The Cloud x GC Circular Living

เราติดตามเฟซบุ๊กเพจที่ชื่อว่า ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป มาราวๆ ปีนิดๆ จากการแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง ช่วงแรก เราแค่รู้สึกสนุกไปกับการอ่านคอนเทนต์ของเพจในแต่ละวัน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าตัวเราเองก็สนุกกับการนำวิธีแยกขยะและดูแลโลกแบบง่ายๆ มาปรับใช้โดยไม่รู้ตัว

รู้ตัวอีกที เจ้าของเพจที่ชวนคนมารักษ์โลกด้วยวิธีน่ารักผู้นี้ ก็นั่งอยู่ตรงหน้าของเราแล้ว

เปรม พฤกษ์ทยานนท์ คือชายหนุ่มผู้ทำเพจ ‘ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป’ เขายังไม่แก่ แถมยังเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป, เปรม พฤกษ์ทยานนท์

ครั้งหนึ่งในสมัยมัธยมปลาย เขาเคยอยากเป็นหมอเพราะชอบบรรยากาศในโรงพยาบาล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียนต่อ Computer Engineering ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะเขาหลงใหลในการเล่นเกม

ก่อนหน้านี้ แทบไม่มีมุมไหนเลยที่เขาจะสนใจทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่เป็นในทุกวันนี้ เว้นเสียแต่ว่าเขาคือลูกชายของครอบครัวที่ทำธุรกิจรับซื้อขยะ และคลุกคลีกับการรีไซเคิลสิ่งที่ไม่มีค่าให้กลับมามีค่าอีกครั้ง

หลังจากเรียนจบ เขาก็เข้ามาทำงานกรุงเทพฯ ในฐานะ Quality Assurance Engineer ของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งนานกว่า 4 ปี เส้นทางการทำงานสายนี้ของเขากำลังเบ่งบานอย่างสวยงาม ชายหนุ่มคนนี้มีอนาคตที่ไกลมากรอเขาอยู่

ระหว่างนั้น เขาทำงานควบคู่ไปกับการเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อเรียนจบเขาต้องเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองอีกครั้ง ยอมทิ้งหน้าที่การงานในเมืองหลวง ย้ายกลับมาบ้านเกิด เพื่อรับช่วงต่อกิจการรับซื้อขยะของที่บ้าน แม้มันคือสิ่งที่เขาพยายามหนีมาตลอดชีวิต แต่ทว่ามันเป็นชะตาที่ลูกชายคนหนึ่งของครอบครัวไม่อาจเลี่ยงได้

ปัจจุบัน หน้าที่หลักของเขาในโรงงานรับซื้อขยะ คือการตรวจบิล จ่ายเงิน ดูแลทุกอย่างในโรงงาน เขาใช้ชีวิตที่นี่ 6 วันต่อสัปดาห์ ทุกเช้าหลังอาบน้ำกินข้าวเสร็จ เขาจะเดินทางโดยเท้าแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงโต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วเริ่มต้นงานของวันนั้นๆ จนถึงเย็น  

ช่วงเวลาว่าง คือเวลาสำหรับการทำคอนเทนท์ในเฟซบุ๊กเพจลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป เขาชวนคนมารักโลกและรับผิดชอบขยะด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เข้าถึงผู้คนทุกกลุ่มทุกวัย และด้วยยอด Follower กว่าห้าหมื่นคนตลอดระยะเวลาปีกว่า แสดงให้เห็นว่าชายคนนี้กำลังทำมันได้อย่างถูกต้อง 

ล่าสุดเรามีโอกาสได้ฟังเปรมพูดในงาน Circular Living Symposium 2019: Upcycling Our planet งานเสวนาที่จุดประกายความคิดในการปฏิวัติการใช้ทรัพยากรในทุกวันให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เขาเล่าว่า กำลังปั้นสตาร์ทอัพของตัวเองชื่อว่า Green2Get แอปพลิเคชันที่เหมาะสำหรับคนอยากแยกขยะทั้งมือใหม่และมือเซียน เป็น Circular Economy Platform ที่ให้ความรู้และการจัดการขยะรีไซเคิล เขาทำสิ่งเหล่านี้ด้วยเหตุผลที่ว่า การจัดการขยะมันควรเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้บริโภค

นี่คือบทสนทนาที่พาเราไปรู้จักตัวตนของลุงซาเล้งคนนี้มากขึ้น

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป, เปรม พฤกษ์ทยานนท์

ตอนนี้คุณกำลังสานต่อกิจการรับซื้อขยะของครอบครัว ย้อนเวลาหน่อย ธุรกิจนี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร

ครอบครัวเราทำธุรกิจรับซื้อขยะมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้วครับ สมัยก่อนธุรกิจนี้กำไรดีมากเพราะว่ามันไม่มีคนทำ บางทีเราก็ได้ของมาฟรี แต่เดี๋ยวนี้เริ่มแข่งขันกันสูงแล้ว ในความทรงจำของเราคือ ที่บ้านจะมีกองขยะเป็นที่เล่นของเราตอนเด็กๆ เรามีกองกระดาษเป็นที่กระโดดเล่น มีกองพลาสติกให้เราเข้าไปคุ้ยตุ๊กตาพลาสติกเอามาเล่นต่อ พอเป็นวัยรุ่นเราก็เริ่มรู้แล้วว่ามันสกปรก ร่างกายเราก็ไม่ค่อยแข็งแรงด้วยเพราะเราแพ้ฝุ่น พอเรารู้สึกสกปรกเราก็ไม่ชอบ พอไม่ชอบเราก็พยายามจะหนี สัญญากับตัวเองว่าตอนเข้ามหาลัยจะไปเรียนคณะที่เราจะได้ทำงานอย่างอื่น เรารู้สึกว่าไม่อยากยุ่งกับมันอีก

