื่อใจ เพราะนี่คือเชื้อเพลิงขับเคลื่อนที่ทำให้ธนาคารเวลาบรรลุผลสำเร็จในที่สุด ดังเช่นความสำเร็จของกลุ่มธนาคารเวลาผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งที่บอมได้ช่วยสร้างทีมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านนี้

  “ธนาคารเวลาของเราตอนนี้มีกลุ่มพี่ๆ สูงวัยที่ปิดรับสมาชิกแล้วทั้งๆ ที่เขามีสมาชิกแค่ 20 คน นั่นเพราะว่า 20 คนนั้นเที่ยวกันไม่หยุดเลยอะ เที่ยวทุกวันจนลูกส่งไลน์มาบอกเราว่า ตั้งแต่มาทำธนาคารเวลากับอาจารย์บอมเนี่ยพ่อแม่ไม่อยู่บ้านเลย (หัวเราะ) เดือนที่แล้วพี่ๆ กลุ่มนี้เขาไปเที่ยวหัวหินกัน ก็ขับรถกันไป เอารถไปจอดบ้านนี้ก็แลกเวลากัน คนขับรถมาส่งที่จุดนัดพบก็ได้คะแนนเวลาด้วย เราเป็นคนขับรถให้เราก็ได้แต้ม เพื่อนคนไหนเลี้ยงข้าวก็เอาคะแนนเวลาไป ต่างคนต่างแลกคะแนนกันไปตลอดทางเลย

“พี่ๆ เขาก็มาบ่นให้เราฟังว่า พี่เหนื่อยกว่าตอนทำงานอีกนะ แต่มีความสุขมากเพราะทุกวันได้ไปไหนมาไหนกับเพื่อน บางวันเขาก็นัดไปกินไอติมกันเอง เขามีทั้งเวลาและกำลังทรัพย์นะ เขาแค่ขาดเพื่อนที่จะไปกับเขา มีคำพูดของพี่สมาชิกคนหนึ่ง เขาบอกว่า เพื่อนในวัยเขาตายลงไปทุกวัน พอเขามาอยู่ตรงนี้เขามีเพื่อน มีรุ่นน้อง มีรุ่นหลาน เป็นเพื่อน สำหรับเขามันสนุก และเขาเองอยากได้แค่นี้แหละ” เราสัมผัสได้ถึงประกายความสุขในดวงตาของบอม ระหว่างที่เขากำลังเล่าเรื่องนี้   

04

ใช้ความเข้าใจมากกว่าความคาดหวัง และความสัมพันธ์สำคัญที่สุด

บอมบอกกับเราว่า เขาพยายามทำธนาคารเวลาด้วยความเข้าใจมากกว่าความคาดหวัง และพยายามปลูกฝังวัฒนธรรมการทำงานแบบนี้แก่กลุ่มธนาคารเวลาทุกกลุ่มที่เขากำลังดูแลอยู่ เพราะเมื่อเริ่มสร้างกลุ่มไปสักระยะ สิ่งหนึ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือสมาชิกแต่ละคนจะเริ่มเกิดการคาดหวังกันเอง และระหว่างสมาชิกกับกรรมการ 

“เรามีความเชื่อว่าเราต้องทำงานบนพื้นฐานความเข้าใจมากกว่าความคาดหวัง ซึ่งมันเป็นกฎของชีวิตเราเลย อยู่กับภรรยาเราก็ใช้กฎนี้แหละ เพราะฉะนั้น เวลาประชุมกลุ่มเราก็ต้องเอาสิ่งที่เขาแสดงความคิดเห็นขึ้นกระดานทั้งหมด เพื่อให้รู้สึกว่าเราฟังเขาอยู่นะ ไม่ว่าความเห็นนั้นจะเป็นแบบไหนก็ตาม เวลาในกลุ่มเถียงกันเรื่องกฎจนเริ่มเป๋ เราก็จะย้ำเขาถึงความตั้งใจแรกที่ตั้งกลุ่มธนาคารเวลานี้ขึ้นมา วัตถุประสงค์ที่ตั้งคืออะไร เราอยากดูแลกันใช่ไหม แล้วกฎนี้มันตอบโจทย์ไหม ถ้าไม่ตอบโจทย์ก็ตัดทิ้งเลย

ธนาคารเวลา ธนาคารพิเศษที่เชื่อมให้คนมาดูแลกัน โดยใช้เวลาเป็นหน่วยแลกค่าตอบแทน

“บางกลุ่มบอกว่าจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลกันและช่วยงานสวนโมกข์ ก็ตอบโจทย์แค่สองข้อนี้พอ คุณก็มาทำงานสวนโมกข์ไป เราก็จะเสริมว่าดูแลสวนโมกข์แล้วก็ต้องดูแลกันด้วยนะ เพราะคุณตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลกันเองนะ เขาก็จะทะเลาะกันน้อยลง”

“คุณมีวิธีดูยังไงว่าสมาชิกในกลุ่มเข้าใจกันมากขึ้น” เราถาม

“ก็ดูจากว่าเขาแย่งกันพูดรึเปล่า แล้วดูวิธีการตอบ ดูวิธีการที่เขาพยายามอะลุ่มอล่วยกัน คือเราจะเห็นจากวันแรกที่เขามานั่งอยู่แล้วล่ะ บางกลุ่มนี่ตอนมาใหม่ๆ เขาไม่ฟังกันเลยนะ ต่างคนต่างต้องการพูดในมุมมองของตัวเองที่มีมาตลอดชีวิต จนมาถึงทุกวันนี้เขานั่งรอกันได้ เวลามีคนพูดมันก็มีคนฟัง

