4 มิถุนายน 2561
390

เมื่อผลักประตูสู่ชั้น 10 บนดาดฟ้าของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ในโรงพยาบาลรามาธิบดี แทนที่จะพบลานปูนแข็งร้อนระอุ สิ่งที่ปะทะสายตาฉันกลับเป็นสีเขียวเย็นตาของต้นไม้นานาชนิดจากริมทางเดินคดโค้งและซุ้มไม้เลื้อย ไกลออกไปอีกหน่อยมีสีเขียวสดของสนามหญ้าโล่งกว้างรอทักทายอยู่

เหมือนไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล ฉันคิดอย่างนั้นขณะเงยหน้ารับสายลมเย็นที่โชยผ่านต้นไม้ใบหญ้า

นี่คือสวนแห่งล่าสุดของโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่กำลังจะเปิดใช้งานภายในปี พ.ศ. 2561 เป็นสวนบำบัดลอยฟ้าซึ่งทางโรงพยาบาลกลางเมืองแห่งนี้ร่วมสร้างสรรค์กับภูมิสถาปนิก LANDPROCESS เจ้าของผลงานอย่างอุทยานป๋วย 100 ปีที่ธรรมศาสตร์รังสิต 

แค่มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นก็น่าชื่นใจแล้ว แต่สวนขนาด 1,500 ตารางเมตรนี้ยังไม่ใช่แค่สวนหย่อมหรือสวนสาธารณะทั่วไป หากเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่ที่สุดในไทย ซึ่งมีคอนเซปต์คือ ‘สวนบำบัดคน สวนบำบัดเมือง’

สวนแห่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มันเยียวยาเราและกรุงเทพฯ ได้ด้วยวิธีไหน ฉันมีโอกาสไปสนทนาเพื่อหาคำตอบกับศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ และอาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกแห่ง LANDPROCESS ผู้มีอีกมิติของชีวิตเป็นนักศิลปะบำบัด

และนี่คือเรื่องราวพิเศษที่ซ่อนอยู่ในหมู่ไม้ของสวนดาดฟ้าแห่งโรงพยาบาลรามาธิบดี

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ทางออกจากความเครียดในโรงพยาบาล

ในแง่หนึ่ง โรงพยาบาลคือศูนย์รวมความหวังผู้คน เพราะคนไข้ที่ก้าวเข้ามาล้วนหวังจะหายจากความเจ็บป่วย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรงพยาบาลยังเป็นศูนย์รวมความเคร่งเครียด ทั้งจากตัวผู้ป่วย คนใกล้ชิด รวมถึงบุคลากรในโรงพยาบาลที่เจองานหนักหน่วงอยู่ไม่ขาด

คุณหมอปิยะมิตร คณบดีโรงพยาบาลรามาธิบดีบอกฉันว่า ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีซึ่งมีผู้ป่วยมาใช้บริการถึง 5,500 คนต่อวัน ทั้งที่พื้นที่เหมาะจะรองรับแค่ 3,500 คน เข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี และตั้งใจจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่ม ‘พื้นที่สีเขียว’ ซึ่งรู้กันดีว่ามีสรรพคุณช่วยคลายความเครียดให้ผู้คนได้

แต่เช่นเดียวกับโรงพยาบาลรัฐอีกหลายแห่ง โรงพยาบาลรามาธิบดีประสบปัญหาไม่มีพื้นที่ให้ขยับขยาย เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ค่อนข้างเล็กและมีสิ่งปลูกสร้างอยู่เต็มพื้นที่ ในที่สุด ทางโรงพยาบาลจึงเกิดไอเดียเปลี่ยนพื้นที่ซึ่งหลายคนอาจคิดไม่ถึงอย่าง ‘ดาดฟ้า’ ให้กลายเป็นสวน

นี่คือจุดกำเนิดของสวนบนดาดฟ้าขนาด 1,500 ตารางเมตรของอาคารใหม่ในโรงพยาบาลอย่างศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์

สวนที่เริ่มต้นด้วยหน้าที่พื้นที่สีเขียวสำหรับหย่อนใจทั่วไป แต่ต่อมาพัฒนาไปมากกว่านั้น

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

สวนบำบัดคน  

สวนบำบัดลอยฟ้าของโรงพยาบาลรามาธิบดีต่างจากสวนทั่วไป ตรงที่ตั้งอยู่ในบริบทของโรงพยาบาล พูดอีกอย่าง มันเป็นสวนที่ ‘ผู้ใช้’ มีคุณลักษณะพิเศษ นั่นคือประสบปัญหาความทุกข์ด้านร่างกายและจิตใจ

เพราะอย่างนั้นจะสร้างสวนเพื่อความรื่นรมย์ตามปกติก็ได้ แต่จะดีกว่าไหมถ้าพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ไปได้ไกลกว่านั้น

