4 มิถุนายน 2561
92 K

เมื่อผลักประตูสู่ชั้น 10 บนดาดฟ้าของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ในโรงพยาบาลรามาธิบดี แทนที่จะพบลานปูนแข็งร้อนระอุ สิ่งที่ปะทะสายตาฉันกลับเป็นสีเขียวเย็นตาของต้นไม้นานาชนิดจากริมทางเดินคดโค้งและซุ้มไม้เลื้อย ไกลออกไปอีกหน่อยมีสีเขียวสดของสนามหญ้าโล่งกว้างรอทักทายอยู่

เหมือนไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล ฉันคิดอย่างนั้นขณะเงยหน้ารับสายลมเย็นที่โชยผ่านต้นไม้ใบหญ้า

นี่คือสวนแห่งล่าสุดของโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่กำลังจะเปิดใช้งานภายในปี พ.ศ. 2561 เป็นสวนบำบัดลอยฟ้าซึ่งทางโรงพยาบาลกลางเมืองแห่งนี้ร่วมสร้างสรรค์กับภูมิสถาปนิก LANDPROCESS เจ้าของผลงานอย่างอุทยานป๋วย 100 ปีที่ธรรมศาสตร์รังสิต 

แค่มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นก็น่าชื่นใจแล้ว แต่สวนขนาด 1,500 ตารางเมตรนี้ยังไม่ใช่แค่สวนหย่อมหรือสวนสาธารณะทั่วไป หากเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่ที่สุดในไทย ซึ่งมีคอนเซปต์คือ ‘สวนบำบัดคน สวนบำบัดเมือง’

สวนแห่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มันเยียวยาเราและกรุงเทพฯ ได้ด้วยวิธีไหน ฉันมีโอกาสไปสนทนาเพื่อหาคำตอบกับศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ และอาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกแห่ง LANDPROCESS ผู้มีอีกมิติของชีวิตเป็นนักศิลปะบำบัด

และนี่คือเรื่องราวพิเศษที่ซ่อนอยู่ในหมู่ไม้ของสวนดาดฟ้าแห่งโรงพยาบาลรามาธิบดี

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ทางออกจากความเครียดในโรงพยาบาล

ในแง่หนึ่ง โรงพยาบาลคือศูนย์รวมความหวังผู้คน เพราะคนไข้ที่ก้าวเข้ามาล้วนหวังจะหายจากความเจ็บป่วย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงพยาบาลยังเป็นศูนย์รวมความเคร่งเครียด ทั้งจากตัวผู้ป่วย คนใกล้ชิด รวมถึงบุคลากรในโรงพยาบาลที่เจองานหนักหน่วงอยู่ไม่ขาด

คุณหมอปิยะมิตร คณบดีโรงพยาบาลรามาธิบดีบอกฉันว่า ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีซึ่งมีผู้ป่วยมาใช้บริการถึง 5,500 คนต่อวัน ทั้งที่พื้นที่เหมาะจะรองรับแค่ 3,500 คน เข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี และตั้งใจจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่ม ‘พื้นที่สีเขียว’ ซึ่งรู้กันดีว่ามีสรรพคุณช่วยคลายความเครียดให้ผู้คนได้

แต่เช่นเดียวกับโรงพยาบาลรัฐอีกหลายแห่ง โรงพยาบาลรามาธิบดีประสบปัญหาไม่มีพื้นที่ให้ขยับขยาย เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ค่อนข้างเล็กและมีสิ่งปลูกสร้างอยู่เต็มพื้นที่ ในที่สุด ทางโรงพยาบาลจึงเกิดไอเดียเปลี่ยนพื้นที่ซึ่งหลายคนอาจคิดไม่ถึงอย่าง ‘ดาดฟ้า’ ให้กลายเป็นสวน

นี่คือจุดกำเนิดของสวนบนดาดฟ้าขนาด 1,500 ตารางเมตรของอาคารใหม่ในโรงพยาบาลอย่างศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์

สวนที่เริ่มต้นด้วยหน้าที่พื้นที่สีเขียวสำหรับหย่อนใจทั่วไป แต่ต่อมาพัฒนาไปมากกว่านั้น

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

สวนบำบัดคน  

สวนบำบัดลอยฟ้าของโรงพยาบาลรามาธิบดีต่างจากสวนทั่วไป ตรงที่ตั้งอยู่ในบริบทของโรงพยาบาล พูดอีกอย่าง มันเป็นสวนที่ ‘ผู้ใช้’ มีคุณลักษณะพิเศษ นั่นคือประสบปัญหาความทุกข์ด้านร่างกายและจิตใจ