“ถ้าตอนประชุมมีคนตั้งคำถามเชิงไม่เห็นด้วยขึ้นมา ตอนเลิกประชุมเราก็จะบอกเขาเลยว่าขอบคุณมากเพราะเขาถามแทนคนอื่นไง มันมีคนอีกมากที่ไม่กล้าถามแต่อาจคิดแบบเขาก็ได้ และการที่เขาถามมันทำให้เราได้ตอบ สมาชิกคนอื่นๆ ก็ได้ตอบ ก็เข้าใจประเด็นนี้มากขึ้น

“แต่ถ้าเขาไม่อยากมีส่วนร่วม ไม่ถาม ประเด็นนี้ก็จะถูกเก็บไว้ใต้พรม มันคือการ Empower ดึงเขามามีส่วนร่วม คนอยากถามก็ถามได้เพราะเขารู้สึกสบายใจ ทำอะไรก็ไม่ผิด ดูไม่โง่ ถามอะไรก็ไม่ถูกปัดทิ้ง และการที่เราเขียนบนกระดานเป็นการคอนเฟิร์มว่าทุกสิ่งที่คุณพูดผมได้ยินนะครับ เหล่านี้เป็นการทำงานธนาคารเวลาของเรา”

ธนาคารเวลา ธนาคารพิเศษที่เชื่อมให้คนมาดูแลกัน โดยใช้เวลาเป็นหน่วยแลกค่าตอบแทน

บอมตั้งใจมากกับการปลูกปั้นธนาคารเวลา เราสัมผัสได้ถึงความเชื่อในการขับเคลื่อนสังคมเล็กๆ ที่เขากำลังดูแลอยู่ตรงนี้ให้ดีขึ้น เราว่าตัวชี้วัดอย่างง่ายที่สุด ก็คือรอยยิ้มบนใบหน้าของคนในกลุ่มระหว่างที่พวกเขานั่งคุยกัน

“เราก็บอกไม่ได้นะว่าธนาคารเวลาที่อื่นจะเหมือนกับเราไหม อยู่ที่ว่าแต่ละที่บริการด้วยวัตถุประสงค์แบบไหน ที่นี่เราใส่เรื่องนี้ เพราะเราเชื่อเรื่องนี้ พอเราเชื่อเรื่องการดูแลกัน เรื่องความเข้าใจระหว่างกัน และการเข้าใจตัวเองด้วย เพราะคุณก็ต้องมีเวลากลับมาทบทวนตัวเอง เราเข้าใจว่าคุณมีโลกใบนึงที่คุณแบกมา 50-60 ปี โลกที่คุณเชื่อว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว พอคุณมานั่งตรงนี้ ธนาคารเวลาแห่งนี้ คุณก็ได้เห็นโลกใบอื่น แล้วคุณก็ตะลึงว่ามีคนคิดแบบนี้ด้วยเหรอ 

“เวลาเราเข้าที่ประชุมใหญ่เขาก็จะถกกันเรื่องตัวเลขหรืออะไรต่างๆ เราจะบอกเลยว่ากลุ่มเราไม่มี เพราะเราจะกลับมาย้ำจุดนี้เสมอ กฎกติกาออกแบบยังไงมันก็ครอบคลุมคนไม่ได้ทั้งหมดหรอก มันมีความต้องการที่เราอยากได้แต่คนอื่นไม่อยากได้ ถ้าเราไม่คุยกันบนพื้นฐานความเข้าใจนะทะเลาะกันตายเลย แต่ถ้าอยู่บนพื้นฐานนี้คนจะยอมกันได้ คือเราถือว่าความสัมพันธ์สำคัญที่สุด เรื่องอื่นเราไม่สนใจเลย

“งานก้าวหน้าในขณะที่สมาชิกเข้าใจกันมากเรื่อยๆ นี่คือตัวชี้วัดของเรา แต่ถ้างานก้าวหน้าแต่สมาชิกเกลียดกันมากขึ้นเรื่อยๆ เท่ากับว่าเราเฟลนะ เพราะสุดท้ายธนาคารเวลาเราอยากได้ความยั่งยืน แล้วมันจะยั่งยืนยังไงถ้าเขาทะเลาะกัน”

05

Exclusive Key Of Inclusivity

ตั้งแต่ธนาคารเวลาเริ่มก่อตั้งขึ้นมา ผลลัพธ์ที่บอมสังเกตเห็นได้ในกลุ่มต่างจังหวัดคือชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น ผู้สูงอายุเชื่อมั่นในศักยภาพตัวเองว่าพวกเขาก็ดูแลครอบครัวและเพื่อนบ้านได้ และเชื่อว่าตัวเองก็สามารถมีส่วนร่วมกับสังคม และไม่รู้สึกว่าถูกละทิ้ง

“ธนาคารเวลามันเกิดขึ้นภายใต้การขับเคลื่อนของประชาชน เรามองว่านี่เป็นนิมิตรหมายที่ดีนะ ที่คุณจะได้ยกประเด็นหรือส่งเสียงให้ภาครัฐได้รู้ ถ้าธนาคารเวลาเป็นแค่การสั่งการจากบนลงล่างโดยมีรูปแบบตายตัวแล้วให้ไปทำตามกัน ถามจริงๆ ว่าชอบระบบนี้หรอ

