14 มิถุนายน 2561
20.52 K

“ลองยกดูสิ”

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล บอกให้ผมลองยกอุปรณ์ที่เขาแบกตลอดการเดินทางถ่ายทำรายการ เถื่อน Travel

หลังจากเอื้อมมือไปพยุงกระเป๋าเป้ใบโตจึงรู้ว่าสัมภาระของเขานั้นหนักมาก หากแต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ผมและคนนอกมองเห็นด้วยตาเปล่า เมื่อเราได้นั่งลงสนทนากันในร้านอาหารญี่ปุ่นใจกลางเมืองโดยมีอาหารมื้อกลางวันของเขาเป็นพยาน ผมก็พบว่ามีสิ่งที่เขาต้องแบกรับอยู่ภายในอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่เบา

นี่เป็นครั้งที่ 3 ในชีวิตที่ผมได้สัมภาษณ์ชายผู้นี้ ครั้งแรกผมสัมภาษณ์เขาในฐานะนักเขียน ครั้งที่สองผมสัมภาษณ์เขาในฐานะนักดนตรี และครั้งนี้ผมสัมภาษณ์เขาในฐานะนักทำสารคดี

การพูดคุยแต่ละครั้งนอกจากบทบาทที่เปลี่ยนแปลง ผมยังเห็นเป้าหมายในชีวิตของเขาที่เปลี่ยนไป ครั้งหนึ่งเขาอยากให้โลกจดจำ ครั้งสองเขาอยากทำตามแพสชันส่วนตัว แต่ครั้งนี้เขาฝันถึงสิ่งที่ต่างออกไป

ระยะไมล์ในการเดินทางทำให้ข้างในของเขาเติบโต

13 ทริปต่อปี คือค่าเฉลี่ยการเดินทางของเขาในช่วงปีหลัง ตอนที่เราคุยกัน เขาบอกว่าปลายเดือนนี้จะต้องบินไปประเทศเอธิโอเปีย พื้นที่ที่ร้อนที่สุดในโลก อุณหภูมิสูงสุด 53 องศา (แค่คิดก็เหงื่อออกแล้ว) เพื่อถ่ายรายการ เถื่อน Travel ซีซั่น 2 ซึ่งเป็นซีซั่นที่เขาว่า ‘เถื่อน’ กว่าซีซั่นแรกเสียอีก

เถื่อนขนาดที่ว่า เขาบรรจุประเทศที่อันตรายที่สุดในโลกอันดับที่หนึ่ง ที่สอง และที่สี่ อยู่ในลิสต์การเดินทางซีซั่นนี้

ไม่ต้องถามหรอกว่าเขากลัวตายมั้ย-ใครมันจะไม่กลัว จริงไหม

สิ่งที่ผมสงสัยมีมากกว่านั้น

วรรณสิงห์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, เถื่อน Travel

คุณทำประกันชีวิตหรือเปล่า

ทำ แต่ไม่ได้ทำเพราะเหตุผลเรื่องความเสี่ยง ทำเพื่อลดภาษีมากกว่า สุดท้ายเราทำก็ไม่ได้ใช้เงินอยู่ดี เราก็ให้แม่ แต่จริงๆ แม่ไม่ได้อยากให้ลูกทำประกันหรอก เขาอยากให้ลูกไม่ไปมากกว่า

แม่ไม่อยากให้ไปแล้วคุณบอกแม่ยังไง

ในเมื่อห้ามกันไม่ได้เราก็พยายามอธิบายให้ฟังว่าแผนการเป็นยังไง ไปอยู่โซนไหนบ้าง บริหารความเสี่ยงอย่างไร พอเขารู้ว่าเราเตรียมตัวไปดี แล้วจากซีซั่นแรกเขาก็เข้าใจแล้วว่า I know what I’m doing. เขาก็ค่อนข้างปล่อยมากขึ้น วางใจในงานของเรามากขึ้น ส่วนพวกประกันการเดินทาง ประเทศพวกนี้ที่ผมไปเขาไม่รับเคลมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ต้องทำก็ได้ ทำไปก็เท่านั้น

ถ้าอย่างนั้นเกิดเป็นอะไรไป ใช้คำว่าตายฟรีได้มั้ย

ไม่ฟรีหรอก เราก็ได้งานออกมา คือถ้าเราไปคิดว่าตายแล้วได้ตังค์เราจะไปทำไม แต่ที่ไปเราได้งานที่เรารู้สึกภาคภูมิใจกับมันมากๆ แล้วในชีวิตคนคนหนึ่ง ในเฟสนี้ของชีวิต การมองงานของตัวเองแล้วรู้สึกแบบกอดอกแล้วก็พยักหน้ากับมันได้ เราว่ามันก็เป็นความรู้สึกที่ดีมากอีกอย่างหนึ่ง

มันทั้งเติมเต็มตัวเรา เติมเต็มคนดู คนดูเขาก็ได้สร้างคอมมูนิตี้ของเขาเอง เรารู้สึกดีที่เราได้เริ่มอะไรบางอย่างแล้วก็มีเด็กๆ ที่อยากทำแบบนี้ คำแนะนำแรกของเราคือ น้องแน่ใจนะว่าจะทำ (หัวเราะ) แต่เราก็ดีใจว่ามันเกิดเจเนอเรชันของเด็กที่อยากเป็นอย่างอื่น นอกจากนักร้อง นักแสดง เฮ้ย มาเป็นนักทำสารคดีมั้ย มันก็คูลได้เหมือนกัน

คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต

วรรณสิงห์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, เถื่อน Travel

เห็นว่าคุณไปประเทศที่อันตรายอันดับ 1 – 4 ของโลกมาครบแล้ว คุณสนใจอะไรในความอันตราย

อย่างแรกเลยคือเราต้องย้ำว่า เราไม่ได้ไปท้าดวงตัวเอง ไม่ได้ไปเพื่อบอกว่ากูแน่ เรารู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้แน่ และก็ไม่ได้ไปเพื่อพิสูจน์ความกล้า แต่ว่าที่ไปเพราะที่เหล่านี้มีเรื่องที่น่าสนใจโคตรๆ

คนมักคิดว่า War Zone เหมือนกันหมด จริงๆ แต่ละประเทศมันไม่เหมือนกันเลย สถานการณ์ไม่เหมือนกัน ชีวิตไม่เหมือนกัน อย่างเช่นอิรักกับอัฟกานิสถาน อัฟกานิสถานสถานการณ์แย่กว่าอิรักเยอะ เพราะอิรักมีน้ำมัน แปลว่าภายใต้เสียงระเบิดเสียงปืน อิรักยังมีห้างขนาดใหญ่เท่าสยามพารากอน มีสวนสนุกขนาดมหึมา มีรถใหม่ๆ ขับกันทั้งเมือง ขณะที่อัฟกานิสถานเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ส่วนโซมาเลียไม่มีแม้กระทั่งรัฐบาล อัฟกานิสถานยังมีรัฐบาลนะ แล้วลองคิดสภาพบ้านเมืองที่ไม่มีใครรักษากฎหมายดูสิ อย่างโซมาเลียเราจะได้เห็นว่าแต่ละเขตจะมี Warlord แล้ว Warlord แต่ละคนก็จะมีกองทัพของตัวเอง ในเมืองเดียวกันเราจะเห็นเครื่องแบบทหารประมาณสิบยี่สิบแบบ แล้วก็สู้รบกันบนถนน

ระหว่างถ่ายทำคุณเข้าใกล้ความตายที่สุดตอนไหน

ตอนที่เราไปกรุงคาบูล ที่อัฟกานิสถาน เขาบอกว่าจะเกิดเหตุอาทิตย์ละครั้ง ผมไป 2 อาทิตย์ก็เกิดเหตุ 2 ครั้งพอดี ครั้งแรกคือมีคนไปกราดยิงในมหาวิทยาลัย นักศึกษาและอาจารย์ตายไปเยอะมาก แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้ใกล้เราเท่าไหร่ ส่วนครั้งที่สอง ตอนนั้นเราเพิ่งขึ้นเครื่องบินออกจากกรุงคาบูลเพื่อไปต่อเครื่องที่อิสตันบูล พอเครื่องลงจอดที่อิสตันบูลเราก็เช็กข่าว ปรากฏว่าเพิ่งมีระเบิดลงที่กรุงคาบูล คนตายไป 90 คน แล้วระเบิดลงตรงถนนเส้นที่ผมขับรถผ่านทุกเช้าพอดี