เพราะอย่างนั้นจะสร้างสวนเพื่อความรื่นรมย์ตามปกติก็ได้ แต่จะดีกว่าไหมถ้าพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ไปได้ไกลกว่านั้น

นั่นคือที่มาของไอเดีย ‘สวนบำบัด’ หรือ healing garden สิ่งนี้อาจฟังดูเป็นศัพท์แปลกหูในเมืองไทย แต่ถ้าหันไปมองเทรนด์โลก การสร้างสวนบำบัดคือกระแสที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ เพราะโลกมองโรงพยาบาลด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากสถานที่เพื่อการรักษาทางการแพทย์สู่สถานที่เยียวยาแบบองค์รวมทั้งมิติกายและใจ

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

สวนบำบัดลอยฟ้าของโรงพยาบาลรามาธิบดีตั้งใจจะเป็นต้นแบบของการรักษาแบบองค์รวมในสถานพยาบาล เราจึงเห็นการออกแบบพื้นที่สีเขียวที่ตอบรับต่อ ‘การบำบัด’ ในหลากหลายแง่มุม

สวนแห่งนี้เน้นแนวคิดการใช้พลังธรรมชาติบำบัดผู้คนหรือ ecotherapy เราจึงเห็นพืชพรรณทั้งต้นไม้และดอกไม้ละลานตา โดยทั้งหมดเป็นต้นไม้ที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ไม่มีหนาม ไม่มีพิษ รวมถึงมีกลิ่นหอมและมีผิวสัมผัสหลากหลายเพื่อกระตุ้นการรับรู้ นอกจากนั้น ต้นไม้จะถูกยกขึ้นจากพื้นเพื่อให้ผู้ใช้อย่างคนชราไม่ต้องออกแรงก้มลงเพื่อสัมผัสธรรมชาติ   

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ในส่วนหน้าตาของสวน สวนบำบัดลอยฟ้าตั้งอยู่บนพื้นที่รูปทรงกลม เส้นสายโค้งมน ช่วยให้เกิดความรู้สึกนุ่มนวลอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้างเหมือนรูปทรงที่มีเหลี่ยมมุม มีการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น กำแพงดินที่มีการเพนต์ลายรูปดอกไม้ในสไตล์สีน้ำแสนอ่อนโยน

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

มากไปกว่านั้น สีสันหลักของสวนยังใช้สีม่วงหลายเฉด ซึ่งนอกจากเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สีม่วงยังเป็นสีที่ใช้เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นผ่อนคลาย

จากองค์ประกอบในภาพรวม สวนบำบัดลอยฟ้าแบ่งลงลึกเป็นโซนสำหรับกิจกรรมต่างๆ เริ่มจากโซน ‘สวนไม้หอมและอักษรคนตาบอด’ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินกายภาพบำบัดที่โรยพื้นด้วยกรวดหลายขนาด เพื่อเป็นการกดจุดใต้ฝ่าเท้าขณะเดิน ริมทางเดินมีราวจับสำหรับพยุงตัว ซึ่งมีความพิเศษซ่อนอยู่คือมีผิวสัมผัสเป็นอักษรเบรลล์ เนื้อหาคือบทเพลง ‘รัก’ ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีเนื้อหาและท่วงทำนองรื่นรมย์

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ต่อจากนั้นคือโซน ‘ซุ้มไม้เลื้อยม่วง’ ซึ่งเป็นโซนทางเดินที่โอบล้อมเป็นอุโมงค์ และซุ้มบังแดดที่มีไม้เลื้อยดอกสีม่วงสวยคอยให้ร่มเงา ทางเดินนี้นำเราไปสู่ลานกิจกรรมขนาดใหญ่ตรงกลางสวน ที่เป็นสนามหญ้าเขียวขจี รองรับการใช้งานของคนได้ถึง 200 คน

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ถัดมาคือ ‘สวนเกษตรลอยฟ้า’ ที่ชวนให้ผู้ใช้ของโรงพยาบาลมาปลูกผักบำบัด สัมผัสดิน สัมผัสต้นไม้ แนวพื้นที่ปลูกผักถูกยกสูงในระดับที่ผู้ใช้รถเข็นร่วมกิจกรรมได้สะดวก และนอกจากช่วยบำบัดกายใจ สวนเกษตรนี้ยังเป็นแหล่งอาหารปลอดภัย รวมถึงห้องเรียนรู้เรื่องสมุนไพรด้วย