“เราจะบอกสมาชิกในกลุ่มตลอดว่า ธนาคารเวลามันจะไม่เดินเลยถ้าทุกคนในที่นี้เห็นว่ามันไม่ควรทำ เราไม่ได้บอกว่าต้องสำเร็จนะ ขอแค่ทำแล้วจะมาพร้อมความผิดหวัง ความล้มเหลวก็ได้ เพราะเดี๋ยวเราจะช่วยกันแก้” บอมชี้ให้เราเห็นถึงการมีส่วนร่วม แม้ยังเป็นกลุ่มขนาดเล็กๆ แต่ถ้ามันเข้มแข็งขึ้น อย่างน้อยก็ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในพื้นที่เหล่านั้น  

และในฐานะกระบวนการที่เป็นฟันเฟืองหนึ่งของการสร้างการมีส่วนร่วมในสังคม เขาบอกกับเราว่า หัวใจของมันก็คือหัวใจของคนทำนั่นเอง

บอม-ชัยฤทธิ์ อิ่มเจริญ ผู้ก่อตั้งฟาร์มสุข ไอศกรีม

“การสร้างการมีส่วนร่วมมันมีเครื่องมือหลายอย่างก็จริง สุดท้ายคือคุณจะใช้อะไรก็ได้ อยู่ที่ว่าตัวตนของคุณมันเป็นยังไงมากกว่า ลองนึกภาพว่าในครัวเรามีมีดหลายเล่ม มีดอยู่ในเมือคนดีก็ใช้หั่นเนื้อเอาไปทำอาหาร มีดอยู่ในมือคนเลวเขาก็เอาไปฆ่าคน เพราะฉะนั้น เครื่องมือไม่ได้สำคัญเท่าตัวตนของคุณ สมมติว่าคุณต้องการสร้างการมีส่วนร่วม คุณมีเครื่องมือเยอะมากและคุณเก่งมาก แต่คุณมีทัศนคติต่อผู้คนที่แย่มาก สร้างยังไงมันก็ไม่ยั่งยืนหรอก สักวันมันก็ต้องจบ

“สิ่งที่เราคำนึงถึงตลอดมีอยู่สองเรื่อง อย่างแรกคือ ทำงานให้เก่ง อย่างที่สองที่สำคัญกว่าคือ การมีทัศนคติที่ดีต่อคนที่เราร่วมงาน อย่างแรกห่วยไม่เป็นไร ยังฝึกกันได้ แต่อย่างหลังต้องดี เหมือนการทำงานที่ต้องสร้างการมีส่วนร่วม เราต้องสร้างข้างในตัวเองก่อน กายกับใจเราผสานกันรึยัง เรากลับมาทบทวนตัวเองบ้างมั้ย ทัศนคติเราตอนนี้เป็นยังไง เราเท่าทันตัวเองอยู่รึเปล่า           

“ธนาคารเวลาของเรามันเกี่ยวข้องกับเรื่องภายในจิตใจด้วย สมาชิกจะเติบโตขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น เพราะเขาได้คอนเน็กต์กับคนมากขึ้น ส่วนตัวเราเองในฐานะกระบวนกรก็เหมือนกัน 

“เราไม่สามารถดูแลคนอื่นให้มามีส่วนร่วมได้เลยถ้าเราไม่ดูแลตัวเองก่อน เพราะการที่ต้องยืนอยู่หน้าวงประชุมและต้องสร้างกลุ่ม มันหายถึงการที่เราต้องรับรู้ถึงทุกคนทุกคนเลยนะ เราต้องดูแลความรู้สึกทั้งหมด ถ้าข้างในยังเดือดอยู่เราไม่มีทางทำได้เลย ตั้งแต่มาจับงานตรงนี้ Learning Curve ของเรามันโตเร็วมากจริงๆ” บอมกล่าวทิ้งท้าย

ธนาคารเวลา ธนาคารพิเศษที่เชื่อมให้คนมาดูแลกัน โดยใช้เวลาเป็นหน่วยแลกค่าตอบแทน

ใน พ.ศ. 2574 ประเทศไทยก็จะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) ซึ่งมีสัดส่วนผู้สูงวัยถึงร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด เมื่อถึงเวลานั้นเราก็มั่นใจได้ว่า ระบบการดูแลกันและกันของผู้คนในสังคมอย่างธนาคารเวลา จะเป็นส่วนช่วยให้เรามีสังคมผู้สูงอายุที่แข็งแรง ปลอดภัย และมีความสุขโดยไม่ได้ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

คนวัยอื่นๆ ในสังคมก็สามารถมีส่วนร่วมกับธนาคารเวลาได้ แม้จะยังไม่ใช่ผู้สูงอายุ ลองหาเวลาไปใช้เวลาที่ธนาคารดู แล้วคุณจะเชื่ออย่างที่เราบอกไปตอนต้นว่า เวลายิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อเราได้ใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพในการสร้างสังคมที่มีความสุขร่วมกันอย่างยั่งยืน

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

หลายปีมานี้ เราได้ยินข่าวคราวการรับบริจาคสิ่งของจากมูลนิธิกระจกเงาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดนักเรียน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ได้ยินว่าเขารับได้ทุกอย่าง 