คุณห้อยพระอะไร

(หัวเราะ) เผอิญไม่ค่อยเชื่อก็เลยไม่ได้ห้อย

ถ้าไม่ได้ห้อยพระ อะไรคือสิ่งยึดเหนี่ยวระหว่างทาง

มันคืองาน ระหว่างเราไปทำงานความกลัวมันหายไป เพราะเราโฟกัสอยู่กับงานร้อยเปอร์เซ็นต์ พอโฟกัสมากๆ มันก็เหมือนทำสมาธิไปในตัว หัวก็ไม่ฟุ้งซ่านไปคิดเรื่องอื่น ความนอยด์ ความโกรธ ความกลัว มันหายไปหมด เหลือแค่โฟกัสเท่านั้น

เราคิดแค่ว่าช็อตต่อไปต้องถ่ายอะไร สัมภาษณ์ตรงนี้ได้ประเด็นพอหรือยัง เดี๋ยวต้องพูดอะไรบ้าง เดี๋ยวเฟรมนี้ต้องต่อเฟรมนี้นะ ตัดต่อในหัวไปด้วยตลอดเวลา มันเต็มความจุในหัวเราแล้ว ไม่มีเวลาไปกลัวหรอก ซึ่งผมว่าในสภาพสงคราม พวก War Journalist ทั้งหลาย เวลาทำงานก็คงประมาณนี้เหมือนกัน พอโฟกัสอยู่ที่ภารกิจตรงหน้ามันก็ชัตดาวน์สมองส่วนหนึ่งไปได้ เราเอาตัวไปอยู่ตรงนั้นเอง ก็ต้องทำให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นจะไปทำไม เสียเที่ยว

วรรณสิงห์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, เถื่อน Travel
วรรณสิงห์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, เถื่อน Travel

อย่าง War Zone ดูเผินๆ เหมือนไกลตัวคนไทย ทำไมถึงต้องไปดูไปเห็นในสิ่งที่ไกลตัวเราขนาดนั้น

จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะ ถ้าเรามองในเชิงสถานการณ์การเมืองมันไกล แต่ถ้าเรามองเรื่อง Human Nature ความขัดแย้งมันมีทุกที่ ประเทศไทยไม่กี่ปีก่อนเกือบมีสงครามการเมืองแล้ว ความเกลียดชังก็ยังคงอยู่ในสังคม ซึ่งความเกลียดชังพวกนี้มันถูกออกแบบมา มันมีความเชื่อมโยงกันในกระบวนการสร้างความเกลียดชังในเชิงการเมืองในหลายๆ สังคม เพราะฉะนั้น การเข้าใจความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงว่า หนึ่ง เงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งคืออะไรในเชิงการเมืองและสังคม สอง กระบวนการสร้างความเกลียดชังในระดับสังคมและปัจเจกบุคคลเป็นยังไง มันก็ทำให้เราเข้าใจสังคมเราเองมากขึ้น

Conflict Study และ Conflict Resolution Study มันเป็นการศึกษาที่เป็นสากล เท่าที่ผมเห็นมา ความขัดแย้งในทุกประเทศ จุดเริ่มมันก็ไม่ได้ต่างกันมากมายนัก เมื่อคนในสังคมมีอำนาจในการเจรจาไม่เท่าเทียมกัน สุดท้ายปืนก็เป็นอำนาจต่อรองในการเจรจา แล้วมันก็ฉายซ้ำอย่างนี้ในแทบทุกประเทศ แล้วปืนพออยู่ไปนานๆ ก็เป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแล้ว หรืออย่างเรื่องขั้วโลก คนคิดว่าไกลตัวมาก เมื่อวานพอผมนำเสนอเรื่องที่ธารน้ำแข็งละลายไปเยอะมาก แล้วถ้าละลายทั้งหมดน้ำจะสูงขึ้น 7 เมตร ซึ่งเมืองเมืองหนึ่งที่จะโดนท่วมแน่นอนคือกรุงเทพฯ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว

การที่เราเดินทางเยอะๆ สิ่งหนึ่งที่ส่งผลกับเราคือเราไม่ได้มองว่าโลกมันเป็นโลกที่กว้าง แต่มันคือสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด และเราก็จะได้เห็นว่าสิ่งที่เราเล่าตรงนี้มันมีผลกระทบกับด้านนั้นยังไง การเมืองประเทศนี้ส่งผลกับการเมืองประเทศนั้นยังไง สิ่งหนึ่งที่ เถื่อน Travel อาจจะทำให้คนดูรู้สึกเองก็คือ การรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก แล้วก็ตระหนักถึงประเด็นปัญหาในระดับที่ใหญ่กว่าประเทศไทยออกไป

วรรณสิงห์, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, เถื่อน Travel

เห็นคุณโปรโมตรายการว่า ‘รายการท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุดในเมืองไทย ไปคนเดียว ถ่ายคนเดียว ในที่ที่คนดีๆ เขาไม่ไปกัน’ แล้วคุณเป็นคนแบบไหนกันถึงไป

เป็นคนแบบนี้ (หัวเราะ) คือเราได้รับอิทธิพลจากครอบครัว สิ่งหนึ่งที่เราได้จากพ่อแม่คือความรู้สึกที่ว่าไม่พอใจที่จะใช้ชีวิตอย่างตื้นเขิน ไม่พึงพอใจที่จะแค่มีงานทำหรือมีแค่เงินก็พอแล้ว ไม่รู้สิ การคุยกับพ่อคุยกับแม่ทุกวันมันทำให้รู้สึกได้เองว่าชีวิตมีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลย เพราะฉะนั้น ความต้องการค้นหาความหมายของชีวิต การอยากเข้าใจโลกเข้าใจจักรวาลที่อยู่รอบตัวเรามันมาจากครอบครัว ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องเป็นการเดินทางเท่านั้น เพียงแค่สำหรับเรามันออกมาในรูปแบบนี้ สำหรับพี่ชายผม (แทนไท ประเสริฐกุล) เขาก็ออกมาในรูปแบบของวิทยาศาสตร์

เราเองอยากเข้าใจอะไรมากกว่าสิ่งที่เราถูกสร้างมาในโครงสร้างสังคม ถ้าเราพึงพอใจกับความสำเร็จทางโลกทางสังคมอย่างเดียว เราว่าเราก็สำเร็จตรงนั้นไปแล้ว ชื่อเสียงเงินทองอะไรมันก็พอแล้วใช่ไหม แต่ว่าเราอยากได้มากกว่านั้น เราอยากมีชีวิตที่ลึกกว่านั้น อยากเข้าใจอะไรได้ลึกกว่านั้น อยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา

       

พอพ่อแม่ได้ดู เถื่อน Travel  เขาว่าอะไรบ้างไหม

อย่างแม่เขาก็จะแชร์ในเฟซบุ๊กตลอดว่าลูกฉัน ส่วนพ่อเขาเป็นคนไม่ค่อยชมลูกอยู่แล้ว แต่ว่าผมจำได้ประโยคหนึ่ง ตอนนั้นคุยอะไรกันอยู่ไม่รู้ แล้วพ่อก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “ไอ้อย่างที่เธอทำ พ่อก็ทำไม่ได้หรอก” ซึ่งประโยคนี้มันมีความหมายกับเรามาก เพราะว่าก่อนหน้านั้นเราก็ไม่แน่ใจว่าพ่อยอมรับในตัวเราหรือเห็นว่าสิ่งที่เราทำมันมีประโยชน์มีคุณค่าขนาดไหน ซึ่งประโยคนี้เขาพูดมาแล้วก็ผ่านไป โดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะชมอะไรเรามากมาย แต่มันอยู่กับเรามาก เรารู้สึกว่าอย่างน้อยเขาเคารพงานเราแล้ว

การถ่ายรายการ เถื่อน Travel ดูลำบากมาก แต่ดูคุณเติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างพร้อม แล้วคุณเรียนรู้ความลำบากจากไหน

เริ่มจากเราไม่ได้รู้สึกว่ามันลำบาก เรารู้สึกว่าเราสนุกและตลกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถามว่าในมาตรฐานของคนทั่วไปมันคงลำบากแหละ เช่น เดินป่าที่ปาปัวนิวกินีโคลนขึ้นมาถึงขา แมลงอะไรเกาะตัวเต็มไปหมด หรืออย่างเทปที่ไปกรีนแลนด์ที่กำลังจะออกอากาศอุณหภูมิ -32 องศา แล้วผมต้องถ่ายตลอดเวลา ห้ามกลับเข้าบ้าน เพราะถ้าเข้าบ้านก็เท่ากับไม่ได้งาน เราก็ต้องอยู่ข้างนอกตลอดเวลา ขี้มูกแข็งเป็นน้ำแข็ง ฉี่ก็เป็นละอองน้ำแข็ง คือจะมองว่าลำบากก็ได้ จะมองให้มันมหัศจรรย์ก็ได้ เฮ้ย ขี้มูกกูเป็นน้ำแข็งว่ะ

