The Cloud x GC Circular Living

เราติดตามเฟซบุ๊กเพจที่ชื่อว่า ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป มาราวๆ ปีนิดๆ จากการแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง ช่วงแรก เราแค่รู้สึกสนุกไปกับการอ่านคอนเทนต์ของเพจในแต่ละวัน แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าตัวเราเองก็สนุกกับการนำวิธีแยกขยะและดูแลโลกแบบง่ายๆ มาปรับใช้โดยไม่รู้ตัว

รู้ตัวอีกที เจ้าของเพจที่ชวนคนมารักษ์โลกด้วยวิธีน่ารักผู้นี้ ก็นั่งอยู่ตรงหน้าของเราแล้ว

เปรม พฤกษ์ทยานนท์ คือชายหนุ่มผู้ทำเพจ ‘ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป’ เขายังไม่แก่ แถมยังเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป, เปรม พฤกษ์ทยานนท์

ครั้งหนึ่งในสมัยมัธยมปลาย เขาเคยอยากเป็นหมอเพราะชอบบรรยากาศในโรงพยาบาล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียนต่อ Computer Engineering ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะเขาหลงใหลในการเล่นเกม

ก่อนหน้านี้ แทบไม่มีมุมไหนเลยที่เขาจะสนใจทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างที่เป็นในทุกวันนี้ เว้นเสียแต่ว่าเขาคือลูกชายของครอบครัวที่ทำธุรกิจรับซื้อขยะ และคลุกคลีกับการรีไซเคิลสิ่งที่ไม่มีค่าให้กลับมามีค่าอีกครั้ง

หลังจากเรียนจบ เขาก็เข้ามาทำงานกรุงเทพฯ ในฐานะ Quality Assurance Engineer ของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งนานกว่า 4 ปี เส้นทางการทำงานสายนี้ของเขากำลังเบ่งบานอย่างสวยงาม ชายหนุ่มคนนี้มีอนาคตที่ไกลมากรอเขาอยู่

ระหว่างนั้น เขาทำงานควบคู่ไปกับการเรียน MBA ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อเรียนจบเขาต้องเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองอีกครั้ง ยอมทิ้งหน้าที่การงานในเมืองหลวง ย้ายกลับมาบ้านเกิด เพื่อรับช่วงต่อกิจการรับซื้อขยะของที่บ้าน แม้มันคือสิ่งที่เขาพยายามหนีมาตลอดชีวิต แต่ทว่ามันเป็นชะตาที่ลูกชายคนหนึ่งของครอบครัวไม่อาจเลี่ยงได้

ปัจจุบัน หน้าที่หลักของเขาในโรงงานรับซื้อขยะ คือการตรวจบิล จ่ายเงิน ดูแลทุกอย่างในโรงงาน เขาใช้ชีวิตที่นี่ 6 วันต่อสัปดาห์ ทุกเช้าหลังอาบน้ำกินข้าวเสร็จ เขาจะเดินทางโดยเท้าแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงโต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วเริ่มต้นงานของวันนั้นๆ จนถึงเย็น  

ช่วงเวลาว่าง คือเวลาสำหรับการทำคอนเทนท์ในเฟซบุ๊กเพจลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป เขาชวนคนมารักโลกและรับผิดชอบขยะด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เข้าถึงผู้คนทุกกลุ่มทุกวัย และด้วยยอด Follower กว่าห้าหมื่นคนตลอดระยะเวลาปีกว่า แสดงให้เห็นว่าชายคนนี้กำลังทำมันได้อย่างถูกต้อง 

ล่าสุดเรามีโอกาสได้ฟังเปรมพูดในงาน Circular Living Symposium 2019: Upcycling Our planet งานเสวนาที่จุดประกายความคิดในการปฏิวัติการใช้ทรัพยากรในทุกวันให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เขาเล่าว่า กำลังปั้นสตาร์ทอัพของตัวเองชื่อว่า Green2Get แอปพลิเคชันที่เหมาะสำหรับคนอยากแยกขยะทั้งมือใหม่และมือเซียน เป็น Circular Economy Platform ที่ให้ความรู้และการจัดการขยะรีไซเคิล เขาทำสิ่งเหล่านี้ด้วยเหตุผลที่ว่า การจัดการขยะมันควรเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้บริโภค

นี่คือบทสนทนาที่พาเราไปรู้จักตัวตนของลุงซาเล้งคนนี้มากขึ้น

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป, เปรม พฤกษ์ทยานนท์

ตอนนี้คุณกำลังสานต่อกิจการรับซื้อขยะของครอบครัว ย้อนเวลาหน่อย ธุรกิจนี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร

ครอบครัวเราทำธุรกิจรับซื้อขยะมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้วครับ สมัยก่อนธุรกิจนี้กำไรดีมากเพราะว่ามันไม่มีคนทำ บางทีเราก็ได้ของมาฟรี แต่เดี๋ยวนี้เริ่มแข่งขันกันสูงแล้ว ในความทรงจำของเราคือ ที่บ้านจะมีกองขยะเป็นที่เล่นของเราตอนเด็กๆ เรามีกองกระดาษเป็นที่กระโดดเล่น มีกองพลาสติกให้เราเข้าไปคุ้ยตุ๊กตาพลาสติกเอามาเล่นต่อ พอเป็นวัยรุ่นเราก็เริ่มรู้แล้วว่ามันสกปรก ร่างกายเราก็ไม่ค่อยแข็งแรงด้วยเพราะเราแพ้ฝุ่น พอเรารู้สึกสกปรกเราก็ไม่ชอบ พอไม่ชอบเราก็พยายามจะหนี สัญญากับตัวเองว่าตอนเข้ามหาลัยจะไปเรียนคณะที่เราจะได้ทำงานอย่างอื่น เรารู้สึกว่าไม่อยากยุ่งกับมันอีก

แต่สุดท้ายคุณก็กลับมาทำมันต่อ

ใช่ครับ สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เราต้องกลับมาช่วยเพราะบ้านเรามีหนี้ ถ้าเราออกไปทำอย่างอื่นก็เหมือนเอาเปรียบพี่สาวที่ตอนนั้นกำลังทำงานนี้อยู่ เราอยากให้หนี้มันหมดก็เลยมาช่วยกัน

เราพยายามศึกษาว่าธุรกิจนี้มันเป็นยังไง มีมุมไหนอีกบ้างที่เราไม่เคยเห็น และพบว่าธุรกิจนี้มันมีข้อดีนะ มันช่วยโลกไปด้วยพร้อมกับทำกำไรไปด้วย มันเจ๋งตรงที่มันไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องไปเอาทรัพยากรมาเพิ่มมูลค่าแล้วเอาไปขายต่อ แล้วก็ต้องทำการตลาดอีก แต่ธุรกิจนี้มันก็แค่คุณขายขยะมาสิ แล้วเราก็ให้เงินคุณกลับไป แล้วเราก็ช่วยโลกลดขยะด้วย มองทางไหนมันก็ดีนะ

เล่าถึงเส้นทางของการรับซื้อขยะให้ฟังหน่อย

ธุรกิจนี้มันมีหลายชั้นมากแล้วแต่ว่าเรามีกำลังขนาดไหน ตั้งแต่เดินเก็บขยะ เป็นรถซาเล้งหรือกระบะสักคันขับไปรับซื้อขยะ ไปจนถึงเปิดร้าน ถ้าใหญ่กว่านั้นก็คือมีเครื่องจักร สามารถรับซื้อได้เยอะขึ้น พอมีเครื่องจักรเราก็สามารถทำน้ำหนักได้ แล้วก็ไปส่งโรงงาน ธุรกิจของเราอยู่ในจุดที่มีเครื่องจักรแล้วครับ เรารับซื้อจากร้านเล็กๆ ให้เค้าคัดแยกมาก่อนหรือไม่ก็มาคัดแยกเอง แล้วเราก็ส่งไปโรงงานรีไซเคิลต่อ

ในกระบวนการคัดแยก ก็ยังใช้คนคัดแยกด้วยมือ เพราะจะได้รู้ว่าอันไหนขายได้อันไหนไม่ได้ ต้องบอกว่าอาชีพนี้ถ้าใครไม่ยอมมือเปื้อนก็ทำไม่ได้ ต้องมือเปื้อนกันทุกคน เราจะมีคติว่าถ้าวันไหนไม่ได้แผลแสดงว่าไม่ได้เดินเข้าไปในโรงงาน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ยังคล้ายๆ เดิมอยู่ ที่ผ่านมาแทบไม่มีเทคโนโลยีอะไรมาช่วยเลย อาจจะแค่มีเครื่องจักรที่ทันสมัยขึ้นนิดหน่อย แต่ว่ารูปแบบก็ยังเป็นเหมือนเดิม