คนยุคปัจจุบันที่หันมาสนใจเรื่องการจัดบ้าน เคลียร์สิ่งของไม่ได้ใช้ในชีวิต จึงจดชื่อ ‘โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง’ ไว้ในลิสต์ เพื่อจัดส่งสิ่งของล้นความจำเป็นไปให้

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปตะลุยโกดังสารพัดข้าวของบริจาคของมูลนิธิกระจกเงา และพูดคุยกับ สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการ ถึงการผลักดัน เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ภายใน พ.ศ. 2573 ลดการสร้างขยะในปริมาณมากโดยวิธีการป้องกัน ลดการใช้ รีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบรรลุการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

เราเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อโครงการนี้มานานหลายสิบปีแล้ว เผลอๆ อาจเป็นหนึ่งในผู้บริจาคด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือความเจ๋งของโครงการนี้ ซึ่งสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดถึง 3 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

เท่ากับว่าของที่เราส่งไปบริจาคให้กับพวกเขา ทำประโยชน์ได้อีกหลายต่อ สิ่งของที่คนมองว่าเหลือใช้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งยังแฝงด้วยกำลังใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ขนาดที่เจ้าของไม่ได้คาดคิด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ต่อที่สาม สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือมีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้งอาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด ผู้บริจาคบางท่านอาจคิดว่า เมื่อบริจาคให้ไป ก็คือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่จริงๆ สิ่งของที่ว่าต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย

แต่ละวันจะมีขยะในรูปแบบของเหลือใช้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ พ่วงมากับของบริจาคจำนวน 20 ถุงดำต่อวัน เพื่อสุดท้ายสิ่งของเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดในอีกหลายทาง มูลนิธิกระจกเงาจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้หรือผ้าที่นำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)

ขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา นำไปใช้ต่อได้ยากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ ก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาสามารถจัดการได้ดีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกจากประโยชน์ 3 ต่อ โครงการนี้ ยังมีกำลังใจ ความหวัง และการขับเคลื่อนสังคมในแง่มุมอื่นติดไปกับของบริจาคอีกด้วย อย่างหลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟมันก็เป็นแค่ของชิ้นหนึ่ง แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนชนบทที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กๆ นั่งเรียนได้ การศึกษาเพื่ออนาคตของชาติก็ถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ความหวังก็เกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมได้ ถ้าคุณมีสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก อย่าปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นไร้ค่า ส่งไปให้โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะสามารถไปสู่มือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธาและกำลังใจยิ่งใหญ่ที่ไปไกลเกินกว่านั้น

01

เริ่มต้นจากชุดนักเรียนมือสอง

ช่วงสายของวันธรรมดา เราเดินมาเข้ามาในพื้นที่ 3 ไร่ของ Mirror Art ในซอยแจ้งวัฒนะ 1แยก 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการแบ่งปันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิกระจกเงา

เท่าที่สังเกตจากทางเข้า เราเห็นรถขนส่งสิ่งของเข้ามาไม่ขาดสาย รวมถึงผู้คนหลายสิบเดินมุ่งตรงเข้าไปในโกดังเปิดโล่งขนาดใหญ่ ด้านในนั้นมีคนเดินขวักไขว่ถือตะกร้าเดินเข้าไปในส่วนที่กั้นด้วยตาข่ายเหล็กที่แบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่คัดแยกสิ่งของบริจาค และส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมของเรา” สฤษดิ์อธิบายภาพตรงหน้าที่เรากำลังสนใจ ก่อนย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่หลายปีมานี้ คนในสังคมให้ความสนใจกันมากขึ้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เริ่มจาก 15 ปีที่แล้ว กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงาเริ่มทำงานด้านปัญหาสัญชาติพี่น้องชนเผ่า และปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จึงได้พบปัญหาเพิ่มเติมในด้านการขาดแคลนชุดนักเรียนของเด็กๆ ชนเผ่า พวกเขาจึงเปิดรับบริจาคชุดนักเรียนมือสองผ่านระบบ Mailing List ในสมัยนั้น และได้การตอบรับอย่างดี มีผู้บริจาคชุดนักเรียนเข้ามาจำนวนมาก

แต่นอกเหนือจากชุดนักเรียนแล้ว ผู้บริจาคได้ส่งเสื้อผ้าทั่วไป และสิ่งของอื่นๆ ติดมาด้วย ทางกลุ่มจึงคิดแบบแผนการจัดการให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำไปขายในหมู่บ้านในพื้นที่เหล่านั้นในราคาชิ้นละ 1 บาท เพื่อนำเงินรายได้มอบให้กับผู้นำชุมชนหรือกรรมการหมู่บ้านไปใช้พัฒนาชุมชนของตนเอง

“ถามว่าทำไมเราต้องคิดราคาหนึ่งบาท เพราะต้องการให้คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ โดยรายได้ที่ได้ก็มอบกลับไปให้เขาเพื่อใช้พัฒนาชุมชนของตัวเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีการพัฒนาเส้นทางหรือสร้างแนวกันไฟ แต่ไม่นานนักโครงการนี้ต้องปิดตัวลง เพราะเรายังไม่มีการบริหารจัดการและวิธีรับมือกับสิ่งของบริจาคที่มีความหลากหลายมากเสียจนทำให้ระบบที่มีอยู่พัง จึงต้องหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน”