แล้วเดี๋ยวปลายเดือนนี้เราจะบินไปถ่ายที่เอธิโอเปีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ร้อนที่สุดในโลก อุณหภมิ 53 องศา ก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง คนเขาบอกว่าอย่าไปเดือนนี้ เดือนนี้เป็นหน้าร้อน ผมก็เลือกไปเดือนนี้เลย เพราะว่าอยากรู้ว่าร้อนที่สุดจริงๆ เป็นยังไง

คือถ้าพูดถึงเรื่องความสมบุกสมบัน เราก็อาจจะสูงกว่าคนอื่นเขาหน่อย แต่ถามว่าเรารู้สึกลำบากไหม เราไม่ค่อยรู้สึกขนาดนั้น เราแค่รู้สึกยิ่งเจอยิ่งสนุกมากกว่า

คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต
คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต

เคยชั่งไหมว่าน้ำหนักสิ่งของบนตัวที่ต้องแบกหนักแค่ไหน

รวมทั้งหมดก็ 17 กิโลกรัม

นอกจากสิ่งของที่แบกไป ข้างในคุณแบกอะไรอยู่บ้างไหมระหว่างเดินทาง

ตอนซีซั่น 1 กับซีซั่น 2 ต่างกันเยอะ ซีซั่น 1 ไม่ได้แบกอะไรเลย ไปเพื่อรักษาตัวเอง ไปเพื่อให้มีความสุข ไปโดยไม่คิดว่าต้องมีคนดู ไปโดยไม่ได้คิดว่าฉันต้องประสบความสำเร็จอะไร ตอนเริ่มมีคนดูซีซั่นแรกเราก็งงว่ามีคนดูด้วยเหรอวะ เพราะไม่ได้คาดหวังเลย ทำตามกิเลสตัวเองล้วนๆ แล้วพอรายการเริ่มโต เริ่มมีคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบรายการนี้ ในแง่หนึ่งเราก็ดีใจ แต่ในอีกแง่ การแบกเป้ไปคนเดียวกลางทะเลทราย กลางขั้วโลก มันต้องลืมสิ่งเหล่านั้น มันต้องอย่าคิดว่าจะทำยังไงให้คนนิยม จะทำยังไงให้คนชอบ จะทำยังไงให้สปอนเซอร์เข้า พอคิดแล้วมันจะเสียรสชาติของการทำงาน มันจะทำให้ความรู้สึกผจญภัยที่เรามีในตอนแรกหายไป กลายเป็นว่าเราไปทำงาน ไปเพื่ออะไรสักอย่าง มากกว่าที่จะไปดูโลกใบนี้

แต่ว่ามันก็ลบไม่ได้ทั้งหมดหรอกไอ้ความรู้สึกพวกนี้ เราก็พยายามที่จะลืมๆ ไปว่าคนดูเขาเคยชอบอะไร แล้วไปค้นหาสิ่งที่เจอตรงหน้าจริงๆ โดยรวมก็ยังรู้สึกว่ามันก็เป็นการผจญภัยจริงๆ อยู่ แค่อาจจะไม่เท่าซีซั่นแรก ถึงแม้ว่าในทีวีมันจะดูโหดกว่าเดิม ฮาร์ดคอร์กว่าเดิม แต่ว่าในใจเรารู้สึกถึงความเป็นงานมากกว่าเดิมเยอะ ซีซั่นแรกมันคือคิดแค่ว่ากูจะไป มีอะไรมั้ย

ความกลัวน้อยลงไหม

เรียกว่าชิลล์เกินไปแล้ว ซีซั่นแรกตอนไปอัฟกานิสถานเรากลัวมากเลย ตบหัวตัวเองว่ากูจะมาทำไมวะ (หัวเราะ) ยิ่งตอนเครื่องบินอยู่บนน่านฟ้าเหนือกรุงคาบูล แล้วเราเห็นข้างล่างเป็น War Zone ของจริง มันแห้งแล้ง มีแต่ซากนั่นซากนี่ เราก็คิดในใจว่ากลับได้มั้ย แต่พอลงไปถ่ายจริงมันกลับมาเป็นทริปที่ดีที่สุดทริปหนึ่งในชีวิต เพราะได้มิตรภาพที่ดีมาก ได้เรียนรู้เรื่องที่สงสัยมานานแล้วว่า War Zone เป็นยังไง แล้วความขัดแย้งเป็นยังไง ทำไมคนถึงเป็นอย่างนี้

ซีซั่น 2 พอมีเรื่องซีเรีย อิรัก โซมาเลีย เข้ามา ซึ่งอันดับใน Global Peace Index ความอันตรายสูงกว่า แต่เราชิลล์กว่าเดิมเยอะ เพราะเราเข้าใจแล้วว่ามันไม่ใช่ว่าระเบิดลงตลอดเวลา มันคือความเสี่ยงที่คุณบริหารจัดการได้ ถ้าเราระมัดระวังตัวหน่อย ไม่เอาตัวไปอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเป้าหมาย โอกาสจะโดนมันก็น้อยมาก ขณะเดียวกันระหว่างทางเต็มไปด้วยความน่าสนใจของเรื่องราวที่สามารถเล่าได้ในพื้นที่เหล่านั้น ก็เลยเปลี่ยนจากความหวาดกลัวกลายเป็นความตื่นเต้นมากกว่า

ระหว่างทางมีใครที่คุณจดจำได้แม่นยำบ้างไหม

มีคนหนึ่งคนซึ่งผมยังคงจดจำใบหน้าและสีหน้าเขาได้ เป็นคนซึ่งจุดประกายให้เราอยากเข้าใจเรื่องทั้งหมดให้มากกว่านี้

ตอนนั้นผมไปที่รวันดา ไปดูเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างชาวทุตซี (Tutsi) และฮูตู (Hutu) ซึ่งมันโหดร้ายมาก คนตายประมาณล้านกว่าคน แล้วพิพิธภัณฑ์ที่เขาเก็บเรื่องเหล่านี้และเก็บศพเหล่านั้นไว้ต้องการย้ำเตือนคนว่าเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง ศพเหล่านี้โดนทิ้งให้เน่าอยู่ริมถนน ไม่มีใครเก็บ ไม่มีการฝังใดๆ เขาเอาศพเหล่านี้มาทำให้กลายเป็นเหมือนศพตากแห้งด้วยการใช้ปูนขาว แล้ววางอยู่บนเตียงเหล็ก ในห้องหนึ่งมีร้อยสองร้อยศพ ยังจำตอนที่เราเข้าไปได้จนถึงทุกวันนี้

แล้วผมก็ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ด้วยแววตาที่ดูกึ่งมุ่งมั่นกึ่งเศร้า ดูเหมือนทั้งเก็บอะไรเอาไว้ข้างในแต่ขณะเดียวกันก็สงบนิ่ง แล้วสักพักอีกคนหนึ่งที่เดินทางไปกับผมก็บอกว่าผู้หญิงคนนี้ สามีกับลูกเธอก็ถูกฆ่าในเหตุการณ์นั้น แล้วศพของพวกเขาก็ถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แต่ว่าเธอไม่รู้ว่าศพไหน เพราะว่าทุกศพแห้งกรังหมดแล้ว เธอก็เลยมาทำงานที่นี่เพื่อดูแลสามีและลูกที่ตอนนี้คือศพไหนก็ไม่รู้ ตอนนั้นในหัวคือคิดว่าโลกมันเกิดสิ่งแบบนี้ขึ้นได้ยังไง ความรู้สึกของคนที่อยู่ตรงนั้นมันเป็นยังไง อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้สังคมมันไปสู่จุดนั้นได้ แล้วก็อาจจะเป็น หนึ่งในการพบเจอที่มีผลกระทบกับเรามากที่สุดอันหนึ่ง ในแง่ที่ทำให้เรารู้สึกสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นในโลกได้ยังไง

หลังจากเดินทางกลับมา คนใกล้ตัวทักไหมว่าวรรณสิงห์เปลี่ยนไป

เขาไม่ได้ทักอย่างชัดเจน แต่ว่าความสัมพันธ์ที่เรามีมันก็เปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลง คือคนที่เปลี่ยนไม่ใช่ผมคนเดียว เขาเองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเหมือนกัน เขาก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

เมื่อก่อนผมจะเป็นคนลุกลี้ลุกลน ต้องการค้นหาอยู่ตลอดเวลาว่ามีอะไรอยู่ข้างนอกบ้าง ที่เราคิดว่ามันน่าสนใจ ที่มันคือสิ่งที่ลึกซึ้งและลี้ลับสูงส่ง แต่ตอนนี้ไอ้สิ่งธรรมดาทั้งหลายที่เรามีมาตลอดทั้งชีวิต ไอ้เรื่องนั่งหัวเราะกับแม่ หัวเราะกับพี่ชาย อะไรที่มันสามัญมากๆ แล้วเป็นธรรมชาติมากๆ เรากลับเห็นคุณค่าของมันมากเลย เพราะมันคือความสุขที่เรามีได้โดยไม่ต้องขนเป้ไปไหนเลย ในขณะที่ความสุขที่มีก่อนหน้านี้กว่าจะมีได้ กว่าจะไปถึงจุดนั้นมันยากมาก