แต่สุดท้ายคุณก็กลับมาทำมันต่อ

ใช่ครับ สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เราต้องกลับมาช่วยเพราะบ้านเรามีหนี้ ถ้าเราออกไปทำอย่างอื่นก็เหมือนเอาเปรียบพี่สาวที่ตอนนั้นกำลังทำงานนี้อยู่ เราอยากให้หนี้มันหมดก็เลยมาช่วยกัน

เราพยายามศึกษาว่าธุรกิจนี้มันเป็นยังไง มีมุมไหนอีกบ้างที่เราไม่เคยเห็น และพบว่าธุรกิจนี้มันมีข้อดีนะ มันช่วยโลกไปด้วยพร้อมกับทำกำไรไปด้วย มันเจ๋งตรงที่มันไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องไปเอาทรัพยากรมาเพิ่มมูลค่าแล้วเอาไปขายต่อ แล้วก็ต้องทำการตลาดอีก แต่ธุรกิจนี้มันก็แค่คุณขายขยะมาสิ แล้วเราก็ให้เงินคุณกลับไป แล้วเราก็ช่วยโลกลดขยะด้วย มองทางไหนมันก็ดีนะ

เล่าถึงเส้นทางของการรับซื้อขยะให้ฟังหน่อย

ธุรกิจนี้มันมีหลายชั้นมากแล้วแต่ว่าเรามีกำลังขนาดไหน ตั้งแต่เดินเก็บขยะ เป็นรถซาเล้งหรือกระบะสักคันขับไปรับซื้อขยะ ไปจนถึงเปิดร้าน ถ้าใหญ่กว่านั้นก็คือมีเครื่องจักร สามารถรับซื้อได้เยอะขึ้น พอมีเครื่องจักรเราก็สามารถทำน้ำหนักได้ แล้วก็ไปส่งโรงงาน ธุรกิจของเราอยู่ในจุดที่มีเครื่องจักรแล้วครับ เรารับซื้อจากร้านเล็กๆ ให้เค้าคัดแยกมาก่อนหรือไม่ก็มาคัดแยกเอง แล้วเราก็ส่งไปโรงงานรีไซเคิลต่อ

ในกระบวนการคัดแยก ก็ยังใช้คนคัดแยกด้วยมือ เพราะจะได้รู้ว่าอันไหนขายได้อันไหนไม่ได้ ต้องบอกว่าอาชีพนี้ถ้าใครไม่ยอมมือเปื้อนก็ทำไม่ได้ ต้องมือเปื้อนกันทุกคน เราจะมีคติว่าถ้าวันไหนไม่ได้แผลแสดงว่าไม่ได้เดินเข้าไปในโรงงาน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ยังคล้ายๆ เดิมอยู่ ที่ผ่านมาแทบไม่มีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยเลย อาจจะแค่มีเครื่องจักรที่ทันสมัยขึ้นนิดหน่อย แต่ว่ารูปแบบก็ยังเป็นเหมือนเดิม

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป
ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป

ซึ่งพอคัดแยกขยะเสร็จแล้ว ขยะก็จะถูกส่งไปตามโรงงานอื่นต่อตามชนิดของมัน

ใช่ครับ อย่างเช่นกระดาษ เราก็จะส่งต่อให้โรงงานเยื่อกระดาษ ซึ่งก็มีอยู่หลายโรงในประเทศไทย ส่วนพลาสติกก็ไปโรงหล่อพลาสติก ก่อนส่งไปก็ต้องแยกเกรดเพราะพลาสติกแต่ละเกรดมันใช้อุณหภูมิในการหล่อที่แตกต่างกัน พลาสติกนี่ถ้ามีร้อยเกรดก็ต้องส่งให้โรงงานร้อยโรง เพราะฉะนั้นพลาสติกมันเลยยากหน่อย หรือแม้กระทั้งเกรดเดียวกันก็ตามอย่าง Polypropylene ที่เป็นถุงกับเป็นชิ้นก็มีคุณสมบัติต่างกันแล้ว เราก็ต้องส่งไปคนละโรงงาน ส่วนขยะประเภทโลหะจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ เหล็กที่เป็นโลหะหลักของโลกกับโลหะอื่นๆ ที่เป็นโลหะมีค่า เช่น ทองแดง ทองเหลือง อะลูมิเนียม โลหะประเภทเหล็กก็จะมีโรงงานหลอมเยอะในประเทศไทย เอาไปทำเหล็กเส้นสำหรับก่อสร้างได้ ส่วนโลหะอื่นๆ เราก็จะเน้นส่งออก เพราะโรงงานหลอมในไทยก็ยังมีไม่เยอะ

แล้วเพจลุงซาเล้งกับขยะที่หายไปมีที่มายังไง

ตอนแรกที่เรากลับมาช่วยที่บ้าน เรารู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างตามสไตล์ของคน Gen Y แต่กลายเป็นว่าเราเปลี่ยนไม่ได้เพราะเป็นธุรกิจครอบครัว เราไม่สามารถชี้ซ้ายชี้ขวาได้ มันก็เลยเป็นเหมือนปมในใจว่าเราอยากเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น เราเลยลองดูว่ามีวิธีไหนมั้ยที่พอจะทำได้ เลยเริ่มจากทำสตาร์ทอัพก่อน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เราเลยมาคิดอีกทีว่าในฐานะที่เราเป็นคนธรรมดาจะเปลี่ยนแปลงได้ยังไง เราคิดว่าเรามีพลังของโซเชียลมีเดียนะ อยากลองดูว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มั้ย ถ้าเราส่งต่อเรื่องนี้มันจะมีใครสนใจมั้ย เราตั้งใจไว้ว่าจะลองโพสต์แค่วันละโพสต์เป็นเวลาสักปีหนึ่ง ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีคนสนใจเลยเราก็จะเลิก