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป
ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป

ซึ่งพอคัดแยกขยะเสร็จแล้ว ขยะก็จะถูกส่งไปตามโรงงานอื่นต่อตามชนิดของมัน

ใช่ครับ อย่างเช่นกระดาษ เราก็จะส่งต่อให้โรงงานเยื่อกระดาษ ซึ่งก็มีอยู่หลายโรงในประเทศไทย ส่วนพลาสติกก็ไปโรงหล่อพลาสติก ก่อนส่งไปก็ต้องแยกเกรดเพราะพลาสติกแต่ละเกรดมันใช้อุณหภูมิในการหล่อที่แตกต่างกัน พลาสติกนี่ถ้ามีร้อยเกรดก็ต้องส่งให้โรงงานร้อยโรง เพราะฉะนั้นพลาสติกมันเลยยากหน่อย หรือแม้กระทั้งเกรดเดียวกันก็ตามอย่าง Polypropylene ที่เป็นถุงกับเป็นชิ้นก็มีคุณสมบัติต่างกันแล้ว เราก็ต้องส่งไปคนละโรงงาน ส่วนขยะประเภทโลหะจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ เหล็กที่เป็นโลหะหลักของโลกกับโลหะอื่นๆ ที่เป็นโลหะมีค่า เช่น ทองแดง ทองเหลือง อะลูมิเนียม โลหะประเภทเหล็กก็จะมีโรงงานหลอมเยอะในประเทศไทย เอาไปทำเหล็กเส้นสำหรับก่อสร้างได้ ส่วนโลหะอื่นๆ เราก็จะเน้นส่งออก เพราะโรงงานหลอมในไทยก็ยังมีไม่เยอะ

แล้วเพจลุงซาเล้งกับขยะที่หายไปมีที่มายังไง

ตอนแรกที่เรากลับมาช่วยที่บ้าน เรารู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างตามสไตล์ของคน Gen Y แต่กลายเป็นว่าเราเปลี่ยนไม่ได้เพราะเป็นธุรกิจครอบครัว เราไม่สามารถชี้ซ้ายชี้ขวาได้ มันก็เลยเป็นเหมือนปมในใจว่าเราอยากเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น เราเลยลองดูว่ามีวิธีไหนมั้ยที่พอจะทำได้ เลยเริ่มจากทำสตาร์ทอัพก่อน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เราเลยมาคิดอีกทีว่าในฐานะที่เราเป็นคนธรรมดาจะเปลี่ยนแปลงได้ยังไง เราคิดว่าเรามีพลังของโซเชียลมีเดียนะ อยากลองดูว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มั้ย ถ้าเราส่งต่อเรื่องนี้มันจะมีใครสนใจมั้ย เราตั้งใจไว้ว่าจะลองโพสต์แค่วันละโพสต์เป็นเวลาสักปีหนึ่ง ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีคนสนใจเลยเราก็จะเลิก

แต่กลายเป็นว่าผลตอบรับมันดี บางทีเราก็ตกใจเวลามีคนมาอินบ็อกซ์มาถามเพราะเขาสนใจ เราได้เห็นว่ามีคนที่จริงจังมากๆ กับเรื่องนี้เหมือนกัน เช่นเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีหลายคนเหมือนกันที่ซื้อแกงถุงมากินแล้วล้างถุงเอาไปตากแยกไว้ด้วย เขาก็ถ่ายรูปส่งมาให้เราดู ถ้าคนเริ่มล้างเค้าก็จะรู้ว่ามันลำบาก แล้วก็จะรู้สึกว่าไม่ใช้ดีกว่า พกปิ่นโตดีกว่าเพราะง่ายกว่าเยอะ

ซึ่งจริงๆ ของพวกนี้ถ้าเราจัดการอย่างถูกวิธีมันก็เข้าสู่กระบวนการได้ง่าย

ใช่ครับ เราเคยเจอคนเก็บขวดน้ำที่ทั้งกรีดฉลาก เก็บฝา ทำดีมากเลย เขาจริงจังมาก แต่เราคิดว่าบางทีมันก็ใช้พลังงานเยอะเกินไป จริงๆ มันไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะ บางอย่างอาจจะจำเป็นแต่บางอย่างไม่ต้องก็ได้ เช่น ขวด PET คุณไม่ต้องกรีดฉลากหรือแกะฝาก็ได้ มันมีโรงงานที่ใช้เครื่องจักรทำให้อยู่แล้ว แค่คุณทิ้งให้ถูกถังหรือเก็บรวมไว้ก็พอ

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป, เปรม พฤกษ์ทยานนท์

ตั้งแต่ทำเพจมา เรื่องไหนที่เรารู้สึกชื่นใจที่สุด

         ทุกครั้งที่แฟนเพจอินบ็อกซ์เข้ามาว่าเค้าปรับยังไงบ้างเราก็รู้สึกดีใจนะ คือดีใจมากเลยแหละว่าเราทำตรงนี้มันเป็นประโยชน์ ตอนก่อนทำเพจเราก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคนอินกับอะไรแบบนี้รึเปล่า โพสต์แรกๆ ของเราเป็นโพสต์สอนแยกขยะ แล้วมีคอมเมนต์แรกเลยนะบอกว่าคงไม่มีใครทำขนานนั้นน่ะสิ แปลได้ง่ายๆ ว่าคงไม่มีใครบ้ามาแยกละเอียดขนาดนี้ แต่สุดท้ายก็พบว่ามันมีคนทำตามที่เราบอกด้วยจริงๆ

คนทั่วไปอย่างเราจะช่วยให้งานแยกขยะของลุงซาเล้งง่ายขึ้นได้ยังไงบ้าง  

เราแนะนำว่าคุณไม่ต้องแยกขยะทุกอย่าง เริ่มจากแยกแค่อย่างเดียวก็พอ นอกนั้นทิ้ง จากนั้นคุณต้องหาที่ไปให้มันให้ได้ สมมติที่ออฟฟิศคุณอยากแยกขยะ ให้ไปถามแม่บ้านเลยครับ ขวดน้ำนี้ขายได้มั้ย กระดาษแบบนี้ขายได้มั้ย ถ้าขายได้ค่อยแยกเฉพาะชนิดไป แล้วอย่าไปทิ้งลงถังขยะอื่น ต้องทิ้งลงถังสำหรับอันนี้เท่านั้น อย่างอื่นถ้ายังแยกไม่เป็นใส่รวมกันไว้ก่อน เอาที่คุณชัวร์แค่อย่างเดียวก็ลดขยะไปได้เยอะมากแล้วครับ ส่วนถังขยะที่ไว้ใส่ก็ควรนิยามแบบแคบๆ จะดีกว่า เช่น ถังสำหรับขวดพลาสติกใสไม่มีสี หรือถังขยะสำหรับกระดาษเท่านั้นไม่เอากระดาษเคลือบพลาสติก อะไรแบบนี้

ต้องบอกว่าการแยกขยะมันแยกยาก ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะมาทำ ถ้าจะบอกให้ประชาชนทั่วไปแยกขยะแบบดีๆ ให้หน่อย มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปสอนคนตั้งกี่ล้านให้เข้าใจการแยกที่ถูกต้องตามหลักธุรกิจ ปัญหาตอนนี้ที่เจอคือขยะมันสกปรกรวมกันเละเทะจนคุณภาพมันต่ำลงไป เพราะว่าคนเอาขยะอินทรีย์ไปรวมกับขยะรีไซเคิล แนะนำว่าให้แบ่งเป็นขยะ 3 กลุ่มง่ายๆ เลยครับคือ ขยะอินทรีย์หรือขยะที่ย่อยสลายได้ให้แยกออกไปก่อน พร้อมกับขยะทั่วไปที่ขายไม่ได้ พวกนี้ต้องเอาไปลงแลนด์ฟิลล์ แล้วสุดท้ายคือขยะมีมูลค่าที่เอาไปขายได้