นอกจากความสุข มีอะไรที่เปลี่ยนไปอีก

คือเราไปมาหลายทริปมาก เดินทางปีละ 12 – 13 ทริป ทุกทริปเมื่อเรากลับมาเราจะรู้สึกว่ามีสิ่งใหม่ในตัวเองเสมอ มันมีทั้งสิ่งที่ได้จากการเดินทาง และสิ่งที่ได้จากความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ซึ่งต่างกัน

การเดินทางคือการเห็นสิ่งภายนอก ซึ่งเราค้นพบอะไรหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ ส่วนความรู้สึกระหว่างการเดินทาง คือการสำรวจภายใน เราแบกเป้มานานแล้ว เราถึงจุดไหนในชีวิตแล้ว ฉันรู้สึกยังไงกับการขยับเคลื่อนไหวไปตลอดเวลาอย่างนี้ มันจึงไม่ใช่ว่าเริ่มเดินทางกับหลังเดินทางแล้วมันจะเป็นคนละคนกันเลย มันคือการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างเกิดขึ้นทีละนิดทีละหน่อย

คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต

เต๋อ นวพล เคยแชร์วิดีโอรายการของคุณแล้วบอกว่า ‘ชีวิตสิงห์คุ้มแล้ว’ คุณเองคิดอย่างนั้นไหม

ถ้าในเชิงการทำตามแพสชันและความฝัน ก็บอกได้ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้อายุ 34 ก็ไม่เคยปล่อยให้ฝันไหนมันหายไปเฉยๆ เราพยายามทำตามมันทุกอย่าง บางอันอาจจะสำเร็จ บางอันอาจจะล้มเหลว แต่ว่าเราทำมันอยู่เสมอ ส่วนถ้าพูดถึงเรื่องชีวิตคุ้มแล้ว ตอนเราเริ่มต้นตอนแรกๆ เรารู้สึกเหมือนกันว่าการเดินทางจะทำให้เราใช้ชีวิตคุ้ม เวลาในโลกมีจำกัด ไปเห็นมันให้หมด ไปดูมันให้หมด แต่คำถามคือ ไอเดียที่ว่าคนใช้ชีวิตคุ้มคือต้องมีประสบการณ์ทุกอย่าง เห็นทุกอย่าง มันมาจากไหนนะ

ผมก็มานั่งคิดดูเหมือนกันว่าเราคิดกันเองหรือเปล่า หรือว่าเป็นมาร์เก็ตติ้งที่สังคมร่วมกันคิดว่าชีวิตที่คุ้มคือชีวิตที่ได้เห็นหมดแล้ว ได้จับหมดแล้ว ได้สัมผัสหมดแล้ว ได้มองเห็นวิวทั้งหมดแล้ว ซึ่งถ้าผมไม่ได้มาจนสุดทางของผมตรงนี้ ผมเองก็คงจะไม่มีเวลามานั่งตกผลึกแล้วสงสัยว่า เออว่ะ มันมาจากไหน มันจะยังไงต่อนะ คุ้มแล้วมันมีความสุขหรือเปล่า คุ้มแล้วมันต้องเท่ากับความสุขหรือเปล่า ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่ใช่

อย่างผมแบกเป้ไปช่วงแรกๆ มันก็ตื่นเต้น สิ่งต่างๆ น่าสนใจมาก แต่เดี๋ยวนี้บางครั้งอยากจะขว้างเป้ทิ้ง (หัวเราะ) มันหนักมากกว่าจะถ่ายเสร็จแต่ละตอน คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ ได้นำเสนอ มันก็ยังน่าสนใจเสมอนะ มันทำให้เราว้าวได้เสมอ แต่ว่าในกระบวนการเดินทาง การออกไปถ่ายทำ มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขหรือว่ายิ้มแย้มเท่าแต่ก่อนแล้ว เพราะมันก็มีความเต็มของมัน เหมือนทุกสิ่งบนโลก

ซึ่งคนที่เขาไม่ได้ทำอะไรอย่างนี้ พอเขาได้ทำครั้งแรกเขาก็จะมองว่า โห มันสุดยอดเลย แต่ว่าพอเราทำมันเป็นงาน พอถึงจุดหนึ่งเราก็กลับมาถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งต่อไปในชีวิตนี้ คือการนิยามชีวิตว่าคือการออกไปเดินทางให้เห็นทั้งหมดแล้ว คุ้มแล้ว จบแล้ว พอแล้ว เราว่ามันค่อนข้างน้อยเกินไปในมิติการมีชีวิตของคน คือทั้งจังหวะนิ่ง จังหวะขยับ มันคือความสมดุลกัน ซึ่งคนเราต้องการทั้งสองอย่าง

คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต

แล้วกับคำถามที่คุณเองสงสัยอย่างความหมายของชีวิตคืออะไร มนุษย์เราเกิดมาทำไม คุณได้คำตอบจากระหว่างทางบ้างไหม

อันนี้เป็นคำถามที่ยากมากนะ

ตอนเด็กๆ เราก็จะคิดว่าชีวิตคือการวิ่งตามความฝัน การทำตามแพสชัน หรือตอนเด็กกว่านั้นก็คิดว่าคือการสร้างชื่อให้กึกก้องไปหลังจากเราตาย ให้มีคนจำเราได้ แต่ว่าเรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นก็ยังเป็นเปลือกนอกอยู่ดี ตอนนี้เราอยู่ในช่วงชีวิตที่กำลังค้นหาความสมดุล คือบางทีชีวิตอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อค้นหาความหมายหรือความสุขเสียทีเดียว แต่มันคือการค้นหาความสมดุลตรงนี้ แล้วบางทีการทำประโยชน์สูงสุดคือการสร้าง Harmony ให้กับชีวิตเรา บางทีอาจจะไม่ต้องออกไปทำนั่นทำนี่ก็ได้ แค่สร้าง Harmony ให้เราอยู่ร่วมอย่างสงบสุขได้กับทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นบุคคลอื่น สังคมที่เราอยู่ หรือว่าโลกใบนี้ บางทีนี่อาจจะเป็นการทำประโยชน์ที่ดีที่สุดหรือเปล่า

บางทีการกลายเป็นแค่คนที่แค่ทำอะไรซ้ำๆ ทุกวัน อยู่กับที่แล้วไม่เดือดร้อนใคร อาจจะเป็นแก่นแท้สุดท้ายของชีวิต แต่ว่าเรายังหาคำตอบเหล่านี้ไม่ได้หรอก เพียงแค่ก่อนหน้านี้ชีวิตเราเหวี่ยงไปในทางที่ออกไปค้นหา ออกไปทำเยอะมาก ตอนนี้เรากำลังค้นหาสมดุลของเราอีกทาง ซึ่งบางทีอาจจะเจอทางตรงกลางในอนาคต

คุณเคยคิดเล่นๆ ไหมว่าชีวิตนี้ตายได้หรือยัง

คำว่าตายได้แล้วมันเหมือนกับมิชชันในโลกนี้มันจบแล้ว แต่เรายังไม่รู้สึกอย่างนั้น ในแง่หนึ่งเราอาจจะทำตามแพสชันและความฝันของตัวเองได้สุดแล้ว แต่ว่าเรายังไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับโลกนี้เท่าที่เราอยากทำ แล้วเราก็ยังไม่ได้มีครอบครัว ยังไม่ได้อุ้มลูกสักคน

ถามว่าตายได้ไหม คนเราตายได้ตลอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยากตายหรือไม่ แต่ว่าเราก็ยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่หลายๆ อย่าง ซึ่งมันไม่ใช่การไล่ตามความฝันอะไรแล้ว เพราะอะไรพวกนั้นเราทำมาหมดแล้ว  เราค้นหาจนได้ค้นพบหลายอย่าง แต่ว่าสิ่งที่เราตามหาตอนนี้คือ หนึ่งคือ ความสมดุล และสองคือ ความหมายของชีวิต