นั่นคือที่มาของไอเดีย ‘สวนบำบัด’ หรือ healing garden สิ่งนี้อาจฟังดูเป็นศัพท์แปลกหูในเมืองไทย แต่ถ้าหันไปมองเทรนด์โลก การสร้างสวนบำบัดคือกระแสที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ เพราะโลกมองโรงพยาบาลด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากสถานที่เพื่อการรักษาทางการแพทย์สู่สถานที่เยียวยาแบบองค์รวมทั้งมิติกายและใจ

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

สวนบำบัดลอยฟ้าของโรงพยาบาลรามาธิบดีตั้งใจจะเป็นต้นแบบของการรักษาแบบองค์รวมในสถานพยาบาล เราจึงเห็นการออกแบบพื้นที่สีเขียวที่ตอบรับต่อ ‘การบำบัด’ ในหลากหลายแง่มุม

สวนแห่งนี้เน้นแนวคิดการใช้พลังธรรมชาติบำบัดผู้คนหรือ ecotherapy เราจึงเห็นพืชพรรณทั้งต้นไม้และดอกไม้ละลานตา โดยทั้งหมดเป็นต้นไม้ที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ไม่มีหนาม ไม่มีพิษ รวมถึงมีกลิ่นหอมและมีผิวสัมผัสหลากหลายเพื่อกระตุ้นการรับรู้ นอกจากนั้น ต้นไม้จะถูกยกขึ้นจากพื้นเพื่อให้ผู้ใช้อย่างคนชราไม่ต้องออกแรงก้มลงเพื่อสัมผัสธรรมชาติ   

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ในส่วนหน้าตาของสวน สวนบำบัดลอยฟ้าตั้งอยู่บนพื้นที่รูปทรงกลม เส้นสายโค้งมน ช่วยให้เกิดความรู้สึกนุ่มนวลอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้างเหมือนรูปทรงที่มีเหลี่ยมมุม มีการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น กำแพงดินที่มีการเพนต์ลายรูปดอกไม้ในสไตล์สีน้ำแสนอ่อนโยน

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

มากไปกว่านั้น สีสันหลักของสวนยังใช้สีม่วงหลายเฉด ซึ่งนอกจากเป็นสีประจำพระองค์ของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สีม่วงยังเป็นสีที่ใช้เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นผ่อนคลาย

จากองค์ประกอบในภาพรวม สวนบำบัดลอยฟ้าแบ่งลงลึกเป็นโซนสำหรับกิจกรรมต่างๆ เริ่มจากโซน ‘สวนไม้หอมและอักษรคนตาบอด’ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินกายภาพบำบัดที่โรยพื้นด้วยกรวดหลายขนาด เพื่อเป็นการกดจุดใต้ฝ่าเท้าขณะเดิน ริมทางเดินมีราวจับสำหรับพยุงตัว ซึ่งมีความพิเศษซ่อนอยู่คือมีผิวสัมผัสเป็นอักษรเบรลล์ เนื้อหาคือบทเพลง ‘รัก’ ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีเนื้อหาและท่วงทำนองรื่นรมย์

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ต่อจากนั้นคือโซน ‘ซุ้มไม้เลื้อยม่วง’ ซึ่งเป็นโซนทางเดินที่โอบล้อมเป็นอุโมงค์ และซุ้มบังแดดที่มีไม้เลื้อยดอกสีม่วงสวยคอยให้ร่มเงา ทางเดินนี้นำเราไปสู่ลานกิจกรรมขนาดใหญ่ตรงกลางสวน ที่เป็นสนามหญ้าเขียวขจี รองรับการใช้งานของคนได้ถึง 200 คน

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ถัดมาคือ ‘สวนเกษตรลอยฟ้า’ ที่ชวนให้ผู้ใช้ของโรงพยาบาลมาปลูกผักบำบัด สัมผัสดิน สัมผัสต้นไม้ แนวพื้นที่ปลูกผักถูกยกสูงในระดับที่ผู้ใช้รถเข็นร่วมกิจกรรมได้สะดวก และนอกจากช่วยบำบัดกายใจ สวนเกษตรนี้ยังเป็นแหล่งอาหารปลอดภัย รวมถึงห้องเรียนรู้เรื่องสมุนไพรด้วย