แต่กลายเป็นว่าผลตอบรับมันดี บางทีเราก็ตกใจเวลามีคนมาอินบ็อกซ์มาถามเพราะเขาสนใจ เราได้เห็นว่ามีคนที่จริงจังมากๆ กับเรื่องนี้เหมือนกัน เช่นเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีหลายคนเหมือนกันที่ซื้อแกงถุงมากินแล้วล้างถุงเอาไปตากแยกไว้ด้วย เขาก็ถ่ายรูปส่งมาให้เราดู ถ้าคนเริ่มล้างเค้าก็จะรู้ว่ามันลำบาก แล้วก็จะรู้สึกว่าไม่ใช้ดีกว่า พกปิ่นโตดีกว่าเพราะง่ายกว่าเยอะ

ซึ่งจริงๆ ของพวกนี้ถ้าเราจัดการอย่างถูกวิธีมันก็เข้าสู่กระบวนการได้ง่าย

ใช่ครับ เราเคยเจอคนเก็บขวดน้ำที่ทั้งกรีดฉลาก เก็บฝา ทำดีมากเลย เขาจริงจังมาก แต่เราคิดว่าบางทีมันก็ใช้พลังงานเยอะเกินไป จริงๆ มันไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะ บางอย่างอาจจะจำเป็นแต่บางอย่างไม่ต้องก็ได้ เช่น ขวด PET คุณไม่ต้องกรีดฉลากหรือแกะฝาก็ได้ มันมีโรงงานที่ใช้เครื่องจักรทำให้อยู่แล้ว แค่คุณทิ้งให้ถูกถังหรือเก็บรวมไว้ก็พอ

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป, เปรม พฤกษ์ทยานนท์

ตั้งแต่ทำเพจมา เรื่องไหนที่เรารู้สึกชื่นใจที่สุด

         ทุกครั้งที่แฟนเพจอินบ็อกซ์เข้ามาว่าเค้าปรับยังไงบ้างเราก็รู้สึกดีใจนะ คือดีใจมากเลยแหละว่าเราทำตรงนี้มันเป็นประโยชน์ ตอนก่อนทำเพจเราก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคนอินกับอะไรแบบนี้รึเปล่า โพสต์แรกๆ ของเราเป็นโพสต์สอนแยกขยะ แล้วมีคอมเมนต์แรกเลยนะบอกว่าคงไม่มีใครทำขนานนั้นน่ะสิ แปลได้ง่ายๆ ว่าคงไม่มีใครบ้ามาแยกละเอียดขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็พบว่ามันมีคนทำตามที่เราบอกด้วยจริงๆ

คนทั่วไปอย่างเราจะช่วยให้งานแยกขยะของลุงซาเล้งง่ายขึ้นได้ยังไงบ้าง  

เราแนะนำว่าคุณไม่ต้องแยกขยะทุกอย่าง เริ่มจากแยกแค่อย่างเดียวก็พอ นอกนั้นทิ้ง จากนั้นคุณต้องหาที่ไปให้มันให้ได้ สมมติที่ออฟฟิศคุณอยากแยกขยะ ให้ไปถามแม่บ้านเลยครับ ขวดน้ำนี้ขายได้มั้ย กระดาษแบบนี้ขายได้มั้ย ถ้าขายได้ค่อยแยกเฉพาะชนิดไป แล้วอย่าไปทิ้งลงถังขยะอื่น ต้องทิ้งลงถังสำหรับอันนี้เท่านั้น อย่างอื่นถ้ายังแยกไม่เป็นใส่รวมกันไว้ก่อน เอาที่คุณชัวร์แค่อย่างเดียวก็ลดขยะไปได้เยอะมากแล้วครับ ส่วนถังขยะที่ไว้ใส่ก็ควรนิยามแบบแคบๆ จะดีกว่า เช่น ถังสำหรับขวดพลาสติกใสไม่มีสี หรือถังขยะสำหรับกระดาษเท่านั้นไม่เอากระดาษเคลือบพลาสติก อะไรแบบนี้

ต้องบอกว่าการแยกขยะมันแยกยาก ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะมาทำ ถ้าจะบอกให้ประชาชนทั่วไปแยกขยะแบบดีๆ ให้หน่อย มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปสอนคนตั้งกี่ล้านให้เข้าใจการแยกที่ถูกต้องตามหลักธุรกิจ ปัญหาตอนนี้ที่เจอคือขยะมันสกปรกรวมกันเละเทะจนคุณภาพมันต่ำลงไป เพราะว่าคนเอาขยะอินทรีย์ไปรวมกับขยะรีไซเคิล แนะนำว่าให้แบ่งเป็นขยะ 3 กลุ่มง่ายๆ เลยครับคือ ขยะอินทรีย์หรือขยะที่ย่อยสลายได้ให้แยกออกไปก่อน พร้อมกับขยะทั่วไปที่ขายไม่ได้ พวกนี้ต้องเอาไปลงแลนด์ฟิลล์ แล้วสุดท้ายคือขยะมีมูลค่าที่เอาไปขายได้

แล้วอย่างคนในเมืองที่ยังต้องพึ่งพาร้านสะดวกซื้อ ยังต้องใช้ถ้วยพลาสติก หรือถุงพลาสติก มีวิธีไหนมั้ยที่เราจะช่วยรับผิดชอบขยะเหล่านั้นได้มากขึ้น