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

หลังจากจัดตั้งมูลนิธิกระจกเงาและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เชียงราย มูลนิธิฯ เริ่มเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์และหนังสือ เพื่อมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้บริจาคจำนวนหนึ่งมอบเสื้อผ้าทั่วไปติดมาเช่นเคย จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง

“มีเสื้อผ้าเข้ามาจำนวนหนึ่งจนเราต้องมานั่งขบคิดกันว่ารอบนี้ต้องออกแบบกิจกรรมจริงจัง จึงตั้งเป็นโครงการเพื่อเปิดรับเสื้อผ้าและสิ่งของทั่วไป”

ในปีที่ 2 ของโครงการ มีผู้บริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงเริ่มมีผู้บริจาคที่เป็นภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สิ่งของเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาล จึงเกิดการวางเป้าหมายบริหารสิ่งของบริจาคให้ได้ประโยชน์ที่สุด

02

รับได้ทุกอย่าง

 “ตอนนี้เรารับทุกสิ่งทุกอย่าง ของที่อยู่ในบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เรารับหมด” สฤษดิ์ยิ้มเมื่อเราถามว่าหลังจากระบบลงตัว ทางโครงการรับบริจาคอะไรบ้าง

เขาเล่าต่อว่า แต่ละปีมูลนิธิฯ จะจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ในชื่อเก๋เรียกความสนใจอย่าง ‘ของเก่าเราขอ’ ‘มหกรรมเคลียร์’ และ ‘แฟชั่นสัญจร’ เพื่อระดมสิ่งของบริจาคจากผู้สนใจ

ส่วนการเดินทางของสิ่งของบริจาคเข้ามา 3 ทาง คือ หนึ่ง ผู้บริจาคเดินทางมาด้วยตัวเอง สอง ผู้บริจาคขอให้นำรถออกไปรับ และสาม ผู้บริจาคส่งสิ่งของผ่านพาร์ตเนอร์ด้านระบบโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ไทย Kerry NIM Express ที่มีการร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาค เช่นถ้าส่งมาที่มูลนิธิกระจกเงา มีส่วนลดค่าส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือบริการส่งฟรี 3 เดือน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เมื่อสิ่งของบริจาคมาถึงศูนย์รับบริจาค จะมีเจ้าหน้าที่แบ่งแยกสิ่งของออกเป็นแต่ละประเภทยิบย่อย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดนักเรียน ของกิฟต์ช็อป ของใช้ทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุก่อสร้าง หลังจากนั้นสิ่งของที่คัดแยกแล้วจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่นำไปบริจาคและกลุ่มที่นำไประดมทุน ดังนั้นสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานี้มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์ 2 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“ของที่เรานำไปส่งต่อโดยตรงเราจะจัดไว้เลยคือ ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง สื่อการเรียนการสอนทุกชนิด อาจมีเสื้อผ้าทั่วไปบ้าง ซึ่งเราจะจัดให้โรงเรียน ศูนย์ในชุมชน วัด หรือแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาชุมชนในพื้นที่ แม้แต่หน่วยงานกู้ภัย ซึ่งน้ำท่วมขอนแก่นครั้งนี้ เราก็เอาของลงไปช่วยได้ทันที” สฤษดิ์อธิบายถึงเส้นทางของการจัดการสิ่งของบริจาค ที่ต้องคัดสรรให้ตรงกับความต้องการของผู้รับ

“ผู้รับมีสิทธิ์เลือกหนังสือหรือเสื้อผ้า สำหรับชุดนักเรียน เรากำลังพัฒนาถึงการแบ่งตามไซส์หรือโรงเรียนต้องการไซส์แบบนี้ ถ้ามีเราก็ส่งให้ เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยตรง ไม่ต้องเอาของไปกอง เพราะของที่กองนั้นอาจสร้างประโยชน์หรือเป็นโอกาสของคนอื่นได้

“ระยะหลังเราส่งเฟอร์นิเจอร์ไปตามโรงเรียนเยอะมาก จนบางทีแปลกใจว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ให้โรงเรียนหรือ การส่งของชิ้นใหญ่นับเป็นเรื่องหนักเอาการเหมือนกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการใช้กำลังคนเยอะ แต่เรายินดีที่จะทำให้ เพราะเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ช่วยจัดห้องเรียน หรือแม้แต่ห้องสมุดพร้อมใช้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติได้เยอะทีเดียว”

ต่อมาเมื่อเอ่ยถึงประเด็นการขายระดมทุน หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องนำสิ่งของบริจาคมาขาย สฤษดิ์เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของผู้บริจาคหลายคนเช่นกัน และเขาให้เหตุผลว่า

 “สิ่งของบริจาคบางรายการไม่เหมาะกับการบริจาค และเป็นสิ่งของที่คุณภาพค่อนข้างดี เช่นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าบางอย่าง เราจึงนำมาเปิดระดมทุนในราคาถูก เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนเพื่อนในแต่ละโครงการของมูลนิธิฯ ที่ทำงานร่วมกัน เพราะการเขียนขอทุนมีปัจจัยต่างหลายอย่างที่อาจทำให้งานล่าช้า เราต้องการความเร็วและความเป็นเอกภาพในการทำงาน”

03

เส้นทางการระดมทุน

การระดมทุนในที่นี้ไม่ใช่การนำไปขายทอดตลาดเพื่อหวังกำไรสูงสุดอย่างธุรกิจทั่วไป หากเป็นการจัดการในลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม โดยขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นหลักในราคาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาจริง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมาเลือกซื้อเป็นสินค้ามือสอง และนำไปขายสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป

“เราเปิดกว้างให้คนมาซื้อโดยไม่มีการผูกขาด หรือสร้างเงื่อนไขให้คนมีกำลังซื้อเยอะมารับของไปทั้งหมด เพราะเราต้องการกระจายให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรได้ ระยะแรกเหมือนจะมีการแย่งชิงกัน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบโควตา แต่ละวันคุณต้องมาลงทะเบียนซื้อเพื่อของได้หกตะกร้า คัดเลือกตามที่พอใจแล้วนำมาคิดเงิน ที่เหลือคนอื่นก็จะได้เลือกไป”

สฤษดิ์พาเราเดินดูห้องต่างๆ ในโกดังเก็บสิ่งของบริจาคที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากห้องแยกประเภทสิ่งของบริจาค ไปสู่ห้องคัดแยกเสื้อผ้าซึ่งเป็นของบริจาคหลักของที่นี่

ในห้องเล็กๆ ที่กั้นด้วยผืนพลาสติกใสหน้าประตูคล้ายโรงงาน มีอาสาสมัคร 5 – 6 คนคัดแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ลังพลาสติกอย่างขยันขันแข็ง ต่อมาลังเสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แยกชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับนำไปส่งต่อ หรือเสื้อผ้าที่จะนำไปเป็นสินค้าต่อไป 

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.30 – 12.00 น. จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าในพื้นที่ขาย ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ แบ่งสัดส่วนสินค้าอย่างชัดเจน เสื้อผ้าจะแบ่งตามราคา 10 – 20 – 30 บาท ทุกคนถือตะกร้าเข้าไปรื้อไปเลือกได้ตามใจ

ที่น่าทึ่งสำหรับเราคือ เสื้อผ้าเหล่านี้เปลี่ยนใหม่วันต่อวัน!

หลังเที่ยงวันเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกเก็บใส่กระสอบและขายเหมาในราคา 70 บาท เพราะนับเป็นสินค้าเหลือจากการเลือก ในวันต่อไปเสื้อผ้าล็อตใหม่ที่คัดสรรเรียบร้อยและเก็บไว้เป็นสต็อกแล้ว จะนำมาลงขายให้ผู้ซื้อมาเลือกกันได้ใหม่

“เป็นเสน่ห์ทางธุรกิจที่เรานำมาปรับใช้ ให้คนซื้อรู้สึกว่าได้ของใหม่ตลอดเวลา” สฤษดิ์ว่าอย่างนั้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกเหนือจากกองเสื้อผ้าราคาย่อมเยาแล้วอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นส่วนของร้านแบ่งปัน ที่คัดเสื้อผ้าคุณภาพระดับมีแบรนด์มาแขวนขายในราคาตัวละ 100 บาท รวมถึงสินค้าคุณภาพดีชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า กระเป๋าเดินทาง สินค้าสำหรับเด็ก

เราถามถึงประเด็นที่อาจมีคนกังวลว่า สินค้าเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ลำบากจริงๆ หากมีผู้ขายเจ้าใหญ่แอบมาซื้อไปด้วย

“จริงๆ เป็นระบบที่อาจพึ่งพากันนิดหน่อยในวงการธุรกิจของมือสอง อาจต้องมี Supplier มาเป็นตัววิ่งบ้าง แล้วก็มีรายเล็กมาวิ่ง ถึงจะเกิดตลาดที่สมบูรณ์ได้” เขาอธิบายให้เข้าใจ

“ถ้าเราไปเจาะว่าให้แต่คนยากจนและลำบาก อาจทำให้ตลาดของเขาหดตัว เพราะพวกเขามีเงื่อนไขนิดหน่อยตรงที่เงินไม่เยอะ เวลาต้องเอาเงินมาซื้อของทำให้เงินจม ดังนั้นก็จะมีรายใหญ่หน่อยมาช่วยอีกที และพึ่งพากันในระบบนิเวศถึงจะไปต่อได้ แต่เราก็โฟกัสและมีการควบคุมอยู่”

04

ธุรกิจเพื่อคนจน

เมื่อดำเนินงานมาได้สักระยะ ทีมงานโครงการได้พบว่าคู่ค้าที่เข้ามาซื้อของเป็นประจำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำอาชีพเป็นแม่ค้าขายของมือสองตามตลาดนัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คนกลุ่มนี้มีปัญหาด้านความเป็นอยู่อื่นๆ ติดมาด้วย เช่นการมีหนี้สินจากการกู้นอกระบบ หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจต่างๆ ดังนั้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้พวกเขาจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง ทีมงานจึงมีการต่อยอดพัฒนา ‘ธุรกิจเพื่อคนจน’ โดยใช้ระบบสมาชิก

“เราจัดเป็นระบบสมาชิก โดยมีการสะสมยอดการซื้อ หรือถ้ามีคนที่ไม่ขายเลยแต่อยากลองดู เราก็เริ่มต้นโดยให้ของฟรีไปก่อน พอเขาตั้งต้นได้ก็กลับมาหา มาเป็นสมาชิกและซื้อของกับเราต่อไป ตอนนี้เรามีสมาชิกประมาณหนึ่งพันคนแล้ว ในแต่ละวันก็มีคนที่มาซื้อของกับเราประมาณสองร้อยคน”