ความหมายในที่นี้อาจจะไม่ได้มาจากการตามหาแค่ความฝันของตัวเอง แต่มาจากความหมายผ่านการทำประโยชน์ให้ผู้อื่นมากที่สุดก็ได้ คือผมเพิ่งเสียคุณตาไป แล้วคุณตาคุณยายเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำให้พวกเรามีโอกาสตามแพสชันในทุกวันนี้ เพราะว่าถ้าไม่มีคุณตาคุณยายคอยสนับสนุนด้านวัตถุ พวกเราก็คงไม่ได้พร้อมแบบนี้ เราก็คงไม่ได้มีเวลามาพูดเรื่องแพสชันกัน เราก็คงต้องไปทำมาหาเลี้ยงชีพ ต้องคิดว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร เดือนหน้าจะผ่อนรถยังไง คือการที่เราพูดแต่เรื่องแพสชัน พูดแต่เรื่องความฝัน แล้วก็บอกว่าคนอย่างเรามันเท่ ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เพราะว่าคนอย่างผมมันก็เหยียบอยู่บนหลังคนรุ่นก่อนๆ คุณตาคุณยายคือคนที่ไม่ได้ออกไปทำตามแพสชัน ไม่ได้มีความฝัน เขาเปิดร้านแล้วก็ทำสิ่งเดิมมาตลอด 60 ปี 70 ปี ไปนั่งโต๊ะตัวเดิม ขายอยู่ที่ร้านเดิม แต่ว่าสิ่งที่เขาทำคือ เขาอนุญาตให้คนอื่นตามฝันของตัวเองได้

แล้วคุณคิดว่าการใช้ชีวิตแบบคุณตาคุณยายที่ไม่ได้ออกไปทำตามความฝันนับว่าเป็นชีวิตที่คุ้มค่าไหม

ผมว่าคุ้มนะ เพราะว่าแม้คุณตาท่านจะเสียไปแล้ว แต่ว่าคุณตาท่านยังอยู่ในตัวพวกเราทุกคน เพราะว่าสิ่งที่แกทำมันทำให้พวกเรามีทุกวันนี้จริงๆ

สิ่งที่เราทำอาจจะไม่ต้องอยู่ข้างในรุ่นของเราก็ได้ มันอาจจะส่งผลต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานก็ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมมองว่าเราก็มาสุดทางในการทำเพื่อตัวเอง แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเราบกพร่อง เรายังไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นอย่างจริงจังนัก ซึ่งการทำเพื่อคนอื่นอาจจะหมายถึงการไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกเช้าก็ได้ เราไม่ได้คิดเลยว่าอะไรมันสนุกกว่าอะไร อะไรฮาร์ดคอร์กว่ากัน โอเค มันอาจจะไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจเท่ากับการแบกเป้ไปตะลุยทั่วโลก แต่ว่ามันก็เป็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ผมพยายามหาอยู่

คุยกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เรื่องเบื้องหลัง 'เถื่อน Travel' สารคดีท่องเที่ยวที่เถื่อนที่สุด และการตามหาความหมายของชีวิต

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

ประโยคสุดคลาสสิกจากโฆษณา ‘ทีมกอล์ฟสิงห์’ เมื่อหลายสิบปีก่อน น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เปิดเรื่องราวของ ธงชัย ใจดี

ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักชื่อของเขา เพราะนี่คือนักกีฬาชายไทยที่ก้าวออกไปเป็นดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่ในวงการกอล์ฟอาชีพโลก ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

12 แชมป์เอเชียน ทัวร์ 8 โทรฟี่ยูโรเปียน ทัวร์ และ 1 พีจีเอ ทัวร์ แชมเปียนส์ บนแผ่นดินอเมริกา อีกทั้งยังทำเงินรางวัลสะสมตลอดอาชีพการเล่นกอล์ฟได้ทะลุ 600 ล้านบาท

ประวัติศาสตร์หน้าแล้วหน้าเล่าของวงการกอล์ฟไทย ถูกขีดเขียนโดย ธงชัย ใจดี ทั้งที่เขาเริ่มต้นทุกอย่างช้ากว่าคนอื่น กว่าจะจับก้านเหล็กหวดวงสวิงครั้งแรกก็ตอนอายุ 16 ปีแล้ว แถมออกสตาร์ทเทิร์นโปรตอนวัยแตะเลข 3

ในวันนั้นแทบไม่มีใครเชื่อเลยว่า ธงชัย ใจดี จะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่โปรผู้นี้ก็สวมหัวใจสิงห์อันกล้าแกร่ง ออกเดินทางไปสู่การแข่งขันระดับโลกจนประสบความสำเร็จกลับมา และส่งต่อแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้แก่นักกอล์ฟไทยในยุคหลังจากนั้น 

3,000

แสงแดดประเทศไทยสาดส่องและแผดเผาผิวหนังของร่างชายคนหนึ่งจนมีริ้วรอยไหม้เกรียม ทว่าตัวเขายังคงปาดเหงื่อที่ไหลริน เดินแบกถุงกอล์ฟด้วยตัวเอง ไปตีลูกให้ลงหลุมแล้วหลุมเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ได้ตัวเลขอย่างที่เขาตั้งใจวันละ 3,000 ครั้ง

เขาปลุกตัวเองตื่นตั้งแต่ตี 5 และซ้อมหนักจนถึง 3 ทุ่มของทุกวันตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายและความฝันในการไปคัดตัว สู่การเป็น ‘นักกอล์ฟทีมชาติไทย’

แต่ระหว่างบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ธงชัยกลับยิ้มที่มุมปากและเอ่ยว่า “ที่ผมบังคับตัวเองให้ฝึกซ้อมได้หนักขนาดนี้ เพราะชีวิตผมเคยลำบากมากกว่านั้นเยอะ ฝึกแค่นี้สำหรับผมสบายมาก

“ผมเห็นกอล์ฟมาตั้งแต่เกิด เพราะบ้านอยู่ติดกับสนาม แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาเล่น เพราะนี่เป็นกีฬาสำหรับคนที่มีเงินมากถึงจะเล่นได้ อีกอย่างตัวผมไม่ได้สนใจกอล์ฟด้วย ผมชอบเล่นฟุตบอลมากกว่า

“สนามกอล์ฟของทหารที่ลพบุรีนี่แหละคือสนามฟุตบอลของผมกับเพื่อน ๆ ตอนดึกผมกับพรรคพวกจะแอบข้ามรั้วเข้าไปเตะบอลกัน เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ลูกฟุตบอลแค่ลูกเดียวก็เล่นกันได้เป็นกลุ่มแล้ว”

ธงชัยอาจไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลายมาเป็น ‘นักกีฬาชาวไทย’ ที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกรู้จัก แต่การเติบโตอยู่ข้าง ๆ กรีนหญ้า ก็คงส่งอิทธิพลไม่น้อยให้เขาได้ซึมซับกีฬาชนิดนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากการประดิษฐ์ไม้กอล์ฟโดยใช้ไม้ไผ่บ้าง พลาสติกบ้าง เพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ

ไปจนถึงการเข้าไปงมหาลูกที่ตีตกในคลองของสนามกอล์ฟ เพื่อนำมาขายต่อ หาเงินค่าขนมไปโรงเรียน ธงชัยก็เคยทำเป็นประจำมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

“ซื้อลูกกอล์ฟไหมครับ” ธงชัยในวัยหนุ่มเอ่ยปากถามลูกค้าที่เข้ามาตีกอล์ฟในสนาม นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักนักธุรกิจในจังหวัดท่านหนึ่ง

“ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้อเท้าเริ่มมีปัญหา ส่งผลต่อการเล่นฟุตบอล ผมก็เอาลูกกอล์ฟมาขายให้กับนักธุรกิจคนนั้น ท่านเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า ‘ลองตีให้ดูหน่อยสิ’ ผมก็ปฏิเสธไปเพราะผมตีไม่เป็น อุปกรณ์ก็ไม่มี

“แต่ท่านก็ลองให้ผมหัดตีกอล์ฟเรื่อย ๆ บางครั้งก็แอบเดินตามท่านไปตี 4 – 5 หลุม ที่บอกว่าต้องแอบเพราะผมไม่ได้เป็นเมมเบอร์ ถ้าสารวัตรทหารเห็น ผมต้องโดนไล่ออกจากสนามแน่ ไม้กอล์ฟอันแรกในชีวิตผมก็ได้มาจากไม้เก่าของท่าน รวมถึงท่านยังเป็นคนที่เสียค่าสมัครสมาชิกกอล์ฟคลับให้ผมอีกด้วย”

ในความคิดของ ธงชัย ใจดี เขาคิดแค่ว่าเมื่อได้รับโอกาสให้ได้มาสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้แล้ว สิ่งเดียวที่คงทำได้ดีที่สุด คือ พยายามตอบแทนด้วยผลงานที่ดีที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้ในทุกรายการที่เดินทางไปแข่ง ทั้งแมตช์การกุศลและตามทัวร์นาเมนต์สมัครเล่น