เราพยายามทำสตาร์ทอัพมาตอบโจทย์ตรงนี้ มันไม่ควรจะไปลำบากผู้บริโภคเกินไป ผู้บริโภคควรจะมีทางออกที่มันง่าย เรามองว่าเรื่องนี้จะไปโทษผู้บริโภคอย่างเดียวก็ไม่ถูก ภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยตรงนี้ อย่างบรรจุภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่นหรือยุโรป เขาจะบอกชัดเจนเลยว่าขยะชิ้นนี้เผาได้หรือเผาไม่ได้ หนึ่งคือ รัฐบาลเซ็ตระบบก่อนว่าขยะส่วนหนึ่งจะเอาไปเผา และขยะอีกส่วนที่จะเอาไปรีไซเคิลมีอะไรบ้าง แล้วให้ทุกคนทำตามข้อบังคับนี้ เพราะฉะนั้น บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นจึงบอกละเอียด แต่ของไทยบางทีมีแค่เครื่องหมายรีไซเคิลเปล่าๆ หรือบางทีก็ไม่มีเลย คือมันไม่มีประโยชน์เลยมันไม่ต้องใส่มาก็ได้ ประกอบกับไม่มีแนวทางชัดเจนด้วย ทางที่ง่ายที่สุดคือให้หน้าที่การแยกยกให้เป็นหน้าที่ของร้านเถอะ แต่คุณเก็บของดีมาให้ได้ก่อน เช่น พลาสติกเกรด PP กับ PE แยกมายังไงก็ขายได้

เปรม พฤกษ์ทยานนท์

จริงๆ ระบบที่ดีมันมีส่วนในการปรับพฤติกรรมคนได้มากอยู่เหมือนกัน คุณมีประเทศตัวอย่างไหม

เราว่าไต้หวันเหมาะที่จะเป็น Role Model ของไทยนะ เพราะว่าคนและระบบเศรษฐกิจคล้ายๆ กัน เมืองก็คล้ายกัน ที่ไต้หวันจะเป็นระบบแบบ Pay as your throw คือคุณทิ้งเท่าไหร่คุณจ่ายเท่านั้น เขาจะมีถุงสำหรับใส่ขยะ ให้คุณซื้อถุงมาแล้วก็อัดของใส่เต็มที่เลย มันช่วยประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง จากนั้นจะมีรถเก็บขยะ 2 คัน คือรถขยะรีไซเคิลและขยะทั่วไปมารับขยะเพื่อให้ทิ้งตามเวลา ขยะทั่วไปคือขยะที่คุณต้องจ่ายตังค์เพื่อทิ้ง พอเป็นอย่างนี้คนก็จะพยายามรีไซเคิลได้มากที่สุด ซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะพอทำได้ในประเทศไทย เราคงไม่ต้องทำเทคโนโลยีเหมือนสวีเดนหรือเยอรมนีอะไรขนาดนั้น เราว่ามันยากไปนะ แต่ว่าระบบนี้ดีตรงที่คุณเอารถคันเดิมที่มีมาใช้ก็ได้ คันหนึ่งเป็นรีไซเคิล คันหนึ่งเป็นย่อยสลาย ขับไปคู่กัน

ในภาพรวมคุณคิดว่าการจัดการขยะของบ้านเรามีทิศทางเป็นยังไง

คือพอเราทำงานในฐานะแอดมินเพจ เราก็รู้สึกว่ามันดีขึ้น เพราะว่าคนที่ตามเพจเราเค้าก็จัดการขยะได้ดีขึ้นทุกคน แต่พอเราไปเดินตลาด เรากลับไม่เห็นคนเปลี่ยนแปลงเลยนะ แต่ก็เชื่อว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ปรับกันไป มันคงไม่เลวลงหรอก มันคงดีขึ้นแต่อยู่ที่ว่าจะเร็วจะช้าขนาดไหน

อะไรทำให้คุณเชื่ออย่างนั้น

เพราะว่าตอนนี้มันกำลังจะถึงช่วงที่วิกฤต มันก็อยู่ที่คุณแล้วว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนมันก็จะแย่ลงเรื่อยๆ ตอนนี้คนเริ่มรู้สึกได้เพราะว่าเริ่มมีควันพิษ มันเริ่มไม่ไหวแล้วนะ พอเป็นอย่างนี้คนก็จะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ประเด็นก็คือว่าถ้าถึงตอนที่เราทุกคนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ มันก็จะแก้อะไรไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันถึงจุด Point of no return แล้ว แต่ถ้าตอนนี้ยังพอทำได้ เพราะงั้นเราเชื่อว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมหรือการจัดการขยะมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ว่าพวกเราจะทำให้มันส่งผลได้ทันเวลารึเปล่า ซึ่งตอนนี้ UN ออกมาประกาศแล้วว่าเหลือเวลาอีกแค่ 11 ปี หลังจากนั้นก็ถือทำอะไรไม่ได้แล้วนะ คุณก็หาตัวรอดเอาเองแล้วกัน (หัวเราะ)

กลับมาที่ตัวคุณบ้าง แพลนในอนาคตต่อไปของคุณจะเป็นยังไง ทั้งธุรกิจครอบครัวและงานของตัวเอง

ธุรกิจครอบครัวเราคงช่วยงานไปเรื่อยๆ ธุรกิจดั้งเดิมมันเปลี่ยนค่อนข้างยาก แต่ที่อยากทำคืออยากเพิ่มประเภทขยะที่จะรับซื้อให้มากขึ้น ร้านรับซื้อขยะขนาดเล็กเค้ายังรับซื้อของได้ไม่เยอะและหลากหลายเพราะว่ามันยังขาดโรงงานที่จะรับซื้อต่อ ซึ่งถ้าเราเพิ่มประเภทขยะให้มากขึ้นได้ ร้านเล็กๆ เค้าก็จะสามารถรับซื้อได้มากขึ้น คนก็แยกได้มากขึ้น เราเลยอยากทำตรงนี้