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ยังไม่หมดเท่านั้น พื้นที่ของสวนยังถูกแบ่งเป็นโซนกิจกรรมแยกย่อย เช่น โซนเล่นหมากรุกสำหรับคนไข้ผู้สูงอายุไว้ฝึกสมอง โซนกระบะทรายสำหรับเด็กๆ โซนลานรูปวงกลมที่มีพื้นผิวเป็นหินกรวดไว้สำหรับบำบัดใจด้วยการเดินเนิบช้าทำสมาธิ โซน ‘อัฒจันทร์วงกลมกลางแจ้ง’ ไว้สำหรับจัดกิจกรรมการแสดง โดยผู้ใช้รถเข็นก็สามารถเข็นผ่านทางเดินที่ออกแบบอย่างดีไปร่วมชมได้ รวมถึงโซน ‘ห้องไม้ดอก’ ห้องอเนกประสงค์ที่ตกแต่งด้วยภาพพรรณไม้ 9 ชนิด ซึ่งมีชื่อพ้องกับพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ ‘ดอกกันภัยมหิดล’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ด้วยเหตุนี้ สวนบำบัดลอยฟ้าของโรงพยาบาลรามาธิบดีจึงเป็นมากกว่าแค่สวนในความหมายทั่วไป แต่เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีศักยภาพเต็มเปี่ยมในการฟื้นฟูกายใจผู้ใช้บริการและบุคลากรโรงพยาบาล

และที่พิเศษกว่านั้นคือ สวนแห่งนี้ไม่เพียงบำบัดคน แต่ยังตั้งใจ ‘บำบัดเมือง’ ไปพร้อมกัน

สวนบำบัดเมือง

โรงพยาบาลรามาธิบดีมีนโยบายที่จะสร้าง ‘โรงพยาบาลสีเขียว’ หรือ green hospital อย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือเหตุผลที่พื้นที่สีเขียวแห่งใหม่นี้ทำหน้าที่มากกว่าแค่บำบัดผู้คน

อย่างแรกสุด สวนบำบัดลอยฟ้าถือเป็น ‘หลังคาสีเขียว’ ที่ช่วยลดอุณหภูมิของอาคารและยืดอายุการใช้งานให้หลังคาของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

นอกจากนั้น สวนแห่งนี้ยังช่วยดูดซับน้ำฝนไม่ให้ไหลสู่เมืองโดยตรง เปรียบเหมือนแก้มลิงเล็กๆ ที่ช่วยซับน้ำให้เมืองใหญ่ ขณะที่พืชพรรณนานาชนิดในสวนช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและฟอกอากาศของกรุงเทพฯ

บนดาดฟ้าที่กลายเป็นหลังคาสีเขียวนี้ยังมีลาน Solar Cell ทำให้ที่นี่ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประหยัดพลังงานให้แก่โรงพยาบาลได้

อีกส่วนที่โดดเด่น คือการนำขยะจากโรงพยาบาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ขยะอินทรีย์กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ในสวนงอกงาม ส่วนขยะอนินทรีย์อย่าง ‘ถุงน้ำเกลือ’ ซึ่งถือเป็นขยะสะอาดนั้นแปลงร่างกลายเป็นโซน ‘ผนังถุงน้ำเกลือ’ ซึ่งเป็นผนังต้นไม้ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากถุงน้ำเกลือใช้แล้วกว่า 700 ถุง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ทั้งหมดนี้ทำให้เมื่อเดินสู่สวนบำบัดลอยฟ้าของโรงพยาบาลรามาธิบดี นอกจากสัมผัสได้ถึงพลังแห่งการบำบัดที่ชวนให้กายและใจสบาย เราจึงยังได้พบต้นแบบไอเดียการเยียวยาสิ่งแวดล้อมเมือง ที่น่าหยิบไปประยุกต์ใช้ทั้งในโรงพยาบาลอื่นและพื้นที่สาธารณะใกล้บ้าน

นับเป็นสวนซึ่งทำหน้าที่ ‘บำบัด’ เต็มความหมาย และช่วยให้เราเห็นว่า ‘สวน’ หนึ่งแห่งมีความเป็นไปได้ซ่อนอยู่มากมายเหลือเกิน

หากมองในภาพรวม จะเห็นได้ว่าสุขภาพที่ดีนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือเครื่องมือที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งทุกคนมีส่วนในการช่วยเหลือผู้ป่วยได้ด้วยการร่วมบริจาคเงินเพื่อซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ยังขาดแคลนและจำเป็นอีกจำนวนมาก

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ขอเชิญชวนบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อซื้อเครื่องมือแพทย์สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ผ่านบัญชีมูลนิธิรามาธิบดีฯ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขารามาธิบดี เลขที่ 026-3-05216-3 ธ.กรุงเทพ สาขาศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ (รพ.รามาธิบดี) เลขที่ 090-3-50015-5 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2201 1111  และ www.ramafoundation.or.th

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load