“ครั้งแรกที่ผมลงแข่งกอล์ฟสมัครเล่นในประเทศไทย ผมเห็นเสื้อแข่งของนักกีฬาหลายคนติดโลโก้ ‘สิงห์’ เพราะสิงห์สนับสนุนวงการกอล์ฟไทยมายาวนาน ผมน่าจะเป็นเจเนอเรชันที่ 2 – 3 ของสิงห์แล้วด้วยซ้ำ จวบจนถึงวันนี้ สิงห์สนับสนุนนักกอล์ฟไทยมาน่าจะเจเนอเรชันที่ 10 แล้วมั้งครับ

“ผมเคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีโลโก้สิงห์มาติดอยู่บนเสื้อแข่งบ้างคงเท่ไม่น้อย จนกระทั่ง พี่เปี๊ยก-ศุภพร มาพึ่งพงศ์ (ผู้บรรยายกีฬา) แนะนำให้ผมรู้จักกับ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี นายก็ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 1995 จนถึงทุกวันนี้ ยาวนานไหมครับ”

อย่างที่ธงชัยบอก ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีสปอนเซอร์เป็นสิงห์ แต่เขาพบเห็นนักกีฬาจำนวนมากในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้รับเงินเดือนจากบุญรอดบริวเวอรี่ รวมถึงการสนับสนุนจนกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนากอล์ฟในเมืองไทย เพราะนักกอล์ฟที่ลงแข่งเกือบทั้งหมด ล้วนมีสิงห์เป็นผู้ให้โอกาสและอยู่เคียงข้างพวกเขา

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

เรียนรู้จากความลำบาก 

แม้ธงชัยเริ่มต้นจับไม้กอล์ฟครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งค่อนข้างช้า แต่ความขยันฝึกซ้อม ก็ทำให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ธงชัย ใจดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่ตีกอล์ฟได้ไม่ธรรมดา

เขาจึงได้บรรจุเข้ารับราชการที่ศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี ในโควตานักกีฬากอล์ฟ เพื่อแข่งขันให้หน่วยในกีฬากองทัพบก และที่นี่เอง ธงชัยได้พบกับบทเรียนชีวิตที่สอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อดทน ระเบียบวินัย และการเอาชนะใจตัวเอง’

“ผมไม่ได้นึกถึงการเป็นโปรกอล์ฟเลย คิดแค่ว่ากีฬานี้ทำให้ผมได้เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน มีสวัสดิการเลี้ยงดูครอบครัว เลยอยากซ้อมและเล่นให้เต็มที่ ให้คุ้มกับโอกาสที่ได้มา 

“มันยากมากสำหรับผมในตอนนั้น เพราะผมบรรจุแบบไม่ได้ผ่านการเป็นนักเรียนนายสิบมาก่อน ก็เลยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เราต้องอดทน มีระเบียบวินัย มีความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะสังคมทหารมีแค่เจ้านายกับลูกน้อง เราต้องทนให้ได้ ถ้าไม่ไหวก็ต้องลาออกไป

“ชีวิตการเป็นทหารของผม ทำงานครึ่งวัน อีกครึ่งวันซ้อมกอล์ฟ ถ้าวันไหนเข้าเวรก็ทำงานเต็มวัน ไม่ได้ซ้อม ถ้าช่วงของการฝึก ผมจะไม่ได้ซ้อมเลย ด้วยความที่หน่วยของผมเป็นหน่วยรบ จึงต้องถูกส่งไปฝึกหลักสูตรพลร่ม 1 ปี และหลังจากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนหลักสูตรจู่โจม เป็นเวลา 3 เดือนที่ไม่ได้กลับบ้านเลย

“นั่นคือช่วงเวลาที่หนักสุดแล้วในชีวิต ในตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน บางวันโดนฝึกแบบ 24 ชั่วโมง บางสัปดาห์ไม่ได้อาบน้ำเลยในช่วงการฝึก เพราะเป็นการจำลองสถานการณ์รบ มีทั้งภูเขา ทะเล และป่าเบื้องต้น

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวันนั้นคือ ถ้าร่างกายเราไหว เราจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหน ผมก็จะไม่ท้อและถอดใจ

“ตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม ผมลำบากมาก เสียเหงื่อไปเป็นโอ่งได้ แต่ก็ผ่านมาแล้ว จนได้เครื่องหมายเสือคาบดาบมาประดับบนอก

“ดังนั้น ทุกเรื่องในชีวิตไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เราก็จะต้องผ่านไปให้ได้ ผมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องความอดทน การดูแลร่างกาย ระเบียบวินัย มาปรับใช้กับตัวเองในตอนเล่นกอล์ฟ

“ผมเคยฝึกซ้อมวันละ 12 – 13 ชั่วโมง ตีวันละ 2,000 – 3,000 ครั้ง เพราะผมอยากติดทีมชาติมาก ซ้อมอย่างนี้อยู่ 1 ปีเต็ม ผมบอกกับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตาม

“เพราะลำบากกว่านี้ผมก็เคยทำมาแล้ว การเป็นทหารสอนให้เป็นคนที่อดทนจริง ๆ”

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

อย่ามองกลับหลัง

ผลพวงจากความสำเร็จในการกวาดเหรียญทองซีเกมส์ 1995 ที่จังหวัดเชียงใหม่ของทีมกอล์ฟชายไทย ทั้งประเภทเดี่ยวและทีม ย่อมสร้างความคาดหวังให้กับคนไทย เมื่อมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเวียนมาถึง บรรยากาศรอบสนามจึงเต็มไปด้วยกองเชียร์ที่แห่เข้ามา เพราะอยากเห็น ‘กอล์ฟชายไทย’ กอบโกยเหรียญระดับทวีปมาครองต่อหน้าคนทั้งชาติ

“จากการฝึกซ้อมหนักตลอด 1 ปี ผมก็ได้ติดทีมชาติไทย ตอนปี 1995 และอยู่ในทีมชุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่เชียงใหม่

“ช่วงเก็บตัวซ้อมทีมชาติเกือบ 5 ปี ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ผมไม่ใช่นักกอล์ฟที่ทักษะดีมากนัก ช่วงแรกผมตีโดยอาศัยความรู้สึก แต่ก็ได้รับการขัดเกลาและคำแนะนำต่าง ๆ ในทีมชาติมีเก็บสถิติด้วย

“ทำให้ตอนหลังออกสวิงได้ดีขึ้น จนช่วง 1 ปีก่อนแข่งเอเชียนเกมส์ 1998 ตอนนั้นเป็นช่วงพีกที่สุดของผม ซ้อมดีมาก และเริ่มมองถึงการออกไปเป็นโปรกอล์ฟอาชีพแล้ว

“พอถึงช่วงเวลาแข่งเอเชียนเกมส์ ปรากฏว่าเรากดดันตัวเองจนเล่นพลาด เพราะแฟน ๆ กีฬาชาวไทยและสื่อมวลชนเริ่มตั้งความหวังกับกอล์ฟชายไทยว่าไปถึงเหรียญทองได้

“ผมไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันขนาดนั้น ทุกอย่างในสนามจึงออกมาไม่เหมือนที่เคยทำได้ตอนซ้อม มันจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้ตัวเอง”

จบการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในบ้านเราปี 1998 กอล์ฟทีมชาติไทยกลับบ้านแบบมือเปล่า ไม่ได้แม้กระทั่งเหรียญทองแดงติดมือกลับมาเลย

ธงชัย ใจดี ยอมรับว่าเขาผิดหวังและเสียใจกับผลงาน แต่ก็ไม่ปล่อยให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ ฉะนั้น เราต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ จงอย่าให้อดีตที่ไม่เป็นดั่งใจ มาฉุดรั้งตัวเราไม่ให้ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

“เป็นธรรมดาถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วมันไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ย่อมเสียใจ แต่ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำให้เราตาย เรายังมีชีวิตและลมหายใจอยู่

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีนักกอล์ฟคนไหนในโลกที่ชนะได้ทุกสนาม เราแค่ต้องเรียนรู้กับมัน เติบโตก้าวต่อไป ผมเลยไม่ได้อยู่กับความเสียใจนานนัก เพราะผมจะไม่หันหลังกลับไปมองอดีต มันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้

“ตอนที่ผมตัดสินใจอยากออกไปเทิร์นโปร ผมรู้ตัวว่าจะต้องเจอกับคนเก่งอีกมากมาย ผมต้องเล่นคนเดียว ไม่เหมือนตอนเป็นมือสมัครเล่นที่ส่วนใหญ่เราเล่นเป็นทีม วันไหนเราเล่นไม่ดี ก็ยังมีเพื่อนร่วมทีมช่วย

“ผมรู้ว่ากอล์ฟอาชีพอาจทำให้ผมต้องพบเจอกับความผิดหวังอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งระดับการแข่งขันสูงขึ้น ก็ยิ่งท้าทายมากขึ้น แต่ผมก็พร้อมที่จะออกเผชิญหน้ากับมัน เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราอยากพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สวมหัวใจสิงห์