ข้อได้เปรียบที่สมาชิกจะได้มากกว่าขาจรทั่วไปคือ ได้รับเงินปันผลที่จ่ายปีละ 2 ครั้ง พร้อมการดูแลเยียวยาปัญหาชีวิตจากมูลนิธิฯ โดยตรง

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

“สิ่งที่สมาชิกจะได้รับนอกจากการซื้อของได้ในราคาถูกมากเพื่อนำไปสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ คือ หนึ่ง เขาจะได้รับการช่วยเหลือในกรณีที่ยากจนจริงๆ เช่น หากลูกเขาเจ็บป่วย พ่อแม่ไม่สบาย มีผู้ป่วยติดเตียง เราก็มีทรัพยากรบางอย่างที่ดูแลเขาได้ สองคือ ในทุกปีเราจะมีปันผลให้สองครั้ง ในหนึ่งปีคุณซื้อของเป็นยอดรวมเท่าไหร่ คุณมาเบิกคืนได้ห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นเหมือนการออมหรือเป็นโบนัสให้ตัวเอง ซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำไปแก้ไขในสภาวะที่ติดขัดได้ 

“สุดท้ายแล้วโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงออกแบบมาเพื่อแบ่งปันจริงๆ เราไม่ได้คิดเอาเงินปันผลห้าเปอร์เซ็นต์มาเป็นการเก็งกำไรทางการตลาด ขณะเดียวกันเราก็บริหารจัดการให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็นำเงินที่มีไปลงทุนช่วยเหลือคนได้จริง” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

05

ขยะที่แฝงตัวมา

สิ่งที่เหนือความคาดคิดของเราคือ มีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้ง อาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด

“ผู้บริจาคบางท่านอาจไม่เข้าใจว่าของที่บริจาคควรดีแค่ไหน หรืออย่างไรนับเป็นขยะ และเขาอาจคิดว่าเมื่อให้มาคือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่ถ้าเห็นขั้นตอนที่เล่ามาคือมีการจัดการอีกเยอะมาก” สฤษดิ์เริ่มอธิบาย

“เมื่อโครงการใหญ่ขึ้น เราจึงต้องคิดเรื่องขยะต่อด้วย เริ่มจากเสื้อผ้า จะมีเสื้อผ้าที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ขนาดจะเป็นผ้าขี้ริ้วยังลำบาก ซึ่งแต่ละวันจะมีของเหล่านี้พ่วงมาเสมอ เรารับมาเยอะจนคิดว่าเราเป็นภาระสังคมแล้ว เพราะเราผลิตขยะเยอะมากและจัดการไม่ได้จำนวนยี่สิบถุงดำต่อวัน ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเป็นผู้ถูกกระทำด้วย”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

ทีมงานต้องระดมความคิดเพื่อวางมาตรการจัดการขยะอย่างจริงจังและเร่งด่วน ในที่สุดก็หาทางแก้ปัญหาเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า และแปลงเป็นรายได้ ไปพร้อมกับการจัดการให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ได้สำเร็จ

“จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรต้องมีอยู่แล้ว เราให้เทศกิจมารับขยะไปได้ แต่ก็ต้องไปเป็นภาระกับทางเทศกิจที่ไปจัดการขยะที่โรงขยะอีก เราจึงคิดจัดการตั้งแต่ที่เราเอง เราได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้ที่เป็นผ้าผสม ซึ่งนำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะพลังงานทางเลือก เป็น RDF (Refuse Derived Fuel)”

“ต่อมาเป็นขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา พวกนี้นำไปใช้ต่อยากมากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ เราก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ส่วนพลาสติกทั้งหมด เราแยกเป็นชนิดและนำไปขายให้กับซาเล้งและโรงงานที่รับซื้อกลายเป็นรายได้เข้ามา ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า และเราจัดการได้ดีถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด”

06

สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันร่วมกัน 

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชื่นชมในเรื่องของการแบ่งปันและการให้ แต่ความท้าทายยิ่งใหญ่ก็คือ วัฒนธรรมของการบริจาคที่สั่งสมมาแต่เดิม

“ส่วนใหญ่เรายังติดวัฒนธรรมที่ว่า ของที่ให้เป็นของทำบุญ ควรจะไปถึงมือผู้รับโดยตรง ดังนั้นในช่วงแรกหลังจากที่เราสื่อสารข้อเท็จจริงว่า มีการนำของบริจาคไปขายระดมทุน จึงมีคำถามมากมายจากผู้บริจาค เพราะบางทีเขาไม่ได้รับข้อความจากเราโดยตรง ซึ่งเราต้องใช้ความพยายามสื่อสารสักสองปีกว่าจะเข้าใจกัน

“ที่ผ่านมาเราพยายามสร้างวัฒนธรรมการบริจาคให้เห็นภาพร่วมกันชัดเจน โดยการเล่าเรื่องการทำงาน เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” สฤษดิ์เล่าถึงการแก้ไขปมปัญหาที่ต้องคลี่คลายให้ชัดเจน

แต่หลังจากปลุกปั้นและดูแลโครงการนี้มาเป็นเวลา 9 ปี เขาก็ได้เห็นการเติบโตของโครงการและกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันมากขึ้น และมีโอกาสที่จะก้าวสู่การแบ่งปันกันในสังคมอย่างยั่งยืนได้