แล้วอย่างคนในเมืองที่ยังต้องพึ่งพาร้านสะดวกซื้อ ยังต้องใช้ถ้วยพลาสติก หรือถุงพลาสติก มีวิธีไหนมั้ยที่เราจะช่วยรับผิดชอบขยะเหล่านั้นได้มากขึ้น

เราพยายามทำสตาร์ทอัพมาตอบโจทย์ตรงนี้ มันไม่ควรจะไปลำบากผู้บริโภคเกินไป ผู้บริโภคควรจะมีทางออกที่มันง่าย เรามองว่าเรื่องนี้จะไปโทษผู้บริโภคอย่างเดียวก็ไม่ถูก ภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยตรงนี้ อย่างบรรจุภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่นหรือยุโรป เขาจะบอกชัดเจนเลยว่าขยะชิ้นนี้เผาได้หรือเผาไม่ได้ หนึ่งคือ รัฐบาลเซ็ตระบบก่อนว่าขยะส่วนหนึ่งจะเอาไปเผา และขยะอีกส่วนที่จะเอาไปรีไซเคิลมีอะไรบ้าง แล้วให้ทุกคนทำตามข้อบังคับนี้ เพราะฉะนั้น บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นจึงบอกละเอียด แต่ของไทยบางทีมีแค่เครื่องหมายรีไซเคิลเปล่าๆ หรือบางทีก็ไม่มีเลย คือมันไม่มีประโยชน์เลยมันไม่ต้องใส่มาก็ได้ ประกอบกับไม่มีแนวทางชัดเจนด้วย ทางที่ง่ายที่สุดคือให้หน้าที่การแยกยกให้เป็นหน้าที่ของร้านเถอะ แต่คุณเก็บของดีมาให้ได้ก่อน เช่น พลาสติกเกรด PP กับ PE แยกมายังไงก็ขายได้

เปรม พฤกษ์ทยานนท์

จริงๆ ระบบที่ดีมันมีส่วนในการปรับพฤติกรรมคนได้มากอยู่เหมือนกัน คุณมีประเทศตัวอย่างไหม

เราว่าไต้หวันเหมาะที่จะเป็น Role Model ของไทยนะ เพราะว่าคนและระบบเศรษฐกิจคล้ายๆ กัน เมืองก็คล้ายกัน ที่ไต้หวันจะเป็นระบบแบบ Pay as your throw คือคุณทิ้งเท่าไหร่คุณจ่ายเท่านั้น เขาจะมีถุงสำหรับใส่ขยะ ให้คุณซื้อถุงมาแล้วก็อัดของใส่เต็มที่เลย มันช่วยประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง จากนั้นจะมีรถเก็บขยะ 2 คัน คือรถขยะรีไซเคิลและขยะทั่วไปมารับขยะเพื่อให้ทิ้งตามเวลา ขยะทั่วไปคือขยะที่คุณต้องจ่ายตังค์เพื่อทิ้ง พอเป็นอย่างนี้คนก็จะพยายามรีไซเคิลได้มากที่สุด ซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะพอทำได้ในประเทศไทย เราคงไม่ต้องทำเทคโนโลยีเหมือนสวีเดนหรือเยอรมนีอะไรขนาดนั้น เราว่ามันยากไปนะ แต่ว่าระบบนี้ดีตรงที่คุณเอารถคันเดิมที่มีมาใช้ก็ได้ คันหนึ่งเป็นรีไซเคิล คันหนึ่งเป็นย่อยสลาย ขับไปคู่กัน

ในภาพรวมคุณคิดว่าการจัดการขยะของบ้านเรามีทิศทางเป็นยังไง

คือพอเราทำงานในฐานะแอดมินเพจ เราก็รู้สึกว่ามันดีขึ้น เพราะว่าคนที่ตามเพจเราเค้าก็จัดการขยะได้ดีขึ้นทุกคน แต่พอเราไปเดินตลาด เรากลับไม่เห็นคนเปลี่ยนแปลงเลยนะ แต่ก็เชื่อว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ปรับกันไป มันคงไม่เลวลงหรอก มันคงดีขึ้นแต่อยู่ที่ว่าจะเร็วจะช้าขนาดไหน

อะไรทำให้คุณเชื่ออย่างนั้น

เพราะว่าตอนนี้มันกำลังจะถึงช่วงที่วิกฤต มันก็อยู่ที่คุณแล้วว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนมันก็จะแย่ลงเรื่อยๆ ตอนนี้คนเริ่มรู้สึกได้เพราะว่าเริ่มมีควันพิษ มันเริ่มไม่ไหวแล้วนะ พอเป็นอย่างนี้คนก็จะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ประเด็นก็คือว่าถ้าถึงตอนที่เราทุกคนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ มันก็จะแก้อะไรไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันถึงจุด Point of no return แล้ว แต่ถ้าตอนนี้ยังพอทำได้ เพราะงั้นเราเชื่อว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมหรือการจัดการขยะมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ว่าพวกเราจะทำให้มันส่งผลได้ทันเวลารึเปล่า ซึ่งตอนนี้ UN ออกมาประกาศแล้วว่าเหลือเวลาอีกแค่ 11 ปี หลังจากนั้นก็ถือทำอะไรไม่ได้แล้วนะ คุณก็หาตัวรอดเอาเองแล้วกัน (หัวเราะ)

กลับมาที่ตัวคุณบ้าง แพลนในอนาคตต่อไปของคุณจะเป็นยังไง ทั้งธุรกิจครอบครัวและงานของตัวเอง

ธุรกิจครอบครัวเราคงช่วยงานไปเรื่อยๆ ธุรกิจดั้งเดิมมันเปลี่ยนค่อนข้างยาก แต่ที่อยากทำคืออยากเพิ่มประเภทขยะที่จะรับซื้อให้มากขึ้น ร้านรับซื้อขยะขนาดเล็กเค้ายังรับซื้อของได้ไม่เยอะและหลากหลายเพราะว่ามันยังขาดโรงงานที่จะรับซื้อต่อ ซึ่งถ้าเราเพิ่มประเภทขยะให้มากขึ้นได้ ร้านเล็กๆ เค้าก็จะสามารถรับซื้อได้มากขึ้น คนก็แยกได้มากขึ้น เราเลยอยากทำตรงนี้

ในฐานะเจ้าของเพจ เราก็คงทำเพจต่อไปแต่ว่าลดความถี่ลง ตอนแรกเรากะจะทำแค่ 1 ปี อันนี้มันเกินปีแล้วก็เลยขอขี้เกียจบ้าง จริงๆ เราอยากทำเป็นคลิปวิดีโอเลยนะ เนื้อหาการสอนคนแยกขยะมันควรเป็นคลิปวิดีโอ แต่ว่าการตัดต่อมันนานไปสำหรับเรา เราเคยลองทำแล้วใช้เวลาตั้ง 6 ชั่วโมง ซึ่งเราก็ไม่มีเวลาขนาดนั้น

ส่วนสตาร์ทอัพ เราอยากจะผลักดันในเรื่องนี้โดยการเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย อยากให้คนทำทุกอย่างได้ง่ายขึ้นและออกแรงให้น้อยที่สุด Core Idea ของสตาร์ทอัพตัวนี้คือให้เข้าถึงคนหมู่มากให้ได้ เพราะถ้าไม่ได้แตะแมสมันแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเราทำแต่กับสายกรีนมันก็จะไม่ได้ผลอะไรเลยเพราะจำนวนคนมันมีไม่เยอะ ไอเดียของเราคือให้คนธรรมดาที่ไม่ได้แคร์เรื่องสิ่งแวดล้อมมากสามารถทำสิ่งนี้ได้เหมือนกัน มีระบบดีๆ ให้เขา มันเหมือนการบังคับให้เขาทำกลายๆ โดยที่เขาไม่รู้สึกลำบากใจ อันนี้คือไอเดียที่ว่าจะต้องทำให้ได้ ไม่งั้นมันไม่สามารถไดรฟ์อะไรได้เลย

บางทีเราก็รู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน แต่สุดท้ายเราก็ได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องรีบก็ได้ คือเราก็คงทำไปเรื่อยๆ นั่นแหละ ถ้าเหนื่อยก็หยุดพักบ้าง แต่คงไม่ได้เปลี่ยนเส้นทาง เพราะแพสชันมันเปลี่ยนกันยาก เราคงค่อยๆ ทำไปแล้วลองดูว่าสุดท้ายมันจบที่ไหนมากกว่า สุดท้ายเราอาจจะแค่ทำเพจ แต่มันมีอิมแพคก็โอเคแล้ว