ในฐานะเจ้าของเพจ เราก็คงทำเพจต่อไปแต่ว่าลดความถี่ลง ตอนแรกเรากะจะทำแค่ 1 ปี อันนี้มันเกินปีแล้วก็เลยขอขี้เกียจบ้าง จริงๆ เราอยากทำเป็นคลิปวิดีโอเลยนะ เนื้อหาการสอนคนแยกขยะมันควรเป็นคลิปวิดีโอ แต่ว่าการตัดต่อมันนานไปสำหรับเรา เราเคยลองทำแล้วใช้เวลาตั้ง 6 ชั่วโมง ซึ่งเราก็ไม่มีเวลาขนาดนั้น

ส่วนสตาร์ทอัพ เราอยากจะผลักดันในเรื่องนี้โดยการเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย อยากให้คนทำทุกอย่างได้ง่ายขึ้นและออกแรงให้น้อยที่สุด Core Idea ของสตาร์ทอัพตัวนี้คือให้เข้าถึงคนหมู่มากให้ได้ เพราะถ้าไม่ได้แตะแมสมันแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเราทำแต่กับสายกรีนมันก็จะไม่ได้ผลอะไรเลยเพราะจำนวนคนมันมีไม่เยอะ ไอเดียของเราคือให้คนธรรมดาที่ไม่ได้แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมมากสามารถทำสิ่งนี้ได้เหมือนกัน มีระบบดีๆ ให้เขา มันเหมือนการบังคับให้เขาทำกลายๆ โดยที่เขาไม่รู้สึกลำบากใจ อันนี้คือไอเดียที่ว่าจะต้องทำให้ได้ ไม่งั้นมันไม่สามารถไดรฟ์อะไรได้เลย

บางทีเราก็รู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน แต่สุดท้ายเราก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องรีบก็ได้ คือเราก็คงทำไปเรื่อยๆ นั่นแหละ ถ้าเหนื่อยก็หยุดพักบ้าง แต่คงไม่ได้เปลี่ยนเส้นทาง เพราะแพสชันมันเปลี่ยนกันยาก เราคงค่อยๆ ทำไปแล้วลองดูว่าสุดท้ายมันจบที่ไหนมากกว่า สุดท้ายเราอาจจะแค่ทำเพจ แต่มันมีอิมแพคก็โอเคแล้ว

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คุณอยากเห็นที่สุดในเรื่องการจัดการขยะของบ้านเราคืออะไร

เราอยากให้ทุกคนรู้สึกว่าขยะเป็นของพวกคุณ คือตอนนี้ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่าขยะเป็นของพวกคุณ ทุกคนเห็นขยะเป็นเรื่องที่ต้องให้คนอื่นจัดการ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเข้าใจว่าขยะมันเป็นของฉันนะ วิธีการจัดการขยะของทุกคนก็จะเปลี่ยนไป

เปรม พฤกษ์ทยานนท์

Writer

Avatar

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

Avatar

เดโช เกิดเดโช

หนุ่มเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้เลย เรียนถ่ายภาพ ชอบศิลปะ แต่ที่ชอบมากกว่าศิลปะคือชอบหาของกินอร่อยๆ

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

ไม่บ่อย ที่เราจะพบกระเป๋าในแบบทรงที่คล้ายกับเกิดมาเพื่อเป็นของเรา

เรากำลังพูดถึงกระเป๋าของ ‘Heartist’ กระเป๋าที่มีใบเดียวในโลก เพราะทำมาจากผ้าผืนทอมือของเด็กพิเศษ

“กระเป๋าทุกใบคืองานศิลปะที่มาจากศิลปิน” โปสเตอร์-วริศรุตา ไม้สังข์ เจ้าของแบรนด์กระเป๋าเพื่อสังคม Heartist เล่าพร้อมยิ้มต้อนรับเราเข้าสู่สตูดิโอขนาดกะทัดรัดของเธอในย่านแบริ่ง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

เชื่อเถอะว่าไม่มีดีไซเนอร์คนไหนกล้าหยิบคู่สีมาใช้อย่างที่ศิลปินของ Heartist ทำแน่ๆ

คู่สีของผ้าบางชิ้นให้สีใกล้เคียงกับแฟชั่นคอลเลกชันสปริง / ซัมเมอร์ปีหน้าอย่างประหลาด บางชิ้นมาก่อนการประกาศ Color of the Year ของสำนัก Pantone บางชิ้นยิ่งใหญ่ระดับโอกูตูร์ห้องเสื้อแบรนด์ดัง

เราไม่ได้กำลังเลือกกระเป๋า แต่กระเป๋าต่างหากที่กำลังเลือกเรา

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

ในการพบกันครั้งล่าสุด The Cloud คุยกับโปสเตอร์เรื่อง Heartist แบรนด์กระเป๋าเพื่อสังคม ตั้งแต่แรงบันดาลใจที่ได้จากงานอาสา จุดเริ่มต้น กระบวนการสร้างสรรค์กระเป๋า การทำแบรนด์ ไปจนถึงการสร้างผลกระทบทางสังคม

จนเดือดร้อนคุณผู้อ่าน เพราะกระเป๋าขาดตลาดไปชั่วขณะ

มาวันนี้ เราชวนโปสเตอร์คุยเรื่องที่จริงจังขึ้น 3 ระดับ ถึงเวลาแล้วที่จะพูดเรื่องเงินๆ ทองๆ กันบ้าง

กับดักหนึ่งของธุรกิจเพื่อสังคมคือ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ

บริหารจัดการสินค้า ตั้งราคา และหากลุ่มเป้าหมายอย่างไร เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างผลลัพธ์ทางสังคมอย่างที่ตั้งใจ

โปสเตอร์วันนี้ต่างจากโปสเตอร์เมื่อปีก่อนเป็นไหนๆ

จาก ‘แบรนด์กระเป๋าจากผ้าทอของเด็กพิเศษ’ โปสเตอร์ทำให้ Heartist กลายเป็น ‘แบรนด์ที่พัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มาจากการบำบัดของบุคคลพิเศษ’

จาก ‘อาสาสมัครสาวที่ทำงานเพื่อสังคมเป็นงานอดิเรก’ สู่ ‘ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่เคยสอบตก’

โปสเตอร์ทำได้ คุณก็ต้องทำได้

เปลี่ยนมายาคติสินค้าจากคนพิการ ภาคพิเศษ

ขณะที่สินค้าชุมชนหรืองานฝีมือจากชาวบ้านได้รับการให้ค่าจากสังคม ทั้งในรูปแบบตัวเงินและจิตใจที่ชื่นชม เพราะเชื่อว่ากำลังสนับสนุนให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

สินค้าและบริการจากคนพิการ กลับติดอยู่ในภาพจำว่าต้องราคาถูก ขายความสงสาร และคนพิการต้องได้ส่วนแบ่ง 100% ทั้งหมดนี้คือมายาคติที่โปสเตอร์อยากจะเปลี่ยน พร้อมๆ กับทำลายมายาคติการทำงานจิตอาสา ผู้อยากช่วยคนอื่นโดยไม่คิดมากเรื่องเงินทอง

ย้อนกลับไปวันที่โปสเตอร์เริ่มทำงานอาสาในโครงการอรุโณทัยเพื่อบุคคลพิเศษ

ชุมชนบำบัด ผ่านงานทอผ้า งานปั้น งานไม้ ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มผู้ปกครองเด็กพิเศษ

วันแรก เธอใช้เวลาทั้งเช้าปั่นเส้นด้ายและทอผ้า แต่ได้ความยาวของผืนผ้าเพียง 3 เส้นทอ ทำให้รู้สึกหงุดหงิดกับตัวเอง จนเมื่อได้เห็นผ้าทอฝีมือของน้องๆ เด็กพิเศษจึงตื่นเต้นตาม เพราะคิดอยากช่วยขายหรือเพิ่มมูลค่าให้ผ้าแสนสวยเหล่านั้น

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

คบคนให้ดูผ้า

ไม่ต่างจากทุกคน หากโจทย์คือ ผ้าผืนทอมือฝีมือเด็กพิเศษ คุณคงคิดอยากขอซื้อผ้า จ้างคนออกแบบ ตัดเย็บจนสำเร็จแล้วติดแบรนด์เป็นสินค้าจากน้องๆ เด็กพิเศษ

แต่ในความจริงไม่ง่ายอย่างนั้น

ส่วนใหญ่น้องๆ เด็กพิเศษและครอบครัวมักเจอกับการกีดกันของสังคมทำให้ไม่อาจเข้าถึงการศึกษาและโอกาสต่างๆ ในชีวิต และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครคิดอยากเข้าไปทำงานอาสากับน้องๆ เด็กพิเศษก็ทำได้เลย เพราะวิถีชีวิตเรียบง่ายของน้องๆ เด็กพิเศษ และการสร้างความคุ้นเคยอาศัยความอดทนและความจริงใจ หรือแม้แต่การคิดต่อยอดขอนำผ้าไปใช้เพิ่มมูลค่า เพราะที่ผ่านมากลุ่มผู้ปกครองเจอบทเรียนมาไม่น้อย เช่น หาประโยชน์หรือให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับสิ่งที่ทำไม่ได้จริง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

แต่เมื่อโปสเตอร์ใช้เวลาปรับตัวเข้ากับน้องๆ เด็กพิเศษและครอบครัวระยะหนึ่ง เธอก็เอ่ยปากกับ ‘แม่เปา’ เจ้าของโครงการว่า “แม่บอกว่าการทอผ้าทำให้น้องมีคุณค่าความเป็นมนุษย์ แต่แม่และน้องทอแล้วเก็บใส่ตู้ไว้ ก็คงไม่มีใครเห็นคุณค่านี้แบบที่แม่เห็น หนูอยากช่วย”

เวลาที่คนบอกว่า ‘Human is a key success of sustainable.’

Human ที่เขาหมายถึงนั้นนับรวมใครบ้าง คนที่เหมือนกับเราเท่านั้นหรือ

นี่คือสิ่งที่โปสเตอร์และ Heartist ต้องการจะบอกเรา เราไม่ได้กำลังซื้อสินค้าจากคนพิการ แต่กำลังซื้องานศิลปะจาก Heartist

My HEARTIST will go on

“ทำงานผ้าจะยากสักแค่ไหนกันเชียว” โปสเตอร์หัวเราะที่ครั้งหนึ่งเคยคิดทำธุรกิจโดยตัวเองไม่มีความรู้เรื่องผ้าเลยแม้เพียงนิดเดียว เงินกว่าครึ่งแสนที่ใช้ทำซื้อผ้าผืนทอมือ จ้างนักออกแบบ ขึ้นตัวอย่างกระเป๋า และสรรหาวัตถุดิบชั้นดี เป็นบทเรียนผู้ประกอบการบทที่ 1 ก่อนจะตามมาด้วยอีกกว่า 10 บทเรียน บ้างเล็ก บ้างใหญ่