“เมื่อคนเปิดรับเทรนด์ด้าน CSR มากขึ้น เขาก็อยากช่วยเหลือสังคมมากขึ้น คนเริ่มฉุกคิดถึงว่าอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้เราเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าการจะมอบเสื้อผ้าให้คนที่ต้องการเป็นเรื่องยากมาก แต่วันนี้มันง่ายขึ้นเพราะมีเรามีวิธีการจัดการให้คุณได้

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“วันนี้สิ่งของที่อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งสามารถตกไปถึงมือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้จริง ทรัพยากรเหล่านี้ไหลไปถึงพวกเขา หากคุณมีทรัพยากรที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก คุณแค่ส่งมาให้เรา เราจัดการต่อให้คุณได้

“ที่ผ่านมาเราดึงพาร์ตเนอร์ด้านต่างๆ มาร่วมงานกับเรา สร้างคุณค่าและนวัตกรรมร่วมกัน สร้างบรรยากาศแห่งการแบ่งปัน ใครมีจุดแข็งด้านไหนก็มาร่วมกัน บางบริษัทมีอุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ เขาก็นำมาให้ เราส่งต่อให้โรงเรียนได้ หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาส่งนักศึกษามาฝึกงาน ส่งอาสาสมัครมาร่วมทำงานกับเราได้ มันมีช่องทางให้ทำภารกิจนี้ร่วมกันได้เยอะมาก”

สำหรับรายได้จากการขายระดมทุนในแต่ละปีนับว่าเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการโครงการ และช่วยเหลือเพื่อนในโครงการให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและสำเร็จได้

“แต่เรามีเงินไม่เยอะนะครับ บางทีมีการตีความว่ากระจกเงาได้เงินเยอะเป็นร้อยล้าน ไม่จริงครับ” สฤษดิ์ยืนยัน

“เรามีเงินไม่เยอะ และเราไม่เก็บเงิน เพราะเราลงหมดกับงานและโครงการ ซึ่งแต่ละงานก็เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติ แต่ทั้งนี้เราได้คำนึงถึงความคุ้มทุน และบริหารให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยพยายามผลักดันให้งานไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว”

ในอนาคตเขาอยากให้โครงการนี้พัฒนาไปถึงการจัดเป็น Warehouse ที่ดูแลทรัพยากรสำหรับผู้ขาดแคลนรวมไปถึงให้องค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ มาเลือกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมวาดความสำเร็จของโครงการไว้ในมุมของการบริหารทรัพยากร โดยนำไปวางให้ถูกจุดถูกที่ ส่งต่อให้คนที่ขาดแคลนจริงๆ ได้ใช้ทั้งหมด นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”

07

สิ่งของน้อยนิด กำลังใจมหาศาล

จากประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมที่ยาวนานกว่า 15 ปี สฤษดิ์รับรู้ปัญหามากมายที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย ความขาดแคลนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่ภาพที่หน่วยงาน NGO สร้างขึ้นมา

จะเชื่อไหมว่า โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานีที่นับเป็นปริมณฑลของเมืองหลวง ยังมีความขาดแคลนชนิดเดียวกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะเจอสภาพโรงเรียนอย่างนี้ ป้ายโรงเรียนก็ล้มพิงกำแพงมานานแล้วแต่ไม่มีงบซ่อมแซม”สฤษดิ์เล่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

“ในโรงเรียนมี ผอ. ผู้หญิงและครูผู้หญิงทั้งหมดเพียงไม่กี่คน เรานำสิ่งของที่เขาขาดไปมอบให้ พาอาสาสมัครร้อยกว่าคนไปเซ็ตอัพโรงเรียนให้ใหม่ ให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือจิตใจ คุณครูที่รู้สึกหมดกำลังใจก็มีพลัง มีแรงใจขึ้นมาทำงานที่เขาต่อสู้มาตลอดได้”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธา กำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ และการหมุนเวียนทรัพยากร อันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

“นอกจากการแบ่งปันสิ่งของแล้ว มันมีกำลังใจและความหวังติดไปกับของด้วย หลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟก็จบ แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กนั่งเรียนได้ ความหวังก็เกิดขึ้น คุณครูก็รู้สึกดี ตรงนี้ผมว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

“เพราะการให้ของคุณมันไปได้ไกลกว่าที่คิด มันไปถึงแก่น ไปสู่จิตใจของผู้รับ ไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยทางกายที่เขาได้รับ การให้ของเราเป็นการให้โดยที่เขาไม่ต้องมากราบไหว้ เราให้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์พึงจะได้รับ เรามอบความปรารถนาดีและศรัทธาให้เขา เขาก็ให้ความรู้สึกดีตอบกลับมา พอภาพของคนสองฝั่งมาเจอกัน ผมว่าอย่างนี้ทุกอย่างจบ”

สำหรับสฤษดิ์ ในฐานะคนทำงานด้านสังคมมานาน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการแบ่งปัน ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมของเราให้เกิดขึ้น

“ผมภูมิใจที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่เอาไปต่อเป็นภาพใหญ่ และพยายามสร้างแนวคิดร่วมกับภาพนั้นให้เป็นฝันที่เกิดขึ้นจริงได้ นั่นคือ ภาพของสังคมที่มีการช่วยเหลือและแบ่งปันกันอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สุดของโครงการและตัวผมเอง”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load