ลมหนาวปลายปี 1999 ผ่านพัดเข้ามากระทบร่างของ ธงชัย ใจดี เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การเริ่มต้นในเส้นทางนักกอล์ฟอาชีพกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าชายไทยวัย 30 ปีที่เพิ่งเทิร์นโปรจะไปได้ไกลแค่ไหน แม้กระทั่งตัวเขาเอง รวมถึงผู้สนับสนุนที่กล้าลงทุนเม็ดเงิน เพื่อสานฝันให้ธงชัยเปลี่ยนสถานะจากมือสมัครเล่นมาเป็น ‘โปรกอล์ฟอาชีพ’

แต่ในวันหนึ่งที่ธงชัยเริ่มมีความฝันใหญ่ขึ้น นั่นคือการเทิร์นโปรแข่งในระดับเอเชียน ทัวร์ เขายอมรับว่าลำพังแค่ตัวเขาคนเดียว คงไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน เนื่องจากการเล่นอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูง

สันติ ภิรมย์ภักดี จึงเป็นคนที่เขานึกถึง ธงชัยตัดสินใจหอบความฝันไปบอกเล่ากับผู้ใหญ่ที่ตนเรียกว่า ‘นาย’ และบทสนทนาก็จบลงเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

พร้อมไหม ถ้าพร้อมแล้วจะรออะไร ทันทีที่สิ้นประโยคนี้จากผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่ ประตูสู่เวทีระดับโลกของ ธงชัย ใจดี ก็เปิดกว้างออกทันที

“ทุกครั้งที่ผมชนะ ท่านจะเป็นคนแรกที่ส่งข้อความมาแสดงความยินดี บางปีผมอาจทำผลงานได้ไม่ดี ท่านก็มีแต่กำลังใจให้ตลอด ‘สู้ ๆ ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่ เล่นกอล์ฟให้สนุก’

“ทุกครั้งที่ออกไปแข่งขัน ผมจึงพยายามสู้กับทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ผมก็สู้เต็มที่ให้สมกับที่ได้รับโอกาส

“คุณสันติท่านเป็นคนที่มีแต่ให้ ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน ขอให้เรามีอนาคตที่ดี เลี้ยงดูครอบครัวได้ และเป็นคนดีของสังคมก็พอ ท่านไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจากเราเลย

“พวกเราทีมนักกอล์ฟของสิงห์เคยถามคุณสันตินะครับว่า เราจะตอบแทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คุณสันติตอบกลับทุกคนมาว่า ไม่ต้องตอบแทนอะไรท่านเลย เมื่อไหร่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อโอกาสเหล่านั้นให้กับคนอื่น ๆ ใช้ประสบการณ์ที่มีสร้างคนรุ่นต่อ ๆ ไป” เจ้าของโรงเรียนสอนกอล์ฟธงชัย ใจดี และผู้ก่อตั้งมูลนิธิธงชัย ใจดี เพื่อสานต่อโอกาสให้เด็กยากไร้ได้เล่นกอล์ฟเผย

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

ชนะใจตัวเองและสนามให้ได้ก่อน

ปีแรกในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพในเอเชียน ทัวร์ ของ ธงชัย ใจดี จบลงแบบมือเปล่า ทำได้ดีสุดคือติดท็อป 5 ในบางรายการ

ทว่าเพียงไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากนั้น ธงชัยก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่การเป็นมือ 1 ของทัวร์ เดินหน้ากวาดแชมป์ต่อเนื่องแทบทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 รายการ จนทำเงินรางวัลสะสมสูงสุดในฤดูกาลของเอเชียน ทัวร์ ได้ถึง 3 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในรายการที่เขาชนะเลิศ (เมย์แบงก์ มาเลเซียน โอเพ่น ปี 2004) จัดเป็นทัวร์นาเมนต์โคแซงชั่น จึงทำให้ธงชัยได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดเลือก ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีนักกอล์ฟชายจากภูมิภาคเอเชียที่ได้ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ ที่ระดับความเข้มข้นและเงินรางวัลสูงกว่าเอเชียน ทัวร์

“ผมเป็นโปรไทยยุคแรก ๆ ที่ได้เล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบเต็มตัว ปีแรกที่ได้เล่นในยุโรป ผมตกรอบบ่อยมาก เพราะเราไม่เคยเล่นในสภาพอากาศแบบนี้

“บ้านเราฝนตกเม็ดใหญ่ก็เลิกแข่งแล้วใช่ไหม แต่ที่ยุโรป บางวันเจอกับลม ฝน และหนาว เราก็ต้องเล่นให้ได้ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสก็ต้องตีต่อ

“ผมท้อเหมือนกันในช่วงปีแรก เคยคิดจะเลิกก็มี แต่มาคิดอีกที ตอนเป็นทหารลำบากกว่านี้ยังทนได้เลย ก็ต้องสู้ต่อไป ตราบใดที่ร่างกายยังไหวอยู่

“อย่างเรื่องภาษา ตอนมาใหม่ ๆ ผมก็ยังพูดไม่ค่อยได้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศผมเคยกลัวด่านตรวจคนเข้าเมือง กลัวกรอกข้อมูลไม่ถูก แต่เรื่องภาษาจำเป็นมากหากอยากจะแข่งในยุโรป ผมจึงซื้อหนังสือ เรียนพูดอังกฤษ 96 ชั่วโมงด้วยตนเอง มาอ่าน ศึกษาด้วยตัวเอง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ทุกวันนี้ก็ยังพกติดตัวมาอ่านอยู่

“ผมพยายามสังเกตว่า เวลานักกอล์ฟให้สัมภาษณ์เขาพูดอะไรกันบ้าง ก็ฝึกจากตรงนั้น เรื่องแกรมมาร์ผมอาจไม่เก่ง เพราะผมเน้นจำเป็นประโยค เป็นคำที่ใช้ในการเล่นกอล์ฟมากกว่า แต่ตอนนี้ก็สื่อสารได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

“ผมเคยใส่เสื้อกันฝนตัวใหญ่ซ้อมกลางแดดบ้านเรานี่แหละ เหงื่อออกท่วมตัวเลย แต่ก็ต้องทนเพื่อให้ตัวเองชินกับเสื้อกันฝน เวลาไปแข่งจริงที่ยุโรป หากต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่ เราก็จะตีได้ไม่มีปัญหา”

จากที่เคยตกรอบอย่างสม่ำเสมอในปีแรก ธงชัยเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นในปีต่อ ๆ มา จนอันดับดีขึ้นและก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งนักกอล์ฟแถวหน้าของการแข่งขันในยุโรป ด้วยการกวาดแชมป์ยูโรเปียน ทัวร์ มาครองถึง 8 รายการ

เขายืนยันว่า ทุกความสำเร็จล้วนมาจากการฝึกซ้อมหนักและความกล้าที่จะเดินต่อไป แม้ช่วงเริ่มต้นอาจต้องพบกับความผิดหวังเข้ามารบกวนใจบ่อยครั้ง แต่เขาก็เลือกปักหลักยืนสู้กับมันหลุมแล้วหลุมเล่า จนสุดท้ายก็ปักหมุดหมายของนักกอล์ฟไทยบนทวีปยุโรปได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ผมเป็นคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานดี แต่ขยันซ้อม ชอบเรียนรู้ตลอดเวลา และพยายามหาโอกาสให้ตัวเองเสมอ ผมไม่กลัวที่จะก้าวต่อไปในสเต็ปที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเราคิดออกมา (เล่นอาชีพในยูโรเปียน ทัวร์) แล้ว เราก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด มันไม่ตายหรอกครับ เพราะถ้าตาย นักกอล์ฟที่มาแข่งในยุโรปคงตายหมดแล้ว

“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองสู้ไม่ได้ เราเป็นคนไทย สรีระเป็นรอง หรือเราสู้ไม่ได้ เพราะเราไม่คุ้นกับอากาศ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อจำกัดให้ไม่กล้าที่จะออกมา

“เพราะถ้าเราชนะใจตัวเองไม่ได้ เอาชนะสนามไม่ได้ ก็คงเป็นแชมป์ไม่ได้หรอกครับ หากผมมายุโรปแล้วไม่สู้ เล่นแค่หวังเข้ารอบ ผมจะมาทำไม”

ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์

ความสำเร็จและเงินรางวัลที่กอบโกยได้มากมายหลายร้อยล้านบาทในยูโรเปียน ทัวร์ ไม่ได้ทำให้เขาอิ่มตัวกับอาชีพนี้จนหมดความท้าทายและไฟในการแข่งขัน