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Heartist คือ การเข้าโครงการพัฒนาศักยภาพธุรกิจเพื่อสังคม SET Social Impact ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และได้เข้าอบรมในโครงการ SET Social Impact Gym by mai Executive โครงการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมร่วมกันระหว่าง ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทจดทะเบียน และกิจการเพื่อสังคม โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนระดับร้อยล้านพันล้านในตลาดหลักทรัพย์ mai ที่มีจิตอาสาเข้ามาช่วยโค้ชการทำธุรกิจให้กับเหล่าน้องๆ ที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม

หลังจากลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมาก่อน ซึ่งปีแรกของการทำ Heartist โปสเตอร์ไม่ยอมออกงานหรือหาหน้าร้านเพื่อขายกระเป๋าเลย เพราะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ แต่พอได้มาเรียนในห้องเรียน SE102 ของโครงการ SET Social Impact Gym by mai Executive เธอกลับถูกโค้ชหลายรายในโครงการแสดงความเป็นห่วงถึงสถานะทางการเงิน ทั้งที่ตัวเธอเองไม่คิดว่าเป็นปัญหาแม้แต่น้อยเพราะมีรายได้จากงานประจำ

“เราไม่อยากให้คนซื้อของเราเพราะสงสาร เรายอมไม่ได้ถ้าได้ยินใครบอกว่าของของเรายังดีไม่พอ” โปสเตอร์เล่าแรงจูงใจของเธอ

ทรงกระเป๋า ก็เป็นอีกหนึ่งในบทเรียนที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Heartist ซึ่งกว่าจะเป็นกระเป๋าคล้องแขนทรงแปลกแต่สะดุดตาขายดีติดอันดับอย่างทุกวันนี้ โปสเตอร์ต้องต่อสู้กับคำสบประมาทจนเกือบจะเลิก

แต่แล้ววันหนึ่ง อยู่ๆ ก็มีคนส่งข้อความมาสั่งซื้อกระเป๋าเยอะผิดสังเกต สืบดูจึงได้รู้ว่านักแสดงสาว เอ้ก-บุษกร หงษ์มานพ ใช้กระเป๋าของ Heartist และโพสต์ลงอินสตาแกรม จึงทำให้กระเป๋าทรงนี้กลายเป็นที่ต้องการ จากกระแสปากต่อปาก

รับได้ทุกอย่าง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

หนึ่งในบทเรียนวิชาผู้ประกอบการธุรกิจสังคมที่ใหญ่ที่สุดคือ นโยบายรับซื้อผ้าทอทุกผืน

เหตุผลที่โปสเตอร์รับซื้อผ้าทุกผืนไม่หยุด ไม่ใช่เพราะมีเงินมากมาย แต่เพราะเธอไม่อยากทำลายความเชื่อมั่นของผู้ปกครองและเด็กๆ ในโครงการอรุโณทัยเพื่อคนพิเศษ และโรงเรียนอุบลปัญญานุกูล จังหวัดอุบลราชธานี แม้พ่อแม่ของน้องๆ จะโทรมาถามสถานการณ์ธุรกิจของเธอด้วยความเป็นห่วง ช่วยเสนอความคิดเห็นให้ขึ้นป้ายว่าเป็นมาจากสินค้าคนพิการไปเลย แต่เธอไม่ยอมให้มีคำว่า ‘สินค้าคนพิการ’ ออกมาจากแบรนด์ Heartist เป็นอันขาด

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“แน่นอนว่านโยบายนี้จะขัดใจคนที่คิดทำธุรกิจ ซึ่งถ้าเราอยากรับซื้อผ้าทอมือทุกผืนอย่างที่ตั้งใจโดยไม่ลดต้นทุนอื่นๆ เราต้องมีแผนรายได้” ไม่ใช่เพราะความบังเอิญที่ทำให้โปสเตอร์คิดได้ แต่เพราะรายจ่ายกว่า 6 หลักซึ่งมาพร้อมคลังผ้าทอที่ส่งมาจากอุบลฯ ทุกเดือน เพิ่มขึ้นจนเส้นปลายทางของ Heartist ใกล้เข้ามาทุกที เรียกร้องให้โปสเตอร์เอาจริงเอาจังกับแผนธุรกิจของตัวเอง

ไม่อยากเป็นผู้ประกอบการที่สอบตก

“ธุรกิจก็คือธุรกิจ ถ้าเราไม่สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ เราก็คงไม่มีหน้าบอกใครว่าจะช่วยเหลือคนอื่น เราไม่อยากสอบตกในการเป็นผู้ประกอบการที่ล้มเหลว” โปสเตอร์ร้องบอก ก่อนจะเสริมว่าสิ่งที่ยากสำหรับเธอ คือ การคิดให้เป็นระบบ

และการทำธุรกิจคือการคิดอย่างเป็นระบบ โดยมีเครื่องมือคือ แผนผังโมเดลธุรกิจ หรือ Business Model Canvas (BMC) ที่ใช้ได้จริง

“เราใช้เวลากลั่น BMC ของตัวเองเป็นปี เพราะส่งการบ้านโค้ชแล้วโดนตีกลับทุกครั้ง หลังจากกวาดตาดูเพียงแว้บเดียวแล้วรู้ว่าสิ่งที่เขียนมาไม่ตรงตามสถานการณ์จริงของธุรกิจเรา” โปสเตอร์เล่าว่า โค้ชสอนเสมอว่าการเป็นเจ้าของกิจการจะเกลียดการเงินไม่ได้