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คุณอยากเห็นที่สุดในเรื่องการจัดการขยะของบ้านเราคืออะไร

เราอยากให้ทุกคนรู้สึกว่าขยะเป็นของพวกคุณ คือตอนนี้ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่าขยะเป็นของพวกคุณ ทุกคนเห็นขยะเป็นเรื่องที่ต้องให้คนอื่นจัดการ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเข้าใจว่าขยะมันเป็นของฉันนะ วิธีการจัดการขยะของทุกคนก็จะเปลี่ยนไป

เปรม พฤกษ์ทยานนท์

Writer

Avatar

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

Avatar

เดโช เกิดเดโช

หนุ่มเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้เลย เรียนถ่ายภาพ ชอบศิลปะ แต่ที่ชอบมากกว่าศิลปะคือชอบหาของกินอร่อยๆ

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

วันนี้เราอยากชวนทุกคนมารู้จักกับองค์กรเล็กๆ ที่มีสมาชิกอายุรวมกันหลักแสน ดำเนินกิจการอย่างมีความสุขมาแล้ว 20 ปี มีเป้าหมายที่จะสร้างสังคมอายุยืนให้ผู้สูงวัยเป็นเหมือนต้นไม้ยืนต้นที่ไม่เหี่ยวเฉาและรู้สึกมีคุณค่า ผ่านชั้นเรียนและกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำให้ผู้สูงอายุ ‘อินเทรนด์’ ได้เท่ากับคนวัยหนุ่มสาว อย่างการใช้ไอแพด การตัดต่อแบบง่าย การวาดสีน้ำ หรือแม้แต่การทำหนังสั้น 

องค์กรนี้ชื่อว่า OPPY CLUB

OPPY CLUB เริ่มจากการเป็นคลับสำหรับเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีของผู้สูงวัย พัฒนาและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยเรื่อยมา จนกลายเป็นคลับที่มีกิจกรรมสร้างความสมดุลให้กับผู้สูงวัยในยุคดิจิทัลแบบทุกวันนี้ 

ใครๆ ก็บอกว่าผู้สูงอายุสอนยาก บ้างก็บอกว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่ OPPY CLUB พิสูจน์แล้วว่าการออกแบบการสอนที่ดีจะทำให้สอนอะไรก็ได้ การเข้าใจสังคมผู้สูงอายุที่มีความต้องการเฉพาะ การเรียนรู้ซึ่งกันและกันให้มาก ก็จะทำให้เป็นที่น่าไว้วางใจ 

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

ไม่ใช่แค่ ‘ทำให้’ แต่ทำให้เขา ‘ทำได้’ 

พอ The Cloud อยากจะเล่าเรื่องของ OPPY CLUB ทุกแหล่งข่าวก็แนะนำให้ไปคุยกับ ครูเจี๊ยบ-สุธีรา จำลองศุภลักษณ์ ผู้เป็นครูใหญ่บุกเบิก OPPY CLUB มาตั้งแต่วันแรก และเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการพา OPPY CLUB มาถึงทุกวันนี้ 

ก่อนอื่นเลยอยากให้มารู้จักครูเจี๊ยบกันก่อน 

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

ขวัญใจของนักเรียน OPPY CLUB ท่านนี้ มีความสามารถพิเศษที่มาจากสมองและหัวใจ

ถ้าจะแนะนำครูเจี๊ยบกันตามเรซูเม่ ครูเจี๊ยบเรียนจบด้านเทคโนโลยีการศึกษา จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เรียนต่อด้าน Media Technology ที่สหรัฐอเมริกา แล้วก็พ่วงปริญญาด้าน Training and Development อีกสาขา เรียกว่ามีคุณวุฒิในการเป็นครูที่เหนียวแน่นมาก 

แต่ถ้าอยากรู้คุณสมบัติที่ทำให้ครูเจี๊ยบครองเวทีครูใหญ่ OPPY CLUB มาได้ยาวนานขนาดนี้ เรามั่นใจว่าต้องยกความดีความชอบให้ความเมตตาและความใส่ใจ

“การสอนผู้สูงอายุมีแต่คนบอกว่ายาก บางคนถึงกับบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ สอนยังไงเขาก็ไม่เข้าใจ สอนยังไงเขาก็จำไม่ได้ แต่เราเชื่อว่ากระบวนการออกแบบการสอนที่ดี ความเอาใจใส่ และความเข้าใจเขา จะทำให้เราสอนเรื่องยากๆ กับผู้สูงอายุได้ และเมื่อผู้สูงอายุภูมิใจกับศักยภาพของตัวเองอีกครั้ง เขาจะมีความสุขมากและเราก็จะมีความสุขไปด้วย” 

นี่คือสิ่งที่ครูเจี๊ยบเชื่อและทำแบบไม่มีวันหยุดมาตลอด 20 ปี

ก่อนจะอ่านย่อหน้าถัดไป ขอสปอยล์ก่อนเลยว่า OPPY CLUB ไม่เหมือนหลักสูตรสำหรับผู้สูงอายุเจ้าอื่น ที่นี่ไม่ได้มีแต่การสอนแบบเข้าห้องเรียน แต่ยังเป็นกลุ่มสังคมที่ชวนกันทำเรื่องสนุกๆ เป็นโรงเรียนที่นักเรียนอยากจะมากันทุกวัน 

เป็นแหล่งรวมพลังงานบวกของกลุ่มผู้สูงอายุที่เชื่อว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขและความแก่คือเรื่องไกลตัว พวกเขาเชื่อว่าชีวิตที่ดีคือการมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ แถมมีคุณครูใจดีผู้แสนจะเข้าอกเข้าใจ

ถ้าเช็กชื่อกันครบแล้ว มาฟังครูเจี๊ยบเล่า 20 เรื่อง ในรอบ 20 ปีของ OPPY CLUB กัน

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

01 อินเทอร์เน็ต เวิลด์ไวด์เว็บ และอีเมล เป็นเรื่องใหญ่เรื่องใหม่เมื่อ พ.ศ. 2541

ไม่ต่างจากการเปิดตัวร้านใหม่ในห้างฯ ใจกลางเมือง ในช่วง พ.ศ. 2541 มีคนไม่น้อยตื่นเต้นกับสิ่งที่เรียกว่า อินเทอร์เน็ต เวิลด์ไวด์เว็บ และอีเมล ใครก็ตามที่ได้ครอบครองของเหล่านี้ถือว่าเป็นคนทันสมัย

เช่นเดียวกับ คุณหญิงชัชนี จาติกวณิช ประธานกิตติมศักดิ์ บริษัทล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ในวัย 70 ปี ท่านเป็นผู้บริหารยุคแรกๆ ที่ใช้อีเมลสื่อสารกับพนักงาน ส่วนใหญ่เป็นคำพูดและบทเรียนสั้นๆ ที่ท่านอยากจะแบ่งปัน ซึ่งพนักงานล็อกซเล่ย์ในยุคนั้นทุกคนต่างคุ้นเคยกับอีเมลที่มีชื่อหัวข้อว่า ‘Word of Wisdom’ ซึ่งหากคุณพบและเผลอไปสบตาท่านโดยบังเอิญ ท่านจะถามคุณว่า “วันนี้ได้อ่าน Word of Wisdom หรือยัง” คล้ายจะบอกให้หมั่นเช็กอินบ็อกซ์ทุกวัน

ใช่ ยุคนั้นเราเช็กอีเมลกันวันละครั้งก็พอ

นอกจากชวนให้พนักงานใช้แล้ว ท่านก็อยากแนะนำให้เพื่อนวัยเดียวกันเป็นคนทันสมัยด้วย จะได้เขียนอีเมลคุยกันให้สนุกสนาน แก๊งเพื่อนวัยเกษียณทั้ง 12 ท่านของคุณหญิงจึงเข้ามาเป็นนักเรียนชั้นเรียนการใช้อินเทอร์เน็ตเบื้องต้น ซึ่งเป็นชั้นเรียนที่บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) จัดสอนให้ลูกค้าสมาชิกอินเทอร์เน็ตในยุคนั้น