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ยังไม่หมดเท่านั้น พื้นที่ของสวนยังถูกแบ่งเป็นโซนกิจกรรมแยกย่อย เช่น โซนเล่นหมากรุกสำหรับคนไข้ผู้สูงอายุไว้ฝึกสมอง โซนกระบะทรายสำหรับเด็กๆ โซนลานรูปวงกลมที่มีพื้นผิวเป็นหินกรวดไว้สำหรับบำบัดใจด้วยการเดินเนิบช้าทำสมาธิ โซน ‘อัฒจันทร์วงกลมกลางแจ้ง’ ไว้สำหรับจัดกิจกรรมการแสดง โดยผู้ใช้รถเข็นก็สามารถเข็นผ่านทางเดินที่ออกแบบอย่างดีไปร่วมชมได้ รวมถึงโซน ‘ห้องไม้ดอก’ ห้องอเนกประสงค์ที่ตกแต่งด้วยภาพพรรณไม้ 9 ชนิด ซึ่งมีชื่อพ้องกับพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ ‘ดอกกันภัยมหิดล’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ด้วยเหตุนี้ สวนบำบัดลอยฟ้าของโรงพยาบาลรามาธิบดีจึงเป็นมากกว่าแค่สวนในความหมายทั่วไป แต่เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีศักยภาพเต็มเปี่ยมในการฟื้นฟูกายใจผู้ใช้บริการและบุคลากรโรงพยาบาล

และที่พิเศษกว่านั้นคือ สวนแห่งนี้ไม่เพียงบำบัดคน แต่ยังตั้งใจ ‘บำบัดเมือง’ ไปพร้อมกัน

สวนบำบัดเมือง

โรงพยาบาลรามาธิบดีมีนโยบายที่จะสร้าง ‘โรงพยาบาลสีเขียว’ หรือ green hospital อย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือเหตุผลที่พื้นที่สีเขียวแห่งใหม่นี้ทำหน้าที่มากกว่าแค่บำบัดผู้คน

อย่างแรกสุด สวนบำบัดลอยฟ้าถือเป็น ‘หลังคาสีเขียว’ ที่ช่วยลดอุณหภูมิของอาคารและยืดอายุการใช้งานให้หลังคาของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

นอกจากนั้น สวนแห่งนี้ยังช่วยดูดซับน้ำฝนไม่ให้ไหลสู่เมืองโดยตรง เปรียบเหมือนแก้มลิงเล็กๆ ที่ช่วยซับน้ำให้เมืองใหญ่ ขณะที่พืชพรรณนานาชนิดในสวนช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและฟอกอากาศของกรุงเทพฯ

บนดาดฟ้าที่กลายเป็นหลังคาสีเขียวนี้ยังมีลาน Solar Cell ทำให้ที่นี่ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประหยัดพลังงานให้แก่โรงพยาบาลได้

อีกส่วนที่โดดเด่น คือการนำขยะจากโรงพยาบาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ขยะอินทรีย์กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ในสวนงอกงาม ส่วนขยะอนินทรีย์อย่าง ‘ถุงน้ำเกลือ’ ซึ่งถือเป็นขยะสะอาดนั้นแปลงร่างกลายเป็นโซน ‘ผนังถุงน้ำเกลือ’ ซึ่งเป็นผนังต้นไม้ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากถุงน้ำเกลือใช้แล้วกว่า 700 ถุง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

เมื่อดาดฟ้าโรงพยาบาลรามาฯ กลายเป็น ‘สวนบำบัดลอยฟ้า’ ใหญ่สุดในไทยที่ช่วยบำบัดทั้งคนและเมือง

ทั้งหมดนี้ทำให้เมื่อเดินสู่สวนบำบัดลอยฟ้าของโรงพยาบาลรามาธิบดี นอกจากสัมผัสได้ถึงพลังแห่งการบำบัดที่ชวนให้กายและใจสบาย เราจึงยังได้พบต้นแบบไอเดียการเยียวยาสิ่งแวดล้อมเมือง ที่น่าหยิบไปประยุกต์ใช้ทั้งในโรงพยาบาลอื่นและพื้นที่สาธารณะใกล้บ้าน

นับเป็นสวนซึ่งทำหน้าที่ ‘บำบัด’ เต็มความหมาย และช่วยให้เราเห็นว่า ‘สวน’ หนึ่งแห่งมีความเป็นไปได้ซ่อนอยู่มากมายเหลือเกิน

หากมองในภาพรวม จะเห็นได้ว่าสุขภาพที่ดีนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือเครื่องมือที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งทุกคนมีส่วนในการช่วยเหลือผู้ป่วยได้ด้วยการร่วมบริจาคเงินเพื่อซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ยังขาดแคลนและจำเป็นอีกจำนวนมาก

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ขอเชิญชวนบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อซื้อเครื่องมือแพทย์สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ผ่านบัญชีมูลนิธิรามาธิบดีฯ ธ.ไทยพาณิชย์ สาขารามาธิบดี เลขที่ 026-3-05216-3 ธ.กรุงเทพ สาขาศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ (รพ.รามาธิบดี) เลขที่ 090-3-50015-5 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2201 1111  และ www.ramafoundation.or.th

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load