ตรงกันข้าม สถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักทั่วยุโรป จนทำให้เขาไม่ได้แข่งขันนานถึง 14 เดือน กลับยิ่งปลุกไฟในตัวธงชัยให้กระหาย อยากไปแสดงความท้าทายใหม่ ด้วยการคว้าแชมป์ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่เป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดนักกอล์ฟมือดีแถวหน้าของโลก

“ช่วงที่เป็นมือ 1 เอเชีย และติดท็อป 50 ของโลก ผมเคยมีโอกาสไปแข่งขันที่อเมริกาบ้าง ปีละไม่กี่แมตช์ แต่ผลงานของผมไม่ค่อยดีนัก เพราะนักกีฬาเจ้าถิ่นเขาคุ้นสนามมากกว่า อีกทั้งรูปแบบการเล่นก็แตกต่าง ที่อเมริกาต้องตีลูกให้สูง มันยาก

“ไม่เหมือนที่ยุโรป ตอนนี้ผมปรับตัวได้ สนุกกับการแข่งขัน เพราะเรามีประสบการณ์ ผมจึงมีเป้าหมายอยากเอาชนะรายการในอเมริกาให้ได้ จนมาถึงปี 2020 – 2021 โควิด-19 ระบาดหนัก ทำให้ในยุโรปไม่มีทัวร์แข่ง ส่วนที่อเมริกาเริ่มมีการผ่อนปรน

“แล้วก็มีทัวร์สำหรับซีเนียร์ (การแข่งขันสำหรับนักกอล์ฟที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) เรายิ่งรู้สึกสนุกและอยากเข้าไปเล่น เพราะมีแต่คนเก่ง ๆ หลายคนที่เคยชื่นชม เคยติดตามดูเขามานาน บางคนเราไม่เคยมีโอกาสเล่นกับเขาในยุคที่เขารุ่งเรือง แต่วันนี้เราก็ได้มาแข่งกับเขาในสนามเดียวกัน

“ผมเลยตัดสินใจบินมาอยู่อเมริกา 9 เดือนเต็ม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2021 เพื่อคัดตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ผมต้องเริ่มตั้งแต่ไปคัดตัวกับนักกอล์ฟนับพันคน เพื่อหา 5 คนเข้าไปเล่น เนื่องจากช่วงโควิด-19 มีการจัดอันดับใหม่ ผมจึงต้องมาคัดตัวทุกรายการเพื่อเก็บสะสมคะแนน และหาโอกาสให้ตัวเองได้ลงเล่นในทัวร์แต่ละรายการ”

ธงชัย ใจดี ไม่เคยชนะการแข่งขันอาชีพประเภทเดี่ยวมานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายได้แชมป์ เฟรนช์ โอเพ่น ปี 2016 ทว่าความพ่ายแพ้ไม่อาจหยุดยั้งให้เขาล้มเลิกหรือคิดแขวนก้านเหล็ก ธงชัยยังคงออกไปคัดตัวและลงแข่งในทุกโอกาสที่มีสิทธิ์

จนมาถึงรายการ American Family Insurance Championship ซึ่งเป็น PGA Tour Champions ที่มีเงินรางวัลสูง ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินสูงถึง 360,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 12.24 ล้านบาท) โปรวัย 52 ปี คัดตัวไม่ผ่านในรอบ Monday Qualifiers เขาจึงตัดสินใจจะกลับไปฝึกซ้อมที่เมืองแอตแลนตา โดยได้จองตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางแล้ว

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

กระทั่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎ ธงชัยจึงได้รับโควตาเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ และเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์…

“ในวันที่อายุมากขึ้น แน่นอนว่าสายตาเราไม่คมชัดเหมือนเดิม อ่านไลน์ไม่ขาดเหมือนแต่ก่อน แต่นั่นก็ทำให้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลร่างกายก่อนบินมาแข่งที่อเมริกา ผมใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจร่างกายทุกอย่าง สแกน MRI เพื่อเช็กว่าส่วนไหนบกพร่อง หลังเป็นอย่างไร สมอง ช่องท้อง หัวใจ ทุกอย่างโอเคไหม

“เพราะการจะเป็นแชมป์ คุณต้องฟิตสมบูรณ์พร้อมทั้งสัปดาห์ แข่ง 4 วัน คุณต้องรักษาระดับการเล่นให้สม่ำเสมอ ถ้าไม่พร้อมจริงก็ไม่มีทางเป็นแชมป์ได้เลย ผมไปถึงสนามนี้ ตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นแชมป์หรอก

“แต่พอได้ลองซ้อม ผมยังคุยกับแคดดี้เลยว่า สนามเข้าทางผมมาก ทั้งที่ไม่เคยลงแข่งที่นี่ ผมใช้เวลาในการกลิ้งลูกหาจังหวะ เช็กบนกรีนนานมาก ถ้าเราเปิดดี เราก็มีโอกาส

“ผมโชคร้ายที่หลุมทำคะแนนตีไปติดต้นไม้ ทำให้สถานการณ์ผมตามหลัง แต่ในจังหวะถัดมา ผมทำเบอร์ดี้ได้ยาวทีเดียว ผมจึงพลิกนำ 1 คะแนนก่อนแข่งหลุมสุดท้าย”

ธงชัยได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งต่างชื่นชมในหัวใจอันเป็นนักสู้ของโปรไทยวัย 52 ปี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เขาก็ฝ่าฟันจนได้สัมผัสแชมป์ PGA Tour Champions เป็นครั้งแรกในชีวิต

แม้เป็นการแข่งขันระดับซีเนียร์ แต่ความโหดหินก็ไม่น้อยเลย และนี่คงเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้โปรไทยรุ่นต่อ ๆ ไป กล้าที่จะออกไปสู่เวทีระดับโลก

“น้อง ๆ รุ่นใหม่พัฒนาขึ้นเยอะ ปัจจุบันเรามีนักกอล์ฟไทยใน LPGA นับ 10 คน ส่วนในเอเชียน ทัวร์ เรามีคนไทยเล่นอยู่เกือบครึ่งของทัวร์ เพราะนักกอล์ฟบ้านเรามีศักยภาพขึ้นมาก และทางสิงห์เองก็ให้การสนับสนุนเด็กไทยมาตลอด ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าผมจนถึงรุ่นใหม่

“อย่าง โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ก็เป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ LPGA มาแล้ว หรืออย่าง น้องทีเค-รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ คนนี้น่าจับตามอง เพราะอายุแค่ 15 ปี แต่น้องขยัน มุ่งมั่นเกินวัย จนเอาชนะในรายการอาชีพของผู้ใหญ่ได้ รอแค่จังหวะและโอกาสเท่านั้น

“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้อง ๆ มีโอกาส อยากให้น้องทุกคนในทีมกอล์ฟของสิงห์ตั้งใจและทำมันให้ได้ เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตน้องได้เลย เช่น หากได้ลงแข่งในรายการโคแซงชั่น ก็อยากให้น้องพยายามเล่นให้ดีที่สุด เพื่อจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดตัว

“ผมอยากให้น้อง ๆ เด็กไทยรุ่นใหม่ได้ออกมาเล่นทัวร์ใหญ่ ๆ เพื่อนำชื่อเสียงกลับไปสู่ประเทศไทย”

คำโฆษณาของสิงห์ เคยบอกว่า “ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” คงเป็นไตเติ้ลที่เหมาะสมกับชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ธงชัย ใจดี ในวัย 52 ปี

เขาอาจเริ่มต้นช้าและไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่เป็นแต้มต่อ แต่เพราะความมานะบากบั่น ไม่เคยกลัวล้มเหลวและขยันทุ่มเทให้กับกีฬาชนิดนี้แบบสุดตัวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งให้เขามาไกลเกินกว่าจะมีใครจินตนาการ หากมองจากวันแรกที่จับไม้กอล์ฟตอนอายุ 16 ปี

“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในตัวผมคือ ผมสู้ ผมไม่ท้อ และมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าวันนี้ทำสำเร็จเป้าหมายที่หนึ่ง ผมก็ต้องมองหาเป้าหมายใหม่เพื่อให้ตัวเองได้เดินหน้าต่อไป ผมเหลือแชมป์เมเจอร์ที่ยังไม่เคยได้ ก็ยังเป็นเกียรติยศที่ผมอยากคว้ามาครองให้ได้

“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็ยังจะเล่นกอล์ฟต่อไป สู้มันไปทุกวัน จนกว่าจะเดินไม่ได้ ผมถึงค่อยเลิกเล่น แต่ถ้าตอนนี้ผมยังเดินไหว ยังตีได้ในระดับนี้ ผมคงไม่มีทางล้มเลิกความฝัน ผมยังคงตื่นมาและพร้อมที่จะสู้กับชีวิตในเช้าวันใหม่เสมอครับ”

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load