“เรามารู้ทีหลังว่า กลุ่มเพื่อนคุณหญิงชัชนีไม่มีใครเรียนรู้เรื่อง แล้วก็เขินจึงไม่กล้ายกมือถาม เนื่องจากเราข้ามวิชาพื้นฐานการใช้คอมพิวเตอร์ไปสอนเรื่องอินเทอร์เน็ตเลย เขาตามไม่ทัน” ครูเจี๊ยบเล่าถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่มีนักเรียนวัยเกษียณในชั้นเรียน แต่ต้องกลับบ้านไปอย่างงงๆ

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

02 ทำให้เกิดธุรกิจที่มองไกลอย่างคนวัยสายตายาว และมีชื่อเรียกน่ารักๆ ว่า OPPY ย่อมาจาก Old People Playing Young 

เมื่อรู้ว่าสอนรวมไม่น่าจะดี คุณหญิงชัชนีก็เลยขอให้ออกแบบหลักสูตรสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ครูเจี๊ยบใช้เวลาออกแบบการสอนสำหรับผู้สูงวัยอยู่หลายเดือน และทดลองสอนครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2542 ในรูปแบบชมรมที่คุณหญิงชัชนีตั้งชื่อเองว่า ‘OPPY’ ย่อมาจาก Old People Playing Young

03 OPPY CLUB เป็นธุรกิจที่เกิดจากวิสัยทัศน์เพื่อลดช่องว่างระหว่างผู้สูงวัยและคนอื่นๆ ในครอบครัว 

อินเทอร์เน็ตทำให้โลกของคนหนุ่มสาวขยายใหญ่ขึ้นแบบไร้ขีดจำกัด และเริ่มเป็นโลกที่ผู้สูงอายุในบ้านเข้าไม่ถึง ปัญหาช่องว่างระหว่างวัยเลยมีทีท่าว่าจะขยายตัวมากขึ้น แปรผันตามอัตราเร่งของการพัฒนาเทคโนโลยี 

“คุณหญิงชัชนีมองเห็นปัญหานี้ เลยออกแบบ OPPY CLUB ให้เป็นชุมชนของผู้สูงอายุที่ทันยุคสมัย กระฉับกระเฉง และรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองอยู่เสมอ ผู้สูงอายุจะต้องไม่ถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังหรือรู้สึกเป็นภาระ” ครูเจี๊ยบเล่าวิสัยทัศน์ของคุณหญิงชัชนีที่มีมาก่อนกาล

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

04 ชั้นเรียนคาบปฐมฤกษ์ มีคนเรียน 8 คน คนสอน 3 คน ครูผู้ช่วย 2 คน คนมาเชียร์ที่หลังห้องอีก 20 และมีบทเรียนแรกเป็นเรื่องการใช้เมาส์

OPPY CLUB รุ่นที่ 1 มีนักเรียนเป็นเพื่อนๆ ของคุณหญิงชัชนี ซึ่งล้วนแต่อายุราว 70 ปีกันทุกคน 

“ทุกคนอยากเรียนรู้วิธีใช้คอมพิวเตอร์และการส่งอีเมล แต่จะให้ไปเรียนที่อื่นก็เรียนไม่ทันเขา บางคนใช้สำหรับส่งอีเมลถึงลูกหลานที่อยู่ต่างประเทศ บางคนก็อยากจะตามยุคตามสมัยให้ทัน จะได้ไม่พูดจาคนละภาษากับลูกหลาน” ครูเจี๊ยบเล่า

แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องการใช้อีเมล วิชาแรกที่ครูเจี๊ยบต้องพาทุกคนผ่านไปให้ได้ คือบทเรียนเรื่องการใช้เมาส์ 

ไม่ต่างจากคนเข้าครัวแล้วจับตะหลิวและกระทะครั้งแรก ที่ท่าทาง องศา และจังหวะ อาจจะแปลกๆ ไปหน่อย และแม้มีสูตรให้พร้อม แต่ก็ไม่มีใครบอกเรื่องสำคัญๆ อย่างเราควรเทน้ำมันลงกระทะตอนไหน เพราะคิดไปเองว่าทุกคนคงจะรู้แล้ว 

การจับเมาส์เป็นครั้งแรกของผู้สูงอายุก็เช่นกัน ครูเจี๊ยบเล่าว่าเธอใช้เวลาสอนการคลิกเมาส์และขยับลูกศรบนจอไป 3 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

“เราสอนตั้งแต่การต้องวางเมาส์ไว้ที่พื้นโต๊ะมันถึงจะทำงาน และถ้ายกเมาส์ขึ้นลูกศรบนจอจะหยุดเคลื่อนที่ ต้องบอกทุกคนให้สบายใจว่าเรายกเมาส์ขึ้นจากโต๊ะกลับมาที่เดิม ก่อนที่จะเริ่มควบคุมลูกศรใหม่ได้ เราเห็นนักเรียนหลายคนลากเมาส์ไปจนถึงโต๊ะข้างๆ เพื่อพยายามเอาลูกศรจากมุมซ้ายไปมุมขวา และบางคนก็ยกมือขอความช่วยเหลือว่าลูกศรไม่ยอมเคลื่อนที่ ซึ่งพอเข้าไปดูก็พบว่าเขาเกร็งจนไม่รู้ตัวว่ามือยกเมาส์ขึ้นมาจากโต๊ะ” ครูเจี๊ยบเล่าความคาดไม่ถึงในชั้นเรียนแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้วได้สนุกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

สื่อการสอนเรื่องวิชาการใช้เมาส์ 101 ที่ครูเจี๊ยบใช้ก็น่ารักมาก ครูเจี๊ยบเลือกเกมไพ่ Solitaire มาให้นักเรียนวัยเกษียณของเธอเล่น และมอบหมายให้กลับไปเล่นเป็นการบ้านด้วย

“เกมไพ่ Solitaire มีทั้งการคลิก การปล่อย การลากเมาส์ เล่นไปก็เพลิน ให้เขาหัดบ่อยๆ ไม่มีใครอยากเรียนแบบเครียดๆ หรอกค่ะ” ครูเจี๊ยบบอกพร้อมยิ้มใจดี และเราก็เห็นด้วย 1,000 เปอร์เซ็นต์

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

05 OPPY CLUB เน้นสร้างห้องเรียนให้สนุก สำหรับวัยที่ลุก นั่ง ไม่ค่อยสบาย

“การสอนผู้สูงอายุ เราต้องเข้าใจข้อจำกัดทั้งหมดของเขา ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางด้านสรีระที่นั่งนานไม่ได้ การรับรู้เรื่องใหม่ๆ ได้ช้าลง การมีแว่นที่ต้องถอดเข้าถอดออก พฤติกรรมการเรียนรู้ที่ไม่ชอบอะไรวิชาการมาก ความรู้และประสบการณ์ที่แต่ละคนยึดติดกันมาก่อน หรือแม้แต่จิตวิทยาที่จะทำให้เขายอมทำเรื่องยากๆ ให้ได้” ครูเจี๊ยบเล่าวิธีการเอาชนะใจนักเรียนวัยเก๋ามาได้หลายต่อหลายรุ่น 

ที่ใครๆ บอกว่าไม้แก่ดัดยาก ครูเจี๊ยบขอยกมือคัดค้าน ครูเจี๊ยบพิสูจน์มาด้วยตัวเองแล้วว่าไม้แก่ดัดได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย

การสอนของ OPPY CLUB แต่ละครั้งเน้นการฝึกและอธิบายซ้ำๆ อย่างช้าๆ ครูเจี๊ยบจะเลือกวิธีที่ทำได้ง่าย เพื่อให้นักเรียนมีแรงใจว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เกินความสามารถ แล้วค่อยชวนให้เรียนรู้เรื่องอื่นๆ กันต่อไป

กฎเกณฑ์ของห้องเรียน OPPY CLUB ก็สร้างเสริมกำลังใจโดยการให้ยกมือถามได้ตลอดเวลา และจะยึดคนที่ทำได้ช้าที่สุดในห้องเป็นหลัก เพราะครูเจี๊ยบบอกว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“ใครที่นั่งข้างๆ ช่วยได้ก็ให้ช่วยเพื่อน ใครทำได้แล้วก็รอกันหน่อยจะได้เรียนไปพร้อมๆ กัน พอห้องเรียนเป็นแบบนี้ก็เลยเกิดเป็นสังคมของการเกื้อกูล ไม่ว่าใครจะเป็นดอกเตอร์ ศาสตราจารย์ รัฐมนตรี เมื่อมานั่งเรียนที่นี่ก็ไม่มีแล้ว ทุกอย่างหายไปหมด ทุกคนเป็นเพื่อนและเรียนรู้ร่วมกัน มีครูอยู่หน้าห้องที่จะคอยช่วยเหลือ”