“ไม่ได้เกลียดการรับเงินนะ พวกเราเกลียดการทำความเข้าใจความยุ่งยากเรื่องเงินๆ ทองๆ เคยคิดด้วยซ้ำว่าไม่ต้องมีก็ได้ แต่เมื่อเห็นแผนการในหัวที่อยากทำนู่นนี่เต็มไปหมด แต่ทำ Action Plan ไม่เป็น สิ่งในหัวก็คงเกิดขึ้นจริงไม่ได้” โปสเตอร์เล่าว่า ที่ผ่านมาเธอรู้ความหมายของ BMC แต่ละช่อง แต่ไม่รู้เหตุและผล และความเชื่อมโยงระหว่างกัน

“วันนี้ถ้าใครมาถามเราเรื่องแผน เราตอบได้เลยว่า เดือนหน้าเราจะลงพื้นที่ทำวิจัยเรื่องเด็กกับโรงพยาบาลรามาฯ เพื่อศึกษากระบวนการทอผ้าบำบัด แล้วออกแบบกี่ทอผ้าที่เหมาะกับทุกสรีระเพื่อการบำบัดที่แท้จริง ซึ่งทำงานร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะนับรวมกับต้นทุนซึ่งสะท้อนออกมาเป็นราคาขาย

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

พิเศษนิยม

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“วันแรกที่เข้าโครงการ SET Social Impact Gym โค้ชถามว่า สินค้านี้ขายใคร เราตอบว่าขายคนมีเงิน เราไม่ได้กวนนะ เพียงแค่ยังนึกไม่ออก เพราะรู้แค่ว่าเราขายของดีมีคุณภาพในราคาที่อาจจะสูง โค้ชถามกลับทันทีว่า แปลว่าคนมีฐานะทุกคนต้องซื้อกระเป๋าเรานะ ไม่เช่นนั้นแปลว่าเขาไม่มีเงิน” จากวันที่ไม่รู้เรื่องเลย วันนี้โปสเตอร์บอกว่า มั่นใจมาก หากใครมาถามเธอเรื่องแผนผังธุรกิจ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“ตอนแรกเราตั้งกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กนักศึกษา โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริงของคนกลุ่มนั้น ขณะที่ลูกค้าจริงกลับเป็นคนวัย 30 – 40 ปีที่มีกำลังซื้อ มีความเข้าใจเพราะผ่านโลกมาประมาณหนึ่ง จึงรู้ซึ้งในคุณค่าของมนุษย์ และเมื่อเราอยากสื่อสารเรื่องราวและสิ่งที่เชื่อ คนกลุ่มนี้นั่นแหละเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ”

กลุ่มเป้าหมายไม่จำเป็นต้องมีเพียงกลุ่มเดียว แต่คิดถึงและแบ่งย่อยตลาดที่อาจเป็นลูกค้าเราในอนาคต ซึ่งยิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเจอกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้เวลาลองถูกลองผิดอย่างที่แล้วมา

เช่นเดียวกับพาร์ทเนอร์ของธุรกิจ จากเดิมที่เข้าหาด้วยท่าทีขอความช่วยเหลือ โปสเตอร์เล่าว่า วันนี้ Heartist เปลี่ยนท่าทีใหม่ เดินเข้าหาบริษัท องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ด้วยความมั่นใจ เพราะรู้สึกว่าของของเราเป็นของดี เป็นของที่เราอยากนำเสนอ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

กระเป๋าใบนี้ขายกระบวนการ

เริ่มตั้งแต่จัดหาไหมและอุปกรณ์ส่งให้ศิลปินพิเศษ คิดหาวิธีการขยายและช่วยให้น้องๆ มีพัฒนาการด้านต่างๆ ดีขึ้นจากการทอผ้าบำบัดบำบัด รับซื้อผ้า ออกแบบ คิดทำ และผลิตกระเป๋า ทำแบรนด์ ทำธุรกิจ วางแผนการขายและการตลาด ระบบการเงินหลังบ้าน ผลกระทบทางสังคมระหว่างทางและปลายทาง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“จากที่เคยเรามองตัวเองเป็นแม่ค้าขายกระเป๋าคนหนึ่ง แต่วันนี้เราจะเป็นผู้พัฒนาและจัดจำหน่าย เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วยให้เราคิดเป็นระบบ ทำให้เราหลุดจากกรอบการทำงานเพื่อสังคมแบบเดิม รู้จักและเปิดใจกับการคิดทำอย่างนักธุรกิจ จนต่อยอดแผนการในใจให้เกิดขึ้นจริง และสร้างความมั่นใจแก่เรา” กระบวนการคิดทางธุรกิจที่เป็นระบบ ทำให้ตัวตนของโปสเตอร์และ Heartist ยิ่งชัดเจน

จากวันแรก จนถึงวันนี้ Heartist กลายเป็นแบรนด์ที่พัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มาจากการบำบัดของบุคคลพิเศษ เป็นแบรนด์ที่ทำลายมายาคติสินค้าคนพิการ เป็นแบรนด์ที่รวบรวมงานศิลปะพิเศษไว้ด้วยกัน ชิ้นงานมาสเตอร์พีซที่มีชิ้นเดียวในโลก เป็นแบรนด์ที่ทำให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์และอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

ใช่แล้ว กระเป๋า 1 ใบที่เราซื้อ เรามีส่วนร่วมตั้งแต่การจัดหาไหม มีส่วนในการช่วยเหลือกระบวนการบำบัด สร้างรายได้ สร้างความภาคภูมิใจ นำครอบครัวของน้องๆ เด็กพิเศษกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา สร้างศิลปินหน้าใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว Heartist ตั้งใจจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไร แม้ใครจะบอกว่า Heartist หากินกับคนพิการ โปสเตอร์ก็ขอยอมรับอย่างเต็มหัวใจ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด เธออยากทำให้คนพิการมีอาชีพ อยากให้ Heartist เป็นธุรกิจที่ดำเนินต่อไปแม้ในวันที่ไม่มีเธอ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load