แต่ผู้สูงอายุที่ดื้อก็มี ครูเจี๊ยบแอบบอก “ส่วนใหญ่จะดื้อเพราะวิธีการเรียนรู้ของที่เขาคุ้นเคยกันมา ซึ่งขัดกับกระบวนการการเรียนรู้ที่ครูออกแบบเอาไว้ เช่น ตั้งใจจดทุกคำที่ครูพูด แต่ไม่ยอมทำตามที่ครูกำลังสอน ก็เลยต้องมาขอให้พูดทวนอีกครั้งหลังจากที่คนอื่นได้ลองทำตามกันไปสามรอบแล้ว ครูก็ต้องใช้จิตวิทยาขั้นสูงในการโน้มน้าวให้เขายอมทำตามที่เราแนะนำ”

06 OPPY CLUB เปิดสอนเป็นชั้นเรียนเล็กๆ ที่แม้จะเรียนสนุก แต่ก็เข้มงวดกับการสอนและความพร้อมของทั้งเครื่องและคนตลอดเวลา

ก่อนเข้าห้องเรียน OPPY CLUB มีทีมงานคอยเช็กอุปกรณ์ว่ามีโปรแกรมที่จะเรียนพร้อมไหม มีหน่วยความจำพอหรือเปล่า แบตเตอรี่ชาร์จมาพอไหม และในขณะเดียวกันก็เช็กความพร้อมของตัวผู้เรียนไปด้วย เช่น พูดได้ยินไหมดีไหม สายตามองเห็นได้ดีอยู่หรือเปล่า ความเข้าใจพื้นฐานต่างๆ มีมากน้อยแค่ไหน 

เพราะเรื่องพวกนี้อาจทำให้เขาเรียนไม่สนุก ครูเจี๊ยบจะให้ทีมงานมาเล่าให้ฟังก่อนเข้าชั้นเรียน เราจะได้จัดที่นั่งให้ อย่างคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากหน่อยให้นั่งบริเวณที่ครูช่วยได้สะดวก และระหว่างเรียนจะได้ก็คอยสังเกตเป็นคนคนไป

OPPY CLUB สอนเป็นคลาสเล็กเสมอ เพื่อให้ครูเข้าถึงได้ทุกคน “ครูจะมองหน้านักเรียนทุกๆ คนเสมอว่าเขาเข้าใจไหม เขาขมวดคิ้วใส่เราหรือเปล่า ต้องคอยฟังเสียงตัวเองตลอดเวลาที่เราสอนด้วย จะได้รู้ว่าที่เขาขมวดคิ้วนี่เพราะประโยคไหนที่เราพูดออกไป” ครูเจี๊ยบเล่าให้ฟังถึงความเข้มงวดที่เธอย้ำทั้งกับตัวเองและทีมงานอยู่เสมอ

07 หลักสูตรการสอนทุกวิชาผ่านการออกแบบเพื่อให้ผู้สูงอายุทำสิ่งนั้นๆ ได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องมีคนคอยช่วย แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดก็ไม่เป็นไร

เรื่องที่ครูเจี๊ยบให้ความสำคัญสุดๆ คือการทำให้ผู้เรียนทำเรื่องที่เขาอยากทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ถอดใจไปเสียก่อน 

ครูเจี๊ยบจะเรียงลำดับการสอนให้เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้ง ข้ามเรื่องทฤษฎีไปเลย เพราะถ้ามันฟังดูยากหรือซับซ้อน คนเรียนอาจจะถอดใจ เขาแค่ต้องรู้ว่าจะทำสิ่งเหล่านั้นได้ยังไง

“อย่างการใช้อีเมล เราก็ไม่ต้องสอนตั้งแต่วิธีการสมัคร เพราะว่าการสมัครทำแค่ครั้งเดียว เขาไม่จำเป็นต้องทำเป็นก็ได้ ครูก็เลยให้ผู้ช่วยเป็นคนเปิดอีเมลและติดตั้งในเครื่องให้ทุกคน พอเริ่มชั่วโมงก็จะได้เรียนการใช้อีเมลได้เลย” 

ครูเจี๊ยบใช้วิชาการออกแบบการสอน (Instructional Design) ด้วย ADDIE model ที่ต้องตั้งต้นจากการวิเคราะห์ผู้เรียนในทุกๆ ด้าน เช่น เขาเป็นคนยังไง อายุเท่าไหร่ การศึกษาเป็นอย่างไร ใช้เทคโนโลยีได้แค่ไหน พื้นฐานของเขาเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ครูเจี๊ยบบอกว่าต้องวิเคราะห์ให้ขาด 

จากนั้นก็มาวิเคราะห์ต่อว่าเนื้อหาอะไรที่เหมาะสมกับคนกลุ่มนี้ 

เอาเนื้อหามาออกแบบการสอน กำหนดหัวข้อก่อนหลัง กำหนดสื่อที่จะใช้ พร้อมวางแผนการเรียนรู้ของผู้เรียนไปแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไปจนถึงสิ่งที่จะได้เรียนรู้จากการบ้านที่ให้

และสุดท้าย คือการเก็บข้อมูลจากปฏิกิริยาของผู้เรียน เพื่อที่จะใช้ประเมินและปรับเนื้อหาการสอนอย่างต่อเนื่อง 

หลักการนี้ครูเจี๊ยบบอกว่าถ้าเข้าใจแล้ว จะออกแบบการเรียนการสอนอะไรก็ได้ เพราะเป็นการสอนที่เริ่มและจบที่ตัวผู้เรียน 

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น
OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

08 ด้วยแนวคิดการเอาผู้เรียนเป็นที่ตั้งและหลักการออกแบบการสอน ทำให้ OPPY CLUB มีหลักสูตรสนุกๆ สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีสถาบันไหนทำได้

แม้ทุกวันนี้จะมีสถาบันสอนกิจกรรมต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุมากขึ้นแล้ว แต่บางคลาสก็ไม่ได้มีเปิดสอนทั่วไป จะหาได้แค่ที่ OPPY CLUB เท่านั้น และความพิเศษนี้ก็ไม่ใช่เพราะความอยู่มานาน แต่เป็นเพราะความใส่ใจที่ครูเจี๊ยบจะฟังผู้เรียนเสมอ

“อะไรที่เขาอยากจะเรียน ครูก็จะไปหาวิธีมาสอน” แบบนี้แหละครูเจี๊ยบถึงเป็นขวัญใจนักเรียน OPPY CLUB

หลายครั้งบทเรียนก็จะมาพร้อมกับของมือสองที่นักเรียนได้มรดกตกทอดมาจากลูกหลาน “ลูกให้มาไม่รู้ใช้ยังไง” เป็นคำอ้อนยอดฮิตที่ครูเจี๊ยบมักจะแพ้ทาง และไปนั่งเขียนหลักสูตรมาเปิดคลาสใหม่ๆ อยู่ร่ำไป

09 มีวิชาเรียนถ่ายภาพ เรียนทำ Photoshop ใช้ iMovie ทำ Flash ออกทริปถ่ายภาพ และโครงการผลิตหนังสั้นที่อำนวยการสร้างโดย OPPY CLUB

เมื่อสิบกว่าปีก่อน มีนักเรียนถือกล้องดิจิทัลมาอ้อน ครูเจี๊ยบก็ไปหาวิธีมาเพื่อเปิดคลาสสอนถ่ายภาพ

และเพื่อความจริงจังสำหรับคลาสที่ชื่อ ‘นักถ่ายภาพดิจิทัลมือสมัครเล่น’ ครูเจี๊ยบไปชวนทีมครูจากสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งสอนการใช้กล้องดิจิทัลได้ทุกยี่ห้อมาสอนถ่ายภาพ และ OPPY CLUB ก็พ่วงวิธีโหลดรูปลงเครื่อง และสอนวิธีทำวิดีโอประกอบเสียงเพลงจากรูปเพื่อใช้ส่งไปอวดใครต่อใครให้ด้วย 

คลาส ‘นักถ่ายภาพดิจิทัลมือสมัครเล่น’ กลายเป็นคลาสยอดฮิตติดชาร์ตของ OPPY CLUB จนได้รับการพัฒนาเรื่อยมาเป็นหลักสูตรที่บางโปรแกรมเรายังใช้ไม่เป็น เช่น การแต่งภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop วางเลย์เอาต์ด้วย Adobe Illustrator ทำแอนิเมชันด้วย Flash เรียนการใช้ iMovie เลยเถิดไปจนมีการออกทริปไปถ่ายภาพตามธีม สมาชิก OPPY CLUB ได้มีรูปสวยๆ คลิปล้ำๆ ส่งอวดเพื่อนฝูงและลูกหลานจนติดอกติดใจและพัฒนาฝีมือกันมาเรื่อยๆ จนถึงขั้นทำหนังสั้นออกฉายทางยูทูบ! 

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

10 หนังสั้นเรื่องแรกของค่าย OPPY CLUB ชื่อเรื่อง Home Sweet Home เป็นการทำงานร่วมกันของผู้สูงอายุที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ทางโลกกับคนหนุ่มที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ทางหนัง

เมื่อปีก่อน OPPY CLUB เปิดคลาสสอนทำหนังสั้น โดยเชิญ เดียว-วิชชพัชร์ โกจิ๋ว หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ แฟนฉัน และผู้บริหารบริษัท น้ำดีไม้งาม จำกัด ในเครือ GDH มาเป็นผู้สอน และครูเจี๊ยบเป็นคนออกแบบการสอนเหมือนเคย ทีมงานประกอบไปด้วยนักเรียน OPPY CLUB 4 คน และนักเรียนคลาสตัวต่อตัวกับครูเจี๊ยบอีก 1 คน 

ทั้ง 5 คนเป็นคนเขียนบท เขียนสคริปต์ ทำสตอรี่บอร์ดกันเองทั้งหมด รวมทั้งเป็นนักแสดงเองด้วย ส่วนครูเดียวก็ได้สอนวิชาการเล่าเรื่องด้วยภาพ ขั้นตอนการถ่ายทำ การกำกับการแสดง จนถึงได้มีการออกกองถ่ายทำกันจริงๆ และได้หนังสั้นออกมา 1 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ลึกซึ้ง เพราะกลั่นกรองมาจากประสบการณ์และเรื่องราวในชีวิตของผู้ที่เห็นโลกมานานอย่างผู้สูงวัย 

11 วิสัยทัศน์ของ OPPY CLUB ฉายชัดบนจอรอบปฐมทัศน์ของ Home Sweet Home

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีงานเปิดตัวจริงจัง ทีมงานได้เชิญเพื่อน เชิญครอบครัวมาดูการฉายรอบปฐมทัศน์กันที่ OPPY CLUB บนเวทีมีการพูดถึงประสบการณ์การทำหนังเรื่องนี้เหมือนกับงานเปิดตัวภาพยนตร์ของมืออาชีพ สิ่งที่สะท้อนออกมาจากโปรเจกต์นี้ ครูเจี๊ยบบอกว่ามันคือสุดยอดของความเป็น OPPY CLUB

“เราได้พาผู้สูงอายุมาทำอะไรที่เขาไม่คิดว่าเขาจะทำได้ พิสูจน์ให้คนทั่วไปเป็นว่าพวกเขาเป็นผู้สูงอายุที่กระฉับกระเฉง รู้เท่าทันเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง มันเจ๋งนะ และที่สำคัญนักเรียนเขาก็ภาคภูมิใจ”

12 หลังจากเห็นพลังการเอาประสบการณ์ในชีวิตออกมาเล่าเป็นเรื่องราว OPPY CLUB ก็เลยมีแนวคิดชวนสมาชิกมาทำคลิปเป็นยูทูเบอร์ด้วย 

ถ้าใครสนใจก็ไปสับตะไคร้ (Subscribe) แชนแนล OPPY คลับแห่งความสุขของผู้สูงวัย เอาไว้ก่อนได้เลย

13 OPPY ไม่จำกัดตัวเองแค่หลักสูตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีและความทันสมัย แต่ในวันที่ผู้สูงอายุติดหน้าจอกันมากเกินไป OPPY CLUB ก็มีหลักสูตรดีท็อกซ์เพื่อสร้างสมดุล

 “พอเราสอนเขาเรื่องสนุกๆ สอนเขาใช้อุปกรณ์ต่างๆ เป็น คราวนี้ก็เลยเล่นกันไม่เลิก เกิดเป็นปัญหาปวดคอ ปวดหลัง นิ้วล็อก หรือไม่ก็ติดจอจนไม่เป็นอันทำอะไร” ครูเจี๊ยบพูดถึงนักเรียนตัวแสบอย่างระอาระคนเอ็นดู

ครูเจี๊ยบไปศึกษาเพิ่มเติมแล้วพบว่าการอยู่กับเครื่องมือเทคโนโลยีมากเกินไป ทำให้สมองส่วนความคิดสร้างสรรค์ไม่ทำงาน และคนอายุ 50 ปีขึ้นไปสมองซีกขวาก็จะเสื่อมลงอย่างรวดเร็วเพราะว่าไม่ได้ใช้ 

“OPPY CLUB ก็เลยเริ่มมีหลักสูตรเพื่อการพัฒนาสมองทุกๆ ด้าน เช่น การวาดภาพสีน้ำ การเรียนเต้น เรียนร้องเพลง มันมีประโยชน์กับผู้สูงอายุในหลายด้าน เช่น เรื่องอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ เบาหวาน ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง คลายเหงา หรือแม้แต่ลดอาการซึมเศร้าได้ด้วย” ครูเจี๊ยบเล่า

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น
OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

14 OPPY CLUB ไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่เป็นสถานที่แฮงก์เอาต์ที่สมาชิกอยากมาทุกวัน OPPY CLUB ก็เลยมีทางเลือกให้นักเรียนจ่ายค่าเรียนเป็นแบบสมาชิกรายปี พร้อมรับสิทธิ์เข้าเรียนวิชาของ OPPY CLUB ได้แบบบุฟเฟต์ 

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ พอมีสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้ OPPY CLUB ต้องหยุดการเรียนการสอน ครูเจี๊ยบก็ไม่เปิดคลาสเรียนออนไลน์ ครูเจี๊ยบเล่าว่า “การสอนออนไลน์ไม่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุเหล่านี้ เพราะเขาไม่ได้อยากได้เนื้อหามากเท่าอยากออกจากบ้านมาเจอกันที่โรงเรียน” 

ถ้าใครยังจำความรู้สึกการออกจากบ้านไปเรียนพิเศษในช่วงปิดเทอมได้ เราเชื่อว่าความรู้สึกของสมาชิก OPPY CLUB ก็คงสดชื่นและตื่นเต้นไม่ต่างกัน 

ช่วงนี้ครูเจี๊ยบก็เลยคุยกับนักเรียนผ่านแอปพลิเคชัน LINE กระตุ้นให้เขาไม่หยุดฝึกหัดเรื่องที่เรียนไป คอยคุยกันเรื่องข่าวสาร แล้วก็ชวนให้ทำการบ้านมาส่งแบบสม่ำเสมอ ครูก็จะช่วยตรวจให้ การเรียนการสอนจากที่บ้านของสมาชิก OPPY CLUB ก็เป็นประมาณนี้

15 สายสัมพันธ์สมาชิก OPPY CLUB เหนียวแน่นผ่านความใส่ใจรายบุคคล แม้เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับบทเรียน

สิ่งที่ได้จากในห้องเรียน บางครั้งพอกลับไปที่บ้านก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนตอนมีครูอยู่ข้างๆ ครูเจี๊ยบและทีมงานผู้สอน OPPY CLUB จึงคอยเป็นที่พึ่งของนักเรียนและแก้ปัญหาให้ได้เสมอ เวลาใครมีปัญหาครูเจี๊ยบก็จะบอกว่าให้ส่ง LINE มา ถ้าครูหลับไปแล้วตื่นมาก็จะตอบ เราต้องคอยตอบเขา กระตุ้นให้เขาเกิดการเรียนรู้ และไม่กลัวที่จะถามคำถาม”

นอกจากเรื่องบทเรียนแล้ว ความไว้วางใจนี้ยังขยายความหมายไปสู่ความผูกพัน ที่ทำให้สมาชิก OPPY CLUB อยากจะแชร์เรื่องต่างๆ กับครู ซึ่งก็เป็นโอกาสให้ครูได้คอยเป็นหูเป็นตาเรื่องการรับข้อมูลจากโลกออนไลน์ของกลุ่มสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพื้นที่ที่ลูกหลานมักกังวล แต่ไร้อำนาจเข้าไปตรวจสอบ 

เรื่องนี้ครูเจี๊ยบฝากอธิบายมายังลูกๆ หลานๆ ว่า “ที่ผู้สูงอายุเชื่อทุกอย่างใน LINE ก็เพราะว่าเขาสบายใจกับการได้ข้อมูลจากไลน์ LINE มีคำตอบที่เขาสงสัยเสมอ ในขณะที่ลูกบางทีก็ไม่อยู่ตอบหรือบางทีตอบเขาก็ไม่เข้าใจ เพราะมันไม่ใช่ภาษาเดียวกัน อย่างเรื่องข้อมูลสุขภาพต่างๆ ที่ส่งต่อกันใน LINE เขาสบายใจที่จะเชื่อ แต่พอเล่าให้ลูกฟังแล้วลูกบอกว่าทำไมพ่อแม่ถึงเชื่ออะไรแบบนี้ เลยกลายเป็นว่าพ่อแม่ก็จะไม่อยากแชร์อะไร อันนี้ลูกหลานต้องระวังให้มาก เพราะถ้าเขาไม่แชร์ เราก็ไม่รู้เลยว่าเขากำลังอ่านหรือได้รับข้อมูลอะไร ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก”

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น
OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

16 ครูเจี๊ยบให้นิยามกับผู้สูงวัยใจสู้ที่ครูเจี๊ยบได้สัมผัสเหล่านี้ว่าเป็นไม้ยืนต้น คือมีคุณค่า แล้วก็ยืนหยัดได้อย่างแข็งแรง

คนเหล่านี้จะรู้สึกว่าอายุตัวเองน้อยกว่าอายุจริงอยู่ 10 ปีเสมอ นักเรียนที่อายุมากที่สุดอายุ 91 ปี เขาไม่คิดว่าร่างกายเขาเป็นอุปสรรค เขายังออกจากบ้าน มาเจอเพื่อน มามีกิจกรรมร่วมกัน และอยู่ได้อย่างไม่เป็นภาระ ครูเจี๊ยบเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอายุยืน

ครูเจี๊ยบเล่าว่าบางบทเรียนที่ OPPY CLUB สอนก็ไปสร้างความประหลาดใจให้ลูกๆ หลานๆ และทำให้ผู้สูงอายุได้กลับมามีบทบาทที่มีความหมายในครอบครัวอีกครั้ง

“มีเคสหนึ่งมาเล่าว่า หลังจากเอาวิดีโอภาพถ่ายประกอบเพลงไปให้ลูกดู ลูกเขาก็เลยบอกให้แม่รับหน้าที่ถ่ายรูปหลานตอนคลอด แล้วเอามาใส่เพลงประกอบให้หน่อย พอเราได้ยินแล้วก็ดีใจมาก ว่าสิ่งที่เราสอนได้สร้างความสุขให้เขา และช่วยลดช่องว่างในครอบครัว”

17 OPPY CLUB คือพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนปลดเปลื้องตัวเลขอายุ ตำแหน่ง และฐานะทางสังคมทั้งหมด เพื่อมาเรียนรู้สิ่งใหม่ ได้เป็นนักเรียนอีกครั้ง และเป็นโอกาสอันดีที่พวกเขาจะไม่ต้องแบกความคาดหวังของใคร 

ครูเจี๊ยบเล่าว่า “เคยมีนักเรียนคนหนึ่งเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย พอครูเจี๊ยบถามว่าทำไมถึงมาเรียนที่นี่ เขาตอบว่าเพราะที่นี่เขาโง่ได้ แสดงความโง่ได้ทุกอย่างโดยครูไม่เคยว่าอะไรเขาเลย” 

สำหรับคนที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากคนรอบข้าง เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่พิเศษมากๆ

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

18 ความสำเร็จของครูไม่ใช่แค่ส่งนักเรียนไปถึงฝั่ง แต่คือการที่ได้รู้ว่านักเรียนว่ายน้ำได้เองแม้ในน่านน้ำใหม่ๆ โดยที่ไม่ต้องมีครูคอยช่วย

มีนักเรียนครูเจี๊ยบหลายคนที่กลับมาเล่าว่ากล้าที่จะไปทำเรื่องอื่นๆ หลังจากได้ก้าวข้ามความกลัวเรื่องเทคโนโลยีไปแล้ว 

“มีนักเรียนคนหนึ่งเคยมาเรียนคอมพิวเตอร์ที่ OPPY CLUB แล้วหลังจากนั้นก็ไปเรียนว่ายน้ำ ทั้งๆ ที่กลัวการเรียนว่ายน้ำมาตลอด ไปเรียนขี่ม้าพร้อมๆ กับลูก เขามาบอกครูเจี๊ยบเองเลยว่า พอได้ก้าวข้ามการเรียนคอมพิวเตอร์ที่เขาคิดว่ายากมากๆ ไปได้แล้ว ก็ไม่กลัวการเรียนรู้อะไรใหม่อีกแล้ว”

19 OPPY CLUB เล็งเห็นว่า หลักสูตรที่มีอยู่ในมือนำไปสร้างโอกาสและคุณค่าให้ผู้สูงอายุในวงกว้างได้ 

OPPY CLUB เป็นเอกชนรายเดียวที่เป็นอนุกรรมการของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีหน้าที่ทำโครงการช่วยส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีให้กับผู้สูงวัย ซึ่งบทเรียนของ OPPY CLUB ก็จะเป็นไปเพื่อสนับสนุนให้เอาสิ่งที่เรียนไปใช้ได้จริงเหมือนเดิม 

“การสอนพ่อๆ แม่ๆ จากชุมชน บางทีต้องสอนเป็นกลุ่มใหญ่ หรือสอนได้แค่ตัวแทนที่ต้องเอาไปสอนคนอื่นต่อ ครูเจี๊ยบก็จะทำคู่มือให้ แล้วก็แถมวิธีการใช้คู่มือไปให้อีกชั้นด้วย” วิญญาณความเป็นครูของครูเจี๊ยบนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ

20 เพื่อขยายโอกาสการมอบคุณค่าผ่านการพัฒนาศักยภาพของคนคืนให้กับสังคม OPPY CLUB จึงจดทะเบียนใหม่เป็น บริษัท OPPY จำกัด เพื่อไปสู่การเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม

ใน พ.ศ. 2563 OPPY CLUB ได้แยกตัวจากบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ออกมาเป็นนิติบุคคล เพื่อเตรียมไปสู่การเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมเต็มตัว โดยมีหัวเรือคนเดิมคือครูเจี๊ยบ มารับหน้าที่กรรมการผู้จัดการ 

ครูเจี๊ยบบอกเราว่า “นอกจากทำธุรกิจเฉยๆ เราก็อยากจะทำเพื่อสังคมด้วย เลยตั้งใจจะใช้ความรู้ความสามารถในการออกแบบการสอนสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ มาออกแบบการสอนให้กับผู้เรียนที่มีข้อจำกัดกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือชาวบ้านตามต่างจังหวัด ให้ได้เข้าถึงโอกาสในโลกเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้ชีวิตเขาสมดุลขึ้น และหวังว่าจะได้ทำให้เขาได้พบความสุข จากการมองเห็นความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง”

OPPY โรงเรียนกวดวิชาผู้สูงวัยที่สอนตั้งแต่ใช้เมาส์ ถ่ายภาพ แต่งรูป ทำ flash กำกับและตัดต่อหนังสั้น

Lesson Learn

  • การเห็นโอกาสก่อนได้เปรียบ แต่ความได้เปรียบนั้นจะไม่มีความหมาย ถ้าไม่มีการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
  • การทำธุรกิจด้วยการคิดถึงผู้บริโภคเป็นหลักและพร้อมจะปรับตัวอยู่เสมอ ทำให้ธุรกิจอยู่ได้ยาวนานและมั่นคง
  • ความตั้งใจจริงและความเอาใจใส่จะสร้างความผูกพันและสาวกที่แข็งแกร่งให้ธุรกิจของเรา
  • ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราพยายามมากพอที่จะมองหาโอกาสในสิ่งนั้น

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load